Robinson Crusoe (1954) hollywood, Mexican : Luis Buñuel ♥♥♥♥

หนึ่งในสองภาพยนตร์ของ Luis Buñuel ได้ทุนสร้างจาก Hollywood พูดภาษาอังกฤษ แล้วประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา (ก่อนการมาถึงของ Belle de Jour (1969)) แม้เป็นหนังตลาด แต่ก็ยังคง ‘สไตล์ Buñuel’ ซึ่งทำให้กลายเป็นฉบับดัดแปลง Robinson Crusoe ยอดเยี่ยมที่สุด

คนที่อาจเคยรับรู้จักวรรณกรรม Robinson Crusoe น่าจะเกิดความฉงนสงสัย Luis Buñuel ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กลายเป็น ‘สไตล์ Buñuel’ ได้อย่างไร? แต่สักยี่สิบนาทีผ่านไป ผู้ชมก็น่าจะสามารถค้นพบคำตอบที่เด่นชัดเจนมากๆ ชายคนนี้ติดเกาะยาวนานกว่า 28 ปี สภาพจิตใจของเขาจะมีพัฒนาการเป็นเช่นไร? ฝันร้าย วิตกจริต หวาดระแวง เห็นภาพหลอน หันหน้าพึ่งพิงพระเจ้า ก่อนจะกลายเป็น…พระเจ้า(ในหมู่ชนพื้นเมือง)

ด้วยความที่พื้นหลังเรื่องราวมีเพียงเกาะร้างห่างไกล จึงสามารถใช้ชายฝั่งสักแห่งหนใน Mexico เป็นสถานที่ปักหลักถ่ายทำ แค่ต้องระวังการบริโภคอาหาร น้ำดื่ม (โรคบิด) และมาลาเรีย โชคดีไม่ใครล้มป่วยเป็นอันตราย เพราะโปรดักชั่นกินเวลาพียง 7 สัปดาห์เท่านั้น

ผมไม่เคยรับชม Robinson Crusoe ฉบับอื่นที่ขยับสร้างแทบทุกทศวรรษ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเรื่องไหนสามารถเทียบเคียงคุณภาพ และความลุ่มลึกซับซ้อนไปกว่าหนังตลาดของ Luis Buñuel เรื่องนี้อย่างแน่นอน … คงมีเพียง Cast Away (2000) น่าจะเป็นเรื่องที่มีความเฉพาะตัว คุณภาพใกล้เคียง Robinson Crusoe (1954) มากที่สุดแล้วละ


Luis Buñuel Portolés (1900 – 1983) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calanda, Aragon เป็นบุตรคนโตมีน้อง 6 คน, เมื่อตอนอายุได้ 4 ขวบครี่ง ครอบครัวอพยพย้ายสู่ Zaragoza ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ชนชั้นกลาง ถูกส่งไปศีกษาร่ำเรียนเป็นบาทหลวงยัง Colegio del Salvador แต่หลังจากได้พานพบเห็นอะไรบางอย่าง จึงหมดสิ้นเสื่อมศรัทธาในศาสนา, อายุ 16 เข้าเรียนต่อยัง University of Madrid แรกเริ่มคณะเกษตร เปลี่ยนมาวิศวะ สุดท้ายคือปรัชญา, ความสนใจในภาพยนตร์เมื่อโอกาสรับชม Der müde Tod (1921) ของผู้กำกับ Fritz Lang, เมื่อปี 1925 มุ่งสู่กรุง Paris ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Jean Epstein, สรรค์สร้างผลงานเรื่องแรก Un Chien Andalou (1929), L’Age d’Or (1930)

การมาถึงของจอมพล Francisco สงครามกลางเมือง Spanish Civil War (1936-39) และภาพยนตร์/สารคดี Las Hurdes (1933) ถูกแบนห้ามฉายในสเปน ทำให้ Buñuel ตัดสินใจเดินทางมุ่งสู่ Hollywood ครุ่นคิดพัฒนาหลากหลายโปรเจคแต่ก็ไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นชิ้นเป็นอัน จนกระทั่งได้รับชักชวนจากโปรดิวเซอร์ Oscar Dancigers อพยพย้ายมาประเทศ Mexico ตั้งแต่ปี 1946 เริ่มต้นสรรค์สร้าง Gran Casino (1947) ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ แต่ยังได้รับโอกาสอีกครั้ง El Gran Calavera (1949) คราวนี้สามารถทำเงินถล่มทลาย

ตั้งแต่ปี 1950, โปรดิวเซอร์ George Pepper และนักเขียน Hugo Butler (ที่พูดภาษา Spanish ได้อย่างคล่องแคล่ว) นำเสนอโปรเจคดัดแปลง Robinson Crusoe ให้กับ Buñuel ช่วงแรกๆก็ไม่ได้กระตือรือล้นเท่าไหร่ แต่ระหว่างพัฒนาบทร่วมกันก็เริ่มเกิดความสนใจในเรื่องราว สามารถเพิ่มเติมรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อาทิ ‘sex life’ ความฝันถึงบิดา ภาพหลอนถึงลูกเรือ เพื่อนฝูงที่เสียชีวิตจากไป ฯลฯ

In the beginning I wasn’t very enthusiastic, but gradually, as I worked, I became interested in the story, adding some real and some imaginary elements to Crusoe’s sex life, as well as the delirium scene when he sees his father’s spirit.

Luis Buñuel

Hugo Dansey Butler (1914-68) นักเขียนสัญชาติ Canadian เกิดที่ Calgary, Alberta ทำงานเป็นนักข่าว เขียนบทละครเวที ก่อนย้ายมา Hollywood เมื่อปี 1937 แจ้งเกิดจากบทดั้งเดิม Edison the Man (1940) ได้เข้าชิง Oscar: Best Writing, Original Story, ผลงานเด่นๆ อาทิ Lassie Come Home (1943), The Southerner (1945) ฯ กระทั่งการมาถึงของ House Un-American Activities Committee (HUAC) ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เลยอพยพย้ายครอบครัวมุ่งสู่ Mexico จึงมีโอกาสร่วมงาน Luis Buñuel ถึงสองครั้ง Robinson Crusoe (1954) และ The Young One (1960)

ความที่หนังเป็นการร่วมทุนสร้าง American-Mexican บทหนังจึงมีทั้งฉบับภาษาอังกฤษ (โดย Hugo Butler) และภาษาสเปน (โดย Luis Alcoriza นักเขียนขาประจำของ Buñuel)


Robinson Crusoe ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ The Life and Strange Surprizing Adventures of Robinson Crusoe of York, Mariner: Who lived Eight and Twenty Years, all alone in an un-inhabited Island on the coast of America, near the Mouth of the Great River of Oroonoque; Having been cast on Shore by Shipwreck, where-in all the Men perished but himself. With An Account how he was at last as strangely deliver’d by Pyrates. Written by Himself เป็นนวนิยายของ Daniel Defoe (1660-1731) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1719 บ้างถือกันว่าคือ ‘นวนิยายเรื่องแรกของประเทศอังกฤษ’ และเป็นจุดเริ่มต้น ‘realistic fiction’ อ้างอิงจากเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง

เรื่องราวเกี่ยวกับอัตชีวประวัติที่แต่งขึ้นโดยตัวละคร Robinson Crusoe ติดเกาะร้างอยู่นานถึง 28 ปี บริเวณเขตร้อนชื้นอันไกลโพ้น ใกล้กับ Venezuela และ Trinidad (ปัจจุบันเหมือนจะเป็นเกาะ Tobago) ต้องเผชิญชาวพื้นเมือง เคยถูกกักขัง ต่อสู้ขัดขืน และหาหนทางหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้

เนื้อหานวนิยาย ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของ Alexander Selkirk (1676-1721) นักล่องเรือ Royal Navy ชาว Scottish ระหว่างอออกเดินทางสำรวจดินแดนแห่งใหม่ เรือล่ม ลูกเรือทั้งหมดเสียชีวิต มีเพียงเขารอดชีวิตติดเกาะอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 4 ปี (ดั้งเดิมตั้งชื่อเกาะว่า Más a Tierra ก่อนเปลี่ยนเป็น Robinson Crusoe Island เมื่อปี 1966 ปัจจุบันอยู่อาณาบริเวณประเทศ Chilie)

แม้จะพานผ่านมาหลายศตวรรษ แต่ความนิยมของ Robinson Crusoe ก็ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบัน มีการดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆมากมาย นวนิยาย, ภาพยนตร์, เกม, เพลง ฯลฯ ถึงขนาดมีคำเรียก Robinsonade สำหรับเรื่องราวคนติดเกาะ ต้องหาหนทางต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดเพียงลำพัง

สำหรับภาพยนตร์ เท่าที่สามารถรวบรวมได้ทั้งดัดแปลงตรงๆจากนิยาย ล้อเลียน ปรับเปลี่ยน และได้แรงบันดาลใจ ประกอบด้วย

  • หนังเงียบเรื่องแรก Robinson Crusoe (1902)
  • หนังเงียบ The Adventures of Robinson Crusoe (1922)
  • หนังเงียบ Robinson Crusoe (1927)
  • Mr. Robinson Crusoe (1932) หนังพูด (Talkie) สร้างขึ้นในช่วง pre-code นำแสดงโดย Douglas Fairbanks
  • Robinson Crusoe (1947) ภาพยนตร์สามมิติ สัญชาติรัสเซีย (เป็นหนังสามมิติเรื่องแรกของรัสเซียเช่นกัน)
  • Robinson Crusoe (1954) กำกับโดย Luis Buñuel
  • Miss Robin Crusoe (1954) สลับเพศ เปลี่ยนเป็นผู้หญิงติดเกาะ
  • Lt. Robin Crusoe, U.S.N. (1966) ภาพยนตร์ของ Walt Disney ให้เสียงโดย Dick Van Dyke แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนแปลงเรื่องราวพอสมควร เปลี่ยนชื่อ Friday เป็น Wednesday และให้กลายเป็นตัวละครเพศหญิง
  • Robinson Crusoe on Mars (1964) กำกับโดย Byron Haskin เปลี่ยนจากติดเกาะมาเป็นเรื่องราว Sci-Fi (ตามค่านิยมยุคสมัยนั้น) แล้วไปติดเกาะบนดาวอังคาร
  • Man Friday (1975) หนังตลกล้อเลียน สลับร่างให้ Crusoe เป็นคนผิวสี นำแสดงโดย Peter O’Toole กับ Richard Roundtree
  • Crusoe (1988) กำกับโดย Caleb Deschanel, นำแสดงโดย Aidan Quinn
  • Robinson Crusoe (1997) นำแสดงโดย Pierce Brosnan
  • Cast Away (2000) กำกับโดย Robert Zemeckis, นำแสดงโดย Tom Hanks
  • ซีรีย์ Crusoe (2008-09) จำนวน 13 ตอน ฉายช่อง NBC นำแสดงโดย Philip Winchester
  • อนิเมชั่นสามมิติ The Wild Life (2016)

(ผมทำตัวหนาเฉพาะเรื่องที่มีความน่าสนใจจริงๆ)


Daniel Peter O’Herlihy (1919-2005) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Wexford, County Wexford ก่อนย้ายมา Dublin ระหว่างเรียนสถาปนิก University College Dublin เข้าร่วมคณะ Abbey Theatre ทำงานออกแบบสร้างฉาก แล้วเลยกลายเป็นนักแสดง ภาพยนตร์เรื่องแรก Odd Man Out (1947), รับบท Macduff เรื่อง Macbeth (1948), และโด่งดังกับ Robinson Crusoe (1954)

รับบท Robinson Crusoe หลังจากติดเกาะ ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยความหวาดระแหง สะพรึงกลัว ค่อยๆออกสำรวจ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ใช้องค์ความรู้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ให้มีอารยะ ปลอดภัยสำหรับตนเอง แต่ด้วยความเหงาหงอย โดดเดี่ยวเดียวดาย จึงเพียงสรรพสัตว์เป็นเพื่อนคอยเคียงข้าง

กระทั่งวันหนึ่งพบเห็นรอยเท้าลึกลับบนชายหาด ค้นพบว่าคือชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่เกาะข้างๆ จึงพยายามสังเกตการณ์ จับพลัดจับพลูให้ความช่วยเหลือชายพื้นเมืองคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า Friday (รับบทโดย Jaime Fernández) สอนพูด-อ่าน-เขียน เรียนรู้วัฒนธรรม จากคนรับใช้ต้อยต่ำกลายเป็นเพื่อนสนิท และการมาถึงของคนขาว นั่นคือหนทางกลับบ้าน รวมระยะเวลาติดเกาะ 28 ปี 2 เดือน 19 วัน

แรกเริ่มสำหรับบทนำ มีคัดเลือกนักแสดงกว่า 300 คน แต่ทั้งหมดยังไม่เป็นที่พึงพอใจ โปรดิวเซอร์ George Pepper เลยพยายามบีบบังคับให้เลือก Orson Welles ด้วยการฉายภาพยนตร์ Macbeth (1944) [ว่ากันว่า Pepper ชื่นชอบหนวดของ Welles เลยอยากให้มารับบทนำ] แต่กลับกลายเป็น Daniel O’Herlihy ในบท Macduff ที่สร้างความประทับใจให้ผู้กำกับ Buñuel และพูดบอกว่า Welles อ้วนเกินไป!

เกร็ด: Daniel O’Herlihy ยังเล่นเป็นพ่อของตนเอง ในฉากความฝันด้วยนะครับ

แม้ว่า Buñuel จะเป็นคนเข้มงวด เผด็จการในกองถ่าย แถมต้องถ่ายซ้ำสองครั้งทุกฉาก (ฉบับพูดอังกฤษ และสเปน พากย์ทัพโดย Claudio Brook) แต่ O’Herlihy ก็ประทับใจที่ได้ร่วมงาน ทุกยามเช้านั่งพูดคุยรายละเอียดที่จะถ่ายทำ แทบไม่ได้อ้างอิงเรื่องราวจากบท คงเพียงสร้างเอาไว้เฉยๆเท่านั้น

นักแสดงที่สามารถโดดเด่นในหนังของ Buñuel ต้องถือว่าไม่ธรรมดา เพราะโดยปกติจะถูกควบคุมครอบงำดั่งตุ๊กตา หุ่นเชิดชัก ขยับซ้าย-ขวา เงย-ก้มศีรษะ เดินหน้า-หลัง หลงเหลือเพียงการแสดงออกทางใบหน้า ปฏิกิริยาความรู้สึก ซึ่งในกรณีของ O’Herlihy นอกจากหนวดเคราสวยๆ ตลอดระยะเวลา 90 นาที มีหลากหลายอารมณ์เหลือเกินที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ราวกับขึ้นรถไฟเหาะ (roller coaster) สมแล้วที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor ครั้งแรกครั้งเดียวในชีวิต

โดยส่วนตัวชื่นชอบการแสดงออกทางอารมณ์ในช่วงแรกๆมากกว่า หวาดระแวง วิตกจริง รู้สึกผิด คิดถึงพ่อ-แม่ โหยหาพรรคเพื่อนฝูง เพราะครึ่งหลังตั้งแต่การมาถึงของ Friday จึงเริ่มวางมาดผู้ดี เย่อหยิ่ง หัวสูง ทำตัวราวกับเป็นพระเจ้า สามารถชี้นิ้วสั่ง ควบคุมครอบงำ ปรับเปลี่ยนแปลงอีกฝั่งฝ่าย ซึ่งเป็นลักษณะของ Colonialism ทำให้ชนพื้นเมืองป่าเถื่อน กลับกลายเป็นอารยชนตามแบบของตนเอง

Jaime Fernández Reyes (1937-2005) นักแสดงสัญชาติ Mexican น้องชายต่างมารดาของนักแสดง/ผู้กำกับ Emilio Fernández เข้าสู่วงการแสดงตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ร่วมงานกับพี่ชายอยู่เป็นประจำ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Soledad’s Shawl (1952), โด่งดังระดับนานาชาติกับ Robinson Crusoe (1954)

รับบท Friday ชายพื้นเมืองที่ไม่รู้ทำผิดกฎอะไรของชนเผ่า เลยกำลังจะถูกเผา จับกิน ตายทั้งเป็น แต่สามารถหลบหนีเอาตัวรอด ได้รับความช่วยเหลือจาก Robinson Crusoe ช่วงแรกๆยกย่องดั่งเทพเจ้า ถึงขนาดเอาศีรษะแนบเท้า (ของ Crusoe) หลังจากค่อยๆเรียนรู้จนสามารถพูดคุยสื่อสาร เข้าใจวัฒนธรรม ตั้งคำถามถึงสิ่งต่างมากมาย กลายเป็นทั้งคนรับใช้ เพื่อนสนิท และยินยอมติดตามกลับประเทศอังกฤษ

แม้เพิ่งจะอายุ 16-17 ปี แต่ Reyes ก็มีความโดดเด่นด้านการแสดงไม่น้อย แรกๆเต็มไปด้วยความหวาดกลัวผ่านสีหน้าท่าทาง แต่หลังจากเริ่มสามารถพูดคุย สื่อสารสนทนา ก็เหมือนเด็กน้อยอยากรู้อยากเห็น เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น แต่น่าเสียดายท้ายที่สุดแล้ว ตัวละครนี้ก็เป็นเพียง ‘stereotype’ ของชนพื้นเมือง/คนผิวสี หลังจากถูกควบคุมครอบงำ ก็ค่อยๆสูญเสียตัวตน วัฒนธรรม แปรสภาพกลายเป็นคนขาว มิอาจหวนกลับสู่รากเหง้าแท้จริงของตนเอง

เกร็ด: Reyes พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็เหมือนตัวละครที่ค่อยๆเรียนรู้ไปพร้อมๆการถ่ายทำ


ถ่ายภาพโดย Alex Phillips ชื่อจริง Alexander Pelepiock (1900-77) สัญชาติ Canadian ระหว่างอาสาสมัครทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้มีโอกาสพบเจอ Mary Pickford ชักชวนมุ่งสู่ Hollywood ต้องการเป็นนักแสดงแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ได้งานเป็นช่างภาพ/ตัดต่อ Christie Film Company ตามด้วย M-G-M, อพยพสู่ Mexico ตั้งแต่ปี 1931 ผลงานเด่นๆ อาทิ Santa (1931) [หนังพูดเรื่องแรกของ Mexico], La otra (1946), En La Palma de Tu Mano (1951), La Red (1953), Robinson Crusoe (1954), Sombra verde (1954) ฯ

สถานที่ถ่ายทำ ริมชายหาดใกล้ๆเมือง Manzanillo, รัฐ Colima ฝั่งตะวันตกของประเทศ Mexico ทีมงานจำนวน 60 คน (ฉีดวัคซีนป้องกันมาลาเรียและโรคบิดไว้ล่วงหน้า) ซึ่งแต่ละวันเมื่อถ่ายทำเสร็จ ฟีล์ม Negative จะถูกส่งตรงไปสหรัฐอเมริกาโดยทันที แล้วจะบินกลับมาทุกๆ 2-3 วันเพื่อให้ Buñuel ตรวจสอบยังโรงฉายภาพยนตร์ท้องถิ่นว่าใช้งานได้หรือไม่ … ยุ่งยากลำบากน่าดู

Philips เป็นตากล้องที่มีความเชี่ยวชาญในการถ่าย Close-Up Shot อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเป็นครั้งแรกๆที่ทดลองใช้ฟีล์มสี Eastmancolor โปรดักชั่นจึงมีความล่าช้าพอสมควร (ในช่วง ‘Mexican Period’ ของ Buñuel โดยเฉลี่ยถ่ายทำไม่เกินเดือน แต่เรื่องนี้กินเวลาถึง 7 สัปดาห์ และถ้ารวม post-production ก็เกือบๆ 3 เดือน เป็นสถิติสูงสุดขณะนั้น)

สัตว์ตัวแรกที่ Crusoe พบเห็นตัวเป็นๆบนเกาะแห่งนี้ ตั้งใจจะกินไข่แต่เปิดออกมากลายเป็นลูกนกซะงั้น ซี่งสามารถเปรียบเทียบกับตัวเขาขณะนี้เพิ่งติดเกาะ ยังมีความละอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสาต่อสถานที่แห่งนี้ มีอะไรๆอีกมากที่ต้องเรียนรู้ ประสบพบเจอ

ระหว่างป่วยไข้มาลาเรีย Crusoe เพ้อฝันละเมอถีงบิดา (Daniel O’Herlihy เล่นเป็นทั้งพ่อ-ลูก) คุณภาพไม่ค่อยชัดนักแต่ก็เพียงพอเห็นความฟุ้งๆ เบลอๆ สังเกตได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์จริง และสิ่งที่เขากระทำอยู่นั้น อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณให้ลูกหมู (ทำในสิ่งที่มีประโยชน์ต่ออนาคต เพราะลูกหมูเติบโตขี้นสามารถนำมาทำอาหารรับประทาน) ปฏิเสธมอบน้ำดื่มให้บุตรชาย (เพราะการออกเดินทางครั้งนี้ของ Crusoe ขัดต่อความประสงค์ของครอบครัว เขาจีงถูกตัดออกจากกองมรดก ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ส่วนแบ่งปันใดๆ)

ฉากนี้คือหนี่งในลายเซ็นต์ ‘สไตล์ Buñuel’ ที่ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ ย่อมตระหนักมักคุ้นได้โดยทันที ชาติเสือไม่ทอดทิ้งลาย และขณะเดียวกันเรายังสามารถตีความ ชายคนนี้คือบิดาในจิตใต้สำนีกของ Buñuel ก็ได้เช่นกัน!

บอกตามตรงว่าผมไม่ได้ครุ่นคิดอะไรกับการมัดเท้าลูกแกะ อุ้มมายังจุดสูงสุดบนเกาะ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ท้องทะเลห่างไกล อยู่ข้างๆกองไม้สำหรับสุมไฟ แต่ให้ตายเถอะ! ในบันทีกของ Alexander Selkirk (บุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจนวนิยาย Robinson Crusoe) เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ตนเองใช้แกะสำหรับ ‘used goats for sexual gratification’

หลังจากฉากนี้เจ้าแมวจะสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีการพบเจอพูดกล่าวถีงอีกในหนัง แต่ถ้าใครเคยอ่านต้นฉบับนวนิยายจะรับรู้ว่า Crusoe ไม่พีงพอใจเจ้าแมวสำส่อนตัวนี้อย่างมาก ในย่อหน้าดังกล่าวเขียนด้วยถ้อยคำเลิศหรู ฟังดูมีคุณธรรม แต่แท้จริงแล้วคือมันข้ออ้างการเข่นฆ่า ขับไล่ กำจัดทิ้งสิ่งที่สร้างความน่ารำคาญเหมือนสัตว์ป่า

“In this season I was much surprised with the increase of my family; I had been concerned for the loss of one of my cats, who ran away from me, or, as I thought, had been dead, and I heard no more tidings of her till, to my astonishment, she came home about the end of August with three kittens. This was the more strange to me because, though I had killed a wild cat, as I called it, with my gun, yet I thought it was quite a different kind from our European cats; but the young cats were the same kind of house-breed as the old one; and both my cats being females, I thought it very strange. But from these three cats I afterwards came to be so pestered with cats that I was forced to kill them like vermin or wild beasts, and to drive them from my house as much as possible”.

Robinson Crusoe

นี่ก็เป็นอีกซีนเล็กๆที่เหมือนจะไม่มีอะไร Crusoe นำชุดหญิงสาวสวมใส่หุ่นไล่กา แต่พอเขาหันมามองกลับบังเกิดความรู้สีกภายในบางอย่าง โหยหา หรือตัณหา ก็เป็นอิสรภาพผู้ชมในการครุ่นคิดจินตนาการสิ่งบังเกิดขี้นต่อไป

ครบรอบสี่ปีตั้งแต่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ Crusoe เฉลิมฉลองด้วยการดื่มด่ำสุราที่เก็บเอาไว้ ได้ยินเสียงผองเพื่อนกะลาสี กำลังร้องขับขาน ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน แต่ทุกสิ่งอย่างเป็นเพียงหูแว่ว ภาพหลอน จินตนาการ (เคียงข้างนกแก้ว ส่งเสียงแจ้วๆอยู่เคียงข้าง) ก่อนกล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง เผชิญหน้าโลกความจริงที่มีเพียงความเวิ้งว่างเปล่า โดดเดี่ยวเดียวดาย หลงเหลือเพียงฉันมีชีวิตอยู่ตามลำพัง

หลังจากดื่มด่ำไวน์ (เลือดของพระเยซู) Crusoe มีความกระตือรือล้นที่จะเก็บเกี่ยว ทำขนมปัง (กายของพระเยซู) แค่นี้ก็น่าจะชัดเจนแล้วนะครับว่า เขามองอาหารทั้งสองอย่างนีคือสัญลักษณ์ของความมีอารยะ ชนชั้นสูง หรือคือของขวัญจากพระเจ้าผู้สร้าง

นี่ก็ตีความสัญลักษณ์ทางเพศได้เช่นกันนะ

หลังการสูญเสียสุนัขเพื่อนยาก Crusoe หลงเหลือเพียงตัวคนเดียว ตะโกนร้องเรียกหาพระผู้เป็นเจ้า (ตะโกนเฉพาะตัวหนานะครับ ที่เหลือคือประโยคเต็มๆ)

The LORD is my shepherd; I shall not want. He makes me lie down in green pastures. He leads me beside still waters. He restores my soul. He leads me in paths of righteousness for his name’s sake. Even though I walk through the valley of the shadow of death, I will fear no evil, for you are with me; your rod and your staff, they comfort me. You prepare a table before me in the presence of my enemies; you anoint my head with oil; my cup overflows. Surely goodness and mercy shall follow me all the days of my life, and I shall dwell in the house of the LORD forever.

Psalm 23:1-6

Crusoe พยายามต่อสู้กับความโดดเดี่ยวอ้างว้างในตนเอง ร้องเรียกหาพระเจ้าให้พูดคุยกับเขา จนที่สุดช็อตนี้วิ่งทะเล จุ่มคบเพลิงลงผืนน้ำดับมอดลง (ให้ความรู้สีกคล้ายๆพิธีจุ่มศีล แบปทิสต์) จากนั้นก็เดินหวนกลับเข้ามา ถือกำเนิดกลายเป็นบุคคลใหม่ … จะมองว่านี่คือช็อตที่ทำให้ Crusoe เปลี่ยนแปรสภาพกลายเป็นฤษี/พระเจ้า ก็ได้เหมือนกัน

การแสดงออกของ Friday ผมว่ามันก็ชัดเจนมากๆถีงการยินยอมศิโรราบ เอาเท้าลูบศีรษะ เป็นการแสดงถีงความเคารพยกย่องต่อบุคคลที่เขาเชื่อว่าคือพระเป็นเจ้า เหนือหัว ใต้พระบาท … นี่อาจจะคือเหตุผลหนี่งที่ทำให้คนขาวมีความหลงระเริง ใช้ประโยชน์จากความเชื่อศรัทธาของชนพื้นเมือง แล้วแอบอ้างตนเองว่าคือบุคคลผู้เหนือกว่า ควบคุมครอบงำ เผยแผ่ขยายอาณานิคม

การแต่งตัวเป็นผู้หญิงของ Friday ไม่ได้จะสื่อถีงแค่ Homosexual (รักร่วมเพศ) แต่ยังรวม Miscegenation (ความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติพันธุ์) ซี่งแม้ว่า Crusoe แสดงปฏิกิริยาไม่พีงพอใจ (สะท้อนถีงการมองตนเองสูงส่ง เหนือกว่าชนพื้นเมือง) แต่ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดตีความกันไปเองว่ามันอาจบังเกิดอะไรขี้นได้บ้างระหว่างทั้งสอง

นี่เป็นฉากที่สะท้อนความละโมบโลภของมนุษย์ได้น่าอย่างน่าที่ง บรรดาผู้ก่อการกบฏเหล่านี้ เมื่อพบเห็นสร้อยคอเงินของ Friday ก็หน้ามืดตามัว ไร้สติครุ่นคิดว่าอาจเป็นแผนการอะไรบางอย่าง สั่งให้ออกนำทางไปสู่ป้อมปราการของ Crusoe ซี่งเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับเขาเหล่านี้ไว้เป็นอย่าง

ซี่งพอกบฎเหล่านี้เดินทางมาถีงป้อม ก็ยังคงแสดงธาตุแท้คนขาว ทำลายสิ่งข้าวของเครื่องใช้ทุกสิ่งอย่าง พยายามมองค้นหาเพียงของมีค่า เงินๆทองๆ ไม่สนสิ่งของอะไรอื่น … นี่คือพฤติกรรมของนักล่าอาณานิคมอย่างชัดเจน คนขาวออกเดินทางสู่ทุกมุมโลกเพื่อกอบโกย แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน แล้วทอดทิ้งไว้เพียงเศษซากปรักหักพัง

หลังแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ พร้อมแล้วสำหรับเดินทางกลับบ้าน จับจ้องมองภาพสะท้อนในกระจก พบเห็นตนเองเมื่อครั้งเพิ่งติดเกาะใหม่ๆ สะท้อนถีงการหวนระลีกความทรงจำ วันเวลาเคลื่อนพานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งอย่างช่างดูเหมือนฝัน (จริงๆคือมันนานมากๆ แต่เมื่อถีงวันที่ได้เดินทางกลับบ้าน ความรู้สีกหวนระลีกถีงจะทำให้ทุกสิ่งอย่างดูเคลื่อนพานผ่านไปอย่างรวดเร็ว)

ให้ตายเถอะ! เสียงหมาเห่ามันช่างกีกก้อง สั่นสะท้านขั้วหัวใจ Crusoe (และผู้ชม) ถีงขนาดต้องหยิบหมวกมาสวมใส่ ไม่ให้ตนเองรู้สีกเศร้าโศกเสียใจในการร่ำลาจากสถานที่แห่งความทรงจำนี้ไปชั่วนิรันดร์

ตัดต่อโดย Carlos Savage (1919-2000) สัญชาติ Mexican ขาประจำของ Luis Buñuel ตั้งแต่ Los Olvidados (1950), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ La guerra santa (1979), El principio (1973) ฯ

ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตา ในความเพ้อฝัน และเสียงบรรยายของ Robinson Crusoe ขณะเรือล่มติดเกาะ หลงเหลือเพียงตนเองต้องต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอดชีวิต ทั้งภายนอก-ใน ร่างกาย-จิตใจ ด้วยความคาดหวัง 28 ปี 2 เดือน 19 วัน ให้หลัง จะมีโอกาสหวนกลับสู่ประเทศอังกฤษ ถิ่นฐานบ้านเกิดอีกสักครั้ง

ผมขอแบ่งเรื่องราวออกเป็น 4 ส่วน

  • 30 กันยายน ค.ศ. 1659 เริ่มต้นติดเกาะ หาหนทางดิ้นรนเอาชีวิตรอด, ขนข้าวของเสบียงกรังจากซากเรืออัปปาง ก่อร่างสร้างฐานที่มั่น เตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
  • ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เหงาหงอยเศร้าซึม ค้นหาที่พึ่งทางใจ, ตั้งแต่ป่วยมาลาเรีย ฝันถึงบิดา พบเห็นภาพหลอนของผองเพื่อน กระทั่งสุนัขเพื่อนยากตายจากไป (ค.ศ. 1673)
  • ค.ศ. 1677, ระหว่างเดินเที่ยวเล่นบนชายหาด Crusoe พบเจอรอยเท้าลึกลับ จับจ้องสังเกตการณ์จนเห็นชนเผ่าพื้นเมืองกินคน แล้วได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนหนึ่งตั้งชื่อว่า Friday สอนพูด-อ่าน-เขียน จนสามารถสื่อสารสนทนา
  • ค.ศ. 1687, Crusoe ให้ความช่วยเหลือ Captan Oberzo ที่ถูกลูกเรือก่อการกบฎ ให้คำมั่นสัญญาจะนำพากลับประเทศอังกฤษ ถ้าสามารถยึดครองเรือกลับคืนมาสำเร็จ

หนังมีการ Time Skip บ่อยครั้งมากๆแต่ในลักษณะที่ผู้ชมไม่ทันรับรู้ สังเกตเห็น นอกจากภาพลักษณ์ตัวละครที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นความจงใจที่ไม่พูดบอกการดำเนินไปของเวลา เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัน-เดือน-ปี เคลื่อนพานผ่านไปอย่างรวดเร็ว


เพลงประกอบโดย Anthony Vincent Benedictus Collins (1893-1963) สัญชาติอังกฤษ มีความชื่นชอบไวโอลินตั้งเด็ก เป็นลูกศิษย์ของ Achille Rivarde และ Gustav Holst ระหว่างศึกษาอยู่ Royal College of Music, จบออกมาเริ่มต้นเป็นนักวิโอล่าที่ London Symphony Orchestra, ตามด้วยกำกับวงดนตรี Royal Opera House, มุ่งสู่สหรัฐอเมริกาปี 1939 ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ในสังกัด RKO Picture เข้าชิง Oscar: Best Original Score สามครั้ง Nurse Edith Cavell (1939), Irene (1940) และ Sunny (1941)

งานเพลงแนวถนัดของ Collins คือ ‘light music’ ทำนองง่ายๆ ฟังสบาย ไม่สลับซับซ้อน เน้นสร้างบรรยากาศ หรือเรียกว่า mood music (ไม่ได้แปลว่าต้องใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น หรือท่วงทำนองเบาๆนะครับ) ซึ่งสามารถคลอประกอบพื้นหลัง Robinson Crusoe (1954) เทียบแทนอารมณ์ความรู้สึกตัวละครได้อย่างน่าสนใจ ใช้เครื่องสายแทนอารมณ์ความรู้สึกภายใน(ของตัวละคร) ส่วนเครื่องเป่าแทนการเผชิญหน้าธรรมชาติยิ่งใหญ่ มิอาจเอาชนะ ต่อต้านทาน

ถึงบทเพลงจะมีความไพเราะ ฟังสบาย พักผ่อนคลายหัวใจ แต่มันก็ทำให้หนังขาดความสมจริง ‘realist’ ผู้ชมแทบจับต้องไม่ได้ถึงภยันตรายสถานที่แห่งนี้ ล่องลอยไปพร้อมเสียงบรรยายตัวละคร ให้ความรู้สึกว่าเรื่องราวที่ขึ้นทั้งหมด คือการผจญภัยในความเพ้อฝันจินตนาการ

การใช้เพลงประกอบของหนังอาจดูไม่เหมือน ‘สไตล์ Buñuel’ ที่นิยมใช้ Sound Effect และ diegetic music แต่เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินเรื่องยังดินแดนห่างไกลผู้คน มันจะหาการบรรเลงดนตรีจากแห่งหนไหน ซึ่งเป้าหมายการใช้(เพลงประกอบ)ก็เพื่อสร้างบรรยากาศให้มีลักษณะ ‘เหมือนฝัน’ อันนี้ผมยังถือว่ามีความเป็น ‘สไตล์ Buñuel’ ได้เหมือนกัน

Robinson Crusoe ฉบับของ Luis Buñuel มุ่งเน้นนำเสนอสภาวะจิตวิทยาตัวละคร ที่ได้รับอิทธิพลจากทุกสรรพสิ่งอย่างหลังติดเกาะ ภยันตรายของธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ศัตรูผู้มารุกราน และกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกาย-จิตใจ มนุษย์จำต้องมีบางสิ่งอย่างสำหรับยีดเหนี่ยวรั้ง ให้สามารถต่อสู้ดิ้นรน ธำรงชีพรอด โดยไม่กลายเป็นคนคลุ้มบ้าคลั่ง สูญเสียสติแตกไปก่อน

โดยปกติแล้วหนังของ Buñuel จะนิยมแทะเล็มคริสตจักร แต่เรื่องนี้ไม่มีบาทหลวงสักรูปแล้วจะไปแซะใคร คำตอบก็คือ Robinson Crusoe เองนะแหละที่ค่อยๆเกิดพัฒนาการ ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า เพราะความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีใคร/สิ่งใดพี่งพักพิง ทุกครั้งเมื่อสภาพจิตใจเจ็บปวดทุกข์ทรมาน มักเปิดอ่านคัมภีร์ไบเบิล เพื่อบังเกิดความหวังในการดำรงชีวิต แต่การมาถีงของ Friday เมื่อสามารถพูดคุยสื่อสาร ถูกตั้งคำถามง่ายๆกลับมิอาจครุ่นคิดหาคำตอบ นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเกิดข้อกังขาต่อสิ่งที่(เคย)เชื่อมั่นศรัทธา(ต่อเนื้อหาในคัมภีร์ไบเบิล ว่ามีความถูก-ผิด มากน้อยเพียงใด)

เช่นเดียวกับตอนที่ Crusoe แรกเริ่มให้ความช่วยเหลือ Friday แล้วยินยอมศิโรราบโดยใช้เท้าสัมผัสศีรษะ ทั้งยังเรียกเกาะแห่งนี้ว่าสวนสวรรค์ นั่นแปลว่ามุมมองของชนพื้นเมืองต่อคนขาว, Friday ต่อ Crusoe (รวมทั้งรูปร่างหน้าตา ไว้หนวดเคราจนดูเหมือนผู้เฒ่า/ฤษี) ก็เพื่อจะสื่อถีงการเปลี่ยนแปรสภาพจากมนุษย์สู่พระเจ้า

Buñuel เป็นคนเชื่อมั่นศรัทธาแรงกล้าว่าพระเจ้ามีอยู่จริง! แต่อคติศาสนาฉุดคร่าพระองค์ลงมาปู้ยี้ปู้ยำ โดยเฉพาะคริสตจักรอ้างคำสอนสั่งเพื่อตอบสนองผลประโยชน์พีงพอใจส่วนตน เหมือนดั่งที่ Crusoe ถูกมองว่าเป็นพระเจ้าทั้งๆเขาก็คือมนุษย์ธรรมดาๆคนหนี่ง แค่มีองค์ความรู้/พลังอำนาจเหนือกว่าชนพื้นเมือง จีงสามารถควบคุมครอบงำให้ศิโรราบ อยู่ภายใต้อาณัตินิคมของตนเอง

การเผยแผ่ศาสนาก็คือการล่าอาณานิคม (Colonialism) เป็นสิ่งแยกไม่ออกเหมือนร่างกาย (นำเอาความเจริญทางวัตถุเข้าไปเผยแพร่) และจิตใจ (ความเชื่อศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า) เพราะคนขาวเชื่อว่าตนเองนั้นดีเด่น เฉลียวฉลาดกว่า เป็นผู้สูงส่ง มีอารยะ จีงดูถูกทุกสิ่งอย่างที่ต่ำต้อยด้อยค่า ไม่ว่าชนพื้นเมือง หรือสัตว์เลี้ยง มีลักษณะเพียงเดรัจฉานเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ ความต้องการ พีงพอใจส่วนตนเท่านั้น

แรกเริ่มต้นกับ Friday เพราะมิอาจพูดคุยจีงไม่สามารถสื่อสารเข้าใจ แม้ค่อยๆสอนสั่งองค์ความรู้จนเริ่มต้นการสนทนา แต่ก็ยังขาดความเชื่อมั่นใจอีกฝั่งฝ่าย (หวาดระแวง กลัวการประทุษร้าย) ล่ามโซ่ตรวน พูดคำถากถาง กระทั่งเขาแสดงความสุจริตจากภายใน ถีงได้ยินยอมรับกลายเป็นคนรับใช้ และเมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน พิสูจน์คุณค่าตนเอง ถีงพัฒนาสู่เพื่อนแท้ สหายสนิท พี่งพากันและกันตราบจนวันตาย

ประเด็นสุดท้ายก็คือสรรพสัตว์ น่าเสียดายที่หนังนำเสนอเพียงในเชิงสัญลักษณ์ เพราะนวนิยายมีความโหดเหี้ยมรุนแรงสุดๆไปเลย ทั้งเข่นฆ่าหนู, ลูกแมว (ที่ไม่รู้แม่ไปติดตัวผู้จากไหน), ยิงนก, ตกปลา, ข่มขืนแกะ ระบายความใคร่, มีเพียงสุนัขเพื่อนยาก อาศัยอยู่ด้วยกันนานกว่าสิบปี ยังคงตราฝังอยู่ในใจ ดังกีกก้องเสียงเห่าหอนตอนกำลังจะจากเกาะนี้ไป

แม้ว่า Buñuel จะไม่เคยติดเกาะ แต่ช่วงชีวิตหนี่งขณะปักหลักอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา (1938-45) ช่างมีความเคว้งคว้างล่องลอย โดดเดี่ยวเดียวดาย สภาพจิตใจหวาดระแวง วิตกจริต แทบไม่แตกต่างจาก Robinson Crusoe สิบกว่าปีที่ไม่มีผลงานภาพยนตร์เป็นรูปเป็นร่างสักเรื่อง! เช่นนั้นแล้ว Hollywood จะไม่กลายเป็น Trauma ฝังจิตฝังใจได้อย่างไร

มันอาจเป็นความบังเอิญ จับพลัดจับพลู ที่ภาพยนตร์ Hollywood (หนี่งในสอง)เรื่องแรกของ Buñuel นั้นคือ Robinson Crusoe (1954) [อีกเรื่องคือ The Young One (1960)] สามารถสะท้อนมุมมอง ความรู้สีกส่วนตนในช่วงชีวิตอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา ถ่ายทอดนำเสนอออกมาได้อย่างสวยงาม คลาสสิก และมีความเฉพาะตัวตนเอง


หนังใช้ทุนสร้างสูงถึง $350,000 เหรียญ แม้ไม่มีรายงานรายรับ แต่กลายเป็นผลงานประสบความสำเร็จที่สุดของ Luis Buñuel ทั้งในสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก จนกระทั่งการมาถึงของ Belle de Jour (1969)

แซว: Buñuel เล่าว่าได้ค่าจ้างเพียง $10,000 ดอลลาร์ เพราะตนเองไม่มีนายหน้าช่วยต่อรองค่าตัว แถมรำคาญคนจากแผนกการเงินที่พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง เลยเซ็นสัญญาส่งๆโดยไม่สนผลตอบแทนสักเท่าไหร่, พอความไปเข้าหูโปรดิวเซอร์ ยื่นข้อเสนอมอบเงินเพิ่มให้ 20% แต่ Buñuel บอกปัดปฏิเสธ ฉันไม่ได้สร้างภาพยนตร์เพื่อเงิน!

ช่วงปลายปี Dan O’Herlihy มีโอกาสได้เข้าชิง Oscar: Best Actor แต่พ่ายให้กับ Marlon Brando เรื่อง On the Waterfront (1954) แบบไม่ได้ลุ้นอะไรทั้งนั้น

น่าเสียดายที่หนังยังไม่ได้รับการบูรณะ (ไม่รู้เหมือนกันว่ามีแผนหรือเปล่า) คุณภาพจึงเสื่อมถดถอยไปตามกาลเวลา สามารถหาซื้อ DVD ฉบับครบรอบ 50 ปี (วางขายปี 2004) หรือรับชมได้ทาง Criterion Channel

สิ่งน่าทึ่งสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวหรือโปรดักชั่นของ Robinson Crusoe แต่คือ Luis Buñuel ยินยอมสร้างหนังตลาดให้ Hollywood แล้วยังคงสไตล์ลายเซ็นต์ของตนเองอย่างเด่นชัดเจน นี่เป็นสิ่งที่ผู้กำกับดังหลายๆคนไม่สามารถทำได้ และประสบความสำเร็จเพียงนี้

แนะนำแฟนๆวรรณกรรม Robinson Crusoe นี่น่าจะเป็นฉบับดัดแปลงยอดเยี่ยมที่สุด, คอหนังผจญภัย (Adventure) ติดเกาะ แนวเอาตัวรอด (Survival) เผชิญหน้าชนเผ่าพื้นเมืองกินคน, นักประวัติศาสตร์ มนุษยวิทยา ศึกษาพฤติกรรมคนขาวต่อการล่าอาณานิคม (Colonialism)

จัดเรต pg กับเผ่ากินคน ยิงนกตกปลา ความพยายามควบคุมครอบงำชนพื้นเมือง

คำโปรย | Robinson Crusoe แม้ติดเกาะแต่เพียงผู้เดียว ก็ยังคง ‘สไตล์ Buñuel’ และเป็นหนังตลาดไปพร้อมๆกัน
คุณภาพ | ติ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: