The Snow Queen

The Snow Queen (1957) USSR : Lev Atamanov ♥♥♥♥

ครั้งแรกของการดัดแปลงเทพนิยาย The Snow Queen (1844) ประพันธ์โดย Hans Christian Andersen สู่ภาพยนตร์อนิเมชั่น (Traditional Animation) ผลงานที่จักกลายเป็นแรงบันดาลใจ Hayao Miyazaki บังเกิดความมุ่งมั่น อยากสรรค์สร้างอนิเมะอย่างจริงจัง!

The Snow Queen is my destiny and my favorite film.

I started working as a new animator for Toei Animation in 1963, but I frankly didn’t enjoy my job at all. I felt ill at ease every day – I couldn’t understand the works we were producing, or even the proposals we were working on … Had I not one day seen Snedronningen (The Snow Queen) during a film screening hosted by the company labor union, I honestly doubt that I would have continued working as an animator.

Hayao Miyazaki

เกร็ด: ในพิพิธภัณฑ์ Ghibli Museum Library ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 มีการจัดเก็บฟีล์ม The Snow Queen (1957) พร้อมเขียนข้อความอธิบายไว้ว่า “It is not an exaggeration to say that the starting point of Hayao Miyazaki is here.”

ผมตั้งใจรับชม The Snow Queen (1957) ด้วยความคาดหวังพอสมควร พบเห็นอนิเมชั่นมีความลื่นไหลแปลกตา (อารมณ์ประมาณ 60fps) สีสันต้องชมว่าสวยสดงดงาม ตัวละครราชินีหิมะออกแบบได้อย่างน่าประทับใจ เพลงประกอบไพเราะเพราะพริ้ง (ยอดเยี่ยมทั้งฉบับรัสเซีย และภาษาอังกฤษ) ปัญหาคือตอนจบดูเร่งรีบไปสักหน่อย รู้สึกเหมือน Anti-Climax แต่สำหรับเด็กๆแค่นั้นก็น่าจะเฮลั่นบ้าน

สิ่งที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ คลาสสิกเหนือกาลเวลา คือหลากหลายเทคนิคที่มีความล้ำยุคสมัย(นั้น) พยายามทำออกมาให้ผิดแผกแตกต่างจากฟากฝั่ง Walt Disney ตั้งแต่การออกแบบพื้นหลัง ตัวละคร เลือกใช้โทนสีสันที่มีสัมผัสเฉพาะตัว และโดยเฉพาะท่าทางขยับเคลื่อนไหว มีความลื่นไหล “like waves” กลายเป็นเอกลักษณ์(ของอนิเมชั่น)จากสหภาพโซเวียต


Lev Atamanov ชื่อเกิด Levon Konstantinovich Atamanyan, Լև Կոնստանտինի Ատամանով (1905-81) ผู้กำกับอนิเมชั่น เกิดที่ Moscow ในครอบครัวเชื้อสาย Armenian, โตขึ้นเข้าศึกษาการแสดงและกำกับภาพยนตร์จาก Lev Kuleshov ณ สถาบัน Moscow Film School (ปัจจุบันคือ Gerasimov Institute of Cinematography, VGIK) ทำงานเป็นผู้ช่วยนักอนิเมเตอร์ Yuri Merkulov ก่อนสมัครงาน Mezhrabpomfilm Studio สรรค์สร้างโฆษณาอนิเมชั่น The Tale of the Little White Bull (1933), จากนั้นเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเข้าร่วม Armenfilm Studio สรรค์สร้างอนิเมชั่นขนาดสั้น The Dog and The Cat (1938), The Priest and the Goat (1941) และ The Magic Carpet (1948)

เกร็ด: The Dog and The Cat (1938) ถือเป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกของประเทศ Armenia ดัดแปลงจากเทพนิยาย The Dog and the Cat (1886) ประพันธ์โดย Hovhannes Tumanyan (1869-1923) นักกวีแห่งชาติ Armenia (National Poet of Armenia)

หลังกลับจากอาสาสมัครเข้าร่วม Red Army ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Atamanov เดินทางกลับสู่ Moscow เข้าร่วม Soyuzmultfilm Studio สรรค์สร้างผลงานเด่นๆอย่าง The Yellow Stork (1950), The Scarlet Flower (1952), The Golden Antelope (1954), (สร้างใหม่ภาพสี) The Dog and The Cat (1955) และกำกับอนิเมชั่นขนาดยาวสองเรื่อง The Snow Queen (1957), The Key (1961)

ก่อนที่จะเขียนถึง The Snow Queen (1957) แนะนำให้รับชมสองอนิเมชั่นขนาดสั้น The Scarlet Flower (1952) และ The Golden Antelope (1954) เพื่อพบเห็นวิวัฒนาการ สไตล์ลายเซ็นต์ของผกก. Atamanov ปรับตัวเองให้กับอนิเมชั่นฟากฝั่งสหภาพโซเวียต … เอาจริงๆผมชอบทั้งสองเรื่องสั้นนี้มากกว่า The Snow Queen (1957) เสียอีกนะ!

The Scarlet Flower (1952): https://www.youtube.com/watch?v=DyS51aCNbAI
The Golden Antelope (1954): https://www.youtube.com/watch?v=-qip4uUHFgs

อนิเมชั่นในสหภาพโซเวียตยุคสมัยก่อนหน้านี้ มักพยายามทำออกมาให้มีความสมจริง (Realist) ทั้งการออกแบบฉาก พื้นหลัง ตัวละคร ท่าทางขยับเคลื่อนไหว และยังต้องแฝงใจความชวนเชื่อ เพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Socialist Realism’ ตามอุดมการณ์ของ Joseph Stalin แต่ภายหลังการเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1952 ผู้นำสหภาพโซเวียตคนใหม่ Nikita Khrushchev พยายามจะลบล้างอิทธิพล Stalin (มีคำเรียก de-Stalinization) จึงมีมาตรการผ่อนปรนอะไรหลายๆอย่าง ทำให้การสรรค์สร้างภาพยนตร์และอนิเมชั่นได้รับอิสรภาพมากขึ้น … ยุคสมัยนั้นมีชื่อเรียก Khrushchev Thaw (1953-64)

The Snow Queen (1957) ถือเป็นอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกๆ ที่โอบรับการเปลี่ยนแปลงยุคสมัย Khrushchev Thaw เพราะไม่ได้ถูกจำกัดว่าต้องสะท้อนโลกความจริง แฝงใจความสังคมนิยมอีกต่อไป สตูดิโอ Soyuzmultfilm จึงลงความเห็นดัดแปลงเทพนิยายแฟนตาซี Snedronningen (1844) (ภาษา Danish แปลว่า The Snow Queen) ประพันธ์โดย Hans Christian Andersen (1805-75) นักเขียนวรรณกรรมเด็กชื่อดังสัญชาติ Danish (Denmark)

เกร็ด: ผมอ่านเจอว่า Hans Christian Andersen เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1840 เคยตกหลุมรักนักร้องอุปรากร Jenny Lind (1820-87) เจ้าของฉายา Swedish Nightingale แต่กลับถูกปฏิเสธสานสัมพันธ์ แสดงออกอย่างเยือกเย็นชา จึงพัฒนาตัวละคร The Snow Queen โดยมีเธอเป็นต้นแบบอย่าง

ในส่วนของการดัดแปลงบทอนิเมชั่น ประกอบด้วย

  • Georgy Grebner (1892-1954) ก่อนหน้านี้เคยพัฒนา Scenario ให้กับ The Magic Carpet (1948) และ The Scarlet Flower (1952)
  • Nikolai Erdman (1900-70) นักเขียนชื่อดังจากบทละคอน The Suicide (1928), สู่หนังเงียบ The House on Trubnaya (1928), และหนังพูด Jolly Fellows (1934), Volga-Volga (1938) ฯ
  • และเนื้อร้องบทเพลง แต่งโดยนักกวี Nikolay Zabolotsky (1903-58)

บทอนิเมชั่นมีเนื้อเรื่องค่อนข้างจะซื่อตรงกับต้นฉบับของ Hans Christian Andersen เพียงตัดออกในส่วนพาดพิงศาสนา, ปรับอายุตัวละครให้มีความเหมาะสม (หัวขโมยเด็กเพิ่มอายุให้เท่าๆกับ Gerda) และเพิ่มเติมตัวละครผู้บรรยาย Ole Lukøje สำหรับเชื่อมโยงแต่ละตอนๆเข้าด้วยกัน

เกร็ด: ต้นฉบับของ Snedronningen (1844) จะมีลักษณะแบ่งออกเป็นตอนๆ (frame story) ทั้งหมด 7 ตอน ประกอบด้วย

  • A mirror and its fragments (เรื่องนี้ถูกตัดออกไปในอนิเมชั่น หรือจะมองว่าเปลี่ยนมาเป็นผู้บรรยาย Ole Lukøje ก็ได้เช่นกัน)
  • Kai and Gerda (บางฉบับอาจใช้ชื่อ Kay หรือ Kaj)
  • The magician woman’s garden
  • The prince and the princess
  • The little robber girl
  • The Lapp woman and Finn woman
  • In the Snow Queen’s palace

เด็กชาย Kai และเด็กหญิง Gerda คือเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ฟากฝั่งตรงข้าม เชื่อมระเบียงชั้นบนติดกัน มักไปมาหาสู่ ปลูกดอกกุหลาบกระถางเดียวกัน! วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาว ทั้งสองรับฟังเรื่องเล่าจากคุณยายเกี่ยวกับราชินีหิมะ (Snow Queen) เด็กชาย Kai พูดแซวขึ้นเล่นๆ ว่าอยากจับเธอใส่เตาไฟให้หลอมละลาย โดยไม่รู้ตัวราชินีหิมะแอบจับจ้องมองผ่านกระจกบังเกิดความไม่พึงพอใจ ใช้เวทมนตร์เสกพายุหิมะลูกใหญ่ พัดพาเข้ามาในเมือง สาปให้เด็กชายมีหัวใจเยือกเย็น แสดงพฤติกรรมเย็นชาต่อเพื่อนรัก Gerda แล้วลักพาตัวสู่ปราสาทฤดูหนาว

ด้วยรักและห่วงใย Gerda จึงตัดสินใจออกเดินทางติดตามหา Kai ผจญภัยพานผ่านสถานที่ต่างๆ ถูกลวงล่อหลอ ดักปล้นกลางทาง บังเกิดความเข้าใจผิดๆ แต่ด้วยจิตอันบริสุทธิ์ มุ่งมั่นตั้งใจจริง เป็นพลังให้เธอสามารถก้าวเท้าเปล่า ออกเดินทางไปจนถึงปราสาทราชินีหิมะ และให้ความช่วยเหลือเพื่อนรักกลับคืนมาได้สำเร็จ


เด็กชาย Kai (พากย์เสียงโดย Anna Komolova) หรือชื่อภาษาอังกฤษ John (พากย์เสียงโดย Tommy Kirk) ด้วยวัยยังละอ่อน จึงขี้เล่นซุกซน ครั้งหนึ่งพูดจาพล่อยๆ ไม่รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เลยโดนราชินีหิมะสาปแช่ง ให้มีจิตใจเยือกเย็นชา จากนั้นมาพยายามกลั่นแกล้ง ใช้ถ้อยคำรุนแรง ตีตนออกห่าง Greda ก่อนถูกลักพาตัวไปยังปราสาทราชินีหิมะ ค่อยๆสูญเสียความทรงจำ และกลายเป็น ‘damsel in distress’ (มันไม่คำเรียกเวลาพระเอกตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แล้วรอคอยให้นางเอกมาช่วยเหลือ)

เด็กหญิง Greda (พากย์เสียงโดย Yanina Zhejmo) หรือชื่อภาษาอังกฤษ Ivett (พากย์เสียงโดย Sandra Dee) ด้วยความสนิทสนมกับเด็กชาย Kai จึงสังเกตพฤติกรรมผิดแผกแตกต่าง หลังพบเห็นเขาถูกลักพาตัวโดยราชินีหิมะ ตัดสินใจออกเดินทาง ผจญภัยพานผ่านสถานที่ต่างๆ พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งมาดีและร้าย สามารถก้าวต่อไปด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ จนไปถึงปราสาทราชินีหิมะ ช่วยเหลือเพื่อนชายให้หวนกลับคืนมาได้สำเร็จ

ราชินีหิมะ Snow Queen (พากย์เสียงโดย Maria Babanova, ฉบับภาษาอังกฤษโดย Louise Arthur) ผู้มาพร้อมกับฤดูกาลหนาวเหน็บ เป็นผู้มีจิตใจเหี้ยมโหด รักความสันโดษ อาศัยอยู่ตัวคนเดียวในปราสาทคริสทัลหลังใหญ่ ครั้งหนึ่งพบเห็นเด็กชาย Kai ในกระจก บังเกิดความอิจฉาริษยา ไม่พึงพอใจในคำพูดจาดูถูกเหยียดยาม จึงเสกพายุหิมะลูกใหญ่ พร้อมสาปแช่งให้เขามีหัวใจเย็นชา จากนั้นลักพาตัว ลบความทรงจำ ให้ค่อยๆกลายเป็นอย่างตนเอง ผู้ไร้จิตวิญญาณและความอบอุ่น


ในขณะที่เด็กชาย-หญิง Kai & Greda ยังคงใช้ต้นแบบตัวละครเดียวกับอนิเมชั่นรัสเซียเรื่องอื่นๆ หน้ากลมๆ ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า แต่งกายประจำท้องถิ่น เต็มไปด้วยสีสันสดใส เรียกว่าพยายามทำออกมาให้ดูเป็นชาวรัสเซีย, แต่สำหรับราชินีหิมะ ออกแบบให้มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม! นอกจากโทนสีขาว (ซึ่งเป็นสีของหิมะ, ฤดูหนาวเหน็บ) ยังคือรูปทรง/ใบหน้าเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม สมมาตร แลดูคล้ายๆรูปปั้น แกะสลักจากคริสทัล … กลายเป็นภาพจำที่ยังคงติดตา และสร้างแรงบันดาลใจให้กับอนิเมชั่นสมัยใหม่

The cold beauty who captivated Kai. This, to some extent, is a poetic symbol of the picture. She is a beautiful woman, but she is cold because she is the queen of the ice world. I made her face seem cut, as if it had been carved out by a sculptor. The problem was difficult to solve, since the animators had to “move” the face in the future and draw it from different angles. I really loved this image. In combination with the crystalline voice of Maria Babanova, it turned out to be very romantic.

Leonid Shvartsman ผู้ออกแบบตัวละคร Snow Queen

ตัวละครอื่นๆมักมีการขยับเคลื่อนไหวที่ดูลื่นไหล ‘like waves’ (ผมรู้สึกเหมือนรับชมการเคลื่อนไหวภาพ 60fps) นักวิจารณ์หลายคนมองว่ากิริยาท่าทาง มีลักษณะคล้ายๆการเต้นบัลเล่ต์ สำหรับสื่อสาร แสดงออกภาษากาย และทำให้อนิเมชั่นดูมีชีวิตชีวาเพิ่มมากขึ้น แต่อนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ได้เลียนแบบท่าทางมนุษย์โดยตรง ให้อิสระนักอนิเมเตอร์ในการวาดภาพ (แต่ก็มีการวางแผนท่าทางขยับเคลื่อนไหวไว้โดยละเอียด) กล่าวคือพยายามลดการใช้เครื่อง Rotoscoping ให้น้อยที่สุด!

เกร็ด: อนิเมชั่นยุคก่อนหน้านี้ที่พยายามทำออกมาให้มีความสมจริงนั้น (Realism) ด้วยวิธีการบันทึกภาพ ถ่ายทำนักพากย์/นักแสดง ขยับเคลื่อนไหว ใช้เป็นต้นแบบอย่าง นักอนิเมเตอร์ใช้การเทียบภาพแต่ละช็อตผ่านเครื่อง Rotoscoping เทคนิคพัฒนาโดยสตูดิโอ Walt Disney ตั้งชื่อว่า Éclair 

Animation is characterized by wide generalization, careful selection and, most importantly, grotesque exaggeration. Therein lies its power, its genuine realism. By breaking the laws of art, we inevitably slip into tired verisimilitude, which we often attempt to pass off as realism, even though it has nothing to do with either the truth of art or the truth of life.

Lev Atamanov กล่าวถึงการทำลายรูปแบบ วิถีทางอนิเมชั่นยุคสมัยก่อนหน้า

สำหรับราชินีหิมะจะผิดแผกแตกต่างจากตัวละครอื่นๆ มักไม่ค่อยพบเห็นขยับเคลื่อนไหว ส่วนใหญ่แค่นั่ง-ยืน-เดิน แทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับใคร (ก็เลยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษากายในการสื่อสาร) ส่วนใหญ่ขยับเพียงใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก ทำออกมาให้ดูน่าเกรงขาม

ยังมีอีกตัวละครที่ต้องพูดถึงคือ Ole Lukøje (พากย์เสียงโดย Vladimir Gribkov, ฉบับภาษาอังกฤษโดย Paul Frees) พัฒนาขึ้นโดย Hans Christian Andersen เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับ (Mysterious Mythic Creature) คล้ายๆกับ Sandman บ้างเรียกว่า Dream God สำหรับกล่อมเด็กๆเข้านอน มักพบเห็นถือร่มสองคัน

  • อันที่มีลวดลายสีสัน สำหรับเด็กดีจะได้นอนหลับฝันดี
  • ส่วนคันสีดำไร้ลวดลายสำหรับเด็กไม่ดี จะทำให้หลับลึก ตื่นเช้าโดยไม่ฝัน บางครั้งอาจนำสู่ความตาย

เกร็ด: เรื่องเล่าของ Ole Lukøje ปรากฎครั้งแรกในหนังสือ Fairy Tales Told for Children. New Collection. Third Booklet ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1841

Ole Lukøje ไม่ได้ปรากฎตัวในต้นฉบับ Snedronningen/The Snow Queen (1844) เป็นสิ่งที่ผู้สร้างเพิ่มเติมเข้ามาสำหรับเล่าเรื่อง เชื่อมโยงแต่ละเรื่องราว (Frame Story) ซึ่งการออกแบบตัวละคร แรกเริ่มนำแรงบันดาลใจจากคนแคระของ Snow White and the Seven Dwarfs (1937) [ไม่ได้เจาะจงว่าคนไหน] ไปๆมาๆ Leonid Shvartsman (คนเดียวกับที่ออกแบบราชินีหิมะ) เปลี่ยนมาใช้ผู้กำกับ Lev Atamanov เป็นต้นแบบอย่าง

ในส่วนการออกแบบฉาก สถานที่พื้นหลัง ทีแรกทีมงานต้องการเดินทางไปศึกษาดูงานยัง Copenhagen, Denmark บ้านเกิดของ Hans Christian Andersen แต่ยุคสมัยนั้นสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น จึงไปได้แค่กลุ่มรัฐบอลติก (Estonia, Latvia, Lithuania) เดินทางสู่ Riga (Latvia), Tallinn (Estonia) และ Tartu (Estonia) ส่วนรายละเอียดอื่นๆค้นคว้าจากห้องสมุด Lenin Library (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Russian State Library)

สำหรับเครดิตการออกแบบฉาก Leonid Shvartsman จะดูแลในส่วนบ้าน คฤหาสถ์ ตัวเมือง (ต้นแบบจาก Tallinn), ขณะที่ Alexander Vasilyevich จะเป็นผู้วาดปราสาทคริสทัล (ของราชินีหิมะ) รวมถึงทิวทัศน์ธรรมชาติอื่นๆ ดอกไม้ ผืนป่า ขุนเขา ทะเลสาป ทุ่งหิมะ ฯ

We worked on “The Snow Queen” for more than two years. We did a great job of collecting material in advance. It was impossible to even think about a trip to Denmark, so all our business trips were limited to the Baltic states – Riga and Tartu. They took photographs and drew there. A lot of material was found in the Lenin Library.

There are two artists listed in the credits: Shvartsman and Vinokurov. We had a division: I worked with the characters, and Alexander Vasilyevich worked with the scenery and backgrounds, he was a good painter.

In “The Snow Queen” I worked on the city, Vinokurov – on the castle and palace of the Snow Queen, on nature, on all the spans. As for the characters, I drew all the main ones, and the robbers were drawn by Sasha Vinokurov. We fairly freely distributed our roles and responsibilities, who was stronger in which area as an artist.

Leonid Shvartsman กล่าวถึงการแบ่งงาน

สำหรับคนช่างสังเกตจะพบว่าแทบทุกสถานที่ของหนัง จะมีทั้งกลางวัน (สีสันสดใส) กลางคืน (บรรยากาศอึมครึม มืดหมองหม่น) ไม่ก็เคยปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ก่อนผันแปรเปลี่ยนหลังการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ (หิมะละลาย)

คนที่ไม่เคยรับชมอนิเมชั่นจากสหภาพโซเวียต น่าจะรู้สึกแปลกตากับการเลือกใช้โทนสีสัน มีความสวยสด จัดจ้าน และหลากหลายกว่าฟากฝั่ง Hollywood นี่เป็นสิ่งสะท้อนวิถีชีวิต วัฒนธรรมชาวรัสเซีย กว่าครึ่งค่อนปีปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน สภาพอากาศหนาวเหน็บ การมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ ราวกับโลกอีกใบ ทุกสิ่งอย่างพลันสว่างสดใส สีสันละลานตา

ความคิดสร้างสรรค์ในออกแบบฟองน้ำใต้ทะเลของ Pinocchio (1940) ว่าดูน่าตื่นตาตื่นใจ! ยังเทียบไม่ได้กับคลื่นทะเล ลมหนาว และพายุหิมะ มันไม่ใช่แค่ปรากฎการณ์ธรรมชาติ แต่คือพลังเวทมนตร์ของราชินีหิมะ ที่สร้างความหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก เด็กๆเกิดความหวาดสะพรึงกลัว ผู้ใหญ่ยังสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ทรงพลัง

จริงๆยังมีอีกลูกเล่นที่น่าประทับใจ แค่เพียงไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการ น่าจดจำเทียบเท่าคลื่น-ลม-พายุหิมะ นั่นคือความระยิบระยับของคริสตัลในปราสาทราชินีหิมะ มีความวูบวาบ จู่ๆก็พลันสว่างขึ้นมา แถมบางครั้งทำเหมือนแสงสว่างเคลื่อนผ่านจากซ้ายไปขวา ผมยังขบครุ่นคิดไม่ออกว่าใช้เทคนิควิธีการอันใด (ลองสังเกตจากภาพเคลื่อนไหวสุดท้ายดูนะครับ)

ตัดต่อโดย Lidiya Kyaksht, อนิเมชั่นใช้การเล่าเรื่องผ่านตัวละคร Ole Lukøje ผลุบโผล่ออกมาจากหนังสือของ Hans Christian Andersen ทำหน้าที่เชื่อมโยงแต่ละเรื่องราวการผจญภัย (Frame Story) ของเด็กหญิง Greda/Ivett เพื่อออกติดตามหา ให้ความช่วยเหลือเพื่อนรัก Kai/John จากเงื้อมมือของราชินีหิมะ (Snow Queen)

  • เกริ่นนำด้วยเรื่องเล่าของ Ole Lukøje
  • Kai and Gerda
    • สองเพื่อนรักปลูกดอกกุหลาบร่วมกระถาง
    • รับฟังเรื่องเล่าราชินีหิมะของคุณยาย แล้วจู่ๆ Kai ก็มีพฤติกรรมปรับเปลี่ยนแปลงไป
    • เช้าวันถัดมา Kai กลั่นแกล้ง Gerda แล้วถูกลักพาตัวโดยราชินีหิมะ
  • The magician woman’s garden
    • Gerda ตัดสินใจออกติดตามหาเพื่อนรัก ถอดรองเท้า ขึ้นเรือ
    • มาถึงยังบ้านของหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ชักชวนเข้ามาในบ้าน กล่อมหลับนอน แอบเสกคาถาให้สูญเสียความทรงจำ
    • ค่ำคืนตื่นขึ้นมา Gerda สะลึมสะลือ จดจำอะไรไม่ได้ จนกระทั่งพบเห็นดอกกุหลาบคู่ จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านฤดูร้อนหลังนี้
  • The prince and the princess
    • ระหว่างนั่งเพ้อรำพันอยู่ริมชายฝั่ง พบเจออีกาตนหนึ่ง อ้างว่ารับรู้จักบุคคลที่เด็กหญิงกำลังติดตามหา
    • นำทางมาถึงคฤหาสถ์/พระราชวังแห่งหนึ่ง เฝ้ารอคอยดึกดื่น หลังงานเลี้ยงเลิกรา
    • แอบย่องเข้าไปในบ้านพบเจอกับเจ้าชาย-เจ้าหญิง
    • หลังเล่าเรื่องราวให้ทั้งสอง พวกเขาก็ให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ มอบอาหารเครื่องดื่ม รวมถึงรถม้าออกเดินทาง
  • The little robber girl
    • พอมาถึงกลางป่าถูกดักปล้นโดยโจรห้าร้อย
    • Greda กลายเป็นตัวประกัน/ของเล่นใหม่ของหัวขโมยน้อย พามายังแหล่งกบดานลับๆ
    • หลังรับฟังเรื่องเล่าของ Greda ทำให้หัวขโมยน้อยเกิดความซาบซึ้ง น้ำตาไหลพราก ตัดสินใจปล่อยเธอและสรรพสัตว์ที่ถูกคุมขัง
  • The Lapp woman and Finn woman
    • Greda ควบเจ้ากวางเรนเดียร์มาถึง Lapland หยุดผ่อนในกระท่อมของ Lapp Woman
    • ออกเดินทางต่อถึง Finland หยุดพักในกระท่อมของ Finn Woman
    • แต่ปราสาทของราชินีหิมะยังคงต้องไปไกลกว่านั้น ด้วยลมพายุรุนแรง เจ้ากวางไปต่อไม่ไหว Greda จึงก้าวเดินต่อไป จนกระทั้งล้มลงหน้าปราสาท
  • In the Snow Queen’s palace
    • Greda เข้ามาในปราสาทราชินีหิมะ ให้ความช่วยเหลือ Kai จนหวนระลึกความทรงจำ
    • เผชิญหน้ากับราชินีหิมะ
    • ฤดูหนาวเคลื่อนพานผ่านไป ฤดูใบไม้ผลิย่างกรายเข้ามา
    • Greda ออกเดินทางกลับกับ Kai แล้วใช้ชีวิตร่วมกันอย่าง Happily Ever After

เพลงประกอบโดย Artemi (Harutyun) Ayvazyan, Արտեմի Այվազյան (1902-75) คีตกวีสัญชาติ Armenian เกิดที่ Baku ในครอบครัวนักดนตรี โตขึ้นเข้าศึกษา Tbilisi State Conservatory ต่อด้วย Moscow Conservatory จบออกมาก่อตั้งวงดนตรีแจ๊ส Armenian State Jazz Orchestra ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วงทศวรรษ 40s, นอกจากนี้ยังเคยประทันอุปรากร เพลงประกอบภาพยนตร์ The Priest and the Goat (1939), The Snow Queen (1957) ฯ

ทีแรกผมแอบคาดหวังจะได้ยินบทเพลงพื้นบ้านรัสเซีย แต่ไม่เลย Ayvazyan เลือกใช้ดนตรีคลาสิก บรรเลงด้วยออร์เคสตรา ทำออกมาให้มีความเป็นสากล ไม่จำเพาะเจาะจงว่าพื้นหลังต้องเป็นเดนมาร์ก รัสเซีย หรือประเทศใดๆ นี่อาจด้วยความคาดหวังนำออกฉายต่างประเทศด้วยกระมัง

งานเพลงของ Ayvazyan คละคลุ้งด้วยกลิ่นอายโรแมนติก (Romanticism) ฟังแล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล สร้างสัมผัสทางใจ พร้อมใส่ลูกล่อลูกชน หยอกล้อกับเรื่องราว ตัวละคร ผสมผสานเข้ากับ ‘Sound Effect’ ได้อย่างลงตัว กลมกล่อม จนแทบจะกลายเป็นอันหนึ่งเดียวกัน! … ผมเรียกว่าสไตล์ ‘Silly Symphony’ บุกเบิกโดย Walt Disney

ผมแอบเสียดายที่ฉบับภาษาอังกฤษ มีการปรับเปลี่ยน Main Theme ที่ดังขึ้นระหว่าง Opening Credit เพราะต้องตัดทิ้งชื่อภาษารัสเซีย ก็เลยแต่งเพลงขึ้นใหม่ชื่อว่า The Snow Queen ถึงความสนุกสนานเพลิดเพลิน เหมาะกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ แต่ไม่สามารถเทียบความไพเราะกับต้นฉบับ ที่มีความเคลิบเคลิ้มหลงใหล สั่นสะท้านทรวงใน จิตวิญญาณพริ้วไหวไปกับสายลมหนาว

เด็กชาย Kai ด้วยความละอ่อนเยาว์วัย จึงพูดพร่ำออกไปโดยไม่ทันครุ่นคิด สร้างความขุ่นเคือง ไม่พึงพอใจให้กับราชินีหิมะ จึงถูกเธอสาปแช่ง เกล็ดน้ำแข็งติดอยู่ในดวงตา สร้างความหนาวเหน็บ หัวใจเย็นชา … นี่เป็นบทเรียนสอนว่า “คำพูดคือนายคน” เวลาแสดงความคิดเห็น เขียนคอมเมนต์ เราควรครุ่นคิดด้วยสติ ไม่ใช่ระบายอารมณ์ สนองกามารมณ์ และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

เด็กหญิง Gerda ผู้มีความจงรักภักดีต่อเพื่อนชาย Kai เมื่อพบเห็นพฤติกรรมแสดงออกปรับเปลี่ยนแปลงไป และถูกลักพาตัวโดยราชินีหิมะ จึงตัดสินใจออกเดินทาง พบเจอผู้คนมากมาย ผจญภัยพานผ่านสถานที่ต่างๆ ได้รับบทเรียนชีวิต ดังต่อไปนี้…

  • The magician woman’s garden หญิงสูงวัยอาศัยอยู่ในบ้านเวทมนตร์ ไม่ว่าวันเวลาภายนอกจะผันแปรเปลี่ยน แต่ภายในบ้านกลับมีเพียงฤดูใบผลิตลอดกาล (จริงๆน่าจะเรียกว่าราชินีใบไม้ผลิ/Spring Queen) ด้วยความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อาศัยอยู่ตัวคนเดียว จึงพยายามทำให้ Gerda หลงลืมทุกสิ่งอย่าง แล้วอาศัยอยู่ร่วมกันตลอดไป
    • บทเรียนก็คือ อย่าหลงเชื่อคนง่าย อาจถูกลวงหลอก ลักพาตัว ทำให้สูญเสียอะไรบางอย่าง
    • เรื่องราวของหญิงสูงวัยในบ้านเวทมนตร์ คือภาพสะท้อนราชินีหิมะที่ต่างก็มีความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ต้องการใครสักคนเคียงข้าง ถึงขนาดลักพาตัว พยายามลบความทรงจำ ถือว่าโฉดชั่วร้ายไม่ต่างกัน!
  • The prince and the princess อีกานำพา Greda มายังคฤหาสถ์/ปราสาท ย่องเข้าไปยามวิกาล แต่พบว่าเจ้าชาย-เจ้าหญิง หาใช่บุคคลเดียวกับที่เธอติดตามหา ถึงอย่างนั้นกลับได้รับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า
    • บทเรียนนอกจากอย่าหลงเชื่อคนง่าย ยังคือการรู้จักตรวจสอบ อ้างอิงด้วยหลักฐาน เพราะบางครั้งอาจเกิดความผิดพลาด คลาดเคลื่อน เข้าใจไม่ตรงกัน
    • ส่วนเรื่องราวของเจ้าชาย-หญิง แสดงถึงความมีเมตตากรุณา จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่แบ่งแยกสถานะทางชนชั้น ยินยอมให้ความช่วยเหลือเด็กหญิงผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ … เรียกได้ว่าอุดมคติแห่งชีวิต
  • The little robber girl ระหว่างทางในป่า รถม้าถูกดัดปล้นโดยกลุ่มโจร Greda โดนลักพาตัวโดยหัวขโมยน้อย ต้องการกักขังหน่วงเหนี่ยวแบบเดียวกับสรรพสัตว์ แต่หลังจากรับฟังเรื่องเล่า เกิดอาการใจอ่อน ยินยอมปลอดปล่อยทุกสิ่งอย่าง
    • รู้หน้าไม่รู้ใจ อย่าด่วนตัดสินใครจากรูปร่างหน้าตา ขโมยกะโจรก็อาจเป็นคนดี มีจิตใจบริสุทธิ์ มันอาจด้วยเหตุผลบางอย่างเลยจำต้องกระทำสิ่งเลวร้าย
    • หรือจะมองว่าคือเรื่องราวการกลับตัวกลับใจ, หัวขโมยน้อยหลังได้เรียนรู้จักความมุ่งมั่น จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของ Greda ทำให้เธอบังเกิดจิตสามัญสำนึก ต้องการปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง เลยทำการปลดปล่อยสรรพสัตว์ และยินยอมให้ความช่วยเหลือเด็กสาว
  • The Lapp woman and Finn woman ทั้งสองคือบุคคลให้ความช่วยเหลือ ชี้นำทาง Greda มุ่งสู่เป้าหมายปลายทาง ปราสาทราชินีหิมะ
    • แสดงถึงมิตรไมตรีต่อคนแปลกหน้า ยินยอมให้ความช่วยเหลือทั้งๆไม่เคยรับรู้จัก
    • และด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่นย่อท้อแท้ ในที่สุด Greda ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม ก้าวออกเดินถึงเป้าหมายปลายทาง

เมื่อมาถึงปราสาทราชินีหิมะ เพียงแค่ Greda เข้ามาพูดคุย โน้มน้าว อยู่เคียงชิดใกล้ Kai จู่ๆเกล็ดน้ำแข็งในดวงตาก็ร่วงหล่นลงมา สามารถคลายคำสาป(ของราชินีหิมะ)ได้โดยพลัน อิหยังว่ะ? คำอธิบายก็คือ Kai ที่แม้สูญเสียความทรงจำ แต่เมื่ออยู่เคียงชิดใกล้ Greda ทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่น ลุ่มร้อน ทำลายความหนาวเหน็บ เย็นชา เกล็ดน้ำแข็งในดวงตาจึงร่วงหล่นลงมา … หรือก็คือความรักชนะทุกสรรพสิ่ง!

ตลอดการผจญภัยของ Greda แสดงออกด้วยความมุ่งมั่น บริสุทธิ์ จริงใจ เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย เลยได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย ทำให้บุคคลชั่วร้ายกลับกลายเป็นดี ตรงกันข้ามกับราชินีหิมะ ผู้มีจิตใจหนาวเหน็บ เยือกเย็นชา ไม่ยี่หร่ากับผู้ใด จึงไม่มีใครอยู่เคียงข้าง มักนั่งนิ่งๆ ไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหวติง แทบจะไร้ความรู้สึกอะไรใดๆ

ชัยชนะเหนือราชินีหิมะ ในต้นฉบับรัสเซียไม่มีคำอธิบายอะไรใดๆ ทำเหมือนว่า Greda สำแดงพลังเวทมนตร์ สามารถพูดขับไล่ให้(ราชินีหิมะ)เลือนหายจากไป … ผมมองว่าน่าจะสื่อถึงพลังแห่งรัก จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์สามารถต่อสู้เอาชนะสิ่งชั่วร้าย (ความรักชนะทุกสิ่ง)

(บางคนอาจตีความว่าพลังแห่งรัก ทำให้จิตใจราชินีหิมะผันแปรเปลี่ยน “even an icy heart can be melted” จึงยินยอมปลดปล่อย Kai แล้วร่ำลาจากไป ก็ได้กระมังนะ)

ผมลองเปิดฉบับภาษาอังกฤษดูช่วงท้าย คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำอธิบายของ Ole Lukøje พูดบอกว่าฤดูใบไม้ผลิย่างกรายมาถึง พัดพาฤดูหนาว/ราชินีหิมะให้ต้องร่ำลาจากไป และยังทำเหมือนค้างคาภาคต่อไว้ ให้(ราชินีหิมะ)พูดประมาณว่าสักวันจะหวนกลับคืนมา และทำให้ Kai กลายเป็นของฉันตลอดกาล … ชัยชนะดังกล่าวไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือน Greda มีพลังเวทมนตร์อะไร เพียงฤดูกาลผันแปรเปลี่ยน ธรรมะชนะอธรรม กงเกวียนกรรมเกวียน

ระหว่างรับชมผมก็พยายามขบครุ่นคิดว่า ราชินีหิมะคือตัวร้ายหรือไม่? ถึงแม้เธอลักพาตัว Kai สาปแช่งให้เด็กชายมีหัวใจเยือกเย็น ค่อยๆหลงลืมทุกสรรพสิ่งอย่าง แต่เหตุผลการกระทำ ต้องการเสี้ยมสอน มอบบทเรียน(ให้กับผู้ชม) ถึงการใช้ชีวิตอย่างสันโดดเดี่ยว ตัวคนเดียว ไร้อารมณ์ เพิกเฉยต่อความรู้สึกของผู้อื่น นั่นเป็นสิ่งขัดแย้งต่อความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ … ข้อคิดของหนังคือการเผยแพร่ความรัก ความอบอุ่น เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้ความช่วยเหลือกับบุคคลตกทุกข์ได้ยาก

แต่เอาจริงๆการใช้ชีวิตอย่างสันโดดเดี่ยว ตัวคนเดียว มันก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ! แม้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะอยากอยู่ร่วมกับผู้อื่น เราควรต้องเรียนรู้จัก เข้าใจบุคคลประเภทนี้บ้าง พวกเขาอาจเยือกเย็นชา ไม่ยี่หร่าอะไรใคร แต่ตราบที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ย่อมไม่ใช่ปัญหาสังคม

การแสดงออกทางอารมณ์ อิสรภาพคือสิ่งดีแต่ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่าง! เราควรต้องรู้จักควบคุมตนเอง หยุดยับยั้งชั่งใจ ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เอาความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้งตลอดเวลา (ในบางเรื่องใช้อารมณ์บ้างก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง ทุกวินาที)

หลายๆบทความวิจารณ์ กล่าวถึง The Snow Queen (1957) คือภาพสะท้อนความโหยหาของชาวรัสเซีย ประเทศที่หลากหลายภูมิภาคกว่าครึ่งค่อนปีปกคลุมด้วยหิมะ สภาพอากาศหนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ พวกเขาต่างเฝ้ารอคอยการมาถึงของแสงอาทิตย์ ฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ช่วงเวลาแห่งสีสันสดใส ใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนาน เบิกบานหฤทัย ออกจากบ้านโดยไม่ต้องสวมใส่เสื้อกันหนาว

In the clear air of our neighbor to the North, the climate is harsh. But it is exactly the theme of this story that is able to melt snow with a single-minded love … and this because she [Russia] yearns for Spring.

นักวิจารณ์ญี่ปุ่น Takuya Mori ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Eiga Hyouron (Film Criticism)

และที่สุดที่ผมเห็นกล่าวถึงกัน มันอาจฟังดูขัดย้อนแย้งกับที่ทางการสหภาพโซเวียต กองเซนเซอร์พยายามกีดกันภาพยนตร์/อนิเมชั่นกล่าวอ้างอิงถึงศาสนา, The Snow Queen (1957) แม้ตัดทิ้งประเด็นความเชื่อศรัทธา กลับสามารถตีความถึงลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) สรรพวัตถุและสรรพสัตว์ (เหมารวมถึง ต้นไม้ ก้อนหิน ลำธาร สภาพอากาศ สิ่งประดิษฐ์สรรค์สร้างโดยมนุษย์ และแม้แต่ถ้อยคำพูด) ล้วนมีชีวิต จิตวิญญาณ และเจตจำนง (Agency) เป็นของตัวเอง … ไม่ใช่แค่ราชินีหิมะที่เป็นตัวแทนฤดูหนาว ยังรวมถึงสรรพสัตว์ สิ่งข้าวของต่างๆที่เด็กหญิง Greda สามารถพูดคุยสื่อสาร ให้ความช่วยเหลือ และพลังจากจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ทำให้เธอพานผ่านทุกอุปสรรคขวากหนาม ไปจนถึงเป้าหมายปลายทาง


อนิเมชั่นเข้าฉายในสหภาพโซเวียต วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1957 เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม จากนั้นเดินทางไปกวาดรางวัลจากหลากหลายเทศกาลหนัง แล้วถูกซื้อลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาโดย M.J.P. Enterprises เพื่อขายต่อให้ Universal Pictures มูลค่า $30,000 เหรียญ

เพราะทศวรรษนั้นยังอยู่ในช่วงสงครามเย็น สตูดิโอ Universal จึงไม่สามารถนำออกฉายภาษารัสเซีย จึงต้องพากย์เสียงอังกฤษ และแต่งเพลงคำร้องขึ้นใหม่ (โดย Frank Skinner) ซึ่งมีหลายสิ่งอย่างผิดแผกแตกต่างจากต้นฉบับพอสมควร เสร็จสิ้นออกฉายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1959 ประมาณการทำเงิน $1.3 ล้านเหรียญ

ส่วนในญี่ปุ่นเข้าฉายในชื่อ 雪の女王, Yuki no Joō (แปลตรงตัวว่า The Snow Queen) เมื่อปี ค.ศ. 1960 พร้อมๆกับฉายทางโทรทัศน์ในช่วงวันหยุดปีใหม่ เสียงตอบรับถือว่าดีล้นหลาม ขนาดว่านิตยสาร Eiga Hyouron (Film Criticism) อุทิศบทความจำนวน 14 หน้ากระดาษ!

Hayao Miyazaki ขณะนั้นยังทำงานเป็นนักอนิเมเตอร์ในสังกัด Toei Animation เริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่ายกับอาชีพของตนเอง จนกระทั่งมีโอกาสรับชมอนิเมชั่นเรื่องนี้ ราวกับได้ค้นพบโชคชะตา ฟ้าลิขิต เป้าหมายชีวิต

When I saw the Soviet film The Snow Queen, I felt really happy that I had become an animator. I thought that there could be no more wonderful occupation than creating such a marvelous world—no, of having the possibility of perhaps creating an even more marvelous world.

[The Snow Queen (1957)] is proof of how much love can be invested in the act of making drawings move, and how much the movement of drawings can be subliminated into the process of acting. It proves that when it comes to depicting simple yet strong, powerful, piercing emotions in an earnest and pure fashion, animation can fully hold its own with the best of what other media genres can offer, moving us powerfully.

Hayao Miyazaki

อิทธิพลที่พบเห็นได้ชัดเจน ตัวละครหลักในผลงานของ Miyazaki มักคือเด็กหญิง มีความมุ่งมั่น จิตใจอันบริสุทธิ์ ทุ่มเทพยายาม เอ่อล้นด้วยความรัก และมักออกเดินทางผจญภัย พานผ่านสิ่งต่างๆมากมาย (หลายครั้งก็ให้ความช่วยเหลือเพื่อนชาย)

นักวิจารณ์ต่างประเทศให้ข้อสังเกตระหว่าง The Snow Queen (1957) และ Princess Mononoke (1997) เป็นผลงานที่ผกก. Miyazaki ทำการอ้างอิงหลายสิ่งอย่างจากอนิเมชั่นเรื่องนี้

  • San มีพความละม้ายคล้ายหัวขโมยน้อย (The little robber girl) ทั้งอุปนิสัย บุคลิกภาพ แก่นแก้วไร้เดียงสา อาศัยอยู่กับสิงสาราสัตว์ (เดินเท้าเปล่าเหมือนกัน) และสามารถสื่อสารกับสรรพชีวิต (Spirit Princess)
  • Ashitaka=Kai ถูกคำสาปบางอย่างให้ต้องออกเดินทางจากหมู่บ้าน ควบขี่กวาง Yakul (คล้ายๆกวาง Reindeer ที่ Gerda เคยขึ้นขี่)
  • บางคนอาจมองว่า Snow Queen=Forest Spirit แต่ขณะเดียวกันบุคลิกภาพเย็นชาของ Lady Eboshi ก็ไม่แตกต่างกันนัก (ดวงตาของทั้งมีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย)

เมื่อปี ค.ศ. 2020, สตูดิโอ Soyuzmultfilm ได้ทำการรวบรวมอนิเมชั่นในสังกัดระหว่างทศวรรษ 1950s ถึง 80s มาทำการบูรณะ สแกนดิจิตอล (คุณภาพ HD) ลบร่องรอยขีดข่วน ปรับแต่งคุณภาพสี เสียง และเพลงประกอบ มีคำเรียก Golden Collection ทั้งหมดสามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง Youtube, สำหรับ The Snow Queen (1957) แนะนำให้หาฉบับพากย์รัสเซียจะดีกว่าภาษาอังกฤษ

ไม่รู้เพราะผมเป็นผู้ใหญ่หรือเปล่า เลยไม่ค่อยอินกับเรื่องราวของอนิเมชั่นสักเท่าไหร่ หลายสิ่งอย่างไม่ค่อยสมเหตุสมผล ขาดคำอธิบาย โลกสวยเกินจริง แถมจบแบบงงๆ แต่ความทรงคุณค่าเกิดจากจากลวดลีลาอนิเมชั่น สร้างความตื่นตระการตา น่าประทับใจ เต็มไปด้วยเทคนิคล้ำยุคสมัย(นั้น) งดงามวิจิตรศิลป์ คงความคลาสสิก และเพลิดเพลิดไปกับการขบครุ่นคิด หาความสัมพันธ์กับผลงานของ Hayao Miyazaki

หลังจากความสำเร็จอันล้นหลามของ The Snow Queen (1957) จุดประกายความนิยมเทพนิยายเรื่องนี้ ทำให้มีการดัดแปลงสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน ผมเลือกมาเฉพาะที่น่าสนใจ

  • The Snow Queen (1986) ภาพยนตร์แฟนตาซีจากประเทศ Finnish เคยส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ
  • The Snow Queen (1995) อนิเมชั่นจากอังกฤษ พากย์เสียงโดย Helen Mirren
  • The Snow Queen (2012) อนิเมชั่นสามมิติของรัสเซีย ซึ่งจะมีภาคสอง-สาม-สี่ ติดตามมา
  • โด่งดังสุดคงหนีไม้พ้น ฉบับตีความใหม่ของ Disney แฟนไชร์ Frozen (2013), Frozen II (2019) และภาคสามเร็วๆนี้ ปรับเปลี่ยนใจความจากพิสูจน์รักแท้ มาเป็นการปลดปล่อย เปิดประตูสู่อิสรภาพ(ทางเพศ)

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | The Snow Queen พัดพาความหนาวเหน็บ สั่นสะท้านทรวงใน ก่อนค่อยๆหลอมละลาย กลายเป็นความอบอุ่นหฤทัย
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | อบอุ่นหฤทัย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: