Ryan's Daughter (1970)

Ryan's Daughter

Ryan’s Daughter (1970) British : David Lean ♥♥♡

ความรักคือสิ่งยิ่งใหญ่ แต่บางเรื่องราวของความรักใช่ว่าสมควรเชิดชูทำให้ยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะการลักลอบมีชู้ นอกใจสามี/ภรรยา และทรยศต่อชาติบ้านเกิด, กระนั้นหนังยังได้เข้าชิง Oscar 4 สาขา คว้ามา 2 รางวัล

จากความสำเร็จอันล้นหลามของ Lawrence of Arabia (1962) และ Doctor Zhivago (1965) ที่สร้างความตราตะลึงสุดยิ่งใหญ่ ประทับใจผู้ชมมานักต่อนัก มีหรือผู้กำกับ David Lean จะไม่ขอลองดูอีกสักครั้ง กับหนังที่มีรูปแบบลักษณะคล้ายๆกัน เน้นการถ่ายภาพกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เพลงประกอบอันไพเราะเสนาะหู แต่มีสิ่งหนึ่งที่ดันลืมไปว่า สเกลหนังขนาดใหญ่ ต้องควบคู่กับเรื่องราวที่มีความอลังการด้วยเช่นกัน
– Lawrence of Arabia มีพื้นหลังในสงครามปฏิวัติอาหรับ พระเอก T. E. Lawrence คือฮีโร่ในตำนาน
– Doctor Zhivago มีพื้นหลังในสงครามกลางเมืองรัสเซีย พระเอกหมอ Yuri Zhivago จับพลัดจับพลูเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม

Ryan’s Daughter เป็นหนังที่นักวิจารณ์สมัยนั้นบ่นขรม ด่ายับ ในส่วนผสมที่คลุกเคล้าไม่ลงตัวสักอย่าง แม้จะทำรายได้ไม่ขาดทุน เข้าชิง Oscar คว้ามาถึง 2 รางวัล แต่กลับสร้างความร้าวฉานรุนแรงให้กับผู้กำกับ จนเกือบเลิกสร้างภาพยนตร์ ห่างหายไปถึง 14 ปี ก่อนจะทิ้งทวนผลงานเรื่องสุดท้ายสุดยิ่งใหญ่ A Passage to India (1984)

Sir David Lean (1908 – 1991) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Croydon, Surrey วัยเด็กเป็นคนเพ้อฝัน ออกจากโรงเรียนกลางคันมา ทำงานเป็นนักบัญชีผู้ช่วยพ่อแต่ก็ทนได้ไม่นานก็ออกไปสานฝันของตนเอง ที่เริ่มต้นจากของขวัญวันเกิดจากลุงตอนอายุ 10 ขวบ ที่ได้มอบกล้อง Brownie Camera (เป็นชื่อเรียกกล้องสมัยก่อน ที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ราคาไม่แพงมาก) งานอดิเรกที่คลั่งไคล้ ตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์

เริ่มต้นจากเป็นเด็กรับใช้ในสตูดิโอ Gaumont ยกของ เสิร์ฟชา ตอกสเลท ผู้ช่วยผู้กำกับ เลื่อนขั้นเป็นนักตัดต่อเมื่อปี 1930 มีผลงานอย่าง Pygmalion (1938), 49th Parallel (1941), One of Our Aircraft Is Missing (1942) [สองเรื่องหลังของ Powell & Pressburger] และกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก In Which We Serve (1942)

หลังความสำเร็จของ The Bridge on the River Kwai (1957) คว้า Oscar 7 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ก็ทำให้ Lean มีโอกาสนำเสนอโปรเจคทุนสูงสุดยิ่งใหญ่ที่ตนสนใจ อาทิ Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965) เรื่องหลังทำเงินได้ถึง $111.7 ล้านเหรียญ เป็นรองเพียงหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลขณะนั้น The Sound of Music (1965) ฯ ด้วยความคาดหวังหนังเรื่องต่อไป น่าจะกลายเป็น Blockbuster ฮิตถล่มทลายอีกแน่ สตูดิโอ MGM จึงยอมทุ่มเงินมหาศาลสำหรับผลงานภาพยนตร์เรื่องต่อไป

นักเขียนบทมือทอง Robert Bolt ที่เคยร่วมงานประสบความสำเร็จกับ Lean มาตั้งแต่ Lawrence of Arabia, Doctor Zhivago มีความสนใจดัดแปลงนิยาย Madame Bovary (1856) ของนักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส Gustave Flaubert เรื่องราวของ Emma Bovary ภรรยาสาวของหมอหนุ่มจนๆคนธรรมดา แอบลักลอบมีชู้กับชายวัยกลางฐานะร่ำรวยเร้าใจ เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่า เบื่อหน่าย ซ้ำซากจำเจในชีวิต (ชีวิตแต่งงานที่ไม่เป็นสุข) หลังจาก Lean ได้อ่านบทไม่ค่อยชื่นชอบเท่าไหร่ แต่ก็ได้แนะนำให้ Bolt นำใจความของนิยายเรื่องนี้ เปลี่ยนพื้นหลังและสร้างเรื่องราวอื่นแทน

เรื่องราวมีพื้นหลังปี 1916 หมู่บ้านเล็กๆในประเทศ Ireland ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1, หญิงสาววัยรุ่น Rosy Ryan (รับบทโดย Sarah Miles) ตกหลุมรักกับครูสอนหนังสือ Charles Shaughnessy (รับบทโดย Robert Mitchum) ที่ภรรยาด่วนเสียชีวิตจากไปแล้ว เธอใช้มารยาหญิงจนได้ครอบครองแต่งงาน แต่พอใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน กลับมิได้มีความสุขดั่งหวัง ระหว่างนั้นทหารอังกฤษ Major Randolph Doryan (รับบทโดย Christopher Jones) ได้รับการปลดระวางจากแนวหน้าเพราะถูกระเบิดขาพิการ มาประจำการอยู่เมืองแห่งนี้ ซึ่งการแค่ได้พบเจอกันกับหญิงสาว ทำให้ทั้งคู่เกิด passion หลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการซึ่งกันและกันอย่างรุนแรง แต่เมืองเล็กๆไกลปืนเที่ยงขนาดนี้ ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร เผลอแปปเดียวได้รู้กันเรื่องทั่ว กลายเป็นเรื่องโจษจัณฑ์ รับไม่ได้ และรุมประชาทัณฑ์

Sarah Miles (เกิดปี 1941) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Ingatestone, Essex เป็นน้องของผู้กำกับ Christopher Miles เห็นว่าเธอเป็น Dyslexia อ่านหนังสือไม่ได้เลยสมัครเรียนการแสดงที่ Royal Academy of Dramatic Art มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Term of Trial (1962) สมทบ Laurence Olivier ได้เข้าชิง BAFTA Award: Best Newcomer ผลงานดังอาทิ The Servant (1963), Blowup (1966), Ryan’s Daughter (1970), The Sailor Who Fell from Grace with the Sea (1976), Hope and Glory (1987) ฯ

รับบท Rosy Ryan หรือ Ryan’s Daughter ด้วยวัยน่าจะประมาณ 18-20 ปี ยังใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ไม่สามารถแยกออกระหว่าง Sex กับความรัก กล่าวคือควบคุมความต้องการของตนเองไม่ได้, เธอตกหลุมรัก Charles แต่เพราะได้ Sex ที่ไม่สมหวัง การได้พบกับ Major Randolph ที่ถึงร่างกายจะไม่สมประกอบ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้

มันดูพิลึกชอบกลที่เมื่อ Rosy ได้พบเจอกับ Major Randolph แล้วจู่ๆก็ถาโถม กอดจูบ มีความต้องการกันและกัน, จะว่าจิตใจของทั้งคู่ต่างมีความอึดอัดอั้น มองตารับรู้เข้าใจเช่นนั้นเลยหรือ? บอกตามตรงผมไม่เข้าใจอารมณ์นี้ของวัยรุ่นสักเท่าไหร่

Robert Charles Durman Mitchum (1917 – 1997) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Bridgeport, Connecticut ในครอบครัว Methodist ครอบครัวอพยพมาจากยุโรป พ่อเป็นชาว Scottish แม่เป็นชาว Norwegian, ตั้งแต่เด็ก Mitchum ชอบกลั่นแกล้งคนอื่น (prankster) เข้าเรียนที่ไหนก็ถูกไล่ออก เลยกลายเป็นนักมวย เข้าร่วมแก๊งค์นักเลงอันธพาล เคยได้รับบาดเจ็บจนเกือบเสียขา โชคดีตกหลุมรักหญิงสาว Dorothy Spence เลยเริ่มกลับตัวกลับใจ หันมาทำอาชีพสุจริต, เดินทางสู่ California ปี 1936 ทำงานเป็นนักเขียน Ghost Writer, นักร้องตามผับบาร์ จับพลัดจับพลูกลายเป็นนักแสดงตัวประกอบตัวร้ายซีรีย์ Hopalong Cassidy หนัง Western เกรด B ต่อมาได้เซ็นสัญญา 7 ปีกับ RKO เล่นหนังเรื่อง The Story of G.I. Joe (1945) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor ถึงค่อยเริ่มกลายเป็นที่สนใจของ Hollywood

ผลงานเด่นส่วนใหญ่เป็นหนังนัวร์ อาทิ Out of the Past (1947), The Night of the Hunter (1955), Cape Fear (1962) ฯ

รับบท Charles Shaughnessy ครูสอนหนังสือวัยกลางคน ชอบฟัง Beethoven (มีความอัดอั้นอยู่เต็มอก) งานอดิเรกทับดอกไม้ (เก็บกดซ่อนความทรงจำ) ถือเป็นคนเรียบง่ายธรรมดาๆ Sex สามัญ ปากว่าตาขยิบ คงเพราะความเหงาด้วยกระมังเลยทำให้ยินยอมตอบตกลงแต่งงานกับ Rosy

ผมเห็นใบหน้าของ Mitchum พาลให้นึกถึง The Night of Hunter ทุกที คือพี่แกมีลักษณะเหมือนหมาป่าผู้ชั่วร้าย ที่สามารถขย้ำหม่ำ ทรยศหักหลังของหญิงสาวได้ทุกเมื่อ ซึ่งหนังเรื่องนี้กับฉากในห้องนอนค่ำคืนวันแต่งงาน เป็นอะไรที่ผมแอบเสียววาบๆในหัวใจ แอบหวังว่ามันจะไม่ซ้ำรอยหนังเรื่องนั้น แต่พอกลายเป็น Sex ห่วยก็ … อึม ไม่เลว!

ตอนที่ Lean ติดต่อให้ Mitchum แสดงนำหนังเรื่องนี้ เหมือนว่าเขากำลังประสบปัญหาชีวิตถาโถมรุนแรงจนคิดฆ่าตัวตาย ตั้งใจจะตอบปฏิเสธแต่ผู้กำกับพูดท้าทายบอกว่า

“Well, if you just finish working on this wretched little film and then do yourself in, I’d be happy to stand the expenses of your burial.”

ระหว่างการถ่ายทำ ทั้งสองมีเรื่องทะเลาะขัดแย้งกันบ่อยครั้ง Mitchum เปรียบการทำงานครั้งนี้ว่า ‘เหมือนการสร้าง Taj Mahal ด้วยยาสีฟัน’ กระทั้งภายหลังเคยให้สัมภาษณ์ทางวิทยุบอกว่า นี่เป็นการแสดงที่พึงพอใจชื่นชอบที่สุด และชมด้วยว่า Lean คือผู้กำกับเก่งที่สุดที่เคยร่วมงานกันมา

William Frank Jones หรือ Christopher Jones (1941 – 2014) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Jackson, Tennessee มีชื่อจากการแสดง Broadway หลังจากเรียน Method Acting จากพ่อสะใภ้ Lee Stransberg เดินทางสู่ Hollywood มีผลงานละครโทรทัศน์ ได้บทนำเรื่องแรก Chubasco (1968), ว่ากันว่าขณะเล่นหนัง Three in the Attic ได้รู้จักลักลอบเป็นชู้กับ Sharon Tate ที่ขณะนั้นเป็นภรรยาของ Roman Polanski และต่อมาเธอถูกฆาตกรรมล้างตระกูล Manson Family

รับบท Major Randolph Doryan จากพลทหารแสดงความกล้าเสียสละในสงครามจนได้เหรียญเกียรติยศเลื่อนตำแหน่ง แต่ต้องแลกกับร่างกายซีกหนึ่งเป็นอัมพาต ยังพอที่จะเดินเขยกๆไปมาได้, การมาประจำดินแดนไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ คงเพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อนคลาย แต่ภาพจากสงครามกลับตามมาหลอกหลอนมิอาจลบเลือน มิกล้ากลับไปพบเจอหน้าภรรยาตัวจริง แต่หลังได้เห็น Rosy ที่สายตาไม่ต่างกัน ทั้งสองจึงถาโถมเข้าใส่แบบไม่ลืมหูลืมตา

การที่ทหารอังกฤษมาประจำการยังดินแดนประเทศ Ireland เสมือนยามชายฝั่งที่คอยสอดส่องไม่ให้เยอรมันลอบเข้าโจตีข้างหลังบ้าน แต่เพราะมันไม่มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้น จึงมีหน้าที่แค่เหมือนตำรวจดูแลความสงบทั่วไป, ไม่รู้เหมือนกันทำไมชาวหมู่บ้านนี้ถึงได้จงเกลียดจงชังทหารอังกฤษนัก ทั้งๆที่ตัวเองก็อยู่กันอย่างอิสระสุขสบายดี คงเพราะความรู้สึกอึดอัดจากการตกเป็นเมืองขึ้น มีอังกฤษเป็นเจ้าของ จึงมีความต้องการช่วยเหลือฝ่ายไหนก็ได้ที่ช่วยขับไล่อังกฤษออกจากดินแดนของตนเอง

นี่คือบทบาทสุดท้ายของ Christopher Jones ชายผู้ไม่มีกะจิตกระใจทำอะไรอีกแล้วทั้งนั้นตั้งแต่ชู้รัก Sharon Tate ถูกฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น แต่เพราะเปลี่ยนไม่ทันแล้ว การแสดงของเขาจึงมีสภาพเหมือนซอมบี้ไร้วิญญาณ ซึ่งมีฉากหนึ่งที่ต้อง Love Scene กับ Miles แต่เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมเล่น (เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู๋ค่อนข้างร้าวฉาน ไม่ชอบหน้ากันตั้งแต่แรก กลับต้องมาแสดงฉากรักร่วมกันอย่างดูดดื่ม) เห็นว่า Miles รวมหัวกับ Mitchum วางยา(อะไรสักอย่าง) ลงไปในอาหารเช้าของ Jones เพื่อให้ยินยอมเล่นฉากนี้โดยไม่รู้ตัว จนเสียชีวิตพี่แกก็ไม่รู้ตัวว่าถูกวางยา คิดว่าเป็นอาการทางประสาทของตนเอง (Nervous Breakdown)

เสียงของตัวละครนี้ที่ได้ยินในหนัง เป็นการพากย์ทับของ Julian Holloway เพราะผู้กำกับรู้สึกว่าเสียงของ Jones ทุ้มต่ำเกินไปไม่น่าสนใจ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้พึงพอใจนัก และนักวิจารณ์ทั้งหลาย ต่างตำหนิต่อว่าการแสดงอย่างเสียๆหายๆรุนแรงจมมิดดิน จนเจ้าตัวตัดสินใจรีไทร์ออกจากวงการภาพยนตร์ไปเลย

Trevor Wallace Howard-Smith (1913 – 1988) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Cliftonville, Kent โตขึ้นเข้าเรียนที่ Royal Academy of Dramatic Art เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที รับใช้ชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นทหารหน่วยสื่อสาร มีผลงานหนังชวนเชื่อ The Recruiting Officer (1943) ได้บทนำสร้างชื่อจาก Brief Encounter (1945) ของผู้กำกับ David Lean นี้เอง, ผลงานอื่นๆ อาทิ The Third Man (1949), Munity on the Bounty (1962), Superman (1978), Gandhi (1982) ฯ

รับบทบาทหลวง Hugh Collins นิกาย Roman Catholic ผู้คอยช่วยเหลือสนับสนุน ดูแลปกป้อง ชี้ชักนำ ทั้ง Rosy, Charles และทุกคนในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ แต่ว่าไปคำสอนของบาทหลวงมีความพิศดารอยู่พอสมควร อาทิ
– Doing nothing is a dangerous occupation!
– Well, maybe you’re right, maybe you ought, but I doubt it. And that’s my parting gift to you. That doubt.

Sir John Mills ชื่อเดิม Lewis Ernest Watts Mills (1908 – 2005) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Felixstowe, Suffolk พ่อเป็นผู้จัดการโรงละครเวที ทำให้มีความสนใจการแสดงตั้งแต่เด็ก เริ่มจากเป็นนักแสดงละครเวทีที่ London Hippodrome มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก The Midshipmaid (1932) พอเริ่มเป็นที่รู้จักก็เข้าสู่สงครามโลก สมัครเป็นทหารฝ่ายวิศวกร ปลดประจำการออกมาได้รับบทนำจาก Great Expectations (1946) ของผู้กำกับ David Lean ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Hobson’s Choice (1954), War and Peace (1956), Tunes of Glory (1960) [คว้า Volpi Cup for Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Venice]

รับบท Michael คงเป็นความผิดปกติทางร่างกายมาตั้งแต่เด็ก พูดไม่ได้ เดินไม่ตรง ทำให้ถูกกลั่นแกล้งจากหนุ่มสาวแทบทุกคนในหมู่บ้าน เว้นเพียงแต่ Rosy ที่เขาตกหลุมรัก กระนั้นเธอกลับแสดงความรังเกียจอย่างออกนอกหน้า (แต่เขาก็ยังรับได้เสมอ), Michael จับพลัดจับพลูรับรู้พบเจอทุกความลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ แต่ด้วยความที่สติปัญญาค่อนข้างต่ำ การแสดงออกเลยค่อนข้างตรงไปตรงมาชัดเจน บรรดาผู้ใหญ่ในเมืองแห่งนี้ต่างสามารถอ่านภาษากาย เข้าใจเหตุผลการกระทำของเขาได้อย่างลึกซึ้ง

ถึงคุณอาจรังเกียจไม่ชอบตัวละครนี้ แต่จำเป็นต้องยกย่องการแสดงของ Mills ว่าไร้ที่ติ ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ สมควรแล้วกับการกวาดรางวัล เกือบทุกสถาบันรวมถึง Oscar: Best Supporting Actor, ซึ่งการที่ตัวละครพูดไม่ได้ (ใส่ฟันปลอม) ทำให้นักแสดงต้องเค้นภาษากายออกมาอย่างเต็มที่ และมีความเป็นสากลเข้าใจได้

Reginald ‘Leo’ McKern (1920 – 2002) นักแสดงสัญชาติ Australian ที่มีผลงานส่วนใหญ่ในประเทศอังกฤษและอเมริกา เกิดที่ Sydney ตอนอายุ 15 เสียตาข้างขวาจากอุบัติเหตุ เข้าเรียนโรงเรียนช่าง ตอนสงครามโลกสมัครเป็นทหารทำงานวิศวกร หลังปลดประจำการตกหลุมรักกับนักแสดงสาว Jane Holland ตัดสินใจย้ายมาอยู่อังกฤษกับเธอ และเริ่มหางานทำเป็นนักแสดงละครเวที ส่วนภาพยนตร์เรื่องแรก Murder in the Cathedral (1952) ตามมาด้วยเรื่องเด่นๆอาทิ A Man for All Seasons (1966), The Omen (1976), The Blue Lagoon (1980), Travelling North (1987) ฯ

รับบท Tom Ryan พ่อของ Rosy เรียกเธอว่า Princess ตามใจที่สุดเลย เคยเป็นอดีตนายทหาร Irish ปัจจุบันเปิดร้านขายเหล้า สถานที่พบปะพูดคุยพบเจอแหล่งนัดพบของทุกคนในเมือง, ตอนแรกที่ลูกสาวต้องการแต่งงานกับ Charles ดูแล้วจิตใจคงต่อต้านนิดๆ แต่ไม่คิดปฏิเสธ หรือแม้แต่ตอนรับรู้ว่าเธอมีชู้กับ Major Randolph ก็มิอาจกล้าทำอะไร ซึ่งคราวหนึ่งเมื่อตัวเองคิดทรยศหักหลังประเทศ ตัดสินใจตลบหลังเหล่าทหารกล้าจนถูกจับได้ กลับไม่กล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ทำ จนเป็นเหตุ…

มันมีฉากหนึ่งที่ตัวละคร Ryan ต้องเดินลงไปในท้องทะเลที่มีคลื่นซัดคลั่งอย่างรุนแรง นี่เป็นอะไรที่เสี่ยงตายบ้ามาก ถึงจะมีเชือกผู้รัดตัวไว้ แต่เห็นว่า McKern หกล้มได้รับบาดเจ็บสาหัส บ่นขรมต่อความไม่ยินยอมรับผิดชอบของผู้กำกับ เป็นประสบการณ์ทำงานแย่ที่สุดในชีวิต

“I don’t like to be paid £500 a week for sitting down and playing Scrabble.”

บรรดานักแสดงในหนังเรื่องนี้ มีทั้งที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ (Miles, Mills, McKern) และบัดซบหมาไม่แดก (Mitchum, Jones) ผมเลยไม่รู้จะจัดให้เป็น rare Performance ดีไหม ชั่งใจอยู่นานก็ตัดสินใจใส่ไปนะแหละ หาได้ยากนะครับหนังที่มีการแสดงทั้งดีสุดขั้วและชั่วสุดขีด

ถ่ายภาพโดย Freddie Young นอกจาก 3 เรื่องติดที่คว้า Oscar: Best Cinematography ร่วมกับ Lean แล้ว ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Goodbye, Mr Chips (1939), 49th Parallel (1941), Lust for Life (1956), The Inn of the Sixth Happiness (1958), Lord Jim (1965), Battle of Britain (1969), Nicholas and Alexandra (1971), หนัง James Bond เรื่อง You Only Live Twice (1967) ฯ

ปักหลักถ่ายทำหมู่บ้านเล็กๆที่ Dunquin หรือ Dún Chaoin (แปลว่า Caon’s stronghold) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งตัวประกอบก็ใช้การว่าจ้างยกทั้งหมู่บ้าน สูญเงินไปเกือบๆ 1 ล้านปอนด์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจของหมู่บ้านนี้ขึ้นมาโดยทันที, สำหรับหน้าผา Dingle Peninsula, Ireland ชายหาดอยู่ระหว่าง Slea Head กับ Dunmore Head, แต่เพราะบางฤดูฟ้าฝนรุนแรงมาก ฉากต้นเรื่องเลยไปถ่ายทำที่ Cape Town, South Africa

ถ่ายทำด้วยฟีล์ม 65mm Super Panavision ถือเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของทศวรรษที่ถ่ายด้วยฟีล์มไซส์นี้ ซึ่งอีกสองทศวรรษถัดมามีหนังอีกเรื่องที่หวนกลับมาใช้อีกครั้งคือ Far and Away (1992), ปัญหาการถ่ายทำที่ยากสุดคือ ละอองน้ำที่สาดกระเซ็น แปปๆก็ทำให้เลนส์ถ่ายภาพเบลอแล้ว Young ได้ติดต่อท้าทายบริษัทผู้ผลิตกล้อง ให้หาทางช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้พวกเขาหน่อย ผลลัพท์คือได้ที่ปัดน้ำฝน (แบบเดียวกับที่ปัดกระจกหน้ารถยนต์นะแหละ) … ก็คิดได้นะ!

ด้วยสเกลของหนังที่มีขนาดใหญ่มหึมา แต่ประเด็นความรักกลับเป็นเรื่องของตัวละครแค่ 2-3 คนเท่านั้น มันจึงเป็นความประหลาดเสียเหลือเกินที่เราจะเห็นธรรมชาติกว้างใหญ่โต แต่ตัวคนกลับเล็กกระจิดริด แทบจะไร้ค่ามองไม่เห็นความสำคัญใดๆแม้แต่น้อย, กระนั้นมันมีความน่าทึ่งประการหนึ่ง ในดินแดนที่ทุกอย่างกว้างไกลไพศาล แต่เรื่องราวเล็กๆขนาดเท่ามดนี้ กลับได้รับการพบเห็น (โดย Michael) และแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านเร็วยิ่งกว่าความเร็วแสง นี่มีนัยยะสื่อว่า ไม่มีความลับอะไรในโลกที่จะสามารถปกปิดเก็บซ่อนไว้ในลิ้นชักได้เป็นอันขาด (ขนาดซ่อนไว้ในลิ้นชัก ยังมีคนหาเจอเลย)

เรื่องความสวยงามของภาพคงไม่มีอะไรต้องบรรยาย ถ้ามีโอกาสได้รับชมจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์สักครั้งก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง กับฉากพระอาทิตย์ที่ค่อยๆลับเมฆหมอกขอบฟ้า, ชายหาดที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา, หน้าผาสูงลึกหวาดเสียวยิ่งนัก ฯ ซึ่งไฮไลท์ของหนังคือขณะพายุฝนคลั่ง แถมให้นักแสดงเสี่ยงตายลงไปเดินเล่นใกล้ๆฝั่ง จริงอยู่ผลลัพท์นั้นสุดยอด แต่มันคุ้มค่ากับความเสี่ยงแล้วหรือ!

ตัดต่อโดย Norman Savage ที่เคยร่วมงานกับ Lean เรื่อง Doctor Zhivago (1965), หนังไม่ได้ใช้มุมมองของตัวละครใดเป็นพิเศษ คละกันโดยทั่วสำหรับกลุ่มตัวละครหลัก แต่ผมกลับคิดว่าหนังอาจใช้มุมมองของ Michael เพราะชายไม่สมประกอบผู้นี้มักจะจับพลัดจับพลู ไปอยู่ในสถานที่ต่างๆ พบเห็นความจริง ล่วงรู้ความลับต่างๆนานามากมาย (และบางครั้งอาจจินตนาการบางสิ่งขึ้นมาเองด้วย)

หลายครั้งหนังมีการตัดต่อโดยใช้สิ่งสัญลักษณ์ หรือภาษาภาพยนตร์แทนเล่าเรื่องด้วยคำพูด อาทิ ตอนบาทหลวงเล่าให้ Rosy ฟังถึงคำแนะนำสามประการของการแต่งงาน ซึ่งเธอมีความต้องการบางสิ่งอย่าง ไม่พูดตอบแต่กลับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ตัดภาพให้เห็นฝูงนกอิสระโบยบิน … นี่คือการเล่าเรื่องด้วยภาพแทนคำพูด ซึ่งกับคนที่ไม่ได้สังเกต ก็ยังจะได้ยินบาทหลวงพูดบอกเป็นนัยว่า ‘อยากมีปีก’ น่าจะคิดต่อกันเองได้นะครับว่าหมายถึง อิสรภาพ

ฉบับแรกสุดของหนังความยาว 220 นาที มีความชักช้าเนิ่นนานเป็นอย่างยิ่ง Lean เลยได้ทำการตัดอีก 17 นาทีออกไป จนเหลือความยาวประมาณ 206 นาที (มันมีเพิ่มตรงบทเพลง Prologue/Intermission/Epilogue) น่าเสียดายกับ 17 นาทีที่ตัดออก ต้นฉบับคงจะสูญหายไปสิ้นแล้ว

เพลงประกอบโดย Maurice Jarre นอกจาก 3 รางวัล Oscar: Best Original Score ที่คว้าได้จากหนังของ Lean แล้ว ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Train (1964), Mohammad, Messenger of God (1976), Lion of the Desert (1981), Witness (1985), Ghost (1990) ฯ

ส่วนตัวแล้วเป็นความผิดหวังที่ยากจะให้อภัยจริงๆกับบทเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ความไพเราะสไตล์ Impression กลิ่นอาย Irish ต่อหนังก็ถือว่าเพราะพริ้ง แต่มันขาดความน่าจดจำไปเสียหน่อย อย่างบทเพลง Main Theme นี่ก็ไม่ติดหูเลยนะครับ เมื่อเทียบกับ Lawrence of Arabia (1962) และ Doctor Zhivago (1965) เสียง Sound Effect ของลมหรือพายุยังโดดเด่นกว่าเลย

 

สองพ่อลูก Rosy กับ Tom ต่างมีเรื่องราวที่สะท้อนกันและกัน เป็นระดับจุลภาค/มหภาค
– ลูกสาว Rosy ตกหลุมรักแต่งงานกับ Charles แต่ลักลอบมีชู้กับ Major Randolph
– พ่อ Tom เป็นคน Irish รักชาติยิ่งชีพ แต่ครั้งนี้กลับทรยศหักหลัง โทรศัพท์บอกทหาร British

ซึ่งผลกรรมของทั้งคู่ที่ทรยศหักหลังต่อคนรัก/แผ่นดินบ้านเกิด กลับลงเอยในรูปแบบที่แตกต่างกัน
– Rosy ถูกรุมประชาทัณฑ์ ตัดผมสั้นจนมีภาพลักษณ์เหมือนเป็นคนบ้า (ทางกาย)
– ส่วนพ่อ Tom เนื่องจากไม่สารภาพความจริง ทำให้เกือบเสียสติบ้าคลั่ง (ทางใจ)

การเดินทางหนีออกจากหมู่บ้านนี้ของ Rosy เดี๋ยวผมของเธอก็กลับมายาวใหม่ ความเจ็บปวดทางกายไม่นานเดี๋ยวก็หาย แต่สำหรับพ่อ Tom เขาไม่สามารถพาตัวเองหนีไปไหนได้ ต้องอดทนอาศัยอยู่ต่อ กลายเป็นตราบาปติดตัวเองฝังใจไปจนตลอดชั่วชีวิต

ผมประทับใจซีนหนึ่งเล็กๆช่วงท้ายของหนัง ระหว่าง Rosy กับ Michael ตลอดทั้งเรื่องหญิงสาวพยายามหลีกเลี่ยงเพราะรังเกียจความอัปลักษณ์ของชายผู้นี้มาโดยตลอด แต่เพราะตอนจบนั้นเธอได้มีสภาพ… ไม่ต่างอะไรจากเขา นั่นเป็นวินาทีที่ตัวเองได้เรียนรู้จักคุณค่าของชีวิต มันไม่ได้อยู่ที่รูปร่างกายภายความต้องการภายนอก แต่ความสวยงามบริสุทธิ์มันอยู่ข้างในจิตใจ ยินยอมรับรักและประทับรอยจูบเล็กๆที่แก้ม นี่เป็นการกระทำที่ออกมาจากใจจริงของเธอให้กับ Michael ถือเป็นซีนที่สวยงามที่สุดของหนังแล้วนะครับ

ครุ่นคิดไปมา เริ่มรู้สึกว่าการถ่ายภาพแบบกว้างใหญ่โตอลังการ กับตัวละครเล็กๆเรื่องราวที่เหมือนจะมีแค่สองสามคน แต่นัยยะสะท้อนมหภาคขนาดใหญ่ได้ ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่ ตรงกันข้ามคิดให้ดีกลับจะพบความลึกล้ำบรรเจิด สวยงามด้วยด้วยวิสัยทัศน์แนวคิดของผู้กำกับ เพราะภาพธรรมชาติแทนด้วยผืนแผ่นดินแดน มนุษย์เราก็แค่ผู้อยู่อาศัย ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดไม่นานก็ตาย ไม่ได้มีผลกระทบเปลี่ยนแปลงอะไรต่อแดนดินนี้เลย … แต่ถึงนี่เป็นประเด็นที่พอครุ่นคิดทำความเข้าใจได้ แต่โปรดักชั่นอย่างอื่นของหนัง เช่น นักแสดง(บางคน), เพลงประกอบที่ไม่น่าจดจำ ฯ นี่คือความเลวร้ายที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพรวมหนัง ถ้าองค์ประกอบย่อยๆนี้ไม่ได้เรื่อง ภาพรวมของหนังจะดีไปได้อย่างไร

ด้วยทุนสร้าง $13.3 ล้านเหรียญ แม้คำวิจารณ์จะเสียงแตกขนาดหนัง ก็ยังทำเงินเฉพาะในอเมริกาได้ $30.8 ล้านเหรียญ กำไรแต่ไม่มหาศาล, เข้าชิง Oscar 4 สาขา ได้มา 2 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Actress (Sarah Miles)
– Best Supporting Actor (John Mills) ** คว้ารางวัล
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Sound

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงขั้นรังเกียจต่อต้านเสียเวลารับชมเท่าไหร่ (แต่หนังก็นานเกินไปเยอะเลยละ) เพราะแค่งานภาพสวยๆของ Freddie Young ก็ทำให้ผมรู้สึกอิ่มมากๆ องค์ประกอบอื่นๆไม่ได้เรื่องก็ช่างมัน รับชมข้ามๆไปบ้างไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่

เลวร้ายสุดของหนังคงเป็นฉากรุมประชาทัณฑ์ ผมไม่เคยชอบแนวคิดของเจ้าสิ่งนี้เลยนะครับ เพราะมันคือ Ugly-Side ด้านอัปลักษณ์ชั่วร้ายสุดของ’สังคม’มนุษย์ ที่ตัดสินทุกอย่างด้วยอารมณ์ความคิดส่วนตน และถูกกลุ่มฝูงชนชักจูงไปในทางทิศเดียวกัน นี่เป็นช่วงเวลาที่ความคิดถูกผิดของบุคคลจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง

“อย่าหลงเชื่อคำของคนหมู่มากและด่วนตัดสินใจเดิมตามเขาไป จนกว่าจะได้คิดเข้าใจทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง”

แนะนำกับคอหนังโรแมนติก รักสามเส้า ชู้รัก, ชื่นชอบภาพธรรมชาติทิวทัศน์สวยๆของตากล้อง Freddie Young, หลงเสน่ห์ประเทศ Ireland, แฟนๆผู้กำกับ David Lean และนักแสดงชื่อดังอย่าง Robert Mitchum, Trevor Howard, Sarah Miles ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับการมีชู้ และการรุมประชาทัณฑ์

TAGLINE | “Ryan’s Daughter ใช่ว่าทุกเรื่องราวจะสามารถนำเสนอด้วยความยิ่งใหญ่สุดอลังการ นี่ได้กลายเป็นบทเรียนจดจำฝังใจของผู้กำกับ David Lean”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of