Sátántangó

Sátántangó (1994) Hungarian : Béla Tarr ♥♥♥♥

ผู้รอดชีวิตจากขุมนรก 439 นาที น่าจะเกิดการความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายใน เหมือนประเทศฮังการีที่สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองจากคอมมิวนิสต์สู่ระบอบประชาธิปไตย (ค.ศ. 1989) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งอย่างจักมีทิศทางดีขึ้นเสมอไป

เอาจริงๆต้นฉบับนวนิยาย Sátántangó (1985) ของ László Krasznahorkai ไม่ได้คาบเกี่ยวช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองของฮังการี (เขียนขึ้นก่อนหน้าหลายปี) แต่ต้องการโจมตีการใช้อำนาจหน้าที่ (authoritarianism) ของหน่วยงานรัฐ ภายใต้ระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ หนึ่งในนั้นคือความพยายามเปลี่ยนแปลงวิถีชุมชนเกษตรกรรม/ปศุสัตว์ (Collective Farm) ให้ชาวบ้านนอกคอกนาเข้ามาเรียนรู้การทำงานในเมืองใหญ่ … มันจะไปรอดได้อย่างไร?

แต่เหตุผลที่ผมเปรียบเทียบเรื่องราวของ Sátántangó กับช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงการปกครองของฮังการี เพราะมันก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไหร่ ประชาชนยังคงต้องปรับตัวเข้ากับโลกทัศน์ใหม่ๆของระบอบประชาธิปไตย/แนวคิดทุนนิยม แม้ไม่ต้องถูกควบคุมครอบงำจากเบื้องบน ได้รับสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคในการครุ่นคิดแสดงออก ก็ไม่จำเป็นว่าชีวิตจักต้องมีทิศทางดีขึ้นเสมอไป

แม้ผมจะไม่ได้มีเวลาว่าง 7+ ชั่วโมงดูหนังเรื่องนี้รวดเดียวจบ (ใช้เวลาสี่วันละสองชั่วโมง) แต่ก็รู้สึกอยากได้รับประสบการณ์แบบเต็มๆในโรงภาพยนตร์เหมือนกัน เพราะมันไม่มีอะไรให้วอกแวก สูญเสียสมาธิ หรือพอเบื่อหน่ายก็เบนสายตาไปทำอะไรอย่างอื่น เชื่อว่าถ้าสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้ ก็อาจบังเกิดอะไรบางอย่าง(ความภาคภูมิใจ?)ขึ้นภายใน

แต่อย่าเพิ่งหลงระเริงไปกับแค่ 439 นาทีของ Sátántangó (1994) หาใช่ภาพยนตร์ ‘feature length’ ขนาดยาวที่สุดในโลกไม่! ยังมีโคตรของโคตรๆๆผลงานอย่าง … แค่คิดก็หนาวแล้วละ (ผมเลือกมาเฉพาะผลงานสำคัญๆที่ตั้งใจจะเขียนบทความลง raremeat.blog แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่)

  • The Human Condition (1959-61) กำกับโดย Masaki Kobayashi ความยาว 574 นาที
  • Out 1 (1971) กำกับโดย Jacques Rivette ความยาว 775 นาที
  • Berlin Alexanderplatz (1980) กำกับโดย Rainer Werner Fassbinder ความยาว 931 นาที
  • Shoah (1985) กำกับโดย Claude Lanzmann ความยาว 566 นาที
  • Dekalog (1988) กำกับโดย Krzysztof Kieślowski ความยาว 572 นาที
  • Tie Xi Qu: West of the Tracks (2003) กำกับโดยหวังปิง ความยาว 551 นาที
  • Evolution of a Filipino Family (2004) กำกับโดย Lav Diaz ความยาว 593 นาที

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง László Krasznahorkai (เกิดปี 1954) นักเขียนนวนิยายชาว Hungarian เจ้าของฉายา “Hungarian master of the apocalypse” เกิดที่ Gyula, Békés County ในครอบครัวชนชั้นกลาง เชื้อสาย Jewish บิดาเป็นทนายความ มารดาทำงานสำนักงานประกันสังคม, โตขึ้นร่ำเรียนกฎหมายยัง József Attila University (ปัจจุบันคือ University of Szeged) แล้วต่อด้วยสาขาวรรณกรรมและภาษาฮังกาเรียน Eötvös Loránd University เมื่อจบออกมาก็เริ่มเขียนผลงานเรื่องแรก Sátántangó (1985) แจ้งเกิดโด่งดังทันที!

แนวการเขียนนวนิยาย Sátántangó ด้วยลักษณะ Post-Modernist แม้มีพล็อตเส้นเรื่องที่ชัดเจน แต่วิธีการนำเสนอเต็มไปด้วยลวดลีลา ท้าทายความสามารถของผู้อ่าน โดยทำการแบ่งเรื่องราวออกเป็นสองส่วนละหกบท ผ่านมุมมองตัวละครต่างๆที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบท (มีความเชื่อมโยงใยเหมือนหยากไย่แมงมุม) ตั้งชื่อตอนด้วยตัวเลข 1-2-3-4-5-6 ส่วนครึ่งหลังจะลำดับเลขถอยหลัง 6-5-4-3-2-1 เพื่อล้อกับท่าเต้น Tango ที่มีก้าวไปข้างหน้า 6 ก้าว แล้วถอยหลังกลับมา 6 ก้าว

นอกจากนี้ลีลาการเขียนของ Krasznahorkai ยังเลื่องลือชาด้วยการไม่ค่อยมีจุด full stop (.) ชอบบรรยายแบบลากยาวไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ผลงานบางเรื่องจบบทถึงจบหนึ่งประโยค (one-paragraph chapters) จนมีนักวิจารณ์วรรณกรรมเขียนแซวว่า “The world goes on, so the sentence” … ไม่แปลกใจเลยที่ผู้กำกับ Tarr จะเข้าขากันได้ดีกับ Krasznahorkai

หน้าปกนวนิยาย Sátántangó (1985) ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก

Béla Tarr (เกิดปี 1955) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Pécs แล้วมาเติบโตยัง Budapest, บิดาเป็นนักออกแบบฉากพื้นหลัง มารดาทำงานนักบอกบท (Prompter) ในโรงละครเดียวกัน ทำให้ตั้งแต่เด็กมีโอกาสวิ่งเล่น รับรู้จักโปรดักชั่นละครเวที ตอนอายุ 10 ขวบ ได้รับเลือกแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ ก่อนค้นพบว่าตนเองไม่มีความชื่นชอบ(ด้านการแสดง)สักเท่าไหร่ ตั้งใจอยากเป็นนักปรัชญา แต่เมื่ออายุ 16 หลังจากสรรค์สร้างสารคดีสั้น 8mm ไปเข้าตาสตูดิโอ Béla Balázs Studios ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ฮังการี สั่งห้ามเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพื่อบีบบังคับให้เขาเลือกสายอาชีพผู้กำกับ (ตอนนั้นก็ไม่ได้ต่อต้านอะไร เพราะภาพยนตร์คือสิ่งที่ตนเองชื่นชอบหลงใหลอยู่แล้ว)

ผลงานช่วงแรกๆของผู้กำกับ Tarr ยึดถือตามแบบอย่าง ‘Budapest School’ ประกอบด้วย Family Nest (1979), The Outsider (1981), The Prefab People (1982) มีลักษณะ Social Realism แฝงการวิพากย์วิจารณ์การเมือง นำเสนอสภาพความจริงของประเทศฮังการียุคสมัยนั้น นักวิจารณ์ทำการเปรียบเทียบ John Cassavetes แต่เจ้าตัวบอกไม่รับรู้จักใครคนนี้ด้วยซ้ำ

ความสิ้นหวังต่อสถานการณ์ทางการเมือง ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ Hungarian People’s Republic ทำให้ผู้กำกับ Tarr ตัดสินใจละทอดทิ้งแนวทาง ‘social realism’ หันมาสรรค์สร้างผลงานที่เป็นการสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา เพื่อนำเสนอความท้อแท้สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก ไม่ต่างไปจากวันสิ้นโลกาวินาศ เริ่มตั้งแต่ Almanac of Fall (1984), แล้วพัฒนาสไตล์ลายเซ็นต์ Damnation (1988), กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ Sátántangó (1994), Werckmeister Harmonies (2000), The Man from London (2007) และ The Turin Horse (2011)

เมื่อปี 1985, ผู้กำกับ Tarr มีโอกาสรับรู้จัก László Krasznahorkai (เกิดปี 1954) นักเขียนนวนิยายชาว Hungarian เจ้าของผลงานขายดี Sátántangó (1985) ทีแรกตั้งใจจะดัดแปลงเรื่องนี้แต่ถูกโปรดิวเซอร์ทัดทานไว้ก่อน (เพราะสถานการณ์การเมืองในประเทศขณะนั้นมีความตึงเครียดอย่างรุนแรง) ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันถูกคอ มองโลก/ฮังการีด้วยแง่มุมคล้ายๆกัน เลยร่วมพัฒนาบท Damnation (1988) ไปจนถึงผลงานเรื่องสุดท้าย

We wanted to make Sátántangó in 1985 but at that time the Communist Party in Budapest stopped a lot of things. It just wasn’t possible.

Béla Tarr

หลังเสร็จจาก Damnation (1988) ผู้กำกับ Tarr และศรีภรรยา Ágnes Hranitzky ตัดสินใจอพยพ(จาก Hungary)มาปักหลักอาศัยอยู่ West German แต่เพียงไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ค.ศ. 1989) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยของ Hungary พวกเขาเลยตัดสินใจเดินทางกลับมาตุภูมิ และสามารถเริ่มต้นสรรค์สร้าง Sátántangó โดยไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวอะไรอีกต่อไป

ลายเซ็นต์ ‘สไตล์ Tarr’ มักแช่ค้างภาพไว้นานๆ Long Take ระยะ Long Shot (แต่เวลาตัวละครสนทนาอย่างออกรสจะใช้ระยะภาพ Close-Up) มีการขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องชักช้า ค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้ สลับสับเปลี่ยนมุมมอง บางครั้งก็หมุนเวียนวงกลม 360 องศา ซึ่งพอเหตุการณ์ในซีนนั้นๆจบลงจะปล่อยทิ้งภาพสักระยะ (สร้างความรู้สึกเหมือนจะมีอะไรต่อ แต่ก็ไม่เคยเห็นมีอะไร)

โดยเนื้อหาสาระมักเกี่ยวกับการสูญเสีย ท้อแท้สิ้นหวัง ต้องการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ (หรือคือประเทศฮังการี) แต่กลับมีบางสิ่งอย่างฉุดเหนี่ยวรั้ง สร้างบรรยากาศสังคมเสื่อมโทรม ราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ ชีวิตไม่หลงเหลืออะไรต่อจากนี้ (ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด ทุกสิ่งอย่างจักเวียนมาบรรจบเหมือนไม่มีเคยสิ่งใดๆบังเกิดขึ้น)

I despise stories, as they mislead people into believing that something has happened. In fact, nothing really happens as we flee from one condition to another … All that remains is time. This is probably the only thing that’s still genuine — time itself; the years, days, hours, minutes and seconds.

แซว: แม้ว่าจะมีบทหนัง แต่ผู้กำกับ Tarr เล่าว่าใช้เพียงแค่ไกด์ไลน์ ยื่นของบประมาณโปรดิวเซอร์เท่านั้น เวลาถ่ายทำจริงก็โยนทุกสิ่งอย่างทิ้งไป ปรับเปลี่ยนแก้ไข (Improvised) ถ่ายทำตามสถานการณ์เหมาะสม

No, we never use the script. We just write it for the foundations and the producers and we use it when looking for the money. The pre-production is a very simple thing. It takes always a minimum of one year. We spend a year looking all around and we see everything. We have a story but I think the story is only a little part of the whole movie.


เรื่องราวเริ่มต้นมีพื้นหลังหมู่บ้านชนบทห่างไกลแห่งหนึ่ง หลังทำงานเกษตรกรรม/ดูแลปศุสัตว์มาครบปีกำลังจะได้รับผลตอบแทน กลับมีสมาชิกบางคนวางแผนเชิดเงินหลบหนี แต่หลังจากได้ยินข่าวการหวนกลับมาของ Irimiás ที่ว่ากันว่าเคยเสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน สร้างความตื่นตระหนก หวาดสะพรึงกลัว (นึกว่าพระเป็นเจ้าฟื้นคืนชีพ) ค่ำคืนนั้นพวกเขาเลยกินดื่มเต้นระบำ โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น ราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาถึง

แท้จริงแล้ว Irimiás คือนักต้มตุ๋นหลอกลวง หลายปีก่อนหลบหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้เพราะหนี้สินท่วมหัว ปัจจุบันกำลังถูกทางการหมายตัว ได้รับมอบหมายภารกิจบางอย่างเลยตัดสินใจหวนกลับมา บังเอิญว่าค่ำคืนนั้นบังเกิดเหตุโศกนาฎกรรมบางอย่าง เมื่อพบเห็นเขาจึงพูดพร่ำ สอนสั่ง แสดงตัวราวกับผู้มาไถ่ (False Prophet) ทำให้สมาชิกทุกคนหลงเชื่อ ยินยอมมอบเงินค่าแรงทั้งหมด พร้อมทำตามคำสั่งทุกสิ่งอย่าง

Irimiás จึงสั่งให้ชาวบ้านทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างในหมู่บ้านแห่งนี้ แล้วเดินทางไปรอคอยที่คฤหาสถ์เสื่อมโทรมหลังหนึ่ง ทีแรกเหมือนตั้งใจจะทอดทิ้งคนเหล่านี้ไว้แล้วเชิดเงินหลบหนีไป แต่สุดท้ายก็หวนกลับมานำพาพวกเขาเดินทางสู่เมืองใหญ่ ส่งไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ ตามมีตามเกิด รอดไม่รอดก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตากรรม


Irimiás รับบทโดย Mihály Víg (คนทำเพลงประกอบของหนัง) น่าจะเพราะใบหน้าที่พอไว้หนวดเครา แลดูละม้ายคล้ายพระเยซูคริสต์ (มั้งนะ) เวลาเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ก็ฟังดูสุขุมลุ่มลึก มีความน่าเชื่อถือ สามารถโน้มน้าว ควบคุมครอบงำ (manipulate) ชาวบ้านนอกคอกนาให้ยินยอมกระทำตามคำบอกกล่าว

ด้วยภาพลักษณ์ที่แลดูคล้ายพระเยซูคริสต์ พระผู้มาไถ่ พระบุตรของพระเจ้า แต่ตัวตนธาตุแท้จริงกลับคือนักต้มตุ๋นหลอกลวง ไม่ต่างจากปีศาจ/ซาตาน พยายามสร้างความเชื่อศรัทธาให้ชาวชนบทห่างไกล ไร้ความรู้ ไร้การศึกษา บังเกิดความขลาดหวาดกลัว เข้าใจผิด เลยยินยอมศิโรราบ กระทำตามคำสั่งทุกสิ่งอย่าง … ว่าไปนี่สะท้อนแนวคิดอเทวนิยม (atheist) ของผู้กำกับ Tarr เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่เชื่อเรื่องพระเจ้ามีอยู่จริง เริ่มพบเห็นเด่นชัดเจนตั้งแต่ Damnation (1988)

ผมใจหายลงตาตุ่มเมื่อได้ยิน Irimiás เอ่ยกล่าวว่าต้องการระเบิด เอาไปทำเxยไร? แม้หนังไม่ให้คำตอบใดๆ แต่มันสามารถทำให้ผู้ชมจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ทำลายคฤหาสถ์หลังนั้น? เข่นฆาตกรรมปิดปากชาวบ้าน? โอ้มายก็อด โชคดีที่นายหน้าไม่เชิงว่ายินยอมขายให้ ทำให้แผนการต้องล้มละเลิก ถึงอย่างนั้นการแยกย้ายแต่ละคนไปต่อสู้ดิ้นรนเอาเองในเมืองใหญ่ ก็ใช่ว่าผลลัพท์สุดท้ายจะออกมาดี

มองมุมทั่วๆไป Irimiás คือตัวแทนการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ (authoritarianism) ภายใต้การปกครองพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี ที่ไม่ได้ใคร่สนใจในความสุขสบาย กินดีอยู่ดีของผู้คน สนเพียงผลลัพท์ กอบโกยผลประโยชน์ เงินๆทองๆ ด้วยการสร้างค่านิยมผิดๆเพี้ยนๆ ทำลายรูปแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาชีพรอดด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อพวกเขาเริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดก็สายเกินแก้ไขอะไร


Miklós B. Székely (เกิดปี 1948) นักแสดงสัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest มีผลงานทั้งละครเวทีและภาพยนตร์ ได้รับการจดจำจากการเป็นหนึ่งในขาประจำผู้กำกับ Béla Tarr ตั้งแต่ Almanac of Fall (1984), Damnation (1987), Sátántangó (1994) ฯลฯ

รับบท Futaki ชายขาพิการ ชู้รักของ Mrs. Schmidt ที่เมื่อแอบล่วงรู้แผนการเชิดเงินของ Schmidt จึงขอเข้ามามีส่วนร่วมรู้เห็น แต่พอได้ยินข่าวการกลับมาของ Irimiás เกิดความหวาดกลัวหัวหด จึงล้มเลิกแผนการหลบหนีเอาตัวรอด ภายหลังค่ำคืนกินดื่มเริงระบำ คือบุคคลแรกยินยอมศิโรราบ (ต่อ Irimiás) กลายเป็นต้นแบบอย่างให้ใครต่อใครเลียนแบบกระทำตาม ถึงอย่างนั้นความล่าช้าของ Irimiás ทำให้สมาชิกคนอื่นๆกล่าวโทษว่าเขาคือสาเหตุให้ถูกคดโกงกิน

แม้ว่า Irimiás จะอาสาให้ความช่วยเหลือ นำพาทุกคนมุ่งสู่เมืองใหญ่ แต่บทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ Futaki ตัดสินใจร่ำลาจาก เพียงรับเงิน 1,000 forints แล้วไปหาทำงานตามความถนัดของตนเองดีกว่า

ในบรรดาชาวบ้านทั้งหมด มีเพียงตัวละครของ Székely ที่ผมรู้สึกว่าสามารถครุ่นคิดตัดสินใจ เลือกจะไม่พึ่งพาผู้อื่น ค้นหาหนทางเอาชีพรอดด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นบทบาทน่าประทับใจที่สุด (ในการร่วมงานผู้กำกับ Tarr) ผิดกับสองผลงานก่อนหน้า

  • Almanac of Fall (1984) เล่นเป็นแมงดาจอมวางแผน สนเพียงเกาะกินผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอด
  • Damnation (1987) ละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างจนสูญเสียความเป็นมนุษย์

ก็ไม่เชิงว่า Sátántangó (1994) คือการพลิกบทบาทของ Székely เริ่มต้นตัวละครยังคงแสดงพฤติกรรมคบชู้ ร่วมหลับนอนกับหญิงสาวมีสามีอยู่แล้ว แต่คราวนี้เพราะถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำ (ต่อการกลับมาของ Irimiás) ทำให้ชีวิตปรับเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดีขึ้น … ซะงั้น!

เท่าที่ผมสังเกตจากหลายๆผลงาน ผู้กำกับ Tarr ไม่นิยมอวตารตนเองลงไปในตัวละครหนึ่งใด มักแทรกใส่คนโน้นนิด คนนี้หน่อย ให้ภาพรวมสามารถแทนปากเสียง ความคิดเห็นส่วนบุคคล แต่สำหรับบทบาทนี้ของ Székely ดูแล้วน่าจะมีความเป็นผู้กำกับ Tarr มากพอสมควร เพราะช่วงท้ายการปลีกตนเองออกมา สามารถสะท้อนช่วงเวลาที่เขาอพยพหนีออกจากฮังการี (หลังเสร็จสร้าง Damnation (1988)) รับรู้ตัวดีว่าไม่มีประโยชน์จะอดรนทนฝืนอยู่ขุมนรกแห่งนี้อีกต่อไป


ถ่ายภาพโดย Gábor Medvigy (เกิดปี 1957) สัญชาติ Hungarian สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพจาก Színház- és Filmművészeti Egyetem (SZFE) แจ้งเกิดทันทีเมื่อร่วมงานผู้กำกับ Béla Tarr ถึงสามเรื่อง Damnation (1988), Sátántangó (1994) และ Werckmeister Harmonies (2000)

การเปรียบเทียบที่ทำให้ผมเข้าใจลายเซ็นต์ ‘สไตล์ Tarr’ คือความพยายามทำให้การดำเนินเรื่องละม้ายคล้ายนวนิยาย! ลองนึกถึงเวลาอ่านหนังสือ ก่อนนำเข้า-สิ้นสุดเนื้อเรื่องราวหลักๆ มักเต็มไปด้วยถ้อยคำพรรณา บรรยายรายละเอียดหลายย่อหน้า แต่ภาพยนตร์สามารถใช้ภาพๆเดียวอธิบายทุกสิ่งอย่าง วิธีการของผู้กำกับ Tarr จึงเริ่มต้นด้วยช็อตเกริ่นนำ (คล้ายๆแนวคิด Establishing Shot) จากนั้นค่อยๆเคลื่อนเลื่อนเข้าหาเหตุการณ์อย่างเชื่องชักช้า หรือตัวละครย่างก้าวเดินเข้าสู่ฉากอย่างใจเย็น ซึ่งเมื่อรายละเอียดในซีนนั้นจบสิ้นลงก็หยุดนิ่งแช่ภาพค้างไว้ หรือดำเนินต่อไปยังสิ่งสุดท้ายที่ต้องการให้พบเห็น (สามารถครุ่นคิดตีความในเชิงสัญลักษณ์) แล้วค่อยตัดสู่ซีเคว้นซ์ถัดไป

แนวคิดการถ่ายภาพของ Sátántangó (1994) แทบจะไม่แตกต่างจาก Damnation (1988) เพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ชนบทห่างไกล ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เรื่อยเปื่อย กล้องค่อยๆเคลื่อนไหล หรือแช่ภาพค้างไว้นานๆ เหมือนจะไร้จุดหมายแต่นั่นคือความตั้งใจของผู้กำกับ! สามารถเทียบแทนมุมมองสายตาที่มักเหม่อล่อยลอย แล้วค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดออกทีละน้อยๆ บางครั้งค่อยไปเฉลยเอาภายหลังเมื่อนำเสนออีกมุมมองที่มีทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม

ผู้กำกับ Tarr จดจำได้ว่าหนังมีประมาณ 150 ช็อต ระยะเวลาเฉลี่ย Average Shot Length (ASL) 145.7 วินาที ใช้เวลาถ่ายทำ 120 วัน (คงมีหลายวันที่ถ่ายทำได้เพียงช็อตเดียว) โดยเลือกใช้หมู่บ้านเล็กๆ Hortobágy ทางทิศตะวันออกของพื้นที่ราบ Alföld หรือ Great Plains of Hungary (มีขนาดประมาณ 56% ของประเทศ)

One-hundred-and-twenty days of shooting with everybody in the Hungarian lowlands in the shit, physically, was really horrible, mentally, however, it was amazing: the time; the isolation.

Béla Tarr

สิบนาทีแรกของหนังคือโคตร Long Take จับภาพฝูงวัวหลุดออกมาจากโรงเรือน (นี่คือเหตุผลที่หมู่บ้านแห่งนี้กำลังอยู่ในสภาพวิกฤต เพราะสูญเสียฝูงปศุสัตว์ในการดูแลโดยไม่มีใครรับรู้ตัว) ถ่ายให้เห็นอิสรภาพของพวกมัน เดินไปเดินมา ขึ้นขี่มีเพศสัมพันธ์ จากนั้นกล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อน(จากขวาไปซ้าย ในยุโรปถือว่าคือทิศสวนทาง)พานผ่านสภาพร่อมร่อใกล้ปรักหักพักของถิ่นที่พักอาศัย จนกระทั่งมาถึงภาพสุดท้ายที่ฝูงวัวกำลังลาลับไปจากหมู่บ้านแห่งนี้

มนุษย์ก็เหมือนฝูงวัว ต่างเป็นสิ่งมีชีวิต โหยหาอิสรภาพ กิน-ขี้-ปี้-นอน ไม่มีใครต้องการถูกสอดแนม ควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วชักใยให้ทำตามคำสั่ง (โดยเฉพาะจากเผด็จการ/คอมมิวนิสต์) และการจากไปของสรรพสัตว์ บอกใบ้ถึงเหตุการณ์ที่จะกำลังเกิดขึ้นกับพวกมนุษย์ได้เช่นกัน

สำหรับมือใหม่รับชมภาพยนตร์ ‘สไตล์ Tarr’ อารัมบทนี้ถือว่าเป็นการลิ้มลอง ว่าจักครองสมาธิอยู่ได้นานแค่ไหน สามารถปรับตัวเข้ากับความเอื่อยเฉื่อยเชื่องชักช้า รู้จักสังเกตรายละเอียด ทำความเข้าใจเหตุการณ์บังเกิดขึ้น รวมถึงวิธีการนำเสนอ ทิศทางเคลื่อนเลื่อนกล้อง ฯลฯ เหล่านี้เพื่อสำหรับนำไปขบครุ่นคิดวิเคราะห์ เพราะเหตุใด? ทำไม? ผู้กำกับต้องการสื่อความหมายอะไร?

ผู้กำกับ Tarr ใช้ประโยชน์จากการถ่ายทำ Long Take ด้วยการบันทึกช่วงเวลารุ่งอรุณ จากความมืดมิดค่อยๆได้รับแสงอาทิตย์ส่องสว่าง ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นคงถ่ายภาพดวงตะวันกำลังโผล่ขึ้นขอบฟ้า แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผู้กำกับ Tarr ให้ความสนใจเปลือกภายนอกของชีวิต ซีเควนซ์นี้ราวกับจิตวิญญาณที่ได้รับสัมผัสจากสรวงสวรรค์ … ล้อกับตอนจบที่จะเป็นการปิดกั้นทุกสิ่งอย่างภายนอก ปกคลุมด้วยความมืดมิดสนิท

ความน่าสนใจของช็อตนี้ยังคือ Futaki ได้ยินเสียงระฆังดังล่องลอยมา (ผู้ชมก็น่าจะได้ยินเบาๆ) แต่อีกตัวละครชู้รักบอกว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะโบสถ์หลังเก่าพังทลายไปตั้งแต่ช่วงสงครามโลก ใกล้สุดก็อยู่ห่างไปหลายกิโล นั่นแปลว่าสิ่งที่เขาได้ยินอาจเป็นเสียงจากสวรรค์ (หรือนรก?) … ล้อกับช่วยท้ายของหนังเช่นกันที่จะเปิดเผยว่า ระฆังโบสถ์หลังเก่าแท้จริงแล้วยังสามารถใช้งานได้ และถูกเคาะย้ำๆโดยคนเสียสติ

สิ่งที่ผมสนใจในช็อตนี้ไม่ใช่ Mrs. Schmidt กำลังล้างคราบอสุจิจากอวัยวะเพศ (บอกใบ้การมีเพศสัมพันธ์กับ Futaki) แต่คือตู้เย็นที่อยู่ข้างหลัง ชวนให้ระลึกถึงภาพยนตร์ Almanac of Fall (1984) แฝงนัยยะถึงการร่วมรักที่จืดชืด หนาวเหน็บ เยือกเย็นชา ไร้อารมณ์ลุ่มร้อน ร่านราคะ … รวมกับ Damnation (1988) ทั้งสามเรื่องนี้ต่างนำเสนอ Sex Scene ได้อย่างน่าเบื่อหน่ายมากๆ (นี่สื่อถึงความน่าเบื่อหน่ายของตัวละครในการมีเพศสัมพันธ์นะครับ)

ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นต้องการสลับสับเปลี่ยนมุมมอง คงใช้การตัดต่อ ฉับ-ฉับ! แต่ลีลาของผู้กำกับ Tarr ใช้การเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างช้าๆ ค่อยๆเปิดเผยรายละเอียดในฉากนี้ออกทีละเล็ก แล้วค่อยหมุนเพียง 90 องศา ให้ความรู้สึกเหมือน Futaki กำลังแอบถ้ำมอง รอคอยให้ Schmidt เดินเข้าบ้าน เขาถึงค่อยติดตามหลังไป

แซว: โดยไม่รู้ตัวมุมกล้องที่นำเสนอนี้ แท้จริงแล้วอยู่ในสายตา/ถูกสอดแนมโดยหมอสูงวัย อาศัยอยู่ในบ้านอีกหลัง แถมจดบันทึกทุกสิ่งอย่างพบเห็นไว้อีกต่างหาก

เมื่อไหร่ที่กำลังมีการสนทนาอย่างออกรสชาติ มุมกล้องจะถ่ายทำระยะ Close-Up จับจ้องใบหน้าตัวละครระหว่าง Schmidt vs. Futaki สังเกตว่ามีการเล่นกับแสง-เงา เพื่อสื่อถึงความคิดเห็นแตกต่าง ขัดแย้ง ไม่ลงรอย (ถ้าเป็นหนังฟีล์มสีแบบ Almanac of Fall (1984) คงได้อาบฉาบคนละเฉดเลยละ!)

ซึ่งเมื่อการสนทนาเหมือนได้ข้อสรุป จะมีการเคลื่อนเลื่อนกล้องไปทางขวา (ในยุโรปคือทิศทางที่ถูกต้อง เห็นพ้องต้องกัน) พานผ่านกระถางต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวเฉา และออกมานอกบ้านเห็นหมูตัวหนึ่ง (สัตว์แห่งความคอรัปชั่น บริโภคนิยม คดโกงกินจนอิ่มหนำ อ้วนท้วนสมบูรณ์)

ระหว่างที่ Futaki กำลังพูดเล่าถึงความเพ้อฝันหลังได้รับส่วนแบ่ง แล้วออกเดินทางไปจากหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ กล้องก็ค่อยๆเคลื่อนราวกับสายตาเหม่อล่องลอย เลื่อนมาจนถึงบานหน้าต่าง พบเห็นสภาพอากาศภายนอกฝนตกพรำ … ราวกับต้องการสื่อถึงอนาคตของ Futaki ที่ต้องเปียกปอน หนาวเหน็บ ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม กว่าจะสามารถทำตามความเพ้อฝันได้สำเร็จ

ฉากนับเงินมีอะไรตลกๆอยู่เยอะนะ, อย่างแรกนี่ไม่ใช่เงินของพวกเขา (เป็นของคนทั้งหมู่บ้าน) แต่กลับทำเหมือนเป็นของตนเองไปเรียบร้อยแล้ว! ใช้ไฟฉายสาดส่องขณะนับเงิน มันควรต้องทำกันแอบๆ ลับๆล่อๆไม่ใช่รึ? แถมต่อให้มีแสงสว่าง Schmidt ก็ยัง(แสร้ง)นับผิดนับถูก แล้วจะใช้ไฟฉายเพื่อ?

หลังจาก Kráner เบี้ยวการนัดหมายด้วยการส่งภรรยามาบอก “Fuck the money”. ทำให้ที่อุตส่าห์เสียเวลาหาไฟฉายนับเงิน ต้องล้มพับแผนการทุกสิ่งอย่าง, ภาพสุดท้ายของตอนแรก Schmidt และ Futaki เดินฝ่าฝนตรงไปยังบาร์ Spider แล้วเสียงบรรยายก็อธิบายบทสรุปที่เกิดขึ้นทั้งหมด … ลองเปรียบเทียบกันดูเองนะครับ

So Schmidt went first. Futaki staggered behind him. He was trying to feel his way with his cane in the dark. And the relentless rain blended Schmidt’s swearing with Futaki’s cheery, encouraging words, as he repeated, “Never mind, old man, you’ll see. We’ll have a great life! A great life!”

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจคำอธิบายดังกล่าว กว่าจะรับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็ต้องรอคอยตอนที่หก A pók dolga II (Ördögcsecs, sátántangó) [The Job of the Spider II (The Devil’s Tit, Satan’s Tango)] ประมาณอีก 3 ชั่วโมงถัดไป

เริ่มต้น-สิ้นสุดของตอนที่สอง Feltámadunk [We Are Resurrected] จะเป็นการก้าวเดินของ Irimiás (และลูกสมุน)

  • เริ่มต้นถ่ายทำจากด้านหลัง สายลมพัดเศษขยะปลิดปลิว สองฝากฝั่งเต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือน เป้าหมายคือสถานที่ราชการแห่งหนึ่ง แต่ทั้งตัวละครและผู้ชมต่างไม่รับรู้ว่ากำลังจะพบเจอเรื่องราวอะไร
  • สิ้นสุดถ่ายทำจากด้านหน้า พอมองเห็นสายลมพัดเอื่อยเฉื่อยจากหมอกควัน ฝนกำลังตกพรำ รอบข้างคือท้องทุ่งกว้างใหญ่ เป้าหมายหมู่บ้านชนบทห่างไกล และทั้งตัวละครและผู้ชมต่างรับรู้หน้าที่/เข้าใจว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะมีคนตั้งคำถามว่า สองฉากนี้มันมีอะไร? ก็แค่ก้าวเดินๆๆๆ ทำไมต้องทำให้มันเยิ่นยาวนาน? คำตอบก็เพื่อสร้างบรรยากาศ ‘น่าเบื่อหน่าย’ ให้ผู้ชมสัมผัสจับต้องได้(ในเชิงรูปธรรม) … จะมีใครเถียงไหมละครับว่านี่เป็นฉากที่โคตรน่าเบื่อ แต่มันคือความตั้งใจของผู้กำกับ

นี่คือเกมจับผิดที่ถ่ายทำจาก(เก้าอี้)คนละฟากฝั่ง ระหว่าง Irimiás และ Petrina เฝ้ารอคอยเจ้าหน้าที่เรียกตัวเข้าพบ ลองมองหากันดูนะครับว่าสองช็อตนี้มีนาฬิกากี่เรือน? เหมือนมันจะเดินไม่ตรงกัน สามารถสื่อถึงอะไร?

แทบจะทุกรายละเอียดของหนังจะต้องมีการนำเสนอผ่านสองมุมมอง ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง พานผ่าน(มุมมอง)บุคคลที่หนึ่งและสาม เพื่อให้เห็นทิศทางชีวิตที่แตกต่าง กลับตารปัตรตรงข้าม เหมือนแนวคิดหยิน-หยาง เหรียญสองด้าน พระเจ้า-ซาตาน แสงสว่าง-มืดมิด ชีวิต-ความตาย ฯลฯ

ผมรู้สึกว่าระหว่างที่ Irimiás และ Petrina เข้าพบผู้กำกับการตำรวจ หนังพยายามจัดวางหลายๆสิ่งอย่างให้ดูสมมาตร อยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง แสดงถึงเสมอภาคเท่าเทียม แต่ระหว่างการพูดคุยสนทนาระยะ Medium Shot และ Close-Up มุมกล้องกลับหันเอียงๆ

  • ฝั่งของผู้กำกับการ กล้องจะเอียงไปทางซ้าย (Leftist) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ ด้านหลังติดชั้นวางหนังสือ/เอกสาร คือยึดถือมั่นในกฎระเบียบข้อบังคับ เชื่อว่ามนุษย์ต้องถูกควบคุมครอบงำ ใครบางคนชักโยงใยอยู่เบื้องหลัง
  • ฝั่งของ Irimiás และ Petrina กล้องจะเอียงไปทางขวา (Rightist) ถือเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือคือพวกต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะไม่ต้องการถูกควบคุมครอบงำ เลยใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมา กระทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น

เกร็ด: หลายคนอาจสับสนว่าซ้ายจัด (Leftist) มันคือเสรีนิยมไม่ใช่เหรอ แล้วไฉนถึงเป็นสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์? นั่นเพราะยุคสมัยนั้นแนวคิดของคอมมิวนิสต์ถือว่ามีลักษณะหัวก้าวหน้า ยุคสมัยใหม่ ขัดแย้งต่อรูปแบบวิถีดั้งเดิมคือพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัด (Rightist) เลยพยายามดิ้นรนขัดขืน กระทำในสิ่งย้อนแย้งตรงกันข้าม

ใครเคยรับชมผลงานของ Rainer Werner Fassbinder โดยเฉพาะ Ali: Fear Eats the Soul (1974) ก็น่าจะมักคุ้นเคยกับการที่จู่ๆตัวประกอบยืนหยุดนิ่ง ส่งสายตาจับจ้องมอง แสดงสีหน้าสอดรู้สอดเห็น เสือกเรื่องชาวบ้านเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่าง

เกร็ด: Béla Tarr เคยให้สัมภาษณ์ชื่นชอบผลงานของ Rainer Werner Fassbinder อย่างออกนอกหน้า! และยังยกให้ Dekalog (1988) โคตรผลงานที่ยาวนานกว่า Sátántangó (1994) สองเท่าตัว (931 นาที) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรด

เรื่องราวของหมอสูงวัย (แต่ก็ไม่ได้รักษาใครแล้วนะ) คงจะกินเบี้ยหวัดบำนาญ พบเห็นวันๆอาศัยอยู่แต่ในบ้าน จดบันทึกสิ่งต่างๆพบเห็นไว้ในสมุด แต่นั่นคือลักษณะของการสอดแนม สอดรู้สอดเห็น เสือกเรื่องของชาวบ้าน ทำตัวราวกับเสมียนที่คอยเก็บรายละเอียดต่างๆ ไว้ใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานเมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น

พฤติกรรมของหมอสูงวัย อาจเป็นสิ่งที่หลายคนครุ่นคิดว่าไม่ถูกต้องเหมาะสม ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ต่างอะไรกับพระเป็นเจ้าที่ชาวคริสต์เชื่อว่าอยู่ทุกแห่งหน รับล่วงรู้ทุกสิ่งอย่างที่มนุษย์กระทำ จดบันทึกความดี-ความชั่ว เก็บไว้สำหรับพิพากษาตัดสิน เมื่อถึงวันสิ้นโลกาวินาศ (Judgement Day)

เรายังสามารถมองตัวละครนี้แทนด้วยนักเขียน Krasznahorkai และผู้กำกับ Tarr ก็ได้เช่นกัน เพราะในฐานะผู้สรรค์สร้างวรรณกรรม/ภาพยนตร์ ย่อมต้องมีความสามารถในการสังเกต จับจ้องมองหารายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สิ่งต่างๆรอบข้าง สำหรับเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะ

การผจญภัยของหมอสูงวัยเพื่อออกมาซื้อสุราเมรัย แม้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าตามความสามารถในการก้าวย่างกระโผกกระเผก โขยกเขยก แต่โดยไม่รู้ตัวกลับพบเจอ/เชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญๆหลายอย่างทีเดียว

  • เข้าไปในโรงเรือนที่ว่างเปล่า (เพราะฝูงวัวหนีหายไปหมดแล้ว) เดินขึ้นชั้นบนพบเจอพี่สาวของ Estike พยายามยั่วเย้าให้ซื้อบริการ แต่เขาไร้ซึ่งอารมณ์ความต้องการหลงเหลือ
  • เดินมาจนเกือบถึงบาร์ Spider แล้วถูกฉุดกระชากโดย Estike เกิดความเข้าใจผิดจนทรุดล้มลง พอตระหนักว่าเธอเหมือนมีปัญหาบางอย่าง จึงพยายามออกติดตาม ต้องการให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่สามารถวิ่งไล่ทัน
    • ในบรรดาสมาชิกหมู่บ้านแห่งนี้ ก็มีเพียงหมอสูงวัยที่ครุ่นคิด ต้องการช่วยเหลือ Estike แม้ไม่สามารถติดตามไล่ทัน แต่ผลแห่งของความตั้งใจนั้นทำให้โชคชะตาชีวิตของเขาผิดแผกต่างจากคนอื่นทั่วไป
  • ด้วยเรี่ยวแรงที่หมดสิ้น กำลังจะทรุดล้มลง พอพบเห็นเงาลางๆของ Irimiás (และผองเพื่อน) เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้าน
    • สังเกตว่าช็อตนี้มีจะหมอกควันฟุ้งกระจาย มอบสัมผัสเหมือนพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ราวกับพระเป็นเจ้า/ซาตานเดินทางมาถึง
  • เช้าวันถัดมาใกล้ๆบริเวณที่พี่ชายของ Estike ล่อหลอกว่าสามารถทำให้เหรียญงอกเงยขึ้นจากพื้น (ทำให้เธอหลงเข้าใจผิดคิดว่าจักทำให้เจ้าแมวเหมียวสามารถฟื้นคืนชีพ) ปรากฎว่าหมอสูงวัยได้รับการช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า ทำให้ราวกับสามารถฟื้นตื่นคืนชีพขึ้นมา แต่ก็ต้องขึ้นรถลากไปรักษายังโรงพยาบาลนานถึง 13 วัน

ผมมีความรู้สึกว่าถ้าผู้กำกับ Tarr สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ปี 1985 มันจะมีการนำเสนอความเกรี้ยวกราดของเจ้าของบาร์ Spider เมื่อรับรู้ว่าลูกหนี้ Irimiás กำลังหวนกลับคืนมาที่รุนแรง คลุ้มบ้าคลั่งมากกว่านี้ (คงไม่ย่อหย่อนไปกว่า Damnation (1988)) แต่เพราะเขาได้ทำ Sátántangó (1994) ก็ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี มันจึงมีความประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนลง เพิ่มเติมคือลวดลีลา ศาสตร์ศิลปะภาพยนตร์

เริ่มจากระยะภาพ Close-Up ใบหน้านิ่วคิ้วขมวดของเจ้าของบาร์ Spider จากนั้นค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง โดยสมาชิก(ในบาร์)คนอื่นๆต่างหยุด(เวลา)อยู่นิ่งชั่วขณะหนึ่ง (อิทธิพลจากผู้กำกับ Fassbinder) พอเลื่อนจนมาหลังชนประตูทางเข้า (สังเกตว่าระดับความสูงของภาพจะลดต่ำลงด้วยละ) ค่อยตัดไปด้านหลังร้าน พบเห็นหยิบไม้กวาดขึ้นมาทุบทำลายสิ่งข้าวของ พร้อมตะโกนด่าพ่อล่อแม่ … และเมื่อสงบสติอารมณ์ก็หยิบไม้กวาดขึ้นมาเก็บกวาดเศษซากที่ตนเองทำไว้

ใครเคยรับชม Damnation (1988) ก็น่าจะจดจำช็อตที่เต็มไปด้วยแก้วน้ำ ตัวละครท่องเที่ยวบาร์ห้าแห่งในหนึ่งค่ำคืน! แต่เพราะหมู่บ้านทุรกันดารห่างไกลแห่งนี้มีเพียงบาร์แห่งเดียว มันจึงกลางเป็นจุดศูนย์กลางของทุกคน ใครๆก็จำต้องแวะเวียนวนมากินดื่มเริงระบำยังสถานที่แห่งนี้ … สมกับชื่อบาร์ Spider สถานที่สำหรับเชื่อมโยง/ชักใยความสัมพันธ์ของสมาชิกในหมู่บ้าน

ช็อตจบของ A pók dolga I. [The Job of the Spider I] คือการมาถึงของ Mrs. Schmidt สีหน้าดูเซ็งๆ เหนื่อยหน่าย อ่อนล้า แล้วจู่ๆพูดว่าได้กลิ่นอะไรบางอย่าง? เจ้าของบาร์ตอบว่าไม่กลิ่นแมงมุม (มันมีกลิ่นด้วยเหรอ?) ก็ถ่านที่กำลังเผาไหม้ แต่เธอก้มลงใต้โต๊ะแล้วให้คำตอบว่า ‘กลิ่นดิน’

ผมครุ่นคิดว่ากลิ่นดิน น่าจะสื่อถึงความต่ำตมของสถานที่แห่งนี้ (อาจเพราะฝนกำลังตกอยู่ภายนอกกระมัง) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นสถานที่กินดื่มเริงระบำ ทำให้ชาวบ้านต่างเพลิดเพลินสำเริงกายใจ โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น ก่อให้เกิดเหตุการณ์โศกนาฎกรรม จนถึงจุดแห่งการล่มสลาย แยกย้ายคนละทิศทาง

เด็กหญิง Estike ถูกลวงล่อหลอกจากพี่ชายแท้ๆ นำเงินเก็บมาฝังกลบไว้ใต้ดิน บอกว่าหลังจากรดน้ำสี่วัน มันจะงอกเงยขึ้นมาเป็นต้นเงินต้นทอง แล้วพวกเราจะร่ำรวยกลายเป็นที่อิจฉาของใครต่อใคร! ด้วยความอ่อนเยาว์วัย ยังไร้เดียงสา เธอจึงหลงเชื่อสนิทใจ แถมเข้าใจผิดว่ามันยังสามารถฟื้นคืนชีพสิ่งมีชีวิตได้ด้วย

คำลวงหลอกของพี่ชายไม่แตกต่างจากสุนทรพจน์ของ Irimiás (เพื่อหลอกเงินชาวบ้านเหมือนกันด้วยนะ) และรวมถึงคำโป้ปดของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ฮังการี พยายามชี้ชักนำประชาชนให้ปฏิบัติตามคำสั่งโน่นนี่นั่น บอกว่าจะทำให้วิถีชีวิต/ความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรพัฒนาปรับเปลี่ยนแปลงไป ค้นพบความจริงเมื่อทุกอย่างสายเกินแก้ไข เหมือนที่เด็กหญิง Estike กลับมาพบเห็นว่าเงินที่ฝังไว้สาปสูญหายอย่างไร้ร่องรอย

เงินไม่สามารถงอกเงยขึ้นจากพื้นดิน นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชมรับรู้กันอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว มันจึงเกิดความรู้สึกหวิวๆขึ้นภายใน สงสารเห็นใจเด็กหญิงที่ถูกล่อหลอก และสังเกตผืนที่ราบกว้างใหญ่ของประเทศฮังการี (Great Hungarian Plain) ก็แทบไม่มีพืชพรรณ/ต้นไม้ใหญ่สามารถเจริญเติบโตด้วยเช่นกัน (น่าจะเกี่ยวกับภูมิประเทศ/สภาพอากาศด้วยกระมัง)

บทสัมภาษณ์ผู้กำกับ Tarr บอกว่าตนเองเป็นรักแมว เลี้ยงไว้ที่บ้านสองตัว แน่นอนว่าฉากนี้ไม่ได้มีการทารุณกรรมสัตว์ ติดต่อสัตวแพทย์ให้มาวางยาสลบ ทดลองก่อนด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบ จนเกิดความแน่ใจแล้วถึงค่อยถ่ายทำจริง ส่วนการนอนกลิ้งไปกลิ้งมา นั่นก็ให้เด็กหญิง Estike (ชื่อจริงก็คือ Erika Bók) เล่นกับมันจนคุ้นชิน สังเกตสีหน้าเจ้าเหมียวดูเบื่อๆหน่ายๆเสียด้วยซ้ำ

I had two cats at home. Can you believe that I would kill a cat?! Never! First of all, we knew the cat scene [was coming] and we knew that the cat would have to rehearse with the girl. Every day in the hotel room they would do this kind of ‘turning’ game. By the end, the cat was used to this and did not care.

We knew that the cat has to die, so I called my vet, who was looking after my cat at home, and he came to the location. I told him, ‘You have to give her a sleeping injection. We will push the button on the camera when you give us a sign that the cat is getting dizzy’. We shot on his signal and the cat fell asleep. The whole crew stood around waiting for 25 minutes until she started to wake up. It was totally okay. The cat did not have any trouble, believe me. All the cat noises you hear are samples that we found from the sound archive on the internet, because the cat was totally silent.

Béla Tarr

เราสามารถเปรียบเทียบแมวเหมียวก็คือเด็กหญิง Estike ต่างเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยังไม่เคยกระทำสิ่งชั่วร้ายอันใด เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ แต่กลับถูกละเลยทอดทิ้ง แถมยังโดนพี่ชายโกหกหลอกลวง เรียกว่าต้องเผชิญหน้าโลกใบนี้ที่มีความเหี้ยมโหดร้ายตามลำพัง (การที่เด็กสาวกลั่นแกล้งแมว ย่อมสะท้อนสิ่งที่ Estike เคยถูกกระทำมา) จิตใจจึงรู้สึกหดหู่ท้อแท้สิ้นหวัง เมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่หลงเหลืออะไร เลยตัดสินใจครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย

ชาวโลกทั่วไปย่อมครุ่นคิดเห็นการฆ่าตัวตายของเด็กหญิง Estike คือโศกนาฎกรรม! แต่ไม่ใช่สำหรับศาสนาคริสต์ที่มองว่าเธอยังคงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ด้วยเหตุนี้หลังจากกระทำอัตวินิบาต สถานที่แห่งนี้จึงถูกปกคลุมด้วยหมอกควันลึกลับ ราวกับพระเป็นเจ้าลงมาต้อนรับ นำพาวิญญาณของเธอกลับสู่สรวงสวรรค์

“Yes,” she said to herself softly. The angels see this and understand. She felt peace inside, and around her the trees, the road, the rain and the night all breathed tranquillity. Everything that happens is good, she thought. Everything was, eventually, simple. She recalled the previous day, and, smiling, she realised how things are connected. She felt that these events aren’t connected by accident, but there’s an indescribably beautiful meaning bridging them. And she knew she wasn’t alone, for all things and people, her father up there, her mother, her brothers, the doctor, the cat, these acacias, this muddy road, this sky, this night down here depended on her, just as she herself depended on everything. She had no reason to be worried. She knew well that her angels had set out to collect her.

ล้อกับตอนต้นเรื่องที่ Schmidt ต้องใช้ไฟฉายส่องนับเงินเพื่อ(แสร้งว่า)แสดงความบริสุทธิ์ใจขณะมอบส่วนแบ่งแก่ Futaki แต่เมื่อพวกเขาตัดสินใจล้มเลิกแผนการเชิดเงินหนี ค่ำคืนนี้มานัดรวมตัวยังบาร์ Spider แล้วทำการแบ่งสันปันส่วนให้สมาชิกทุกคน มีขณะที่เจ้าของบาร์เปิดเตาผิง บดบังขณะที่พวกเขากำลังนับจ่ายเงิน … ทำราวกับการนับเงินในสถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง/สมควรถูกบดบัง ซะงั้น!

ตัวละครคนบ้าที่เอาแต่พูดจนโคตรน่ารำคาญชิบหาย! พบเจอครั้งแรกเมื่อตอน Irimiás และ Petrina เข้าไปในบาร์แห่งหนึ่ง (แต่ตอนนั้นยังเงียบกริบ ไม่เห็นเอ่ยกล่าวอะไร) ก็ไม่รู้ว่าขึ้นรถต่อเรือ ทำยังไงถึงได้มาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ก่อนสองคนนั้น แล้วพร่ำเพ้อไม่ยอมหยุด ช่วงแรกๆก็ยังพอมีคนสนใจรับฟัง หลังจากนั้นก็ต่างแสร้งหูทวนลม

ผมไม่คิดว่าตัวละครนี้คือคนบ้านะครับ น่าจะแค่ติดนิสัยย้ำคิดย้ำทำ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ฟังดูเหมือนเป็นกระบอกเสียง ‘ชวนเชื่อ’ ของพรรคคอมมิวนิสต์ ก็เหมือนโฆษณาสมัยนี้ที่พยายามทำให้ผู้ชม/ผู้ฟัง ได้ยินซ้ำๆจนสามารถจดจำสินค้า/แบรนด์ต่างๆ แต่ขณะเดียวกันแม้งโคตรน่ารำคาญชิบหาย! … ถือเป็นอารัมบทเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฉากเริงระบำในตำนาน Sátán Tangó

จริงๆมันยังมีคนบ้าอีกคนตอนท้ายเรื่องที่เคาะระฆัง แต่ผมก็แอบแปลกใจที่ไม่ใช่คนเดียวกัน … หรือคนเดียวกันแต่โกนผม โกนหนวด โกนเครา รึเปล่า??

มันจะมีขณะหนึ่งเมื่อได้ยินว่าใครบางคนกำลังเดินทางใกล้มาถึงบาร์แห่งนี้ ทุกคนต่างพร้อมใจกันหยุดแน่นิ่ง (สไตล์ Fassbinder อีกแล้ว!) แม้แต่คนบ้าก็ยังหยุดพร่ำเพ้อ แล้วกล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง พบเห็นสายตาจับจ้องมองไม่กระพริบ!

หลายคนคงเดาว่าน่าจะคือ Irimiás (สังเกตจากปฏิกิริยาของทุกคน เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอยากพบเจอทั้งนั้น) แต่บุคคลเปิดประตูเข้ามากลับเป็นมารดาของ Estike กำลังติดตามหาบุตรสาวสูญหายตัวไปไหน??? นั่นทำให้ใครต่อใครรู้สึกผ่อนคลาย หายวิตกกังวล

สังเกตว่าตั้งแต่ที่มารดาของ Estike เข้ามายังบาร์แห่งนี้ มุมกล้องจับจ้องใบหน้าระดับ Close-Up แสดงถึงความซีเรียสจริงจัง เด็กหญิงอายุไม่กี่ขวบปีหายตัวออกจากบ้าน มันคือเรื่องใหญ่มากๆ แต่กลับไม่มีใครอื่นให้ความสนใจช่วยเหลือ แสดงเจตจำนงค์อาสาออกติดตามหา (สนเพียงแต่เมื่อไหร่ Irimiás จักเดินทางมาถึง) แม้แต่เธอเองก็สองจิตสองใจ

Futaki ดูเหมือนจะเป็นคนนอกในสายตาชาวบ้านทั้งหลาย เมื่อกินดื่มจนมึนเมา ออกมาอ๊วกแตกอ๊วกแตนอยู่ภายนอกเพียงลำพัง ไม่ต่างจากเจ้าหมูอ้วนที่ชอบรับประทานอาหารไม่บันยะบันยัง เมื่อเจ้าของร้านออกมาเห็นจึงต้องลากพาตัวกลับไปเข้าหลังร้าน

ระหว่างที่ Futaki สนทนากับเจ้าของบาร์ Spider เมื่อเขากำลังพูดเล่าความน่าหวาดสะพรึงของขุมนรก/สถานที่แห่งนี้ (ราวกับเคยประสบพบเจอมาด้วยตนเอง) กล้องค่อยๆเคลื่อนจากด้านข้าง เลื่อนผ่านถุงกระสอบ มาจนถึงเบื้องหน้าตัวละคร เป็นการขยับเคลื่อนกล้องที่ใช้แทนคำอธิบายความต้องการหลบหนีไปจากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างลุ่มลึกทีเดียว

The real threat comes from under the ground. Suddenly… one’s frightened by the silence, doesn’t move, crouches down in the corner where he feels safe. Chewing becomes pain, swallowing agony. Then all slows down and finally comes the most terrible thing. Stillness. There’s no help or escape. Because who can understand? That I, who could live till the end of time, I’d still have to go away from here all the way down to the worms.

Futaki

จากคำพูดของ Futaki เหมือนว่าเขาตระหนักรับรู้ตัวตน/ธาตุแท้จริงของ Irimiás เลยบังเกิดความหวาดสะพรึงกลัว ต้องการดิ้นรนหลบหนี แต่ถ้ายังมิอาจเอาตัวรอดพ้น ก็ยินยอมจำนนก้มหัวศิโรราบ น้อบรับกระทำตามทุกคำสั่ง แล้วค่อยหาโอกาสปลีกตัวลาจากไปเพียงลำพัง

ประมาณสิบกว่านาทีกับการโยกเต้นเริงระบำ บทเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมา ชาวบ้านเหล่านี้ราวกับถูกปีศาจ/ซาตานเข้าสิง เอาแต่เพลิดเพลินสำเริงกาย-ใจ ไม่สนห่าเหวอะไรใครทั้งนั้น … รายละเอียดใครเต้นกับใคร ใครจะทำอะไร เอาจริงๆมันก็มีนัยยะแฝงอยู่ (เช่นว่า Mrs. Schmidt ชอบเต้นยั่วเย้าใครต่อใคร, Schmidt เดินไปเดินมาอยู่คนเดียว วางขนมปังไว้บนหน้าผากเพื่อเรียกร้องความสนใจ ฯลฯ) แต่ผมขี้เกียจครุ่นคิดต่อ เพราะรู้สึกโคตรเบื่อหน่ายกับฉากนี้อย่างเกินเยียวยา

ถ้ามองด้วยเหตุผลของเรื่องราว ค่ำคืนนี้คือการเฉลิมฉลองหลังได้รับส่วนแบ่ง/ค่าจ้างประจำปี แต่ถ้าตีความในเชิงสัญลักษณ์ มันคือการกินดื่มเริงระบำในวันสิ้นโลกาวินาศ นั่นเพราะฝูงปศุสัตว์ (อาชีพหลักของคนในหมู่บ้าน) ได้สาปสูญหายอย่างไร้ร่องรอย (ไปตั้งแต่ตอนอารัมบท) ทำให้ไม่หลงเหลือวันพรุ่งนี้สำหรับพวกเขาอีกต่อไป!

ทั้งๆที่เราเคยรับรู้มาก่อนหน้านี้แล้วว่า เด็กหญิง Estike แอบจับจ้องมองทุกคนกำลังกินดื่มเริงระบำในบาร์แห่งนี้ แต่เสี้ยววินาทีที่หนังแทรกใส่เข้ามา กลับสร้างความรู้สึกสั่นสะท้านทรวงใน ใจหายวูปวาบ ผมเองก็มัวเพลิดเพลินกับการเต้นรำที่เยิ่นยาวนาน จนเกิดความน่ารำคาญ สนเพียงเมื่อไหร่แม้งจะจบสิ้น หลงลืมการมีตัวตนของเธอไปโดยสิ้นเชิง! … เข้าใจความรู้สึกของการถูกทอดทิ้งโดยพลัน

เมื่อตอน Felfeslők [Unraveling] ที่เด็กหญิง Estike ยืนอยู่ภายนอกบาร์ จะมีเพียงถ่ายจากด้านข้างและด้านหลัง ไม่มีช็อตนี้ที่ถ่ายจากภายในร้าน ซึ่งปรากฎเพียงตอน A pók dolga II [The Job of the Spider II] คงเพื่อแสดงให้เห็นสายตาอันสิ้นหวัง เธออยากจะขอความช่วยเหลือแต่กลับไม่มีใครสนใจหันมาเหลียวมองเลยสักครั้ง

อย่างที่อธิบายไปแล้วว่าชื่อบาร์ Spider แฝงนัยยะถึงสถานที่สำหรับเชื่อมโยง/ชักใยความสัมพันธ์ของสมาชิกในหมู่บ้าน (ใยแมงมุมที่มองไม่เห็น ได้เชื่อมโยงให้ชาวบ้านที่อยู่ในบาร์แห่งนี้ ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน) ซึ่งตอบจบของ A pók dolga II [The Job of the Spider II] เรายังได้พบเห็นเจ้าแมงมุมตัวเป็นๆออกมาพ่นใยด้วยนะ!

Drawn out by the tender sound of the accordion the spiders in the pub launched their last attack. They sewed loose webs on top of the glasses, the cups, the ashtrays, around the legs of the tables
and the chairs. Then they bound them together with secret threads so that in their hidden corners they’d notice every little move and every little stir until this almost invisible web would not be damaged. They sewed a web on the sleeper’s faces, their feet, their hands. Then hurried back to their hiding places, waiting for an ethereal thread to move, to start it all again.

แซว: ผลงานหลายๆเรื่องของผู้กำกับ Ingmar Bergman ใช้แมงมุมแทนสัญลักษณ์ ‘Spider-God’ ซึ่งมักนำพาให้เกิดการพังทลาย ล่มสลายของอะไรสักสิ่งอย่าง สร้างความหวาดสะพรึงกลัวให้บังเกิดขึ้นกับผู้คน

นี่เป็นช็อตที่รวบรวมสมาชิกในหมู่บ้านแทบทั้งหมด (ขาดหมอสูงวัย) เพื่อทำการหยุดนิ่ง ไว้อาลัยเด็กหญิง Estike มีทั้งยืน-นั่ง ตำแหน่งใกล้-ไกล ใครชอบครุ่นคิดมันก็มีนัยยะความหมายซ่อนเร้น ผมให้ข้อสังเกตแค่สองสามจุดที่น่าสนใจ

  • ทุกคนล้วนหันเผชิญหน้า (ไม่มีใครหันหลังหรือทิศทางอื่น) สื่อถึงการยินยอมรับความผิดพลาดต่อสิ่งบังเกิดขึ้น ล้วนมาจากพวกเราทั้งหมดร่วมกัน
  • ด้านหลังของ Futaki เหมือนจะเป็นกระจก สามารถสื่อถึงเขาเป็นบุคคลเดียวที่รู้สึกผิดแล้วเกิดความสำนึกขึ้นมาจริงๆภายในจิตใจ (เมื่อรับฟังสุนทรพจน์ของ Irimiás ก็เลยเป็นคนแรกก้าวออกมาบริจาคเงิน)
  • มารดาของ Estike นั่งหน้าเศร้า อยู่แทบเท้า ไม่สามารถหันมามองบุตรสาว แสดงถึงการยังไม่สามารถยินยอมรับความจริง โทษว่ากล่าวตนเองคือผู้ปล่อยปละละเลยเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
  • Mrs. Kráner ยืนอยู่ตรงประตู สีหน้าดูเหมือนไม่ค่อยยี่หร่า อยากที่จะหลบลี้หนีหน้าไปให้ไกล ไม่ต้องการรับผิดชอบใดๆ
    ฯลฯ

แล้วจู่ๆ Irimiás ที่ถือเป็นคนนอก (ไม่ได้อยู่ร่วมเฟรมเดียวกับคนอื่น) ก็พูดกล่าวสุนทรพจน์อะไรก็ไม่รู้ยาวเหยียด ราวกับคำเทศนาสั่งสอนทุกคนล้วนมีความผิดโทษฐานปล่อยปละละเลยเด็กหญิงคนนี้ กินดื่มเริงระบำ ทำตัวราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ จากนี้จักต้องถูกพิพากษาตัดสิน เพื่อโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอให้ทุกคนบริจาคเงินทั้งหมด กลับไปเก็บข้าวของ เตรียมตัวพร้อมออกเดินทาง

สังเกตว่าทั้งซีเควนซ์การกล่าวสุนทรพจน์ของ Irimiás ล้วนถ่ายภาพใบหน้าระยะ Close-Up เพื่อมอบความรู้สึกตึงเครียด เอาจริงจัง จนทำให้บางคนอาจรู้สึกสองจิตสองใจ หรือว่าชายคนนี้อาจกำลังกลับตัวเป็นคนใหม่? แต่เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักได้ถึงสันดานธาตุแท้ มันต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่างแน่นอน!

เอาจริงๆฉากถัดๆมา Irimiás มีเพศสัมพันธ์กับ Mrs. Schmidt หลังบาร์ Spider ผมว่าก็ชัดเจนมากๆถึงสันดานธาตุแท้ของชายคนนี้ หน้าไหว้หลังหลอก กลับกลอกปอกลอก มีอย่างที่ไหนแอบมาร่วมรักหลับนอนหญิงสาวมีสามีอยู่แล้ว หาความบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์จริงใจไม่ได้เลยสักนิด! ซึ่งหนังเริ่มต้นนำเสนอฉากนี้หลังพวกเขาสำเร็จกามกิจ แสดงว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด (ตอนกล่าวสุนทรพจน์) คือช่วงระหว่างที่กำลัง ‘fuck up’ กันอยู่

การแยกย้ายหน้าบาร์ Spider จะมีการนำเสนอสองครั้งด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน

  • A távlat, ha szemből [The Perspective From the Front]
    • มองออกมาจากภายในบาร์ Spider พบเห็นชาวบ้านกำลังรับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ของ Irimiás จากนั้นกล้องจะเคลื่อนเข้าไปในร้าน แล้วเรื่องราวจากนี้จักติดตามพวกเขา เก็บข้าวเก็บของ แล้วออกเดินทางสู่คฤหาสถ์ที่ Almás
  • Mennybe menni? Lázálmodni? [Going to Heaven? Having Nightmares?]
    • มองเข้ามาหน้าบาร์ Spider พบเห็น Irimiás กำลังกล่าวสุนทรพจน์ก่อนแยกย้าย เรื่องราวจากนั้นก็จะติดตามนักต้มตุ๋นรีบหาหนทางหลบหนีออกจากหมู่บ้านแห่งนี้

ย้อนรอยกับตอนอารัมบท ฝูงวัวหลบหนีออกจากโรงเรือนแล้วก็เดินหายลับออกไปจากสถานที่แห่งนี้ สลับสับเปลี่ยนมาเป็นชาวบ้านเริ่มต้นทุบทำลายสิ่งข้าวของ จากนั้นออกเดินทางหายลับไปเช่นเดียวกัน (น่าจะทิศทางเดียวกันด้วยกระมัง)

The wind is blowing the clouds
Behind the sky is burning
Give me, my dear, your little hand
God knows if I’ll see you again
Whether I’ll hold you in my arms
Whether I’ll kiss you, dear
God only knows the day I’ll be shipped out
Whether I’ll hold you…
You’re lovely, you’re fair, Hungary

แซว: ผมแอบรู้สึกว่าบทกวี/คำร้องนี้ เหมือนคำรำพันของผู้กำกับ Tarr เมื่อครั้นตัดสินใจร่ำลาจาก Hungary อพยพย้ายไปอาศัยอยู่ West German (ก่อนหวนกลับมาไม่นานหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต)

เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงระยะทางยาวไกล ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะไปถึงคฤหาสถ์ที่ Almás แน่นอนว่าผู้กำกับ Tarr ก็จงใจถ่ายภาพการเดินเท้าไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ เฉื่อยๆ สังเกตว่า Futaki ที่ขาพิการเลยเดินช้าสุด เกือบจะถูกทอดไว้เบื้องหลัง แล้วก็มีการสนทนาถึงหมอสูงวัย ทุกคนต่างบอกช่างเถอะปล่อยเขาไป ต่างไม่มีใครยินยอมเสียสละ ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น

  • เริ่มจาก Tracking Shot เดินติดตามจากด้านหลัง พบเห็น Futaki ที่ขาพิการเลยเดินช้าสุด
  • ตั้งกล้องไว้เบื้องหน้า แล้วให้ตัวละครเดินตรงเข้ามา นั่นคือตำแหน่งที่พวกเขาจะหยุดดื่มน้ำ นั่งพักข้างทาง แล้วถ่ายจากด้านข้าง หายเหนื่อยแล้วก็ลุกเดินต่อไป (Futaki แทบไม่มีโอกาสทันพักหายใจเพราะมาถึงช้าสุด)
  • Tracking Shot ถ่ายทำจากด้านหน้า ท่ามกลางฝนพรำ ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
  • และตัดไปภาพคฤหาสถ์เบื้องหน้า กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนเข้าหา (แทนมุมมองสายตาตัวละคร จะไม่พบเห็นใครในช็อตนี้)

เมื่อพบเห็นสภาพเสื่อมโทรม ปรักหักพังของคฤหาสถ์หลังนี้ ก็ทำให้ทุกคนใจฝ่อ ห่อเหี่ยว หมดสิ้นเรี่ยวแรง นี่นะหรืออนาคตใหม่ของพวกเรา อุตส่าห์เชื่อหมดใจ Irimiás จะหวนย้อนกลับไปหมู่บ้านเก่าก็ไม่ได้ เพราะดัน ‘ทุบหม้อข้าว’ ทำลายสิ่งข้าวของเครื่องใช้ไปแล้วหมดสิ้น จึงทำได้แค่อดรนทน เฝ้ารอคอย ยินยอมรับโชคชะตากรรม แล้วแต่สวรรค์จักบันดาล … กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาเจ้านกฮูก สัญลักษณ์ค่ำคืนที่มืดมิด ชีวิตที่หมดสิ้นหวัง เสียงบรรยายเล่าถึงความฝัน(ร้าย)ของแต่ละคน ก่อนสิ้นสุดลงด้วยประโยค

Morning didn’t come, night didn’t fall, day was beginning to break or night was beginning to fall.

การหลบหนีของ Irimiás และผองเพื่อน ก็มีลักษณะละม้ายคล้ายการเดินทางของชาวบ้านทั้งหลาย เป้าหมายของพวกเขาคืออีกเมืองใกล้ๆ ดูแล้วน่าจะทิศทางตรงกันข้ามคฤหาสถ์ที่ Almás

  • เริ่มต้นตั้งกล้องทิ้งไว้ด้านหลัง แล้วพบเห็นทั้งสามก้าวเดินจากไป Petrina พรำบ่นถึงการกระทำของ Irimiás ว่าพวกเราจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้เช่นไร
  • เมื่อมาถึงป่าแห่งหนึ่ง เริ่มต้นตั้งกล้องไว้เบื้องหน้า พบเห็นทั้งสามเดินตรงเข้าหา จู่ๆเกิดอาการตกตะลึงงัน Irimiás ถึงขนาดนั่งลงคุกเข่า ราวกับพวกเขาได้พบเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ความอัศจรรย์ สวรรค์บันดาล (นี่คือสถานที่ที่เด็กหญิง Estike กระทำอัตวินิบาต) แต่แท้จริงแล้วก็แค่เมฆหมอกเคลื่อนพานผ่าน
  • จากนั้นทั้งสามก็เดินจากไป ตั้งกล้องทิ้งไว้เบื้องหลัง

เมื่อตอนอารัมบทพบเห็นฝูงวัวหลุดจากโรงเรือน มาคราวนี้เป็นฝูงม้าหลุดจากคอก ออกวิ่งเล่นกลางจัตุรัสเมืองใหญ่ สัตว์ทั้งสองสามารถเปรียบเทียบกับมนุษย์ แต่มีความแตกต่างอยู่นิดๆหน่อยๆ

  • ฝูงวัว คือตัวแทนของชาวบ้านชนบทต่างจังหวัด ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย เอื่อยเฉื่อย ดำเนินไปอย่างเชื่องชักช้า
  • ฝูงม้า คือตัวแทนของชาวเมืองใหญ่/เมืองหลวง มีความเร่งรีบ ร้อนรน เต็มไปด้วยความกระตือลือร้น ชื่นชอบการต่อสู้แข่งขัน

Irimiás บอกให้ Petrina เขียนจดหมายถึงผู้กำกับการ พร้อมพร่ำบ่นอะไรก็ไม่รู้เยิ่นยาวนานถึงความเป็นอมตะอะไรสักอย่าง ขณะเดินเวียนวนไปวนมารอบโต๊ะ (พานผ่านโทรทัศน์ที่ไร้คลื่นสัญญาณ=เต็มไปด้วยคำโป้ปดหลอกลวง ไม่ได้รับสัญญาณจากเบื้องบน) จนกระทั่งอาหารมาเสิร์ฟเลยหยุดพักชั่วขณะ แล้วก็ตัดจบไปเลย!

แซว: Petrina ทั้งๆเป็นลูกน้องของ Irimiás แต่เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ก็สนเพียงตักใส่จานของตนเอง ไม่มีบริการช่วยเหลือลูกพี่แม้แต่น้อย แสดงถึงความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไร้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สนเพียงผลประโยชน์ส่วนบุคคล สันดานโจรแท้ๆ

ซึ่งจดหมายฉบับนี้จะไปโผล่ตอนที่สิบเอ็ด Csak a gond, a munka [Just Trouble and Work] โดยประโยคแรกที่ผู้กำกับการเอ่ยขึ้นคือ ให้ตัดทิ้งข้อความเกริ่นนำเกี่ยวกับชีวิตอมตะออกให้หมด จากนั้นถึงเริ่มพิมพ์คำบรรยายสรรพคุณสมาชิกในหมู่บ้าน ซึ่งทั้งกล้องและตัวละครก็จะหมุนเวียนรอบโต๊ะทำงานแบบเดียวกับฉากนี้ … สรุปคือให้การเกริ่นนำ(นำ)เสนอผ่านมุมองผู้เขียน ส่วนเนื้อหาแท้จริงในจดหมายเล่าผ่านมุมมองผู้รับ

แซว: สังเกตการจัดองค์ประกอบของสองช็อตนี้มีความละม้ายคล้ายกันมากๆ เปลี่ยนจากเขียนจดหมายเป็นพิมพ์ดีด เช่นนั้นแล้วตำแหน่งที่เคยเป็นโทรทัศน์ กลับกลายเป็นตู้เอกสาร … คำสอนของพระเจ้าเก็บใส่กรุ?

แซว: ใครเคยรับชม Damnation (1988) น่าจะมักคุ้นนักแสดงคนนี้ที่เป็นเจ้าของบาร์ รู้จักช่องทางขนส่ง/ค้าขายสินค้าผิดกฎหมาย มาเรื่องนี้เหมือนยังคงอาชีพทุจริตเดิม

การมาถึงของ Páyer สังเกตว่ากล้องจับจ้องเพียงใบหน้าตัวละคร (ระยะ Medium Shot) พบเห็นปฏิกิริยาแสดงออกระหว่างพูดคุยสนทนา รับฟังข้อเรียกร้องของ Irimiás ทีแรกก็ดูเหนื่อยๆเพราะถูกปลุกจากเตียงนอน แต่พอได้ยินว่าอยากขอซื้อระเบิด เกิดอาการชะงักงัน (ผู้ชมก็น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกัน) หมอนี่จะเอาวัตถุอันตรายนี้ไปทำx่าอะไร มีแต่เรื่องร้ายๆแวบเข้ามาในหัวสมอง

หนังจงใจสร้างความคลุมเคลือว่า Irimiás ต้องการรถไปทำไม? ซื้อระเบิดจะทำอะไร? ตั้งใจจะหลบหนีให้ไกล หรือเข่นฆ่าชาวบ้านทั้งหมดให้ตกตาย หรือบลา บลา บลา นี่เป็นช่วงเวลาที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว เกือบจะหมดสิ้นหวังให้ผู้ชม … แต่อย่างน้อย Páyer ก็ไม่เชิงตอบตกลงขายระเบิดให้ ชื้นใจขึ้นมานิดๆหน่อยๆ

โอ้ พระเจ้าจอร์จ! โจรกระจอกหลอกแดกพวกนี้มันยังกล้าสวดอธิษฐานพระเป็นเจ้าก่อนนอนอยู่อีกหรือนี่ ชวนให้นึกถึงคนที่ชอบอวดอ้างว่าตนเองเข้าวัด สวดมนต์ ทำบุญ ยกตนข่มท่านว่าฉันเป็นคนดี แต่ลับหลังแม้งโกงกินจนประเทศชาติชิปหายวายป่วน … ไม่ต่างกันเลยสักนิด!

Our Father, Who art in heaven … hallowed be Thy name. Thy kingdom come, Thy will be done … on earth … as it is in heaven. Give us this day our daily bread … the power … Amen.

ผมมีความเอะใจเล็กๆตรงคำว่า power รู้สึกว่ามันไม่คุ้นเอาเสียเลย ลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตพบว่าคำอธิษฐานแบบทั่วไป ไม่มีอะไรเกี่ยวกับพลังอำนาจเลยนะครับ ผมทำตัวหนาข้อความที่ถูกตัดทิ้งไปซึ่งเกี่ยวกับการรอดพ้นจากปีศาจ … แน่นอนว่าโจรกระจากสามตัวนี้มันคือปีศาจ/ซาตาน แล้วจะอธิษฐานให้รอดพ้นจากตนเองทำไม?

Our Father, Who art in heaven, hallowed be Thy name; Thy kingdom come; Thy will be done on earth as it is in heaven. Give us this day our daily bread; and forgive us our trespasses as we forgive those who trespass against us; and lead us not into temptation, but deliver us from evil. Amen.

สามวันผ่านไปชาวบ้านทั้งหลายก็เริ่มหวาดหวั่นสั่นสะท้านทรวงใน บังเกิดความโล้เล้ลังเลใจ นี่พวกเรากำลังถูกหลอกอยู่ใช่ไหม ค่อยๆหมดสูญสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธาต่อ Irimiás เหมือนผนังกำแพงที่กล้องเคลื่อนเลื่อนไปโดยรอบคฤหาสถ์ มีสภาพกัดกร่อน ผุพัง แตกร้าว

นำโดย Kráner และ Schmidt โยนความผิดทั้งหมดให้ Futaki กลายเป็นแพะรับบาป (เพราะคือบุคคลแรกมอบเงินทั้งหมดให้ Irimiás) ใช้กำลังชกต่อยกระทำร้ายร่างกาย (ไม่ถ่ายให้เห็นตรงๆแต่ก็พอรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น) มีเพียงครูใหญ่พยายามพูดบอกให้หยุด เข้ามาหักห้ามปราม

จนกระทั่ง Irimiás จู่ๆก็ปรากฎตัวออกมา ทำให้สมาชิกทั้งหลายยืนหยุดนิ่ง (สไตล์ Fassbinder) แสดงอาการตกตะลึง ผมเองก็แอบคาดคิดไม่ถึง หมอนี่จะเอายังไงกันแน่? เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้สักอย่าง

จากนั้นก็พูดเทศนาสอนสั่ง (ด้วยมุมกล้อง Close-Up ใบหน้าอีกเช่นเคย) แต่คราวนี้เดินเวียนวนไปวนมา พยายามเล่นละครตบตา พร่ำบ่นว่าแค่มาช้านิดๆหน่อยๆก็เกิดการแตกแยก สูญเสียความสามัคคี หมดสิ้นศรัทธาเชื่อมั่น คิดหรือว่าฉันจะเป็นคนผิดคำสัญญา … เรียกว่าเต็มไปด้วยคำปลิ้นปล้อนกะล่อนหลอกลวง

Kráner และ Schmidt ที่เหมือนจะหมดสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธา จึงเรียกร้องขอเงินคืน (ทั้งสองยืนอยู่ระหว่าง Irimiás เหมือนพยายามจะข่มขู่รีดไถ) คงครุ่นคิดว่าน่าจะดื้อดึง Irimiás กลับยินยอมมอบให้โดยไม่ขัดขืน แค่ว่าจะตัดขาดสิ้นความสัมพันธ์ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับคนเห็นแก่เงินอีกต่อไป … โอ้โห คำพูดแม้ง***

แต่ภรรยาพวกเขานั้นกลับรู้สึกอ่อนไหว คิดเห็นว่านั่นคือความซื่อสัตย์จริงใจ เลยบีบบังคับให้สามีคืนเงินแก่ Irimiás (กล้องเคลื่อนเลื่อนมาด้านข้างแบ่งแยก Irimiás กับฝั่ง Kráner & Schmidt ต้องหาทางโน้มน้าว รับสารภาพผิดที่คิดการไม่ซื่อ) ในตอนแรกพยายามปฏิเสธไม่ยอมรับ ก่อนบอกว่านี่คือการให้อภัยครั้งสุดท้าย … ช่างเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราวยิ่งนัก!

การเดินทางครั้งนี้พวกเขาต้องฝ่าลมฝนที่ค่อนข้างรุนแรงทีเดียว สามารถเทียบแทนอารมณ์อันหนักอึ้ง ไม่มีใครครุ่นคิดคาดเดาได้ว่าจักพบเจออะไร? ระเบิดของ Irimiás แอบซุกซ่อนไว้แห่งหนไหน? หวังว่าคงไม่พบเจอเหตุการณ์ร้ายๆใดๆ

แซว: ระเบิดของ Irimiás มันคือ ‘ระเบิดเวลา’ ที่ติดค้างคาอยู่ในจิตใจผู้ชม สร้างความหวาดหวั่นสั่นสะพรึงกลัว ไม่รู้หมอนี่มันจะเอาไปทำx่าเหวอะไร ตอนไหน เมื่อไหร่ พะว้าพะวงอยู่จนหนังจบเลยก็ว่าได้ … แล้วยังเกิดข้อสงสัยที่ไม่มีคำตอบติดตามมาอีกมากมาย

หลังจากที่ Irimiás มอบหมายหน้าที่การงานให้สมาชิก ทุกคนดูมีสีหน้าแช่มชื้นเบิกบาน รอดแล้วกรู แต่พวกเขาก็ช่างเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการงานที่จัดต้องพบเจอคืออะไร ยาก-ง่าย หนัก-เบา ค่าแรงสูงต่ำแค่ไหน จะสามารถปรับตัวได้ไหม ชีวิตจักเป็นยังไต่อจากนี้ … ตบท้ายด้วยท่ายืนสไตล์ Fassbinder อีกแล้วเหรอเนี่ย –“

จะมีก็เพียงแต่ Futaki ไม่ขอสุงสิงยุ่งเกี่ยวอะไรกับคนเหล่านี้อีก เลือกรับเงินแล้วเดินจากไป หางานทำที่อยู่ในความสนใจดีกว่า ขณะกำลังก้าวเดินไปตามท้องถนน แม้เสียงใครบางคนพยายามพูดติฉินนินทา โง่หรือเปล่า? แต่กล้องกลับค่อยๆเคลื่อนเลื่อนยกสูงขึ้นจากพื้น (ด้วยเครน) แสดงถึงหนทางออกน่าจะอยู่รอดปลอดภัยที่สุดในบริบทนี้

This Futaki is the biggest sucker I’ve ever met. What did he think? That this is paradise here? What did the poor devil expect? Nothing but worry and work.

หลังจากทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง สองตอนที่เหลือคือบทสรุปเหตุการณ์หลังจากนั้น Csak a gond, a munka [Just Trouble and Work] ดำเนินเรื่องเพียงในสำนักงานแห่งหนึ่ง กล้องเคลื่อนเลื่อนหมุนไปโดยรอบ เจ้าหน้าที่รัฐกำลังพิมพ์รายงานความคิดเห็นของ Irimiás ต่อชาวบ้านที่เขาส่งไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ แทบทั้งหมดก็ตามความคาดหมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายจะปรับตัวเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่

เมื่อพิมพ์รายงานเสร็จ ตรวจทาน เก็บใส่แฟ้ม ปิดตู้เอกสาร แล้วตอนนี้ก็จบสิ้นลง สร้างความขืนขมให้ผู้ชม แค่นี้เองเหรอ? ใช่ครับในสายตาหน่วยงานรัฐ/พรรคคอมมิวนิสต์ มองเห็นประชาชนมีมูลค่าแค่นี้แหละ!

A kör bezárul [The Circle Closes] ตามชื่อตอนด้วยการเวียนวนกลับมายังหมู่บ้านแห่งเก่า 13 วันถัดจากโศกนาฎกรรม (เป็นตัวเลขแห่งหายนะจริงๆ) หลงเหลือเพียงหมอสูงวัยที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาล ลีลาการนำเสนอแทบจะไม่แตกต่างจาก Valamit tudni [Knowing Something] แต่ตอนนั้นล่วงรับรู้ทุกสิ่งอย่าง ตอนนี้ไม่รู้อะไรสักอย่าง (ว่าทุกคนได้ออกเดินทางจากสถานที่แห่งนี้ไปนานแล้ว) เลยยังคงอุดอู้คุดคู้อยู่ภายในบ้านพัก จนกระทั่งได้ยินเสียงระฆังดังกึกก้องกังวาลย์ เลยตัดสินใจออกติดตามมาจนถึงโบสถ์หลังเก่า (ล้อกับตอนเดิมที่เหล้าหมด เลยต้องต้วมเตี้ยมออกมาจากบ้านพัก) พบมาถึงเจอใครก็ไม่รู้กำลังเคาะระฆัง พร้อมส่งเสียงเตือน “The Turks are coming!” นี่น่าจะคืออาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ตั้งแต่สมัยสงครามโลกเลยกระมัง … ผู้ชมก็น่าจะเกิดอาการเดียวกันถ้ายังสามารถรับชมหนังมาถึงจุดนี้

เสียงระฆังที่ Futaki ได้ยินตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง มาเปิดเผยเอาตอนนี้ว่าคือความเข้าใจผิดๆ แท้จริงแล้ว(รัะฆัง)โบสถ์หลังเก่ายังใช้งานได้ ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ทั้งหมดของหนัง พฤติกรรมของ Irimiás ตั้งแต่ข่าวลือว่าเสียชีวิต (เป็นข่าวปลอม) รวมไปถึงการทำตัวเหมือนพระผู้มาไถ่ (False Prophet) ช่วยเหลือชาวบ้านทุกคนให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ (ส่วนตนเองเชิดเงินทั้งหมดหนีหายตัวไปเรียบร้อยแล้ว)

ความรู้สึกผิดหวังของหมอสูงวัย ครุ่นคิดว่าเสียงระฆังควรจะมีบางสิ่งอย่างเกิดขึ้น แต่กลับเป็น ‘false alarm’ ให้คำเรียกว่า ‘bell for the dead’ คงด้วยความท้อแท้หมดอาลัย เขาจึงตัดสินใจการเอากระดานไม้มาตอกปิดหน้าต่าง ปฏิเสธพบเห็น ได้ยิน รับล่วงรู้สิ่งอื่นใด ขออาศัยอยู่ในความมืดมิดจนกว่าจะตกตายจากไป และทิ้งท้ายด้วยการจดบันทึกคำพูดประโยคแรกของหนัง

One morning at the end of October not long before the first drops of the insufferably long autumn rains fell on the parched sodic ground on the western side of the yard when the mud of the stinking bog makes the roads impassable, cutting off the town until the first frosts.

Futaki was awakened by the sound of bells. There was a solitary chapel eight kilometres to the south-west at the old Hochmeiss field but it had no bell its tower having collapsed during the war.

ทีแรกผมคาดคิดว่าตอนจบจะนำเสนอความมืดค่อยๆเข้าปกคลุม พระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า เพื่อล้อกับตอนแรกที่ค่อยๆพบเห็นแสงสว่างยามรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามาในห้อง (บ้านของ Schmidt) แต่ส่วนตัวชอบแบบนี้มากกว่านะ เพราะแทนที่จะใช้กลไกดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติ กลับเป็นเงื้อมมือมนุษย์/หมอสูงวัยเลือกตัดสินใจปกปิดกั้น กักขังตนเองอยู่ในความมืดมิดสนิท … กล่าวคือแสงสว่างคือธรรมชาติชีวิต แต่ความมืดมิดล้วนเกิดจากจิตใจมนุษย์ทั้งนั้น

ตัดต่อโดย Ágnes Hranitzky (เกิดปี 1945) ภรรยาของผู้กำกับ Béla Tarr ซึ่งไม่ใช่แค่ทำงานตัดต่อ หลายๆครั้งยังดูแลบทหนัง ออกแบบงานสร้าง (Production Design) ช่วยกำกับกองสอง เหมือนจะรับรู้จักกันมาตั้งแต่ The Outsider (1981) จนผลงานสุดท้าย

ไม่นับอารัมบทสิบนาทีที่ฝูงวัวหลุดจากโรงเรือนหนีหายไปจากหมู่บ้าน, การดำเนินเรื่องของหนังจะอ้างอิงจากต้นฉบับนวนิยายแบ่งออกเป็น 12 ตอน โดยมีการตั้งชื่อตอนขึ้นมาใหม่ (ในนวนิยายจะมีแค่ตัวเลขบทที่ 1-2-3-4-5-6 และ 6-5-4-3-2-1) หกตอนแรก: จักดำเนินเวียนวนในระยะเวลา 1 วัน 1 คืน ด้วยการสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละคร ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆใยแมงมุม หลายๆเหตุการณ์เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

  • A hír, hogy jönnek [The News Is They Are Coming]
    • นำเสนอผ่านมุมมองของ Futaki แอบร่วมรักหลับนอนกับ Mrs. Schmidt แล้วจู่ๆ Schmidt ก็หวนกลับมายามเช้าตรู่ ครุ่นคิดแผนการเชิดเงิน ทำให้ Futaki ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม
  • Feltámadunk [We Are Resurrected]
    • เรื่องราวของ Irimiás และลูกน้อง Petrina ถูกทางการเรียกพบตัว พูดคุยต่อรอง ได้รับมอบหมายหน้าที่ เลยจำต้องตัดสินใจเดินทางกลับหมู่บ้าน
  • Valamit tudni [Knowing Something]
    • ในสายตาของหมอสูงวัย ปกติแล้วอาศัยอยู่แต่ในบ้าน ชอบแอบสอดแทนผู้คน จดบันทึกทุกสิ่งอย่าง แต่เย็นวันนั้นสุราหมด จำต้องก้าวออกไปเติมเสบียง พานผ่านฟาร์มปศุสัตว์ แต่ก่อนจะมาถึงบาร์ Spider ถูกชนโดยเด็กหญิง Estike ร่ำร้องไห้อย่างผิดปกติ พยายามวิ่งติดตามแต่ก็หมดเรี่ยวแรงล้มลงกลางป่า
  • A pók dolga I. [The Job of the Spider I]
    • อารัมบทบาร์ Spider สถานที่กินดื่มเริงระบำ พร้อมข่าวลือการกลับมา/ฟื้นคืนชีพของ Irimiás สร้างความไม่พึงพอใจให้เจ้าของร้านอย่างรุนแรง (เพราะ Irimiás ค้างชำระหนี้สินอยู่มาก)
  • Felfeslők [Unraveling]
    • เรื่องราวของเด็กหญิง Estike เข้าใจผิดคิดว่าสถานที่แห่งนั้นจักสามารถทำให้เจ้าแมวเหมียวฟื้นคืนชีพ แต่เมื่อตระหนักรับรู้ความจริงว่าถูกหลอก เกิดอาการท้อแท้สิ้นหวัง ต้องการขอความช่วยเหลือจากใครอื่น ทุกคนกลับมัวเมาเริงระบำ (ในบาร์ Spider) สุดท้ายเธอเลยตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย
  • A pók dolga II (Ördögcsecs, sátántangó) [The Job of the Spider II (The Devil’s Tit, Satan’s Tango)]
    • เมื่อสมาชิกเกือบทั้งหมดมารวมตัวกันยังบาร์ Spider จึงกินดื่มเริงระบำอย่างมัวเมา ราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาถึง โดยไม่สนห่าเหวอะไรทั้งนั้น

ส่วนครึ่งหลัง: จะดำเนินต่อจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรม แม้ยังคงสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละคร (ด้วยการย้อนรอยมุมมองตัวละครจากหกตอนแรก) แต่จะไม่เวียนวนอยู่แค่วันเดียวอีกต่อไป! เรื่องราวก้าวกระโดดไปข้างหน้าโดยไม่รู้ระยะเวลา (ยกเว้นเพียงตอนที่ 8 และ 9 ดำเนินคู่ขนานกันไป)

  • Irimiás beszédet mond [Irimiás Gives A Speech]
    • ระหว่างงานศพของ Estike จู่ๆ Irimiás ลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ตำหนิต่อว่าถึงความเห็นแก่ตัวของชาวบ้านทั้งหลาย เรียกร้องให้ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลง โปรดจงเชื่อมั่นและทำตามคำแนะนำของฉัน
    • เรื่องราวในตอนนี้สามารถมองว่านำเสนอผ่านมุมมองของ Estike (ที่นอนเป็นศพ) ซึ่งจะล้อกับตอน Felfeslők [Unraveling]
  • A távlat, ha szemből [The Perspective From the Front]
    • มองจากฝั่งของบาร์ Spider หลังจากชาวบ้านรับฟังคำแนะนำของ Irimiás เลยกลับไปตระเตรียมตัว ออกเดินทางสู่คฤหาสถ์เป้าหมาย ค่ำคืนนี้ช่างมืดมิดหนาวเหน็บทรวงใน
    • เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าล้อกับตอน A pók dolga I. [The Job of the Spider I]
  • Mennybe menni? Lázálmodni? [Going to Heaven? Having Nightmares?]
    • มองจากอีกฝากของบาร์ Spider หลังจาก Irimiás กล่าวสุนทรพจน์เสร็จสิ้น ก็ออกเดินทางตั้งใจจะหลบหนีจากหมู่บ้านแห่งนี้ แต่หลังพานผ่านบริเวณที่ Estike ฆ่าตัวตาย ราวกับได้พบเห็นสรวงสวรรค์ จึงเกิดความสองจิตสองใจ และเมื่อไม่สามารถติดต่อขอซื้อระเบิดจากนายหน้า ก็จำต้องยินยอมทำตามข้อตกลงให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    • เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าล้อกับตอน A pók dolga II [The Job of the Spider II]
  • A távlat, ha hátulról [The Perspective From The Rear]
    • สามวันผ่านไปที่คฤหาสถ์ร้างหลังนั้น ชาวบ้านบางส่วนเกิดอาการร้อนรน ครุ่นคิดว่าถูก Irimiás หลอกลวงอีกหน เลยใส่ร้ายป้ายสีแพะรับบาป Futaki แต่พอดิบพอดี Irimiás หวนกลับมา นำพาพวกเขาออกเดินทางสู่เมืองใหญ่ แล้วแยกย้ายกันไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ … ยกเว้นเพียง Futaki ที่ตัดสินใจไม่ขอรับความช่วยเหลือใดๆจาก Irimiás ต้องการหาหนทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง
    • เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าล้อกับ A hír, hogy jönnek [The News Is They Are Coming]
  • Csak a gond, a munka [Just Trouble and Work]
    • หลายวันถัดมาในสำนักงานแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่รัฐกำลังพิมพ์รายงานความคิดเห็นของ Irimiás ต่อชาวบ้านที่เขาส่งไปทำงานยังสถานที่ต่างๆ
    • เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าล้อกับ Feltámadunk [We Are Resurrected]
  • A kör bezárul [The Circle Closes]
    • 13 วันหลังเหตุการณ์โศกนาฎกรรม หมอสูงวัยเดินทางกลับจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยไม่รับรู้ว่าใครต่อใครอพยพย้ายออกไปหมดแล้ว จู่ๆได้ยินเสียงระฆัง (แบบที่ Futaki ได้ยินเมื่อตอนเริ่มต้นหนัง) เดินออกไปดูพบเห็นคนบ้ากำลังสั่นระฆัง เลยตัดสินใจเดินกลับแล้วปิดขังตนเองอยู่ในบ้าน รอวันตายท่ามกลางความมืดมิดสนิท
    • เรื่องราวในตอนนี้ถือว่าล้อกับ Valamit tudni [Knowing Something]

แทบทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดแต่ละตอน นอกจากตัดสู่ภาพพื้นดำ (Fade to Black) จะมีเสียงพูดบรรยายโดยใครก็ไม่รู้ดังขึ้นมา เห็นว่าคือข้อความสุดท้ายจากนวนิยาย(แต่ละตอน) เพื่ออธิบายบทสรุปโดยย่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้นต่อไป

แซว: ถ้าพิจารณามุมมองตัวละครของแต่ละตอน ดูเป็นความพยายามลำดับเรื่องราวให้เหมือนท่าเต้น Tango เดินหน้าหกก้าว ถอยหลังหกก้าว แนวคิดคล้ายๆต้นฉบับนวนิยาย แต่จะไม่ใช่ 1-2-3-4-5-6 แล้ววนกลับ 6-5-4-3-2-1 มันจะมีสลับเท้าไปมาอยู่นิดหน่อย 5-4-6-1-2-3


เพลงประกอบโดย Mihály Víg (เกิดปี 1957) นักแต่งเพลงสัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest ในครอบครัวนักดนตรี ถือว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น พอโตขึ้นร่วมก่อตั้งวงใต้ดิน Trabant (1980–1986) ตามด้วย Balaton (1979-ปัจจุบัน) กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Béla Tarr ร่วมงานกันตั้งแต่ Almanac of Fall (1984) จนถึงผลงานเรื่องสุดท้าย

มีนักวิจารณ์ให้คำอธิบายเพลงประกอบของ Víg ในผลงาน Sátántangó (1994) ว่ามีลักษณะคล้าย ‘carnivalesque’ ประกอบงานเลี้ยงรื่นเริงที่มีความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ต่อให้พรุ่งนี้จะคือวันสิ้นโลกาวินาศ ชาวบ้านเหล่านั้นก็ไม่ใคร่สนอะไรนอกจากกินดื่มเริงระบำ

แต่บอกตามตรงว่าผมโคตรหลอกหลอนกับเสียงแอคคอร์เดียนในบทเพลง Halics (แปลว่า Fishy, กลิ่นคาว/ลับลมคมใน) เอาจริงๆน่าจะตั้งชื่อ Sátántangó ไปเลย! เพราะเป็นบทเพลงที่นรกแตกมากๆ ก็ไม่รู้เวียนวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่กี่สิบรอบ แถมถ่ายทำแบบ Long Take ท่าทางจะมึนเมาของจริง (ผู้กำกับ Tarr ก็บอกว่านักแสดงกินดื่มเมากันจริงๆ) ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยบ้างเลยหรือไร แต่ผู้ชมย่อมมิอาจอดรนทนไหว หมดสิ้นเรี่ยวแรง พละกำลังกาย-ใจ ตกอยู่ในสภาพท้อแท้สิ้นหวัง เมื่อไหร่แม้งจะเลิกเต้น สิ้นสุดฉากนี้เสียที!

แซว: ไม่กี่วันก่อนผมอ่านเจอบทความหนึ่ง (จดจำแหล่งไม่ได้แล้ว) เล่าว่าเรือนจำต่างประเทศมีการเปิดบทเพลง Baby Shark วนซ้ำไปซ้ำมาทั้งวันทั้งคืน เพื่อเป็นการทรมานนักโทษที่ถูกคุมขัง … กับแค่ไม่กี่สิบรอบของบทเพลง Halics ยังสร้างความหลอกหลอนขนาดนี้ ไม่อยากจินตนาการต่อเลย

หลังจากรับฟัง Halics จนจิตใจด้านชา ก็มีการปรับเปลี่ยนสู่บทเพลง Szabad egy tangót? (แปลว่า Would you like a tango?) ค่อยรู้สึกผ่อนคลายลงสักหน่อย เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้มีท่วงทำนองเวียนวงกลม วนซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น และยังให้ความรู้สึกเหมือนเพลงกล่อมเด็ก ที่ใครต่อใครก็เริ่มหมดสิ้นเรี่ยวแรง ค่อยๆทิ้งตัวลงหลับนอน ผมละโคตรดีใจชิบหาย จบสิ้นได้เสียทีนรกขุมนี้!

ใครเคยรับชม Damnation (1988) จักมีสองบทเพลงที่เสมือนภาคต่อ (ในอัลบัมตั้งชื่อเดียวกันเลย แต่ลงท้ายด้วยตัวเลข 1 และ 2) ใช้ท่วงทำนองเดิมแต่เปลี่ยนเครื่องดนตรีมาเป็นแอคคอร์เดียน

ขอเริ่มที่ Eső I. (แปลว่า Rain) จากเคยมีท่วงทำนอง Tango ดังขึ้นขณะกล้องเคลื่อนเลื่อนผ่านผนังกำแพงและผู้คน พอกลายมาเป็น Eső II. หลงเหลือเพียงเสียงแอคคอร์เดียนที่มอบสัมผัสอันหลอกหลอน ราวกับว่าสายฝนนำพาหายนะมาสู่ชุมชน สร้างความท้อแท้หมดสิ้นหวังให้บังเกิดขึ้น

Körtánc (แปลว่า Round Dance) จากการเต้นระบำวงกลมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานครื้นเครง พอมาเป็น Körtánc II. กลับสร้างความวังเวง เวิ้งว่างเปล่า กล้องค่อยๆเคลื่อนหมุนไปโดยรอบคฤหาสถ์หลังนี้ นี่นะหรือสถานที่แห่งความหวังที่ Irimiás ตระเตรียมไว้ให้พวกเขาพำนับอาศัย

สังเกตว่าทั้งสองบทเพลงจาก Damnation (1988) แม้ท่วงทำนองคล้ายๆเดิม (ถ้าพอฟังออก) แต่กลับมีบรรยากาศและนัยยะความหมาย ตรงกันข้ามกับที่เคยนำเสนอมา! นี่แสดงให้ว่าชีวิตขึ้นอยู่กับหนทางที่เลือกเดิน สามารถเติมเต็มกันและกัน นำสู่ความเป็นไปได้ไม่รู้จบ … แบบเดียวกับที่ผมอธิบายตัวละครของ Miklós B. Székely จากภาพยนตร์สามเรื่อง มีความละม้ายคล้ายและแตกต่าง

ทิ้งท้ายกับบทเพลง Harang I. และ II. (แปลว่า Bell, ระฆัง) ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าใช้เสียงเครื่องดนตรีอะไร (น่าจะเป็นเครื่องสังเคราะห์เสียง) มอบความรู้สึกวาบหวิวๆ หนาวๆร้อนๆ น่ารำคาญหู คลอประกอบพร้อมเสียงระฆังที่ค่อยๆดังขึ้นตามระยะทางที่ตัวละครหมอก้าวเดินเข้าใกล้โบสถ์ร้าง

การที่บทเพลงนี้มี I. และ II. ทำให้ผมครุ่นคิดว่าอาจต้องการสื่อนัยยะถึง เสียงจากสรวงสวรรค์ vs. ขุมนรก นอกจากความยาวไม่เท่ากันก็แทบไม่มีความแตกต่างอะไรอื่น

Sátántangó มาจากคำว่า Satan (ซาตาน) และ Tango (ท่าเต้นแทงโก้) แปลตรงตัวก็คือการเริงระบำของปีศาจ! ตามความเชื่อทางคริสตศาสนามองว่าพฤติกรรมกินดื่มเต้นรำ คือการถูกลวงล่อหลอกโดยปีศาจ/ซาตาน ให้เกิดความหลงระเริง จนปล่อยปละละเลยศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้เมื่อถึงวันสิ้นโลกาวินาศ (Judgement Day) บุคคลเหล่านี้จักถูกพิพากษาตัดสิน สาปแช่งให้ต้องอาศัยอยู่ในขุมนรกชั่วกัปชั่วกัลปาวสาน

แม้ภาพลักษณ์ใบหน้าของ Irimiás จะแลดูเหมือนพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า แต่สันดานธาตุแท้จริงไม่ต่างอะไรจากปีศาจ/ซาตาน ที่สามารถชักใยชาวบ้านนอกคอกนา ให้เต้นตามจังหวะลีลาแทงโก้ หรือคือยินยอมทำตามคำแนะนำ ละทอดทิ้งวิถีชุมชนเกษตรกรรม/ปศุสัตว์ ออกเดินทางเข้ามาเรียนรู้การทำงานในเมืองใหญ่

ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักได้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนต่างจังหวัดจักสามารถเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เพราะต้องเผชิญหน้าความแตกต่างมากมาย ใช้เวลาไม่น้อยในการปรับตัว เรียนรู้จักวิถีชีวิตรูปแบบใหม่

  • สภาพแวดล้อมระหว่างชนบท vs. ชุมชนเมือง, จากเคยได้รับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า-ค่ำ มีสถานที่วิ่งเล่นออกกำลังกาย vs. รายล้อมรอบด้วยตึกระฟ้าสูงใหญ่ มลพิษจากท่อไอเสีย/โรงงานมากมายเต็มไปหมด
  • ความยืดหยุ่นของเวลา คนต่างจังหวัดไม่จำเป็นต้องเร่งรีบร้อนรน ที่ทำงานมักอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ผิดกับคนเมืองอาจต้องขึ้นรถต่อเรือ แถมอาจเผชิญหน้าการจราจรติดขัด ต้องเผื่อเวลาการเดินทางพอสมควร
  • สัมพันธไมตรีกับผู้อื่น ถ้าอาศัยอยู่หมู่บ้านเล็กๆก็มักสนิทสนมรู้จักกันถ้วนหน้า สามารถให้ความช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย, แต่สังคมเมืองขนาดใหญ่ แค่เพื่อนห้องข้างๆยังอาจไม่เคยรับรู้จัก ขโมยกะโจรก็มากมาย ใครจะไปอยากแสดงอัธยาศัยกับคนแปลกหน้า
  • โลกทัศนคติของชาวเมือง มักโหยหาชื่อเสียง เงินทอง ต้องการไต่เต้าไปให้ถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงาน จึงมักเกิดการต่อสู้แข่งขันที่ตึงเครียด เข้มข้น เอาเป็นเอาตาย ผิดกับการทำงานที่ต่างจังหวัดจะมีบรรยากาศผ่อนคลายกว่ามาก (ยุคสมัยนี้การแข่งขันก็สูงอยู่ แต่ยังคงเทียบไม่ได้กับเมืองหลวงหรือจังหวัดใหญ่ๆ)
    ฯลฯ

ที่ผมยกตัวอย่างมาคร่าวๆนี้ ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างวิถีชนบท vs. ชุมชนเมือง ยุคสมัยนี้อาจไม่ได้ถึงขั้นสวรรค์-นรก แต่การอพยพย้ายถิ่นฐาน ‘บ้านนอกเข้ากรุง’ จำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าแบบภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ Irimiás ใช้อำนาจบารมีชี้นิ้วสั่งชาวบ้านให้เข้ามาทำงานในเมือง แล้วแทบจะตัดหางปล่อยวัด ตามมีตามเกิด เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะเอาตัวรอดปลอดภัยได้อย่างไร? นี่ไม่ต่างจากการฉุดคร่าลงขุมนรกเลยสักนิด!

เนื้อหาสาระของ Sátántangó พยายามวิพากย์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐ (ในยุคสมัยภายใต้การปกครองพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี) จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงสู่ตัวแทน/อาสาสมัครอย่าง Irimiás ที่ต่างไม่สนหัวประชาชนว่าจะกินดีอยู่ดี สามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงเข้ากับวิถีใหม่ ขอแค่ได้ใช้อำนาจในการควบคุมครอบงำ ชี้นำชักใย และสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ตนเองเท่านั้น!

จริงๆถ้าเรามองอย่างเป็นกลาง ชุมชนบท vs. สังคมเมือง ต่างก็มีข้อดี-ข้อเสีย เป็นทั้งสรวงสวรรค์-ขุมนรก ขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคล ไม่ได้เลวร้ายกว่ากันสักเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ Sátántangó พยายามนำเสนอคือการถูกบีบบังคับ ประชาชนไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ใช้ความหวาดกลัวเป็นที่ตั้ง บางคนอาจถกเถียงว่า Futaki ก็เลือกทิศทางชีวิตตนเองไม่ใช่หรือ? แล้วชาวบ้านคนอื่นๆละ ถ้าพวกเขารับรู้จักธาตุแท้จริงของ Irimiás จะยังสามารถยินยอมรับฟังคำแนะนำเหล่านั้นอยู่อีกหรือเปล่า?


ผมครุ่นคิดว่าความสนใจดั้งเดิมของผู้กำกับ Tarr ที่อยากสรรค์สร้าง Sátántangó ตั้งแต่เมื่อปี 1985 ก็เพื่อต้องการนำเสนออาการท้อแท้หมดสิ้นหวังของชาวฮังกาเรียน (และตัวของ Tarr เอง) คล้ายๆแบบ Damnation (1988) ที่เต็มไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด คำสาปแช่ง/ด่าทออันรุนแรง ทิ้งท้ายก่อนออกเดินทางหนีจากนรกขุมแห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี ด้วยบรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายลง ย่อมทำให้ความโกรธเกลียดแค้นของผู้กำกับ Tarr ไม่รุนแรงเทียบเท่ากาลก่อน สังเกตจากฉากของ Estike, การทำร้ายร่างกาย Futaki หรือตอนจบของหนัง ดูมีลูกเล่นชั้นเชิงในการนำเสนอพอสมควร

จากภาพยนตร์ที่นำเสนอสภาพความเป็นจริง ใจความต่อต้านคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist) และการใช้อำนาจในทางมิชอบ (Anti-Authority) แปรสภาพสู่การบันทึกประวัติศาสตร์ (Historical) อดีตพานผ่านไปแล้วของฮังการี นี่คือความแตกต่างของ Sátántangó ที่ถ้าสร้างขึ้นในสองช่วงเวลา ค.ศ. 1985 vs. ค.ศ. 1994 ทำให้จิตวิญญาณรวมถึงความตั้งใจของผู้สร้างเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

การฆ่าตัวตายของ Estike ในทางคริสตศาสนาไม่จำเป็นว่าเธอจักต้องตกขุมนรกมอดไหม้ ตราบเท่าที่ยังมีความเชื่อมั่นศรัทธาอย่างบริสุทธิ์แรงกล้าต่อพระเป็นเจ้า (หรือได้รับความรอด) ก็ย่อมสามารถกลับขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ซึ่งหนังก็พยายามชี้นำด้วยเมฆหมอก เป็นการบอกใบ้อย่างชัดเจน … ว่าเธอคงได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์

ผมมองความตายของ Estike คือสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลง(ของ Hungary) ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผู้แต่ง Krasznahorkai ต้องการอ้างอิงถึง Hungarian Revolution 1956 หรือเปล่านะ? เพราะถือเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดการถูกควบคุมครอบงำของสหภาพโซเวียต (แต่ฮังการียังคงระบอบคอมมิวนิสต์ เป็นพันธมิตรกับรัสเซีย) ทำให้เกิดการปฏิวัติ ปฏิรูป ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวฮังกาเรียนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ขณะเดียวกันอย่างที่อธิบายไปว่า การสร้างภาพยนตร์ในช่วงเวลาที่แตกต่าง ย่อมทำให้มุมมอง/การตีความปรับเปลี่ยนแปลงไป, ความตายของ Estike ยังสามารถสื่อถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและพรรคคอมมิวนิสต์ฮังการี ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่ที่ชาวฮังกาเรียนกำลังจะต้องปรับตัวเข้าสู่วิถีระบอบประชาธิปไตย

ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ทำให้ Sátántangó (1994) ล่องลอยอยู่เหนือกาลเวลา คือลีลาการนำเสนอ ลายเซ็นต์ ‘สไตล์ Tarr’ ได้สร้างโลกที่ไม่ได้เจาะจงว่าต้องฮังการี ยุโรปตะวันออก หรือโลกยุคสมัยไหน สามารถเหมารวมถึงดินแดน Dystopia ที่มีความเสื่อมโทรมทรามทั้งภายนอก-ใน สภาพสังคม-จิตวิญญาณผู้คน ไม่ต่างจากวันสิ้นโลกวินาศ ชาวบ้านทั้งหลายกำลังได้รับการพิพากษาตัดสินให้ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็อยู่ที่ผู้ชมจะครุ่นคิดตัดสินใจ

ประสบการณ์จากเคยพานผ่านขุมนรกดังกล่าว คงทำให้ผู้กำกับ Tarr เลือกนำเสนอตอนจบที่ตัวละครปิดกั้นตนเอง เฝ้ารอวันตายอยู่ในความมิดมิดสนิท แต่ถ้าเราพิจารณาถึงชาวบ้านคนอื่นๆที่สามารถก้าวออกไปจากชนบทห่างไกลแห่งนี้ ก็จักพบว่าพวกเขายังมีแสงสว่างแห่งความหวัง (แม้ถูกบีบบังคับ ชักใย สั่งให้ทำโน่นนี่นั่น) ถือว่ายังเต็มไปด้วยโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

โชคชะตากรรมของชาวฮังการีที่สามารถเอาตัวรอดพานผ่านขุมนรกคอมมิวนิสต์ สู่ระบอบประชาธิปไตย คนส่วนใหญ่อาจครุ่นคิดว่าอะไรๆคงปรับเปลี่ยนไปในทิศทางดีขึ้น แต่แนะนำให้หารับชมผลงานถัดไป Werckmeister Harmonies (2000) แล้วคุณอาจตระหนักถึงความเลวร้ายไม่ย่อหย่อนกว่ากันของโลกเสรีนิยม อิสรภาพทำให้มนุษย์ลุ่มหลงระเริง ครุ่นคิดว่าฉันสามารถกระทำทุกสิ่งอย่าง … โชคชะตากรรมของชาวฮังการีดูเหมือนว่าจะแค่ย้ายจากนรกขุมหนึ่ง ไปสู่นรกอีกขุมหนึ่งเท่านั้น


หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Hungarian Film Festival ตามต่อด้วย Berlin International Film Festival แต่เพราะความยาวเกินกว่า 7 ชั่วโมง เลยได้แค่ฉายรอบพิเศษ และคว้ารางวัลอะไรก็ไม่รู้ Caligari Film Award

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ 439 นาที ทำให้หนังไม่ค่อยได้รับโอกาสฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วๆไป ส่วนใหญ่จึงตามเทศกาล โรงอาร์ทเฮาส์ หรือตามวาระพิเศษๆอย่างที่หอภาพยนตร์จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2022 (พ.ศ. ๒๕๖๕) … แอบลุ้นให้ House Samyan กล้าๆเอามาฉายสักรอบสองรอบ

หนังได้รับการบูรณะในโอกาสครบรอบ 25 ปี แล้วเสร็จสิ้นเมื่อ 2019 คุณภาพจัดเต็ม 4K ผ่านการอนุมัติตรวจทานโดยผู้กำกับ Tarr ซึ่งก็ตระเวรไปให้สัมภาษณ์ตามเทศกาลต่างๆที่จัดฉาย ชื่นชมผลงานของตนเอง แล้วด่ากราดภาพยนตร์สมัยใหม่

Most shit today… they aren’t films, they’re just comics. It’s just blub-blub-blub, a bubble of a sentence and then we go to the next section. I’m just deeply sorry for somebody who is watching movies on this shit because they miss everything.

Béla Tarr

มีนักข่าวสอบถามผู้กำกับ Tarr ว่าอยากเปลี่ยนแปลงอะไรใน Sátántangó (1994) บ้างไหม? คำตอบคือไม่ กาลเวลาได้พิสูจน์คุณค่าของภาพยนตร์เรื่องนี้ มากกว่ากระดาษชำระที่ใช้แล้วทิ้งอย่างแน่นอน

I watched [the film] a month ago and, honestly, I wouldn’t change a thing. Twenty-five years is enough time to show you whether something is good or not. So many films disappear. They are like a tissue: used and then thrown out. This is the way that the market works. Time is very cruel and only some films survive.

ส่วนตัวบอกว่าผิดหวังคงไม่ใช่ เข้าใจว่าหนังต้องนำเสนอ ‘ศิลปะของความน่าเบื่อหน่าย’ แต่นั่นก่อให้เกิดประเด็นคำถามมากมาย เราควรจะนำเอาความรู้สึกนั้น (ความเบื่อหน่าย) มาสรรค์สร้างเป็นงานศิลปะหรือไม่? เมื่อผู้ชมบังเกิดความเบื่อ ผลงานนั้นยังหลงเหลือคุณค่าอยู่อีกไหม?

แต่ก็ต้องยอมรับถึงประสบการณ์รับชม ถือเป็นความท้าทายสำหรับคนรักภาพยนตร์ “ครั้งหนึ่งในชีวิต” ยิ่งถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดบนจอใหญ่ แต่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ เตรียมร่างกายให้พรรคพร้อม นอนจนเต็มอิ่มหนำ ดื่มน้ำรับประทานอาหารแค่เพียงพอดี อาจสวมใส่แพมเพิสเผื่อไว้ และอย่าออกมาเข้าห้องน้ำระหว่างตอน Felfeslők [Unraveling] อย่างเด็ดขาด!

แนะนำสำหรับคอหนัง ‘slow cinema’ ชื่นชอบบรรยากาศวันสิ้นโลก, ช่างภาพ ตากล้อง หลงใหลทิวทัศน์ชนบท ท้องทุ่งกว้างใหญ่, โดยเฉพาะบุคคลผู้มีความเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิต ตระหนักถึงสังคมเมืองที่มีสภาพเสื่อมโทรมทรามทางจิตวิญญาณ ผลงานเรื่องนี้อาจทำให้คุณหลงใหล คลั่งไคล้ โปรดปรานแบบเดียวกับเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และผู้กำกับ Gus Van Sant

How did you feel when you left the cinema? If you feel stronger, I am happy. If you are weaker, then I am sorry.

Béla Tarr

จัดเรต 18+ กับโศกนาฎกรรม บรรยากาศหวาดสะพรึง รู้สึกหมดสิ้นหวัง

คำโปรย | Sátántangó การเริงระบำในขุมนรกของผู้กำกับ Béla Tarr ที่แม้แต่ซาตานคงเหนื่อยอ่อนล้า
คุณภาพ | ย์
ส่วนตัว | เหนื่อยอ่อนล้า

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: