Samsara (2001)

Samsara

Samsara (2001) : Pan Nalin ♥♥♥

การที่เจ้าชายสิทธัตถะ ตัดสินใจทอดทิ้งพระนางยโสธารา เพื่อออกค้นหาหนทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏ ในมุมคนนอกศาสนาช่างเป็นความเห็นแก่ตัว ขาดความรับผิดชอบ ไร้ซึ่งสามัญสำนึก แต่นั่นเพราะพวกเขามองไม่เห็นความล้ำค่าของสัจธรรมความจริงเหนือสิ่งอื่นใด ก็เหมือนผู้กำกับ Pan Nalin พยายามนำมุมมองตะวันตกเข้ามาเพื่อความสากล แต่กลับคลุกเคล้าเข้ากันได้ไม่ทั้งหมด

ถึงผมไม่ได้มีอคติอะไรกับหนัง หรือฉาก Sex Scene สุดเร้าร่านร้อนแรง แต่ชวนให้หงุดหงิดเล็กๆเมื่อผู้กำกับ Pan Nalin สร้างเนื้อเรื่องราวให้มีความสอดคล้องจองชีวประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ เปรียบตนเองกับตัวละคร Tashi พานพบเจอตกหลุมรัก Pema (พระนางยโสธารา/พิมพา) มีบุตรชื่อ Karma (พระราหุล) ท้ายที่สุดตัดสินใจทอดทิ้งภรรยาและลูก เพื่อแสวงหาหนทางดับทุกข์ด้วยตนเอง

นักวิจารณ์ชาวตะวันตก พอรับชม Samsara แทบจะล่วงรับรู้โดยอัตโนมัติว่า นี่คือภาพยนตร์อัตชีวประวัติผู้กำกับ Pan Nalin ซึ่งเจ้าตัวยังเคยให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบเรื่องราวของหนังกับตนเอง

“I had everything in Bombay, a great career. One day I renounced it all, literally in 24 hours. Twenty people worked for me. It was a hard decision. I hurt a lot of people. Had I stayed on, I’d still be making ads, living a luxurious life — but that’s not what I wanted. I had also lived a love story where I hurt someone badly. Samsara looks very carved but it was born in complete chaos”.

– Pan Nalin

จริงอยู่ที่หน้าหนังมีสาสน์สาระน่าสนใจเกี่ยวกับพุทธศาสนา แต่เมื่อกระเทาะเปลือกนอกออกมา พบเห็นจิตวิญญาณ ความตั้งใจผู้กำกับ Pan Nalin มันเลยเป็นสิ่งที่โดยส่วนตัวไม่พึงชอบพอสักเท่าไหร่


Pan Nalin ชื่อจริง Nalin Kumar Pandya ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติอินเดีย เกิดที่ Gujarat, India พ่อเป็นคนขายชาอยู่ที่สถานีรถไฟ Khijadiya โตขึ้นร่ำเรียนวิจิตรศิลป์ M. S. University of Baroda ตามด้วยสาขาออกแบบ National Institute of Design ทำงานอนิเมเตอร์สร้างอนิเมชั่นหลายเรื่องก่อนย้ายสู่ Mumbai ได้งานเป็นผู้ช่วยกองถ่าย กำกับโฆษณา/สารคดี ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีเงินเหลือสำหรับออกเดินทางท่องเที่ยวเมืองไทย ไหว้พระเนปาล ขึ้นเขาทิเบต แต่ชื่นชอบสุดคือประเทศฝรั่งเศส และโดยไม่รู้ตัวกลายเป็นคนสองสัญชาติ (อินเดีย-ฝรั่งเศส) ไปๆกลับๆ ทำงาน-พักผ่อน

แม้เรียนรู้จักธุรกิจภาพยนตร์ Bollywood แต่ Nalin ไม่ต้องการดำเนินตามรอยที่มีแต่ ร้อง-เต้น จัดเต็มเสื้อผ้าหน้าผม สร้างฉากอลังการใหญ่โต ค้นพบความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับการค้นหาทางจิตวิญญาณ, เทวตำนาน, กามารมณ์, ศรัทธาความเชื่อศาสนา และข้อขัดแย้งทางสังคม

“I found it too star-and-music driven. Most filmmakers were telling Indian stories in an occidental form — trying to play a raga on a guitar. Even a genius like Satyajit Ray took refuge in the Italian neo-realist style. I wanted to find a new instrument true to the Indian spirit. It was like a crazy obsession. If the Italians discovered neo-realism, and the Germans expressionism, why couldn’t we invent our own style?”

สำหรับ Samsara ได้แรงบันดาลจากเรื่องเล่าตำนาน ฤษีวิศวามิตร (Vishwamitra) ระหว่างนั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา ถูกนางอัปสราชื่อรัมภา (Menaka) ใช้มารยาล่อลวงจนหลุดออกจากสมาธิ ปรนเปรอปรนิบัติอย่างดีจนเกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมร่วมรักใคร่ จนกระทั่งมีบุตรชายด้วยกัน แต่เมื่อค้นพบเบื้องหลังความจริงว่าถูกหลอก เลยทอดทิ้งนางแล้วหวนกลับไปปฏิบัติกรรมฐานต่อ

จะว่าไปเรื่องราวดังกล่าวคล้ายต้นเรื่องนิทานเวตาล กษัตริย์วิกรมาทิตย์ ครองราชย์อยู่กรุงอุชชยินี วันหนึ่งทอดพระเนตรเห็นโยคีศานติศีลนั่งทำตบะอยู่ในป่า ป่าวประกาศหาผู้สามารถชักนำพามาสู่พระราชวัง ยังมีนางเวศยาหนึ่งชื่อ วสันตเสนา อาสาใช้เล่ห์มารยาจนโยคีหลุดออกจากสมาธิ ปรนเปรอปรนิบัติอย่างดีจนเกิดความลุ่มหลงใหล ตกหลุมร่วมรักใคร่ จนกระทั่งมีบุตรชายด้วยกัน จากนั้นนางนำพาเขามาหาพระราชาเป็นเหตุให้รับทราบข้อเท็จจริง ถูกหัวเราะเยาะเย้ยเสียจนอับอายขายขี้หน้า สาปแช่งพร้อมเข่นฆ่าลูกในไส้ จองเวรจองกรรม ระหองระแหงหวนกลับไปทำสมาธิฝึกตบะใหม่เพื่อกลับมาล้างโคตรแค้น

Nalin พัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับ Tim Baker นักเขียนสัญชาติ Australian ที่ปักหลักพักอาศัยอยู่ยุโรป เพราะต้องการมุมมองชาวตะวันตกต่อเรื่องราวปรัมปราตะวันออก จักสามารถเข้าถึงผู้ชมระดับนานาชาติได้ทั่วโลกกว่า

เรื่องราวของ Tashi (Shawn Ku) ลามะ/นักบวชหนุ่ม อาศัยอยู่ใต้ร่มโพธิ์พุทธศาสนาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนกระทั่งเติบใหญ่ เมื่อสามปีก่อนตัดสินใจฝึกฌาณขั้นสูง ไม่กินไม่นอนไม่ขยับเคลื่อนไหว พอถึงเวลาครบกำหนดพระอาจารย์ Apoo จึงออกเดินทางมาเรียกตัวกลับวัด ได้รับการยกย่องจากดาไลลามะระดับสูงสุด แต่ระหว่างค่อยๆปรับตัวหวนกลับสู่วิถีปกติ นอนหลับฝันเปียก จินตนาการถึงอิสตรี จิตใจวอกแวกโลเล กระทั่งพานพบเจอสาวชาวบ้าน Dawa (รับบทโดย Christy Chung) เก็บมาหมกมุ่นครุ่นคิดมาก พระอาจารย์พยายามเหนี่ยวรั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ เลยจำยอมปลดปล่อยเขาให้ไปเรียนรู้จักชีวิตทางโลก อยู่กินแต่งงาน มีบุตรชายร่วมกัน แม้มีความสุขีอิ่มหนำ แต่ก็เต็มไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ ที่สุดลักลอบนอกใจภรรยา โอ้ละหนาสังสารวัฏ ทำไมมันช่างสับสนว้าวุ่นวายเพียงนี้


นำแสดงโดย Shawn Ku นักเต้น/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิง เป็นนักเรียนเตรียมแพทย์ แต่ลุ่มหลงใหลการแสดงเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นนักเต้น/ออกแบบท่าเต้น Broadways ทดลองมาคัดเลือกนักแสดง แม้พูดอินเดีย/ทิเบตไม่ได้สักประโยค ได้รับบทนำ Samsara (2001)

รับบท Tashi ละมะหนุ่มทำการฝึกฌาณสมาธิชั้นสูงถึงสามปี แต่นั้นไม่ได้แปลว่าจะทำให้เขาสามารถเข้าใจวิถีทางโลก เมื่อเดินทางกลับวัด ร่างกายถือว่าตอบสนองความต้องการโดยอัตโนมัติ ช่างไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยไร้เดียงสา ประสบการณ์จากชีวิตจริงเท่านั้นถึงสามารถเสี้ยมสั่งสอนให้เติบโต และเข้าใจถึงสัจธรรมความจริง

คงเพราะภาพลักษณ์ของ Shawun Ku ดูลูกครึ่งๆ ผสมๆ แลดูเหมือนชาวทิเบต (มากกว่าอเมริกัน) เลยได้รับบทนำนี้ โดดเด่นกับการท่วงท่าขยับเคลื่อนไหว ลื่นไหลแลดูเป็นธรรมชาติจากภายใน (ไม่แปลกเท่าไหร่เพราะอาชีพหลักคือนักออกแบบท่าเต้น) นอกจากนี้สีหน้าสายตา ยังมีความใสซื่อบริสุทธิ์ สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกตัวละครออกมาอย่างตรงไปตรงมา


Christy Chung (เกิดปี 1970) นักแสดงสัญชาติ Canadian เกิดที่ Montreal, Quebec พ่อเชื้อสายฝรั่งเศส แม่จากเวียดนาม โตขึ้นเข้าเรียนสาขาท่องเที่ยว Université du Québec à Montréal ระหว่างนั้นเข้าประกวดได้รับชัยชนะ Miss Chinese Montreal (1992) ออกเดินทางครั้งแรกสู่ Hong Kong เพื่อเข้าประกวด Miss Chinese International Pageant ทั้งๆพูดภาษาจีนไม่ได้สักคำกลับได้รับชัยชนะอีกครั้ง ฉายแววเจิดจรัสเลยได้รับการชักชวนสู่วงการภาพยนตร์ Hong Kong แจ้งเกิดกับ The Bride with White Hair 2 (1993), The Bodyguard from Beijing (1994), Mermaid Got Married (1994), และยังเคยเล่นหนังไทย จัน ดารา (พ.ศ. ๒๕๔๔) รับบทคุณบุญเลื่อง โชว์เรียวหลังสุดเซ็กซี่ [ปีเดียวกับที่ฉาย Samsara เลยนะ!]

รับบท Dawa หญิงชาวบ้านที่แม้ได้รับการหมั้นหมาย แต่ทอดกายถวาย Tashi ทุ่มเทอุทิศให้โดยไม่ครุ่นคิดมีใจอื่น เป็นคนเฉลียวฉลาดหลักแหลม มีความเข้าใจหลักคำสอนพุทธศาสนา (ว่าไปมากกว่า Tashi เสียอีกนะ!) ช่วงท้ายแม้เต็มไปด้วยความโหยหาอาลัย แต่ก็ไม่พยายามขัดขวางทางให้เขามุ่งสู่หนทางเดินของตนเอง

พอไม่แต่งหน้าทำผม Christy Chung แลดูไม่ใช่ผู้หญิงสวยสักเท่าไหร่ แต่ริมฝีปากอันอวบอิ่ม หนุ่มๆสมัยนั้นคงจินตนาการเพ้อหลั่งคลั่งไปไกล (เพราะริมฝีปาก คือหน้าต่างของอวัยวะเพศหญิง) ขณะที่การแสดงมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก คงเพราะประสบการณ์มากกว่าใครเพื่อน สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก รัก ห่วงหาอาลัย ผ่านสีหน้าสายตาได้อย่างน่าสงสารเห็นใจ

การเลือกนักแสดงหลักๆ ลูกครึ่ง ติดเชื้อสายชาวตะวันตก เพราะพวกเขามีลักษณะโดดเด่น/รัศมีดารากว่าตัวประกอบอื่นๆที่เป็นชาวพื้นเมือง หน้าตาบ้านๆธรรมดา, มองแง่มุมศิลปะถือว่าสร้างความแตกต่างได้อย่างน่าสนใจ แง่ธุรกิจอาจจะพอขายได้ แต่ประเด็นเชื้อชาติถือว่า Racist/Whitewashing คล้ายๆการให้ Keanu Reeves แสดงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ Little Buddha (1993) ทั้งๆผู้กำกับก็เป็นชาวอินเดีย แต่จิตใจส่วนหนึ่งถูกกลืนกินไปแล้วหรือไงถึงตัดสินใจแบบนี้


ถ่ายภาพโดย Rali Raltschev สัญชาติ Balgaria,

Samsara เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องใน Ladakh หรือ Little Tibet เป็นเมืองอยู่ห่างไกลความเจริญที่สุดของอินเดีย ร่องรอยต่อระหว่างจีน-ปากีสถาน สภาพทางภูมิศาสตร์สุดแสนทุรกันดาร อยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 15,000 ฟุต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลอินเดียจึงไม่ค่อยอนุญาตให้คนนอกเข้าไป ทีมงานต้องขออนุญาตล่วงหน้า ออดอ้อนวอนอยู่นานถึงสองปี

ด้วยความทุรกันดารห่างไกลขนาดนี้ ทีมงาน+นักแสดง รวมแล้วกว่าสองร้อยคนที่เดินทางดั้นด้นขึ้นไป ผู้กำกับ Nalin เปรียบเทียบเหมือนการบุกเบิก ออกสำรวจดินแดนใหม่ กลางวันร้อนระอุ 35 องศา กลางคืนหนาวเหน็บติดลบ 10 องศา อากาศเบาบางต้องใช้ออกซิเจน ไม่มีที่พักอาศัยก็สร้างโรงแรมขึ้นมาเอง!

“It seemed more like a mountain expedition than a film shoot!”

– Pan Nalin

นอกจากนักแสดงหลักที่คัดเลือกไปล่วงหน้า ตัวประกอบอื่นๆ ชาวบ้าน พระสงฆ์ ล้วนคือคนในท้องถิ่นทั้งหมด ส่วนใหญ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำภาพยนตร์คืออะไร ด้วยเหตุนี้จึงไร้ความหวาดกลัว จับจ้องมอง เล่นหูเล่นตากับกล้องได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

หนังเริ่มต้นด้วยนก โบกโบยบินบนฟากฟ้าดูราวกับเทพเทวดา โยนก้อนหินลงมาถามทางไม่ต่างกับปริศนาหยดน้ำ (หยดลงตรงไหนถึงไม่ทำให้เหือดแห้ง) กำหนดโชคชะตาชีวิต’ลา’ตัวหนึ่ง เป็นเหตุให้มันต้องดับสิ้นสูญลมหายใจ ท่ามกลางท้องทุ่ง ทะเลสาป เทือกเขากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทุกสิ่งอย่างล้วนหวนกลับสู่ธรรมชาติสามัญ

ลาตัวนี้เป็นตัวแทนของมนุษย์ผู้โง่เขลา ที่ไม่สามารถควบคุมโชคชะตาชีวิตตนเองได้ ฟ้ากำหนดมาให้เกิด-ตาย ก็ต้องเกิด-ตาย ว่ายเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏ มิอาจหลุดพ้นกฎแห่งกรรม

ด้วยวัยที่ยังหนุ่มแน่นกลับต้องการฝึกสมาธิขั้นสูง ราวกับว่า Tashi มีจุดประสงค์เคลือบแอบแฝงมาตั้งแต่แรก ซึ่งจากสิ่งเกิดขึ้นต่อไปทำให้ได้ข้อสรุปว่า นั่งฌาณครั้งนี้มุ่งหวังใช้เป็นข้อเรียกร้องต่อพระอาจารย์ เพื่อได้รับอิสรภาพแห่งชีวิต ทำสิ่งสนองตัณหาตามใจอยากสักที

การฝึกกัมมัฏฐานมีสองประเภท
1) สมถกัมมัฏฐาน หมายถึง การทำให้จิตสงบ
2) วิปัสสนากัมมัฏฐาน หมายถึง การใช้ปัญญาพิจารณากฎธรรมดาเมื่อจิตสงบลง

สิ่งที่ Tashi กระทำอยู่นี้ถือว่าเป็น สมถกัมมัฏฐาน ฝึกตบะ ฝึกฌาณ เพียงเพื่อให้จิตสงบ หรือได้วิชชาที่มุ่งหมายปอง หาใช่ วิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่มุ่งเน้นการบรรลุหลุดพ้น เห็นแจ้ง เข้าใจสัจธรรมความจริงของโลก ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาหวนกลับคืนสู่วิถีปกติ พบเห็นสิ่งหลอกล่อเย้ายวน จึงมิอาจควบคุมสันชาติญาณทางกาย ปล่อยกิเลสตัณหาเข้าครอบงำ จนสูญเสียความสุขสงบ และทุกสิ่งอย่างเคยฝึกฝนมา

สายน้ำเปรียบดั่งกระแสธารแห่งกาลเวลาที่เคลื่อนไหลไปไม่หยุดนิ่ง มนุษย์พยายามจะแหวกว่าย ดิ้นรน สวนวิถีเพื่อกลับสู่จุดเริ่มตั้งต้น แต่ไม่มีใครไหนสามารถดิ้นรนกระเสือกกระสนกระทำการนั้นได้สำเร็จ มักติดกับ โขดหิน สาแหรกหญ้า หรือน้ำตกสูงเกินกว่าจะปีนป่าย แต่ท้ายที่่สุดเมื่อรู้สึกเพียงพอแล้วและรู้จักการปล่อยวาง ให้ลำน้ำพัดพาล่องลอยไป ท้ายที่สุดคือถึงปากอ่าวออกมหาสมุทร ดินแดนแห่งนิพพาน ไม่หวนกลับมาแหวกว่ายเวียนวนอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้การลืมตาขึ้นครั้งแรกของ Tachi คือขณะราดน้ำรดศีรษะ ปลุกขึ้นมาให้เลือกตัดสินใจว่าจะเผชิญหน้าหรือไหลล่องลอยไปตามกระแสธารา

จุดที่ถือเป็นตำแหน่งสำคัญในชีวิตของ Tachi ครั้งแรกถูกจับศีรษะให้เงยหน้าขึ้นมองวัดวาอาราม แฝงนัยยะลึกๆว่าการบวชพระ คือสิ่งที่เขาถูกกำหนด บีบบังคับ ไม่ได้เงยขึ้นด้วยความต้องการ/ปรารถนาของตนเอง

เมื่อมาถึงวัด สิ่งแรกที่เขาถูกจับให้กระทำก็คือหมุน …อะไรก็ไม่รู้… อาจเป็นพิธีเรียกขวัญ ซึ่งเจ้าสิ่งนี้นั้นน่าจะตีความได้ถึงการทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มหมุนวน ออกเดินทาง (เหมือนม้าที่ยืนประกอบฉาก) ดำเนินไปอีกครั้งหนึ่ง!

เมื่อมาถึงห้องพัก Tachi เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีสามบาน (ไตรภูมิ?) มุมกล้องช็อตนี้ค่อยๆเคลื่อนขึ้น ท่อนไม้คั่นกลางแบ่งแยกโลกสองใบ โลกทางธรรม-โลกมนุษย์ (ยอดเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน=พระนิพพาน) ตรงกับเรื่องราวแบ่งเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง … ช่างงดงามแฝงนัยยะลุ่มลึกล้ำ

ผู้ชมจะพบเห็นสิ่งที่เป็นสามบ่อยครั้ง นอกจากหน้าต่างสามบาน ช็อตนี้คือลามะสามรูป คือมันก็เทียบแทนได้ครอบจักรวาลเลยนะ ไตรภพ ไตรภูมิ พระรัตนตรัย ธุปสามดอก อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ฯลฯ แล้วแต่จะครุ่นคิดตีความไปเลย

หนังไม่ได้เล่าถึงสาเหตุผลการเข้าสู่ร่มโพธิ์พุทธศาสนาของ Tashi แต่ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจคู่ขนานได้จากเด็กชายมาใหม่วัยห้าขวบ ซึ่งถือว่าเป็นการซ้อนทับเรื่องราว กระจกสะท้อนตัวตนเอง ชีวิตว่ายเวียนวนดั่งวัฏจักร (อะไรที่เราพานผ่าน ย่อมมีผู้คนอีกมากประสบพานพบแบบเดียวกัน)

สุนัข=ดาไลลามะ … นี่ไม่ใช่การหลบลู่นะครับ ก็เหมือน พุทธะ=จิตตะ, พระพุทธเจ้า=ก้อนขี้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากจิตของเราที่ปรุงแต่งขึ้น ไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ยิ่งคิดยิ่งหมกมุ่น ว้าวุ่นวาย ไม่สามารถปลดปล่อยวางได้เสียที

ว่าไปสุนัขตัวนี้มันฉลาดมากเลยนะ! ขี้เล่น ซุกซน แถมติดตาม Tachi ทุกแห่งหน แต่พอเขาลาสิกขาขึ้นมาจากลำธารสวมชุดสามัญชน มันกลับเห่าไล่ (แสร้ง)จดจำไม่ได้! … นี่เป็นการสะท้อนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ยังจิตใจเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคน

งานเทศกาลเต้นรำสวมหน้ากาก วนรอบเสาธง คงเป็นการสะท้อนวิถีของมนุษย์ ว่ายเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏ ไม่สามารถฉุดกระชากหน้ากาก/ตัวตนแท้จริง แล้วพยายามดิ้นให้หลุดพ้นออกจากวังวนแห่งกิเลส

ความย้อนแย้งของฉากนี้ก็คือ ลามะจักเป็นผู้สวมใส่หน้ากาก หนึ่งในนั้นคือ Tachi ซึ่งทำเป็นหมดเรี่ยวแรงนั่งนิ่ง ไม่สามารถหลบซ่อนเร้นความต้องการของตนเองในคราบนักบวชอีกต่อไป

ก่อนหน้าที่งานเทศกาลจะเริ่มขึ้น จะมีฉากเด็กชายหน้าใหม่(ที่เพิ่งบวชสามเณร) ทำหน้าทำตาล้อเลียนพระ เรียกเสียงหัวเราะให้กับลามะ นั่นย่อมสะท้อนถึงอดีตของ Tachi ไม่ได้ต้องการเข้าสู่ร่มโพธิ์พระพุทธศาสนามาตั้งแต่แรก แต่ที่ฝืนอดรนทนอยู่เพราะหวังว่าสักวัน เมื่อเติบโตขึ้นจักสามารถได้รับอิสระภาพแท้จริง

ขณะที่ Tachi กำลังจัดเก็บสิ่งข้าวของวางบนชั้น พระอาจารย์เดินเข้ามาดึงมันกลับออกมาอย่างไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่ นัยยะของฉากนี้ เพื่อตักเตือนลามะหนุ่ม สิ่งที่กระทำอยู่นั้นไม่ถูกต้อง! … แต่ไม่ใช่การจัดข้าวของเข้าชั้นนะครับ คือการไม่พยายามควบคุมสติตนเองให้อยู่ในร่องรอย ปล่อยให้มโนเพ้อจินตนาการถึงอิสตรีจนฝันเปียกอยู่ได้

กุศโลบายของลามะถือว่าชั้นเลิศเลยละ! ภาพกาลามสูตรร่วมรักชายหญิง แค่พลิกนิดเดียวกลับแปรเปลี่ยนเป็นโครงกระดูก เนื้อหนังเหี่ยวย่น สภาพอุจาดตา แทบทนดูไม่ได้ (เหมือนการฝึกอสุภะ) ซึ่งสถานที่พระอาจารย์ส่ง Tachi ไป สังเกตว่าอาศรมอยู่ระหว่างร่องชั้นภูเขา หลบซ่อนอยู่ภายใต้(จิตสำนึกของมนุษย์)

เช้าวันถัดมา Tachi รีบเร่งควบม้ากลับมาหาพระอาจารย์ ตำหนิต่อว่า ไม่พึงพอใจ พยายามพูดอธิบาย เรียกร้องอิสรภาพ/ข้อตกลงที่ตนอยากได้ … ข้อเรียกร้องทางโลกดังกล่าว ถูกทำทวนลมโดยพระอาจารย์ เป่าเครื่องดนตรีเสียงดังลั่น สดับไม่ลง พูดคนละภาษา สะท้อนความต้องการที่เข้ากันไม่ได้ มิอาจบรรจบพบ จุดทางแยกจึงปรากฎ

ผมเรียกช็อตลักษณะนี้ว่า ‘Citizen Kane Shot’ ใบหน้าคนขนาดเล็กๆ สะท้อนกับภาพด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ๆ ในที่นี้คือพระพุทธรูปหล่อที่ถูกเบลอหลุดโฟกัส สะท้อนถึงความพยายามไม่สนใจ ต้องการทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้อหงัลง … แต่ถึงอย่างนั้นเค้าโครงหน้าพุทธรูปยังเด่นชัด เพราะไม่มีใครสามารถหลบหนีสัจธรรมความจริงได้พ้น และแม้ Tachi จะเลือกทอดทิ้งพุทธศาสนา แต่จิตใจของเขาก็มิอาจแปรเป็นอื่น พุทธะ=จิตใจ

เจ้าม้าสีขาวตัวนี้ชวนให้ผมระลึกถึงม้ากัณฐกะ ที่เจ้าชายสิทธัตถะใช้เป็นม้าพระที่นั่งเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เข้าเขตแดนแคว้นโกศลและแคว้นวัชชี จนถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจึงทรงครองบาตรและจีวรที่ฆฏิการพรหมนำมาถวาย และส่งนายฉันนะให้นำเครื่องทรงกษัตริย์กลับนคร แล้วเสด็จลำพังโดยพระองค์เดียว มุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

แค่ว่ากึ่งกลายเรื่องซีนนี้จะย้อนกลับตารปัตร ซึ่งหลังจากเข้าใจวิถีทางโลกก็จะเวียนวนหวนกลับมาใหม่

แซว: ไม่รู้ มะลิลา (พ.ศ. ๒๕๖๑) ได้แรงบันดาลใจฉากจบจากซีนนี้หรือเปล่านะ ที่เวียร์เดินลงในลำธาร ชะล้างร่างกายแล้ว…

หลังจากลาสิกขาพระ Tachi พานพบเจอ Dawa ช็อตนี้ยืนพูดคุยสนทนา สังเกตว่างตำแหน่งกึ่งกลางระหว่างเจดีย์ (ตัวแทนทางธรรม) ผูกด้วยเชือกร้อยธงลากยาวมาจนถึงพื้นดิน (ตัวแทนทางโลก)

Dawa คงรับรู้ตัวเองอยู่แหละว่า คือสาเหตุให้ Tachi ตัดสินใจเลิกบวชพระ ตระหนักได้ถึงความรักมากจึงยอมพลีกายถวาย แต่ถึงไม่ใช่หนังรักโรแมนติก ปุปปั๊ปได้เสียมันก็ Western สุดๆเลยนะ!

ความโจ่งครึ่มของ Sex ไม่ใช่สะท้อนราคะของผู้กำกับเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึง Passion ที่เร่าร้อนรุนแรงระหว่างตัวละคร ถึงขนาดทำให้ลามะหลุดออกจากความทรงศีล

ซึ่งลีลาร่วมรักในคราแรก สังเกตว่าจะมีการตัดสลับ กลับมุมมอง Tachi เดี๋ยวขึ้นบน-ลงล้าง นำภาพมาเปรียบเทียบกันให้เห็นเลย เพราะหนังต้องการนำเสนอโลกสองมุมมอง (โลกทางธรรม-โลกมนุษย์) มันเลยต้องฟัดเหวี่ยงแบบตารปัตรอย่างนี้

ถึงกระนั้นโลกสองใบก็หาได้ชั่งน้ำหนักเท่ากัน! โลกทางธรรมถือว่าเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ทางใจ ขณะที่โลกมนุษย์มักเต็มไปด้วยความขัดแย้ง คอรัปชั่น เอารัดเอาเปรียบ สนเพียงกอบโกยผลประโยชน์ รู้หน้าไม่รู้ใจ

สิ่งข้าวของขายได้เงินมา ปริมาณมากล้นเกินกระเป๋าสตางค์เก็บ เป็นเหตุให้ต้องเร่งรีบจับจ่ายใช้สอย ซื้อโน่นนี่นั่นของไร้สาระสำคัญใดๆต่อชีวิต สะท้อนถึงความไม่รู้จักพอ โลภละโมบ ลุ่มหลงใหลในวัตถุเงินตรา

ลีลาการ Time Skip ต้องชมเลยว่าน่าสนเท่ห์ไม่น้อย!, Tachi เฝ้ารอคอยภรรยาคลอดลูก เสียงเธอร้องลั่น ช็อตนี้เริ่มจากเหม่อมองฟ้าแล้วก้มลงมา กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยตัวละครเดินหน้า พบเห็นทารกน้อยอยู่ในอ้อมกอดของเขาเสียแล้ว

จะว่าไปสายตาของ Tachi จากเหม่อมองฟ้าก้มลงมองบุตรชาย สะท้อนมุมมองของเขาที่จากโลกทางธรรม ขณะนั้นย้ายลงมาเรียนรู้จักการใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์

เช่นเดียวกับราคะที่ไหลมาตามกระแสน้ำ พบเห็นสาวงามจากอินเดีย นุ่งน้อยห่มน้อย ทำให้ Tachi เริ่มมิอาจควบคุมตนเอง ต้องหลบซ่อน แอบจับจ้องมองอย่างไม่คาดสายตา

เมื่อไร่ถูกไฟเผาทำลาย ก็ไม่รู้ว่าใครแต่ Tachi เต็มไปด้วยความโมโห โกรธา ต้องการทำอะไรสักอย่างระบายออกด้วยความรุนแรง ไปสร้างความรำคาญ และเอาหัวพุ่งถลาแล่นชนอย่างขาดสติ ควบคุมตนเองไม่ได้

มองให้หื่นมันง่ายนะครับ แต่ครุ่นคิดถึงสาเหตุผลได้ จักพบความงดงามที่ซ่อนเร้น โดยเฉพาะลีลาการหมุนตัว 360 องศา สะท้อนถึงความต้องการของมนุษย์/ทุกสิ่งมีชีวิต ล้วนเวียนวนรอบไอ้จ้อนอันนี้ อันเป็นบ่อเหตุก่อให้เกิด ‘การเกิด’ (ท่าทางของฝ่ายหญิงก็เหมือนกำลังทำคลอดอยู่นะ)

สำหรับเศษผ้าส่าหรีที่ติดอยู่บนคาน ทำให้ Tachi ตระหนักได้ถึงความสุขที่ไม่จีรัง เขากระทำบางสิ่งให้ชีวิตบอบช้ำ ฉีดขาดสะบั้น จนไม่อาจประสานติดรอยต่อ ดำเนินชีวิตในรูปแบบเป็นอยู่ปัจจุบัน

ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ปลงผม ออกบวชอีกครั้ง แล้วหยิบกระจกแตกร้าวขึ้นมาส่อง สะท้อนถึงสภาพจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อนเหมือนแต่ก่อน ร่องรอยแห่งประสบการณ์ น่าจะทำให้เขาเข้าใจวิถีของโลก ความสุขแท้จริงมิได้เกิดจากปัจจัยภายนอกตัวเราเอง

ราวกับปาฏิหารย์ที่ Dawa มายืนเฝ้ารอคอย Tachi อยู่กึ่งกลางระหว่างทางก่อนถึงวัด (ตำแหน่งเดียวกับตอนต้นเรื่องที่ Tachi ถูกจับศีรษะให้หันหน้ามองวัด) จากนั้นเธอเดินวนรอบตัวแล้วพูดเชิงซักถามอธิบาย ให้เขาครุ่นคิดเห็นถึงในมุมมองของฉัน นี่เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว ขาดความรับผิดชอบ ไร้ซึ่งสามัญสำนึก … นั่นทำให้เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Tachi ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่า ยินยอมจำนนแบบไร้ข้อแก้ตัว

แต่แล้ววินาทีนั้น เธอกลับโยนกล่องขนมจีบ (และเหมือนว่าข้างในจะมีลูกประคำอยู่ด้วย) ซึ่งพบเห็นหลายครั้งในหนังคือสัญลักษณ์การอำนวยอวยพร ขอให้เดินทางปลอดภัย ซึ่งในบริบทนี้ถือเป็นคำอนุญาตของ Dawa เพื่อให้เขาสามารถออกบวช ทำตามประสงค์ความตั้งใจโดยไม่รู้สึกผิด … ซะงั้น!

ผมมองฉากนี้คือแฟนตาซีที่เกิดขึ้นภายในจินตนาการของ Tachi บททดสอบปราการด่านสุดท้ายเพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริงของตนเองในการออกบวช ซึ่งคำตอบของเขามันชัดเจนเลยว่า ยังโล้เล้ลังเลใจ รู้สึกผิดกับการกระทำ แต่ถ้าไม่เพราะภรรยาหนุนนำ ก็คงไม่พบหนทางไปต่อของตนเอง

อาจมีบางคนครุ่นคิดไปไกล Dawa อาจฆ่าตัวตายแล้วกลายเป็นวิญญาญมาหา หรือไม่ก็สามารถถอดจิตเพื่อมาส่งคนรัก … คิดแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไรนะครับ หนังค่อนข้างเปิดกว้างการตีความฉากนี้พอสมควร แต่สาสน์สาระสำคัญยังคงอยู่ นั่นคือสองโลก สองมุมมอง สังสารวัฏ

และภาพสุดท้ายของหนัง สามัญกลับคืนสู่สูงสุด ย้อนแย้งกับช็อตแรกของหนัง กล้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นกลายเป็นมุม Bird Eye View จิตวิญญาณของ Tachi ถูกยกระดับขึ้นสูง ได้รับอิสรภาพกลายเป็นนกโบกโบยบิน ลอยลับหายวับเข้าไปในก้อนเมฆ … จะสื่อถึงเขาไปถึงนิพพานเลยก็ยังได้นะ เพราะเรียนรู้เข้าใจวิถีโลกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว

ตัดต่อโดย Isabel Meier, นำเสนอแบบไม่เร่งรีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเชื่องช้า เพื่อมอบสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ สามัญ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอะไรต้องเร่งรีบร้อน

เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองสายตา Taishi ที่ได้พานพบเจอโลกสองใบ แตกต่างตรงกันข้าม แต่ทุกสิ่งอย่างกลับว่ายเวียนวนหวนกลับมาบรรจบกันที่กึ่งกลางจุดเริ่มต้น
– อารัมบท, พระอาจารย์เดินทางไปพา Tashi กลับสู่วัด
– ครึ่งแรก, ชีวิตในวัด กับความพยายามดิ้นรน โหยหาอิสรภาพ
– ครึ่งหลัง, เมื่อได้รับอิสรภาพ แต่งงาน มีลูก ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่จิตใจกลับค่อยๆตกต่ำทรามลงเรื่อยๆ
– ปัจฉิมบท, เมื่อ Taishi ตัดสินใจหวนกลับมาทางธรรม ระหว่างทางพานพบเจอ Dawa ฟังคำระบายจากปากเธอ และครุ่นคิดตัดสินใจเลือกจะเอายังไงต่อไป

ความเชื่องช้าของหนังไม่ใช่แค่การแช่ภาพ(ทิวทัศน์สวยๆ)ค้างไว้นานๆ แต่ยังด้วยเทคนิคตัดต่อแบบ Montage อาทิเช่น ออกเดินทางไปรับ Tachi มีการร้อยเรียงภาพใบหน้าเด็กๆ ผู้ใหญ่ ปรับเปลี่ยนมุมกล้องไปมา หรือขณะปลุกให้ตื่น พบเห็นการบดยา โกนศีรษะ และสโลโมชั่นขณะราดน้ำ … เรียกได้ว่าเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้อย่างครบถ้วน

การพานพบเจอ Dawa กว่าจะประชันหน้ากันครั้งแรก เริ่มต้นจากเพ้อจินตนาการ (กลิ่นโชยมา?) เห็นชายเสื้อผ้า หลบหลังไวๆ มือตักอาหารให้ ปาเข้าไปกว่าครึ่งชั่วโมงถึงพบเห็นตัวตนจริงๆ (และ Close-Up ริมฝีปากอันอวบอิ่ม)


เพลงประกอบโดย Cyril Morin สัญชาติฝรั่งเศส, ต้องชมเลยว่ามีความไพเราะเพราะพริ้ง ส่วนผสมดนตรีพื้นบ้านอินเดีย ธิเบต และดนตรีคลาสสิก ผสมผสานคลุกเคล้ากับเสียงสวดมนต์ และกระดิ่งกริ้งๆ (จากเสียงเดินของม้า/ลา) สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ จิตวิญญาณ ล่องลอยอยู่ทุกแห่งหนในผืนปฐพี

Tashi’s Theme เริ่มจากเสียงธรรมชาติ สายน้ำ นกร้องขับขาน ตามด้วยซอและพิณค่อยๆดังขึ้น และประสานเต็มวงออเครสต้า เคลื่อนคล้อยด้วยไวโอลิน ทุกสิ่งบนสากลโลกสามารถผสมผสานกลมกลืม กิ่งไม้สามารถเคลื่อนไหลโดยมีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน คือมหานทีสีทันดร หรือนิพพานมรรคผล ไม่หวนกลับมาเป็นน้ำหยดเดียวอีก

อดไม่ได้ที่จะต้องนำเสนออีกบทเพลง Pema’s Theme ท่วงทำนองเต็มไปด้วยความโหยหวน ล่องลอย สะท้อนจิตวิญญาณของหญิงสาวที่ได้ตกหลุมรัก หลงใหล แทบขาดใจเมื่อถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อเขาเลือกหนทางไปดี มันก็ไม่ใช่วิถีที่ฉันจะต้องมาเศร้าโศกเสียใจ เพราะเป้าหมายปลายทางของโลกใบนี้ไซร้ สุดท้ายทุกสิ่งอย่างย่อมหวนกลับมาพบเจอกันอีกในชาติภพหรือจุดจบนิพพาน

สังสาร หรือ สงสาร แปลว่า ความท่องเที่ยวไป, ในทางศาสนาพุทธ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิด มิใช่หมายถึงความรู้สึกหวั่นไหวด้วยความกรุณาเมื่อเห็นผู้อื่นได้รับความทุกข์

สังสารวัฏ (Samsara) หรือ วัฏสงสาร แปลว่า ความท่องเที่ยวไปในอาการที่เป็นวัฏฏะ หรือการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆของสัตว์โลก ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก หมุนวนอยู่เช่นนั้นตราบเท่าที่ยังตัดไม่ได้

เรื่องราวของภาพยนตร์ Samsara นำเสนอชายผู้ยังมีความลุ่มหลงใหลใน กิเลส กรรม วิบาก ต้องการละทอดทิ้งชีวิตสุขสงบเพื่อท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ เติมเต็มสิ่งที่ตนปรารถนาโหยหา แต่แม้ว่าเมื่อกระทำสำเร็จได้ครอบครองเป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง กลับเต็มไปด้วยอาการเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมาน ว้าวุ่นวายใจ ไม่นานมิอาจอดรนฝืนทนกลั้นได้ ตัดสินใจละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง แล้วหวนกลับสู่วิถีทางแรกเริ่มเคยดำเนินมา

การเดินทางของ Tashi ทำให้เขาเรียนรู้จักมองโลกในมุมที่แตกต่าง ชั่งน้ำหนักยังไงก็ไม่เท่ากัน
– วิถีชีวิต, ระหว่างโลกแห่งธรรม และโลกของมนุษย์ สุขสงบ-ว้าวุ่นวาย เรียบง่าย-เต็มไปด้วยอารมณ์
– กับ Dawa, เขาฉกฉวยทุกสิ่งอย่างจากเธอ ท้ายสุดเมื่อได้รับฟังคำพูดอธิบาย ทำให้สามารถเรียนรู้ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’

เฉกเช่นเดียวกับไดเรคชั่นของผู้กำกับ Pan Nalin พยายามนำมุมมองชาวตะวันตก เข้ามาผสมผสานคลุกเคล้าวัฒนธรรมตะวันออก นักแสดงนำต่างเป็นลูกครึ่ง เรื่องราวแบ่งสององก์ สถานที่ถ่ายทำคือ Ladakh ร่องรอยต่อระหว่างอินเดีย-จีน-ปากีสถาน

ซึ่งตัวผู้กำกับ Pan Nalin ก็เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า รู้สึกตนเองเหมือนเป็นลูกครึ่ง มีอพาร์ทเม้นท์ ใช้ชีวิตอยู่สองประเทศ กึ่งกลางระหว่างวัฒนธรรม ไม่สามารถเลือกตัดสินใจได้ว่าจะเข้าข้างฝักฝ่ายไหน

ตอนจบของหนังที่ทอดทิ้งไว้อย่างคลุมเคลือ Tachi จะมุ่งสู่หนทางไหน? จริงๆแล้วคือผู้กำกับ Pan Nalin ที่ไม่สามารถตัดสินใจเลือกเองได้ ว่าจะให้ชีวิต(ตนเอง)ดำเนินต่อไปเช่นไร


ตอนออกฉายได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี กวาดหลายรางวัลจากเทศกาลหนัง เห็นว่าทำเงินติดอันดับหนึ่ง Boxoffice ในประเทศไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฯ แต่น่าเสียดายไม่มีโอกาสฉายประเทศอินเดีย เพราะความโจ๋งครึ่งเกินไปของ Sex Scene

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบหนังสักเท่าไหร่ ถึงภาพสวย เพลงเพราะ แนวคิดลุ่มลึก แต่ปัญหาหลักๆคือการนำมุมมองชาวตะวันตกเข้ามาผสมผสาน บางส่วนสามารถคลุกเคล้าอย่างลงตัว ถึงกระนั้นก็ยังมีอีกมากขาดความกลมกล่อม ดูแปลกแยกแตกต่างจนเกินไป

และหลายๆส่วนของบทหนังมีความตื้นเขิน รวบรัด ตรงไปตรงมาอย่างน่าผิดหวัง! โดยเฉพาะครึ่งหลังระหว่างการใช้ชีวิตยังโลกมนุษย์ ราวกับเทพนิยายที่ตัวละครทำอะไรก็โชคดีไปหมด ปมขัดแย้งเหมือนจะมีบางอย่างแต่ก็ไม่นำเสนออะไร แถมพยายามชี้ชักนำผู้ชมมากไป จนสามารถคาดเดาง่ายๆว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

ภาพยนตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่มีเรื่องราวคล้ายคลึงกันนี้ แต่ขอแนะนำมากกว่าคือ Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003) เว้นเสียจากคุณมีความสนใจทิเบต หลงใหลทิวทัศน์หลังคาโลก, Erotic โจ๋งครึ่ม, ว่างๆวันพระใหญ่ก็ลองหามารับชมดูไม่เสียหาย

จัดเรต 18+ กับฉาก Sex Scene ที่มีความโจ๋งครึ่ม ร้อนเร่าร่าน ซาบซ่านจนอาจเกิดอารมณ์ทางเพศ

คำโปรย | Samsara เป็นภาพยนตร์ที่รังแต่จะทำให้ผู้ชมจมอยู่ในสังสารวัฏ
คุณภาพ | ตื้นเขินในความลุ่มลึก
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of