Saturday Night Fever (1977)

Saturday Night Fever

Saturday Night Fever (1977) hollywood : John Badham ♥♥♥♥

อาการป่วยของคน(ชนชั้น)ทำงาน เฝ้ารอวันหยุดค่ำคืนศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะได้ออกไปพักผ่อนเที่ยวเล่น เต้นเมา หลีสาว กับบทบาทแจ้งเกิดเข้าชิง Oscar: Best Actor ของ John Travolta เป็นถึงราชาผู้ยิ่งใหญ่บน Disco Floor แต่นั่นคือทุกสิ่งอย่างในชีวิตแล้วหรือ?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

คุณคือคนหนึ่งหรือเปล่า? ทำงานกินเงินเดือน นับวันเฝ้ารอคอยสุดสัปดาห์หรือหยุดยาว จะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อิสระเสรี คือมันก็ไม่ผิดอะไรหรอกนะกับการเป็นหนูวิ่งในกงล้อ (rat race) ดิ้นรนแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดเป็นผู้ชนะ แต่เคยครุ่นคิดถึงคนที่อยู่ภายนอกมองเข้ามาหรือเปล่า พวกคุณก็แค่ตัวตลกในสายตาพวกเขาเท่านั้นนะ!

ทีแรกผมไม่คิดว่าหนังจะมีความซับซ้อนขนาดนี้เลยนะ ใช้การเต้น Disco แทนสัญลักษณ์ของวิธีหนีโลก (Escapist) จากวันทำงานอันแสนน่าเบื่อหน่าย กลับบ้านแทนที่จะสุขสบายกลับถูกครอบครัวคาดหวังกดดัน ผองเพื่อนรอบข้างก็ไม่เคยใคร่สนอะไรอื่นนอกจากความสำราญของตนเอง มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า! ที่ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าเป้าหมายกว่านี้

Saturday Night Fever ไม่ใช่ภาพยนตร์ระดับ Masterpiece แต่มีความเป็น Masterpiece ที่สามารถจุดประกายดนตรีดิสโก้ให้กลายเป็นที่ยอมรับ นิยมโด่งดังไปทั่วโลก ทำยอดขายอัลบัม Soundtrack เฉพาะในอเมริกาสูงถึง 15 ล้านก็อปปี้ ปัจจุบันเป็นอันดับสองรองเพียง The Bodyguard (1992) [ที่มี Whitney Houston ขับร้องเพลง I Will Always Love You] ทั้งยังฉุดให้วง Bee Gees กลายเป็นตำนานหนึ่งในห้างานดนตรีขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลง และแถมท้ายด้วย John Travolta กลายเป็น ‘ราชาแห่ง Discothèque’

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดจากบทความ/เรื่องแต่ง Tribal Rites of the New Saturday Night ของ New York Magazine เมื่อปี 1976 เขียนโดย Nik Cohn นักข่าวสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ ขณะนั้นเพิ่งย้ายมาปักหลักทำงานยัง New York City นำแรงบันดาลใจจาก 2001 Odyssey Club ที่เคยแวะเข้าไปศึกษาหาข้อมูลเพื่อเขียนบทความนี้ แล้วปั้นแต่งสร้างเรื่องราว สมมติตัวละครขึ้น อ้างอิงเพิ่มเติมจากไนท์คลับแถวบ้านเกิด

ใครสนใจอ่านบทความเต็มๆ: http://nymag.com/nightlife/features/45933/

บทความดังกล่าวไปเข้าตาโปรดิวเซอร์ Robert Stigwood ที่ก่อนหน้านี้ทำหนังเพลงบ้าๆอย่าง Jesus Christ Superstar (1973), Bugsy Malone (1976) [ให้เด็กๆมารับบทเจ้าพ่อมาเฟียเหมือน The Godfather], ถัดจากนี้ก็มี Grease (1978), Evita (1996) ฯ ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงแล้วมอบหมายให้หน้าที่พัฒนาบทให้ Norman Wexler และเลือกผู้กำกับ John G. Avildsen เพราะความประทับใจจาก Rocky (1976)

ถึงกระนั้นในช่วง Pre-Production ผู้กำกับ Avildsen ได้เกิดข้อขัดแย้งรุนแรงในเรื่องบทกับโปรดิวเซอร์ Stigwood เลยถูกไล่ออกสามสัปดาห์ก่อนหน้าเริ่มต้นถ่ายทำ กลายมาเป็น John Badham ได้รับว่าจ้างให้มาควบคุมงานสร้างแทน (นี่คือเหตุผลที่ในห้องนอนของพระเอก มีโปสเตอร์หนัง Rocky ติดอยู่)

John MacDonald Badham (เกิดปี 1939) ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Luton, Bedfordshire, ความที่พ่อเป็นชาวอเมริกันแท้ๆ หลังลูกชายอายุ 2 ขวบ จึงพาขึ้นเรือหนีสงครามโลกครั้งที่สองกลับมาปักหลังอาศัยอยู่ Mountain Brook, Alabama เติบโตขึ้นเข้าเรียน Yale University จบออกมาทำงานโทรทัศน์ โปรดิวเซอร์ซีรีย์ดังอย่าง Night Gallery (1969-73), ภาพยนตร์เรื่องแรก The Bingo Long Traveling All-Stars & Motor Kings (1976), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Saturday Night Fever (1977), ตามด้วย Dracula (1979), Blue Thunder (1983), WarGames (1983), Short Circuit (1986) ฯ

Tony Manero (รับบทโดย John Travolta) ชายหนุ่มเชื้อสาย Italian-American อาศัยอยู่บริเวณ Bay Ridge, Brooklyn ทำงานร้านขายอุปกรณ์ซ่อมบ้าน ทุกวันเสาร์หลีกหนีความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจมุ่งสู่ 2001 Odyssey Club ที่ซึ่งเขาเป็นดั่งราชาแห่งการเต้นดิสโก้ ได้รับการเคารพยอมรับจากทุกผู้คนแถวนั้น รวมถึงหญิงสาว Annette (รับบทโดย Donna Pescow) พยายามทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้า

วันหนึ่งมีโอกาสพบเห็น Stephanie Mangano (รับบทโดย Karen Lynn Gorney) หญิงสาวต่างถิ่นที่มีลีลาการเต้นใช้ได้ บังเอิญพบเจออีกครั้งที่โรงเรียนสอนเต้นรำ เข้าไปพูดคุยและชักชวนให้มาร่วมเต้นคู่ล่ารางวัล Dancing Contest ระหว่างนั้นก็ทำให้เขาค่อยๆเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับ Manhattan สถานที่ที่แม้อยู่เพียงข้ามสะพาน Verrazano–Narrows Bridge แต่มีความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

John Joseph Travolta (เกิดปี 1954) นักแสดง/นักร้อง/นักเต้น สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Englewood, New Jersey ลูกคนเล็กจากพี่น้องหกคน แม่ Helen Cecilia เป็นนักร้องนักแสดงที่พอแต่งงานผันตัวเป็นครูสอนหนังสือ รับอิทธิพลดังกล่าวและผองพี่ที่ต่างก็เป็นนักแสดงลูกไม้เลยหล่นไม่ไกลต้น เริ่มต้นได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในตัวประกอบละครเพลง Grease, ย้ายไป California สมทบซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Devil’s Rain (1975), Carrie (1976), โด่งดังพลุแตกกับ Saturday Night Fever (1977) ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor, กลายเป็นดาวค้างฟ้ากับ Grease (1978), โดดเด่นสุดในชีวิตกับ Pulp Fiction (1994)

รับบท Anthony ‘Tony’ Manero อายุ 19 ย่าง 20 อาศัยอยู่กับครอบครัวพี่น้องสามคน ที่บ้านพ่อ-แม่มักชอบพูดจากดูถูกเหยียดหยาม เปรียบเทียบเขากับพี่ชายที่เป็นบาทหลวง พยายามโยนความคาดหวังแต่เขาก็เขวี้ยงทิ้งไม่สนใจ ทุกค่ำคืนวันเสาร์ออกท่องรัตติกาลกับผองเพื่อน เป้าหมายคือเต้น เมา หลีสาว การได้พบเจอกับ Stephanie Mangano ทำให้เริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตของตนเอง จะจมปลักอยู่สถานที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

อายุ 19-20 ถือเป็นช่วงวัยรุ่นตอนปลาย/ผู้ใหญ่ตอนต้น กำลังเริ่มครุ่นคิดแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจ แม้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงยกให้เป็นราชาแห่ง Disco Floor แต่เมื่อมีโอกาสเรียนรู้พบเห็นโลกภายนอกที่แตกต่าง เกิดความเข้าใจลึกซึ้งถึง ‘กบในกะลาครอบ’ ของตนเอง ปลดปล่อยทอดทิ้งอดีตทุกสิ่งอย่าง แล้วขอเริ่มต้นใหม่ในดินแดนแห่งความใฝ่ฝันของตนเอง

Grease ได้ทำให้ ‘Travolta คือ Elvis แห่งวงการภาพยนตร์’ แต่ Saturday Night Fever คือเรื่องที่เขากลายเป็น ‘ราชาแห่ง Discothèque’ ความวุ่นวายสับสนคลุ้มคลั่งสะสมอยู่ภายในตัวละคร ระบายออกมาด้วยลีลาท่าเต้นอันสุดยั่วเย้ายวนใจ ทุกเช้าออกวิ่งสองไมล์ ซ้อมเต้นอีกสามชั่วโมง จนน้ำหนักลดลงกว่า 20 ปอนด์ (=9 กิโลกรัม) ได้หุ่นฟิตกระชับ มองผ่านๆเห็นโยกตัวสะบัดนึกว่าตุ๊ดแต๋ว แต่ลูกผู้ชายทั้งแท่งก็สามารถละเอียดอ่อนชดช้อยงดงามได้ขนาดนี้เหมือนกัน

นอกจากการเต้นที่เป็นไฮไลท์แล้ว การแสดงออกของตัวละครสร้างความแตกต่างทางชนชั้นได้อย่างเด่นชัด พูดคุยกันคนละภาษากับ Stephanie และวินาทีที่เขาคลุ้มคลั่งเพราะได้รับชัยชนะจากการแข่งขัน Dancing Contest ลามไปจนถึงตอนจบ นั่นเด็ดพอๆกับตอนเต้น One-Man Show เลยละ ดีเกินพอให้ถึงระดับเข้าชิง Oscar แม้ไม่ได้รางวัลมาก็น่าจะเรียกว่าบทบาทดีสุดในชีวิตเลยละ

เกร็ด: ระหว่างการถ่ายทำหนัง แฟนสาวของ Travolta ขณะนั้น Diana Hyland พลันด่วนเสียชีวิตจากไป (เธอเป็นคนผลักดันให้เขาตัดสินใจรับบทบาทนี้) ดูแล้วอารมณ์โหยหาเป้าหมายคงมาจากความสูญเสียครั้งนี้นี่เอง

ยุคทองของ Travolta จบสิ้นลงไปแล้วนะครับ มันอาจเพราะพลังการแสดงที่ใช้ไปกับ Saturday Night Fever (1977) และ Grease (1978) ถือว่ามากคลั่งรุนแรงจนไม่มีผลงานอื่นสามารถเทียบเคียงได้ อาจเว้นแค่ Pulp Fiction (1994) ที่ผู้กำกับ Quentin Tarantino รู้จักวิธีนำพลังซ่อนเร้นภายในดึงออกมาใช้ครั้งสุดท้าย ผลงานอื่นๆถือว่ากลางๆค่อนไปทางแย่ ปัจจุบันร่างกายก็อ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไป หัวล้านด้วยนะแต่ใช้การปลูกผม (สงสัยตอนวัยรุ่นหวีมากไปจนเถิก) หมดสิ้นภาพลักษณ์เทพบุตรสุดหล่อเหลา ยั่วเย้ายวนเซ็กซี่ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

Karen Lynn Gorney (เกิดปี 1945) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Beverly Hills, California ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เรียนจบวิจิตรศิลป์จาก Carnegie Mellon University ตามด้วยปริญญาโท Brandeis University, รับบทสมทบในภาพยนตร์เรื่องแรก David and Lisa (1962), พอมีชื่อเสียงกับซีรีย์เรื่อง All My Children (1970-ปัจจุบัน) แต่แสดงได้เพียง 5 ซีซันก็ขอลาออก, ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดคือ Saturday Night Fever (1977)

รับบท Stephanie Mangano ทำงานเป็นเลขานุการในสตูดิโอแห่งหนึ่งที่ Manhattan แม้จะได้พบเจอคนดังมีชื่อเสียงมากมาย แต่โอกาสไต่เต้าสู่ความสำเร็จน้อยนัก ใช้การเต้นเพื่อระบายสิ่งอึดอัดคับข้องภายในจิตใจออกมา จับพลัดจับพลูยินยอมให้ Tony Manero เป็นคู่ซ้อมเต้นสำหรับแข่งขัน แต่ไม่อนุญาตให้ล่วงเกินเลยสถานะไปมากกว่าเพื่อน มองความต่ำต้อยของเขาแล้วรู้สึกว่าชีวิตตนเองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

จริงๆต้องถือว่า Tony กับ Stephanie มีสถานะทางสังคมชนชั้นเดียวกัน แต่เพราะอาศัยอยู่โลกคนละใบ Brooklyn-Manhattan เลยทำให้ทัศนคติความสนใจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฟังดูเป็นสิ่งไม่น่าเข้ากันได้ด้วยซ้ำ แต่…
– Tony มอง Stephanie คือเป้าหมายที่เขาอยากไขว่คว้าแสวงหาให้ได้มาครอบครอง (ไม่ใช่แค่เรือนร่างกายเท่านั้นนะ แต่รวมถึงมุมมองโลกทัศน์ สิ่งเหนือกว่าชีวิตความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน)
– Stephanie ตอนแรกๆมอง Tony เปรียบเสมือนของเล่นที่สามารถดูถูกเหยียดหยาม ให้ตนเองระบายความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมาน(จากการทำงาน) แต่ภายหลังลึกๆก็คงเริ่มมีใจให้ด้วยนะแหละ ไม่เช่นนั้นจะยินยอมให้เขาเข้ามาในห้อง(หัวใจ)ได้อย่างไร

Gorney ไม่ใช่นักเต้นที่เก่งนัก แต่เธอก็สามารถตาม Travolta ได้อย่างงดงามชดช้อย ขณะที่การแสดงโดยเฉพาะน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนงตน ตัวจริงคงเป็นเช่นนั้นด้วยละ ไม่งั้นจะลาออกจากซีรีย์สร้างชื่อให้ตนเองทำไม

หลังภาพยนตร์เรื่องนี้ Gorney ก็แทบไม่มีบทบาทเด่นๆอีกเลยนะ เป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์จำเพาะเจาะจงมากๆ เธอเคยให้สัมภาษณ์แสดงทัศนะว่า

“They didn’t know what to do with me. I was ahead of my time, and they didn’t know what to put me in”.

Donna Pescow (เกิดปี 1954) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Jews โตขึ้นเข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts จบมาเป็นนักแสดง Off-Off Broadway แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Saturday Night Fever (1977) เพราะความที่สวยเกินไป ผู้กำกับสั่งให้เพิ่มน้ำหนักกว่า 40 ปอนด์ (=18 กิโลกรัม), ผลงานเด่นอื่นๆมักเป็นซีรีย์ อาทิ Angie (1979-80), Even Stevens (2000-03) ฯ

รับบท Annette หญิงสาวที่ตกหลุมรัก Tony Manero แบบโงหัวไม่ขึ้น ต้องการครอบครองทั้งตัวหัวใจของเขา แต่เพราะหน้าตาก็ธรรมดาทั่วไปแค่พอมีฝีมือการเต้นติดตัว ชักชวนเป็นคู่เต้น Dancing Contest แต่เมื่อได้คู่ใหม่ก็ถูกเฉดหัวส่งอย่างไร้เยื่อใย พยายามเรียกร้องความสนใจ(โดนข่มขืนข้างหลังรถ)แต่กลายเป็นตัวเองที่เศร้าโศกเสียใจ สุดท้ายก็โดนทิ้งขว้างเพราะไม่รู้จักเจียมกะลาหัวตนเอง

คงมีทั้งผู้ชมที่สงสารเห็นใจ และสมน้ำหน้าทำตัวเองกับ Annette ผู้หญิงแบบนี้มีเยอะถมไป เพราะรักมากจึงยินยอมทำทุกอย่างแต่เขากลับไม่เคยหันมาเหลียวแลมอง มันคงเป็นกรรมจากชาติปางก่อนหักอกผู้อื่นไว้เยอะ มาครั้งนี้เลยถูกมองข้ามไม่สนใจ

การแสดงของ Pescow โดดเด่นกว่า Gorney เสียอีกนะ ใครจะไปคาดคิดว่าความหมกมุ่นของตัวละครจะดำเนินไปถึงจุดแตกหักขนาดนั้น คราบน้ำตาจากการถูกกระทำสะท้อนความเจ็บปวดร้าวร้าวออกมาจากภายในจิตใจได้อย่างทรงพลังสุดๆเลย

ถ่ายภาพโดย Ralf D. Bode ตากล้องสัญชาติ German ย้ายมาอเมริกาตอนอายุ 14 ผลงานเด่นอาทิ Saturday Night Fever (1977), Coal Miner’s Daughter (1980) ฯ

จัดเต็มเรื่องแสงสีใน Discothèque มุมกล้องประหลาดๆมากมาย และไฮไลท์คือ Long-Take ขณะเต้น One Man Show ของ Travolta ติดพื้นและแสงไฟบนเพดาน พบเห็นทุกท่วงท่าลีลาอย่างอิ่มจุหนำใจ

Title Credit เริ่มต้นด้วยภาพถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์เมือง Manhattan เคลื่อนผ่านสะพาน Verrazano–Narrows Bridge สู่ Brooklyn จากนั้นตัดมาเป็นเท้าก้าวเดินของ Tony Manero ขึ้นชื่อหนัง Saturday Night Fever ทำจากแสงนีออนสีแดง, นัยยะของภาพนี้ เป็นความพยายามพูดบอกถึงอาการป่วยของคน(ชนชั้น)ทำงาน เป็นอะไรที่ Cliché เสียเหลือเกิน

ผู้ชายวัยขนาดนี้ สวมกางเกงในตัวเดียวเดินรอบบ้านหน้าไม่อาย สื่อถึงความมั่นใจในตนเอง กล้าบ้าบิ่นจองหอง และอาการโหยหาใน Sex ให้ผู้อื่นยินยอมรับกับความสมบูรณ์แบบในร่างกายของตนเอง, สวมเสื้อผ้าหวีผมสุดหล่อ กลายเป็น Rocky? Al Pacino? Wonder Woman? ยังหาอัตลักษณ์ตัวตนความต้องการแท้จริงยังไม่พบเจอ

ถึงจะไม่ใช่ Long-Take ทั้งหมด แต่ฉากที่ทำให้ Travolta กลายเป็นตำนานนี้ เลือกช่วงจังหวะความยาวมากพอให้ผู้ชมรู้สึกว่า คือศักยภาพสามารถของเขาจริงๆ ไม่มีหลบมุมกล้อง ถ่ายติดทั้งพื้นและเพดาน โฉบเฉี่ยวไปมาเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมเท่านั้น

เกร็ด: 2001 Odyssey Club เปิดกิจการอยู่จนถึงปี 1987 ก่อนแปรสภาพกลายเป็นบาร์เกย์ชื่อ Spectrum และปิดตัวลง 8 ปีถัดมา เมื่อปี 2012 กลายเป็นภัตตาคารอาหารจีน

เมื่อตอนที่ Stephanie ตบปากรับคำไปจิบกาแฟกับ Tony มีช็อตนี้ที่เหมือนจะถ่ายจากภายนอกร้าน เห็นภาพสะท้อนท้องถนนตึกรามภายนอก แต่ดูแล้วนี่น่าจะเป็นการซ้อนภาพมากกว่านะ, ภาพนี้เป็นการอธิบายความรู้สึกต่อกันของทั้งคู่ พูดคุยอะไรกันก็ไม่รู้คนละภาษา เปลือกนอกถึงเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ภายในแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

พูดถึงพี่ชายของ Tony ที่เป็นบาทหลวงสักหน่อยก็แล้วกัน ถือเป็นตัวแทนความคาดหวังของครอบครัว แต่เพราะนั่นเกิดจากแรงผลัก หาใช่ความต้องการแท้จริงของตนเองไม่ เมื่อเขาเรียนรู้จักค้นพบตนเองเลยตัดสินใจเลิกที่จะเป็น ทุกสิ่งอย่างที่คนรอบข้างเคยเชื่อมั่นพลันพังทลายพินาศย่อยยับเยินลงโดยทันที

บทเรียนนี้ของ Tony ทำให้เขาเต็มเปี่ยมด้วยพลังแรงใจ ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรงกล้าตัดสินใจทำอะไรที่แตกต่าง อย่าไปสนความคาดหวังที่ผู้อื่นวาดฝันแทนเรา ควรที่จะทำตามประสงค์ตั้งใจของตนเองเท่านั้นเป็นพอ

พ่อ-แม่ ที่มักคาดหวังให้ลูกๆเติบโตขึ้นดั่งใจปรารถนา แต่เมื่อเขาไม่สามารถกลายเป็นนั่นคือโลกทั้งใบพังพินาศย่อยยับเยินลง จิตใจแตกสลายยินยอมรับไม่ได้ปฏิเสธต่อต้านโดยสิ้นเชิง, เราควรเรียนรู้ว่าอย่าไปสร้างความคาดหวังกดดันให้กับผู้อื่น ไม่มีทางที่ใครจะเป็นอะไรได้ดั่งใจเรา ถ้ายึดติดมากก็มักผิดหวังมาก ไร้ซึ่งความคาดหวังก็จักไม่พบความผิดหวัง

สะพาน Verrazano-Narrows Bridge เชื่อมต่อระหว่าง Brooklyn กับ Manhattan มองจากภายนอกช่างมีความน่าอัศจรรย์ใจ แต่กว่าจะเสร็จสำเร็จได้มาขนาดนี้แลกมาด้วยอะไรๆมากมาย

ถ้าไม่นับฉากเต้นๆ ผมชื่นชอบการพูดคุยสนทนาของทั้งสองช็อตนี้ที่สุดแล้ว คำบรรยายรู้ทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับสะพานของ Tony สะท้อนถึงรายละเอียดชีวิตที่ตัวเขาครุ่นคิดทบทวน จนเกิดความเข้าใจว่ามันต้องมีอะไรบางสิ่งอย่างมากกว่าที่เป็นอยู่ พยายามไขว่คว้าหาแค่ว่ายังไม่ถึงจุดที่ได้รับคำตอบอันน่าพึงพอใจเท่านั้นเอง

ในตอนแรกชุดของ Tony ในการเต้นแข่งขันจะเป็นสูทสีดำทั่วไป แต่เพราะมันกลมกลืนกับความมืดเลยเปลี่ยนเป็นสีขาวถ่ายออกมาสวยกว่า ซึ่งยังสะท้อนความบริสุทธิ์ในสัมพันธ์ของสองตัวละคร ไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่าความเป็นเพื่อน

เพราะความงดงามของฉากนี้ได้ทำให้สูทสีขาวได้รับความนิยมล้นหลาม สั่งตัดร้านธรรมดาทั่วไปราคาไม่ถึงร้อยเหรียญทั้งหมด 3 ตัว เผื่อไว้เหงื่อออกมากไปจะได้เปลี่ยน ใช้จริงเพียงสอง แต่พอถ่ายทำเสร็จสูญหายอย่างไร้ร่องลอยหลงเหลือเพียงตัวเดียว มีการนำไปประมูลขายครั้งแรกราคา $2,000 เหรียญ ให้กับนักวิจารณ์ชื่อดัง Gene Siskel (เพราะเป็นหนังเรื่องโปรดของเขา) ภายหลังนำออกประมูลใหม่ราคาสูงถึง $145,000 เหรียญ

หลังจากเต้นเมา หลีสาวเสร็จสิ้นภารกิจประจำค่ำคืนวันเสาร์แล้ว สมาชิกกลุ่มนี้ยังมีพิธิกรรมอีกอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการระบายความอัดอั้นอั้นทุกข์ทรมานภายในออกมา ด้วยการตะโกนแหกปาก ปีนป่ายสู่จุดสูงสุดของสะพาน Verrazano-Narrows Bridge นี่เป็นสัญลักษณ์ของความต้องการเป็นผู้ชนะ อันดับหนึ่ง ไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของชีวิต แม้จะเพียงแค่ในความเพ้อฝันจินตนาการก็ตามที

สมาชิกคนหนึ่งในแก็งค์ Bobby C. เพราะความผิดพลาดทำสาวท้อง เลือกตัดสินใจไม่ได้จะเอายังไงดี ครอบครัวบีบบังคับให้แต่งงาน ฝ่ายหญิงไม่ยินยอมไปทำแท้ง ผองเพื่อนทั้งหลายก็ไม่เคยรับฟังสนใจ พี่ชาย Tony อดีตบาทหลวงก็ไม่แนะนำอะไร จนเมื่อความเก็บกดอัดอั้นมาถึงจุดแตกหัก เลยคลุ้มคลั่งเสียสติแตก เรียกร้องความสนใจในตำแหน่งที่เป็นตายคงไม่มีใครสนใจอีกต่อไป

ความน่าสนใจของช็อตนี้คือพื้นหลังแสงไฟดวงกลมๆ ขณะที่ฝั่ง Bobby C. แทบจะมืดมิดสนิท ด้านของ Tony กลับเต็มไปด้วยความระยิบระยับแห่งความหวัง โศกนาฎกรรมไม่เกิดขึ้นก็แปลกแล้วละ

เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้ Tony ถึงจุดแตกหักเช่นกัน ถ้าเขายังคงจมปลักอยู่ Brooklyn คงได้ประสบโชคชะตาไม่ต่างจาก Bobby C. อย่างแน่แท้ ถึงเวลาแล้วต้องร่ำลาจาก ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลังแล้วเริ่มต้นใหม่ยังโลกที่เขาไขว่คว้าใฝ่ฝันหา

ช็อตจบของหนังแฝงนัยยะที่งดงามทีเดียว Tony กับ Stephanie นั่งลงตรงหน้าต่างคนละบาน สะท้อนความแตกต่างคนละมุมมองต่อโลก แต่เมื่อชายหนุ่มระบายถึงเสียงเพรียกเรียกร้องความต้องการของตนเอง การจับมือแล้วหญิงสาวลุกขึ้นเดินเข้าไปจุมพิต อยู่ฝั่งหน้าต่างบานเดียวกัน (และภาพรอบด้านจะกลายเป็นสีดำ) นี่แปลว่าพวกเขาสามารถอยู่ร่วมมุมมอง กลายเป็นผู้มีแนวคิดอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกันแล้ว

แต่จะเกินเลยไปกว่าเพื่อนไหม ทิ้งไว้ในความคลุมเคลือก็แล้วกันนะครับ นั่นไม่ใช่บริบทของหนังที่ต้องการข้อสรุปแท้จริง

ตัดต่อโดย David Rawlins, หนังใช้มุมมองของ Tony Manero ในการเล่าเรื่องทั้งหมด โดยมักกระโดดไปทุกๆวันเสาร์ (กับอาทิตย์) ที่จะได้ปลดปล่อยชีวิตโลดแล่นไปกับการเต้นที่ 2001 Odyssey Club

Travolta มีโอกาสได้รับชม Rough Cut ของหนัง แล้วไม่พึงพอใจเสียเท่าไหร่ เพราะฉากเต้นของตนเองถูกตัดสลับไปมากับภาพ Close-Up เสียมาก ทำให้ผู้ชมไม่เห็นความทุ่มเททั้งตัวที่เขามอบให้ หลังจากพูดคุยผู้กำกับ Badham ได้รับอนุญาตเข้าห้องตัดต่อ ควบคุมไดเรคชั่นฉากเต้นของตนเองจนได้ผลลัพท์ค่อนข้างน่าพึงพอใจทีเดียว

แต่ผมยังรู้สึกว่าช่วงของการเต้นคู่แข่งขัน มันค่อนข้างจืดชืดไปเสียนิด และพอถึงไคลน์แม็กซ์มีการใช้เทคนิค Cross-Cutting เพื่อสร้างสัมผัสโรแมนติกนุ่มนวลอ่อนหวาน นี่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่เลยนะ

หนังมีทั้งหมด 3 ฉบับ
– ต้นฉบับออกฉายได้เรต R ความยาว 118 นาที
– เพราะความสำเร็จของหนังเลยมีการตัดต่อฉากรุนแรงออกจนเหลือเรต PG ความยาว 112 นาที (แนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะ impact ของหนังสูญหายไปพอสมควร)
– และเมื่อปี 2014 มีการ Remaster และทำ Director’s Cut ได้ความยาว 122 นาที

เพลงประกอบส่วนใหญ่เป็นของสามพี่น้อง Bee Gees มีทั้งที่เขียนขึ้นใหม่และนำจากอัลบัมเก่า เห็นว่าพวกเขาไม่รับรู้การมีตัวตนของโปรเจคนี้ (และนำเพลงตนเองไปใช้) จนกระทั่งการถ่ายทำผ่านไปกว่าครึ่งเรื่องแล้ว แต่เพราะคนถือลิขสิทธิ์เพลงคือโปรดิวเซอร์ Robert Stigwood ก็เลยยินยอมทำตามคำขอ ได้ทำนองแต่เพลงร้อง ปรากฎว่าฮิตถล่มทลาย

Stayin’ Alive บทเพลงที่กลายเป็นลายเซ็นต์ของ Bee Gees ติดอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Hot 100 นาน 4 สัปดาห์, จัดอันดับของ AFI’s 100 Years…100 Songs อันดับ 9, มนต์เสน่ห์คือท่วงทำนองที่เหมือนจังหวะเต้นหัวใจ เสียงร้องแหลมกรีดกราย (ของ Maurice Gibb) โหยหาต้องการมีชีวิต และเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ฟังที่ยังต้องดิ้นรนเอาตัวรอดท่ามกลางเมืองใหญ่อย่างยากลำบาก

เกร็ด: เดิมนั้นเพลงนี้โปรดิวเซอร์อยากให้เปลี่ยนชื่อไปตามชื่อหนัง Saturday Night หรือ Night Fever แต่สามพี่น้องยืนกรานเสียงขันแข็ง ใจความของเพลงเกี่ยวกับการ Stayin’ Alive มากกว่าค่ำคืนวันเสาหรือค่ำคืนป่วยไข้อะไรแบบนั้น ฟังดูเฉิ่มเชยโดยสิ้นเชิง

ผมก็ฟัง Bee Gees อยู่บ้างนะ ที่ชื่นชอบสุดคือ How Deep Is Your Love ติดอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Hot 100 นาน 3 สัปดาห์ ตอนแรกตั้งใจประกอบอัลบัม Children of the World แต่เมื่อโปรดิวเซอร์ขอนำมาใช้ในหนังก็เลยต้องยินยอมให้

เสียงนุ่มๆของ Barry Gibb สร้างสัมผัสที่แตกต่างในสไตล์ Bee Gees (ที่มักจะบีบเสียงแหลมปี๊ด) และขณะประสานเสียงทำให้เกิดความอิ่มเอิบขึ้นในจิตใจ รับสัมผัสได้ถึงความรักอันลุ่มลึกที่บทเพลงนี้มอบให้

Night Fever เป็นบทเพลงติดอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Hot 100 ยาวนานสุดในอัลบัมถึง 8 สัปดาห์ คงเพราะบรรยากาศชิลๆผ่อนคลายของทำนอง/คำร้อง เปิดในผับเทคโยกหัวตัวไปมาอย่างเพลิดเพลิน ไม่ได้ต้องออกท่วงท่าลีลาจัดจ้านมากนัก

บทเพลงเต้นคู่ระหว่าง Tony กับ Stephanie คือ More Than A Woman แม้จะขึ้นถึงแค่อันดับ 32 ชาร์ท Billboard Hot 100 แต่มอบสัมผัสอันอ่อนหวาน นุ่มนวล โรแมนติก แม้จะเป็นการบีบเสียงแหลมของ Maurice Gibb แต่ฟังแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลเป็นที่สุด

ทั้งอัลบัมนี้ไม่ได้มีแค่ Bee Gees นะครับ ศิลปินอื่นอาทิ Tavares, The Trammps, Ralph MacDonald, KC and the Sunshine Band, MFSB ฯ

If I Can’t Have You แต่งโดยสามพี่น้อง Bee Gees แต่มอบให้ Yvonne Elliman เป็นผู้ขับร้อง ติดอันดับ 1 ชาร์ท US Billboard Hot 100 เพียงสัปดาห์เดียว ถือว่าสร้างความประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว

Soundtrack ของหนัง (ที่ไม่มีคำร้อง) แต่งโดย David Shire สัญชาติอเมริกัน โด่งดังกับ The Conversation (1974), All The President’s Men (1976), Saturday Night Fever (1977), Norma Rae (1979), Short Circuit (1986), Zodiac (2007) ฯ เห็นว่าแต่งขึ้นเสร็จสรรพก่อนหน้าเริ่มต้นโปรดักชั่น และใช้เปิดประกอบระหว่างถ่ายทำเพื่อสร้างบรรยากาศให้นักแสดง

ผมโคตรทึ่งกับ Manhattan Skyline เพราะท่วงทำนองให้สัมผัสกลิ่นอายละม้ายคล้ายดนตรีของ Bee Gees เหมือนเปี๊ยบ (ถ้าไม่บอกว่าคนละคนแต่งนี่อาจไม่เชื่อเลยนะ) แถมเหนือกว่าด้วยนะ ตรงพอไม่มีคำร้องสร้างความรุกเร้าใจขึ้นกว่ามาก ฟังแล้วอยากลุกขึ้นมาโยกย้ายขยับตามโดยทันที

อดไม่ได้ต้องนำมาแถมอีกเพลง Night On Disco Mountain เรียบเรียงเป็นทำนอง Disco จากโคตรเพลง Night on Bald Mountain (1867) ของ Modest Mussorgsky (1839-81) คีตกวีสัญชาติรัสเซีย จะมีช่วงขณะของการสแครชกีต้าร์ นี่เป็นการเคารพคารวะต้นฉบับอย่างยิ่งเลย

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหยหาอิสรภาพเสรี แต่ชีวิตประจำวันของหลายๆคนในยุคสมัยนี้ ทำงานหนักเหน็ดเหนื่อยยากเข็นต่อสู้ดิ้นเราเอาตัวรอด เพื่อคาดหวังว่าทุกๆวันหนึ่งในสุดสัปดาห์ จะได้มีโอกาสโบยบินทำตามในสิ่งหัวใจอยากฝัน

อาการป่วยวันเสาร์ คือโรคหนึ่งของคน(ชนชั้น)ทำงาน โหยหาอิสรภาพเสรี วันที่สามารถทำอะไรก็ได้ดั่งใจไม่มีใครบีบบังคับ ซึ่งนั้นมักคือการระบายความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานของทั้งห้าหกวันที่เหลือ เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงฝืนทนต่อสัปดาห์ถัดไป วันหยุดของทุกๆสัปดาห์แปรสภาพกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งกายรอคอยในชีวิตไปเสียแล้ว

ผมว่ามันก็ไม่ผิดอะไรนะที่มนุษย์เงินเดือน/ลูกจ้าง แทบทั้งนั้นจะมีอาการป่วยวันเสาร์ แต่มันสะท้อนถึงความไม่ได้อยากทำงาน โหยหาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า นั่นอาจเป็นสาเหตุผลหนึ่งที่ประสิทธิผลของพวกเขามักไม่ได้สูงส่งเท่าไหร่ เรื่อยเปื่อยไปทีหรือแค่ผ่านประเมิน ทุกสิ่งอย่างทำไปเพื่อเงิน กินอิ่มท้อง ความสะดวกสบายก็เท่านั้น

การทำงานเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์ แต่ทัศนคติผมว่าเป็นสิ่งสำคัญสุด นั่นใช่สิ่งที่เราอยากทำหรือเปล่า? เป้าหมายปลายทางคาดหวังอยากประสบพบอะไร? เมื่อใดสองสิ่งนี้อยู่ในทิศทางความตั้งใจ อาการป่วยวันเสาร์ก็จักสูญหายเป็นปลิดทิ้ง

ยกตัวอย่างที่ผมทำบล็อคนี้ขึ้นเกือบๆสามปีแล้ว ถ้าไม่ติดธุระหรือเข้าไปดูหนังกรุงเทพฯ ก็ไม่เคยรู้สึกอยากอุดอู้นอนขี้เกียจเลยสักวัน เงินสักบาทก็ไม่ได้ แถมจากอดิเรกกลืนกินเวลางานจริงๆไปเสียแล้ว มันอาจเพราะได้ทำสิ่งที่รัก อยากเติมเต็มเป้าหมายบางอย่าง และ’ภาพยนตร์กลายเป็นชีวิต’ไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีทัศนคติกับคนป่วยวันเสาร์ เป็นอะไรที่น่าสมเพศเวทนาและน่าสงสารเห็นใจไม่น้อย

Tony Manero คือผู้ป่วยวันเสาร์ ใช้การเต้นรำและพิธีกรรมหลังจากนั้นเพื่อปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพโบยบิน เอาจริงๆไม่ต่างอะไรกับ Stephanie Mangano แต่ทัศนะคติของหญิงสาวเพราะอยู่อีกโลกมุมหนึ่ง ที่ตนเองกำลังดำเนินเดินตามทิศทางความฝัน มองเห็นชายหนุ่มผู้นี้ระลึกถึงตนเอง พูดบอก ‘นายมันก็แค่คนประเภท Cliché’ เหมือนล้อเลียนเสียดสีประชดประชัน แต่ขณะเดียวกันคือเตือนสติให้ค้นหาความเป็นตัวของตนเองได้แล้ว

มันก็อยู่ที่ตัวคุณเองละนะว่ามีทัศนคติต่อชีวิตเช่นไร? เป็นคน Cliché ซ้ำซากจำเจไม่เห็นจะผิดตรงไหน ก็เอาเถิดวิ่งเล่นในวงล้อ Rat Race ดิ้นรนต่อไปจนตัวตาย ส่วนคนที่ครุ่นคิดได้ก้าวออกมา แทบทั้งนั้นไม่มีใครคิดอยากหวนกลับคืน ความคิดอ่านอารมณ์ความรู้สึกทางใจมักปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ในทิศทางที่… ออกมาได้แล้วก็จะรู้เองนะครับ ของแบบนี้ไม่จำเป็นต้องบอกกันที่ไหน

คือมันก็ไม่เพ้อเจ้อหรอกนะ ถ้าจะเปรียบเทียบการหลุดออกจาก Rat Race เท่ากับการหลุดพ้นจากวงเวียนวัฎสังสาร เพราะเมื่อเราสามารถก้าวออกมาจากวิถีชีวิตอันต้องต่อสู้ดิ้นรนแข่งขัน ความสุขสบายที่ได้รับมันทรงคุณค่าอนันต์ ราวกับการพบเจอโลกใหม่ โบยบินไร้เส้นขอบฟ้า ออกจากกบครอบในกะลา ค้นพบสิ่งมีค่าล้ำ ไม่ได้อยู่ห่างไกลเกินเอื้อมมือ

ด้วยทุนสร้าง $3.5 ล้านเหรียญ รายรับในอเมริกา $94.2 ล้านเหรียญ สูงเป็นอันดับ 4 ของปี, รวมทั่วโลก $237.1 ล้านเหรียญ ครองสถิติหนังเต้นทำเงินมากสุด ก่อนถูกแซงได้โดย Black Swan (2010) และ Magic Mike (2012)

เข้าชิง Golden Globe 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Motion Picture – Comedy or Musical พ่ายให้กับ The Goodbye Girl (1977)
– Best Actor – Comedy or Musical (John Travolta)
– Best Original Score
– Best Original Song บทเพลง How Deep Is Your Love?

ส่วน Oscar ได้เข้าชิงเพียงสาขาเดียว Best Actor (John Travolta) พ่ายให้กับ Richard Dreyfuss เรื่อง The Goodbye Girl (1977)

มีความพยายามสร้างภาคต่อออกมาทันที แต่กว่าจะได้บทลงตัวก็ล่วงเลยมาหลายปี Staying Alive (1983) กำกับโดย Sylvester Stallone แม้จะทำเงินคืนทุน แต่คะแนน 0% จาก 23 นักวิจารณ์ของ Rottentomatoes ผมคงไม่เสียเวลาหามารับชมนะครับ

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบสุดของหนัง คือการเต้นของ John Travolta สมฉายา ‘ราชาแห่ง Discothèque’ ดึงดูดทุกความสนใจ ลมหายใจ โดยเฉพาะตอนฉายเดี่ยวแทบไม่อยากกระพริบตา แต่ผมไม่ค่อยอินกับตอนเต้นคู่ช่วงท้ายสักเท่าไหร่ ความรู้สึกเฉกเช่นดียวกับตัวละครเลยว่าไม่สมควรชนะ รับไม่ค่อยได้กับผลการแข่งขันที่เหมือนเล่นพรรคเล่นพวกพ้อง ถึงจุดแตกหักของชีวิต มันควรต้องมีอะไรมากกว่านี้สินะ! ถือเป็นการทิ้งประเด็นไว้อย่างลึกซึ้งมากๆ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถ้าคุณเป็นคน(ชนชั้น)ทำงาน ยังโหยหาวันหยุดค่ำคืนศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ค้นให้พบถึงอาการป่วยของตนเอง จากนั้นครุ่นคิดหาวิธีรักษา แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่หมอคนไหนจะช่วยเหลือได้นอกจากตัวคุณเอง!

แนะนำคอหนัง Musical ชื่นชอบการเต้น Disco, หลงใหลในแสงสี บทเพลง BeeGees, นักปรัชญาครุ่นคิดค้นหาเป้าหมายชีวิต, และแฟนๆ John Travolta ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับความรุนแรง สีสันลายตาของ Discothèque และทัศนคติเพี้ยนๆของหลายตัวละคร

TAGLINE | “Saturday Night Fever รักษาอาการป่วยของ John Travolta จนกลายเป็นราชาแห่ง Discothèque”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of