Nothing But Time

Nothing But Time (1926) French : Alberto Cavalcanti ♥♥♥♥

สำรวจวิถีชนชั้นล่างในกรุง Paris ด้วยแนวคิด ‘city symphony’ แพรวพราวเทคนิคภาพยนตร์ แต่ตอนจบอาจดูมึนๆงงๆ ผู้กำกับ Alberto Cavalcanti คงต้องการสื่อถึงทุกสถานที่บนโลกใบนี้ ล้วนไม่มีความแตกต่างกัน

Toutes les villes seraient pareilles si leurs monuments ne les distinguaient pas.
All cities would look the same were it not for the monuments that distinguish them.

ผมครุ่นคิดว่าความหมายของผกก. Cavalcanti ต้องการสื่อถึงทุกสถานที่บนโลกใบนี้ นอกจากสิ่งก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน สถาปัตยกรรมภายนอกที่ดูผิดแผกแตกต่าง ล้วนพบเห็นการแบ่งแยกด้วยฐานะรวย-จน ชนชั้นสูง-ต่ำ คนมีเงินย่อมสามารถใช้ชีวิตเลิศหรู กินอยู่สุขสบาย ตรงกันข้ามกับคนยากไร้ ขอทาน อาชญากร โสเภณี อาศัยอยู่ในสลัม ต้องอดรนทนทุกข์ยากลำบาก

นั่นอาจคือเหตุผลที่ทำให้ช่วงท้ายของหนัง เมื่อพบเห็นแผนที่ปรากฎชื่อเมือง Paris และ Peking (ห่างไกลคนละซีกโลก) แล้วมีการโยกขยับไปมาซ้าย-ขวา … กล่าวคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้ทำการสำรวจเพียงวิถีชนชั้นล่างในกรุง Paris แต่เชื่อเถอะว่า Peking ก็คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่

หลังจาก Manhatta (1921) จุดประกายหนังแนว ‘city symphony’ ถัดมาก็คือ Rien que les heures (1926) แปลว่า Nothing But Time หรือ Nothing But the Hours เปลี่ยนสถานที่มายังกรุง Paris ประเทศฝรั่งเศส แต่สิ่งที่ผกก. Cavalcanti ทำการเก็บบันทึกนั้น ถือว่ามีลักษณะแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!

แทนที่จะบันทึกภาพสิ่งก่อสร้าง ตึกระฟ้าสูงใหญ่ หรือสถานที่สำคัญๆในกรุง Paris กลับร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต ผู้คนชนชั้นล่าง ขอทาน อาชญากร โสเภณี ฯ อาศัยอยู่ย่านสลัม ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ต้องอดรนทนทุกข์ยากลำบาก เฝ้ารอคอยโอกาส ใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิง

ถึงผมจะเข้าใจความติสต์ของผกก. Cavalcanti สรรค์สร้าง Rien que les heures (1926) เต็มไปด้วยลูกเล่น แพรวพราวเทคนิคภาพยนตร์ แต่ช่วงท้ายนอกจากสับสน มึนงงงง ยังเหมือนบางสิ่งอย่างขาดหาย ไม่ได้รับการเติมเต็มสักเท่าไหร่ … อาจเพราะต้องการให้ผู้ชมรับรู้สึกเหมือนคนยากคนจนเหล่านั้น ดำรงชีวิตอย่างเวิ้งว่างเปล่า ท้อแท้หมดสิ้นหวัง


Alberto de Almeida Cavalcanti (1897-1982) สถาปนิก ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Brazilian เกิดที่ Rio de Janeiro เป็นเด็กอัจฉริยะ เพียงอายุ 15 สามารถสอบเข้าเรียนกฎหมาย แต่กลับโดนขับไล่ออกเพราะไปมีเรื่องขึ้นเสียงกับอาจารย์ เลยถูกส่งไป Geneva ร่ำเรียนสถาปัตยกรรม พอายุ 18 เดินทางสู่ Paris เปลี่ยนมาสนใจงานออกแบบภายใน แล้วมีโอกาสรับรู้จักผู้กำกับ Marcel L’Herbier ชักชวนมาร่วมงานออกแบบฉาก (Set Designer) ภาพยนตร์ L’Inhumaine (1924) เลยเกิดแรงบันดาลใจให้อยากสรรค์สร้างผลงานของตนเอง

ตั้งแต่ที่ Cavalcanti เดินทางมาถึงกรุง Paris ก็เกิดความตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้ ช่างไม่แตกต่างจากบ้านเกิด Rio de Janeiro เพียงสิ่งก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน สถาปัตยกรรมภายนอกที่ดูผิดแผกแตกต่าง แต่วิถีชีวิตผู้คนยังคงแบ่งแยกด้วยฐานะรวย-จน ชนชั้นสูง-ต่ำ

สำหรับผลงานเรื่องแรก Rien que les heures (1926), ผกก. Cavalcanti ต้องการบันทึกภาพกรุง Paris ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง (แล้วตัดต่อให้เหลือเพียง 45 นาที) ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ กลางวัน-กลางคืน พบเห็นด้านมืด-สว่าง งดงาม-อัปลักษณ์ คนรวยเปี่ยมด้วยความหวัง-คนจนตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง ฯลฯ

I wanted to make a film about the life of a great city, Paris, from dawn until dusk. I wanted to show the beauty and the ugliness, the rich and the poor, the hope and the despair. I wanted to show the real Paris.

Alberto Cavalcanti

ถ่ายภาพโดย James E. Rogers ตากล้องสัญชาติอังกฤษ มีผลงานอาทิ Rien que les heures (1926), The Lady from the Sea (1929), Britain at Bay (1940) ฯ

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยเทคนิคภาพยนตร์ ทั้งการซ้อนภาพ, ฉีกกระดาษ, ตัดแปะภาพเคลื่อนไหว, ขยับเคลื่อนกล้องเร็วๆ ส่ายๆสั้นๆ สลับไปมาซ้าย-ขวา, หลายครั้งถ่ายมุมก้ม ยกเว้นเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ฯลฯ สังเกตว่าแทบทุกฉากมักนำเสนอสองสิ่งขั้วตรงข้าม เพื่อให้ผู้ชมเกิดการเปรียบเทียบอยู่เสมอๆ

เครดิตชื่อหนัง รับอิทธิพลจากกลุ่มเคลื่อนไหว Dadaism ด้วยแบ่งแยกข้อความออกเป็นคำๆ rien que les heures ทำการแปะติดปะต่อให้ดูเหมือนจิ๊กซอว์ กระเบื้องโมเสก ซึ่งสามารถสื่อถึงเศษเสี้ยวของภาพและเวลา (Space & Time) ที่หนังเรื่องนี้นำมาแปะติดปะต่อได้เพียง 45 นาที จากความตั้งใจบันทึกภาพกรุง Paris ระยะเวลา 24 ชั่วโมง

จากภาพเคลื่อนไหวของสาวๆ แต่งชุดไฮโซเลิศหรู กำลังเดินลงจากบันได จู่ๆเปลี่ยนแปรสภาพมาเป็นรูปภาพถ่าย แล้วมือของใครสักคน (น่าจะผกก. Cavalcanti) ทำการฉีกออกจนเหลือเพียงเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ เพื่อบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้นำเสนอผ่านมุมมองของชนชั้นสูงเหล่านั้น (anti-Bourgeoisie)

และการฉีกออกจนเหลือเพียงเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ (เหมือนจะมีการซ้อนภาพ เพื่อให้ภาพออกมาดูมิติขึ้นด้วยนะ) ยังสามารถสะท้อนถึงการนำเสนอของหนังที่มีลักษณะเหมือนจิ๊กซอว์ กระเบื้องโมเสกของภาพและเสียง (Space & Time)

เริ่มตั้งแต่การ Cross-Cutting จากภาพรถหรูมาเปลี่ยนมาเป็นเกวียนลาก นี่คือสิ่งที่ผกก. Cavalcanti ต้องการนำเสนอในเชิงเปรียบเทียบ สองสิ่งที่มีความแตกต่างตรงข้าม ชนชั้นสูง-ต่ำ ฐานะรวย-จน ฯ ปรากฎพบเห็นอยู่แทบตลอดเวลาในหนังเรื่องนี้

ข้อความบรรยาย (Title Card/Intertitles) ขึ้นบอกว่า “Painters of every nationality depict the city…” จากนั้นปรากฎภาพดวงตา แล้วร้อยเรียงภาพร่าง(น่าจะโดยฝีมือของผกก. Cavalcanti) ของจิตรกรต่างๆ (ส่วนใหญ่จะเป็น Impressionist) เด็กสายศิลป์ส่วนใหญ่น่าจะมักคุ้นเคยภาพวาดเหล่านี้กันอยู่แล้ว มีคำบอกใบ้ภาพช็อตสุดท้ายเขียนชื่อศิลปินอย่าง Henri Matisse, Pierre Bonnard, Marc Chagall, Albert Marquet ฯลฯ

เพราะหนังทำการบันทึกภาพกรุง Paris ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง การแทรกภาพวาดกรุง Paris ของศิลปินเหล่านี้ แสดงถึงความมีระดับ รสนิยมขั้นสูงของผกก. Cavalcanti ซึ่งยังสามารถมองในเชิงเปรียบเทียบสองสิ่งตรงกันข้ามตามนัยยะใจความของหนัง นามธรรม-รูปธรรม ภาพวาด-สถานที่จริง, ภาพดวงตาตอนเริ่มต้นซีเควนซ์จึงสามารถสื่อถึง ‘การมองเห็นภาพวาด/กรุง Paris ในเชิงนามธรรม’

หลังจากภาพธงชาติของนานาประเทศ (เพื่อจะสื่อถึงทุกประเทศบนโลก ล้วนไม่ได้มีความแตกต่างจากกรุง Paris ฝรั่งเศส) จะพบเห็นภาพดวงตานับสิบจับจ้องมองมา เอาจริงๆผมรู้สึกว่ามันช็อตที่ดูหลอนๆเหมือนปีศาจร้าย (ที่มีดวงตารอบตัว) แต่อาจสื่อนัยยะดวงตาคือหน้าต่างของจิตใจ หรืออาจหมายถึง ‘soul of the city’

ผมตีความลักษณะนี้เพราะช็อตก่อนหน้าคือภาพธงชาตินานาประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณดวงตาหลายๆสิบดวง หรือจะย้อนไปอีกช็อตก่อนร้อยเรียงภาพวาดกรุง Paris ก็มีปรากฎภาพดวงตาที่สื่อถึง ‘การมองเห็นภาพวาด/กรุง Paris ในเชิงนามธรรม’ มันก็คือจิตวิญญาณของเมืองแห่งนั้นๆนะแหละ!

สารพัดช็อตนาฬิกา มองผิวเผินเหมือนใช้บอกเวลา แบ่งหนังออกเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง แต่บางครั้งกลับใช้บอกทิศทางตะวันออก-ตก (Peking-Paris) และยังมีการซ้อนภาพสลับไปมา ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสื่อถึงชื่อหนัง ‘Nothing but time’ การดำเนินไปของกาลเวลา ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ สถานที่แห่งหนไหน ล้วนไม่ได้มีความแตกต่างกัน

หนังเต็มไปด้วยสารพัดช็อตมุมก้ม (Low Angle) ถ่ายติดพื้นถนนหนทาง เพราะต้องการนำเสนอวิถีของบุคคลชนชั้นรากหญ้า ที่มักถูกเพิกเฉย ไม่ได้รับการเหลียวแล เพียงละอองทุลีใต้ฝ่าเท้าของผู้อยู่เบื้องบน ต้องต่อสู้ดิ้นรน มีชีวิตไม่ต่างจากเจ้าหนู หากินกับเศษอาหารเหลือทิ้งขว้าง

ผมเรียกซีเควนซ์ ‘พืชผักผลไม้’ จะมีการถ่ายให้เห็นภาพผลผลิตทางเกษตร พืชผักผลไม้สดใหม่ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด จากนั้นทำการสไลด์ภาพซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย กับภาพเศษอาหารเน่าเปื่อย ถูกทิ้งลงถังขยะ … นี่เป็นความพยายามเปรียบเทียบสองสิ่งตรงกันข้ามอย่างตรงไปตรงมา

ทีแรกผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรกับซีเควนซ์นี้ เพราะมองแทบไม่เห็นรายละเอียดสักเท่าไหร่ แต่หลังจากจับจ้องอยู่สักพักใหญ่ๆ ค่อยเกิดความตระหนักว่านี่คือภาพซ้อนสเต็กเนื้อ กับวัวกำลังถูกเชือด เพื่อสื่อถึงการจะได้อาหารจานหรู ต้องผ่านกระบวนการเข่นฆ่า ทำลายชีวิต (นี่ไม่ใช่แค่ anti-Bourgeoisie แต่ยัง anti-Meat ด้วยนะเนี่ย)

อาหารจานนี้ยังสามารถสื่อถึง ‘มุมมอง’ ของชนชั้นสูง ที่มักไม่ค่อยให้ความสนใจขั้นตอน วิธีการ ต้องพานผ่านกระบวนการอะไร เพียงผลลัพท์ ความอร่อยอิ่มท้องเบื้องหน้า … ก็เหมือนการมองคนจนด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ตีตราบุคคลชนชั้นต่ำ แต่ไม่เคยรับรู้สนใจว่าพวกเขาต้องอดรนทน เคยพานผ่านความทุกข์ยากลำบากอะไรมาก

ภาพซ้อนวัวกำลังถูกเชือด สามารถสะท้อนใจความของหนัง ที่ต้องการให้ผู้ชมรับรู้พบเห็นภาพคนยากคนจน การต้องต่อสู้ดิ้นรน อดทนทุกข์ยากลำบาก (ก็เหมือนกระบวนการกว่าจะได้สเต็กมื้อนื้) แล้วเกิดความตระหนัก จิตสามัญสำนึก และร่วมกันครุ่นคิดหาหนทางแก้ปัญหาสังคม

ความรุนแรง โศกนาฎกรรม คือเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นกับชนชั้นล่าง ตามท้องถนนหนทาง อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เหมือนซีนนี้ที่หญิงโสเภณี บังเอิญพบเห็นชายคนหนึ่งตบตีแฟนสาว ผมไม่แน่ใจนักว่าภาพที่นำมาเกิดจากฟีล์มเสื่อมสภาพหรือเกิดจากความจงใจทำอะไรบางอย่าง แล้วยังมีภาพหนังสือพิมพ์ La Presse เคลื่อนหมุนไปมา (เหมือนซีนก่อนหน้าระหว่างที่เธอวิ่งส่งหนังสือพิมพ์) เพื่อสร้างสัมผัสวิงเวียน หน้ามืดตาลาย คนหนึ่งกำลังจะตกตาย อีกคนพยายามหาทางหลบหนีออกไปให้ไกล

นอกจากภาพม้าหมุนสุดวิงเวียน ชายที่เป็นฆาตกรยังมองเห็นภาพซ้อนแอคคอร์เดียน และหนุ่ม-สาวกำลังเต้นรำวง เหล่านี้น่าจะสะท้อนถึงสภาวะทางจิตใจตัวละคร เต็มไปด้วยความสับสน ว้าวุ่นวาย นี่ฉันทำบ้าอะไรลงไป ครุ่นคิดได้เมื่อสาย

การใช้เทคนิคซ้อนภาพ (พบเห็นหลายๆครั้งในหนัง) ยังสามารถสื่อถึงสองมุมมองที่ซ้อนทับ เหตุการณ์จริง-ภาพหลอน/เพ้อฝัน/นามธรรม ซึ่งสอดคล้องเข้ากับใจความหนังอีกเช่นกัน

ซีนนี้ไม่น่าจะยากเกินเข้าใจนะ ชาย-หญิงพากันขึ้นโรงแรม กล้องถ่ายใบหน้าพวกเขาตัดสลับกับภาพเตียงนอน ยุคสมัยนั้นทำได้เพียง ‘montage’ เพียงเท่านี้ ก็แล้วแต่ผู้ชมจะสามารถครุ่นคิดจินตนาการ

ตอนจบของหนังจะมีการตัดแปะภาพเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้น และซ้อนภาพท้องถนนจากมุมมองต่างๆ (ภาพหลังดูไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ก็พอสังเกตออกว่าคือรถราวิ่งอยู่บนท้องถนน) จุดประสงค์ต้องการผสมผสานทุกสิ่งอย่างเข้าด้วยกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบดั่ง ‘space & time’ ภาพและเวลา ทุกสถานที่บนโลกล้วนไม่แตกต่างกัน

ตัดต่อไม่มีเครดิต แต่คาดหว่าคงคือผู้กำกับ Alberto Cavalcanti, ดำเนินเรื่องโดยมีจุดศูนย์กลางกรุง Paris ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ย่นย่อหลงเหลือเพียง 45 นาที (จะปรากฎภาพนาฬิกาสำหรับแบ่งแย่งครึ่งแรก-หลัง) แปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์ วิถีชีวิต กิจวัตรของผู้คน ดำเนินไปโดยไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆ (non-narrative)

  • อารัมบท, นำเข้าสู่กรุง Paris คำบรรยายบอกว่าไม่ได้ต้องการนำเสนอโลกของไฮโซ หรือดินแดนแห่งความเพ้อฝัน (ร้อยเรียงภาพวาดกรุง Paris)
  • ช่วงเวลากลางวัน ภาพนาฬิกาพบเห็นตัวเลข 1 ถึง 12
    • ร้อยเรียงภาพหญิงชราเร่ร่อน ดำเนินเดินไปอย่างเรื่อยเปื่อย ในสภาพใกล้หมดสิ้นเรี่ยวแรง
    • หญิงสาวสวยคนหนึ่งตรงเข้าหาชายแปลกหน้า พอคาดเดาไม่ยากว่าเธอคงคือโสเภณี
    • ภาพดอกไม้ พืชผักผลไม้ ตัดสลับระหว่างตอนกำลังวางขาย สภาพสดใหม่ <> ถูกทิ้งลงถังขยะ สภาพเน่าเปื่อย
    • พบเห็นร้านรวงต่างๆกำลังเปิดให้บริการ
    • รวมถึงภาพสลัม คนตกงาน อาศัยใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ
  • ช่วงเวลากลางคืน ภาพนาฬิกาพบเห็นตัวเลข 13 ถึง 24
    • ชายสูงวัยนั่งทานอาหารอยู่ริมถนน, ชายอีกคนกำลังเสวยสเต็กหรูในร้านอาหาร (ซ้อนภาพโรงเชือด กว่าจะได้เนื้อก้อนนี้มา)
    • คนหนุ่มกระโดดเล่นน้ำ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานร่าเริง, คนยากคนจนหลับนอนอยู่ข้างถนน
    • สาวๆรวมกลุ่ม/บ้างถูกล่อหลอกให้เล่นการพนัน
    • ร้องเรียงภาพหนุ่ม-สาว กอดจูบ พรอดรัก
    • สนุกสนานกับงานวัด เครื่องเล่นม้าหมุน หนุ่ม-สาวเต้นระบำ
    • เหตุการณ์ฆาตกรรม
    • หนุ่ม-สาวพากันขึ้นห้องหอ น่าจะขายบริการกระมัง
  • ปัจฉิมบท, พบเห็นภาพแผนที่ Paris และ Peking พยายามอธิบายว่าทุกสถานที่บนโลก ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน (เข็มนาฬิกาชี้เลข 3 กับ 9) ล้วนไม่มีความแตกต่างกัน

ลีลาการตัดต่อของหนังเต็มไปด้วย ‘match cut’ เพื่อทำการเปรียบเทียบสองสิ่งที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม เห็นได้ชัดจากซีเควนซ์ภาพดอกไม้ พืชผักผลไม้ ใช้การสไลด์ภาพซ้าย<>ขวา สลับไปมาระหว่างความสด-เหี่ยว เดี๋ยวน่ารับประทาน เดี๋ยวถูกทิ้งลงถังขยะ ฯ


เมื่อตอนผมเขียนถึง Manhatta (1921) ที่ทำการร้อยเรียง ‘ป่าคอนกรีต’ สิ่งก่อสร้าง ตึกระฟ้าสูงใหญ่ ตัวแทนโลกยุคสมัยใหม่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเพียงเปลือกภายนอก ภาพลวงหลอกตา ไม่ได้นำเสนอสภาพความเป็นจริง อีกด้านหนึ่งของเงามืด หรือผู้คนที่อาศัยใช้ชีวิตอยู่บนภาคพื้นแผ่นดิน

โดยไม่รู้ตัว Rien que les heures (1926) สามารถตอบโจทย์ โต้ตอบกลับ Manhatta (1921) ด้วยการนำเสนอกรุง Paris ไม่ได้ด้วยภาพตึกระฟ้าสูงใหญ่ แต่ก้มถ่ายลงมาให้เห็นสภาพความเป็นจริง วิถีชีวิตของผู้คนชนชั้นล่าง อาศัยหลับนอนอยู่ตามท้องถนน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกสถานที่บนโลกใบนี้ ไม่ได้มีความสวยหรู สุขสบาย ภายใต้เงามืดล้วนเต็มไปด้วยบุคคลยากไร้ แร้นแค้น ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดวันๆ

เกร็ด: เท่าที่ผมสอบถามจาก ChatGPT ผกก. Cavalcanti ไม่เคยมีการกล่าวอ้างถึง หรือพูดว่าได้แรงบันดาลใจ Manhatta (1921) (แนวโน้มว่ายังไม่ได้รับชมเสียด้วยซ้ำ) นั่นเพราะยุคสมัยนั้นยังไม่มีการจัดหมวดหมู่ ให้คำนิยาม ‘city symphony’ ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเกิดจากมุมมอง/ความเข้าใจส่วนบุคคล ได้รับอิทธิพลจากกรุง Paris (ไม่ใช่ Manhattan)

ความตั้งใจของผกก. Cavalcanti อย่างที่เคยอธิบายไปแล้วว่า ต้องการนำเสนอด้านมืด-สว่าง สภาพความเป็นจริง วิถีชีวิตผู้คนเช้าจรดค่ำ ซึ่งถือเป็นแก่นแท้ (essence) ของกรุง Paris ที่สามารถสะท้อนถึงทุกสถานที่บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะ Peking หรือแม้แต่บ้านเกิด Rio de Janeiro (ช่วงต้นเรื่องยังจะมีช็อตธงชาติมากมายเต็มไปหมด) เพราะบนท้องถนนหนทาง ล้วนเต็มไปด้วยบุคคลยากไร้ ไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากผู้อื่นใด

I named my film Rien que les heures (Nothing But Time) because I wanted to show the passing of time, the way people live their lives in a city, the way they go about their daily tasks, the way they interact with each other, and the way they experience the city.

Alberto Cavalcanti

ถ้าดูจากปีที่สร้าง ค.ศ. 1926 สภาพความยากจนข้นแค้น สามารถสะท้อนอิทธิพล ‘Great Depression’ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-18) เป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ โรงงานปิดตัว ผู้คนตกงาน อาหารการกินขาดแคลน ตรงกันข้ามกับพวกคนร่ำคนรวย สังสรรค์เฮฮา ดื่มกินอย่างไม่ยี่หร่า ปาร์ตี้สุดเหวี่ยง (Roaring Twenties) ราวกับกลัวว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง

นั่นเองทำให้ Rien que les heures (1926) สามารถมองเป็นหนังการเมือง สะท้อนปัญหาสังคม ให้ผู้ชมเกิดความตระหนักถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ อิทธิพลจากสงคราม ความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือ หาหนทางแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชน พ้นจากความทุกข์ยากจน นำพาประเทศสู่ความเจริญก้าวหน้า รวมถึงคำขวัญประจำชาติ ‘เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ’ บังเกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง


หนังฉายรอบปฐมทัศน์วันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1926 ณ โรงภาพยนตร์ Gaumont-Palace, Paris เสียงตอบรับออกไปทางผสมๆ มีทั้งคำชื่นชมในลักษณะกวีภาพยนตร์ ขณะเดียวกันเรื่องราวดูซับซ้อน ยุ่งยาก จนไม่น่าติดตาม

Rien que les Heures is a poem in images, a dream in motion. It is a film that defies description, but it is a film that must be seen by all who love cinema.

นักเขียน/นักกวี Jacques Prévert

Alberto Cavalcanti’s Nothing But Time (1926) is a beautiful, lyrical film that captures the essence of Paris in a series of impressionistic vignettes. The film is beautifully photographed, and it features some of the most stunning images of the city ever put on film.

นักวิจารณ์ Jonathan Rosenbaum ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Film Comment เมื่อปี ค.ศ. 1985

หนังหารับชมค่อนข้างยากพอสมควร (แต่พบเจอทั่วไปใน Youtube) สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของ Kino International ชื่อว่า Avant-Garde 3: Experimental Cinema (1922-1954) มีหนังสั้นแนวทดลองอยู่ทั้งหมด 20 เรื่อง

แม้ส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบตอนจบ เพราะทำให้อารมณ์ค้างๆคาๆ (เหมือนขี้ยังไม่สุด) แต่ภายรวมของหนังถือว่าน่าตื่นตา เต็มไปด้วยลวดลีลา ภาษาภาพยนตร์สุดลึกล้ำ นำเสนอแนวคิด ‘city symphony’ ได้อย่างผิดแปลกแตกต่าง กลายเป็นความเฉพาะตัวที่น่าสนใจอย่างยิ่งนัก

สำหรับคนที่สนใจภาพยนตร์แนว ‘City Symphony’ แนะนำให้ลองหารับชม Manhatta (1921), Berlin: Die Sinfonie der Großstadt (1927), Man with a Movie Camera (1929), In Spring (1929), Regen (1929), A propos de Nice (1930), หรือถ้าต้องการแบบ Modern สักหน่อยก็อย่าง Calcutta (1969), Roma (1972), News from Home (1976), Tokyo-Ga (1985), Salaam Bombay! (1988), Of Time and the City (2008) ฯลฯ

จัดเรต 13+ กับภาพสลัม อาชญากร โสเภณี ชนชั้นรากหญ้าต่อสู้ดิ้นรนด้วยความทุกข์ยากลำบาก

คำโปรย | Rien que les heures สำรวจวิถีชนชั้นล่างในกรุง Paris ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าสถานที่แห่งหนไหนล้วนไม่แตกต่างกัน
คุณภาพ |
ส่วนตัว | ว่างเปล่า

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: