Seven Years in Tibet (1997)

Seven Years in Tibet

Seven Years in Tibet (1997) hollywood : Jean-Jacques Annaud ♥♥♥

ต่อให้ Brad Pitt สามารถพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลก แต่ถ้าจิตใจยังเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่ต่างกับการถูกจับขังในค่ายกักกัน พยายามหลบหนีออกมาสักกี่ครั้ง ย่อมไม่วันค้นพบเจอความสงบสุขภายในจิตใจ, ท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านต้นฉบับหนังสือชีวประวัติเรื่องนี้ จดบันทึกสั้นๆว่า ‘ดีมาก’

ผมไม่เคยอ่านหนังสือ Seven Years in Tibet แต่ค่อนข้างเชื่อว่าน่าจะดีกว่าฉบับภาพยนตร์ ที่แม้มีภาพสวย เพลงเพราะ (โดย John Williams, บรรเลงเชลโล่โดย Yo-Yo Ma) เนื้อเรื่องราวกลับค่อนข้างจะกลวงโบ๋ นำเสนอการเดินทางสำคัญกว่าสาสน์สาระจับต้องได้ และที่สุดคือ Brad Pitt เป็นการแสดงขาดความน่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง

มีนักข่าวจากนิตยสาร TIME น่าจะตั้งแต่ตอนหนังออกฉาย สอบถาม Brad Pitt ถึงความครุ่นคิดต่อปัญหาขัดแย้งระหว่างจีน-ทิเบต

“Who cares what I think China should do about Tibet? I’m a fucking actor… I’m a grown man who puts on make-up”.

– Brad Pitt

แต่ดูแล้วพี่แกโคตรเต็มไปด้วยอคติกับสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากถูกแบนห้ามเข้าประเทศหลังแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ เมื่อตอนใช้ชีวิตคู่กับ Angelina Jolie เคยพยายามยื่นเรื่องขอรับบุตรบุญธรรมเชื้อสายจีน (แน่นอนว่าถูกปฏิเสธ) นี่เป็นการแสดงความยั่วยุ ประชดประชัน แม้ปัจจุบันจะได้รับการปลดแบนเรียบร้อยแล้ว เคยเดินทางไปร่วมโปรโมท Allied (2016) ที่เซี่ยงไฮ้ แต่หน้ากากสวมโดยนักแสดง คำพูดการกระทำไม่สำคัญเท่าความครุ่นคิดหรอกนะ

ผู้กำกับ Jean-Jacques Annaud ก็พอกันเลยนะครับ กลับกลอก ปลิ้นปล้อน สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยอ้างความไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาขัดแย้งกับรัฐบาลจีน ซึ่งหลังจากถูกแบนห้ามเข้าประเทศ ส่งจดหมายเปิดผนึกว่าไม่ได้เห็นด้วยกับอิสรภาพของทิเบต หรือมีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆกับทะไลลามะ

“I had never supported Tibet’s independence and had no personal relationship with the Dalai Lama”.

– Jean-Jacques Annaud


ก่อนอื่นขอกล่าวถึงหนังสืออัตชีวประวัติ Sieben Jahre in Tibet (1952) ต้นฉบับภาษาเยอรมันเขียนโดย Heinrich Harrer (1912 – 2006) นักปีนเขา นักธรณีวิทยา นักกีฬา Alpine Skiing (แต่ไม่ได้คว้าเหรียญรางวัลใดๆ) สัญชาติ Austria, เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากการพิชิต Eiger North Face ยังเทือกเขา Bernese Alps ที่ Switzerland เมื่อปี 1938

ค.ศ. 1939, Harrer ร่วมออกเดินทางไปกับ Peter Aufschnaiter (1899 – 1973) นักปีนเขาชาว Tyrolean (Austria-Hungary) เพื่อพิชิต Diamir Face ยังเทือกเขา Nanga Parbat, British India (ภูเขาสูงอันดับ 9 ของโลก) แต่หลังเกิดหิมะถล่มเลยตัดสินใจถอยร่นลงมา ถูกจับกุมโดยทหารอังกฤษ ซึ่งพอดิบพอดีกับการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง เลยถูกส่งไปค่ายกักกันที่เมือง Ahmednagar พยายามหลบหนีหลายครั้งจนสำเร็จเมื่อ 26 เมษายน 1944 จากนั้นมุ่งหน้าข้ามพรมแดนสู่ทิเบตวันที่ 17 พฤษภาคม 1944 และมาถึงกรุง Lhasa วันที่ 15 มกราคม 1946

ค.ศ. 1948, Harrer ได้งานกินเงินเดือนจากรัฐบาลทิเบต รับหน้าที่แปลข่าวภาษาต่างประเทศ ช่างถ่ายรูป รวมถึงทำแผนที่เมือง ทั้งยังมีโอกาสพบเจอทะไลลามะองค์ที่ 14 เรียกตัวมาสอบถามเรื่องกีฬาไอซ์สเก็ต ทั้งยังมอบหมายให้สร้างโรงภาพยนตร์ โดยใช้เครื่องยนต์รถจิ๊ป และได้กลายเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา … ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทคบหากันจนวันตาย

Harrer เดินทางกลับ Austria เมื่อปี ค.ศ. 1952 แล้วจึงเขียนหนังสืออัตชีวประวัติสองเล่ม Seven Years in Tibet (1952) กับ Lost Lhasa (1953) ได้รับการแปล 53 ภาษา ทั้งยังกลายเป็น Bestselling ประจำปี 1954 ที่สหรัฐอเมริกา ยอดขายกว่า 3 ล้านเล่ม

Wherever I live, I shall feel homesick for Tibet. I often think I can still hear the cries of wild geese and cranes and the beating of their wings as they fly over Lhasa in the clear, cold moonlight. My heartfelt wish is that my story may create some understanding for a people whose will to live in peace and freedom has won so little sympathy from an indifferent world”.

– Heinrich Harrer

หลังจาก Harrer เขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จ ได้ติดต่อผู้กำกับ Hans Nieter ขอให้ดัดแปลงสร้างสารคดี Seven Years in Tibet (1956) ความยาว 79 นาที กำกับโดย Hans Nieter น่าเสียดายหารับชมใน Youtube ได้เพียง 47 นาทีเท่านั้น

LINK: [youtube]

ช่วงต้นทศวรรษ 80s มีโอกาสหวนกลับไปเยี่ยมเยียนทิเบตอีกครั้ง (แต่ทะไลลามะหนีมาอยูอินเดียแล้ว) ถึงกับหัวใจสลาย เขียนหนังสือภาคต่อ Return to Tibet (1985), Return to Tibet: Tibet After the Chinese Occupation (1998) และ Beyond Seven Years in Tibet: My Life Before, During, and After (2007)

“Valuable cultural treasures had been destroyed by the invaders, and stories of concentration camps, forced labor, and political murders sent him reeling. Yet the country’s religion was still strong, and there continued both armed resistance to the Chinese and an unquashable national will”.

ภาพของ Heinrich Harrer กับทะไลลามะ

 

Jean-Jacques Annaud (เกิดปี 1943) ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Juvisy-sur-Orge, Essonne โตขึ้นเข้าเรียนสาขาภาพยนตร์จาก Institut des Hautes Études Cinématographiques (IDHEC) จบออกมาทำงานสายโฆษณาโทรทัศน์ จนมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Black and White in Color คว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film, ผลงานเด่นอื่นๆ Quest for Fire (1981), The Lover (1992), Seven Years in Tibet (1997), Enemy at the Gates (2001) ฯ

ความสนใจของ Annaud ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก คือการได้ออกผจญภัย ท่องโลก เปิดหูเปิดตา เรียนรู้จักวัฒนธรรมใหม่ๆ ลุ่มหลงใหลในความแตกต่าง อันเป็นเหตุให้เกิดการขัดแย้งระหว่างสองฝั่งฝ่าย

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Becky Johnston นักเขียนหญิง สัญชาติอเมริกัน ก่อนหน้านี้มีผลงานเด่นอย่าง The Prince of Tides (1991) กำกับโดย Barbra Streisand ได้เข้าชิง Oscar: Best Adapted Screenplay

มีหลายสิ่งอย่างทีเดียวที่ภาพยนตร์แตกต่างจากต้นฉบับหนังสือชีวประวัติ
– ในหนัง Harrer ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘German Hero’ แต่เขากลับสวนว่า ‘I’m Austrian’ ยุคสมัยนั้นใครพูดแบบนี้ถือว่าหาญกล้ามากๆ ซึ่งในหนังสือและตัวจริงของ Harrer เป็นสมาชิก Nazi Schutzstaffel (S.S.)
– ใจความหลักๆของหนัง ให้ลูกชายของ Herrer คือศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ชีวิตของและในหนังสือไม่ได้พูดเอยถึงสักนิด ไร้ซึ่งเยื่อใยเหตุผลใดๆให้อยากหวนยุโรป
– การมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์ในหนังด้วยเครื่องบินแฝงนัยยะบางอย่าง ซึ่งความเป็นจริง Lhasa Gonggar Airport สร้างเสร็จปี 1956 หลังจาก Herrer หวนกลับออสเตรียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
– ใครเคยรับชม Kundun (1997) น่าจะรับรู้ว่าบุคคลที่พูดประโยค ‘religion is poison’ จริงๆแล้วคือท่านประธานเหมาเจ๋อตุง เมื่อครั้นทะไลลามะเสด็จสู่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 1954
ฯลฯ

Heinrich Harrer (รับบทโดย Brad Pitt) นักปีนเขาชื่อดังชาวออสเตรีย ทอดทิ้งภรรยากำลังตั้งครรภ์ ออกเดินทางร่วมกับ Peter Aufschnaiter (รับบทโดย David Thewlis) จุดประสงค์เพื่อพิชิตเทือกเขา Nanga Parbat ณ British India (ปัจจุบันคือประเทศ Pakistan) ระหว่างทางเมื่อพานพบเจอหิมะถล่ม ถอยร่นกลับมาถูกจับโดยทหารอังกฤษ ส่งตัวเข้าค่ายกักกันที่ Dehradun เมื่อหลบหนีมาได้ออกเดินทางร่วมกันจนมาถึงทิเบต


William Bradley ‘Brad’ Pitt (เกิดปี 1963) นักแสดง โปรดิวเซอร์สัญชาติอเมริกา เป็นดาราชายน่าจะถือได้ว่ามีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก, ผลงานแรกที่ทำให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักคือ Thelma & Louise (1991), A River Runs Through It (1992) จนนักวิจารณ์ชมว่าต่อไปคงโด่งดังเหมือน Robert Redford สมัยหนุ่มๆ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับ Seven และ 12 Monkeys ตามมาด้วย Fight Club (1999) และผลงานอื่นๆ อาทิ Ocean’s Eleven (2001), Troy (2004), Mr. & Mrs. Smith (2005) ฯ

รับบท Heinrich Harrer ครึ่งแรกเป็นคนสันโดษ นิสัยดื้อรั้น หัวใจนักเลง มากด้วยความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน แต่ภายในกลับรวดร้าวราน เต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นวาย, หลังจากได้รับการตักเตือนจากเพื่อนสนิท เสียสละหญิงสาวที่อุตส่าห์มุ่งมั่นจีบ พานพบเจอทะไลลามะ โดยไม่รู้ตัวค่อยๆซึมซับรับวัฒนธรรม กลายเป็นคนกล้าเผชิญหน้า ยินยอมรับความผิดพลาด ครุ่นคิดทำอะไรเพื่อผู้อื่น และที่สุดคือสามารถเดินทางหวนกลับบ้านเกิด พานพบเจอลูกชายทอดทิ้งมาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์

Richard Gere, Ralph Fiennes, Daniel Day-Lewis ต่างให้ความสนใจบทบาทนี้ แต่การมาลงเอยที่ Brad Pitt เป็นเรื่องของการลงทุนล้วนๆ เพราะขณะนั้นกำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง แม้ค่าตัวจะสูงถึง $8 ล้านเหรียญ แต่ก็ทำให้นายทุนยินยอมจ่ายโปรเจคนี้ถึง $70 ล้านเหรียญ!

เกร็ด: Richard Gere คืออีกหนึ่งตัวตั้งตัวตีของหนัง แม้เจ้าตัวไม่ได้รับบทแต่กลายเป็น Executive Producer นำบทหนังไปขออนุญาตทะไลลามะ อ่านแล้วชื่นชอบพร้อมอำนวยอวยพรให้ประสบความสำเร็จ

ย้อมผมทอง ดัดสำเนียงยุโรปตะวันออก นั่นเป็นภาพที่ดูอัปลักษณ์เสียเหลือเกิน! ครึ่งแรกทำตัวเหมือนไอ้เด็กเมื่อวานซืน แต่เพราะอะไร ทำไม อยู่ดีๆถึงปรับเปลี่ยนแปลงไป หนังไม่ได้ขยี้จุดนี้มากพอจน และ Pitt ก็มิได้อัจฉริยะขนาดทำให้ผู้ชมเชื่อว่าตัวละครของเขาปรับเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ

แซว: สำเนียงออสเตรียของ Brad Pitt ได้รับการจัดอันดับ 3 ชาร์ท ‘All-Time Worst Movie Accents’ โดยนิตยสาร Empire

แซว 2: Heinrich Harrer ตัวจริงแซว Brad Pitt ว่า

“Brad Pitt was a terrible choice to play me. At that age I was much better looking than him”.

– Heinrich Harrer


David Thewlis ชื่อเดิม David Wheeler (เกิดปี 1963) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Blackpool, Lancashire, สมัยวัยรุ่นรวมกลุ่มกับเพื่อนตั้งวงดนตรี เล่นกีตาร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นนักแสดงเข้าเรียน Guildhall School of Music and Drama จบออกมาได้รับบทเล็กๆในรายการซิทคอม ซีรีย์โทรทัศน์ โด่งดังพลุแตกกับ Naked (1993) คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ผลงานเด่นๆ อาทิ Total Eclipse (1995), Seven Years in Tibet (1997), ออดิชั่นบท Quirinus Quirrell ใน Harry Potter ภาคแรก แต่ภายหลังได้รับเลือกเป็น Professor Remus Lupin, Kingdom of Heaven (2005), The New World (2005), Theory of Everything (2014) ,Wonder Woman (2017) ฯ

รับบท Peter Aufschnaiter เพื่อนหนึ่งเดียวของ Heinrich Harrer ก็ไม่ได้สนิทสนมชิดเชื้อ แต่จำต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไปไหนด้วยกันตลอดการเดินทาง ด้วยจิตใจอันดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้ได้ครองคู่หญิงสาว สร้างความอิจฉาริษยาขุ่นเคืองให้ Harrer ไม่น้อย

แม้เพียงพระรอง แต่ผมว่า Thewlis แย่งซีน Pitt อยู่บ่อยครั้งทีเดียว เพราะมีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจดีงาม แถมามารถแย่งฉกชิงหญิงสาวไปจากพระเอก นั่นกลายเป็นบทเรียนแห่งความเสียสละครั้งยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้


ถ่ายภาพโดย Robert Fraisse ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำผู้กำกับ Annaud และ Nick Cassavetes ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lover (1992), Seven Years in Tibet (1997), The Notebook (2004), Hotel Rwanda (2004) ฯ

เนื่องจากทางการจีนไม่อนุญาตให้ผู้สร้างเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์ในทิเบต [แบบเดียวกับ Kundun (1997)] หนังจึงเลือกประเทศ Argentina สร้างฉากขึ้นกว่า 40 เซต ลอกเลียนแบบพระราชวัง Potala ทั้งภายนอกภายใน, ส่วนฉากปีนป่ายเขาถ่ายทำยัง Mt. Waddington ณ British Columbia, Canada

นอกจากนี้ Annaud ยังแอบส่งทีมงานลักลอบเข้าไปถ่ายทำยังทิเบตจริงๆ ตามท้องถนน พระราชวัง ปริมาณฟุตเทจรวมแล้วกว่า 20 นาที นี่ได้รับการเปิดเผยสองปีถัดมา (เพราะผู้ชมส่วนใหญ่สมัยนั้นไม่เคยเดินทางไปทิเบต น้อยคนจะรับทราบความแตกต่าง)

งานภาพมีการจัดวางองค์ประกอบที่โดดเด่น เคลื่อนติดตาม แพนนิ่ง ปรับโฟกัส รวมไปถึงการจัดแสง-เงา สีสัน โดยเฉพาะฉากทิเบต ดูสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ

การออกเดินทางของ Heinrich Harrer พบเห็นภาพสะท้อนรางๆบนกระจกรถไฟ ทาบพอดิบพอดีกับเทือกเขาสูง สถานที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณ ดินแดนแห่งความสงบสุขทางใจของเขา

การปีนป่ายให้ถึงยอดเขา เป็นสัญลักษณ์ความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงของมนุษย์ ต้องการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับชัยชนะอันดับหนึ่งเหนือใคร แต่แน่นอนว่าย่อมเต็มไปด้วยภยันตราย ความตายย่างกรายเข้ามาอย่างง่ายดาย ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายโดยแท้

เกร็ด: ทั้ง Pitt และ Thewlis ต่างฝึกฝนปีนเขาจนเชี่ยวชำนาญ และพวกเขาก็เล่นฉากพวกนี้ด้วยตนเองไม่ใช่สตั๊น (แบบเดียวกับ Tom Cruise เลยนะ!)

เมื่อความเพ้อฝันทะเยอทะยาน(ในการปีนป่ายเขา)ไปไม่ถึงจุดยอดสูงสุด หวนกลับลงมาเลยถูกจับกักขังในค่ายกักกันทหาร สามารถสื่อสัญลักษณ์ได้ถึงจิตใจของ Heinrich Harrer พยายามนับครั้งไม่ถ้วน ตะเกียกตะกาย ดิ้นรน ต้องการหลบลี้หนีเอาตัวรอดอย่างขาดสติ ผลลัพท์เลยไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ จนท้ายที่สุดเมื่อตกลงปลงใจร่วมกับ Peter Aufschnaiter แผนการโง่ๆกลับโก้หรูหรา เข้าสำนวน ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย’

นำช็อตนี้มาเพราะการจัดแสงสวยมากๆ ชวนให้นึกถึงภาพวาดงานศิลปะของ Francisco Goya อยู่ไม่น้อยทีเดียว

นาฬิกา เวลาแห่งชีวิต สำหรับ Heinrich Harrer แม้มีถึงสามเรือนแต่ถือว่าได้ใช้ไปจนหมดสูญสิ้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทางมาครั้งนี้ ช่วงท้ายเขาสามารถค้นหาและคืนกับเจ้าของเดิม Peter Aufschnaiter กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ชดเชยเวลาทั้งหมดที่สูญเสียไป

นี่เป็น Sequence ตลกๆที่ผมไม่ฮาด้วยเลยนะ! อยู่ดีๆมีหญิงสาวมาบอกให้หนุ่มๆถอดเสื้อผ้า สีหน้าสายตาความครุ่นคิดทั้งสองเตลิดไปไกลถึง Sex อย่างแน่นอน เพราะอะไรทำไมตัวละครถึงครุ่นคิดเช่นนั้น? นี่มันสะท้อนความเย่อหยิ่งผยอง จองหอง สนเพียงกิเลสกาม พึงพอใจของตนเอง โดยเฉพาะ Pitt ท่วงท่าทางระริกรี้ ถอดเสื้อโชว์ซิกแพก ไร้มารยาท สันดานผู้ดีโดยสิ้นเชิง 

นัยยะของการตัดเย็บเสื้อผ้า ก็เหมือนการอาบน้ำชะล้างร่างกายจิตใจ สองหนุ่มเดินทางมาถึงทิเบต ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ ก็สมควรได้เริ่มต้นมีชีวิตใหม่

ตัวละครของ Pitt เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งผยอง อวดอ้างดี โชว์ลีลาสเก็ตฉากนี้ ต้องการเรียกร้องความสนใจใครๆ แต่นั่นเองทำให้เขาเริ่มรับรู้ตนเอง ถ้าอยากเข้าใจผู้อื่น ก็ต้องเริ่มจากลดทิฐิ มานะ อัตตะ ตัวตนเองลงบ้าง

มุมกล้องช็อตนี้พอดิบพอดีมากๆกับ เมื่อ Harrer เล่นสเก็ตหันกลับไป พบเห็น Aufschnaiter พรอดรัก Pema Lhaki ช่างบาดตาบาดใจ ทำให้เขาล้มลุกคลุกคลาน ตกอยู่ในความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกโดยทันที … ไปสอนพระลามะเล่นสเก็ตก็ได้ ปลดปล่อยวางความเจ็บปวดรวดร้าว

ทะไลลามะ เมื่อได้พบเจอ Heinrich Harrer อดไม่ได้ที่จะต้องลูบเล่นทรงผม ‘Yellow Head’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวตะวันตกผู้เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนง อวดองค์ตนเองว่าสูงส่งยิ่งใหญ่ กลับไม่ได้มีนัยยะความหมายอะไรในสถานที่แห่งนี้

นัยยะของฉากนี้เสมือนว่า ทะไลลามะ เป็นผู้ค่อยๆละลายทิฐิ ความเห็นแก่ตัวของ Harrer เพราะเขาต้องก้มหัวให้เด็กชาย นั่นเป็นสิ่งที่วัฒนธรรมตะวันตกไม่มีวันเป็นไปได้ เลยเกิดความครุ่นคิด เปรียบเทียบ ตระหนักถึงบางสิ่งอย่างขึ้นภายในจิตใจ

การมาถึงของนายพลจากพรรคคอมมิวนิสต์ เครื่องบินลงจอดอย่างตลบอบอวน เป็นการสะท้อนความไม่เห็นฝุ่น ไม่สนหัว แถมเดินเหยียบแตะภาพทราย (Mandala) อย่างไม่แคร์ยี่หร่าอะไร … ทั้งหมดนี้คือสัญลักษณ์สะท้อนความโหดโฉดชั่ว เห็นแก่ตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ ไม่เห็นคุณค่าของศาสนา วัฒนธรรม ‘Religion is poison!’

ผมรู้สึกว่าทั้ง Sequence นี้ สะท้อนมุมมองผู้กำกับ Annaud ที่มีต่อคอมมิวนิสต์จีนได้อย่างชัดเจนมากๆ ซึ่งการแสดงความคิดเห็น/ให้สัมภาษณ์เป็นอย่างอื่น ถือว่ากลับกลอก ปอกลอก พลิกลิ้น นกสองหัว

กล่องเพลงเล่นบทเพลง Clair de Lune (1890) [แปลว่า moonlight, แสงจันทร์] ท่อนที่สามของเพลงชุด Suite Bergamasque แต่งโดย Claude Debussy (1862 – 1918) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส ยุคสมัย Impressionist

แสงจันทร์ คือสิ่งที่ส่องสว่างยามค่ำคืน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง โอกาส หรือจิตวิญญาณที่ได้รับการส่งต่อ ซึ่ง Heinrich Harrer ได้รับเป็นของขวัญวันจากลาจากทะไลลามะ ส่งต่อให้ลูกชายของเขาเองที่ออสเตรีย สานสัมพันธ์ที่เคยขาดสะบั้นให้หวนกลับมาประติดประต่อ

น่าจะเป็นช็อตเจ๋งสุดของหนัง เริ่มจากพบเห็นตัวละครของ Pitt กำลังเดินจากไปลิบๆ แล้วทำการปรับโฟกัสเห็นภาพชาเนยใส่จอกวางทิ้งไว้ ซึ่งความเชื่อชาวทิเบต สัญลักษณ์ของการหวนกลับมา

ตัดต่อโดย Noëlle Boisson สัญชาติฝรั่งเศส, ดำเนินเรื่องคู่ขนานผ่านสองตัวละครหลัก Heinrich Harrer และทะไลลามะ (ผ่านนักแสดงสามคน อายุ 4 ขวบ, 8 ขวบ และ 14 ขวบ) ตั้งแต่ปี 1938 จนสิ้นสุด 1951

สำหรับผู้ชมชาวตะวันตก จะชื่นชอบเรื่องราวครึ่งแรก ขณะปีนป่ายเขา เสี่ยงอันตราย หลบหนีเอาตัวรอดออกจากค่ายกักกัน, ขณะที่ผู้ชมฝั่งเอเชีย มักเฝ้ารอคอยการพบเจอกันระหว่าง Harrer กับทะไลลามะ ซึ่งอยู่ครึ่งหลังของหนังมากกว่า … ทำไมเป็นเช่นนั้นนะ?

เพลงประกอบโดย John Williams ช่างมีความงดงาม ระยิบระยับ เปรียบทิเบตราวกับสรวงสวรรค์ บรรเลงเชลโล่โดย Yo-Yo Ma มอบสัมผัสแห่งจิตวิญญาณ การเดินทางออกค้นหาตัวตนเอง

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ John Williams น่าจะสัมผัสได้ถึงสไตล์ลายเซ็นต์ กลิ่นอายคุ้นเคยที่มักได้ยินในภาพยนตร์แนวแฟนตาซี ชวนเพ้อฝันจินตนาการ ซึ่งเรื่องนี้ได้ทำการผสมผสานคลุกเคล้าเครื่องดนตรีพื้นบ้านทิเบตลงไปด้วย กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ระยิบระยับราวกับเสียงเพรียกแห่งสรวงสวรรค์

Recurring Theme ที่จะได้ยินซ้ำๆบ่อยครั้ง คือการเดินทาง Harrer’s Jourey ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบเสียเหลือเกิน ตั้งแต่โดยรถไฟ ปีนป่ายเขา หลบหนีเอาตัวรอดจากค่ายกักกัน มุ่งสู่ทิเบต ซึ่งล้วนทั้งนั้นในช่วงแรกๆคือทางกายภาพ ดนตรีที่ใช้จึงคือออเครสต้าเครื่องสาย

เมื่อมาถึงทิเบต Harrer ไม่ได้จำต้องก้าวเดินไปไหนอีก แต่เขากำลังออกผจญภัยเพื่อค้นหาความสงบสุขที่อยู่ภายในจิตใจ ช่วงนี้เลยใช้ดนตรีพื้นบ้านทิเบตผสมผสานออเครสต้าหลากหลายเครื่องดนตรีร่วมด้วย (ไม่ใช่แค่ไวโอลิน เชลโล่ อีกต่อไป)

แถมท้ายกับคนไม่เคยรับฟัง Debussy: Clair de Lune บทเพลงสะท้อนแสงจันทร์ที่เป็นตำนานเคียงข้าง Beethoven: Moonlight Sonata

Seven Years in Tibet คือเรื่องราวการเดินทางของ Heinrich Harrer จากชีวิตหนุ่มที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย มากมายด้วยความเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ เมื่อใช้เวลา 7 ปี อาศัยอยู่ยังทิเบต ดินแดนแห่งความสงบสุขราวกับสรวงสวรรค์ ทำให้เขาค่อยๆปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง เรียนรู้จักการ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ พร้อมเสียสละเพื่อผู้อื่น และเผชิญหน้าทุกอุปสรรคปัญหา

สิ่งที่ผู้ชมตะวันตกส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหนังเสียเลย เพราะเหตุใด ทำไม Heinrich Harrer เมื่ออาศัยอยู่ทิเบต 7 ปี ถึงได้มีการปรับเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้น? ผมว่า Harrer ก็อาจไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันนะ ว่าสิ่งที่เขาได้ซึมซับรับ ‘ความสงบสุขทางใจ’ มันส่งผลต่อร่างกาย การแสดงออก ความครุ่นคิดอ่านอย่างมาก มนุษย์ผู้มีจิตสำนึกดีตั้งต้น ย่อมไม่อาจทนเห็นคนบริสุทธิ์ต้องถูกแปดเปลื้อนความชั่วร้ายจากโลกภายนอก

คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวไปตามประเทศ/สถานที่ต่างๆ เรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม มักทำให้มีโอกาสเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ พบเห็นสิ่งที่ตนเคยครุ่นคิดเข้าใจอย่าง แต่ดินแดนนี้กลับมีนัยยะความหมายอีกอย่าง (ปรบมือไม่ใช่ยินดีต้อนรับ แต่คือการขับไล่ภูติผีปีศาจ, แลบลิ้นปกติคือขับไล่ ในบริบทนี้คือยินดีต้อนรับ ฯ) นั่นคือจุดเริ่มต้นการ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ ถ้าไม่ใช่คนเย่อหยิ่งทะนง ถือตนเองด้วยทิฐิมานะ เรียนรู้จักปรับตัว ‘เข้าเมืองตาหลิ่วย่อมหลิ่วตาตาม’ จะทำให้คุณพานพบเจอความสงบสุข รอยยิ้มจากเจ้าถิ่น และเข้าใจสัจธรรมชีวิตเพิ่มขึ้นมากอย่างแน่นอน

ผู้กำกับ Annaud สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยคาดคิดไม่ถึงว่าจะสร้างความขัดแย้งไม่พึงพอใจต่อรัฐบาลจีน เพราะในฝรั่งเศส การพูดถกเถียงปัญหาในอดีตเป็นเรื่องเปิดกว้างเสรี ผิดกับชาวตะวันออก/สาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่งรับรู้ภายหลังว่าต้องการหลงลืมมากกว่าหวนระลึกจดจำ (แตกต่างตรงกันข้ามกันเลยละ)

“When I did ‘Seven Years in Tibet,’ I was not aware of the Chinese point of view. I thought it would be like France and the war in Algeria. We had this war when I was a teenager, and for years now we’ve been speaking very freely and admitting that we had different points of view than the people in Algeria.

My mistake was to think that it was the same in China regarding Tibet. I realize now that it was seen as something very intrusive, which was not my intention. I am a man of peace and I like bringing people together and not pitting people against each other”.

– Jean-Jacques Annaud

ซึ่งหลังจากไม่มีใครไหนว่าจ้างใน Hollywood ผู้กำกับ Annaud เลยย้ายฝั่งไปสร้างภาพยนตร์ภาษาแมนดาริน Wolf Totem (2015) ยกยอปอปั้นสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นการใหญ่!


ด้วยทุนสร้าง $70 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $37.9 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $131.5 ล้านเหรียญ น่าจะคืนทุนจากยอดขาย Home Video

ส่วนตัวไม่ประทับใจภาพรวมของหนังสักเท่าไหร่ แต่ชื่นชอบในแนวคิดเรื่องราว ภาพสวยๆระหว่างการปีนเขา แอบถ่ายเมืองทิเบต และเพลงประกอบที่แสนตราตรึงของ John Williams (ไม่ชอบภาพรวม แต่หลงใหลในรายละเอียด)

อย่างที่แนะนำไปตอนต้นว่า หาหนังสือ(และภาคต่อ)มาอ่านเสียยังดีกว่านะครับ แต่สำหรับคนไม่ค่อยมีเวลาหรือหาซื้อไม่ได้ รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เผื่อใจไว้สักนิดแล้วกัน

จัดเรต PG กับความเห็นแก่ตัว ภาพความตาย การคอรัปชั่นภายใน

คำโปรย | Seven Years in Tibet เจ็ดปีจะล้ำค่า ถ้าคุณสามารถค้นพบความเข้าใจด้วยตนเอง
คุณภาพ | พอใช้
ส่วนตัว | ชื่นชอบเล็กๆน้อยๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of