Sense and Sensibility

Sense and Sensibility (1995) British : Ang Lee ♥♥♥♥

Sense คือสัมผัสทางจิตวิญญาณ, Sensible คือความอ่อนไหวในการแสดงออก สองสิ่งขั้วตรงข้ามเหตุผล-อารมณ์ เรื่องราวความรักของสองพี่น้อง Emma Thompson vs. Kate Winslet ใครจะได้ครองคู่แต่งงานกับใคร ด้วยความละเมียดไมจากผู้กำกับ Ang Lee คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

นักวิจารณ์หลายคนตั้งคำถามถึงการให้ผู้กำกับชาว Taiwanese สรรค์สร้างภาพยนตร์ย้อนยุคสัญชาติอังกฤษ ที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม ประเพณี หรือแม้แต่การใช้ภาษาสนทนา แต่ภายหลังจากหนังออกฉาย ก็แทบไม่มีใครพูดกล่าวถึงข้อกังขาดังกล่าวอีกเลย!

I thought they were crazy: I was brought up in Taiwan, what do I know about 19th-century England? About halfway through the script it started to make sense why they chose me. In my films I’ve been trying to mix social satire and family drama. I realised that all along I had been trying to do Jane Austen without knowing it. Jane Austen was my destiny. I just had to overcome the cultural barrier.

Ang Lee

รับชมผ่านไปสักสิบกว่านาทีผมก็เริ่มตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง หลังจากบุตรชายกลายเป็นเจ้าของคฤหาสถ์คนใหม่ ถูกภรรยาเสี้ยมสอนชี้แนะนำ ทำให้มารดาและน้องสาวสามใบเถาต้องอพยพย้ายออกจากบ้าน ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติห่างๆ ให้พำนักอาศัยอยู่ยังคฤหาสถ์ริมชายฝั่งทะเล … ตั้งแต่ที่ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีนของนายพลเจียงไคเช็ก พ่ายแพ้ให้กับพรรคคอมมิวนิสต์นำโดยประธานเหมาเจ๋อตุง (ที่มักถูกจูงจมูกโดยศรีภรรยา) จนต้องอพยพหลบลี้หนีภัยสู่เกาะไต้หวัน

แต่ผมแนะนำให้หยุดเปรียบเทียบไว้เพียงเท่านี้นะครับ เพราะผู้กำกับ Ang Lee แทบไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆในการพัฒนาบทภาพยนตร์ (โดย Emma Thompson) ซึ่งทำการดัดแปลงจากนวนิยายของ Jane Austen เขียนขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19th มันจึงเป็นโชคชะตา ความบังเอิญล้วนๆ ดังคำที่กล่าวไว้ “Jane Austen was my destiny”.

สิ่งน่าทึ่งของ Sense and Sensibility (1995) ไม่ใช่แค่ภาพสวย เพลงเพราะ บทยอดเยี่ยม แจ้งเกิดโด่งดัง Kate Winslet แต่ยังเบื้องหลังการทำงานของผู้กำกับ Ang Lee ที่ประสบปัญหา ‘cultural shock’ วัฒนธรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ตะวันออก vs. ตะวันตก ช่างมีความแตกต่างกันมากๆ นักแสดง ทีมงาน และผู้กำกับ จำต้องค่อยๆเรียนรู้ ปรับตัวเข้าหาทีละเล็ก (จะว่าไปก็เหมือนเนื้อหาของหนังที่เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่าง เหตุผล vs. อารมณ์, Sense vs. Sensibility)


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Jane Austen (1775-1817) นักเขียนหญิง แนวเหมือนจริง(Realism) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Steventon Rectory, Hampshire ในครอบครัวชนชั้นกลาง เป็นบุตรสาวคนสุดท้องโดยมีพี่ชายคนโต และพี่สาวอีกสองคน วัยเด็กชื่นชอบการอ่าน เริ่มหัดแต่งบทกวี/เรื่องสั้นตั้งแต่อายุ 11 ปี ส่วนนวนิยายขนาดยาวที่เขียนเสร็จมีเพียง 6 เล่ม ประกอบด้วย Sense and Sensibility (1811), Pride and Prejudice (1813), Mansfield Park (1814), Emma (1816) และตีพิมพ์หลังเสียชีวิต Northanger Abbey (1818), Persuasion (1818)

สำหรับ Sense and Sensibility เป็นการนำเอานวนิยายที่เธอชื่นชอบโปรดปราน อาทิ Life and Love (1785), A Gossip’s Story (1796) เกี่ยวกับความสัมพันธ์โรแมนติกของพี่-น้อง ต่อหนุ่มๆที่ชื่นชอบประทับใจ มาปรับประยุกต์เนื้อหาใหม่ให้สอดคล้องความต้องการส่วนตัว (โยงใยให้เข้ากับครอบครัวของตนเอง) โดยในตอนแรกเขียนขึ้นด้วยลักษณะเหมือนจดหมาย ‘novel-in-letters’ ใช้เวลานานถึง 2 ปี (ค.ศ. 1795-97) ตั้งชื่อว่า Elinor and Marianne

เกร็ด: ความหมายจริงๆของชื่อนวนิยาย Sense and Sensibility ตามความครุ่นคิดของ Austin ประกอบด้วย

  • Sense หมายถึง good judgment, wisdom, prudence สามารถสื่อถึง Elinor (Marianne ก็พอจะมี Sense อยู่บ้างแต่ไม่ค่อยจะ good judgment สักเท่าไหร่)
  • Sensibility หมายถึง sensitivity, sympathy, emotionality แทนด้วยตัวละคร Marianne (ขณะที่ Elinor ก็พอมีความ Sensibilty แต่มักไม่ค่อยแสดงออกมา)

แม้ว่า Austin จะเขียนนวนิยายเรื่องนี้แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 1797 แค่ยุคสมัยนั้นนักเขียนหญิงยังถูกปิดกั้นจากสาธารณะ จนกระทั่งเมื่อปี 1811 สำนักพิมพ์ Military Library ยินยอมตอบตกลงโดยเธอต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด (พร้อมค่าคอมมิชชั่น) ตีพิมพ์ครั้งแรกเดือนกรกฎาคม 1813 จำนวน 750 เล่ม ขายหมดเกลี้ยโดยทันที!

นวนิยาย Sense and Sensibility ได้รับการดัดแปลงเป็นสื่อเคลื่อนไหวทั้งหมด 5 ครั้ง

  • Sense and Sensibility (1971) มินิซีรีย์ 4 ตอน ฉายทางช่อง BBC Two
  • Sense and Sensibility (1981) มินิซีรีย์ 7 ตอน ฉายทางช่อง BBC One
  • Sense and Sensibility (1995) ฉบับภาพยนตร์ กำกับโดย Ang Lee
  • Sense and Sensibility (2008) มินิซีรีย์ 3 ตอน ฉายทางช่อง BBC One
  • Kandukondain Kandukondain (2000) ฉบับภาษา Tamil กำกับโดย Rajiv Menon นำแสดงโดย Tabu และ Aishwarya Rai
  • From Prada to Nada (2011) ฉบับอเมริกัน ปรับเปลี่ยนพื้นหลังเป็นยุคสมัยปัจจุบัน กำกับโดย Angel Garcia

ฉบับโปรเจคภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นปี 1989 เมื่อสตูดิโอ Mirage Enterprises ได้ผู้บริหารคนใหม่ Linsay Doran ระหว่างระดมสมองกันมองหาโปรเจคเรื่องถัดไป เธอเป็นผู้เสนอแนะดัดแปลงนวนิยาย Sense and Sensibility ให้กลายเป็นภาพยนตร์ (ก่อนหน้านี้เคยมีแต่มินิซีรีย์ ยังไม่เคยสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อน)

all of [Austen’s] books are funny and emotional, but Sense and Sensibility is the best movie story because it’s full of twists and turns. Just when you think you know what’s going on, everything is different. It’s got real suspense, but it’s not a thriller. Irresistible.

Linsay Doran กล่าวถึงโปรเจคในฝัน

ระหว่างโปรดิวเซอร์ Doran กำลังมองหานักเขียนบทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Romance และ Satire Comedy ได้มีโอกาสพบเจอรายการวาไรตี้ Thompson (1988) ของ Emma Thompson ซึ่งเธอเป็นคนครุ่นคิดเขียนบทด้ว เล่นมุขตลกสั้นๆ ‘comedy skits’ แม้ออกอากาศแค่เพียง 6 ตอน ก็ตระหนักว่าสไตล์การนำเสนอใกล้เคียงแนวทางที่มองค้นหา

เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับ Tompson แม้ไม่เคยมีประสบการณ์เขียนบทหนังมาก่อน แต่ก็ยินยอมตอบตกลงโดยขอใช้เวลาว่างระหว่างรับงานแสดงภาพยนตร์ ค่อยๆดัดแปลงเรื่องราวจนได้บทร่างแรก 300+ หน้ากระดาษ แล้วค่อยๆตัดทอนรายละเอียดโน่นนี่นั่น รวมระยะเวลายาวนานถึง 5 ปีเต็ม!

สำหรับการเลือกผู้กำกับ Doran มีความประทับใจ Ang Lee จากผลงาน The Wedding Banquet (1993) เพราะส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสัมพันธ์ในครอบครัว รักโรแมนติก และสะท้อนเสียดสีสังคม (Social Comedy) ได้อย่างตลกขบขัน

The idea of a foreign director was intellectually appealing even though it was very scary to have someone who didn’t have English as his first language.

Linsay Doran กล่าวถึงการเลือกผู้กำกับ Ang Lee

แต่โปรดิวเซอร์ก็มีติดต่อผู้กำกับหลายคนเผื่อไว้ เรียกตัวมาเข้ามาพูดคุยสัมภาษณ์ สอบถามถึงมุมมองทัศนคติในการดัดแปลงนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งคำตอบของ Ang Lee สร้างความประทับใจให้ Doran อย่างมากๆ

I want this movie to break people’s hearts so badly that they’ll still be recovering from it two months later.

Ang Lee พูดถึงความต้องการในการดัดแปลงสร้าง Sense and Sensibility

หลี่อัน, 李安 (เกิดปี 1954) หรือที่ใครๆรู้จักในชื่ออังลี่, Ang Lee ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ชาว Taiwanese เกิดที่เมืองแต้จิ๋ว เขตผิงตง บนเกาะไต้หวัน ครอบครัวเป็นสมาชิกกองทัพสาธารณรัฐจีน อพยพหลบหนีพรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามกลางเมืองครึ่งหลัง (1942-49), บิดาเป็นครูใหญ่โรงเรียน Provincial Tainan First Senior High School คาดหวังให้บุตรชายเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย แต่หลังสอบไม่ผ่านสองครั้งเลยถูกส่งไป National Taiwan University of Arts ค้นพบความหลงใหลด้านศิลปะและการแสดงจากภาพยนตร์ The Virgin Spring (1960)

เมื่อปี 1979, ออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา เข้าเรียน University of Illinois at Urbana–Champaign (UIUC) ติดตามด้วย Tisch School of the Arts ณ New York University (NYU) รุ่นเดียวกับ Spike Lee ในตอนแรกสนใจด้านการแสดง ก่อนเปลี่ยนมาสาขาการกำกับ (เพราะพูดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยชัด) โปรเจคจบ Fine Line (1984) สามารถคว้ารางวัล Wasserman Award: Outstanding Direction

หลังเรียนจบก็พยายามมองหาโอกาสในการทำงานภาพยนตร์ แต่ไม่มีใครไหนอยากว่าจ้างผู้กำกับชาวเอเชียสักเท่าไหร่ Ang Lee เลยต้องว่างงานอยู่ถึงหกปี เป็นพ่อบ้านให้ภรรยา Jane Lin นักชีววิทยาโมเลกุล พบเจอแต่งงานระหว่างร่ำเรียน UIUC แต่เขาก็ไม่ได้ใช้เวลาว่างให้เสียเปล่า มองหาไอเดียน่าสนใจ ซุ่มพัฒนาบทหนังได้ถึงสองเรื่อง Pushing Hands และ The Wedding Banquet ส่งเข้าประกวดคว้ารางวัลที่หนึ่งและสองจากรัฐบาลไต้หวัน เลยมีโอกาสดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ Pushing Hands (1991) ติดตามด้วย The Wedding Banquet (1993)

หลังเสร็จจากงานสร้าง Eat Drink Man Woman (1994) ผู้กำกับ Ang Lee ก็ออกเดินทางไปปักหลักใช้ชีวิตอยู่ยังกรุง London เพื่อซึมซับวิถีชีวิต เรียนรู้จักขนบประเพณีของชาวอังกฤษ ศึกษาการสร้างหนังแนวย้อนยุค ระหว่างนั้นก็ช่วย Thompson ในการขัดเกลาบท Sense and Sensibility แต่ก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเรื่องราวอะไร มองตนเองในฐานะ ‘director for hire’

In some ways I probably know that nineteenth century world better than English people today, because I grew up with one foot still in that feudal society. Of course, the dry sense of humour, the sense of decorum, the social code is different. But the essence of social repression against free will – I grew up with that.

Ang Lee กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับศตวรรษที่ 19

ภายหลังจาก Mr. Dashwood เสียชีวิต มรดกคฤหาสถ์หลังใหญ่ Norland Park ตกเป็นของพี่ชายคนโต John ซึ่งถูกล่อลวงโดยความละโมบของภรรยา Fanny ทำให้มารดาและน้องสาวทั้งสามมิอาจอดรนทน เลยหาหนทางอพยพออกจากบ้าน โชคยังดีพวกเธอได้รับการอุปถัมภ์จากญาติห่างๆ Sir John Middleton ชักชวนให้มาอาศัยอยู่ยัง Barton Park, Devonshire

พี่สาวคนโต Elinor Dashwood (รับบทโดย Emma Thomspon) มีความชื่นชอบพอ Edward Ferrars (รับบทโดย Hugh Grant) ซึ่งเป็นน้องชายของ Fanny แต่มีอุปนิสัยแตกต่างตรงกันข้าม หลงใหลในความสุภาพอ่อนหวาน นอบน้อมถ่อมตน ทึ่มๆทื่อๆใส่ซื่อบริสุทธิ์ในบางเวลา แต่หลังจากรับทราบคำหมั้นสัญญาที่เขาเคยมีต่อ Lucy Steele (รับบทโดย Imogen Stubbs) ก็พยายามอดกลั้นฝืนทน เก็บซุกซ่อนความรู้สึกไว้ภายใน อำนวยอวยพรให้ทั้งสองครองคู่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

น้องสาวคนรอง Marianne Dashwood (รับบทโดย Kate Winslet) ตกหลุมรักแรกพบ John Willoughby (รับบทโดย Greg Wise) เต็มไปด้วยความระริกระรี้แรดร่าน เฝ้ารอคอยโอกาสที่จะได้พบเจอกันอีก แต่ด้วยอุปนิสัยเจ้าชู้ประตูดิน สนเงินๆทองๆมากกว่าเรื่องของความรัก ทำให้เธออกหักจมปลักในความทุกข์เศร้าโศก หลังพานผ่านค่ำคืนมหาวิปโยค ก็ค่อยๆเปิดใจยินยอมรับ Colonel Brandon (รับบทโดย Alan Rickman)


Dame Emma Thompson (เกิดปี 1959) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Paddington, London ในครอบครัวที่ทุกคนต่างเป็นนักแสดง มีความหลงใหลในวรรณกรรม เรียนจบเอกภาษาอังกฤษจาก Newnham College, Cambridge จากนั้นเข้าร่วมกลุ่ม Comedy Troupe เปิดการแสดงที่โรงละคร Footlights ต่อมามีผลงานโทรทัศน์ วาไรตี้โชว์ มินิซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Tall Guy (1989), Henry V (1989), โด่งดังกับ Howards End (1992) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actress, The Remains of the Day (1993), In the Name of the Father (1993), Sense and Sensibility (1994), Love Actually (2003), Saving Mr. Banks (2013) ฯ

รับบทพี่สาวคนโต Elinor Dashwood เป็นคนเฉลียวฉลาด เข้าใจมารยาทสังคม สามารถครุ่นคิดตัดสินใจในสิ่งถูกต้องเหมาะสม แต่มักปกปิดซุกซ่อนเร้นอารมณ์ ไม่ต้องการเปิดเผยความรู้สึกภายในออกมา นั่นทำให้บางครั้งแสดงสีหน้าอึดอัด เก็บกดดัน เพราะมิอาจพูดบอกความต้องการกับชายที่ตกหลุมรัก ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น แม้ต้องระทมทุกข์ทรมานเอาภายหลัง

ช่วงระหว่างพัฒนาบทหนัง Thompson ไม่ได้ครุ่นคิดว่าตนเองจะมีโอกาสแสดงนำ เพราะตระหนักว่าอายุห่างจาก Elinor วัย 19 ปีไปมากๆ (Thompson ขณะนั้นอายุ 36+ ปี) เสนอแนะโปรดิวเซอร์ให้เลือกสองพี่น้อง Natasha และ Joely Richardson แต่ผู้กำกับ Ang Lee ยืนกรานอยากได้เธอนะแหละต้องรับบทนำ! แล้วปรับเปลี่ยนเพิ่มอายุตัวละครเป็น 27 ปี (ระยะห่างอายุกับ Marianne ทำให้เธอมีความเป็น ‘พี่’ ที่สามารถแบกรับภาระ ความเก็บกดดัน เหมือนคนพานผ่านโลกมามากกว่า)

ผมชื่นชอบปฏิกิริยาสีหน้าของ Thompson อย่างมากๆ เป็นนักแสดงเพียงไม่กี่คนที่สามารถขยับเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆบนใบหน้า เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ตึงเครียด-ผ่อนคลาย เก็บกดดัน-เศร้าโศกเสียใจ สองขั้วตรงข้ามแล้วผันแปรเปลี่ยนสลับไปมา ซึ่งทำให้ผู้ชมสามารถสัมผัสความรู้สึกภายในตัวละครได้เลย

เกร็ด: เห็นว่า Thompson ได้รับคำแนะนำจากผู้กำกับ Ang Lee ให้รำมวยไท่เก๊ก และนั่งทำสมาธิ เพื่อสงบสติอารมณ์ เตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย-จิตใจ ก่อนเริ่มต้นเข้าถ่ายทำทุกครั้ง ดูแล้วน่าจะส่งผลต่อการแสดงออกไม่น้อยเลยละ!

ช่วงตั้งแต่ที่ Elinor ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Edward และ Lucy ผมรู้สึกว่าการแสดงของ Thompson อยู่ในจุดพีคสุดๆเลย เต็มไปด้วยความอึดอัดอั้นที่พร้อมปะทุระเบิดออกทุกวินาที แต่เธอก็พยายามเก็บกดดัน ปกปิดซุกซ่อนเร้น ไม่ยินยอมปลดปล่อย เปิดเผยความรู้สึกภายในออกมา จนกระทั่งไคลน์แม็กซ์ฉากสุดท้ายของหนัง ก็ถึงจุดที่มิอาจอดรนทนอีกต่อไป เขื่อนแตก น้ำตาทะลักไหล อารมณ์ของผู้ชมก็เฉกเช่นเดียวกัน


Kate Elizabeth Winslet (เกิดปี 1975) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Reading, Berkshire ปู่ของเธอเป็นนักแสดงและเจ้าของโรงละครเวที ด้วยความสนใจด้านนี้เลยตัดสินใจกลายเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก อายุ 11 เข้าเรียน Redroofs Theatre School รับบทนำการแสดงโรงเรียนทุกปี จนมีโอกาสแสดงซีรีย์โทรทัศน์ Dark Season (1991), ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Heavenly Creatures (1994) ของผู้กำกับ Peter Jackson, ตามด้วย Sense and Sensibility (1995), กลายเป็นดาวค้างฟ้ากับ Titanic (1997), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Iris (2001), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Finding Neverland (2004), Little Children (2006), Revolutionary Road (2008), The Reader (2008) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actress

รับบทน้องสาวคนรอง Marianne Dashwood อายุ 16 ปี มีอุปนิสัยร่าเริงสนุกสนาน หลงใหลดนตรีและวรรณกรรม เพ้อใฝ่ฝันถึงเจ้าชายขี่ม้าขาว แม้ได้รับการเกี้ยวพาจาก Colonel Brandon แต่กลับตกหลุมรักแรกพบ John Willoughby ใช้อารมณ์ความรู้สึกแสดงออกในสิ่งโหยหา แต่เมื่อเขาตีจากลาเธอไป สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว ห่อเหี่ยวหมดสิ้นอาลัย โชคยังดีสามารถพานผ่านช่วงเวลาเป็นตาย ก่อนค่อยๆตระหนักได้ถึงความเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ

แรกเริ่มนั้น Ang Lee ไม่ได้มีความประทับใจ Winslet จากผลงานก่อนหน้า Heavenly Creatures (1994) เลยบอกให้มาออดิชั่นบทรอง Lucy Steele แต่เมื่อตอนทดสอบหน้ากล้อง เธอแสร้งทำเป็นไม่รู้ แล้วอ่านบท Marianne ได้อย่างน่าประทับใจมากๆ เลยจำยินยอมต้องมอบบทบาทนี้ให้

คนที่เคยรับชมผลงานยุคหลังๆของ Winslet อาจไม่มักคุ้นกับความน่ารักน่าชัง ใส่ซื่อบริสุทธิ์เหมือนตอนที่เธอยังสวยสาว ละอ่อนเยาว์วัยต่อวงการภาพยนตร์ (ตอนเล่น Titanic ก็ยังน่ารักๆประมาณนี้อยู่นะครับ หลังๆนี่คือกร้าวกระด้าง กลายเป็นหญิงแกร่ง สร้างภาพภายนอกให้ดูเข้มแข็ง) ได้รับคำแนะนำจากผู้กำกับ Ang Lee ให้อาศัยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ Emma Thompson ตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายทำ เพื่อสานสัมพันธ์สนิทสนมจนกลายเหมือนพี่น้องในชีวิตจริง ครั้งหนึ่งเคยคิดจะลดน้ำหนักด้วยแต่พี่สาวไม่อนุญาต มอบหนังสือ The Beauty Myth (1990) ปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับรูปร่างตนเองไปโดยสิ้นเชิง (สังเกตว่า Winslet ไม่เคยเล่นบทที่ต้องลดน้ำหนักเลยนะครับ)

Losing weight is absolutely wrong for the part, and absolutely wrong for you.

Emma Thompson ไม่อนุญาตให้ Kate Winslet ลดน้ำหนัก

Winslet ได้รับคำชื่นชมล้นหลามถึงความกระตือรือร้น เอ่อล้นด้วยพลังงาน สาวแรกรุ่นมีความระริกระรี้ แรดร่าน ร่าเริงสนุกสนาน และเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนไหว (Sensibility) บทบาทภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ (น่าจะคือหนึ่งในเหตุผลได้รับเลือกแสดงนำ Titanic ด้วยมั้งนะ)


Alan Sidney Patrick Rickman (1946-2016) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London บิดาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตั้งแต่เขาอายุ 8 ขวบ อาศัยอยู่กับมารดาและพี่น้องๆอีกสามคน ช่วงวัยเด็กมีความชื่นชอบการคัดตัวอักษรและวาดภาพสีน้ำ ก่อนเริ่มค้นพบความสนใจด้านการแสดงเมื่ออยู่ชั้นมัธยม โตขึ้นเข้าเรียนศิลปะ Chelsea College of Art and Design (1965-68) ก่อนเปลี่ยนมา Royal College of Art (1968-70) แล้วทำงานออกแบบ Graphic Designer ให้กับสตูดิโอชื่อ Graphiti สามปีต่อมาตัดสินใจลาออกมาเพื่อทุ่มเทให้กับการแสดง Royal Academy of Dramatic Art (RADA) เริ่มมีผลงานละครเวที แจ้งเกิดโด่งดังจากภาพยนตร์ Die Hard (1988), ติดตามด้วย Robin Hood: Prince of Thieves (1991), Sense and Sensibility (1995), ศาสตราจารย์ Severus Snape แฟนไชร์ Harry Potter (2001–2011), Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street (2007) ฯลฯ

รับบท Colonel Brandon อดีตเคยตกหลุมรักหญิงสาวบ้านนอกคอกนาคนหนึ่ง แต่ถูกบิดากีดกัน ส่งไปเป็นทหารยังประเทศอินเดีย (British Raj) ไต่เต้าจนได้รับยศพันเอก แต่เมื่อกลับมาบ้านก็ได้สูญเสียเธอคนนั้นจากไปแล้ว, ผ่านมาหลายปียังครองตัวเป็นโสด จนกระทั่งแรกพบเจอตกหลุมรัก Marianne แม้เธอจะแสดงออกชัดเจนว่าไม่ใคร่สนใจ ต้องการไประริกระรี้กับ John Willoughby แต่เขายังคงเป็นพ่อพระ คอยให้ความช่วยเหลือดูแลอยู่ห่างๆ จนในที่สุดหญิงสาวก็ยินยอมใจอ่อน (หลังเธอพานผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็น-ตาย)

ภาพลักษณ์ของ Rickman อาจดูน่าสะพรึงอยู่เล็กๆ (นึกถึงหน้า Prof. Snape เข้าไว้) แถมชอบทำหน้านิ่งๆ เคร่งขรึม ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ และน้ำเสียงพูด(อันเป็นเอกลักษณ์)เต็มไปด้วยความลึกลับ พิศวง แต่ผู้ชมก็สามารถสัมผัสถึงอาการหมกมุ่นในรัก แค่แรกพบเจอตัวละครของ Winslet ก็ตาตะลึงงัน ราวกับต้องมนต์ขลัง (แต่มันก็ดูหื่นกระหาย เหมือนคนโรคจิตอยู่เล็กๆเช่นกัน)

แซว: Kate Winslet มีความประทับใจแรกที่ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ต่อ Alan Rickman เต็มไปด้วยความหวาดกลัว (ภาพลักษณ์พี่แกก็ดูโฉดชั่วร้ายอยู่นะ) พยายามหลบลี้หนีหน้า แต่หลังจากรับรู้จักกันได้ 1-2 สัปดาห์ ถึงค่อยตระหนักว่าเขาเป็นผู้ชายที่สุภาพ อบอุ่น นิสัยดีมากๆ

ช่วงกลางๆเรื่องผมมีความรู้สึกว่าตัวละครของ Rickman มีเคมีเข้าขากับตัวละครของ Thompson อย่างมากๆ พวกเขาต่างมีอุปนิสัยใจคอ มารยาทสังคม รู้จักการปกปิดซุกซ่อนอารมณ์ เอาจริงๆโคตรจะเหมาะสมดั่งกิ่งทองใบหยก แต่สงสัยผู้แต่ง Austin จะมองว่า ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ จึงไม่ยินยอมให้ทั้งสองครองคู่รักกัน


Hugh John Mungo Grant (เกิดปี 1960) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Hammersmith, London โตขึ้นได้ทุนเข้าเรียนต่อที่ New College, Oxford ทำให้ได้รับโอกาสเป็นนักแสดงหนังเรื่อง Privileged (1982) ตามด้วย Maurice (1987), แต่กระแสเงียบๆเซาๆจนครุ่นคิดจะออกจากวงการ กระทั่งได้รับเลือกแสดงนำ Four Weddings and a Funeral (1994) โด่งดังพลุแตก ผลงานเด่นติดตามมาอื่นๆ อาทิ Sense and Sensibility (1995), Notting Hill (1999), Bridget Jones’s Diary (2001), About a Boy (2002), Love Actually (2003), Florence Foster Jenkins (2016) ฯ

รับบท Edward Ferrars น้องชายของ Fanny Ferrars Dashwood แต่กลับไม่ได้มีความละโมบโลภมาก ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงเหมือนพี่สาว ตรงกันข้ามเป็นคนเรียบง่าย ติดดิน นิสัยซื่อบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาในหลายๆเวลา เมื่อพบแรกเจอตกหลุมรัก Elinor อยากสารภาพความรู้สึกแต่ยังยื้อๆยักๆ อาจเพราะในอดีตเคยให้คำหมั้นสัญญากับ Lucy Steele มิอาจทำลายเกียรติ ศักดิ์ศรี (ด้วยการล้มเลิกสัญญาหมั้นหมาย Lucy) ยินยอมอดรนทน แม้ชีวิตต้องจมอยู่ในความระทมทุกข์ทรมาน

Emma Thompson พัฒนาบทบาท Edward โดยมี Hugh Grant อยู่ในใจ เพิ่มเติมรายละเอียดมากมายจนกลายเป็นตัวละครค่อนข้างสำคัญ สร้างสีสันให้กับหนัง แม้โปรดิวเซอร์จะมองว่า Grant หล่อเกินไป แต่เขาก็ยินยอมรับค่าตัวต่ำๆเพราะคำสัญญาเคยให้ไว้กับ Thompson

I’ve always been a philistine about Jane Austen herself, and I think Emma’s script is miles better than the book and much more amusing.

Hugh Grant กล่าวถึงตัวละครของตนเองในบทหนังของ Emma Thompson

โดยปกติแล้วการแสดงของ Grant มักมีความเนิร์ดๆ ปล่อยตัวปล่อยใจ ไปให้ถึงที่สุด ‘over the top’ ตั้งใจมาขโมยซีนโดยเฉพาะ แต่เรื่องนี้ถูกเบรคโดยผู้กำกับ Ang Lee ให้ยับยั้งชั่งใจ ทำตัวเก้งๆก้างๆ อ่ำๆอึ้งๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก โดยไม่รู้ตัวสามารถเรียกเสียงขบขัน ลุ่มลึกล้ำ น่าประทับใจมากๆ ผมถือว่านี่เป็นหนึ่งในบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมสุดๆของพี่แกเลยละ!

a show stealer. You can’t stop that. I let him do, I have to say, less ‘star’ stuff, the Hugh Grant thing … and not [let] the movie serve him, which is probably what he’s used to now.

Ang Lee กล่าวถึง Hugh Grant

Matthew Gregory Wise (เกิดปี 1966) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Newcastle บิดาเป็นสถาปนิก ตัวเขาก็มีความสนใจเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรม Heriot-Watt University ขณะเดียวกันก็ค้นพบอีกความชื่นชอบด้านการแสดง เข้าเรียนต่อยัง Royal Scottish Academy of Music and Drama จากนั้นมีผลงานโทรทัศน์ ส่วนใหญ่เป็นมินิซีรีย์ พอมีภาพยนตร์ อาทิ Sense and Sensibility (1995), Johnny English (2003) ฯ

รับบท John Willoughby เจ้าชายขี่ม้าขาว บังเอิญเข้ามาช่วยเหลือ Marianne โดยไม่รู้ตัวตกหลุมรักแรกพบ ต่างใช้อารมณ์แสดงออก ตอบสนองความต้องการของกันและกัน ราวกับพายุเฮอร์ริเคนที่โหมกระหน่ำ แต่โชคชะตากรรมที่เคยพรอดรักกับใครไปทั่ว เลยถูกครอบครัวตัดหัวตัดหางปล่อยวัด เลยจำใจต้องแต่งงานกับหญิงสาวไม่ได้รัก เพียงเพื่อเงินไม่กี่หมื่นปอนด์

นี่เป็นตัวละครที่ราวกับพายุเฮอร์ริโคน พัดเข้ามาท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ นำความชุ่มฉ่ำ สร้างชีวิตชีวาให้กับตัวละครและผู้ชม จากนั้นจู่ๆก็สูญหายตัวไป แล้วค่อยๆได้รับการขุดคุ้ยอดีต เปิดโปงเบื้องหลัง ความจริง แล้วทุกคนต่างส่งเสียงเดียวว่าหมอนี่ไม่มีอะไรดีสักอย่าง! (โลกทัศน์ของคนยุคสมัยนั้นช่างคับแคบจริงๆ)

การแสดงของ Wise อาจไม่ได้น่าจดจำเทียบเท่าตัวละครอื่นๆ แต่ความหล่อเหลา (พอๆกับ Grant ได้เลยนะ) และลีลาอารมณ์ คงทำให้สาวๆลุ่มหลง กรี๊ดสลบ … Emma Thompson ก็คือหนึ่งในนั้น

แซว: แม้ว่าตัวละครนี้จะตกหลุมรักคลั่ง Marianne (ตัวละครของ Kate Winslet) แต่ชีวิตจริง Greg Wise กลับเกี้ยวพาราสี Emma Thompson ไม่รู้เป็นสาเหตุให้เธอเลิกราสามี Kenneth Branagh หรือเปล่านะ? แล้วทั้งคู่แต่งงานกันเมื่อปี 2003


ก่อนหน้านี้ Ang Lee เคยแต่สร้างหนังทุนต่ำไม่ถึง $1 ล้านเหรียญ Sense and Sensibility (1995) คือผลงานทุนสูงเรื่องแรก $16 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างน้อย เพราะหนังแนวย้อนยุค (Costume Period) มีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร โปรดิวเซอร์ Lindsay Doran มองว่านี่เป็นโปรเจคทุนต่ำเสียด้วยซ้ำ!

ด้วยความที่วัฒนธรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ระหว่างตะวันออก vs. ตะวันตก มีความแตกต่างกันค่อนข้าง ทีมงานและผู้กำกับต่างประสบปัญหา ‘culture shock’ กันพอสมควร อาทิ

  • เมื่อ Emma Thompson และ Hugh Grant เข้าไปพูดคุยเสนอแนะความคิดเห็นต่อ Ang Lee นั่นสร้างความสับสน ประหลาดใจให้เขามากๆ นั่นเพราะหน้าที่ของผู้กำกับ (ในความเข้าใจของ Ang Lee) คือผู้ตัดสินใจทุกสิ่งอย่างในกองถ่าย ไม่เคยได้รับการเสนอแนะจากทีมงานมาก่อน … แต่เขาก็ค่อยๆปรับตัว ยินยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เช่นเดียวกันกับทีมงานก็มีความไว้เนื้อเชื่อมั่นในสันชาติญาณของ Ang Lee เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  • Ang Lee เป็นคนที่พูดแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ชอบประดิษฐ์คำไร้สาระ Emma Thompson เล่าว่า Lee มักเดินตรงเข้ามาพูดคำที่จี้แทงใจดำอย่างรุนแรง ‘อย่าทำตัวเหมือนคนแก่’ ‘อย่าแสดงสีหน้าเหมือนคนเบื่อหน่ายโลก’ ฯลฯ นี่เป็นสิ่งที่นักแสดง/ทีมงานต้องใช้เวลาปรับตัวไม่น้อยเลยละ
  • ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ Ang Lee จึงมักถ่ายทำหลายๆเทคเพื่อให้ได้ ‘perfect shot’ โดยเฉพาะการขยับเคลื่อนไหวของร่างกาย, Emma Thompson เล่าว่า Lee เป็นผู้กำกับที่ให้ความสำคัญต่อภาษากาย ‘body language’ มากสุดเท่าที่เคยแสดงภาพยนตร์มา
  • ทุกๆวันก่อนเริ่มต้นถ่ายทำ Ang Lee จะเป็นคนนำ Emma Thompson รำมวยไท่เก็ก และนั่งทำสมาธิ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งร่างกาย-จิตใจ วันถัดๆมาทีมงานคนอื่นๆก็เข้ามาร่วมด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ในกองถ่าย Ang Lee ยังนำภาพยนตร์แนวย้อนยุคมาฉายสร้างแรงบันดาลใจให้นักแสดง/ทีมงาน อาทิ Barry Lyndon (1975), The Age of Innocence (1993) ฯ


ถ่ายภาพโดย Michael Coulter (เกิดปี 1952) ตากล้องสัญชาติ Scottish เกิดที่ Glasgow เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากการชักชวนของพี่เขย Charles Gormley เริ่มจากเป็นเด็กขนฟีล์ม ถือฉาก ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก That Sinking Feeling (1979), ผลงานเด่นๆ อาทิ Four Weddings and a Funeral (1994), Sense and Sensibility (1995), Notting Hill (1999), Love Actually (2003) ฯ

ผู้กำกับ Ang Lee หลังจากศึกษาการสร้างภาพยนตร์แนวย้อนยุค (คงด้วยการรับชมหนังเก่าๆ) ก็ได้ข้อสรุปวิธีการของตนเอง สังเกตว่างานภาพส่วนใหญ่มักไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหว แช่ภาพค้างไว้เพื่อให้มีลักษณะเหมือนรูปภาพถ่าย นอกเสียจากตัวละครกำลังก้าวเดินก็จักเคลื่อนติดตาม หรือแพนนิ่งเมื่อต้องการแทนมุมมองสายตาของนักแสดง (จะเน้นความเรียบง่าย ไม่ค่อยมีลูกเล่น ลีลา หรือเทคนิคที่มีความหวือหวา ทันสมัยใหม่)

I didn’t know my country was so beautiful.

Charles, Prince of Wales กล่าวในรอบปฐมทัศน์ (Royal Premiere)

หนังใช้เวลาถ่ายทำ 65 วัน (เกินจากกำหนดเดิม 58 วัน) เริ่มต้นกลางเดือนเมษายน-มิถุนายน 1995 โดยสถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่จะอยู่เมือง Devon (หรือ Devonshire) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ คาบเกี่ยวระหว่าง Bristol Channel และ English Channel

  • Saltram House, Devon (แทน Norland Park) สร้างขึ้นสมัย George II of Great Britain (ครองราชย์ 1727-60)
  • Efford House, Devon (แทน Barton Cottage) เป็นบ้านเช่าของ The Flete Estate Holiday Cottages ตั้งอยู่ทางฝั่ง English Channel
  • Flete House, Devon (คฤหาสถ์ของ Mrs. Jennings ที่กรุง London) ได้รับการ Remodelled ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรม Gothic เมื่อปี 1835
  • Montacute House, Somerset (แทน Cleveland House บ้านของ Mr. Palmer) สร้างขึ้นปี 1598 ด้วยสถาปัตยกรรม Renaissance Classical
  • Trafalgar Park, Wiltshire (แทน Barton Park)
  • Wilton House, Wiltshire (ฉาก Ballroom Dance) สร้างขึ้นใหม่เมื่อปี 1647
  • ฉากแต่งงานตอนจบ ถ่ายทำยัง St Mary’s Church, Berry Pomeroy สร้างขึ้นช่วงปลายศตวรรษที่ 15th ด้วยสถาปัตยกรรม Perpendicular Gothic
    ฯลฯ

ขอกล่าวถึงการออกแบบเสื้อผ้าสักเล็กน้อย Costume Design โดย Jenny Beavan และ John Bright ขาประจำในสังกัด Merchant Ivory Film อาทิ A Room with a View (1985), Maurice (1987), Howard’s End (1992), The Remains of the Day (1993), Sense and Sensibility (1995) ฯ ทั้งสองโด่งดังกับหนังแนว Costume Period เป็นอย่างมากๆ

แรงบันดาลใจการออกแบบเสื้อผ้า มาจากภาพวาดของศิลปิน Thomas Rowlandson, John Hopper, George Romney และต้นแบบลวดลายเสื้อผ้า ‘fashion plate’ ช่วงปลายศตวรรษที่ 18th เก็บอยู่ยัง Victoria and Albert Museum

แต่ละชุดที่ตัวละครสวมใส่นั้น ทั้งลวดลาย สีสัน ล้วนมีนัยยะความหมายซุกซ่อนเร้นที่สามารถสะท้อนถึงสภาวะทางอารมณ์ สถานะทางสังคม และบริบทของเรื่องราวขณะนั้นๆ ขณะเดียวกันก็เน้นความเรียบง่าย (ยกเว้นฉาก Ballroom Dance ที่แข่งขันกันอวดร่ำอวดรวย) และตรงต่อแฟชั่นยุคสมัยนั้น

แทบจะทันทีเมื่อบิดา Mr. Dashwood (รับบทโดย Tom Wilkinson) ล้มป่วยหมดสิ้นลมหายใจ บุตรชายคนโต John (รับบทโดย James Fleet) ได้รับสืบทอดมรดกคฤหาสถ์ Norland Park ก็แสดงสันดานธาตุแท้ (พบเห็นภาพสะท้อนในกระจก) กำลังพูดคุยต่อรองกับภรรยา Fanny (รับบทโดย Harriet Walter) ค่อยๆลดค่าใช้จ่ายสมทบจาก £3,000, £1,500 จนสุดท้ายตัดสินใจให้บำนาญมารดา £500 ปอนด์ต่อปี ตามที่เขียนไว้ในพินัยกรรม ไม่ได้เพิ่มเติมตามคำร้องขอ(ของบิดา)สักแดงเดียว!

เรื่องราวของสามี-ภรรยา John กับ Fanny สะท้อนแง่มุมหนึ่งของความรักที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา สนเพียงผลประโยชน์ตนเอง ทั้งๆก็มีความเฉลียวฉลาด กลับใช้มันในทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคู่นี้เหมาะสมกับดีอย่างกิ่งทองใบหยก มักมาก เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ เหมือนกันเปี๊ยบ!

อารมณ์ขันของหนังไม่ใช่แค่คำพูดสนทนาอันเฉียบคมคายเท่านั้นนะครับ การได้ผู้กำกับ Ang Lee ทำให้รายละเอียดภาษาภาพยนตร์มีความน่าสนใจขึ้นมากๆ อย่างฉากนี้ที่ John กำลังต่อรองเงินบำนาญกับ Fanny ระหว่างก้าวออกจากธนาคาร แม้เขายินยอมมอบเศษเงินให้ขอทานแต่กลับขี้ตืดกับมารดาตนเอง แล้วกล้องเคลื่อนเลื่อนขึ้นไปชั้นบน หญิงสาวกำลังใช้ไม้ตบฝุ่นผืนผ้า (สื่อถึงความสกปรกโสมมในจิตใจของทั้งสอง)

ภาพแรกของ Elinor กับ Marianne แสดงถึงความแตกต่างของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน

  • Marianne สวมชุดแดง นั่งเล่นเปียโนบทเพลงเศร้าๆหลังการจากไปของบิดา (แสดงออกทางอารมณ์) อยู่ภายใต้หลังเปียโน (โลกส่วนตัวของตนเอง)
  • Elinor สวมชุดน้ำเงิน เดินเข้ามายืนบ่นกับ Marianne บอกให้เล่นบทเพลงครุ่นคิดถึงหัวอกคนอื่นบ้าง (แสดงออกด้วยเหตุด้วยผล) จากนั้นเดินกลับไปปลอบใจมารดา (มีความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น)

ส่วนภาพวาดด้านหลัง Marianne ดูเหมือนสะพานส่งน้ำโรมัน (Pont du Gard) ในสภาพปรักหักพัก สามารถสื่อถึงสภาวะทางจิตใจตัวละคร (เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียบิดา) รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องที่ไม่ได้ราบรื่นสักเท่าไหร่

น้องสาวคนเล็ก Margaret Dashwood เพราะยังเป็นเด็กน้อย อ่อนวัยไร้เดียงสาในเรื่องของความรัก ยังคงอาศัยอยู่ในโลกส่วนตัวเอง (บ้านบนต้นไม้) แต่ก็มีความเพ้อฝันอยากผจญภัย ออกท่องโลกกว้าง ชื่นชอบทุกคนที่สามารถพูดคุยเล่าเรื่องการเดินทาง ดินแดนห่างไกล (เข้ากันได้หมดทั้ง Edward Ferrars, Colonel Brandon และ John Willoughby)

สำหรับมารดา Mrs. Dashwood (รับบทโดย Gemma Jones) คือตัวแทนความรักที่อีกฝั่งฝ่ายได้จากลา สูญสิ้นลมหายใจ แรกเริ่มตกอยู่ในอาการเศร้าโศก หมดสิ้นหวัง แต่ไม่นานวันก็สามารถปรับตัวทำใจ เพราะยังมีลูกๆให้ต้องดูแลอยู่เคียงข้าง

ผมเพิ่งมาสังเกตฉากบนโต๊ะอาหาร เบื้องหน้าของเธอคือจานปลา (ตาของมันช่างน่าสะพรึงกลัวไม่น้อย) สามารถสื่อถึงชีวิตที่ต้องแหวกว่าย ต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาตัวรอดด้วยตนเอง เพราะถูกบุตรชาย(และภรรยา)ไม่คิดเหลียวแหล กำลังต้องมองหาสถานที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ ได้เมื่อไหร่ก็จะรีบอพยพขนย้ายข้าวของออกไปทันที!

ปล. สังเกตว่า Mrs. Dashwood จะใส่ชุดโทนสีดำแทบจะตลอดเวลา เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้สามี และอาลัยกับความอาภัพของตนเอง

ดูจานเนื้อที่อยู่ด้านหน้าของ John สิครับ! ค่อยๆหั่นเฉือนแค่บริเวณผิวๆ ไม่คิดจะแบ่งปันกองมรดกของตนเองให้มารดา น้องสาว หรือใครอื่นแม้แต่น้อย

พื้นหลังของเรื่องราวอยู่ในช่วงฤดูหนาว (เพื่อสะท้อนการเสียชีวิตของบิดา และพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของพี่ชายคนโต สร้างความหนาวเหน็บในจิตใจให้มารดาและบุตรสาวสามใบเถา) แต่หนังถ่ายทำในช่วงฤดูร้อน ทีมงานเลยจำเป็นต้องเก็บขนเจ้าแกะที่น่าสงสารเหล่านี้ไว้ ทำให้พวกมันต้องทนร้อนอบอ้าว จนกระทั่งถ่ายทำเสร็จถึงค่อยสามารถโกนออก

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าเจ้าแกะแฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์อะไรกับเรื่องราวของหนังไหม (ผู้บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา สามัญชน?) แต่หลายๆครั้งที่พบเห็น พวกมันต้องกำลังหลบหลีกให้รถลาก คนควบขี่ม้า เปิดทางให้ผู้มาเยือนเข้าสู่คฤหาสถ์ Norland Park หรือไม่ก็กำลังกินหญ้าอยู่ในสวน

Elinor เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เพ้อใฝ่ฝันถึงอิสรภาพในการชีวิต ตกหลุมรัก เลือกคู่ครองของตนเอง แต่เธอเป็นหญิงสาวที่มักปกปิดความรู้สึกนึกคิด ซุกซ่อนเร้นสิ่งที่ตนเองต้องการ เหมือนกำลังนั่งอยู่แต่ภายในห้องช็อตนี้ ได้แค่อมยิ้ม แต่ไม่ยินยอมก้าวออกไปเผชิญโลกกว้าง

จริงๆแล้วการละเล่นฟันดาบระหว่าง Edward กับ Margaret เพื่อจะไปล้อกับการดวลปืนระหว่าง Colonel Brandon กับ John Willoughby แต่หนังตัดฉากการประลองนั้นทิ้งไป เพราะไม่ใช่สไตล์ของ Ang Lee ที่จะให้ตัวละครต่อสู้เป็น-ตาย เพื่อแก่งแย่งช่วงชิงหญิงสาวคนรัก

ความพ่ายแพ้ ถูกทิ่มแทงโดยไม่ทันระวังตัวของ Edward สะท้อนเรื่องราวของเขาที่ Elinor บังเอิญรับรู้จาก Lucy Steele เมื่อหวนกลับมาพบเจอเผชิญหน้า เลยมีสภาพเหมือนถูกลอบโจมตี อ้ำๆอึ้งๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้รับความเจ็บปวดทรวงใน

ลึกๆแล้วเหมือนว่า Marianne ก็มีความใคร่สนใจในตัว Edward เลยพยายามเจ้ากี้เจ้าการ ชี้แนะนำ อยากให้เขากลายเป็นดั่งเจ้าชายในฝัน อ่านถ้อยคำจากหนังสือด้วยพลังแห่งจินตนาการ แต่ไม่ใช่ทุกคนจักสามารถใช้อารมณ์ถ่ายทอดความรู้สึกเช่นนั่นออกมา … ชัดเจนว่า Edward ยังไม่ใช่บุคคลที่เธอขวนขวาย

สองพี่น้องในห้องนอน (สถานที่ที่สามารถพูดคุย เปิดเผยสิ่งที่อยู่ภายในออกมา) แม้ต่างสวมชุดสีขาว (แสดงถึงตัวตน ธาตุแท้จริง ไม่ต้องเสแสร้งสร้างภาพ ไม่มีอะไรให้ต้องปกปิดบังกันและกัน) แต่พวกเธอต่างหันเข้าหากันคนละฝั่ง มีความสนใจคนละอย่าง อ่านหนังสือคนละเล่ม แทบทั้งนั้นล้วนมีความแตกต่างตรงกันข้าม

ผมครุ่นคิดว่า Edward ต้องการจะเล่าเรื่องของ Lucy Steele ให้กับ Elinor เพื่อไม่ให้เธอมีความคาดหวังเกี่ยวกับตัวเขา แต่กลับถูก Fanny เข้ามาขัดจังหวะจนยังไม่ทันพูดจบ (เพราะความอ้ำๆอึ้งๆของ Edward ก็ด้วยส่วนหนึ่ง) ทำให้ทั้งสองยังคงความรู้สึกดีๆต่อกัน และค่อยๆเพิ่มขึ้นตามระยะห่าง & กาลเวลา

คอกม้า สัตว์สัญลักษณ์ของการเดินทาง พลัดพรากจาก ‘ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน’ หรือเราจะมองสถานที่แห่งนี้คือจุดกำเนิดความสัมพันธ์ (สถานที่ประสูติพระเยซูคริสต์)

ปฏิกิริยาของทั้งสี่เมื่อแรกพบเห็น Barton Cottage ต่างเต็มไปด้วยความผิดหวัง (เมื่อเปรียบเทียบ Norland Park แตกต่างราวฟ้ากับเหว) ภายนอกดูชำรุดทรุดโทรม ต้นไม้ชอนไชบริเวณฝาผนัง ภายในก็แออัดคับแคบ ยามค่ำคืนก็มีสภาพอากาศหนาวเหน็บ

แต่สถานที่แห่งนี้จักค่อยๆได้รับการปรับปรุง ซ่อมแซม ต่อเติมโน่นนี่นั่น จนค่อยๆกลายเป็นบ้านที่มีความอบอุ่น น่าอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา

ฉากในห้องอาหารที่ Sir John Middleton ชักชวนครอบครัว Dashwood มาเลี้ยงฉลอง สังเกตว่าบริเวณผนังมีภาพวาดต้นไม้ ป่าเขาลำเนาไพร (สื่อถึงความเป็นชนบทห่างไกลของสถานที่แห่งนี้) และมีเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง (ด้านข้างๆ Elinor) ดูแล้วน่าจะตั้งใจเว้นไว้ให้ Colonel Brandon ที่ยังมาไม่ถึง ส่วนอาหารในจานเหมือนจะเป็นผลไม้ นี่น่าจะหลังมื้ออาหารแล้วนะ Marianne เลยเสนอตัวทำการแสดงเปียโน

การซุบซิบนินทา ถือได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันของคนยุคสมัยนั้น ในการสอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่น ซึ่งหนังใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอิทธิพลทางสังคม ที่สามารถส่งผลกระทบต่อความครุ่นคิด สภาพจิตใจของบรรดาสาวๆ ราวกับพันธนาการเหนี่ยวรั้งอิสรภาพ จำต้องรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ไม่สามารถเป็นตัวของตนเอง กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการหัวใจ

น่าเสียดายที่หนังไม่ถ่ายให้เห็นภาพวาดด้านหลังแบบเต็มๆ แต่ตรงตำแหน่งที่ Marianne กำลังขับขานพบทเพลง บรรเลงเปียโน พอดิบพอดีกับทารกน้อย อ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา ครุ่นคิดอยากทำอะไรก็แสดงออกมา ก็เหมือนตัวเธอนะแหละที่ไม่สามารถปกปิดซุกซ่อนเร้นอารมณ์/ความต้องการใดๆไว้ภายใน

ซึ่งนี่ก็ยังคือภาพประทับใจแรกพบของ Colonel Brandon ลุ่มหลงใหลในความบริสุทธิ์ อ่อนเยาว์วัย ใสซื่อไร้เดียงสา เหมือนหญิงสาวที่เขาเคยตกหลุมรักในอดีต แต่โชคชะตานำพาให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์

Marianne ดูมีความหวาดกลัวๆเกรงๆ Colonel Brandon (Kate Winslet ก็ไม่ได้มีความประทับใจแรกที่ดีต่อ Alan Rickman) ระหว่างกำลังตัดกอไม้ จู่ๆฝ่ายชายก็เข้ามาข้างหลัง ส่งมีดสำหรับเป็นเครื่องทุ่นแรง … นัยยะของฉากนี้สะท้อนความต้องการของ Colonel Brandon ที่มีเพรียบพร้อมทุกสิ่งอย่าง สามารถให้การส่งเสริมสนับสนุน ช่วยเหลือจุดเจือ แบ่งเบาภาระของ Marianne ขอเพียงแค่เธอยินยอมตอบตกลง รับความรักของตนเองก็เท่านั้น

หนังพยายามเปรียบเทียบ Colonel Brandon กับสุนัขนักล่า ถือปืนออกไล่ล่ากระต่ายน้อย หรือคือความต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Marianne พร้อมเสียสละกระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เธอมา … ฉากนี้ในนวนิยายก็จะล้อกับการดวลปืน(ที่ถูกตัดทิ้งไป)ระหว่าง Colonel Brandon กับ John Willoughby เพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้ตัวละครนี้ มีทั้งประสบการณ์ (จากกองทัพ) และความแม่นยำในการสังหารศัตรู

หลังจากได้รับจดหมายของ Edward บอกว่าไม่สามารถปลีกตัวมาเยี่ยมเยียนพี่น้อง Dashwood ทำให้ Elinor เดินจากห้องนั่งเล่นมาถอดเสื้อคลุม สวมผ้ากันเปื้อน ซึ่งสามารถสื่อถึงการปลดเปลื้อง ปล่อยวางความรู้สึก เพราะมิอาจพบเจอชายคนรัก ก็ได้แต่ทำใจยินยอมรับ แล้วเดินกลับไปนั่งสงบสติอารมณ์

ผิดกับ Marianne ลากพาน้องสาวคนเล็ก Margaret ก้าวเดินออกจากบ้านแม้ท้องฟ้ามืดครื้ม ให้ความรู้สึกผิดหวังกลั่นออกมาเป็นหยาดเหงื่อ และสายฝนพรำแทนคราบน้ำตา ก่อนสะดุดขาตนเองล้มลง (สามารถสื่อถึงอาการหลงตนเอง) แล้วได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าชายขี่ม้าขาว

ฉากเจ้าชายขี่ม้าขาว เห็นว่าม้าตัวที่ใช้ถ่ายทำมีอาการผิดปกติทางลำไส้ ส่งเสียงผายลมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องถ่ายทำกว่า 50+ เทค (สุดท้ายใช้การตัดต่อเสียงออกตอนหลังถ่ายทำ) เป็นเหตุให้ Kate Winslet เป็นลมล้มพับ ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) ซึ่งระหว่างปฐมพยาบาลขั้นต้นอยู่นั้น เธอเริ่มสังเกตเห็น Greg Wise (นวดขา) กำลังเกี้ยวพาราสีกับ Emma Thompson (นวดบ่า)

การปฏิบัติต่อช่อดอกไม้ของ Marianne ก็ชัดเจนมากว่าชื่นชอบผู้ให้คนไหนมากเป็นพิเศษ

  • ดอกไม้ของ Colonel Brandon ช่อดอกขนาดใหญ่ น่าจะซื้อจากตลาด เก็บใส่แจกันวางไว้ด้านหลัง บางครั้งก็ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด
  • ดอกไม้ของ John Willoughby ช่อดอกเล็กๆ เก็บจากผืนป่า (แสดงถึงความรักริมทาง มีความเร่าร้อนรุนแรง สนองสันชาติญาณสิ่งมีชีวิต) แต่เธอนำมาวางไว้ข้างๆ เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดๆ

การจีบกันระหว่างหนุ่มสาวสองคู่นี้ สังเกตว่าจะมีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม

  • Elinor กับ Edward จะเดินจากฝั่งซ้ายไปขวา ใช้การแพนกล้อง พบเห็นคฤหาสถ์หลักใหญ่ด้านหลัง (แสดงถึงอิทธิพลที่ควบคุมครอบงำพวกเขา) ส่วนตอนควบขี่ม้าจะของใครของมัน เป็นเอกเทศต่อกัน ดำเนินไปอย่างเชื่องช้ามั่นคง โดยมีสรรพสัตว์รายล้อมรอบด้าน
  • Marianne กับ John จะเดินควงแขนจากขวาไปซ้าย ใช้การเคลื่อนติดตาม (Tracking) พบเห็นท้องทุ่งหญ้าเขียวขจีด้านหลัง (สามารถสื่ออิสรภาพที่ไม่มีสิ่งใดๆผูกมัด) และพวกเขาจะควบคู่เกวียนเทียมม้า สนุกสนานเฮฮา โดยมีผู้คนจับจ้องมองพร้อมส่งเสียงซุบซิบนินทา

หลังเสร็จจากพิธีมิสซาวันอาทิตย์ Elinor ก็จงใจถ่วงเวลาให้มารดาและน้องสาวคนเล็กเดินทางกลับบ้านช้าๆ เพื่อให้ Marianne และ John มีโอกาสใช้เวลาเคียงข้างสองต่อสอง แต่มุมกล้องถ่ายจากภายในบ้านช็อตนี้ มอบสัมผัสถึงความลึกลับ มีเลศนัย อะไรบางสิ่งอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยออกมา

แต่หลังจาก John วิ่งหลบหนีออกจากบ้าน Marianne ก็ปิดประตูห้อง ติดตามด้วยมารดา และน้องสาว Margaret งอนตุ๊บป่อง หลงเหลือเพียง Elinor ยืนอยู่ตรงบันได เพราะไม่สามารถครุ่นคิดหาคำตอบ ทำอะไรยัง เลยนั่งลงจิบชา ผ่อนคลายความตึงเครียดภายใน

Lucy Steele พยายามหาโอกาสที่จะสนทนาปรึกษา Elinor จนกระทั่งครั้งนี้ที่บ้านของ Mrs. Jennings ทั้งสองจึงลุกขึ้นเดินไปคุยไป เวียนวนรอบภาพถ่ายมากมาย ซึ่งวินาทีที่เธอเล่าว่าตนเองหมั้นหมายกับ Edward Farrars นั่นทำให้ Elino หยุดเดิน หมุนหันหลังกลับโดยทันที!

จริงๆการสนทนาระหว่าง Lucy กับ Elinor มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆยิบย่อยมากมาก ทั้งภาพวาดพื้นหลัง ทิศทางการเดิน มุมกล้องที่จับจ้องใบหน้าตัวละคร ตัดสลับไปมากับ Mrs. Jennings ที่พร้อมสอดรู้สอดเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่ผมเริ่มขี้เกียจเขียนแล้วก็เลยแค่หยอดน้ำจิ้ม แล้วไปจิ้นกับฉากนี้เอาเองนะครับ

ขณะที่ใครต่อใครในงานเลี้ยงเต้นรำ (Ballroom Dance) แต่ชุดที่มีความหรูหรา ระยิบระยับ เต็มไปด้วยเครื่องประดับสะท้อนแสง แต่เสื้อผ้าหน้าผมของพี่น้อง Dashwood (และ Lucy) กลับดูเรียบง่าย ธรรมดาๆ บ้านนอกคอกนา ไร้ความเจิดจรัส สะท้อนถึงวิทยฐานะทางสังคมได้อย่างเด่นชัด (เลยถูกคู่หมั้นของ John มองด้วยสายตาดูถูก พร้อมหันหลังเชิดใส่)

ไล่ระดับความหมดสิ้นหวังของ Marianne เมื่อได้รับจดหมายจาก John นั่งอ่านตรงเก้าอี้ จากนั้นครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆบนเตียง เมื่อเข้าใจทุกสิ่งอย่างก็ทิ้งตัวลงนอนร่ำไห้อย่างหมดสิ้นสภาพ แถมได้รับคำซ้ำเติมจาก Mrs. Jennings หัวใจจึงแทบแตกสลาย

ในห้องรับรองที่ Colonel Brandon พูดเล่าเรื่องราวทั้งหมดของ John Willoughby เปิดเผยต่อ Elinor สังเกตว่าพื้นผนังสีแดง พร้อมรูปภาพวาดมากมาย (แต่ผมมองไม่ออกสักรูปเลยนะ) ซึ่งสามารถสื่อถึงอดีตอันเลวร้าย หายนะที่ตัวเขาก็มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากอดีตหญิงคนรักที่กลายเป็นโสเภณี เคยคลอดบุตรสาวฝากฝังให้ช่วยดูแล แต่เธอคนนั้นกลับหลบหนีหาย แล้วไปมีความสัมพันธ์กับ John จนตั้งครรภ์คลอดบุตร … เป็นความสัมพันธ์ที่แดงเดือดเสียจริง!

นี่เป็นช็อตที่สะท้อนความสัมพันธ์ประหลาดๆของ 3-4 ตัวละคร โดยมี Edward คือจุดศูนย์กลาง (นั่งหันหลัง) ฝั่งซ้ายมีหญิงสาวสองคนที่ตนเคยหมั้นหมาย Elinor และ Lucy (สวมใส่ชุดคลุมสีตรงกันข้าม) และฝั่งขวา Marianne ที่ไม่ได้รู้เดียงสา ให้ความสนใจอะไรกับพวกใครเขา (ยังไม่รับรู้เบื้องหลังของ Lucy พยายามเชียร์พี่สาว Elinor ให้ได้ครองคู่กับ Edward)

นี่น่าจะเป็นฉากที่ผมขำกลิ้งสุดในหนัง เพราะผู้ชมน่าจะคาดเดาไม่ยากว่าผู้หญิงอย่าง Fanny (สวมชุดเขียวดูเหมือนยัยแม่มด The Wicked Witch of the West เต็มไปด้วยความโฉดชั่วร้าย) เมื่อได้รับล่วงรู้ความสัมพันธ์ลับๆระหว่าง Lucy กับ Edward ย่อมต้องมีปฏิกิริยารับไม่ได้อย่างรุนแรงเมื่อกล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปที่ใบหน้า ซึ่งสิ่งที่เธอแสดงออกมาประกอบด้วย

  • เขวี้ยงขว้างขนสัตว์ให้ปลิดปลิว แล้วผลักอีกฝ่ายตกเก้าอี้ (สูญเสียภาพลักษณ์สวยๆงามๆที่สร้างมา)
  • จากนั้นพยายามฉุดกระชากดึงแขน ทำให้ Lucy กวัดแกว่งว่ายกรรเชียง (เหมือนไก่ตีปีก)
  • แล้ว Fanny จิกจมูก (เหมือนดึงหูแมว) พยายามผลักไสออกนอกระเบียง (ไม่ยินยอมรับอีกฝั่งฝ่ายเข้าเป็นสมาชิกในครอบครัว)

แล้วพอจบซีนนี้ Mrs. Jennings ก็รีบวิ่งแจ้นตรงไปหา Elinor และ Marianne เพื่อกระซิบกระซาบ เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่บังเกิดขึ้น … นี่ก็ฮากลิ้งไม่แพ้กัน

ตรงกันข้ามกับเมื่อตอนที่ Colonel Brandon เล่าเบื้องหลังของ John Willoughby (ที่อยู่ภายในห้องปูผนังสีแดงฉาน) มาครานี้เรื่องราวของ Edward Ferrars พูดคุยกับ Elinor ยังสถานที่สาธารณะ (สื่อถึงการไม่อะไรให้ต้องปกปิด ซุกซ่อนเร้น) เพราะชายหนุ่มคนนี้สร้างความประทับใจให้เขาอย่างมาก ชื่นชมในความเป็นสุภาพบุรุษ ยึดถือมั่นคงในเกียรติ รักษาคำหมั้นสัญญาต่อหญิงสาว ซึ่งพอได้ยินสถานการณ์ครอบครัวที่ถูกตัดหางปล่อยวัด จึงอาสาให้ความช่วยเหลือจัดหางานทำ

ความที่ Colonel Brandon ไม่เคยพานพบเจอ Edward Ferrars เลยฝากให้ Elinor นำความดังกล่าวไปพูดบอกในฐานะคนรู้จัก แต่การเผชิญหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน อ้ำๆอึ้งๆ จำต้องรักษาระยะห่าง ไม่สามารถพูดบอกความใน ได้แต่เก็บกด ปกปิด ซุกซ่อนเร้นความต้องการไว้ใต้จิตใจ

การที่หนังรักษาระยะห่างระหว่างตัวละคร และไม่ให้นักแสดงหันหน้าหากล้อง ทำให้ผู้ชมมองไม่เห็นคราบน้ำตาของ Emma Thompson ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ Hugh Grant แสดงอาการอ้ำๆอึ้งๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็ยังเล่นตามบทจนถึงที่สุด … ถือเป็นหนึ่งในฉากที่น่าประทับใจมากๆของหนังเลยนะครับ

ปล. ชุดลวดลายเส้นสี่เหลี่ยมของ Elinor (เห็นสวมใส่หลายครั้งอยู่นะ) มีลักษณะเหมือนกรงที่กักขัง ซุกซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึก ไม่ยินยอมพูดบอก แสดงออก เปิดเผยความต้องการแท้จริงออกมา

ระหว่างทางกลับจากทริป London มีการแวะเวียนมาพำนักยังคฤหาสถ์ Palmers ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากคฤหาสถ์ Willoughby แม้สภาพอากาศภายนอกท้องฟ้ามืดครึ้ม Marianne กลับยังดื้อดึงดัน ก้าวออกเดินตากฝนเผื่อว่าจะยังมีโอกาสพบเจออดีตชายคนรัก … ล้อกับตอนต้นเรื่องที่เธอได้พบเจอเจ้าชายขี่ม้าขาว มาคราวนี้แม้ไม่ได้สามารถถือเป็นการร่ำลาจาก (ซึ่งก็จะมีฉากหลังแต่งงานที่ John ควบขี่ม้ายืนมองห่างๆ เหมือนจะร่ำลา Marianne ในลักษณะคล้ายๆเดียวกัน)

นี่คือค่ำคืนแห่งความมืดมิด เจ็บปวดรวดร้าว ระทมทุกข์ทรมานทั้งร่างกาย-จิตใจ หลังสองพี่น้องได้รับความผิดหวังจากทริปกรุง London เจ้าชายในอุดมคติต่างไม่มีใครสมบูรณ์แบบดั่งคาดหวัง

  • Marianne เป็นลมล้มพับ หมดสิ้นเรี่ยวแรง มีอาการไข้ขึ้นสูง (ในนวนิยายอธิบายไว้ติดโรคไข้รากสาด) ถึงขนาดต้องกรีดเลือดที่แขน (มันคงเป็นวิธีรักษาของแพทย์สมัยก่อน เพื่อให้เชื้อโรคในกระแสเลือดไหลออกมา มั้งนะ)
  • ขณะที่ Elinor แม้ร่างกายยังแข็งแรง แต่จิตใจอ่อนระทมทวยแทบแตกสลาย นั่งลงเคียงข้างเตียง กำมือแน่น อธิษฐานขอให้น้องสาวเอาตัวรอดปลอดภัย

It is no more at all.
Nor is the earth the lesse, or loseth aught.
For whatsoever from one place doth fall is with the tide unto another brought.
For there is nothing lost that may be found if sought.

บทกวี The Faerie Queene (1590) ประพันธ์โดย Edmund Spenser (1552-99) สัญชาติอังกฤษ

เป็นอีกครั้งที่ Elinor นั่งอยู่ภายในบ้านแล้วเหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่าง คราวนี้พบเห็น Colonel Brandon กำลังอ่านบทกวี The Faerie Queene (1590) ให้กับ Marianne, ส่วนน้องสาวคนเล็ก Margaret ก็วิ่งลงมาจากสถานที่กบดาน/บ้านบนต้นไม้หลังใหม่ (โลกส่วนตัวของเด็กหญิง)

ทั้ง Marianne และ Margaret ต่างค้นพบที่พึ่งพิงใหม่ของตนเอง ผิดกับ Elinor นั่งเหงาหงอยเศร้าซึมอยู่กับมารดา (แต่การที่ Mrs. Dashwood นั่งหันหลังให้หน้าต่าง เพราะเธอไม่คาดหวังหรือโหยหาอะไรอีกแล้ว) หลบซ่อนตนเองอยู่ภายในบ้าน ได้แต่เพ้อใฝ่ฝัน เหม่อมองอิสรภาพภายนอกหน้าต่าง

หลังจากพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ สองพี่น้องก็มีโอกาสเดินเล่นเคียงคู่สนทนากันไป และเมื่อมาถึงทิวทัศน์จุดนี้สังเกตความแตกต่างพื้นหลัง Marianne = ผืนน้ำกว้างใหญ่ (สื่อถึงชีวิตที่ผันแปรเปลี่ยนจาก John Willoughby มาเป็น Colonel Brandon), Elinor = ทุ่งหญ้ากว้างไกล (มีความยึดมั่นคงต่อ Edward Ferrars)

Edward Ferrars เล่นกับรูปปั้นเจ้าแกะน้อย (ในที่สุดหนังก็มาเฉลยเอาตอนนี้ว่าเจ้าแกะแฝงนัยยะอะไร) ซึ่งสามารถสื่อแทนถึงตัวของเขาเองที่มีความละอ่อนเยาว์วัย ใสซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ขณะนี้ได้ถูกอดีตแฟนสาว Lucy Steele บอกเลิกลา กลายเป็นคนโสดสนิท ที่ใครๆ(ขณะนี้)ต่างเข้าใจผิดๆ

ตัวละคร Lucy Steele ถือว่าล้อเข้ากับ John Willoughby ต่างเคยรักคลั่งดั่งพายุเฮอร์ริเคนกับเจ้าชาย-เจ้าหญิงในฝัน แต่สุดท้ายกลับเลือกแต่งงานบุคคลร่ำรวยเงินทอง ลาภยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่ออนาคตจักได้ใช้ชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทนทุกข์ยากลำบาก แถมยังสามารถไต่เต้า กลายเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม

แทนที่หนังจะถ่ายให้เห็น Edward คุกเข่าสู่ขอแต่งงาน กลับใช้น้องสาวคนเล็ก Margaret (ที่เพ้อฝันอยากเป็นนักผจญภัย ออกท่องโลก) ปีนป่ายขึ้นไปบ้านบนต้นไม้ สอดส่องแอบถ้ำมอง แล้วบรรยายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับทั้งสอง ทำให้มารดาและ Marianne (ที่อยู่ด้านล่าง) ต่างกอดกันกลมด้วยความดีใจล้นหลาม

การนำเสนอลักษณะนี้ นอกจากจะเป็น ‘สัมผัส’ ลูกเล่นลีลาของผู้กำกับ Ang Lee ยังสะท้อนถึงตัวละคร Elinor เป็นบุคคลที่มักครุ่นคิดทำสิ่งต่างๆเพื่อผู้อื่น (ไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว) ขณะได้รับการสู่ขอแต่งงาน ยังสามารถสร้างความสุขสำราญให้สมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว

หลายคนอาจครุ่นคิดว่าพิธีมงคลสมรสตอนจบ เป็นการแต่งงานพร้อมกันทั้งสองคู่ Colonel Brandon กับ Marianne และ Edward Ferrars กับ Elinor แต่แท้จริงๆแล้วเป็นพิธีการของ Colonel Brandon กับ Marianne โดยมี Edward กับ Elinor คือเพื่อนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว (ถ้าตามนวนิยายคู่ของพี่สาวจะแต่งงานก่อนน้องสาว)

ช็อตสุดท้ายของหนังหลังพิธีแต่งงานระหว่าง Colonel Brandon กับ Marianne จะมีการโปรยเงินโปรยทาน สามารถมองเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งปันความรัก ความสุข แก่ผู้มาเข้าร่วมงาน และผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้

ตัดต่อโดย Timothy S. Squyres (เกิดปี 1959) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับอังลี่ตั้งแต่ The Wedding Banquet (1993), Eat Drink Man Woman (1994), Sense and Sensibility (1995), Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000), Hulk (2003), Lust, Caution (2007), Life of Pi (2012) ฯ

It was the first film that I had done with Ang that was all in English, and it’s Emma Thompson, Kate Winslet, Alan Rickman, and Hugh Grant — these great, great actors. When you get footage like that, you realise that your job is really not technical. It was my job to look at something that Emma Thompson had done and say, “Eh, that’s not good, I’ll use this other one instead.” And not only was I allowed to pass judgment on these tremendous actors, I was required to.

Tim Squyres เล่าถึงการตัดต่อ Sense and Sensibility (1995) ที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติเกี่ยวกับอาชีพของตนเอง

ฉบับตัดต่อแรกของหนัง (rough cut) เห็นว่ายาวเกินกว่า 3 ชั่วโมง ทำให้มีการตัดทอนรายละเอียดต่างๆออกไปมากมาย (ใครมีแผ่น Special Feature ก็จะพบเห็น Deleted Scene ด้วยนะครับ) ผู้กำกับ Ang Lee ไม่ใคร่สนใจในความโรแมนติกของหนังนัก

นั่นรวมถึงหนึ่งฉากสำคัญกลางเรื่อง Edward พบเจอกับ Elinor ยังคฤหาสถ์ Barton Cottage แล้วมีการจุมพิต (ก่อนหน้าที่ Elinor จะรับรู้จัก Lucy Steele) ซึ่งเหมือนจะตัดทั้ง Sequence นี้ทิ้งไปเลย เพื่อสร้างความคลุมเคลือในความสัมพันธ์ พบเจอหน้ากันอีกทีก็เมื่อฝ่ายหญิงรับล่วงรู้เบื้องหลังของอีกฝั่ง

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตระกูล Dashwood โดยเฉพาะสองพี่น้อง Elinor และ Marianne ตั้งแต่บิดาเสียชีวิต เดินทางจาก Norland Park มาอาศัยอยู่ยัง Barton Cottage ทั้งคู่ต่างกำลังมองหาชายในอุดมคติ เพื่อลงหลักปักฐาน แต่งงาน แบ่งเบาภาระของมารดา

  • ชายหนุ่มในอุดมคติของสาวๆ
    • Edward Ferrars
      • หลังจากบิดาเสียชีวิต พี่ชายคนโตได้กลายเป็นเจ้าของคฤหาสถ์ Norland Park มารดามิอาจอดรนทนต่อต่อพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของบุตรชายและภรรยา จึงวางแผนเตรียมออกเดินทางไปหาที่อยู่ใหม่
      • ระหว่างมองหาที่พำนักใหม่ Edward น้องชายของ Fanny เดินทางมาเยี่ยมเยือนยังคฤหาสถ์ แรกพบเจอตกหลุมรัก Elinor แต่ถูกกีดกันจากพี่สาว
    • Colonel Brandon
      • ได้รับการอุปถัมภ์จากญาติห่างๆ Sir John Middleton อาศัยอยู่คฤหาสถ์ติดทะเล Norland Park
      • Colonel Brandon มาเยี่ยมเยือน Sir John แรกพบเจอตกหลุมรัก Marianne พยายามเกี้ยวพาราสี แต่เธอไม่มีใจให้สักเท่าไหร่
    • John Willoughby
      • วันหนึ่งฝนตกหนัก Marianne สะดุดล้มข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ มีเจ้าชายขี่ม้าขาว John Willoughby มาให้การช่วยเหลือ
      • Marianne เฝ้ารอคอยที่จะได้พบเจอ พรอดรักกับ John ต่างเป็นกิ่งทองใบหยก จนกระทั่งที่เขาร่ำลาจากไป
  • ความจริงที่สาวๆต้องเผชิญหน้า
    • สองพี่น้องเดินทางไปกรุง London เพื่อร่วมงานเลี้ยงเต้นรำ (Ballroom Dance) ติดตามหาชายคนรัก
    • Marianne Dashwood
      • Marianne รับรู้ความจริงเกี่ยวกับ John ที่แต่งงานเพราะเงิน สร้างความเศร้าโศกเสียใจ
      • เพราะมิอาจทำใจยินยอมรับความจริง Marianne ทรุดล้มป่วยสภาพปางตาย ได้พี่สาวคอยให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง
    • Elinor Dashwood
      • พบเจอกับ Lucy Steele รับฟังเรื่องที่เธอมีคำหมั้นสัญญากับ Edward Ferrars
      • เมื่อ Elinor พบเจอกับ Edward จึงอำนวยอวยพรให้สมหวังในรักกับ Lucy แต่จิตใจก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ระทมทุกข์ทรมาน
    • บทสรุปแห่งโชคชะตากรรม
      • Marianne ยินยอมรับรักจาก Colonel Brandon
      • ส่วน Elinor ก็ได้รับโอกาสอีกครั้งจาก Edward

ผมเลือกที่จะไม่แบ่งหนังออกเป็นองก์ๆ (คือมันก็แบ่งแบบนั้นไม่ได้ด้วยละนะ) แต่ใช้เรื่องราวการพบเจอ-เผชิญหน้าของตัวละคร ซึ่งเมื่อแยกแยะแล้วสามารถเห็นภาพลักษณะนี้ชัดเจนกว่า ถือเป็นโครงสร้างการดำเนินเรื่องที่แปลกตา และสอดคล้องกับทิศทางของหนัง เหตุผล-อารมณ์, Sense vs. Sensibility ได้เช่นกัน


เพลงประกอบโดย Patrick Doyle (เกิดปี 1953) นักแต่งเพลงชาว Scottish เกิดที่ Uddingston, South Lanarkshire ร่ำเรียนสาขาประพันธ์เพลง Royal Scottish Academy of Music เริ่มต้นเข้าสู่วงการละครเวที Renaissance Theatre Company ทำงานเป็น Music Director เขียนเพลงให้ผู้กำกับ Kenneth Branagh รวมถึงภาพยนตร์ Henry V (1989), Hamlet (1996), Thor (2011), Murder on the Orient Express (2017) ฯ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Indochine (1992), Sense and Sensibility (1995), Great Expectations (1998), Bridget Jones’s Diary (2001), Harry Potter and the Goblet of Fire (2005), Brave (2012) ฯ

Doyle เป็นเพื่อนสนิทของ Emma Thompson เคยร่วมงานขาประจำกับ(อดีต)สามี Kenneth Branagh เชี่ยวชาญดนตรีอังกฤษย้อนยุค (เพราะทำเพลงประกอบบทละคร Shakespeare มาแล้วหลายเรื่อง) ได้รับคำแนะนำจากผู้กำกับ Ang Lee ต้องการบทเพลงที่บรรยากาศตึงๆ รู้สึกเหมือนถูกเก็บกดดัน ตัวละครปกปิดซ่อนเร้นบางสิ่งอย่างไว้ภายใน และหลายครั้งมีการปะทุระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง

‘Sense and Sensibility’ was more stifled; the music had to be suppressed to match what was happening onscreen. You had this middle-class English motif, and with the music you would have occasional outbursts of emotion.

Patrick Doyle กล่าวถึงแนวทางเขียนบทเพลงประกอบ Sense and Sensibility (1995)

ก็ไม่เชิงว่า Doyle เขียนบทเพลงที่มีกลิ่นอายศตวรรษ 19th แต่ลักษณะคล้ายๆ ‘Impressionism’ คลอประกอบด้วยเครื่องสายไวโอลิน แล้วใช้เครื่องเป่าบรรเลงท่วงทำนองหลัก ชวนให้เคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย เบาสบาย สามารถหลับใหลโดยไม่ทันรับรู้ตัว … เอาจริงผมไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่า Main Theme คือบทเพลงไหน (เหมือนจะไม่มีนะ) เพราะมันช่างกลมกลืนลื่นหู ละม้ายคล้ายกันไปหมดจนแยกแยะไม่ออก

ไม่รู้ทำไมผมฟังหลายๆบทเพลงในอัลบัมนี้ ชวนให้ระลึกนึกถึง Hobbit Shire ในแฟนไชร์ Lord of the Ring (2001-03) ประพันธ์โดย Howard Shore เหมือนมันมีความละม้ายคล้ายคลึงบางอย่าง สัมผัสของผู้มีความโดดเดี่ยวอ้างว้าง เหงาหงอยเศร้าซึม ไร้ใครสักคนอยู่เคียงข้างกาย

Willoughby ถือเป็นบทเพลง Charactor’s Song ที่ไม่ได้เทียบแทนแค่ตัวละคร John Willoughby แต่ยังสามารถเหมารวมถึง Marianne (เป็นสองตัวละครที่สมควรคู่ดั่ง ‘กิ่งทองใบหยก’) เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ระริกระรี้ เพลิดเพลินบันเทิงอารมณ์ ไม่ใคร่สนอะไรใครทั้งนั้น

หนังมีสองบทเพลงขับร้องโดยตัวละคร Marianne Dashwood (ขับร้องโดย Jane Eaglen นักร้องเสียงโซปราโน สัญชาติอังกฤษ) ซึ่งมีการนำคำร้องจากสองบทกวี แล้วเรียบเรียบท่วงทำนองขึ้นใหม่

บทกวี Weep You No More, Sad Fountains ประพันธ์โดย John Dowland (1563-1626) นักดนตรีในพระราชวัง ‘court musicial’ ของ Queen Elizabeth I (ครองราชย์ 1558-1603) ซึ่งเหมือนเป็นการรำพันถึงสุขภาพที่ย่ำแย่ขององค์ราชินี ก่อนทรงสิ้นพระชนม์เมื่อปี ค.ศ. 1603

เสียงขับร้องโซปราโนของ Eagle มีความสั่นเครือ สะท้านทรวงใน สมารถบีบเค้นคั้นให้หลั่งไหล ทั้งๆเนื้อคำร้องบทเพลงนี้ พยายามไม่ให้ผู้ฟังร่ำไห้ออกมา แต่เหมือนจะไม่มีผลสักเท่าไหร่ … สามารถเทียบแทนคำรำพันของทั้ง Elinor และ Marianne เมื่อไหร่ฉันพบเจอคู่ครอง ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง อยู่อย่างตามลำพังไปอีกเนิ่นนานเท่าไหร่

Weep you no more, sad fountains;
What need you flow so fast?
Look how the snowy mountains
Heaven’s sun doth gently waste.
But my sun’s heavenly eyes
View not your weeping,
That now lie sleeping
Softly, now softly lies
Sleeping.

Sleep is a reconciling,
A rest that peace begets.
Doth not the sun rise smiling
When fair at even he sets?
Rest you then, rest, sad eyes,
Melt not in weeping
While she lies sleeping
Softly, now softly lies
Sleeping.

บทกวี The Dreame (เขียนแบบ Middle English) ประพันธ์โดย Ben Jonson (1572-1637) นักเขียนบทละคร/บทกวี ได้รับการยกย่องเป็นนักเขียนคนสำคัญของอังกฤษ รองจาก William Shakespeare ในช่วงรัชสมัย King James VI and I (ครองราชย์ 1567-1625)

ทุกค่ำคืนมักเพ้อฝันถึงเรื่องราวความรัก แต่ชีวิตจริงกลับยังไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน เลยไม่รู้ว่านั่นควรเป็นฝันดีหรือฝันร้าย หรือจะรับรู้สึกต่อมันเช่นไร? … สามารถสะท้อนคือ Elinor และ Marianne ที่ต่างเคยเพ้อใฝ่ฝันถึงชายคนรัก แต่เจ้าชายขี่ม้าขาวที่สมบูรณ์แบบล้วนไม่มีอยู่จริง เช่นนั้นแล้วผลลัพท์แห่งโชคชะตากรรม มันอาจดูเศร้าๆแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครเอา

Or scorne, or pittie on me take,
I must the true relation make,
I am undone to-night!

Love, in a subtile Dreame disguis’d
Hath both my heart and me surpriz’d,
Whom never yet he durst attempt t’ awake;

Nor will he tell me for whose sake
He did me the delight,
Or spight,
But leaves me to inquire,
In all my wild desire,
Of sleepe againe; who was his aid.
And sleepe, so guiltie and afraid,
As since he dares not come within my sight!

ประเทศอังกฤษศตวรรษที่ 19th ยังเป็นช่วงเวลาที่อิสตรีแทบไม่มีสิทธิ์เสียง ครุ่นคิดตัดสินใจ กระทำอะไรๆด้วยตนเอง มักถูกควบคุมครอบงำ ได้รับอิทธิพลจากครอบครัว เสียงซุบซิบนินทาจากผู้คนในสังคมรอบข้าง เวลาหนุ่มๆสาวๆชื่นชอบบุคคลใด ก็มักมีการไล่สืบประวัติโคตรรากเหง้า ใครเคยแสดงพฤติกรรมแย่ๆ เสียๆหายๆ ก็ไม่วายถูกเหยียบย่ำให้ต่ำตม ต้องตีตนออกห่างไกล

Sense and Sensibility เป็นนวนิยายที่ส่งเสริมพลังหญิง (Feminist) ชี้นำอิสรภาพอิสตรีในการตกหลุมรัก เลือกคู่ครอง เพ้อใฝ่ฝันถึงเจ้าชายอุดมคติ พานผ่านสองตัวละครที่มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม

  • Elinor Dashwood เป็นหญิงสาวที่มีความครุ่นคิด จิตสามัญสำนึก เก็บกดดันความรู้สึก ยึดถือมั่นในกฎระเบียบ/มารยาทสังคม ใช้เหตุใช้ผลในการตัดสินใจ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ‘sense’ แห่งความรับผิดชอบ เต็มไปด้วยมิติน่าพิศวง หลงใหล
  • Marianne Dashwood เป็นหญิงสาวที่มีความสนุกสนานเริงร่า แบบไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง ชอบใช้อารมณ์นำทาง มีความละเอียดอ่อนไหว ‘sensibility’ แม้ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ แต่ถ้าได้ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ร่วม ย่อมทำให้โลกสวยสดใส

สองพี่น้อง Elinor และ Marianne ต่างคือสองขั้วตรงข้าม เหตุผล-อารมณ์ Sense vs. Sensibility มีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย ให้ความช่วยเหลือกันและกันในเรื่องของความรัก เพราะหลายๆครั้งนั้น Marianne ชอบทำอะไรที่ใช้อารมณ์ ไร้เหตุผล สามัญสำนึกถูก-ผิด ขณะที่ Elinor ก็มัวแต่ปกปิดกั้นตนเอง ไม่ยินยอมเปิดเผยความรู้สึกภายในออกมา เมื่อต่างได้รับแรงผลักดันของอีกฝั่งฝ่าย ก็จักมีโอกาสได้หมั้นหมายกับบุรุษในอุดมคติ เจ้าชายขี่ม้าขาว

  • Colonel Brandon แม้เป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน หน้าตาดุๆ ดูน่าเกรงขาม แต่มีหน้าที่การงานมั่นคง ฐานะมั่งคั่ง อาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หลังใหญ่ สังคมให้การยินยอมรับ สามารถปรนปรนิบัติหญิงสาวทุกสิ่งอย่าง ไม่ต้องหวาดวิตกกังวลว่าจะต้องทนทุกข์ยากลำบาก
  • Edward Ferrars เป็นคนนอบน้อมถ่อมตน สุภาพอ่อนหวาน ยึดถือมั่นในเกียรติ คำหมั้นสัญญา มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่เพราะเพิ่งสำเร็จการศึกษา เลยยังไม่มีงานทำ พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ แถมพี่สาวใจร้ายก็พร้อมตัดหางปล่อยวัดน้องชายได้ทุกวินาที
  • John Willoughby หนุ่มหล่อ เพลย์บอย เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิต ปล่อยให้จิตวิญญาณล่องลอยไปตามอารมณ์ กระทั่งรับทราบข่าวหญิงสาว(เคยรัก)ตั้งครรภ์คลอดบุตร เลยถูกครอบครัวตัดหางปล่อยวัด จำใจต้องแต่งงานกับคู่หมั้นอีกคนเพื่อความมั่นคง(ทางการเงิน) ทอดทิ้งคำสัญญา รักแท้ของหัวใจ

ว่ากันตามตรงคู่ที่เหมาะสมน้ำสมเนื้อประกอบด้วย Elinor กับ Colonel Brandon และ Marianne กับ John Willoughby เพราะต่างมีอุปนิสัยใจคอ พฤติกรรมแสดงออก เหตุผล vs. อารมณ์, Sense vs. Sensibility ละม้ายคล้ายคลึงดั่งกิ่งทองใบหยก

แต่เรื่องราวกลับไม่ทำให้คู่แท้ในอุดมคติได้มีโอกาสครองคู่รักกัน น่าจะเพราะผู้แต่งนวนิยาย Jane Austen ต้องการแสดงทัศนคติให้เห็นว่าชีวิตจริง มันไม่มีอะไรสมประสงค์ดังหวัง ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ คนประเภทเดียวกันอยู่ร่วมกัน นานวันมันคงมีแต่ความน่าเบื่อหน่าย บางครั้งมองหาบุคคลขั้วตรงข้าม หยิน-หยาง ที่สามารถเติมเต็มความต้องการของกันและกันอาจเหมาะสมกว่า

  • Elinor ตกหลุมรักแรกพบ Edward ในความเรียบง่าย ซื่อสัตย์จริงใจ เลยไม่หลงเหลือพื้นที่ในหัวใจให้กับใครอื่นทั้งนั้น
  • Edward เคยตกหลุมรัก Lucy แต่กาลเวลาก็ทำให้จิตใจ(ของทั้งคู่)ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป
  • Colonel Brandon ตกหลุมรักแรกพบ Marianne จึงแทบไม่เคยเหลียวแล Elinor แต่เมื่อทั้งสองเรียนรู้จักกันและกัน ต่างก็ให้ความเคารพ ยกย่อง นับถืออีกฝั่งฝ่ายจากใจ
  • John และ Marianne แม้ตกหลุมรักกันอย่างพายุคลั่ง แต่ผลกรรมที่ฝ่ายชายเคยกระทำไว้ได้ติดตามมาหลอกหลอน เลยมิสามารถตอบตกลง ครองคู่รัก ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
  • ส่วน Marianne ที่ไม่เคยเหลียวแล Colonel Brandon เมื่อผิดหวังชอกช้ำจาก John เลยยินยอมโอนอ่อนผ่อนปรน ตอบตกลงรับความรู้สึก เพราะการมีใครสักคนเคียงข้างกาย ยังดีกว่าโดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ

ผลลัพท์ที่มีทั้งสมหวัง/ผิดหวัง ผันแปรเปลี่ยนความรู้สึก ไม่ได้ทำให้ประเด็น Feminist ดูด้อยค่าลงไปนะครับ เพราะผมยังมองว่าหญิงสาวทั้งสองล้วนได้รับโอกาสตกหลุมรัก เลือกคู่ครอง อิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆด้วยตนเอง ตอนจบมันคือความเป็นได้ของชีวิตเสียมากกว่า! (ไม่มีทางที่เราจะประสบความสำเร็จสมหวังทุกสิ่งอย่าง แค่การได้มีโอกาสครุ่นคิด ตัดสินใจ เลือกกระทำด้วยความต้องการของตนเอง แค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้วละ)

Sense and Sensibility มีชื่อนวนิยายภาษาไทย ‘เหตุผล อารมณ์ ความรัก’ เป็นชุดคำที่ยอดเยี่ยม ลุ่มลึก สื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ชื่อภาพยนตร์ ‘เหตุผลที่คนเรารักกัน’ ฟังดูธรรมดาๆและตื้นเขินเกินไปสักหน่อย แต่ก็ได้ใจความสำคัญของหนังเช่นกัน


ด้วยทุนสร้าง $16 ล้านเหรียญ หนังได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ดีล้นหลาม ‘Overwheming’ แถมการเข้าฉายปลายปี ช่วยให้มีแรงส่งจากช่วงเทศกาลล่ารางวัล สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $43.2 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $134.5 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม

เมื่อเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin ช่วงต้นปี 1996 สามารถคว้ามาถึงสองรางวัล เป็นครั้งที่สองของผู้กำกับ Ang Lee ถัดจาก The Wedding Banquet (1992)

  • Berlin International Film Festival
    • Golden Berlin Bear
    • Reader Jury of the “Berliner Morgenpost”

นั่นทำให้หนังเป็นตัวเต็งสำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี แถมยังสามารถคว้ารางวัลใหญ่จากสถาบัน BAFTA, Golden Globe แต่หลังจาก Ang Lee ถูก SNUB ไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Director อาจคือเหตุผลหนึ่งพ่ายแพ้ Oscar ให้แก้ Braveheart (1995)

  • Academy Award
    • Best Picture
    • Best Actress (Emma Thompson)
    • Best Supporting Actress (Kate Winslet)
    • Best Adapt Screenplay ** คว้ารางวัล
    • Best Cinematography
    • Best Costume Design
    • Best Original Score
  • Golden Globes Award
    • Best Picture – Drama ** คว้ารางวัล
    • Best Director
    • Best Actress (Emma Thompson) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Kate Winslet)
    • Best Adapt Screenplay ** คว้ารางวัล
    • Best Original Score
  • BAFTA Award
    • Best Picture ** คว้ารางวัล
    • Best Director
    • Best Actress (Emma Thompson) ** คว้ารางวัล
    • Best Actor (Alan Rickman)
    • Best Supporting Actress (Kate Winslet) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actress (Elizabeth Spriggs)
    • Best Adapt Screenplay
    • Best Cinematography
    • Best Production Design
    • Best Costume Design
    • Best Make Up/Hair
    • Best Original Score

เกร็ด: Emma Thompson คือบุคคลแรกที่สามารถคว้ารางวัล Oscar จากสาขาการแสดง และบทภาพยนตร์

เมื่อตอนสมัยวัยรุ่น ผมขวนขวายหาชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะความชื่นชอบต่อ Hugh Grant แต่พอปรากฎตัวไม่กี่ฉากก็แอบผิดหวังอยู่เล็กๆ แถมเรื่องราวก็มีความสลับซับซ้อนจนดูไม่ค่อยจะรู้เรื่อง!

รับชมครานี้เพราะผมเพิ่งเริ่มตระหนักถึงความละเมียด ละเอียดอ่อนไหวของผู้กำกับ Ang Lee เลยอยากพบเห็นว่าจะนำเสนอ Sense and Sensibility ได้ละมุ่นไมตามชื่อหนังขนาดไหน? ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ผิดหวัง แถมยังสร้างความประหลาดใจในโชคชะตากรรม … เกิดที่ไต้หวันแต่กลับสร้างหนังย้อนยุคสัญชาติอังกฤษ ได้งดงามระดับวิจิตรศิลป์

ภาพสวย เพลงเพราะ โปรดักชั่นดีเยี่ยม โดยเฉพาะบทของ Emma Thompson มีความเฉียบคมคายอย่างมากๆ สำหรับคนที่สามารถทำความเข้าใจภาษาอังกฤษระดับ Fluent น่าจะเพลิดเพลินอารมณ์ขัน สอดแทรกอยู่แทบทุกช็อตฉาก และทีมนักแสดงชุดนี้ Emma Thomspon, Kate Winslet, Alan Rickman การันตีคุณภาพ

แนะนำคอหนังรัก โรแมนติก ย้อนยุคประเทศอังกฤษ (ศตวรรษที่ 19th), แฟชั่นดีไซเนอร์ ออกแบบเสื้อผ้า แต่งหน้า ทำผม สวยๆหล่อๆกันทั้งนั้น, และนักอ่านที่ชื่นชอบผลงานของ Jane Austen ไม่ควรพลาดเลยละ!

ปีก่อนหน้ามีภาพยนตร์เรื่อง The Age of Innocence (1993) กำกับโดย Martin Scorsese ช่างละม้ายคล้าย Sense and Sensibility (1994) ในการเป็นหนังย้อนยุค (Costume Period) ประสบความสำเร็จทั้งรายรับและเสียงวิจารณ์ เนื้อหาสาระก็คาบเกี่ยวความเก็บกด ปกปิดบัง ซุกซ่อนเร้นอารมณ์ความรู้สึกไว้ภายใน แตกต่างที่ดำเนินเรื่องคนละฝากฝั่งมหาสมุทร Atlantic และไดเรคชั่นระหว่าง Marty กับ Ang Lee สุดขั้วตรงข้ามกันเลยนะ!

จัดเรต PG กับความหมกมุ่นในรัก และเศร้าโศกเสียใจจากการเลิกรา

คำโปรย | ด้วยสัมผัสของผู้กำกับ Ang Lee ทำให้ Sense and Sensibility มีความละมุม ละเมียดไม ละเอียดอ่อนไหว และงดงามระดับวิจิตรศิลป์
คุณภาพ | มุอ่
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: