Shanghai Express (1932)

Shanghai Express

Shanghai Express (1932) hollywood : Josef von Sternberg ♥♥♥♥♡

ขึ้นรถไฟสาย Shanghai Express ผ่านสมรภูมิสงครามกลางเมืองจีน (1927 – 1936) เพื่อพิสูจน์หาคุณค่าความรักของ Marlene Dietrich ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อคนที่ตนหลงใหล อาบฉาบหน้าด้วยการจัดแสง Butterfly Lighting งดงามที่สุดแล้วในภาพยนตร์ของ Josef von Sternberg

ภาพนิ่งช็อตนี้มองผ่านๆก็แค่สวยดี ถ้าสังเกตจับจ้องจะพบรายละเอียดที่ลึกล้ำ แต่เมื่อรับชมหนังถึงฉากนี้ สัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครที่เอ่อล้นท่วมท้นออกมา มันอาจทำให้คุณน้ำตาไหลพรากๆ งดงามทรงพลังเกินคำบรรยาย

ขอพูดถึงภาพยนตร์เกี่ยวกับรถไฟสักนิดก่อนแล้วกัน
– ครั้งแรกของโลกของรถไฟบนแผ่นฟีล์มคือ Arrival of a Train at La Ciotat (1896) ของสองพี่น้อง Lumière,
– แต่ถ้ามีเนื้อเรื่องครั้งแรกนับจาก The Great Train Robbery (1903),
– ขณะที่ Masterpiece ในยุคหนังเงียบคือ The General (1927) ของผู้กำกับ Buster Keaton

ก้าวสู่ยุคหนังพูด Talkie Era รถไฟได้สร้างปัญหาใหญ่หนึ่งให้ผู้สร้างภาพยนตร์ นั่นคือเสียงกระฉึกกระฉักที่ดังอลังการ จะบันทึกเสียงอย่างไรไม่ให้มี Noise รบกวนเยอะขนาดนั้น แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็ต้องมีคนแรกที่กล้าเสี่ยงทดลอง นั่นก็คือ Josef von Sternberg กับหนังเรื่องนี้ Shanghai Express (1932) ถือได้ว่ากลายเป็นแบบฉบับแม่พิมพ์แนว -Express เลียนแบบตามมาอีกหลายสิบเรื่อง (ที่เกี่ยวกับ Drama/Romance ระหว่างเดินทางนะครับ ไม่ใช่การปล้นรถไฟแบบหนัง Western)

การเดินทางบนรถไฟถือว่าเป็นแนวหนึ่ง ‘genre’ ของภาพยนตร์ที่ได้รับการสรรค์สร้างพบเห็นได้อยู่เรื่อยๆ มีเรื่องวุ่นๆเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ Drama, Romance, Thriller, Mystery, Suspense, Action, หรือแม้แต่ Sci-Fi อย่าง Back to the Future Part III (1990), Source Code (2011), Snowpiercer (2014), Train to Busan (2016), ผมกำลังรอวันเมื่อไหร่จะมีใครดัดแปลงอนิเมะ Galaxy Express 999 ขึ้นรถไฟเดินทางออกนอกโลกข้ามจักรวาลกันเสียที

กลับมาที่ Shanghai Express ส่วนตัวยกย่องว่าคือภาพยนตร์ระดับ Masterpiece ของผู้กำกับ Josef von Sternberg และชู้รัก Marlene Dietrich ต้องใช้มากกว่าแค่ตาเห็น แต่ยังสัมผัสด้วยอารมณ์ความรู้สึก ถึงมีโอกาสพบเห็นความงดงามที่หลบซ่อนอยู่ภายใน ทั้งของตัวละครและสัมพันธ์รัก Sternberg-Dietrich เธอจะเอายังไงกับฉันแน่ ขอคำตอบที!

Josef von Sternberg ชื่อเดิม Jonas Sternberg (1894 – 1969) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวเชื้อสาย Jews อพยพสู่อเมริกาตอนอายุ 14 ปักหลักอยู่ New York City เข้าโรงเรียนพูดภาษาอังกฤษยังไม่ได้เลยออกมาเป็นเด็กส่งของ ทำความสะอาด ซ่อมแซมฟีล์มภาพยนตร์ ประมาณปี 1915 ทำงานกับ Word Film Company ได้รับความอนุเคราะห์จาก Emile Chautard ชี้แนะสั่งสอน ว่าจ้างเป็นผู้ช่วย The Mystery of the Yellow Room (1919), สมัครเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 สังกัดหน่วยสื่อสารถ่ายทำสารคดีข่าว เดินทางไปยุโรปเพื่อสะสมประสบการณ์ กำกับเรื่องแรก The Salvation Hunters (1925) ** บ้างถือว่าคือหนัง Indy เรื่องแรกของอเมริกา

“Our aim has been to photograph a Thought. It is not conditions, nor is it environment – our faith controls our lives!”

แม้จะรับอิทธิพลของ German Expressionism แต่ Sternberg ได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา ไม่ใช่แค่สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร ยังรวมถึงความคิดอ่าน เป้าหมายอุดมการณ์ แรงผลักดันอันเกิดจากเงื่อนไข และโชคชะตาที่พลิกผันแปรเปลี่ยน

“I care nothing about the story, only how it is photographed and presented”.

ความวุ่นๆในรักของ Sternberg-Dietrich เกิดจากต่างคนแต่งงานมีครอบครัวอยู่แล้ว พบเจอกันในกองถ่าย The Blue Angel (1930) ต่อเนื่องมาถึงอเมริกา ภรรยาของ Sternberg ทนไม่ได้ฟ้องหย่า แต่ Dietrich ลัลล้าไปเรื่อยมิได้จริงจังกับใคร ถ่ายทำ Morocco (1930) มีสัมพันธ์กับ Gary Cooper, Dishonored (1931) ซุ่มคบหา Maurice Chevalier, สร้างความกลัดกลุ้มทุกข์ทรมานหัวใจให้ Sternberg อยากตัดขาดความสัมพันธ์แต่ Dietrich ยืนกรานกับสตูดิโอ Paramount ไม่ยินยอมแสดงหนังของผู้กำกับอื่น เลยจำต้องยอมทนพร้อมระบายความคับแค้นอัดอั้นออกมา ในผลงานคู่กันลำดับที่สี่ Shanghai Express

เกร็ด: Dietrich ทั้งๆที่มีไลฟ์สไตล์จัดจ้านร่านยิ่งกว่านางแมวยั่วสวาท ได้หมดพาขึ้นห้องทั้งชายหญิง แต่แต่งงานเพียงครั้งเดียวไม่เคยหย่า สามีคงเข้าใจรสนิยมตัวตนของเธออย่างถ่องแท้เลยสินะ เลยยอมรับกันได้ขนาดนี้

แรงบันดาลใจของ Shanghai Express มาจากสองแหล่ง
– เรื่องสั้น/บทหนังที่่ยังไม่ได้สร้างของ Henry Hervey ชื่อ Sky Over China หรือ China Pass เรื่องราวของรถไฟสายด่วน Shanghai Express เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1913 ถูกบังคับให้จอด ผู้โดยสารทุกคนกลายเป็นตัวประกันเรียกร้องค่าไถ่โดย Lincheng Outrage
– เรื่องสั้น Boule de Suif (1880) แต่งโดย Guy de Maupassant (1850 – 1893) นักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส, พื้นหลังช่วง Franco-Prussian War นักเดินทางสัญชาติฝรั่งเศสสิบคนบนรถ Stagecoach ถูกกักตัวกลางทางโดยเจ้าหน้าที่ทหาร Prussian แบบไร้ซึ่งเหตุผลใดๆ หญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจใช้เรือนร่างเข้าแลกกับการได้ออกเดินทางต่อ แต่นั่นทำให้ทุกคนในขบวนรถม้านั้น แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ในตัวเธอ

[ใครเคยรับชม Stagecoach (1939) ของผู้กำกับ John Ford อาจรู้สึกคุ้นๆกับพล็อตเรื่องสั้น Boule de Suif เห็นว่าก็ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเช่นกัน]

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Jules Furthman (1888 – 1966) ขาประจำที่เคยร่วมงานกับ Sternberg ตั้งแต่ The Docks of New York (1928), Thunderbolt (1929) ฯ และจะมีผลงานเด่นๆตามมา อาทิ Shanghai Express (1932), Mutiny on the Bounty (1935), Come and Get It (1936), Only Angels Have Wings (1939), To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946) ฯ

เรื่องราวพื้นหลัง 1931 ช่วงระหว่างสงครามกลางเมืองจีน ขบวนรถไฟสายด่วน Shanghai Express ออกเดินทางจาก Peking (ในหนังสะกดเป็น Beiping/Peiping ไม่รู้จงใจหรือเข้าใจผิด) สู่ Shanghai ในโบกี้ First Class ประกอบด้วยผู้โดยสารดังนี้
– Captain Donald ‘Doc’ Harvey (รับบทโดย Clive Brook) เป็นแพทย์ทหาร สังกัดกองทัพอังกฤษ ได้รับคำสั่งเดินทางสู่ Shanghai ปฏิบัติภารกิจลับบางอย่าง (คงจะผ่าตัดรักษาใครสักคน)
– Shanghai Lilly ชื่อเดิม Madeline (รับบทโดย Marlene Dietrich) โสเภณีสาวสวย ออกเดินทางหากินเกาะคนรวยไปเรื่อยๆบริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน จนได้รับฉายา ‘Coaster’
– Hui Fei (รับบทโดย Anna May Wong) หญิงสาวเชื้อสายจีน ที่ก็เป็น Coaster เลี้ยงชีพด้วยการขายตัวเช่นกัน แต่ศักดิ์ศรีของเธอฆ่าได้หยามไม่ได้
– Henry Chang (รับบทโดย Warner Oland) ชายร่างใหญ่ลูกครึ่ง จีน-อเมริกัน แท้จริงแล้วคือแกนนำคนสำคัญของคณะปฏิวัติจีน
– Reverend Carmichael (รับบทโดย Lawrence Grant) บาทหลวงจากประเทศอังกฤษ ที่ชอบยุ่งจุ้นเรื่องราวบ้าน ตอนแรกรับไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับสองโสเภณี แต่ภายหลังเมื่อรับรู้ความจริงก็อำนวยอวยพรให้ทั้งสองโชคดี
– Sam Salt (รับบทโดย Eugene Pallette) นักพนันจอมโม้โอ้อวดสัญชาติอเมริกัน ไม่ได้มีอะไรในกอไผ่
– Mrs. Haggerty (รับบทโดย Louise Closser Hale) หญิงสูงวัยสัญชาติอเมริกัน เป็นเจ้าของบ้านเช่าใน Shanghai พยายามลักลอบนำสุนัขเลี้ยงขึ้นขบวนรถไฟ เวลาพูดมักแสดงความเห็นออกมาตรงๆแบบไม่คิด ไม่สนหัวอกใคร
– Eric Baum (รับบทโดย Gustav von Seyffertitz) นักธุรกิจชาวเยอรมัน แท้จริงแล้วเป็นตัวแทนส่งเข้า-ออก ฝิ่นเถื่อนในประเทศจีน
– Major Lenard (รับบทโดย Emile Chautard) อดีตนายทหารสัญชาติฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำ

ทั้ง 9 ตัวละครของหนัง ถือเป็นตัวแทนพฤติกรรม/อุปนิสัย ของเชื้อชาติพันธุ์ตนเองออกมา
– สองตัวละครอเมริกัน หนึ่งขี้โม้โอ้อวด ชอบท้าดวลต่อยตีรันฟันแทงผู้อื่นไปทั่ว ทั้งตัวมีแต่ของปลอม เชื่อถืออะไรไม่ได้สักอย่าง, สองเป็นหญิงแก่ชอบพูดหมาๆ ทำงานดูแลรักษากฎของบ้านเช่า (ประเทศอเมริกัน มักทำตัวเหมือนเป็นผู้ควบคุมกฎ/พิทักษ์สันติราษฎร์ของโลก)
– บาทหลวงสัญชาติอังกฤษ แทนคนชนชั้นสูงที่ชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่นต่ำต้อยกว่าตนเอง กระนั้นกลับชอบพูดเรื่องคุณธรรมความดีงามคือสิ่งล้ำค่าสุดในโลก, ขณะที่นายแพทย์ทหารหนุ่ม ปากอ้างความถูกต้องตามหลักการศีลธรรม แต่กลับมองข้ามไม่ค่อยสนใจสิ่งดีๆใกล้ตัว
– นักธุรกิจเยอรมัน ภาพลักษณ์ภายนอกสง่าดูดีมีฐานะ แต่แท้จริงแล้วภายในจิตใจคอรัปชั่นชั่วร้ายคดโกงกิน เหมือนฝิ่นที่กัดกร่อนกินทำลายชีวิตผู้อื่น, ขณะที่หญิงสาวพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็มักจมปลักอยู่กับสิ่งเดิมๆ อยากจะทำดีแต่โชคไม่มีบารมีไม่เกิด
– เชื้อสายจีนทั้งสอง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น ไม่ค่อยสนเกียรติศักดิ์ศรีเวลาปฏิบัติกับผู้อื่น แต่เมื่อโดนเข้ากับตนเองก็จะอ้างฆ่าได้หยามไม่ได้
– ฝรั่งเศส เป็นชาติที่ไม่สนอะไรใครอื่นนอกจากตนเองหนึ่งเดียว (ไม่ยอมพูดภาษาอังกฤษ) หลงละเมออยู่กับความยิ่งใหญ่ในอดีตของชาติตนเอง (ปัจจุบันไม่ได้เป็นทหารแล้ว แต่ยังใส่ชุดอย่างภาคภูมิใจเกิ้น)

Marie Magdalene ‘Marlene’ Dietrich (1901 – 1992) นักแสดงหญิงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin ในครอบครัวชนชั้นกลาง ตั้งแต่เด็กร่ำเรียนไวโอลินวาดฝันเป็นนักดนตรี แต่พอได้รับอุบัติเหตุเกี่ยวกับข้อมือเลยต้องล้มเลิกความตั้งใจ โตขึ้นมุ่งสู่วงการแสดง เริ่มจากเป็นนักร้องคอรัส รับบทเล็กๆในภาพยนตร์ The Little Napoleon (1923) มีผลงานในยุคหนังเงียบหลายเรื่องแต่ไม่ประสบพบเจอความสำเร็จ จนกระทั่งผลงานหนังพูดเรื่องแรก The Blue Angel (1930) เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures ตั้งแต่ก่อนหน้าหนังออกฉายเสียอีก

รับบท Shanghai Lilly สาวโสเภณีที่ขณะกำลังเดินทางสู่ Shanghai บังเอิ้ญพบเจออดีตคนรัก Doc Harvey ที่เหมือนจะทอดทิ้งเธอไปเมื่อหลายปีก่อน (นั่นอาจเป็นเหตุให้ Madeline ทรมานตัวเองด้วยการเป็นผู้หญิงขายบริการ) พยายามฟื้นฟูความทรงจำสัมพันธ์ครั้งก่อนในช่วงเวลาการเดินทาง 3 วัน 3 คืนนี้ แต่เมื่อพบเจออุปสรรคกลางทางและ Harvey ถูกจับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ หญิงสาวยื่นข้อเสนอเอาตนเองเข้าแลก เสียสละให้คนรักเก่ามิต้องสูญเสียวิสัยทัศน์และอิสรภาพในชีวิต

“It took more than one man to change my name to Shanghai Lily,”

ไม่กี่วันก่อนเพิ่งรับชม The Water Magician (1933) มาวันนี้ Shanghai Express (1932) พบเห็นตัวละครหญิงสาวทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อชายที่ตนรัก มันทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้งประทับใจ แต่เจ็บปวดรวดราว น้ำตาไหลพรากๆ ก็ไม่รู้เพราะอะไรนะถึงอินกับเรื่องลักษณะนี้เป็นพิเศษ

การแสดงของ Dietrich ในหนังเรื่องนี้ จัดเต็มเรื่องลีลาสายตา กดน้ำเสียงให้ทุ้มต่ำฟังดูน่ารักน่าชังมากมาย หลากหลายด้วยอารมณ์ เข้มแข็ง เย็นชา อ่อนไหว นุ่มนวล ปั่นป่วน และสุดท้ายเริงร่าสุขสมหวัง, ผมว่าทรงพลังยิ่งกว่า Morocco (1930) ที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actress เสียอีกนะ แต่ที่ครานี้พลาดโอกาสเข้าชิง สงสัยเพราะคณะกรรมการ Academy มองตัวละครนี้เป็น Typecast ลักษณะมันคล้ายๆซ้ำๆเดิม มิได้มีความแปลกใหม่ กระชากใจผู้ชมได้รุนแรงเท่าการพบเห็นเมื่อครั้งแรก

Clifford Hardman ‘Clive’ Brook (1887 – 1974) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Islington, London หลังเรียนจบ Dulwich College สมัครเป็นทหารสังกัด Artists’ Rifles ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดออกมาผันตัวสู่การแสดงจนมีชื่อเสียงโด่งดังในอังกฤษ แล้วมุ่งสู่ Hollywood ปรับตัวสู่หนังพูดได้อย่างหล่อเหล่า โด่งดังเป็นที่รู้จักสุดเรื่อง East Lynne (1931), Shanghai Express (1932), Cavalcade (1933) ฯ

รับบท Donald ‘Doc’ Harvey ชายหนุ่มผู้มีความกล้าบ้าบิ่น เด็ดเดี่ยว เฉลียวฉลาด สายตา/วิสัยทัศน์กว้างไกล แต่กลับมองอะไรใกล้ตัวไม่ค่อยเห็น (หรือแสร้งทำเป็นไม่เห็นก็ไม่รู้นะ) เคยรักมากกับ Madeline ยังคงเก็บนาฬิกาที่มีรูปเธอไว้ใกล้ตัว ไม่รู้เพราะอะไรถึงทอดทิ้งจากลา กลายเป็นตราบาปเจ็บปวดฝังใจ บังเอิญพบเจอครานี้บนรถไฟ พยายามอย่างยิ่งไม่หวนกลับไป แต่เสียงเพรียกเรียกร้องของหัวใจมีหรือจะอดรนทนได้

ตัวละครนี้สามารถแทนได้ด้วยผู้กำกับ Josef von Sternberg ตรงๆเลยละ ก่อนหน้านี้เคยตกหลุม/เลิกรักกับ Dietrich มาปัจจุบัน(ขณะสร้างหนังเรื่องนี้)ถูกบังคับให้ต้องปลักอยู่ในขบวนรถไฟสายเดียวกัน พยายามเสแสร้งมองข้ามทำเป็นไม่เห็นสิ่งดีๆของหญิงสาว แต่สุดท้ายแล้วมีหรือจะหักห้ามใจ

การแสดงของ Brook ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงสักเท่าไหร่ เคมีกับ Dietrich ก็ไม่ค่อยเข้าขากันนัก ดูเป็นส่วนเกินที่พยายามปลีกตัวออกไม่เข้าไปสุงสิง แต่นั่นก็เข้ากับตัวละครของเขาอยู่นะ เพราะไม่ได้ต้องการจะหวนกลับคืนสู่ความรักในอดีต ปัจจุบันเลยต้องการรักษาระยะห่าง แม้ช่วงท้ายจะต้องครุ่นคิดได้ แต่ผมก็ไม่รู้สึกอะไรกับหมอนี่เลยนะ มันเอาอารมณ์ไหนมาตอบสนองแสดงออกกันเนี่ย!

เกร็ด: ครั้งหนึ่ง Brook เคยให้สัมภาษณ์พูดถึง Dietrich หลายปีถัดจากหนังเรื่องนี้

“She was always such a beautiful simple girl then. She used to cook delicious food and bring it to us each morning on the set. Now she’s like a character from one of her films. Seems to be playing Marlene Dietrich”.

Anna May Wong ขื่อเดิม Wong Liu Tsong (1905 – 1961) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California แม่เป็นลูกครึ่งเชื้อสายจีน (เท่ากับว่า Wong เป็นรุ่นสองเชื้อสาย American-Chinese) ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย เดินทางไปกลับระหว่างอเมริกัน-จีน วัยเด็กพูดได้ทั้งอังกฤษและจีน (สำเนียง Taishan) ตอนอายุ 9 ขวบ เมื่อภาพยนตร์บุกเบิกมาถึง Los Angeles อ้อนวอนร้องขอให้ผู้กำกับคนหนึ่งมอบบทอะไรก็ได้ให้ตนเอง ตอนแรกตั้งชื่อในวงการ C.C.C. (Curious Chinese Child) ก่อนมาลงเอยที่ Anna May Wong, ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้ชื่อขึ้นเครดิต Bits of Life (1921), แสดงนำเรื่อง The Toll of the Sea (1922), โด่งดังจากบทสมทบ The Thief of Bagdad (1924) แต่เพราะอเมริกามีกฎ Anti-Miscegenation ทำให้ไม่สามารถกอดจูบกับคนผิวขาวหรือได้รับบทนำบ่อยครั้ง ช่วงปลายทศวรรษ 20s มุ่งสู่ยุโรป มีผลงานอย่าง Piccadilly (1929), Daughter of the Dragon (1931), Daughter of Shanghai (1937), Shanghai Express (1932) ฯ

เกร็ด: แม้จะมีเชื้อสายจีนแค่หนึ่งในสี่ แต่ได้รับการยอมรับว่าคือ ‘First Chinese American Hollywood’ ดาราหญิงสัญชาติจีนคนแรกใน Hollywood

รับบท Hui Fei โสเภณีสาวผิวเหลือง ถูกพูดจาหยามเหยียดจากคนผิวขาวยังไม่อะไรเท่าไหร่เป็นความเคยชิน แต่เมื่อถูกเพื่อนร่วมชาติบีบบังคับ ใช้ความรุนแรง จับข่มขืน นั่นทำให้เธอยินยอมรับไม่ได้ กระทำบางสิ่งอย่างเพื่อตอบโต้เอาคืนศักดิ์ศรีของตนเอง

แม้จะเป็นบทบาทสมทบเล็กๆ แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกว๊าวขึ้นมาเลยละ สีหน้าสายตาทรงผมที่เปลี่ยนไป ต้องชมเลยว่า Wong เป็นนักแสดงฝีมือคนหนึ่ง แต่เพราะโอกาสของยุคสมัยมีไม่มากเท่าไหร่ แค่นี้ก็ถือว่าสร้างประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญให้กับชาวเอเชียแล้วละ

เกร็ด: ตอน Wong เดินทางไปแสดงหนังยังยุโรป สนิทสนมแทบแยกไม่ออกกับ Leni Riefenstahl รวมถึง Marlene Dietrich, Cecil Cunningham ว่ากันว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอระดับ Lesbianism

Warner Oland (1876 – 1938) นักแสดงสัญชาติ Swedish-American เกิดที่ Bjurholm Municipality, Sweden ทั้งๆที่เจ้าตัวไม่ได้มีเชื้อสายจีน แต่เพราะความหน้าเหมือน ไว้หนวดหน่อยก็ใช้ได้ จึงมักได้รับบทตัวละครลูกครึ่ง/สัญชาติจีน อาทิ The Jazz Singer (1927), The Mysterious Dr. Fu Manchu (1929), แฟนไชร์ Charlie Chan ทั้งหมด 16 เรื่อง, Shanghai Express (1932), Werewolf of London (1935) ฯ

รับบท Henry Chang ลูกครึ่งจีน-อเมริกัน นิสัยกักฬระ ไร้สัจจะ แม้เป็นแกนนำคณะปฏิวัติจีน แต่กลับสนเพียงผลประโยชน์ความสุขสำราญของตนเอง (มากกว่าประเทศชาติอีกมั้งนะ) ลักลอบปลอมตัวเดินทางขึ้นรถด่วน Shanghai Express พบเห็นลูกน้อยคนสนิทถูกจับ ส่งโทรเลขให้พรรคพวกหาวิธีหยุดรถไฟกลางทาง เลือกบางคนเป็นตัวประกันจะได้ไถ่คืนสมาชิกกลับคืนมาได้

ภาพลักษณ์ของ Oland ดูชั่วร้ายมากๆโดยเฉพาะหนวด มิน่าละถึงได้รับความนิยมล้นหลามกับ Dr. Fu Manch หรือ Charlie Chan บทบาทชาวจีนผิวเหลืองผู้แสนต่ำต้อยในสายตาอเมริกันชน

ถ่ายภาพโดย Lee Garmes (1898 – 1978) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ทำงานมาตั้งแต่ยุคหนังเงียบ กลายเป็นขาประจำของ Sternberg และคว้า Oscar: Best Cinematography จากผลงานเรื่อง Shanghai Express (1933), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Scarface (1932), Since You Went Away (1944), The Big Fisherman (1959) ฯ

ผู้ช่วยของ Garmes คือ James Wong Howe ที่เหมือนจะไม่ได้รับเครดิต และ Josef von Sternberg ที่ Dietrich เคยให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนใหญ่ของหนังเป็นอดีตคนรักของตนที่ควบคุมหลังกล้องมากกว่าผู้กำกับภาพตัวจริงเสียอีก

หนังไม่ได้เดินทางไปถ่ายทำไกลเกินกว่า Hollywood เลยนะครับ ปักหลักฉากภายในที่ Paramount Studio, ขณะที่ชานชาลาสถานีรถไฟคือ Santa Fe Railroad, California

ความ ‘Glamour’ เป็นประกายของ Marlene Dietrich เกิดจากการจัดแสง(สาดส่องจากด้านหลัง) สร้างสัมผัสอ่อนละมุนเหมือนปุยนุ่น เส้นผม/ขนเสื้อ สะท้อนแสงให้ฟุ้งกระจาย ดูราวกับรัศมีออร่าความงาม ที่แพร่กระจายออกทุกทิศทาง

ใครเคยรับชม The Last Command (1927) น่าจะคุ้นเคยมุมกล้องนี้ ช็อตเดียวเห็นครบทุกอย่างในขบวนรถไฟ กำลังเดินทางมุ่งสู่เหตุการณ์หายนะอะไรสักอย่างในอีกไม่ช้านานนี้

นี่น่าจะเป็นช็อตเดียวกระมังที่ทั้ง 9 ตัวละครหลัก พบเห็นอยู่ร่วมกันในตู้อาหาร First Class

ขณะที่ฉากภายในขบวนรถไฟมีความสว่างสดใส การต่อสู้รบสงครามกลางเมืองจีนภายนอก กลับเต็มไปด้วยความดำมืดมิด ฝุ่นควันฟุ้งโขมง และมีโครงเหล็กเรียงรายเกะกะขวางทาง

นี่ถือเป็นลักษณะของ Expressionism แต่ไม่รู้เข้าพวก German Expressionism หรือเปล่านะ ดูเป็น ‘Sternberg Expressionism’ เสียมากกว่า

นี่เป็นช็อตน่าพิศวงพอสมควร คือมันแปลกที่ใบหน้าของ Dietrich อาบด้วยแสงสว่าง แต่มือข้างแตะกระจกกลับมืดมิดสนิท เห็นเพียงขอบนิ้วอาบด้วยแสงสาดจากด้านหลัง เป็นไปได้ยังไง??

ใบหน้า/ดวงตาแสดงออกซึ่งความรู้สึก ขณะที่มือคือการกระทำแสดงออก เนื่องจากมันอาบด้วยแสงคนละแบบกัน ย่อมสะท้อนว่า คำพูด/การแสดงออกของเธอ กำลังจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ

ศูนย์บัญชาการของ Henry Chang มีลักษณะตรงกันข้ามความเลิศหรูหราภายในตู้รถไฟโดยสาร สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยมุ้ง หยากไย้ ฝุ่นควัน เศษซากปรักใกล้พัง (ไม่ต้องแอบฟังยังได้ยินเสียงห้องข้างๆคุยกัน) โดยเฉพาะกระโหลกศีรษะมนุษย์ ราวกับว่านี่คือขุมนรกหนึ่งที่ชาวตู้ First Class ที่เหลือทั้ง 8 จะได้รับการตัดสินพิจารณาคดี ตีตรา (ถ้ากระทำความผิด)

ซึ่งการตัดสินใจเสียสละของหญิงสาว ในสถานที่แห่งนี้ก็ราวกับว่า เธอพร้อมที่จะลงขุมนรกตายทั้งเป็นก็ว่าได้

ผมยุ้งๆ สายตามุ่งมั่น คิ้วแหลม แสงสาดส่องจากด้านหลัง ปกเสื้อดูเหมือนผีเสื้อ, นี่คือวินาทีที่หญิงสาวตัดสินใจแน่วแน่ พร้อมยินยอมเสียสละตนเอง ชีวิต/อิสรภาพของคนรักสำคัญกว่าอื่นใด

เกินครึ่งของช็อตนี้ อาบด้วยเงามืดมิดมองอะไรไม่เห็น สะท้อนถึงความชั่วร้ายของสิ่งที่ตัวละครกำลังจะกระทำให้เกิดขึ้น จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต้องการเอาคืนอย่างสาสมควร

หลังผ่านช่วงเวลาเกือบตกนรกของหญิงสาว เธอก็ได้กางปีกในชุดนอนลายนก (เหมือนการเปลี่ยนสัณฐานของผีเสื้อ ไข่ -> ตัวอ่อน -> ดักแด้ -> ตัวเต็มวัย) สูบพ่นบุหรี่ควันโขมง ปลดปล่อยความสุขสำราญของตนเองออกมา

ความผิดหวังของหญิงสาวที่ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อคนรักขนาดนี้ แต่เขากลับยังเสแสร้งตีมึนไม่เข้าใจการกระทำของเธอ เดินกลับเข้าห้องหลังพิงประตูปิดไฟ เงยหน้าขึ้นมองสูง มือค้างบุหรี่ไว้ สูดหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ รถไฟเคลื่อนสั่นๆ (แต่เธอคงสั่นจริงด้วย) อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา การจัดแสง Butterfly Lighting สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในที่อยากโบยบินเป็นอิสระจากพันธนาการความเจ็บปวดรวดร้าวนี้เหลือเกิน

Butterfly Lighting คือคำเรียกของการจัดแสงที่มักใช้เพียง 1-2 ดวง เห็นเงาตรงจมูกมีลักษณะคล้ายผีเสื้อ (การจัดแสงแบบปกติ ภาพถ่ายหน้าตรงมักใช้ไฟ 3 ดวง จากสามทิศทาง จะไม่เกิดเงาใดๆขึ้นที่ใบหน้า)
– ดวงแรกสาดส่องจากด้านหน้านักแสดง ในตำแหน่งสูงกว่ากล้องพอสมควร (ความสูงขึ้นอยู่กับปริมาณเงาที่ต้องการให้ปรากฎ)
– แสงที่สองมักจะเป็น Rim Light วางอยู่ด้านหลังนักแสดง

นอกจากนี้ยังมักวาง Reflector ไว้ด้านหน้า เพื่่อสะท้อนแสงและให้เกิดเงาที่มีความอ่อนนุ่ม (Soft-Shadows)

ผมลองวาดรูปผีเสื้อเล่นๆดูนะครับ แบบนี้น่าจะพอมองกันนะ

เอิ่ม… ใครเป็นผู้ออกแบบแฟชั่นชุดสัตว์ปีกนี้กันแน่ (ผมก็ไม่รู้มันอะไรนะ ไก่ อีกา แร้ง ?) เห็นแล้วทรมานแทนคนใส่เหลือเกิน แต่นัยยะสื่อความหมายตรงๆ หญิงสาวต้องการโบยบินเป็นอิสระจากความเจ็บปวดรวดร้าวนี้ เธอขังตนเองอยู่ภายใต้ผ้าคลุม รอคอยใครสักคนที่จะมาเปิดออก

เกร็ด: ออกแบบเครื่องแต่งกายโดย Travis Banton (1894 – 1958) ขาประจำของ Sternberg-Dietrich ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Wings (1927), I’m No Angel (1933), Cleopatra (1934) ฯ

ตัดต่อโดย Frank Sullivan ยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่น อาทิ Mata Hari (1931), Shanghai Express (1932), Fury (1936), Babes in Arms (1939), The Philadelphia Story (1940), Woman of the Year (1942), เข้าชิง Oscar: Best Edited จากเรื่อง Joan of Arc (1948)

จะถือว่าหนังใช้มุมมองของขบวนรถไฟสาย Shanghai Express เป็นจุดหมุนก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของ Shanghai Lily ซึ่งการออกแบบฉาก Expressionism ของหนัง ก็จะสะท้อนความรู้สึกภายในของเธอออกมา

ด้วยความยาวเพียง 80 นาที ถือว่าค่อนข้างสั้นทีเดียว ซึ่งหลังจากหนีพ้นขุมนรกกลางทางมาได้ รถไฟก็พุ่งตรงดิ่งถึงยังเป้าหมายปลายทาง ด้วยการใช้ Cross-Cutting รวดรัดเร่งเวลาอย่างรวดเร็จ จนหลายคนอาจรู้สึกห้วนๆกระชั้นไปหรือเปล่า หลับฝันยังไม่ทันเต็มอิ่มก็พลันตื่นขึ้นมาแล้ว

ก่อนการมาถึงของ King Kong (1933) หนังพูดยังใช้ลักษณะของเสียง/เพลงประกอบ เพื่อสร้างความสมจริงให้กับเรื่องราว กล่าวคือ Soundtrack จะต้องมีแหล่งที่มาที่ไป แม้แต่ฉากสุดท้ายที่สถานี Shanghai ยังสามารถหาข้ออ้างว่าดังขึ้นจากแผ่นเสียงก็ยังได้ แต่มีลักษณะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเหลือเกิน

(เรื่องนี้ Dietrich ไม่ได้โชว์ทั้งลูกคอและเรียวขา ขายความงามด้วยใบหน้าล้วนๆ)

กระนั้นไฮไลท์ของหนังในฉาก Butterfly Lighting นั่นเป็น Sound Effect เสียงรถไฟกำลังเคลื่อนแล่นกระฉึกกระฉัก สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาจากภายในของตัวละคร ราวกับเสียงเต้นของหัวใจที่รวดร้าวสั่นระทม

รถด่วนขบวน Shanghai Express นำพาผู้โดยสารผ่านดินแดนสุดอันตราย โลกภายนอกเต็มไปด้วยสงครามต่อสู้รบขัดแย้ง ขณะที่ภายในตู้ First Class ก็ใช่ว่าจะสมัครสมานสามัคคี ทุกคนต่างสนเพียงผลประโยชน์เห็นแก่ตัวเอง และต้องการเดินทางไปให้ถึงสถานีเป้าหมายปลายทางเท่านั้น แต่เมื่อจมปลักอยู่ปลายขอบหุบเหวสู่ขุมนรก จะมีใครไหมกล้ายอมเสียสละตนเอง โดยอาจมิได้รับอะไรสักอย่างคืนสนองตอบแทน

จิตใจของผู้กำกับ Josef von Sternberg ขณะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยความรวดร้าวระทม วันๆในกองถ่ายแหกปากตะโกนจนเสียงแหบแห้งต้องใช้ลำโพงเครื่องขยาย (การถ่ายทำ คงจะโหดพอๆกับสงครามกลางเมืองจีน) อยากที่จะตัดสัมพันธ์ขาด Marlene Dietrich แต่ถูกบังคับให้ต้องร่วมงานกันอีก (หลายครั้ง) เลยสร้างเรื่องราวนี้ให้เธอคือผู้เสียสละเพื่อความรัก (ชีวิตจริงคือ Sternberg เสียสละทุกอย่างเพื่อ Dietrich แต่เธอไม่เคยคืนสนองอะไรกับเขาเลย) และตอนจบแอบคาดหวังให้ตระหนักครุ่นคิดขึ้นเองได้ถึงความสำคัญยิ่งของตน

สองตัวละครหญิงในหนังต่างมีอาชีพโสเภณีแต่มากด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกหยามเหยียด กล้าที่จะครุ่นคิดกระทำสนองความต้องการของตนเอง โต้ตอบบุรุษเพศที่มาร้ายรุนแรงอย่างสาสม ลักษณะนี้ถือเป็น Feminist ยกย่องเชิดชูสิทธิความเท่าเทียมของสตรีิ ถือว่าพวกเธอคือนางเอกพึ่งพาได้มากกว่าพระเอก/ชายหนุ่มเป็นไหนๆ

ถึงจุดนี้หลายคนน่าจะพอเข้าใจแล้วว่า นี่ไม่ใช่หนังบันทึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองจีน หรือวิพากย์คณะปฏิวัติ แต่รัฐบาลจีนสมัยนั้นย่อมไม่สามารถเข้าใจได้แน่นอน แถมมองหนังเรื่องนี้คือภัยคุกคามรุนแรง ประกาศแบนพร้อมขู่มิให้นำออกฉายต่างประเทศจะกระทบความสัมพันธ์ขั้นรุนแรง แต่ภายหลังยอมผ่อนปรนเพราะสตูดิโอ Paramount ให้คำมั่นว่าจะไม่สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับการเมืองของประเทศจีนอีก

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่รายรับถล่มทลายถึง $3.7 ล้านเหรียญ (เทียบปี 2012 ประมาณ $55 ล้านเหรียญ) แซงหน้า Grand Hotel (1932) สูงสุดแห่งปี และถือว่าทำเงินประสบความสำเร็จที่สุดของ Sternberg-Dietrich อีกด้วย

เข้าชิง Oscar 4 สาขา คว้ามา 2 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture พ่ายให้ Grand Hotel
– Best Director พ่ายให้ Frank Borzage เรื่อง Bad Girl
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Sound, Recording ** มอบให้ Paramount Publix Studio

ต้องถือว่าหนังถูก SNUB รุนแรงทีเดียวเมื่อ Marlene Dietrich พลาดโอกาสเข้าชิง Best Actress และ Sternberg ไม่ได้รางวัล Best Director

การเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น หรือใครที่ตนรัก มักทำให้ผมเกิดความซาบซึ้งกินใจจนมักหลั่งน้ำตาออกมา ยิ่งเมื่อได้แสงอ่อนๆอาบฉาบลงใบหน้าที่แสนนุ่มนวลอ่อนหวานของ Marlene Dietrich มันคือความรู้สึกที่สามารถจับต้องสัมผัสได้ เคลิบเคลิ้มหลงใหลคลั่งไคล้ ตกหลุมรักกับความงดงามทางจิตใจ แม้จะรู้ว่าตัวจริงของแม่หญิงไม่ใช่คนแบบนั้นก็เถอะ แต่ลึกๆก็ไม่แน่เหมือนกัน คงต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่แน่

แนะนำคอหนัง Romance Drama, พื้นหลังสงครามการเมืองจีน, ชื่นชอบเรื่องราวบนรถไฟ, ตากล้องหลงใหลในการจัดแสงภาพขาว-ดำ, แฟนๆผู้กำกับ Josef von Sternberg และรักคลั่งต่อ Marlene Dietrich ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับประเด็นแฝงการเมือง โสเภณี ข่มขืน ฆาตกรรม

TAGLINE | “Shanghai Express รถไฟสายนี้ของ Josef von Sternberg แม้เขาจะลงแค่กลางทาง แต่ก็ไปส่ง Marlene Dietrich ถึงสถานีปลายทาง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of