Serpico

Serpico (1973) hollywood : Sidney Lumet ♥♥♥♥

นายตำรวจน้ำดี Frank Serpico (รับบทโดย Al Pacino) ประดุจทองแท้ไม่แพ้ไฟ แต่ไม่ว่าจะย้ายไปหน่วยงานแห่งหนไหน ล้วนพบเจอความคอรัปชั่นซุกซ่อนภายใน จนแทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน คนดีไม่มีที่อยู่! สะท้อนบรรยากาศการเมืองทศวรรษ 70s ได้อย่างทรงพลัง

สหรัฐอเมริกาทศวรรษ 1970s ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความคอรัปชั่น สิ่งชั่วร้ายซุกไว้ใต้พรม หมักหมมจนไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป จุดแตกหักก็คือคดีวอเตอร์เกต (Watergate Scandal) ระหว่าง ค.ศ. 1972-74 นำไปสู่การลาออกของประธานาธิบดี Richard Nixon นั่นทำให้องค์กรต่างๆเริ่มตรวจสอบ ขุดคุ้ย เปิดโปง พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ตั้งแต่รากหญ้าถึงระดับหัวหน้า

ผมมีความยากลำบากใจมากๆว่าจะเลือกรับชมภาพยนตร์เรื่องไหนของผกก. Lumet ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ยังสามารถเขียนวันละบทความ คงจะไล่เรียง(เรื่องที่น่าสนใจ)จาก The Fugitive Kind (1960), Long Day’s Journey into Night (1962), The Pawnbroker (1964), The Hill (1965) ฯ น่าเสียดายปัจจุบันทำแบบนั้นไม่ไหวแล้ว ตัดสินใจเลือก Serpico (1973) ด้วยเหตุผลแค่ชอบชื่อ (ผมชอบอ่านๆผิดเป็น Scorpio ราศีพิจิก) ได้ยินเสียงลือว่าคือบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Al Pacino

Vincent Canby นักวิจารณ์จากนิตยสาร New York Times ได้จ่าหัวบทความภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้น่าสนใจมากๆ “Serpico, the Saint Francis Of Copdom” ทำการเปรียบเทียบ Serpico กับนักบุญ Francis of Assisi มันอาจฟังดูเว่อวังอลังการ แต่ก็ไม่เกินจริงเลยสักนิด! นายตำรวจผู้มีความซื่อตรง ไม่คดงอ ดีจนถูกใครต่อใครหมั่นไส้ หมอนี่ไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้ (เพราะเป็นตำรวจคนเดียวที่ไม่รับสินบน)

ปล. สำหรับคนที่ไม่รับรู้จัก Saint Francis of Assisi แนะนำให้ไปหารับชม The Flowers of St. Francis (1950) กำกับโดย Roberto Rossellini น่าจะเป็นนักบุญได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในวงการภาพยนตร์แล้วละ!


ก่อนอื่นของกล่าวถึง Francesco Vincent Serpico (เกิดปี 1936) อดีตนายตำรวจ NYPD (New York Police Department) เกิดที่ Brooklyn, New York City ในครอบครัวผู้อพยพชาว Italian, ตอนอายุ 17 อาสาสมัคร U.S. Army เดินทางไปประจำการอยู่เกาหลีใต้สองปี กลับมาเข้าศึกษาต่อ Brooklyn College และจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต City College of New York

Serpico เข้าร่วมกรมตำรวจ NYPD ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 เริ่มจากเป็นสายตรวจ ก่อนได้รับมอบหมายทำงานตำรวจลับ Bureau of Criminal Identification (BCI) สวมชุดไปรเวท (Plainclothes) คอยสอดแนมอาชญากรในย่าน Brooklyn, Bronx, Manhattan พบเห็นความฟ่อนเฟ่ะ เน่าเละเทะ ไม่ใช่แค่สังคม แต่ยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับสินบน เคยพยายามรายงานหลักฐานต่อเบื้องบน แต่กลับไม่มีผลลัพท์ใดๆบังเกิดขึ้น จนกระทั่งได้พบนายตำรวจจบใหม่ David Durk ร่วมกันติดต่อหนังสือพิมพ์ The New York Times ตีพิมพ์บทความคอรัปชั่นภายในกรมตำรวจ NYPD วันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1970 ทำให้นายกเทศมนตรี John V. Lindsay แต่งตั้งหน่วยงานพิเศษนำโดย Whitman Knapp ตั้งชื่อว่า Knapp Commission เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

ในตอนแรก Serpico ปฏิเสธขันแข็งที่จะขึ้นให้การกับ Knapp Commission เพราะการเปิดโปงความคอรัปชั่นภายในกรมตำรวจ (มีคำเรียก Whistleblowing) อาจส่งผลกระทบต่ออาชีพการงาน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากขึ้นให้การ ถูกสั่งย้ายไปแผนกยาเสพติด (Narcotics) ระหว่างภารกิจบุกจับกุมพ่อค้าย้า ถูกเพื่อนตำรวจแสร้งว่าไม่สนใจ เลยโดนผู้ร้ายยิงแสกเข้ากลางใบหน้า โชคดีกระสุนขนาดเล็กไม่ทะลุสมอง ปีถัดมา ค.ศ. 1972 จึงตัดสินใจลาออกจากกรมตำรวจ แม้ได้รับเหรียญเกียรติยศขั้นสูงสุด (Medal of Honor) ไม่พิธีมอบรางวัลด้วยนะ

Through my appearances here today I hope that police officers in the future will not experience the same frustration and anxiety that I was subjected to for the past five years at the hands of my superiors because of my attempt to report corruption.

I was made to feel that I had burdened them with an unwanted task. The problem is that the atmosphere does not yet exist in which an honest police officer can act without fear of ridicule or reprisal from fellow officers.

We must create an atmosphere in which the dishonest officer fears the honest one and not the other way around. I hope that this investigation and any future ones will deal with corruption at all levels within the department and not limit themselves to cases involving individual patrolmen.

Police corruption cannot exist unless it is at least tolerated at higher levels in the department. Therefore, the most important result that can come from these hearings is a conviction by police officers, even more than the public, that the department will change.

I also believe that it is most important for superior officers in the Police Department to develop an attitude of respect for the average patrolman. Every patrolman is an officer and should be treated as such by his superiors.

คำกล่าวสุนทรพจน์ของ Frank Serpico ระหว่างขึ้นให้การ Knapp Commission

ช่วงระหว่างที่ Serpico พักรักษาตัวในโรงพยาบาล มอบหมายให้ Peter Mass เขียนหนังสือชีวประวัติ Serpico: The Cop Who Defied the System (1973) ตีแผ่ความคอรัปชั่นในกรมตำรวจ NYPD และเพื่อนตำรวจ David Durk ช่วยมองหาโปรดิวเซอร์สนใจลิขสิทธิ์ดัดแปลงสร้างภาพยนตร์

เกร็ด: หนังสือชีวประวัติ Serpico: The Cop Who Defied the System (1973) จนถึงปัจจุบันทำยอดขายได้กว่า 3 ล้านเล่ม!

โปรดิวเซอร์ชาวอิตาเลี่ยน Dino De Laurentiis จ่ายค่าลิขสิทธิ์หนังสือชีวประวัติเล่มนี้ (ตั้งแต่ก่อนวางจำหน่าย) มูลค่าสูงถึง $400,000 เหรียญ (เทียบค่าเงินปี ค.ศ. 2022 ประมาณ $2.6 ล้านเหรียญ) จากนั้นนำไปพูดคุยกับผู้บริหาร Paramount Pictures ได้รับคำตอบปฏิเสธด้วยข้ออ้าง หนังตำรวจในทศวรรษนั้นมากมายเกลื่อนเมืองไปหมด! แต่ถึงอย่างนั้น Charles Bluhdorn ประธานบริษัท Gulf+Western (บริษัทแม่ของ Paramount Pictures) กลับให้การสนับสนุน De Laurentiis เช่นนั้นแล้วใครจะกล้าหือรือ

จากนั้นโปรดิวเซอร์ Martin Bregman ได้รับการติดต่อให้เข้ามาช่วยดูแลงานสร้าง มอบหมายให้ Waldo Salt พัฒนาบทร่างแรก ปรับปรุงบทร่างสอง แล้วนำไปแก้ไขร่วมกับ Al Pacino ทีแรกไม่ได้ใคร่สนใจโปรเจคนี้ แต่พบเห็นความกระตือรือล้นของ Salt และหลังจากพบเจอตัวจริง Frank Serpico จึงยินยอมตอบตกลงรับบทนำ

หลังจากได้บทหนังที่น่าพึงพอใจ Bregman นำไปพูดคุยผู้กำกับ John G. Avildsen แต่เขากลับยังต้องการปรับแก้ไข โดยดึงตัวเพื่อนนักเขียน Norman Wexler เคยร่วมงานภาพยนตร์ Joe (1970) บินไปปักหลักอยู่บ้านที่ Switzerland ของ Serpico จนกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม

ระหว่างรอคอย Pacino เสร็จสิ้นถ่ายทำภาพยนตร์ The Godfather Part II (1974) ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นระหว่างโปรดิวเซอร์ Bregman และผกก. Avildsen ไม่ลงรอยเรื่องบทหนัง การเลือกสถานที่ถ่ายทำ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดง (พยายามปฏิเสธ Cornelia Sharpe แฟนสาวของโปรดิวเซอร์ Bregman ไม่ให้รับบท Leslie) จนท้ายสุด De Laurentiis ตัดสินใจไล่ออก … แต่ Avildsen ก็ชิงตัดหน้า ยื่นใบลาออกเสียเอง

ด้วยความที่หนังวางกำหนดการฉายไว้ปลายปี เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 6-7 เดือน โปรดิวเซอร์ Bregman จึงติดต่อเข้าหาผกก. Sidney Lumet เพราะชื่อเสียงเรื่องประสิทธิภาพการทำงานภายใต้แรงกดดัน งบประมาณ และระยะเวลา

เกร็ด: เห็นว่า Francis Ford Coppola เคยแนะนำโปรดิวเซอร์ให้เลือกผู้กำกับ Martin Scorsese แต่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก และกำลังติดพันโปรเจค Mean Streets (1973) เลยไม่พร้อมตอบรับโปรเจคนี้


Sidney Arthur Lumet (1924-2011) ผู้กำกับภาพยนตร์/โทรทัศน์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania แต่มาเติบโตย่าน Lower East Side, Manhattan ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพมาจาก Poland, บิดาเป็นนักแสดง/ผู้กำกับละครเวที Yiddish Art Theatre ฐานะค่อนข้างยากจน ทำให้บุตรชายต้องขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เคยให้เสียงละคอนวิทยุ ขึ้นแสดง Broadway, Off-Broadway และหนังสั้น, การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร U.S. Army ประจำการอยู่อินเดียและพม่า

หลังสิ้นสุดสงครามโลก ผันตัวจากหน้าเวทีสู่เบื้องหลัง ก่อตั้งเวิร์คช็อบ (Workshop) สอนการแสดง High School of Performing Arts กำกับโปรดักชั่น Off-Broadway เข้าสู่วงการโทรทัศน์จากเป็นผู้ช่วย Yul Brynner พัฒนาเทคนิคถ่ายทำ “lightning quick” สำหรับกำกับซีรีย์ด้วยความรวดเร็ว อาทิ Danger (1950-55), Mama (1949-57), You Are There (1953-57), บางตอนของ Playhouse 90 (1956-60), Kraft Television Theatre (1947-58) และ Studio One (1947-58) รวมๆแล้วมีเครดิตกว่า 250+ ตอน!

สไตล์การกำกับของ Lumet มีคำเรียกจากนักวิจารณ์ “Hardboiled Straight-Shooter” เพราะได้รับการฝึกฝนจากยุคสมัย Golden Age of Television ในช่วงทศวรรษ 50s จึงมีความรวดเร็ว เน้นประสิทธิภาพ เอ่อล้นด้วยพลังงาน (Energetic Style of Directing) นิยมทำการซักซ้อม (Rehearsal) ตระเตรียมตัวล่วงหน้าให้พร้อม ถ่ายทำจริงจึงแค่ไม่กี่เทค หัวข้อความสนใจมักมีลักษณะ Psychodramas, ศึกษาตัวละคร (Character Study), บ่อยครั้งตัวเอกปฏิลักษณ์ (Antiheroes), ตั้งคำถามความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และมักมีพื้นหลังมหานคร New York City

Someone once asked me what making a movie was like. I said it was like making a mosaic. Each setup is like a tiny tile. You color it, shape it, polish it as best you can. You’ll do six or seven hundred of these, maybe a thousand. Then you literally paste them together and hope it’s what you set out to do.

Sidney Lumet

สำหรับ Serpico (1973) เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ผกก. Lumet ได้รับมอบหมาย มือปืนรับจ้าง แต่ก็ไม่เคยบอกปัดบุคคลมอบความเชื่อมั่น ยินยอมรับความท้าทายที่ไม่เกินขอบเขตศักยภาพของตนเอง

I met Frank, and, he’s a fascinating guy. I always had a feeling about him. A portrait of a real rebel with a cause. With Serpico, I was constantly ambivalent about his character. He was such a pain in the ass sometimes. Always kvetching. Al Pacino made me love him, not the scripted character.

Sidney Lumet กล่าวถึง Frank Serpico

Alfredo James Pacino (เกิดปี 1940) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของ Triple Crown Acting (Oscar, Tony, Emmy) เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Italian-American, วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นนักเบสบอล แต่เพราะทำตัวเสเพล กินเหล้าสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ การเรียนก็ไม่ค่อยดี แถมชื่นชอบสร้างปัญหา มีเรื่องชกต่อยตีบ่อยครั้ง เลยหมดอนาคตด้านนั้น, ตัดสินใจเลือกเข้าเรียนการแสดง Herbert Berghof Studio ได้อาจารย์ดี Charlie Laughton ช่วยส่งเสริมสี่ปี จนสามารถไปต่อที่ Actors Studio ฝึกฝนเทคนิค Method Acting จาก Lee Stransberg กลายเป็นนักแสดงละครเวที สบทบภาพยนตร์ Me, Natalie (1969), เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Panic in Needle Park (1971) เข้าตาผู้กำกับ Francis Ford Coppola เลือกมารับบท Michael Corleone กลายเป็นตำนานกับ The Godfather (1972), ผลงานเด่น อาทิ Serpico (1973), Scarecrow (1973), Dog Day Afternoon (1975), Scarface (1983), Dick Tracy (1990), Glengarry Glen Ross (1992), Scent of a Woman (1992) ** คว้า Oscar: Best Actor, Heat (1995) ฯ

รับบทนายตำรวจ Frank Serpico เริ่มต้นจากเป็นสายตรวจ ย้ายมาทำงานตำรวจลับ สวมชุดไปรเวท ไว้หนวด-เครา ภาพลักษณ์เหมือนโจรผู้ร้าย แต่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ปฏิเสธรับสินบน ไม่อาจอดรนทนเพื่อนตำรวจที่มีพฤติกรรมคอรัปชั่น เรียกรับสินบนจากอาชญากร พยายามรายงานเบื้องบน เปิดโปงต่อสาธารณะ สุดท้ายกลับถูก(ตำรวจด้วยกัน)ทรยศหักหลัง จนหมดสูญสิ้นความเชื่อมั่นศรัทธา

เกร็ด: ในตอนแรกๆที่นักสืบ David Durk ช่วยติดต่อรองลิขสิทธิ์ดัดแปลงหนังสือชีวประวัติ แสดงเจตจำนงค์อยากได้ Robert Redford รับบท Serpico, Paul Newman เล่นเป็นตนเอง และกำกับโดย Sam Peckinpah แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นไปดั่งใจสักสิ่งอย่าง รวมถึงตัวละครของเขาเองไม่เพียงถูกลดบทบาท ยังเปลี่ยนชื่อเป็น Bob Blair (รับบทโดย Tony Roberts)

เมื่อตอนอ่านบทหนัง Pacino ก็ครุ่นคิดอย่างที่ใครๆนึกกัน “another cop picture” แต่ความกระตือรือล้นของนักเขียน Waldo Salt พยายามช่วยมองหาสิ่งที่เขาสามารถเชื่อมโยงเข้ากับตนเอง จากนั้นเมื่อมีโอกาสพบเจอ Frank Serpico จับมือ จ้องมองเข้าไปในดวงตา รับรู้ทันทีว่าชายคนนี้หลายสิ่งอย่างให้น่าค้นหา

Al Pacino: “Why Frank? Why did you do it?”

Frank Serpico: “Well, Al, I don’t know. I guess I have to say it would be because… if I didn’t, who would I be when I listened to a piece of music?”

หลังเสร็จถ่ายทำ The Godfather Part II (1974) เห็นว่า Pacino ได้รับการทาบทามให้รับบทนำภาพยนตร์ Lenny (1974) แต่ตัดสินใจบอกปัดปฏิเสธ เพราะต้องการใช้เวลาสำหรับเตรียมตัว ปักหลักอาศัยอยู่กับ Serpico ศึกษาบุคลิก แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และไว้หนวดเคราให้ดกครื้ม (หนังใช้การถ่ายทำจากหลังมาหน้า Reverse-Chronological Order)

เกร็ด: ด้วยความที่ Frank Serpico มีความสนิทสนมกับ Al Pacino จึงอยากแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกองถ่ายบ่อยครั้ง แต่ถูกผกก. Lumet ทัดทานเอาไว้

His eccentric side and his pain-in-the-ass side. It was very sad, because Al hung around with him for about a month, before we started shooting. And I came on the picture late… But I knew one thing. I said to Al, “You know, Al, don’t get too close to him. Because he’s going.” And Al said, “What do you think?” I said—”you’re going to get whacked, with him watching from the sidelines?” And of course, he saw the point of that. And when I told Frank, I said, “Frank, I can’t have you there during the shooting, or the rehearsals. It would just make everybody, including Al, so selfconscious”. And I broke his heart. He walked away. He hasn’t talked to me since.

Sidney Lumet

ช่วงแรกๆก้าวเดินอย่างสุขุม เยือกเย็น หลังค่อมเล็กๆ กดน้ำเสียงต่ำในลำคอ พอเริ่มไว้หนวดเครา สองมือกวัดแกว่ง แสดงปฏิกิริยาสีหน้า เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น พอถึงจุดแตกหักก็ขึ้นเสียงระบายอารมณ์ ลุกรี้ร้อนรน ไม่ต่างจากคนคลุ้มบ้าคลั่ง มิอาจอดกลั้นฝืนทนต่อความคอรัปชั่นของกรมตำรวจได้อีกต่อไป

เป็นอีกครั้งที่ตัวตนของ Pacino สูญหายไปกับตัวละคร สวมวิญญาณ อวตาร กลายร่างเป็น Serpico ได้อย่างไร้ที่ติ! เห็นว่าไม่ยอมถอดออกตลอดการถ่ายทำ เพราะกองถ่ายแต่ละวันมักมีการปรับเปลี่ยนสถานที่ (วันละอย่างน้อย 3-4 แห่ง) มันจึงเสียเวลาที่จะเข้าๆออกๆตัวละคร ผมไม่แน่ใจเทคนิคนี้เรียกว่า ‘full method’ หรือเปล่านะ (คล้ายๆแบบ Daniel Day-Lewis ที่ไม่เคยถอดบทบาทระหว่างการถ่ายทำ)

การแสดงของ Pacino ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง เพราะพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปลักษณ์ภายนอก และการแสดงออกทางอารมณ์ มีความเข้มข้น ทรงพลัง “tremendous intensity” ไม่โอนอ่อนผ่อนปรน หนักแน่นด้วยอุดมการณ์ (แต่นักวิจารณ์บางคนก็มองซื่อตรงเกินไป “too righteous and obsessive, sometimes a little too intense”)

แม้ว่า Pacino จะเพิ่งแจ้งเกิดกับ The Godfather (1972) ได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor แต่ผลงานการันตีชื่อเสียง นักแสดงขายความสามารถ โด่งดังระดับซุปเปอร์สตาร์นั้นคือ Serpico (1973) เพราะถือเป็นการพลิกบทบาทจากเจ้าพ่อมาเฟีย สู่ตำรวจหนุ่มหัวขบถ สองขั้วตรงข้ามที่ไม่น่าเข้ากันได้เลยสักนิด!

เกร็ด: ในบรรดาผลงานการแสดงของตนเอง Pacino เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า Serpico (1973) คือบทบาทชื่นชอบโปรดปรานมากที่สุด


เมื่อตอนที่ผกก. Lumet เข้ามาคุมบังเหียนโปรเจคนี้ เหลือเวลาเตรียมงานสร้างก่อนเริ่มถ่ายทำอีกเพียง 5 สัปดาห์ ซึ่งเขาต้องออกสำรวจหาสถานที่ถ่ายทำ (Location Scouting) จำนวนกว่า 100+ แห่ง! … แม้เจ้าตัวจะเติบโตในมหานคร New York City ก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่งานง่ายเลยสักนิด

You drive around in the car, and you go to this block and this block, “Stop here.” Get out, look, make a note of it. Back in the car and, you know, it really is boring.

And one of the terrific things about location looking is when it tells you. If I have to change things, I just go onto another location. I don’t want to change it, I want what’s there to work for me. In almost every instance, any location I’ve wound up with allowed me to do more than I had in mind originally, gave me more than I thought of.

Sidney Lumet

แซว: ผมรู้สึกว่า Serpico (1973) มีความเป็น ‘Time Capsule’ แห่งมหานคร New York City มากยิ่งกว่า Mean Streets (1973) เสียอีกนะ!

และยังต้องเหลือเวลาอีกสองสัปดาห์สำหรับตระเตรียมตัว ซักซ้อมการแสดง (Rehearsal) โดยให้อิสระกับ Pacino ในการปรับแก้ไข ‘improvised’ บทพูดตามความเหมาะสม … นั่นเพราะผกก. Lumet เพิ่งเข้ามามีส่วนร่วมได้ไม่นาน ผิดกับ Pacino ย่อมเข้าใจตัวละครและเรื่องราวมากกว่า และนี่ยังคือช่วงเวลาที่ทำให้เขาศึกษาบทหนังโดยละเอียดอีกด้วย!


ถ่ายภาพโดย Arthur J. Ornitz (1916-85) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เป็นบุตรของนักเขียน Samuel Ornitz (หนึ่งในสิบ Hollywood Ten ที่ถูก Blacklist ในยุคสมัย McCarthyism), โตขึ้นร่ำเรียนภาพยนตร์ยัง University of California, Los Angeles (UCLA), จากนั้นกำกับหนังสั้น Wanted – A Master (1936) ได้เข้าชิง Oscar: Best Short Subject (One-Reel), เป็นตากล้องให้ภาพยนตร์ The Connection (1961), The Boys in the Band (1970), Minnie and Moskowitz (1971), Serpico (1973) ฯ

โดยปกติแล้วภาพยนตร์ของผกก. Lumet มักก่อสร้างฉาก ถ่ายทำภายใน(สตูดิโอ) ซึ่งสามารถควบคุมการจัดแสง โทนสีสันได้โดยง่าย, Serpico (1973) ถือเป็นความท้าทายอย่างมากๆ เพราะต้องออกตระเวนไปถ่ายทำยังสถานที่ต่างๆ ด้วยระยะเวลาโปรดักชั่นเพียง 51 วัน ทำให้ต้องเปลี่ยนโลเกชั่นวันละไม่น้อยกว่า 2-3 ครั้ง (และวันหนึ่งต้องถ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 35 ช็อต!) จึงแทบไม่มีโอกาสควบคุมแสงสว่าง สภาพแวดล้อมรอบข้างได้เลย

ถึงอย่างนั้นผกก. Lumet ยังต้องการให้หนังมีสัมผัสของฤดูร้อน “idyllic and hazy” ค่อยๆวิวัฒนาการสู่ฤดูหนาว “cold and heavy” สังเกตจากเสื้อผ้าสวมใส่ (จากเสื้อแขนสั้นสบายๆ กลายเป็นแจ็คเก็ตแขนยาวซ้อนทับหลายชั้น) และสีสันเริ่มต้นด้วยโทนสว่าง ก่อนค่อยๆคมเข้ม ดำมืดมิดขึ้นตามลำดับ

There’s a limit to your control on location. Interiors, you can do whatever you want, but on exteriors, obviously, it’s going to be dictated by sun or no sun and so on. There was no deliberate attempt to do that in the picture. There was an attempt, as you can see with Al, to get him darker and darker.

Sidney Lumet

ผกก. Lumet เล่าว่าการถ่ายทำ Serpico (1973) เป็นงานที่เหน็ดเหนื่อย หนักหน่วง ต้องใช้ทั้งร่างกายและจิตใจ “physically brutal, and emotionally tough” พอเสร็จงานสร้างก็แทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงมากกว่าเรื่องอื่นใด

‘Serpico’, just physically and in terms of logistics, gives you the problem of keeping your emotional theme work in perspective. You have to ask yourself not only ‘Where am I physically?’ but ‘Where am I emotionally?’ I think I was more tired after finishing ‘Serpico’ than almost any movie I’ve ever done. There was also the obligation to the real Frank Serpico–to be honest with his life and not exploit it.


เรื่องราวของหนังดำเนินไปในระยะเวลา 11 ปีที่ Frank Serpico ทำงานในกรมตำรวจ NYPD โดยเริ่มต้นจะมีใบหน้าหล่อเหลา ตัดผมเกลี้ยงเกลา ก่อนหนวดเคราค่อยๆดกครึ้ม หนาเตอะ ไม่ต่างจากมหาโจร! แต่การถ่ายทำจะรอคอยให้หนวดค่อยๆยาว อาจต้องใช้เวลานานนับปี หรือถ้าติดหนวดปลอม Pacino ก็คงไม่ยินยอมสักเท่าไหร่ (นักแสดง ‘method acting’ มักจริงจังกับเรื่องพรรค์นี้อย่างมากๆ)

วิธีการก็คือ Pacino ปล่อยให้มันยาวมาตั้งแต่ The Godfather Part II (1974) พอถึงวันเริ่มถ่ายทำ Serpico (1973) ก็จะดกครื้ม หนาเตอะ สำหรับถ่ายทำฉากสุดท้ายแล้วค่อยไล่ย้อนลำดับกลับมาต้นเรื่อง (Reverse-Chronological Order) โดยในแต่ละวันผกก. Lumet จะตัดสินใจว่าจะและเล็มหนวดเคราให้สั้นลงมากน้อยเพียงใด

ผมมองนัยยะหนวดเคราและทรงผมของ Serpico สะท้อนวิวัฒนาการ/ประสบการณ์ สิ่งชั่วร้ายที่ค่อยๆเรียนรู้ ซึมซับจากสภาพแวดล้อมรอบข้าง

  • ช่วงเริ่มต้นสวมเครื่องแบบตำรวจ ใบหน้าหล่อเหลา เกลี้ยงเกลา สื่อถึงความละอ่อนวัย บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยังไม่ค่อยเข้าใจต่อวิถีทางโลก
  • เมื่อเริ่มไว้หนวด แต่งชุดไปรเวท แสดงถึงการเริ่มมีประสบการณ์ชีวิต รับรู้วิถีทางโลกที่ใครต่อใครต่างแสวงหาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ กอบโกยเงินเข้ากระเป๋าอยู่ตลอดเวลา … ยังพออดรนทนได้บ้างกับความคอรัปชั่นเล็กๆน้อยๆ
  • พอผมยาว เคราดกหนา มาถึงจุดที่เข้าใจว่าทั้งกรมตำรวจ ตั้งแต่รากหญ้าถึงระดับหัวหน้าล้วนเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น แทรกซึมอยู่ทุกแห่งหน … พบเห็นมาอะไรๆมามาก จนสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อกรมตำรวจ

ตัดต่อโดย Dorothea Corothers “Dede” Allen (1923-2010) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cleveland, Ohio ด้วยความหลงใหลในภาพยนตร์ โตขึ้นสมัครงานที่ Columbia Pucture เริ่มจากแผนก Sound Effect ระหว่างนั้นเข้าเรียนคลาสภาพยนตร์ The Actor’s Lab แล้วได้แต่งงานกับนักเขียน Stephen Fleischman พากันไปอยู่ยุโรปสองปี กลับมา New York City ได้รับว่าจ้างตัดต่อโฆษณา, ภาพยนตร์เรื่องแรก Odds Against Tomorrow (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Hustler (1961), America, America (1963), Bonnie & Clyde (1967), Serpico (1973), Dog Day Afternoon (1975), Reds (1981), Wonder Boys (2000)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง/สายตาของนายตำรวจ Frank Serpico เริ่มต้นถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กำลังเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาล จากนั้นถึงเล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) กลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้า ชายหนุ่มหน้าใส Serpico เพิ่งสำเร็จการศึกษา กำลังเตรียมเข้าทำงานในกรมตำรวจ NYPD … การดำเนินเรื่องลักษณะนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมบังเกิดข้อคำถาม ทำไมชายคนนี้ถึงถูกยิง? ไปทำอะไรผิดใจใครไว้? บางคนแสดงสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย? และทำไมบางคนกลับพูดสาปแช่งให้ตกตาย?

  • อารัมบท, Frank Serpico ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส เข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาล
  • ปีแรกๆของการทำงานในกรมตำรวจ
    • หลังเรียนจบได้รับมอบหมายเป็นเจ้าหน้าที่สายตรวจ
    • ต่อมาได้กลายเป็นตำรวจลับ สวมชุดไปรเวท เริ่มไว้หนวด แต่แทนที่จะไล่จับโจรกลับพบเห็นจีบสาว/นักเต้นบัลเล่ต์ Leslie (รับบทโดย Cornelia Sharpe)
    • หลังจากย้ายมาทำงานอีกสำนักงานหนึ่ง พอดิบพอดีเลิกราแฟนสาว แล้วจู่ๆได้รับซองจดหมายใส่เงินลึกลับ
  • สินบน/ค่าไถ่ตำรวจ
    • Serpico ไม่โอเคกับซองจดหมายดังกล่าว นำไปพูดคุยกับ Bob Blair ร่วมกันหาทางออกด้วยการรายงานแก่ผู้บังคับบัญชาการ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ
    • ระหว่างนั้น Serpico จีบสาวคนใหม่ Laurie (รับบทโดย Barbara Eda-Young)
    • จากนั้น Serpico ก็ได้พบเห็นวิธีการเรียกค่าไถ่ของเพื่อนตำรวจ จดจำรายละเอียด บันทึกเทปสำหรับใช้เป็นหลักฐานมัดตัว
    • จากนั้นนำความจะไปบอกกล่าวกับนายกเทศมนตรี แต่กลับถูกตีตกอย่างน่าผิดหวัง
  • Knapp Commission
    • มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษนำโดย Whitman Knapp ตั้งชื่อว่า Knapp Commission เพื่อตรวจสอบความคอรัปชั่นภายในองค์กรตำรวจ
    • Laurie ตัดสินใจเลิกรากับ Serpico
    • Serpico ขึ้นให้การกับ Knapp Commission เลยถูกหมายหัวว่าเป็นคนทรยศ
    • แต่หลังจาก Knapp Commission ก็ไม่ได้ทำให้ความคอรัปชั่นในกรมตำรวจลดน้อยลง Serpico จึงตัดสินใจส่งข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดให้กับหนังสือพิมพ์ The New York Times
  • แผนกยาเสพติด (Narcotics)
    • Serpico ถูกส่งตัวไปแผนกยาเสพติด
    • ระหว่างกำลังเข้าจับกุมพ่อค้ายา โดนเพื่อนตำรวจลอยแพ ปล่อยให้ถูกยิงเข้าที่ใบหน้า
    • กลับมาปัจจุบัน โชคดีว่ากระสุนขนาดเล็กไปไม่ถึงสมองจึงรอดชีวิตอย่างหวุดหวิด
    • Serpico ได้รับมอบเหรียญเกียรติยศ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ตัดสินใจลาออกจากกรมตำรวจ

ด้วยความที่โปรดักชั่นมีความเร่งรีบ ไฟลนก้น ทุกค่ำคืนผกก. Lumet จะมานั่งเลือกฟุตเทจใช้งานได้ แล้วเป็นหน้าที่ของ Allen ในการแปะติดปะต่อหนังเข้าด้วยกัน และพอวันสุดท้ายปิดกองถ่ายทำ เหลือเวลาอีกแค่ 48 ชั่วโมง ก่อนต้องส่งต่องานไปยังแผนกเสียง (Sound Mixing & Editing) นั่นแทบไม่หลงเหลือเวลาตรวจทานอะไร … โดยปกติแล้วผกก. Lumet มักดูแลงานตัดต่อด้วยตนเองโดยละเอียด แต่สำหรับ Serpico (1973) จำต้องพึ่งพาอัจฉริยภาพของ Allen ได้ผลลัพท์น่าประทับใจอย่างมากๆ


ดั้งเดิมนั้นผกก. Lumet ไม่ต้องการแทรกใส่เพลงประกอบ เพราะความเงียบงันช่วยสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน สิ้นหวังได้ดีอยู่แล้ว แต่โปรดิวเซอร์ De Laurentiis ยืนกรานว่าต้องใส่! บังเอิญได้ข่าวคราวนักแต่งเพลงชาวกรีก Mikis Theodorakis เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เลยรีบออกเดินทางไปพบเจอ ณ กรุง Paris ชักชวนมาร่วมงานโดยพลัน

Dino wanted music, and I knew that if I didn’t do something about this, he’d take it back to Italy and Nino Rota would lay in a score like wall-to-wall carpeting. I found out by sheer accident that a wonderful composer and a great political activist by the name of [Mikis] Theodorakis, a Greek composer, had just gotten out of jail. The Greek government at that time was pretty much a fascist government, and he had served over a year in jail. And so I figured, well, what the hell, he has got to need money. And I found him in Paris, twenty-four hours after he got out.

I said, “Mikis, I don’t think the picture needs a score, but I’m terrified of what happens if I don’t put one in, because then Dino will put one in. And I thought this could be marvelous for you, because I know what’s in the budget and you could pick yourself up a fast seventy-five thousand bucks here.” And he said, “I’m taking the next plane.” And he arrived in New York the next day.

Sidney Lumet

เพลงประกอบโดย Michail “Mikis” Theodorakis, Μιχαήλ “Μίκης” Θεοδωράκης (1925-21) คีตกวีสัญชาติกรีก เกิดที่ Chios, Second Hellenic Republic ตั้งแต่เด็กค้นพบความหลงใหล Greek Folk Music เริ่มหัดแต่งเพลงด้วยตนเอง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครกองหนุน Greek People’s Liberation Army (ELAS), หลังสงครามถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์เลยโดนจับกุม ทัณฑ์ทรมาน เมื่อได้รับการปล่อยตัวเข้าศึกษา Athens Conservatoire ต่อด้วย Conservatoire de Paris จากนั้นเริ่มแต่งเพลง Symphony, Concerto, Bellet, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Zorba the Greek (1964), Z (1969), Serpico (1973) ฯ

เมื่อ Theodorakis ได้รับชมหนังก็แสดงความคิดเห็นด้วยกับผกก. Lumet ว่าไม่จำเป็นต้องใส่เพลงประกอบแต่อย่างไร แต่เพราะมันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ (คงอยากได้ค่าจ้างด้วยกระมัง) จึงนำเอาเพลงที่เคยแต่งไว้มามอบให้ อยากจะแทรกใส่ตรงไหนก็ตามสบาย … สรุปแล้ว Theodorakis ไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับหนัง แค่นำเพลงเคยแต่งไว้มามอบให้ทั้งนั้น!

We ran the movie. He loved it. He said, “You’re absolutely right, it shouldn’t have music… however…” (I was hustling him, and he was hustling me at the same time. He was charming.) From his pocket, he took out a cassette. He said, “Many years ago, I wrote a little thing that might be right for the movie.” And I said, “Oh, great, great, great.”

ผมคาดเดาว่า Theodorakis น่าจะเขียนเพลงเหล่านี้ขึ้นระหว่างถูกคุมขัง ทัณฑ์ทรมาน เพราะตนเองปฏิเสธให้ความร่วมมือรัฐบาลเผด็จการ ท่วงทำนองจึงมีอารมณ์เศร้าๆ ฟังแล้วสัมผัสถึงความเจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน โดยไม่รู้ตัวมีความสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของนายตำรวจ Serpico เพราะเป็นคนซื่อตรง ไม่คดโกง ปฏิเสธรับเงินสินบน จึงถูกขับไล่ ผลักไส ไม่ได้รับการยินยอมรับ แต่การเป็นคนดีมันผิดอะไร? … ช่างเป็นความบังเอิญที่เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ!

Serpico เป็นบุคคลที่มีความหลงใหลในศิลปะ การแสดง (บัลเล่ต์) รวมถึงชื่นชอบฟังเพลงอุปรากร ระหว่างนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน พูดคุยกับ(ว่าที่แฟนสาวคนใหม่) Laurie เธอสอบถาม “Is that Björling?” เขาตอบว่า “It’s Di Stefano.” บุคคลทั้งสองคือ Jussi Björling และ Giuseppe Di Stefano ต่างเป็นนักร้องอุปรากรเสียง Tenors จากสวีเดนและอิตาลีตามลำดับ

ส่วนบทเพลงได้ยินชื่อว่า E lucevan le stelle (แปลว่า And the stars were shining) มีลักษณะ Romantic Aria จากอุปรากรสามองก์ Tosca (1900) ประพันธ์โดย Giacomo Puccini (1858-1924) คีตกวีสัญชาติอิตาเลี่ยน, นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1800 ระหว่างสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส (1792 – 1802) ซึ่งชาวอิตาเลี่ยนกำลังถูกรุกรานโดยจักรพรรดิ Napolean เล่าถึงการกดขี่ข่มเหง ปมฆาตกรรม และภาวะไม่สงบทางการเมือง

Frank Serpico นายตำรวจผู้มีอุดมการณ์มุ่งมั่น แรงกล้า ต้องการทำหน้าที่ตนเองอย่างสุดความสามารถ แต่ปัญหาพบเจอกลับเกิดขึ้นภายในองค์กร (Internal Affair) เพื่อนตำรวจแทนที่จะจับกุมคนร้าย อาชญากรมาดำเนินคดีความ วันๆเอาแต่เรียกเก็บค่าไถ่ นำเอาสินบนมาแจกจ่าย ตั้งแต่รากหญ้าถึงระดับหัวหน้า นั่นคือพฤติกรรมคอรัปชั่น ขัดต่อสามัญสำนึก จรรยาบรรณวิชาชีพ สร้างความเสื่อมเสียหายให้กรมตำรวจ และประเทศชาติอย่างมหาศาล

การกระทำของ Serpico ปฏิเสธรับเงินสินบน เปิดโปงพฤติกรรมคอรัปชั่นภายในกรมตำรวจ ใครต่อใครย่อมบอกได้ว่านั่นคือสิ่งถูกต้อง สมควรทำ แต่กลับทำให้เขาถูกตีตราว่าร้าย กลายเป็นบุคคลทรยศหักหลังพวกพ้อง โดนกลั่นแกล้ง พานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย มันช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าสลด หดหู่ใจ ทำไมโลกมันช่างบิดเบี้ยว กลับตารปัตรตรงกันข้ามเสียนี่!

และที่พิลึกพิลั่นไปกว่านั้น มุมมองคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน พฤติกรรมของ Serpico ดูอุดมคติ บ้าหลักการ สุดโต่งเกินไป ไม่รู้จักประณีประณอม “เข้าเมืองตาหลิ่ว ย่อมหลิ่วตาตาม” เพราะองค์กรรัฐมีโครงสร้างอำนาจชัดเจน (คล้ายๆพวกองค์กรพีระมิด) เจ้าหน้าที่ระดับล่างจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน ไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วง (นอกจากเส้นสายใหญ่โต) ถ้าได้หัวหน้า/เพื่อนร่วมงานดีก็ดีไป พบเจอพวกลุ่มหลงในอำนาจ ชีวิตบัดซบโดยพลัน

ผมมองไม่เห็นว่าการสังคายนา ปฏิรูปกรมตำรวจ จะทำให้อะไรๆปรับเปลี่ยนแปลงไป มันอาจสร้างความหวัง องค์กรมีความโปร่งใส ชนชั้นผู้น้อยสามารถลืมตาอ้าปาก แต่สุดท้ายแล้วมันยังขึ้นอยู่กับตัวบุคคล คนเคยคอรัปชั่นย่อมพยายามหาช่องโหว่ใหม่ๆ คดโกงกินไป เวียนวนไม่รู้จักจบสิ้น … การปฏิรูปองค์กรมันคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หาใช่ต้นตอแท้จริงๆซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใจมนุษย์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถทำอะไรได้นอกจากตัวเขาเอง

เมื่อตอนออกฉาย Serpico (1973) มันช่างเป็นความพอดิบพอดีกับการมาถึงของคดีวอเตอร์เกต (Watergate Scandal) นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างอย่างแน่นอน! แต่โดยไม่รู้ตัวสามารถสะท้อนบรรยากาศการเมืองทศวรรษนั้น แสดงให้ถึงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ สิ่งสกปรกซุกไว้ใต้พรม หมักหมมจนเกินปกปิด มันจึงค่อยๆถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ ประชาชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานรัฐ ประชาธิปไตยไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างเคยวาดฝันไว้

ผลงานของผกก. Lumet มักเกี่ยวกับบุคคลหัวขบถ แปลกแยก แม้กระทำสิ่งถูกต้อง แต่สังคมกลับไม่ให้การยินยอมรับ, แม้ว่า Serpico (1973) จะนำเสนอความพ่ายแพ้ของอุดมการณ์ แต่ก็สร้างความตระหนักต่อผู้ชม ให้รับทราบถึงปัญหาของระบบ ภายในองค์กร สิ่งชั่วร้ายซุกไว้ใต้พรม หมักหมมมจนไม่สามารถปกปิด จำเป็นต้องรีบเร่งปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่ให้ประชาชนสูญเสียศรัทธาเชื่อมั่นไปมากกว่านี้


ด้วยทุนสร้าง $3.3 ล้านเหรียญ เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถทำเงินได้ $29.8 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ช่วงปลายปียังได้เข้าชิง Golden Globe และ Oscar อย่างละสองสาขา

  • Academy Award
    • Best Actor (Al Pacino) พ่ายให้กับ Jack Lemmon จากภาพยนตร์ Save the Tiger (1973)
    • Best Adapted Screenplay
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Actor – Drama (Al Pacino)**คว้ารางวัล

แซว: ผมบังเอิญพบเจอเรื่องเล่าขำๆของ Al Pacino ระหว่างการประกาศรางวัล Oscar ปีนั้น ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่าเป็นรายการชั่วโมงเดียว และยังบอกว่าไม่อยากชนะรางวัลเพราะ … (อ่านเอาเองนะครับ ขี้เกียจแปล)

I was at the Oscars once, for Serpico. That was the second time I was nominated. I was sitting in the third or fourth row with Diane Keaton. Jeff Bridges was there with his girl. No one expected me to come. I was a little high. Somebody had done something to my hair, blew it or something, and I looked like I had a bird’s nest on my head, a real mess. I sat there and tried to look indifferent because I was so nervous. Any time I’m nervous, I try to put on an indifferent or a cold look. At one point, I turned to Jeff Bridges and said, “Hey, looks like there won’t be time to get to the Best Actor awards.” He gave me a stange look. He said, “Oh, really?” I said, “It’s over, the hour is up.” He said, “It’s three hours long.” I thought it was an hour TV show, can you imagine that? And I had to pee—bad. So I popped a valium. Actually, I was eating valium like they were candy. Chewed on them. Finally came the Best Actor. Can you imagine the shape I was in? I couldn’t have made it to the stage. I was praying, “Please don’t let it be me. Please.” And I hear…”Jack Lemmon.” I was just so happy I didn’t have to get up, because I never would have made it.

Al Pacino

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ จากต้นฉบับฟีล์มเนกาทีฟ คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 แต่ทาง Kino Lorber เหมือนจงใจเลื่อนการวางจำหน่าย 4K Ultra HD + Blu-Ray มาจนค.ศ. 2023 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี (50th Anniversary)

แม้นักวิจารณ์หลายคนแสดงความคิดเห็นว่า หนังไม่สามารถสร้างอารมณ์บีบเค้นคั้น นำพาความอึดอัดอั้นไปถึงขีดสุด “didn’t give a sense of frustration you feel when you’re not able to do anything”. – Pauline Kael แต่ผมไม่ค่อยสนใจจุดแตกหักตัวละครสักเท่าไหร่ ตั้งตาดูว่าท้ายที่สุด Serpico จะยังมั่นคงต่ออุดมการณ์ ไม่ผันแปรเปลี่ยนความเชื่อมั่นของตนเองได้หรือไม่ นั่นต่างหากคือความหมายของ “ทองแท้ไม่แพ้ไฟ” บุคคลสมควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ

เอาจริงๆผมอยากจัดหนังเข้าลิส “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แต่ยุคสมัยนี้บุคคลอย่าง Serpico ดูจับต้องไม่ได้ อุดมคติเกินไป ใครแสดงพฤติกรรมเช่นนั้นก็มักอยู่ไม่รอดปลอดภัย อย่าเอาแต่มองโลกสุดโต่งเพียงด้านเดียว เราจำเป็นต้องเรียนรู้จักการปรับตัว “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ถ้าอดรนทนไม่ไหวก็ก้าวออกมา หาหนทางยืนด้วยลำแข้งตนเองจะดีกว่า

จัดเรต 15+ กับความคอรัปชั่นในวงการตำรวจ

คำโปรย | นายตำรวจ Serpico รับบทโดย Al Pacino ประดุจทองแท้ไม่แพ้ไฟ แต่ไม่ว่าจะย้ายไปหน่วยงานไหน ล้วนพบเจอความคอรัปชั่นซุกซ่อนภายใน
คุณภาพ | ท้
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: