Snowpiercer (2013)

Snowpiercer

Snowpiercer (2013) Korean : Bong Joon-ho ♥♥♥♥

บนขบวนรถไฟแห่งชีวิตที่สามารถเรียกได้ว่า Noah’s Ark ออกเดินทางด้วยเครื่องยนต์ศักดิ์สิทธิ์ (สัญลักษณ์ของวัตถุนิยม) ใครอาศัยอยู่หัวขบวนถือว่ามีอภิสิทธิ์ชน สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ตรงกันข้ามกับสัมภาระท้ายขบวนที่ได้ขึ้นมาฟรีๆ ยังจะเรียกร้องโน่นนั่นนี่ ถามหาความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

ขบวนรถไฟ Snowpiercer ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจกอบกู้มวลมนุษยชาติให้รอดพ้นภัยพิบัติ ออกเดินทางวิ่งบนราง เวียนวนไปเรื่อยๆรอบโลกไม่รู้จักจบสิ้น แต่เพียงแค่ไม่กี่ปีหลังการเริ่มต้น มุมมองความครุ่นคิดของผู้คนกลับเริ่มค่อยๆปรับแปรเปลี่ยน อันเนี่องจากหน้าที่การงาน สถานที่อยู่อาศัย และต้นทุนชาติกำเนิด (เริ่มต้นได้ขึ้นส่วนไหนของขบวนรถไฟ) นั่นเองก่อให้เกิดการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคม

Snowpiercer (2013) คือภาพยนตร์ที่จำลองภาพรวมของระบอบทุนนิยม แจกแจงให้เห็นถึงลำดับขั้น ความแตกต่าง รวมไปถึงวิวัฒนาการทางสังคมปรับเปลี่ยนแปลงไป เพื่อสะท้อนเปรียบเทียบกับโลกยุคสมัยปัจจุบัน กำลังขับเคลื่อนด้วยวัตถุ เงินทอง อำนาจนิยม ใช้เป็นข้ออ้างลวงหลอกตา ว่านี่คือทิศทางเดียวเท่านั้นทำให้มนุษยชาติสามารถธำรงชีพอยู่ได้

คนที่ติดตามผลงานของผู้กำกับ Bong Joon-ho คงตระหนักรับรู้ได้ถึง 2 ความสนใจเด่นๆ ความแตกต่างทางชนชั้น (แบ่งแยกชัดเจนมากๆในประเทศเกาหลีใต้), ครอบครัวเท่านั้นคือสิ่งสำคัญสูงสุด (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) ซึ่ง Snowpiercer แม้ตระการตาไปด้วยฉาก Action และ Visual Effect แต่ผู้ชมก็ยังสามารถสังเกตเห็นได้ทั้งสองประเด็นลายเซ็นต์ ผสมผสานคลุกเคล้ากับเรื่องราวได้อย่างลงตัว

ความสำเร็จของ Snowpiercer (2013) แม้ไม่ได้ทำเงินล้นหลามสักเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นอีกเสาหลักไมล์แห่งวงการภาพยนตร์เอเชีย (และเกาหลีใต้) เพราะโปรดักชั่นถ่ายทำยังยุโรป (ไม่มีสตูดิโอไหนในเกาหลีใต้ ขนาดใหญ่เพียงพอจะสร้างขบวนรถไฟหลายสิบโบกี้) ทีมงานหลากหลายประเทศ และนักแสดงมากมายจากทั่วโลก สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, สก็อตแลนด์, แคนาดา, ฝรั่งเศส, เกาหลีใต้ ฯลฯ


Bong Joon-ho (เกิดปี 1969) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Daegu ปู่ทวดคือนักเขียนชื่อดัง บิดาประกอบอาชีพ Graphic Designer ตัวเขาลูกคนกลาง อยากที่จะเป็นผู้กำกับตั้งแต่มีโอกาสรับชม The Wages of Fear (1953) แต่ครอบครัวไม่อนุญาต เลยจำต้องเข้าเรียนคณะสังคมศาสตร์ Yonsei University แต่ก็เอาเวลาว่างไปดูหนัง ชื่นชอบโปรดปรานผลงานของผู้กำกับ Edward Yang, Hou Hsiao-hsien และ Shohei Imamura

เมื่อเรียนจบมหาลัยก็ไม่จำเป็นต้องง้อใครอีก ทำงานหาเงินเป็นติวเตอร์เพื่อเข้าศึกษาต่อ Korean Academy of Film Arts จากนั้นช่วงงานเบื้องหลัง จนกระทั่งได้เครดิตเขียนบท Seven Reasons Why Beer is Better Than a Lover (1996), ผู้ช่วยกำกับ Motel Cactus (1997), Phantom: The Submarine (1999), ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Barking Dogs Never Bite (2000) และแจ้งเกิดโด่งดังกับ Memories of Murder (2001)

ประมาณปลายปี 2005 ผู้กำกับ Bong Joon-ho มีโอกาสได้พบเจอ Graphic Novel เรื่อง Le Transperceneige วางขายร้านหนังสือใกล้ๆ Hongik University ทีแรกตั้งใจว่าจะแค่อ่านผ่านๆ แต่กลับกลายเป็นยืนอ่านตรงนั้นจนจบทั้งซีรีย์

“When I first came across Transperceneige, the first thing that grabbed my attention was the unique cinematic space of a train. Hundreds of metal pieces moving like a snake carrying people squirming inside gripped my heart. And the people were fighting against each other. They were not equal in this Noah’s ark that held the last survivors as they were divided into cars”.

– Bong Joon-ho

Le Transperceneige (แปลว่า The Snow-Piercer) หนังสือ Graphic Novel แนว Science Fiction Post-Apocalyptic แต่งโดย Jacques Lob และ Jean-Marc Rochette ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1982 มีทั้งหมด 3 เล่ม The Escape, The Explorers และ Terminus

แม้ว่าเรื่องราวของ Graphic Novel จะมีความน่าสนใจ แต่ถ้าจะนำทั้งหมดมาสร้างเป็นภาพยนตร์ความยาว 2 ชั่วโมง คงไม่เหมาะสมแน่

“I had to come up with a completely new story and new characters in order to create a new, dynamic Snowpiercer that was packed with cinematic exhilaration”.

สรุปก็คือ ผู้กำกับ Bong Joon-ho นำเพียงแนวคิด บางเรื่องราวน่าสนใจของ Le Transperceneige ดึงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์ประกอบภาพยนตร์เท่านั้นนะครับ เผื่อใครชื่นชอบหนัง อยากหาอ่านต้นฉบับ Graphic Novel หรือรับชมซีรีย์ของ Netflix จักพบเห็นความแตกต่างโดยสิ้นเชิง

Bong Joon-ho ได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลง Graphic Novel เมื่อปี 2007 แต่ต้องรอจนกว่าจะสร้างเสร็จ Mother (2009) ถึงค่อยมีเวลาเริ่มต้นพัฒนาโปรเจค เลือกนักเขียน Kelly Masterson สัญชาติอเมริกัน จากความประทับใจผลงาน Before the Devil Knows You’re Dead (2007) ให้ช่วยปรับปรุงจากบทร่าง และแปลเป็นภาษาอังกฤษสำหรับทีมงานนานาชาติ

สถานการณ์โลกร้อนเข้าขั้นวิกฤต เมื่อปี 2014 ได้มีการร่วมมือพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ปล่อยสารเคมีบางอย่างขึ้นสู่ชั้นอากาศ แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้อุณหภูมิของโลกเย็นลงถึงจุดเยือกแข็ง หลงเหลือเพียงผู้โดยสารบนขบวนรถไฟ Snowpiercer วิ่งวนรอบโลกด้วยเครื่องยนต์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทุกชีวิตยังสามารถธำรงอยู่ได้

เรื่องราวเริ่มต้น ปี 2031, Curtis Everett (รับบทโดย Chris Evans) หลักจากใช้ชีวิต 17 ปี ยังท้ายขบวนรถไฟ Snowpiercer เริ่มหมดความอดรนที่จะฝืนทนต่อการถูกกดขี่ข่มเหง ไม่ได้รับความยุติธรรมจากผู้คนที่อยู่หัวขบวน ครุ่นคิดวางแผนยึดอำนาจ โดยนำเอาประสบการณ์ความผิดพลาดหลายๆครั้งก่อนหน้ามาเป็นบทเรียน เป้าหมายครานี้คือไปให้ถึงห้องเครื่องของ Wilford (รับบทโดย Ed Harris) วิศวกรผู้ก่อสร้างขบวนรถไฟสายนี้ แต่แรกเริ่มต้นจำต้องให้ความช่วยเหลือ Namgoong Minsoo (รับบทโดย Song Kang-ho) ผู้ออกแบบกลไกปิด-เปิดประตู ถือเป็นกุญแจสำคัญยิ่งในภารกิจนี้


Christopher Robert Evans (เกิดปี 1981) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Boston, Massachusetts มารดาเป็นผู้กำกับละครเวทีอยู่ที่ Concord Youth Theater, ตัวของ Evans หลังเรียนจบมัธยม มุ่งสู่ New York City ร่ำเรียนการแสดงยัง Lee Strasberg Theatre and Film Institute ระหว่างนั้นรับงานถ่ายแบบ ตัวประกอบ Not Another Teen Movie (2001), รับบทนำครั้งแรก The Perfect Score (2004), เริ่มมีชื่อเสียงจากบทบาท Johnny Storm เรื่อง Fantastic Four (2005), Sunshine (2007), ได้รับการจดจำสูงสุด Steve Rogers ในแฟนไชร์ The Avengers

รับบท Curtis Everett หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติที่ไม่ได้อยากก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำนัก เพราะอดีตเคยทำบางสิ่งอย่างเต็มไปด้วยความชั่วช้าสามาลย์ แต่ปัจจุบันเหมือนใครๆจะไม่ใคร่หวนระลึกจดจำมันสักเท่าไหร่ (ยกเว้นตัวเขาเอง) ซึ่งเป้าหมายของเขาในครานี้ คือเดินทางเพื่อไปให้ถึงห้องเครื่อง ควบคุมทั้งขบวนรถไฟ Snowpiercer เรียกร้องความเสมอภาคเท่าเทียมให้บังเกิดขึ้น

ผู้กำกับ Bong Joon-ho พอได้รับคำแนะนำชื่อของ Chris Evans คงจะจดจำภาพลักษณ์ Captain America ครุ่นคิดว่าคงเป็นชายร่างบึกบึนกำยำ แต่หลังจากได้รับชม Sunshine (2007) กับ Puncture (2011) ก็เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมอง และเมื่อมีโอกาสพบปะสนทนา

“He’s actually very sensitive and has a quiet and introverted side. He’s a very, very smart person, and he’s a director”.

– Bong Joon-ho

จริงอยู่ที่ Evans มีภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำสูง สร้างความเชื่อมั่นได้เลยว่า การปฏิวัติครั้งนี้จักประสบความสำเร็จได้ด้วยดี แต่ความที่ตัวละครมีอดีตสุดแสนชั่วร้าย ผมพยายามมองเข้าไปในดวงตา ก็ไม่รู้สึกว่า Evans สามารถถ่ายทอดมุมมืดมิดนั้นออกมาได้

Evans ช่วงขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ เขายังคงต้องสะสมกล้ามอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมตัวแสดง Captain America: The Winter Soldier (2014) นั่นเองคือภาพลักษณ์ไม่เหมาะสมกับตัวละครสักเท่าไหร่ อาศัยอยู่ท้ายขบวน 17 ปี กินแต่แท่งโปรตีน มันจะไปเอาความกำยำบึกบึนมาจากไหน

“He’s supposed to be in the poor tail section for 17 years, eating only protein blocks, and it was tricky to hide all of that muscle mass with costume and make-up”.

ความประทับใจของ Evans ในการร่วมงานผู้กำกับ Bong Joon-ho บอกเลยว่าประทับใจเหนือความคาดหมาย

“I’ve been surprised about everything about this movie. Every movie you make, you hope people will enjoy it, but this movie has surpassed all of my expectations across the board”.

– Chris Evans


Song Kang-ho (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติเกาหลี เกิดที่ Gimhae, South Gyeongsang Province ตั้งแต่เด็กไม่ได้มีความสนใจด้านการแสดงใดๆ กระทั่งสอบติดคณะการสื่อสาร Busan Kyungsang College จบออกมาเข้าร่วมคณะการแสดงของ Kee Kuk-seo กลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมชั้นดี ขึ้นแสดงละครเวทีตั้งแต่ปี 1991 บอกปัดแสดงภาพยนตร์จนกระทั่ง The Day a Pig Fell into the Well (1996), แจ้งเกิดโด่งดังกับ No.3 (1997), Shiri (1999), The Foul King (2000), Joint Security Area (2000)**คว้ารางวัล Grand Bell: Best Actor

รับบท Namgoong Minsoo ผู้ออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยให้กับขบวนรถไฟ ยินยอมตอบตกลงเปิดประตูให้ Curtis Everett ด้วยข้อแลกเปลี่ยนกับ Kronole และลูกสาว Yona (รับบทโดย Go Ah-sung) ติดตามไปขบวนหน้าด้วย

แซว: การให้ตัวละครนี้พูดเพียงภาษาเกาหลี เพื่อสะท้อนความไม่ยี่หร่าต่อชีวิต ทำไมฉันต้องทำสิ่งอย่างตามใจใคร เว้นเพียงมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยน ถูกมองเป็นพวกขี้ยาก็แล้วไง

ปกติแล้ว Song Kang-ho มักรับบทตัวละครที่พึ่งพาอะไรไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ถือว่าพลิกบทบาท มาดจริงจัง แค่ว่าสีหน้าสายตา ไม่ได้ยี่หร่ากับการปฏิวัติไร้สาระสักเท่าไหร่ เพราะตัวละครมีจุดประสงค์บางอย่างที่แน่วแน่ตั้งใจ เฝ้ารอคอยวันเวลา และปีนี้ก็มาถึงแล้วที่จะเติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน

เพราะความที่ผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องใช้บริการทีมงานระดับนานาชาติ มีเพื่อนสักคนสามารถพูดคุยสื่อสาร นักแสดงพึ่งพาได้โดยไม่ต้องให้คำแนะนำอะไรมาก ในเกาหลีใต้คงมีแค่ Song Kang-ho ยังไงก็ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ซึ่งก็ยังเหน็บนำเอา Go Ah-sung เด็กหญิงสาวที่เคยร่วมงานตอน The Host (2006) มองตาแทบรู้ใจ แสดงเข้าขากันได้เป็นอย่างดี


Katherine Matilda Swinton (เกิดปี 1960) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London พ่อเป็นทหารบกยศพลตรี ตอนเด็กเรียนร่วมห้องกับว่าที่เจ้าหญิงแห่งเวลส์ Diana Frances Spencer, โตขึ้นศึกษาต่อยัง New Hall (ปัจจุบันคือ Murray Edwards College) ณ University of Cambridge สาขาสังคมและรัฐศาสตร์ ให้ความสนใจเลือกเข้าฝั่งพรรคคอมมิวนิสต์ ต่อมาสังกัด Scottish Socialist Party, ความสนใจด้านการแสดงในรั้วมหาวิทยาลัย หลังเรียนจบเลือกเข้าร่วม Royal Shakespeare Company กลายเป็นนักแสดงละครเวที ตามด้วยมินิซีรีย์ ภาพยนตร์เรื่องแรก Caravaggio (1986), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Edward II (1991) คว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Venice, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Beach (2000), Vanilla Sky (2001), The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe (2005), Michael Clayton (2007)**คว้า Oscar: Best Supporting Actress, Burn After Reading (2008), Doctor Strange (2016) ฯ

รับบท Minister Mason มือขวาของ Wilford ผู้คอยควบคุมดูแลกิจการภายในขบวนรถไฟ และยังเป็นโฆษกที่พยายามควบคุมครอบงำความครุ่นคิดผู้อื่น ซึ่งเธอเองเต็มไปด้วยความสุดโต่ง รังเกียจเดียดฉันท์ผู้โดยสารท้ายขบวน สวมชุดประดับเหรียญเกียรติยศไว้เต็มอก จะว่าไปไม่ต่างจากตัวตลก บ้าอำนาจ ติดสันดานความเห็นแก่ตัว

ผู้กำกับ Bong Joon-ho มีโอกาสพบเจอ Tilda Swinton ที่เทศกาลหนังเมือง Cannes ระหว่างโปรโมทภาพยนตร์ We Need to Talk About Kevin (2011) เธอเป็นผู้เข้าหา แสดงความต้องการอยากร่วมงานกัน ซึ่งตัวละครนี้ทีแรกเขียนไว้เป็นผู้ชาย คาดหวัง John C. Reilly แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจเพราะก็อยากร่วมงานกับ Swinton

“Tilda actually wanted to take the look further and I had to pull her back. She at the time really wanted to transform herself and look different than she ever looked before. I was all for it. Obviously there was something that started the whole look”.

– Bong Joon-ho

ผมเห็นความสนุกสุดเหวี่ยงของ Swinton ในการรับบทบาทนี้อยู่ไม่น้อย เธอเล่าว่าพยายามผสมผสานบุคลิกของ Margaret Thatcher, Colonel Gaddafi, Adolf Hitler และ Silvio Berlusconi ลงไปในตัวละคร ใส่ฟันปลอม ทำปากเหยิน พูดสำเนียง Yorkshire (ที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง) ชวนให้ผู้ชมเกิดความหมั่นไส้ อยากที่จะกระโดดถีบให้ตกรถไฟโดยไว


Edward Allen Harris (เกิดปี 1950) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Englewood, New Jersey, เติบโตขึ้นในครอบครัว Presbyterian ตอนเด็กชื่นชอบการเล่นฟุตบอลจนเป็นดาวของโรงเรียน แต่พอย้ายไปอยู่ New Mexico เกิดความสนใจด้านการแสดง สอบเข้า University of Oklahoma ตามด้วย California Institute of the Arts จบคณะวิจิตรศิลป์ (Bachelor of Fine Arts), เริ่มทำงานจากเป็นนักแสดงละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์สร้างชื่อคือ The Right Stuff (1984) รับบท John Glenn หนึ่งใน Mercury Seven นักบินอวกาศรุ่นแรกของสหรัฐอเมริกา

รับบท Wilford วิศวกรผู้สร้างและคอยควบคุมดูแลขบวนรถไฟ Snowpiercer อาศัยอยู่หัวขบวน อิ่มหนำสำราญกับการกินสเต็กทุกวี่วัน ด้วยความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ ครุ่นคิดแผนการเพื่อให้ทุกสิ่งอย่างตั้งแต่ต้นจรดท้าย ดำเนินไปได้ด้วยความเพียงพอดี ซึ่งเมื่อ Curtis Everett สามารถไต่เต้ามาถึงหัวขบวน พยายามเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวให้เขาเป็นผู้สืบสานภารกิจนี้ต่อ นำพามวลมนุษย์ชาติให้ธำรงต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น

ความตั้งใจของผู้กำกับ Bong Joon-ho ต้องการนักแสดงมีภาพลักษณ์ตราตรึง ทรงพลัง พบเห็นเพียงครั้งแรกผู้ชมก็สามารถตระหนักได้ถึงความสำคัญ ภารกิจยิ่งใหญ่ที่ตัวละครแบกรับ ทีแรกเล็งๆ Dustin Hoffman แต่เปลี่ยนใจมาเป็น Ed Harris

“When I was sent this script, I was told director Bong is a Korean director, and that he’d made some other films, but I had never seen any of them … I thought they were wonderfully accomplished films, which really made me want to work with the guy. I’m a big fan of his”.

– Ed Harris

มีการเปรียบเทียบเยอะทีเดียวกับตัวละคร The Architect จาก The Matrix Trilogy คือบุคคลผู้ครุ่นคิดสร้างโลกทั้งใบขึ้นมา แน่นอนว่าไม่ได้สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม-มโนธรรม จุดประสงค์เพื่อให้สรรพชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้

เอาจริงๆผมไม่รู้สึกว่าภาพลักษณ์ของ Harris ดูเหมือนวิศวกรที่สามารถสร้างรถไฟทั้งขบวนนี้ขึ้นมาได้ แต่ศักยภาพการแสดงของพี่แก คือลีลาการโน้มน้าว คำพูดกร้านโลก และการแสดงออกเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งทะนง ไม่ได้ใคร่สนใจ ยี่หร่าอะไรต่อทุกสิ่งรอบข้าง นอกเสียจากบุคคลที่ตนใคร่สนใจอยากรับรู้จักเท่านั้นเอง

เกร็ดเพิ่มเติมที่ผู้กำกับ Bong Joon-ho แนะนำถึงตัวละครนี้หลังหนังฉาย บอกว่าเป็น Bi-Sexual ได้หมดทั้งหญิง-ชาย และคือคนที่ทำครูสอนหนังสือ (รับบทโดย Alison Pill) ตั้งครรภ์ใกล้คลอด


ถ่ายภาพโดย Hong Kyung-pyo ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติเกาหลี ขาประจำผู้กำกับ Bong Joon-ho ตั้งแต่ Mother (2009) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Il Mare (2000), Tae Guk Gi: The Brotherhood of War (2004), Burning (2018) ฯ

เพื่อสร้างขบวนรถไฟต่อเนื่อง 4 โบกี้ จำเป็นต้องได้พื้นที่สตูดิโอขนาดไม่น้อยกว่า 75 x 100 ตารางเมตร ถือว่าใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว ทีแรกเล็งหาสถานที่ยังประเทศแคนาดา แต่สุดท้ายมาลงเอย Barrandov Studios, Czech Republic

ภาพเบื้องหลังโรงถ่ายที่ Barrandov Studios สังเกตว่าข้างใต้ฉากจะมีกลไกให้สามารถขยับเคลื่อนไหว อยู่บนรถไฟมันก็ต้องสั่นๆให้ไหมละ แต่ว่าการโยกไม่เป็นธรรมชาติแบบนี้ มันทำให้วิงเวียน คลื่นไส้ เมาง่ายกว่าปกติเสียอีก

ในยุคที่ภาพยนตร์นิยมถ่ายทำด้วยดิจิตอล แต่ผู้กำกับ Bong Joon-ho ยังคงยืนกรานจะใช้กล้องฟีล์ม 35mm แลปสี DeLuxe อัตราส่วน 1.85:1 ทั้งๆที่ก็ต้องสแกนฟีล์มเป็นดิจิตอลเพื่อนำไปทำ CGI อยู่ดี

ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความอึดอัด ยัดเยียด ทุกช็อตต้องเห็นพื้น-ผนัง-หรือเพดาน ด้านใดด้านหนึ่งอยู่เสมอ ซึ่งช่วงแรกๆท้ายขบวน จักปกคลุมด้วยความมืดมิด จากนั้นค่อยๆมีวัฒนาการแสงสว่าง ตามด้วยโทนสีสัน สถาปัตยกรรมเลิศหรูหราขึ้นเรื่อยๆ

ชุดสีเหลือง เมื่ออยู่ในบริเวณที่รายล้อมด้วยความมืดมิด มันจะมีความสว่างปรากฎเด่นชัดขึ้นมา

“It’s the colour that captures our attention more than any other and in colour psychology yellow is non-emotional and lacking compassion”.

– แฟชั่นดีไซเนอร์ Catherine George

เกร็: สองผู้แต่ง Graphic Novel ทั้ง Jean-Marc Rochette และ Benjamin Legrand ต่างมาแสดงรับเชิญในหนัง ซึ่งภาพวาดเหล่านี้เป็นฝีมือลายเส้นของ Rochette เองเลย

มันเป็นแผนการที่ชาญฉลาดมากๆเลยนะ เพราะจุดเชื่อมต่อระหว่างโบกี้สุดท้ายกับรองสุดท้าย กั้นแบ่งด้วยประตูหลายชั้น วิธีการเดียวเท่านั้นคือหาอะไรที่มันยาวๆ ต่อเนื่อง สามารถเคลื่อนจากปลายสู่ต้น ซึ่งสามารถสะท้อนได้ถึงเป้าหมายการปฏิวัติครั้งนี้ Curtis Everett ต้องการเดินจากท้ายไปให้ถึงหน้าสุดของ Snowpiercer

เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นรุกเร้าใจให้กับฉากการปฏิวัติ วิธีการถ่ายทำก็คือ เขย่ากล้องสั่นๆ (Shake Camera) ซูมเข้า-ออกอย่างรวดเร็ว (Rapid Zoom) ใส่เพลงประกอบมันส์ๆ และตบท้ายด้วยสิ่งคาดไม่ถึง พระเอกขี่ม้าขาวจากด้านหลังมาเผด็จศึก

บุหรี่ ในบริบทของหนังถือเป็นสัญลักษณ์ ‘เวลา’ ทั้งๆที่มันสมควรหมดสิ้นสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ Namgoong Minsoo กลับยังเก็บซ่อนหลงเหลือไว้สองมวนสุดท้าย เฝ้ารอคอยเวลาเหมาะสม และนำขึ้นมาเฉลิมฉลองเมื่อตระหนักว่า ทุกสิ่งอย่างกำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป

แต่ไม้ขีดไฟกลับหลงเหลืออยู่ 4 อัน ซึ่งใช้จุดบุหรี่สนองความพึงพอใจส่วนตัวไปสอง อีกหนึ่งสำหรับสร้างแสงสว่างแห่งความโอกาส และสุดท้ายคือประกายเพลิงแห่งความหวังสำหรับการเริ่มต้นใหม่

โบกี้รองสุดท้าย ดูแล้วน่าจะเป็นสถานที่หลับนอนของกองกำลังทหาร แต่ขณะนั้นอพยพรวมพลยังอีกสองโบกี้ถัดไป เพื่อเตรียมตัวรับมือการปฏิวัติครั้งนี้

ซึ่งโบกี้ขบวนนี้มีหน้าต่าง ซึ่งสามารถมองออกไปภายนอก พบเห็นโลกยุคน้ำแข็ง (Ice Age) ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ทุกสิ่งอย่างดับสูญสิ้น หลงเหลือเพียงเศษซากอารยธรรม ซึ่งถ้าสังเกตดีๆระหว่าง Sequence นี้ จะพบเห็นขบวนรถไฟจอดแช่อยู่ (ถ้าใน Graphic Novel เหมือนว่าจะไม่ได้มีแค่ Snowpiercer เพียงขบวนเดียวนะครับ)

โบกี้ถัดมานำเสนอกระบวนการผลิต Protien Block ที่ชวนให้คลื่นไส้อาเจียน แต่แท้จริงแล้วมีส่วนผสมของ สาหร่ายทะเล น้ำตาล และเจลาติน (Swinton ชื่นชอบรับประทานอย่างมาก, แต่ Jamie Bell เกลียดสุดๆ)

เอาจริงๆแล้ว Protien Block ไม่ต่างอะไรกับพวก Junk Food มาม่า อาหารกระป๋อง เพราะถือเป็นอาหารสำเร็จรูป ราคาถูก ผลิตง่าย ปรุงเสร็จไว และ(อ้างว่า)ได้สารอาหารครบ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคนชนชั้นกลาง-ล่าง

ผู้กำกับ Bong Joon-ho บอกว่าได้แรงบันดาลใจฉากฆ่าม้าของ The Godfather (1972) ซึ่งถ้าเปรียบเทียบสำนวนไทยคงเป็น ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ บอกว่าการกระทำของกลุ่มปฏิวัติ มันช่างไม่เป็นประโยชน์ ไร้สาระ เสียเวลาและชีวิตไปเปล่าๆ

การต่อสู้ในโบกี้นี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองยก (คั่นด้วย Happy New Year) และแต่ละยกก็จะมีอีกสองเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้น

ยกแรกเมื่อเปิดประตูออกมา การต่อสู้จะมีสองไดเรคชั่น
– เริ่มต้นเข้าปะทะ กล้องสั่นๆ ซูม-เข้าออกอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน
– เมื่อตัดมาภาพการต่อสู้ของ Curtis Everett จะปรับเปลี่ยนเป็นสโลโมชั่นที่มีความเชื่องช้า เริงระบำการเข่นฆ่าได้งดงามระดับวิจิตรศิลป์

การมาถึงพอดิบพอดีของวนรอบปี Happy New Year ทำให้การต่อสู้สิ้นสุดลงชั่วขณะ ซึ่งของขวัญจากธรรมชาติคือธารน้ำแข็งปกคลุมขวางทาง มีวิธีเดียวเท่านั้นสามารถเอาตัวรอดคือ พุ่งชนด้วยความเร็วสูง

เริ่มต้นยกสองด้วยการมาถึงของอุโมงค์ที่มีความยาวและมืดมิด ขณะที่ฝ่ายกองกำลังทหาร ตระเตรียมกล้อง Night Vision เทคโนโลยีแห่งยุคสมัย

ฝ่ายปฏิวัติตอบโต้ด้วยไม้ขีดไฟอันที่สอง จุดคบเพลิงแห่งความหวัง แล้วส่งต่อวิ่งโอลิมปิคจากหลังสุดไปด้านหน้า เรียกได้ว่าเหนือเกินความคาดหมายใครๆ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส การต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่ถึงจุดจบสิ้น

4 โบกี้ท้าย ถือว่าเป็นสถานที่อยู่ของชนชั้นล่างในสังคม ซึ่งเมื่อ Curtis Everett สามารถยึดอำนาจทำการปฏิวัติได้สำเร็จ ก้าวเดินต่อจากนี้คือสถานที่ของชนชั้นกลาง เริ่มต้นด้วยโรงเรือน ตู้ปลา และห้องเย็นเก็บเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีความสว่างสดใส สีสันของธรรมชาติ แลดูเป็นมิตรขึ้นว่าโลกใบเดิมเป็นไหนๆ

ระหว่างที่รับประทานซูชิ กล้องค่อยๆไถลออกไปนอกหน้าต่าง พบเห็นเรือสำราญลำใหญ่ ราวกับเกยตื้นอยู่เคียงข้างตึกสูง (เป็นจังหวะที่เหมาะสมกับการทานซูชิ/อาหารทะเล มากๆเลยนะ)

ในฉบับ Graphic Novel ขบวนรถไฟของ Snowpiercer มีทั้งหมด 1,001 โบกี้ (เว่อมากๆ) ในหนังดูแล้วน่าจะมีประมาณ 20-30 ขบวน เท่านั้นละ!

รถไฟขบวนนี้ นำเสนอโรงเรียน/ระบบการศึกษา (ของชนชั้นกลาง) ที่ทำการเสี้ยมสั่งสอน ครอบงำ ชี้ชักนำ ปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติให้กับเด็กรุ่นใหม่ เพื่อพวกเขาจักได้เห็นพ้อง สอดคล้อง เข้าใจอะไรๆอย่างที่บรรดาผู้ใหญ่ต้องการ

จะมีขณะหนึ่งที่คุณครูกำลังเล่นเปียโน แล้วพื้นสามารถหมุนรอบ 360 องศา นั่นเป็นการสะท้อนว่า ในห้องเรียน โลกทั้งใบราวกับว่าต้องหมุนรอบครูผู้สอน เด็กๆต้องเชื่อฟัง ตามคำสั่ง ทำทุกสิ่งอย่างสนองความต้องการ(ของครู)นั้น

Frozen Seven ถูกเรียกว่าอนุสาวรีย์ของมนุษย์ผู้โง่เขลา ทั้งเจ็ดกระโดดลงจากรถไฟ แต่แค่ไม่กี่ก้าวก็แข็งตาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภรรยาของ Namgoong Minsoo และมารดาของ Yona นั่นเพราะพวกเขาเร่งรีบร้อนกันเกินไป ถ้าอดทนรอคอยอีกสักหน่อย ไม่กี่ปี ก็อาจมีชีวิตเอาตัวรอดได้อย่างแน่นอน

ไข่ อาหารแห่งความสุขที่ใครๆครุ่นคิดว่าสิ้นสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่เหมือนว่า Wilford ยังคงเก็บซ่อนไว้ ต้องการมอบให้ทุกคนในวันขึ้นปีใหม่ สำหรับการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ แต่กลับซุกซ่อนไว้ด้วยอาวุธปืนมีกระสุน ยกขึ้นมากราดยิงเข่นฆ่ากลุ่มผู้ขัดขืนต่อต้าน ให้ยินยอมสยบศิโรราบ

มุมกล้องถ่ายลงมา ช็อตนี้สามารถเรียกได้ว่า God Eye View ซึ่งในบริบทนี้สะท้อนความมีน้ำใจไมตรีของบิดาผู้สร้างขบวนรถไฟ Wilford มอบไข่ไก่เป็นอาหารให้กับผู้โดยสารทุกคน

โบกี้ถัดๆมา นำเสนอความไฮโซเลิศหรูหราของคนชนชั้นกลางและสูง ชีวิตเต็มไปด้วยความไฮโซเลิศหรูหรา มีชีวิตอย่างสุขสำเริงราญ สบายอกสบายใจ ไม่ต้องดิ้นรนทนทุกข์ยากลำบากอะไร มีเพรียบพร้อมทุกสรรพสิ่ง

เมื่อทีมของ Curtis Everett มาถึงโบกี้ตู้อาบน้ำ ถูกดักซุ่มยิงโดยนักแม่นปืน ขณะรถไฟกำลังตีโค้งตัวยู 360 องศา ติดตามมาด้วยห้องอบซาวน่า เต็มไปด้วยควันฟุ้งสีส้ม พวกเขาต่างหลบซ่อนตัวอยู่หลังประตู ต่อสู่ท่ามกลางความลึกลับวังเวง ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้นต่อไป

ถัดจากห้องซาวน่า ก้าวมาถึงโซนผับบาร์ สถานบันเทิงเริงรมณ์ของชนชั้นสูง ส่วนหนึ่งปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่ระยิบระยับด้วยแสงสี

ผมเรียกว่าห้องพี้ยา ไม่ใช่แค่ชนชั้นล่างเท่านั้นที่เสพติด Kronole แต่คงเพราะยิ่งสูงยิ่งหนาว วันๆไม่มีอะไรทำ ชีวิตไร้เป้าหมาย จะอยู่ไปทำไมกับตนเองหรือปัจจุบัน ล่องลอยไปกับจินตนาการเพ้อฝัน

เมื่อ Curtis Everett เดินผ่านห้องควบคุม สังเกตว่าใบหน้าของเขาปกคลุมด้วยความมืดมิดตลอดการเดินทาง นั่นเพราะกำลังจะไปถึงโบกี้หน้าสุด ห้องควบคุม มันทำให้เขาหวนระลึกครุ่นคิดถึงบางอย่าง

ก่อนหน้าที่ประตูห้องเครื่องจะเปิดออก Namgoong Minsoo มอบบุหรี่มวนสุดท้ายให้ Curtis Everett สูบเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่าแค่ฮึดเดียวกระมัง แล้วปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้หมดสิ้นไประหว่างเล่าความหลัง … ช่างเป็นความน่าเสียดายบุหรี่มวนสุดท้ายของมวลมนุษยชาติเสียจริง!

สถาปัตยกรรมห้องเครื่อง แลดูมีความล้ำอนาคต เส้นสายพุ่งสู่ศูนย์กลางพลังงาน แต่ขณะเดียวกันไม่ต่างจากห้องขังคุก ซึ่งยังปกปิดบังซ่อนเร้นด้วยบางสิ่งอย่างอยู่ภายใต้

Wilford พยายามพูดจาโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลา หนุนหลังให้ Curtis Everett ตัดสินใจก้าวขึ้นมาแทนที่เขา เป็นผู้นำพามวลมนุษยชาติให้ดำเนินต่อไปในอนาคต

ไม่มีเครื่องจักรกลใดๆบนโลกที่สามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอดเวลา สุดท้ายแล้วเมื่อบางสิ่งอย่างชำรุดทรุดโทรม ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทน กลไกมนุษย์จึงหวนกลับมา และผู้ต้องเสียสละมักคือเด็กรุ่นใหม่ เพราะยังไม่รับรู้ประสีประสาอะไร เลยถูกคำโน้มน้าว ชักจูงจมูกได้โดยง่าย (ก็อยากรู้จริงๆว่า Wilford ใช้มารยาเกลี้ยกล่อมเกลาอะไร เด็กๆพวกนี้จึงยินยอมกลายเป็นหุ่นเชิดชักของตนเอง)

มือของ Curtis Everett ที่แม้ไม่สามารถเสียสละให้ผู้อื่น ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในการทำให้อนาคตของมวลมนุษย์ชาติสิ้นสุดลง … สะท้อนว่า ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้น-ทำลายล้าง ก็ด้วยน้ำมือมนุษย์เพียงเท่านั้น

แรงระเบิดที่ก็ไม่มีใครรับรู้ว่าจะรุนแรงเท่าไหน แต่ผู้ใหญ่สองคนต่างวิ่งเข้ามาโอบกอดรัด ปกป้องเด็กๆทั้งสองไว้ในอ้อมกอด ทำให้พวกเขาสามารถเอาตัวรอด และก้าวออกเดินสู่อนาคตใหม่

จะว่าไปพื้นห้องเครื่องมีรูปสัญลักษณ์วงกลมซ้อนๆกันไป (เหมือนห่วงโอลิมปิก) คงจะต้องการสื่อถึง ‘ห่วงโซ่อาหาร’ ในวงจรวัฏจักรชีวิต ทุกสิ่งอย่างล้วนพึ่งพากันได้อย่างสอดคล้องกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นผู้ล่า-เหยื่อ หรือในระบอบทุนนิยมก็คือ ชนชั้นสูง-กลาง-ต่ำ มิอาจตัดขาดออกจากกันได้

ผมชื่นชอบช็อตนี้มากๆเลยนะ ถึงแม้เป็นแสงสว่างอันเย็นยะเยือกสาดส่องเข้ามาจากภายนอก กลับคือสัญลักษณ์โอกาส และความหวังใหม่ของมนุษยชาติ มากยิ่งกว่าภายในขบวนรถไฟ Snowpiercer ที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความขัดแย้ง โกรธเกลียด ชิงชัง

ตัดต่อโดย Steve M. Choe และ Changju Kim (ทั้งสองเป็นชาวเกาหลีนะครับ)

ดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองสายตาของ Curtis Everett ตั้งแต่วันที่ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะก่อการปฏิวัติ ร่วมออกเดินทางไปกับตัวละครจากขบวนท้ายสุด ไปจนถึงห้องเครื่องขบวนลำดับที่หนึ่ง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น
– องก์แรก: ท้ายขบวน 4 โบกี้หลังสุด
– องก์สอง: การเดินทางในโลกของของชนชั้นกลาง
– องก์สาม: สนทนาย้อนอดีต พบเจอวิศวกรผู้สร้าง และคำตอบของการตัดสินใจ

ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Bong Joon-ho ปกติแล้วจะพยายามชี้ชักนำทางผู้ชมให้เกิดความเข้าใจหลายๆอย่างไปพร้อมกับตัวละคร จากนั้นค่อยตบหัวลูบหลัง พลิกตลบแตลง หักมุมแบบคาดคิดไม่ค่อยถึง แต่เรื่องนี้จะมุ่งเน้นนำเสนอเซอร์ไพรส์ในแบบไม่เชิงว่าหักมุมสักเท่าไหร่
– มีชายร่างใหญ่ พยายามใช้อาวุธกวาดไปโดยรอบ อยู่ดีๆก็มีชายร่างกระเปี๊ยก วิ่งบนท่อ ใช้ความรวดเร็วจัดการหมอนี่อยู่หมัด
– ท่ามกลางความมืดมิด ใครๆคงครุ่นคิดว่าทีมปฏิวัติคงจบสิ้นแล้ว ตะโกนเรียกเด็กชายให้จุดไฟ แสงสว่างแห่งความหวังจึงปรากฎขึ้นได้ทันท่วงที
– ตัวละครที่นึกว่าว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลับยังติดตามมาหลอกหลอนช่วงท้าย (ใครหว่า?)
ฯลฯ


เพลงประกอบโดย Marco Edward Jonathan Beltrami ยอดฝีมือสัญชาติอเมริกัน เข้าชิง Oscar มาแล้วสองครั้งจาก 3:10 to Yuma (2007), The Hurt Locker (2008) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Resident Evil (2002), Terminator 3: Rise of the Machines (2003), I, Robot (2004), Hellboy (2004), The Wolverine (2003), A Quiet Place (2018) ฯ

งานเพลงสร้างบรรยากาศหวิวๆ ตึงเครียด กดดัน เพราะทุกก้าวย่างของจังหวะชีวิต ผิดพลาดคือความตาย จำต้องเลือกดำเนินต่อไปข้างหน้า สักวันคาดว่าจักพานพบเจอหนทางแห่งความหวัง เมื่อใดเผชิญอุปสรรคขวางหนาม ทุ่มสุดแรงเกิดพุ่งชน หวังว่าโชคชะตาจักเข้าข้าง

จะว่าไปหลายครั้งของท่วงทำนองดนตรี มีลักษณะคล้ายเสียงของรถไฟ กระฉึกกระฉัก ปู้นๆ เพื่อทดแทน Sound Effect ที่มักถูกลดระดับขณะเพลงประกอบดังขึ้น

ฉากการต่อสู้ Axe Gang มีความเจ๋งเป้งอยู่ไม่น้อยทีเดียว เริ่มต้นเหมือนเสียงเหล็ก/ดาบ/ขวานกระทบกัน กึกก้องกังวาลย์ถึงความเหี้ยมโหดร้าย ถือเป็นการบั่นทอนกำลังใจคณะปฏิวัติ จักสามารถต่อสู้เอาชนะนักเลงหัวไม้ ผู้เป็น ‘หู’ และ ‘ตา’ ได้หรือเปล่า

ทุนนิยม อาจไม่ใช่ระบบที่แย่ ว่าไปมีแนวคิดเชิงอุดมคติเสียด้วยซ้ำ แต่ปัญหาเกิดจากมนุษย์ผู้นำมาใช้ ค่อยๆถูกอำนาจวัตถุเงินตราครอบงำเข้าใส่ จนเกิดความละโมบโลภมาก ก่อรากความเห็นแก่ตัว จากนั้นสร้างกำแพงสำหรับแบ่งแยกกีดกัน เรียกร้องอภิสิทธิ์ทางชนชั้น ยกยอปอปั้นตนเองให้สูงส่งเหนือกว่าใคร

วิวัฒนาการโลก เทคโนโลยีก้าวกระโดด จำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยลง เหล่านี้ล้วนคือปัจจัยให้ระบอบทุนนิยมสามารถเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างอะไรกับขบวนรถไฟความเร็วสูง Snowpiercer จำต้องเร่งรีบพุ่งไปข้างหน้า เพื่อมิให้ความหนาวเหน็บจากภายนอก แทรกซึมเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นภายใน

สมัยก่อนมีสำนวน ‘มนุษย์เลือกเกิดไม่ได้’ แต่ปัจจุบันนี้ถ้าใครมีเงิน ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงสัญชาติ รูปร่างหน้าตา หรือกระทั่งสลับเพศชาย-หญิง หลังถือกำเนิดเติบโตมา … กล่าวคือ เลือกเกิดไม่ได้ในเชิงนามธรรม แต่รูปธรรมสามารถปรับเปลี่ยนแปลงได้แทบทุกสิ่งอย่าง

ในขบวนรถไฟ Snowpiercer เริ่มต้นถ้าคุณมีเงินมากเท่าไหร่ ก็จักได้อาศัยอยู่ใกล้ๆหัวขบวนรถจักร ชีวิตเต็มไปด้วยความหรูหราสุขสบาย ลดหลั่นทอนลงเรื่อยๆจนกระทั่งถึงโบกี้สุดท้าย ที่นั่งชั้นสาม ตั๋วฟรี ต้องถือว่าเป็นโชคดีสำหรับคนไม่มีทุนตั้งต้น ได้รับการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ อนุญาตให้มีชีวิตก็บุญโข

อุดมคติของระบบทุนนิยม จะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม เงินเท่านั้นคือกฎหมาย ความยุติธรรม ถูก-ผิดตัดสินด้วยปริมาณ มากเท่าไหร่คือนาย พอมีเป็นไพร่ ไร้จักกลายเป็นทาส, ด้วยเหตุนี้บรรดาพวก ‘Freeloader’ ในมุมมองของคนที่จ่ายเงิน ย่อมเต็มไปด้วยอคติ รังเกียจชัง ทำไมฉันต้องเสียสละ ‘กรรมสิทธิ์’ ที่ได้มาโดยชอบธรรม ให้กับพวกหน้าด้าน ไร้ยางอาย ขยะสังคม พยายามเรียกร้องสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

ผู้กำกับ Bong Joon-ho เติบโตขึ้นในสภาพสังคมที่ช่องว่างระหว่างคนรวย-จน กว้างใหญ่ยิ่งกว่าคาบสมุทรอื่นใด ฝ่ายหนึ่งพยายามยกหางถืออภิสิทธิ์ชน ขณะที่อีกฝั่งกลับยินยอมก้มหัว ปล่อยให้ตนเองถูกกดขี่ข่มเหงไปตามยถากรรม ตัวเขาซึ่งถือว่าเป็นคนชนชั้นกลาง อยู่ระหว่างสองฟากฝั่ง มันช่างเต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้องทรมาน พยายามครุ่นคิดหาหนทางออก/วิธีแก้ไขปัญหา เมื่อจนปัญญาก็อยากล้มล้างทำลายระบบให้หมดสิ้นซากไป!

ตอนจบของหนัง ผมมองขบวนรถไฟ Snowpiercer ได้เดินทางมาถึงอุดมคติสูงสุดของโลกทุนนิยม นั่นเองทำให้ธรรมชาติ สร้างกลไกการทำลายล้าง(ตนเอง)ขึ้นมา นั่นคือ Curtis Everett ซึ่งได้ปฏิวัติ ล้มล้างระบอบ และทำให้ขบวนรถไฟ Snowpiercer ถูกระเบิดทำลายล้าง

เมื่อนั้นเด็กชาย-สาว เทียบได้กับ Adam และ Eve จักก้าวออกมาสู่โลกใบใหม่ ที่แม้ขาวโพลนด้วยหิมะ แต่คือสัญลักษณ์แห่งโอกาส ความหวัง และความบริสุทธิ์ผุดผ่องใส ต่อจากนี้อะไรๆย่อมสามารถบังเกิดขึ้นได้ … ขนาดหมีจำศีล 17 ปี ยังอ้วนท้วนอิ่มพลีขนาดนี้!

 

เกร็ด: นี่เป็นฉากภายนอกเดียวของหนัง ถ่ายทำที่ Tyrol, Austria บริเวณ Hintertux Glacier

แรกสุดนั้น CJ Entertainment วางแผนจะลงทุนแค่ 15 พันล้านวอน ($13 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่หลังจากสตูดิโอฝั่ง Hollywood รั้งรีรอขอดูหนังก่อนร่วมลงทุน เลยทำให้ต้องเพิ่มเงินเป็น 45 พันล้านวอน ($39-40 ล้านเหรียญ) กลายเป็นภาพยนตร์ทุนสร้างสูงสุดตลอดกาลของเกาหลีใต้จนถึงปัจจุบัน (ปี 2019)

จำนวนผู้ชม 9.35 ล้านคนในเกาหลีใต้ ติดอันดับสิบทำเงินสูงสุดตลอดกาล(ขณะนั้น) คิดเป็นเงิน $59.8 ล้านเหรียญ แต่ถือว่ายังไม่คืนทุน ต้องรวมรายรับทั่วโลก $86.8 ล้านเหรียญ ถึงน่าจะกำไรอยู่นิดหน่อย

การฉายยังสหรัฐอเมริกา แรกเริ่มได้ผู้จัดจำหน่าย The Weinstein Company ซึ่งหลังจาก Harvey Weinstein รับชมหนัง เรียกร้องให้มีการตัดต่อบางฉากออกไปกว่า 20 นาที (Weinstein เลืองลือชาในการทำแบบนี้อยู่แล้วนะครับ) แต่ผู้กำกับ Bong Joon-ho ปฏิเสธเสียงขันแข็ง จึงถูกดองใส่โหลขึ้นหิ้งไว้ โชคยังดีได้ผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ RADiUS-TWC ทำให้มีโอกาสฉายวงแคบๆ ก่อนเพิ่มปริมาณขึ้นสูงสุด 150 โรงภาพยนตร์ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $4.5 ล้านเหรียญ (จริงถ้าไม่โดน Weinstein ฉีกสัญญา ได้ออกฉายวงกว้าง มีแนวโน้มทำเงินไม่น้อยกว่า $10 ล้านเหรียญ)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนัง ประทับใจในศักยภาพของ Bong Joon-ho ที่ไม่ใช่แค่ไดเรคชั่นหนัง แต่ยังความสามารถในการรวบรวมทีมงาน สื่อสารนักแสดงระดับนานาชาติ แล้วยังคงความเป็นตัวของตนเองไว้ได้

หลายๆคนอาจรู้สึกว่า Snowpiercer เป็นหนังที่คาดเดาอะไรๆ ง่ายเกินไปเสียหน่อย มันเลยขาดความรู้สึกเต็มอิ่มหนำพึงพอใจ ก็แน่นอนละนะ! เพราะเรื่องราวได้สะท้อนโลกความเป็นจริงที่ใครๆต่างพบเห็นอยู่ในปัจจุบัน … ถ้าคุณไม่สามารถคาดเดาอะไรๆได้เลยต่างหาก จัดว่ามีความน่าหวาดสะพรึงกลัวยิ่ง สะท้อนถึงความไม่ยี่หร่าสนใจสภาพสังคม มืดบอดมองไม่เห็นข้อเท็จจริง ปรากฎเด่นชัดในชีวิตประจำวัน

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง เข่นฆาตกรรม สภาพสังคมที่บอบช้ำ

คำโปรย | Snowpiercer ของผู้กำกับ Bong Joon-ho พุ่งชนทุกสิ่งกีดขวาง แสดงให้เห็นถึงหายนะแท้จริงของมวลมนุษยชาติ
คุณภาพ | พุ่-ทุกสิ่งกีดขวาง
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of