Shoeshine (1946)

Shoeshine

Shoeshine (1946) Italian : Vittorio De Sica ♥♥♥♥

ถัดจาก Rome, Open City (1945) ก็คือ Shoeshine (1946) ภาพยนตร์แนว Neorealist ที่เจิดจรัสฉาย ประสบความสำเร็จทั่วโลกยกเว้นประเทศอิตาลี! เรื่องราวของเด็กขัดรองเท้าสองคน จากมิตรภาพสหายรัก ค่อยๆแปรพักตร์กลายเป็นศัตรู เพราะสภาพสังคมที่พวกเขาอยู่ บ่มเพาะเสี้ยมสั่งสอนอุ้มชูให้เกิดการปรับเปลี่ยนแปลง

เกร็ด: จริงๆชื่อหนังที่ถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤษคือ Shoe-Shiner แต่เพี้ยนเป็น Shoeshine, ภาษาอิตาเลี่ยนคือ Sciuscià

คงไม่มีคำยกย่องสรรเสริญใดต่อ Shoeshine (1946) จะยิ่งใหญ่กว่าคำชมของผู้กำกับ Orson Welles “กล้องค่อยๆเลือนลาง ภาพค่อยๆจางหาย หลงเหลือเพียง ‘ชีวิต’ ปรากฎอยู่ตรงหน้า”

“In handling a camera I feel that I have no peer. But what De Sica can do, I can’t do. I ran his Shoeshine recently and the camera disappeared, the screen disappeared; it was just life …”

– Orson Welles

กาลเวลาอาจทำให้ Shoeshine ดูเฉิ่มเชย ตกยุค ล้าสมัยไปบ้าง แต่สิ่งที่ยังคงยิ่งใหญ่ ตราตรึง นั่นคือความสามารถในการดึงดูดกลืนความสนใจ จนหลงลืมไปเลยว่ากำลังรับชมภาพยนตร์อยู่!

ผมเองก็โดยไม่รู้ตัวเหมือนกันนะ ปกติจะชอบสังเกตโน่นนี่นั่น ประติดประต่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ แต่พอรับชมผลงานของผู้กำกับ Vittorio De Sica มักมีเหตุให้หลงลืมตน ถูกดูดกลืนเข้าไปในภาพยนตร์ ลุ้นระทึกนั่งไม่ติดเก้าอี้ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป และสุดท้ายโชคชะตากรรมของเด็กทั้งสองจะลงเอยเช่นไร


Vittorio De Sica (1901 – 1974) ผู้กำกับ/นักแสดง สัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Sora, Lazio เติบโตขึ้นที่ Neples ครอบครัวฐานะยากจน โตขึ้นเริ่มต้นจากเสมียน เปลี่ยนมาแสดงละครเวที เข้าร่วม Tatiana Pavlova’s Theatre โด่งดังจนถือว่าเป็น ‘Martinee Idol’ นิยมแสดงตลก แต่ก็เล่นดราม่าบางครั้งราว เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แรกๆเริ่มจากหนังตลก จนกระทั่งผลงานลำดับที่ห้า The Children Are Watching Us (1944) ได้ร่วมงานนักเขียน Cesare Zavattini พัฒนาต่อยอดสู่ยุคสมัย Neorealist เรื่อง Shoeshine (1946), Bicycle Thieves (1948), Miracle in Milan (1951), Umberto D. (1952) ฯ

“I am basically an unhappy man. Life gives me always the impression of cruelty. I read the newspaper – crimes, murders, divorces, and so on. I do not find evidence of sincerity or solidarity there. I love humanity, I trust humanity, but humanity has a way of disillusioning me”.

– Vittorio De Sica

Cesare Zavattini (1902–1989) นักเขียนสัญชาติอิตาเลี่ยน เกิดที่ Luzzara, Emilia-Romagna โตขึ้นร่ำเรียนกฎหมายที่ University of Parma แต่ต่อมาทุ่มเทชีวิตให้กับการเป็นนักเขียน ย้ายสู่ Milan กลายเป็นนักข่าว/หนังสือพิมพ์ ต่อด้วยการ์ตูน และบทภาพยนตร์ เลื่องลือชาในฐานะนักเขียนรุ่นบุกเบิก Italian Neorealism กลายเป็นเพื่อนสนิทขาประจำของผู้กำกับ De Saica ร่วมงานกันกว่า 20 ครั้ง

สำหรับ Shoeshine คือการร่วมงานครั้งที่สามของ De Sica กับ Zavattini และยังมี Sergio Amidei, Adolfo Franci, Cesare Giulio Viola ระดมสมองเพื่อพัฒนาเรื่องราว

Pasquale Maggi (รับบทโดย Franco Interlenghi) และ Giuseppe Filippucci (รับบทโดย Rinaldo Smordoni) ทั้งสองคือเพื่อนสนิท ทำงานขัดรองเท้า เก็บสะสมเงินทองเพื่อซื้อม้าตัวหนึ่งที่ใฝ่ฝัน หลงเหลืออีกเพียงนิดหน่อยเลยรับงานขายของผิดกฎหมาย แต่ภายหลังกลับถูกตำรวจจับ ส่งเข้าศูนย์กักกันเด็กและเยาวชน (เรียกง่ายๆว่า คุกเด็ก) นั่นทำให้พวกเขาค่อยๆเหินห่างแตกแยก ตามด้วยบาดหมางเพราะใครคนหนึ่งปากโป้งต่อตำรวจ เลยถูกศาลตัดสินจำคุก 1-2 ปี


สำหรับนักแสดงทั้งหมดคือมือสมัครเล่น เด็กๆขอทาน ข้างถนน หลายคนเป็นนักขัดรองเท้าจริงๆ ซึ่งการได้แสดงหนังก็เท่ากับมีเงิน มีอาหารกิน ใครจะไม่เอา! แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นเลือกสานต่ออาชีพนี้ในวงการ

Franco Interlenghi (1931 – 2015) เกิดที่กรุงโรม หลังจากแจ้งเกิดกับ Sciuscià (1946) มีผลงานเด่นๆตามมามากมาย อาทิ Fabiola (1949), I vitelloni (1953), I vinti (1953), The Big Night (1959) ฯ ทั้งยังโกอินเตอร์บทสมทบ อาทิ The Barefoot Contessa (1954), A Farewell to Arms (1957) ฯ

รับบท Pasquale Maggi ด้วยรูปร่างสูงใหญ่กว่า จึงเสมือนพี่ชายของ Giuseppe Filippucci คอยให้ความช่วยเหลือดูแล แต่หลังจากถูกจับเป็นเหตุให้ต้องพลัดพลาด และด้วยจิตสำนึกอันดีไม่อยากให้น้องถูกเฆี่ยนตี เลยหลุดปากความจริงต่อตำรวจ กลายเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้ง จนมีเรื่องชกต่อยตี และท้ายที่สุด…

เห็นภาพสุดหล่อตอนโตของ Interlenghi ก็แทบจดจำไม่ได้เลยว่าเคยเป็นเด็กข้างถนนจนๆมาก่อน ตอนมาคัดเลือกนักแสดงครั้งแรก ถูกซักถามว่าชื่นชอบการต่อยมวยหรือเปล่า เจ้าตัวตอบไม่เลยถูกปล่อยตัวกลับ ไม่ลดละมานะต่อแถวเข้าคิวคัดเลือกนักแสดงอีกรอบ คำถามเดิมเปลี่ยนแต่ตอบว่า สนใจในการต่อยมวย! De Sica พบเห็นความมุมานะเลยมอบบทนำให้

ใครๆน่าจะบอกได้ว่า Interlenghi มีภาพลักษณ์ไม่ใช่เด็กมาดนักเลงหัวไม้ หรือชื่นชอบชกต่อยทำร้ายใคร แต่อย่าให้มีเรื่องขัดแย้งวิวาทก็แล้วกัน จะต่อยมันให้ตาเขียว, ลึกๆดูเป็นคนอ่อนไหว เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แค่ว่าโชคชะตานำพาให้ประสบพบความโชคร้ายต่างๆมากมายในชีวิต เมื่อตัดสินใจบางอย่างผิดพลาด พาลให้เศร้าโศกเสียใจชั่วนิรันดร์

Rinaldo Smordoni (เกิดปี 1933) เกิดที่กรุงโรม ระหว่างวิ่งเล่นสนุกสนานกับพรรคเพื่อนบนท้องถนน ได้รับการค้นพบโดยโปรดิวเซอร์ Paolo W. Tamburella ชักชวนให้มาทดสอบหน้ากล้อง เป็นที่ถูกใจผู้กำกับ De Sica โดยทันที จากนั้นทีมนักเขียนบทก็เริ่มพัฒนาเรื่องราวโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง

รับบท Giuseppe Filippucci ตัวเตี้ยกว่าจึงเสมือนน้องชายของ Pasquale Maggi ไปไหนติดตามไปด้วยไม่ห่าง แต่ด้วยความอ่อนแย ยังไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจอะไรด้วยตนเองมากนัก รับอิทธิพลจากคนอื่นโดยง่าย ด้วยเหตุนี้เมื่อถูกจับติดคุกมีเพื่อนใหม่เป็นนักเลงหัวไม้ตัวจริง อะไรๆจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อพบเห็นความไม่เท่ห์ของ Pasquale จึงเลิกนับถือเหมือนพี่น้อง

เกร็ด: แม่ของตัวละครนี้ ก็คือแม่จริงๆของ Rinaldo Smordoni เธอจึงสามารถแสดงได้อย่างสมบทบาท

Smordoni เป็นเด็กที่มีความอยากรู้อยากลอง ในวัยค้นหาอัตลักษณ์ตัวตนเอง อะไรเท่ห์ดูดีมีสง่าราศีก็โอบรับไว้หมด เมื่อตัวละครคบหากับ Pasquale ก็ยังเป็นเด็กดี แต่พอติดคุกย้ายฝั่งมา Arcangeli กลับกลายนักเลงหัวไม้ … นี่สะท้อนอิทธิพลของ ‘ฮอร์โมน’ ได้อย่างตรงไปตรงมา

หลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ รับบทสมทบเล็กๆ I miserabili (1948) และ 11 uomini e un pallone (1948) แต่เจ้าตัวไม่ได้ชื่นชอบความมีชื่อเสียงโด่งดังสักเท่าไหร่ โตขึ้นทำงานเหมืองหินอ่อน ตามด้วยคนขับรถในกรุงโรม


ถ่ายภาพโดย Anchise Brizzi (1887 – 1964) ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติอิตาเลี่ยน ผลงานเด่น อาทิ Shoeshine (1946), The Charterhouse of Parma (1948), Othello (1952) ฯ

ปกติแล้วหนังแนว Neorealist จะเน้นเก็บภาพจากสถานที่จริง นำเสนอให้เห็นสภาพวิถีชีวิต ผู้คนอยู่อาศัย แต่เรื่องนี้สามารถแบ่งออกเป็นครึ่งแรก-ครึ่งหลัง ซึ่งจะเป็นภายนอก-ภายใน(คุก) นี่รวมถึงมุมกล้อง ตำแหน่งตัวละคร ทิศทางสูง-ต่ำ แบ่งแยกอย่างเด่นชัดเจน

อาชีพเด็กขัดรองเท้า จำเป็นต้องก้มศีรษะลงต่ำ สังเกตว่าผู้ชมจะมองไม่เห็นใบหน้าลูกค้าที่มาใช้บริการสักคน แต่จะถ่ายมุมก้มลง พบเห็นแต่เด็กๆทำงาน ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด

ม้า เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ ความเพ้อใฝ่ฝันของเด็กๆ เมื่อพวกเขาสามารถได้ครอบครองเป็นเจ้าของ จึงเชิดหน้าชูตา มีสง่าราศี ถ่ายมุมเงยขึ้นเล็กๆ ตัดสลับกับเด็กๆคนอื่นๆ มองด้วยสายตามันวาว

เมื่อพูดถึงความสูง ไม่ใช่แค่เด็กๆเท่านั้น แต่ยังหัวหน้า-ลูกน้อง ช็อตนี้พบเห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดเจน

ฉากภายในสร้างขึ้นที่สตูดิโอ Scalera Studios, กรุงโรม ศูนย์กักกันเด็กและเยาวชน ออกแบบให้มีความสูงสามชั้น ข้างหน้ามีลานกิจกรรมกว้าง ด้านหลังบันไดวน และมีแสงสาดส่องจากด้านนอกลักษณะของซี่กรงขัง

ผมชอบช็อตนี้มากเลยนะ มุมเงยขึ้นพบเห็นรูปพระเยซูตรึงกางเขน เสียสละเลือดเนื้อเพื่อฝูงแกะของพระองค์ แต่เจ้าหน้าที่ส่งข้าวของให้กับเด็กๆ กลับยักยอกสิ่งของ/เก็บภาษี แสดงความคอรัปชั่น เห็นแก่ตัวเองออกมาอย่างหน้าด้าน ไร้ยางอาย แล้วแบบนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆได้อย่างไร

ถ่ายทำที่ Palazzo di Giustizia/Palace of Justice ปัจจุบันคือที่ตั้งของศาสสูง อยู่บริเวณ Piazza Cavour, เขต Prati ณ กรุงโรม

สังเกตว่าเป็นช็อตที่เล่นกับความสูงอีกแล้ว เด็กๆตัวกระเปี๊ยกแค่เศษส่วนหนึ่งของภาพ เว้นช่องว่างด้านบนมอบสัมผัสราวกับว่า บางสิ่งอย่างยิ่งใหญ่โต ทรงอิทธิพลเหนือกว่า พยายามกดขี่ข่มเหงครอบงำ ให้รู้สึกตกต่ำต้อยด้อยค่ากว่า ซึ่งฉากนี้พวกเขากำลังเดินตรงไปที่ศาล รับชมการตัดสินคดีความของ Pasquale และ Giuseppe ก็ได้แค่พบเห็น แต่มิสามารถทำอะไรได้

ฉากสุดท้ายไคลน์แม็กซ์ของหนัง ดำเนินขึ้นที่สะพานข้ามลำธาร จุดเชื่อมประสานระหว่างสองฝากฝั่ง อดีต-อนาคต ดี-ชั่ว ความจริง-เพ้อฝัน

และเมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างจบสิ้น พบเห็นม้ากำลังเดินจากไป สามารถตีความได้ว่า ‘จิตวิญญาณ’ ความเพ้อใฝ่ฝันของเด็กๆ ได้จบสิ้นสูญสลาย อนาคตเคยวาดฝันไว้พังทลายลงพลัน

ตัดต่อโดย Niccolò Lazzari, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสองตัวละครหลัก Giuseppe Filippucci และ Pasquale Maggi ครึ่งแรกพวกเขาแทบจะตัวติดกันไม่ห่าง แต่ครึ่งหลังเมื่อถูกพลัดพรากแยกจาก จึงตัดสลับกันไปมาเพื่อให้พบเห็นมุมมองของอีกฝ่ายต่ออีกฝ่าย

ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง มีลักษณะราวกับกระจกสะท้อนกัน สังเกตง่ายๆจากอารัมบท-ปัจฉิมบท ล้วนมีม้าเป็นองค์ประกอบ, ความสัมพันธ์ระหว่าง Giuseppe-Pasquale เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฯ

สังเกตว่าหนังไม่มี Establish Shot มาถึงก็เริ่มดำเนินไปข้างหน้าทันที ด้วยเหตุนี้เรื่องราวจึงมีความต่อเนื่องลื่นไหลค่อนข้างสูง ไม่ถูกขัดจังหวะด้วยเทคนิคภาษาภาพยนตร์ใดๆ

เพลงประกอบโดย Alessandro Cicognini (1906 – 1995) ขาประจำของ Vittorio de Sica และ Alessandro Blasetti, งานเพลงถือว่ามีความหลากหลายทางอารมณ์ สนุกสนาน หวาดสะพรึง ทุกข์โศก ล้วนเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศให้กับหนัง ซึ่งมักแทรกใส่ความขี้เล่น ‘เป็นเด็ก’ สะท้อนเรื่องราวของหนังที่มีพวกเขาเป็นจุดศูนย์กลาง

ช่วงท้ายของหนัง บทเพลงมอบสัมผัสราวกับ ‘ตื่นขึ้นจากฝัน’ จบสิ้นแล้วช่วงชีวิตวัยเด็ก ต่อจากนี้ต้องเผชิญหน้าต่อสู้กับโลกความจริงที่แสนโหดร้าย


Shoeshine คือเรื่องราวของเด็กขัดรองเท้า ที่ไม่ได้อยากเป็นแค่เด็กขัดรองเท้า พวกเขามีความเพ้อใฝ่ฝันทะเยอทะยาน ค่อยๆเก็บสะสมเงินทองจนสามารถได้ครอบครองสิ่งที่ตนโหยหาต้องการ แต่แล้วกลับถูกฉุดคร่าตกต่ำ เพราะสังคมยินยอมรับความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้

ม้าราคา 50,000 Lire เด็กทั้งสองมีเงินเก็บ 44,700 Lire คิดเป็นประมาณ 90% ของความพยายาม ขาดอีก 5,300 Lire หรือ 10% ถือว่ามาจากดวงล้วนๆ จับพลัดพลูทำงานได้เงินแบบคาดคิดไม่ถึงมาก่อน แต่เงินก้อนดังกล่าวก็นำมาซึ่งความโชคร้ายอีกเช่นกัน

เด็กๆถูกหลอกใช้ ไม่ต่างอะไรกับอิตาลีถูกครอบงำโดยอดีตท่านผู้นำ Benito Mussolini เสี้ยมสั่งสอน ปลูกฝังแนวคิด Italian Fascist อ้างว่าจะทำให้ประเทศมีความเจริญ ยิ่งใหญ่โต มหาอำนาจจ้าวโลก! แต่สุดท้ายก็เพียงคำโป้ปดหลอกลวง พอถูกรัฐบาลสั่งปลดก็เผ่นแนบหนีหาย กลายเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดให้ Nazi ที่ Republic of Salò

ชนชั้น เป็นสิ่งพบเห็นได้ทั่วไปในประเทศปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ซึ่งหนังเปรียบเทียบง่ายๆกับความสูงต่ำของตัวละคร อาชีพขัดรองเท้าต้องก้มหน้ามุดหัว ตรงกันข้ามกับการได้ขี่ม้า สามารถเริดเชิดหน้าชูตา มีความสง่างาม ใครพบเห็นต้องเงยขึ้นชื่นชม ผสมอิจฉาริษยา

ในคุกเด็กก็เฉกเช่นกัน ผู้ใหญ่ตัวโตกว่าเด็ก หัวหน้าสูงใหญ่กว่าลูกน้อง นั่นคือความได้เปรียบที่ทำให้มนุษย์สามารถกดขี่ข่มเหงบุคคลผู้ต่ำต้อยกว่า ศิโรราบยินยอมรับในอำนาจ … ขณะที่คนตัวสูงเท่ากัน ก็ต้องท้าดวลชกต่อยตี พิสูจน์ให้มีความเห็นไปเลยว่า ใครเจ๋งเป้ง เก่งแน่จริงกว่ากัน

นั่นเองคือชนวนสาเหตุความขัดแย้ง อิทธิพลเริ่มต้นล้วนมาจากผู้ใหญ่ สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบถึงเด็กวัยรุ่นตัวใหญ่ พบเห็น จดจำ เลียนแบบการกระทำ จากนั้นส่งต่อครอบงำเด็กตัวกระเปี๊ยก อยากเก่ง เท่ห์ แน่ ดูฉันเป็นตัวอย่าง … กับคนรุ่นหลังเมื่อกลายเป็นเช่นนั้น เมื่อเติบโตขึ้นจะกลายเป็นคนดีของสังคมได้เช่นไร

มองกว้างๆระดับประเทศ นี่เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความตกต่ำ หายนะของอิตาลี ผลกระทบไม่เพียงภายนอกจากสงครามโลก แต่ยังภายในจิตใจผู้คนหลังจากถูกอดีตท่านผู้นำแปรพักตร์ ทรยศหักหลังประเททศชาติ เฉกเช่นนั้นแล้วคนรุ่นถัดๆไป อนาคตจะสดสว่างแจ่มใส หวนกลับสู่ความรุ่งโรจน์เหมือนมหานครโรมันได้อย่างไร

มีนักวิจารณ์ให้ข้อสังเกต หนังทั้งเรื่องมีแต่ชายนำ ขณะที่แม่/เด็กหญิงกลับเป็นแค่ตัวประกอบ ไร้บทบาทครุ่นคิดกระทำอะไร นี่เช่นกันสะท้อนโลกทัศนคติของชาวอิตาเลี่ยน ‘บุรุษคือช้างเท้าหน้า อิสตรีต้องเดินตามหลัง’ เสี้ยมสั่งสอนปลูกฝังกันมาแบบนั้นตั้งแต่ยังเด็กเล็ก

สำหรับผู้กำกับ De Sica ความสนใจของเขาพุ่งไปที่สิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเด็กๆ มองทศวรรษนั้นยังไม่เด่นชัดนัก แต่ใครที่เคยศึกษาชีวประวัติผู้กำกับ หลังจากหย่าขาดเมียคนแรก แต่งงานใหม่กับคนที่สอง เพราะไม่ต้องการให้ลูกๆเติบโตขึ้นแบบไม่มีพ่อ ทุกเทศกาลสำคัญๆอย่างคริสต์มาส/ปีใหม่ เดินทางไปเฉลิมฉลองสองครั้งทั้งบ้านภรรยาเก่า-ใหม่ เป็นประจำเช่นนั้นทุกปี … เขาอาจไม่ใช่พ่อที่ดี แต่ก็พยายามทำตัวดีที่สุดเพื่อลูกๆของตนเอง


แม้หนังจะใช้ทุนสร้างน้อยกว่า 1 ล้าน Lire (ถือว่าทุนต่ำ เมื่อเทียบกับหนังอิตาลีสมัยนั้น) แต่กลับไม่มีใครใคร่สนใจรับชม กระทั่งว่านำออกฉายต่างประเทศกลับประสบความสำเร็จล้นหลาม

“Shoeshine was a disaster for the producer. It cost less than a million lire but in Italy few people saw it as it was released at a time when the first American films were reappearing…”

–  Vittorio De Sica

ก่อนหน้านี้ Academy of Motion Picture Arts and Sciences (AMPAS) หรือ Oscar ไม่เคยแจกรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้กับผลงานจากประเทศอื่นใดเลย [ก่อนหน้านี้มีเพียง La Grande Illusion (1937) ได้เข้าชิงสาขา Best Picture] กระทั่งว่า Shoeshine เมื่อเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงเสียงตอบรับคำวิจารณ์ดีเยี่ยม ยังทำเงินประสบความสำเร็จล้นหลาม จะเพิกเฉยนิ่งเดียวดายก็กระอยู่

“an international award, if properly and carefully administered, would promote a closer relationship between American film craftsmen and those of other countries”.

– Jean Hersholt ประธาน Academy ระหว่างปี 1945 – 49

ด้วยเหตุนี้เลยมอบ Honorary Award ตั้งชื่อว่า Best Foreign Language Film กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้รับรางวัลนี้ [และยังเข้าชิง Best Writing, Original Screenplay แถมอีกสาขา] แต่กระนั้นก็ยังอีกทศวรรษ ปี 1956 ถึงจะมีการจัดตั้งสาขานี้อย่างจริงจัง

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังพอสมควร ติดใจในไดเรคชั่นแรงดึงดูดของผู้กำกับ Vittorio De Sica ราวกับนักมายากล ผู้เสกสรรค์เวทย์มนต์ให้ภาพยนตร์มีเสน่ห์น่าหลงใหลยิ่งขึ้น [แซว: อัศจรรย์กว่า Miracle in Milan (1951) เสียอีกนะ]

แนะนำคอหนัง Neorealist สะท้อนสภาพสังคม วิถีชีวิตของชาวอิตาลีภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง, นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานเกี่ยวกับเด็ก-วัยรุ่น, และแฟนๆผู้กำกับ Vittorio De Sica ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศตึงเครียด ความรุนแรง คุกเด็ก

คำโปรย | Shoeshine รองเท้าของ Vittorio De Sica ได้รับการขัดเงามันวาวประกาย โดดเด่นชัดเจนแม้มองจากระยะไกล
คุณภาพ | รึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of