Ringu (1998)

Ringu

Ringu (1998) Japanese : Hideo Nakata ♥♥♥♡

ยุคสมัยของ New Asian Horror เริ่มต้นที่หนังเรื่องนี้, คำสาปมรณะ เป็นภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ โปรดักชั่นก็กลางๆ แต่โดดเด่นในการสร้างบรรยากาศหลอกหลอน ตราตรึงกับการปรากฎตัวของ Sadako ที่ไม่ได้จบแค่ในม้วนวีดีโอ หรือจอโทรทัศน์เท่านั้น

คอหนังผี Horror ยุคสมัยนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก Ringu เรื่องราวของผีผมยาวอาฆาต ผุดขึ้นจากบ่อน้ำ Sadako ที่ได้รับการสร้างภาคต้น, ภาคต่อ, Hollywood Remake, จับไขว้ปะทะผีเรื่องอื่น (อาทิ Sadako vs. Kayako) และมีภาพยนตร์ลักษณะคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นมากมายนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งต้องถือว่าเพราะวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ Hideo Nakata และเจ้าของนิยายต้นฉบับ Koji Suzuki ได้ทำการปฏิวัติพลิกโฉมหน้าวงการ Horror ของทั้งทวีปเอเชีย เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

หนังแนว Asian Horror ของฝั่งทวีปเอเชีย ชาติตะวันออก มีความแตกต่างจาก อเมริกา/ยุโรป ชาติตะวันตกอย่างมาก เพราะความที่ภูมิภาคเรามีความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตาย การเวียนว่ายตายเกิด อ้างอิงจากศาสนาพุทธ, พราหมณ์, ฮินดู ฯ คล้ายคลึงกันครึ่งค่อนทวีป ความหวาดกลัวเรื่องผีๆสางๆ ตำนานพื้นบ้านเล่าสืบทอดต่อกันมา จึงมีความใกล้เคียงกันอยู่มาก นี่แตกต่างตรงกันข้ามกับความเชื่อศาสนาคริสต์ของชาวตะวันตก ความหวาดกลัวของพวกเขามักเกิดจากภาพความอัปลักษณ์ การแสดงออกชั่วร้ายของซาตาน สัตว์ประหลาด ต่างดาวนอกโลก ฯ มีตัวตนจับต้องได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้หนัง Asian Horror จึงมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในอเมริกาและทวีปยุโรปเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันเหมือนว่าเส้นแบ่งบางๆนั้นจะเริ่มเจือจงแล้ว

Hideo Nakata (เกิดปี 1961) ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Okayama โตขึ้นเข้าศึกษาที่ University of Tokyo สาขาฟิสิกส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นสาขานักข่าว (Journalism) ระหว่างนั้นมีโอกาสรับชมภาพยนตร์มากมายจนเกิดความสนใจในสายงานนี้ จบออกมาสมัครเข้า Nikkatsu Studio ได้งานเป็นผู้ช่วยกองถ่าย 7 ปี ถึงได้โอกาสกำกับภาพยนตร์ Direct-to-Video เรื่องแรก Curse, Death & Spirit (1992), ไปเรียนต่ออังกฤษปีครึ่งที่ British Free Cinema กลับมาสร้างหนังฉายโรงเรื่องแรก Don’t Look Up (1996) แม้ไม่ใช่ความตั้งใจให้เป็นหนัง Horror แต่สร้างความสะพรึง เสียวสันหลังวาบให้กับผู้ชมไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ผลงานถัดไปของ Nakata จึงตัดสินใจสร้างหนังผีจริงๆเสียเลย ขณะนั้นได้รับการติดต่อจาก Koji Suzuki นักเขียนนิยาย Horror เจ้าของฉายา ‘Stephen King of Japan’ ที่มีความชื่นชอบภาพยนตร์ Don’t Look Up (1996) เป็นอย่างมาก ส่งมอบความต้องการให้ดัดแปลงนิยาย Ringu (1991) สร้างเป็นภาพยนตร์

Koji Suzuki (เกิดปี 1957) นักเขียนนิยายสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hamamatsu, Shizuoka วัยเด็กเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่มักรู้สึกอึดอัดเจ็บปวดแทน เมื่อเห็นเด็กหญิงเพื่อนร่วมห้องถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำ หลังจากได้อ่านวรรณกรรมเยาวชนของ Kenji Miyazawa (1896 – 1933) เกิดความหลงใหลชื่นชอบ จึงเริ่มต้นเขียนบทกวี แต่งนิยาย เข้าเรียนอักษรศาสตร์ ภาษาฝรั่งเศสที่ Keio University, ตีพิมพ์ผลงานเรื่องแรก Rakuen (1990) [แปลว่า Paradise] คว้ารางวัล Excellence Prize จาก Japan Fantasy Novel Award ตามด้วย Ringu (1991) ในปีแรกยอดขายปานกลาง แต่พอมีฉบับฉายโทรทัศน์ Ring: Kanzenban (1995) และภาพยนตร์เรื่องนี้ กลายเป็น Best-Selling ขึ้นมาโดยทันที

แรงบันดาลใจของ Ringu ได้มาจากตำนานเรื่องเล่าพื้นบ้าน Banchō Sarayashiki (แปลว่า The Dish Mansion at Banchō) กาลครั้งหนึ่งมีสาวใช้สุดสวย Okiku ทำงานอยู่ในคฤหาสถ์ซามูไรของ Aoyama Tessan ที่เมือง Banchō หลงใหลในเสน่ห์ความงาม เจ้านายจึงหลอกเธอว่าได้ทำจานกระเบื้องสีขาวฟ้า Delftware มรดกหายากของตระกูล ที่มีอยู่สิบใบแตกไปใบหนึ่ง ความผิดพลาดนี้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต หญิงสาวด้วยความหวาดกลัวนับจานได้ 9 ใบ แต่ไม่เคยหาพบใบที่สิบ ร้องไห้เสียใจน้ำตาท่วมบ่อ ซามูไรหนุ่มจึงยื่นข้อเสนอขอให้แต่งงานกับเขาจะได้รับอภัยโทษ แต่เจ้าตัวบอกปัดปฏิเสธ ด้วยความโกรธแค้นจึงจับเธอโยนลงบ่อน้ำเสียชีวิต, ตามตำนานเล่าว่า Okiku ได้กลายเป็นวิญญาณเคียดแค้น (Vengeful Spirit) ชื่นชอบการหลอกหลอน ทรมานเหยื่อโดยทำการนับ 1 ถึง 9 แล้วค่อยเชือดทิ้ง ซึ่งวิธีการที่สามารถขับไล่สำเร็จ คือการตะโกนเลข 10 ดังๆ ทำให้เธอเกิดความโล่งอกโล่งใจ ราวกับได้ค้นพบเจอชามใบสุดท้ายถึงไปผุดไปเกิด

สำหรับเรื่องราวโดยย่อของนิยาย Kazuyuki Asakawa นักหนังสือพิมพ์หนุ่ม ผู้มีชื่อเสียงในเรื่อง UFO และผีๆ ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวการตายปริศนาของวัยรุ่น 4 คนที่ Tokyo สืบค้นว่ามาจากการรับชมวิดีโอเทปม้วนหนึ่ง ซึ่งพอตัวเขาเปิดดูถึงค่อยรู้ตัวว่ากำลังพบเจอกับคำสาปจริงๆ ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท Ryūji Takayama ผู้มีสัมผัสพิเศษ (Psychopath) ทำให้เรียนรู้การมีตัวตนของ Sadako Yamamura มนุษย์สองเพศ (Intersex) ที่มีพลังจิตขั้นสูง วันหนึ่งถูกข่มขืนโดยหมอที่ติดโรคฝีดาษ (Smallpox) แล้วโยนเธอทิ้งลงบ่อน้ำใกล้ๆ แต่เพราะยังไม่สิ้นใจตาย ตะเกียกตะกายดิ้นรนทนทุกข์ทรมานอยู่ 7 วัน ทำสัญญาข้อตกลงกับไวรัสฝีดาษสร้างเชื้อโรคใหม่ที่ชื่อ Ring Virus (เป็นไวรัสที่มีจิตสำนึก) แล้วส่งพลังนำเอาเจ้าสิ่งนี้อัดใส่เข้าไปในเครื่องบันทึกเทปม้วนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ใครก็ตามที่เปิดดูจะเสียชีวิตจากไวรัสนี้ในเวลา 7 วัน

ถ้าคุณรับชมหนังเรื่องนี้แล้วจะพบว่ามีเรื่องราวเนื้อหาแตกต่างไปพอสมควร Nakata มอบหมายให้ Hiroshi Takahashi พัฒนาบทภาพยนตร์ โดยตัดทอนความซับซ้อน ให้สามารถเล่าเรื่องจบได้ภายในชั่วโมงครึ่งของหนัง คร่าวๆส่วนที่เปลี่ยนไปประกอบด้วย
– เปลี่ยนเพศ สถานะ และอาชีพของตัวละครนำ จากเดิมที่ Kazuyuki Asakawa นักหนังสือพิมพ์เพศชายแต่งงานมีภรรยากับลูกสาวชื่อ Yoko กลายเป็น Reiko Asakawa นักข่าวโทรทัศน์เพศหญิงหย่าขาดกับสามี เพราะมีลูกชายชื่อ Yoichi
– Sadako Yamamura ในหนังเป็นเพียงเด็กเพศหญิงที่มีพลังจิต ถูกพ่อผลักตกลงบ่อเพราะไม่สามารถควบคุมพลังได้ เสียชีวิตด้วยความเกลียดเคียดแค้น เอาความอาฆาตส่งโทรจิตอัดลงวิดีโอเทปที่อยู่ใกล้ๆ ผู้เสียชีวิตทั้งหลาย ตีความได้ว่ามาจากพลังความอาฆาตของเธอ (ไม่ใช่จาก Ring Virus)
– ตอนต้นของวิดีโอเทปในฉบับนิยาย จะมีข้อความขึ้นเตือน พร้อมวิธีการที่จะทำให้ผู้ชมรอดพ้นจากการเสียชีวิตใน 7 วัน แต่ฉบับภาพยนตร์จะตัดส่วนนี้ออก เพื่อสร้างจุดหักมุมให้กับหนังตอนจบ
ข้อความตอนต้น: “Watch until the end, you will be eaten by the dead…”
ข้อความตอนจบ: “The one who saw these images is destined to die in one week at this time. If you do not wish to die, do what will be said from now on. That is…”,

สำหรับชื่อ Ringu, The Ring มันเกี่ยวกับแหวน หรือวงกลมอย่างไร? รู้สึกว่าจะไม่เกี่ยวอะไรเลยนะ เหตุผลในนิยายจะคือชื่อ Ring Virus แต่สำหรับภาพยนตร์ ตีความได้ว่าเป็นการสะท้อนลักษณะคำสาปความเคียดแค้นของผี Sadako ที่มีลักษณะคล้ายจดหมายเวียน/ลูกโซ่ (Chain Letter) ที่ถ้าเมื่อไหร่ใครได้เปิดอ่าน/รับชม จำเป็นต้องคัทลอกก็อปปี้แบ้สส่งต่อให้ผู้อื่นภายใน 3-5-7 วัน ไม่เช่นนั้นความตายหายนะจะมาเยือน

มีนักข่าวถาม Suzuki เกี่ยวกับการใช้วิดิโอเทป มาเป็นสื่อกลางในการแพร่กระจายคำสาปของ Sadako ว่าเป็นเพราะกระแสความนิยมในช่วงทศวรรษนั้นหรือเปล่า เจ้าตัวหัวเราะแล้วตอบปฏิเสธ บอกว่า มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

“เป็นเรื่องบังเอิญนะครับ เพราะว่าระหว่างที่เขียนอยู่ เรื่องคน 4 คนที่จะต้องตายในเวลาเดียวกันในลักษณะค่อนข้างน่ากลัว แล้วสาเหตุการตายคืออะไร? ในเรื่องเขียนว่าไม่ใช่ไวรัส ไม่ได้ติดเชื้อ และไม่ได้อาหารเป็นพิษด้วย แล้วมันน่าจะเป็นอะไรที่ทั้ง 4 คนมีประสบการณ์ร่วมกัน ระหว่างที่ผมพิมพ์งานอยู่นั่นเอง บังเอิญใกล้ๆโต๊ะตรงนั้นมีวิดีโอวางอยู่ ก็เลยเอาวิดีโอนี่แหละ”

Nanako Matsushima (เกิดปี 1973) นักแสดง โมเดลิ่งสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yokohama เข้าสู่วงการด้วยการเป็นนักแสดง TV Drama ตั้งแต่ปี 1992 จนประสบความสำเร็จโด่งดัง เล่นภาพยนตร์ไม่เยอะ แจ้งเกิดโด่งดังระดับนานาชาติกับ Ringu (1998) ตามด้วย Ringu 2 (1999)

รับบท Reiko Asakawa นักข่าวโทรทัศน์สาว ในวัย 20 กลางๆ หย่าขาดสามี ลูกติดหนึ่งคน ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวการตายปริศนา สืบค้นมาจนพบ ได้รับชมวิดีโอเทปม้วนนั้น เกิดความหวาดหวั่นกลัวจึงติดต่อสามีเก่าผู้มีสัมผัสที่ 6 ร่วมด้วยช่วยกันสืบค้นหาความจริง

Reiko เป็นผู้หญิงบ้างาน ที่ไม่ค่อยให้เวลากับลูกสักเท่าไหร่ มิได้มีความเข้มแข็งแกร่งใดๆ อ่อนแอไร้ทางสู้ด้วยซ้ำเมื่อพบทางตัน แต่ก็สามารถฮึดสู้ ดิ้นรนเสียสละทำทุกอย่าง เมื่อพบเป้าหมายชีวิตของตนเอง

การแสดงไม่ถือว่าเป็นจุดขายของหนัง นอกจากสีหน้า Expression ของตัวละคร ที่เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงกลัว อกสั่นขวัญแขวน และมีครั้งหนึ่งที่ Matsushima ปลอดปล่อยความสิ้นหวังท้อแท้หมดเรี่ยวแรงทั้งกายใจ คิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ แต่พอได้รับคำพูดประกาศิตจากสามี ทำให้กลับมามีพลังฮึดสู้อีกครั้ง

Hiroyuki Sanada (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตั้งแต่เด็กมีความฝันอยากเป็นนักแสดง Action หัดเรียนคาราเต้ ศิลปะป้องกันตัวหลายชนิด มีโอกาสแสดงภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก แต่พอโตขึ้นเริ่มเล่นหนังกลับมีผลงานหลากหลาย อาทิ Mahjong hōrōki (1984), Kaitō Ruby (1988), Ringu (1998), The Twilight Samurai (2002), Aegis (2005) ฯ โกอินเตอร์จากคำแนะนำของ Michelle Yeoh ได้เล่นหนังดังอย่าง The Last Samurai (2003), Sunshine (2006), Rush Hour 3 (2007), The Wolverine (2013) ฯ

รับบท Ryūji Takayama อดีตสามีของ Reiko อาจารย์แพทย์ผู้มีสัมผัสที่ 6 สามารถรับรู้ถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติได้ ด้วยความเข้าใจที่ครุ่นคิดไปเอง ถ้าสามารถปลดปล่อยวิญญาณต้นกำเนิดนั้นให้เป็นอิสระได้ คำสาปทุกสิ่งอย่างก็จักจบสิ้น

Ryūji เป็นคนเก็บกด เคร่งขรึม ซีเรียสจริงจังกับชีวิตตลอดเวลา คงเพราะสัมผัสที่ 6 ของเจ้าตัว ทำให้มองตัวเองเป็นดั่งคนนอก ยากที่ใครอื่นจะเชื่อ ยอมรับ ทำความเข้าใจ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลทำให้หย่าขาดกับภรรยา ด้วยข้ออ้างไม่น่ามีลูกด้วยกันเลย

ภาพลักษณ์ของ Sanada ค่อนข้างตรงกับบทบาทนี้ ซีเรียส จริงจัง เก็บกด ชอบก้มหน้าพูดคุยกับตนเอง โลกส่วนตัวสูง ปกติแล้วจะไม่ค่อยแสดงสีหน้าความรู้สึกใดๆ เว้นเพียงครั้งเดียวในหนังที่หวาดกลัวแทบขี้เยี่ยวเร็ดราด

เกร็ดเล็กๆสำหรับตัวละคร Sadako (รับบทโดย Rie Ino) หนังพยายามที่จะปกปิดใบหน้าของเธอ ด้วยการใช้ทรงผมบดบัง ไม่ให้เห็นแบบเต็มๆชัดๆ นี่เป็นการท้าจินตนาการของผู้ชม ว่ากันว่ามนุษย์มักมีความหวาดกลัวต่อสิ่งมองไม่เห็น มากกว่าสิ่งที่มองเห็น ซึ่งช็อตช่วงท้ายของหนัง ขณะที่เห็นดวงตาของ Sadako ในเครดิตบอกว่าเป็นของนักแสดงแทนผู้ชายนะครับ (รู้แบบนี้หมดหลอนกันพอที)

ถ่ายภาพโดย Jun’ichirō Hayashi ขาประจำของผู้กำกับ Nakata, ส่วนใหญ่ของหนัง กล้องจะไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว (มีการแพนนิ่ง หมุนกล้องบ้างบางฉาก) ตัวละครมักเป็นผู้เคลื่อนไหวขยับไปมา แสดงสีหน้าปฏิกิริยา นิยมใช้การตัดต่อเพื่อเปลี่ยนทิศทาง มุมกล้องเสียมากกว่า คิดว่าเหตุผลที่เน้นแบบนี้ เพื่อจังหวะปรากฎผีจะได้ ปัง! เกิดอาการสะดุ้งตกใจกลัวโดนพลัน

สิ่งโดดเด่นสุดในงานภาพ คือ Special Effect ในส่วนของวิดีโอเทปต้องคำสาป ถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35 mm แล้วเข้าห้องแลป ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างเม็ดทราย ‘grainy’ ให้กับภาพดูเก่า เหมือนต้องคำสาป, เห็นว่าท่าเดินของ Sadako ใช้การถอยหลัง แล้วทำ Reverse Shot ให้เห็นภาพเป็นเดินไปข้างหน้า ผลลัพท์ได้ท่าทางการเดินที่กระตุกค้าง ขาดความต่อเนื่อง แปลกประหลาดสุดๆเลย

ตัดต่อโดย Nobuyuki Takahashi ที่หลังจากนี้ได้กลายเป็นขาประจำของหนังแนว Horror ทั้งแฟนไชร์ Ringu, Ju-On, Dark Water (2002) ฯ นอกจากช่วง Prologue ใช้การเล่าเรื่องในมุมมองของ Reiko Asakawa ในสิ่งที่กระทำ เดินทาง พบเจอด้วยตนเอง และมีการแทรกภาพ Flashback ขึ้นมาในเรื่องเล่าหรือนิมิต เพื่อเติมเต็มความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้ว

เทคนิคที่พบเจอบ่อยคือ Montage ใช้การสร้างความหวาดสะพรึงกลัว ตัดสลับระหว่างใบหน้า ปฏิกิริยาของนักแสดง กับสิ่งที่เขาและหรือเธอมองเห็น กระนั้นหนังจะไม่นำเสนอสิ่งที่ผี Sadako กระทำต่อเหยื่อ มากสุดก็แค่เห็นเดินปรากฎตัวออกมา นักแสดงทำหน้าตื่นตระหนกกลัว แล้วใช้การแช่ค้างภาพ เฟดเปลี่ยนสี เป็นการบอกว่ามีอะไรบางอย่างอันชั่วร้ายเกิดขึ้นแล้วนะ

เพลงประกอบโดย Kenji Kawai นักแต่งเพลงสัญชาติญี่ปุ่น มักมีผลงานอนิเมะ, ภาพยนตร์ Horror, Sci-Fi และ Historical Epic อาทิ Ghost in the Shell (1995), Seven Swords (2005), Fate/Stay Night (2006), Death Note (2006), Ip Man (2008) ฯ

นาทีแรกของบทเพลง A Dischordant Split ให้สัมผัสอันอ้างว้าง ว่างเปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยวเดียวดาย จากนั้นจะค่อยๆแปรสภาพเป็นความอึดอัด คับข้อง เคียดแค้น พอประมาณนาทีที่ 4 ก็เริ่มอดรนทนต่อไปไม่ได้ ดิ้นรนทุกข์ทรมาน ต้องการกระทำอะไรสักอย่าง แผ่รังสีความเกลียดชังออกไปทั่วทิศทาง แต่ก็ได้เพียงเท่านั้น ประมาณสองนาทีสุดท้าย หมดสิ้นเรี่ยวแรง ใกล้หมดลมหายใจ โลกมันก็มีเพียงเท่านี้ บางครั้งดิ้นรนให้ตายก็ไม่สามารถไต่ขึ้นจากหลุมได้

ถึงหน้าหนัง Ringu จะมีเรื่องราวของผีสาวที่มีความเคียดแค้นอาฆาต ต้องการเข่นฆ่าล้างมนุษย์ทุกคนที่ทำให้ตนทนทุกข์ทรมาน แต่ใจความจริงๆนั้นเป็นเรื่องราวของลูกที่ขาดความรักความอบอุ่นจากพ่อ-แม่ ซึ่งเรื่องราวของ Sadako จะสะท้อนเข้ากับสิ่งที่ Reiko Asakawa ปฏิบัติต่อลูกชาย Yōichi ของตนเอง เด็กๆทั้งสองต่างมีปัญหาในการปรับตัว ถูกสังคมรุมต่อต้านกลั่นแกล้ง มองเห็นเป็นตัวประหลาด แถมครอบครัว ยังไม่เคยให้ความสนใจใกล้ชิด แนะนำให้กำลังใจ แล้วเช่นนี้โตขึ้นพวกเขาจะสามารถมีชีวิตเอาตัวรอดในโลกได้เช่นไร

การที่ Reiko ได้พบเจอ เรียนรู้ และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Sadako วินาทีที่อยู่ในบ่อน้ำ ร้องเรียกหา สวมกอดโครงกระดูกอย่างไม่เกรงกลัว แสดงถึงว่าเธอรับรู้ปัญหาความบกพร่องของตนเองแล้ว พ่อ-แม่ที่ดี ไม่ใช่ปากอ้างว่าทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่กลับไม่เคยอยู่ใกล้ให้เวลา มอบความอบอุ่นแสดงความสนใจ หรือยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น เชื่อว่าต่อจากนี้ Reiko น่าจะสามารถให้เวลากับลูกชาย Yōichi ได้อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Sadako เป็นแน่ (แต่ภาคสองเป็นเช่นนั้นไหม นี่ผมก็จำไม่ได้นะ)

สำหรับการกระทำของ Reiko ตอนจบ ในฉบับนิยาย Suzuki เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าตอนที่เขียน ก็ไม่เคยคิดหรอกว่าจะให้จบยังไง ภาคต่อก็ไม่ได้คิด เอาจริงๆพล็อตก็ไม่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก คิดอะไรได้ก็เขียนไปเรื่อยๆ ซึ่งเหตุผลที่ตัดสินใจจบแบบนี้ มองความอุ่นใจของตัวละครเป็นหลัก

“ที่ตอนแรกผมเลือกจะช่วยลูกสาวและภรรยา เพราะสมมติว่าไอ้วิดีโอนั้นเกิดถูกแพร่ออกไป ความรู้ความสามารถของมนุษย์น่าจะแก้ปัญหาตรงจุดนั้นได้ต่อเอง สำหรับผู้เป็นลูกจะรู้สึกอุ่นใจและเข้มแข็งกว่ามากที่คนเป็นพ่อหรือแม่เลือกจะช่วยเหลือเขามากกว่าเลือกสังคม ซึ่งถ้ามองในแง่สังคมแล้ว อาจจะเป็นการเห็นแก่ตัวไปบ้างก็ตาม”

6 ปีถัดมา Suzuki ถึงตัดสินใจเขียนภาคต่อ เพราะรู้สึกราวกับเป็นความรับผิดชอบของตนที่ทิ้งปมปริศนาไว้ เลยต้องแสดงให้เห็นต่อไปว่า ไอ้วิดีโอนี้มันแพร่กระจายออกไปยังไง กลายมาเป็น
– Ring (Ringu) (1991)
– Spiral (Rasen) (1995)
– Loop (Rupu) (1998)
– และรวมเรื่องสั้น Birthday (1999) สามตอน Coffin in the Sky, Lemonheart, Happy Birthday

แต่ขอเตือนไว้ก่อนสำหรับผู้สนใจหานิยายมาอ่าน ได้ยินว่าทั้งสามเล่มหลัก ถึงจักรวาลเดียวกันแต่มีลักษณะคนละแนวเลย กล่าวคือ Ringu เป็นแนวสยองขวัญสั่นประสาท, Rasen ไปทาง Thriller สืบสวนสอบสวน ไขปริศนาลึกลับ ขณะที่ Rupu หลุดเป็นไซไฟ ฮีโร่กอบกู้โลก

เห็นว่าตอนที่ Ringu (1998) ออกฉาย ได้มีการสร้างภาคต่อ Rasen (1998) โดยทีมงานนักแสดงชุดเดียวกัน เปลี่ยนผู้กำกับ/ดัดแปลงบทเป็น Jōji Iida เพื่อฉายควบต่อเนื่องกันไปเลย แต่เพราะ Ringu ประสบความสำเร็จล้นหลาม ขณะที่ Rasen ดับดิ้น Flop สนิท ทำให้กลายเป็นภาคต่อที่ถูกลืมเลือนไปโดยทันที ซึ่งเมื่อมีการสร้างภาคใหม่ Ringu 2 (1999) ให้ถือว่า Rasen (1998) ไม่เคยมีตัวตนไปเสียอย่างนั้น

ด้วยทุนสร้างประมาณ $1.2 ล้านเหรียญ ทำเงินได้เฉพาะในญี่ปุ่นประมาณ $7.6 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนัง Horror ทำเงินสูงสุดในประเทศ (ไม่รู้ว่าถูกทำลายลงหรือยังนะ)

เช่นกันกับใน Hong Kong กลายเป็นหนังญี่ปุ่นทำเงินสูงสุดตลอดกาล HK$31.2 ล้าน (US$4.03 ล้านเหรียญ) ตลอดการฉาย 2 เดือน สถิติถูกทำลายโดย Stand by Me Doraemon (2014)

เห็นว่า Nanako Matsushima ได้เข้าชิง Japan Academy Prize: Best Actress แต่ไม่ได้รางวัล แต่หนังคว้า Popularity Award มาครองได้ (ก็แน่ละ เหมือนจะทำเงินสูงสุดแห่งปีด้วย)

อิทธิพลของ Ringu ปรากฎอยู่ในหนัง Asian Horror แทบทุกเรื่องในยุคสมัยปัจจุบัน ตัวละครเกิดความใคร่รู้ใคร่สงสัย เดินเข้าไปในสถานที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความหลอกหลอน บทเพลงค่อยๆทวีความรุกเร้า แล้วอยู่ดีๆผีก็ปรากฎออกมา ตุ้งแช่ (พร้อมเสียง Sound Effect) ตัวละครกรี๊ดลั่น ทำสีหน้าหวาดกลัวตกใจ กับหนังผีไทยนี่เต็มไปหมดเลยนะ เริ่มตั้งแต่ นางนาก (พ.ศ. ๒๕๔๒) ไล่มาก็แทบทุกเรื่องถึงปัจจุบัน ใช้สูตรสำเร็จนี้ไม่รู้จักเบื่อจักสิ้น

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่ามันมีสาระเกี่ยวกับครอบครัวแอบซ่อนอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ผีโผล่มาสะดุ้งหลอก ตกใจหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว, แต่ข้อตำหนิใหญ่ๆก็คือ ความไม่ค่อยสมเหตุสมผลของเรื่องราว ผมคับข้องใจชิปหาย พลังจิต/ไวรัสบ้าอะไร วิวัฒนาการสามารถถ่ายคลิปวิดีโอ แถมโผล่ออกมาจากหน้าจอโทรทัศน์ได้อีก มันไม่ Make Sense เอาเสียเลยนะ!

แนะนำกับคอหนัง Horror ชื่นชอบการสะดุ้งตกใจกลัว หลอกหลอนเขย่าขวัญสั่นประสาท, เรื่องราวผีๆ พลังจิต เหนือธรรมชาติ, แฟนๆนักแสดง Hiroyuki Sanasa, Nanako Matsushima ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศ และภาพชวนให้หลอกหลอน ติดตาตรึง

TAGLINE | “Ringu ต้นฉบับของผู้กำกับ Hideo Nakata ภาพของ Sadago จะหลอกหลอน ตราติดตรึงฝังใจตราบชั่วนิรันดร์”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of