Solaris (1972)

Solaris

Solaris (1972)

เมื่อวานพูดถึง A Space Odyssey ของทางฝั่งอเมริกาไป คราวนี้มาพูดถึงการโต้กลับของ Russia กันบ้าง Andrei Tarkovsky ปรมาจารย์ผู้กำกับฝั่ง USSR เขาเลือก Solaris นิยายไซไฟจากนักเขียนชาว Polish ที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับ A Space Odyssey โดยสิ้นเชิง ถ้าบอกว่า A Space Odyssey คือด้านสว่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโลก-จักรวาล-มนุษย์ Solaris จะคือด้านมืด เกี่ยวกับโลก-จักรวาล-ในจิตใจของมนุษย์

เห็นว่าต้นฉบับนิยายเรื่องนี้ เหตุการณ์จะเกิดขึ้นบนยานอวกาศ ที่โคจรรอบดาวเคราะห์ที่ชื่อ Solaris แทบจะทั้งเรื่อง แต่กับหนัง คงเพราะด้วยงบประมาณที่ค่อนข้างจำกัด เรื่องราวครึ่งแรกถูกเขียนขึ้นใหม่ และดำเนินเรื่องอยู่บนโลก ที่เหลือก็เซ็ตฉากขึ้นในยาวอวกาศที่โคจรรอบดาวเคราะห์ Solaris เช่นกัน ผู้แต่งนิยายต้นฉบับ Stanisław Lem ไม่ได้ร่วมในกระบวนการสร้างเหมือน Clark กับ Kubric ผลลัพธ์คือเขาไม่ชอบบทที่ได้รับการตัดแปลงเท่าไหร่ แต่ก็เคารพงานของ Fridrikh Gorenshtein ที่ร่วมเขียนบทกับ Andrei Tarkovsky

ตอนหนังฉายปี 1972 ที่ Cannes Film Festival ได้รางวัล Grand Prix Spécial du Jury และกลายเป็นหนังฮิตของ USSR เห็นว่ายืนโรงฉายอยู่ 15 ปีถึงลาโรง นิตยสาร Empire จัดอันดับ 68 กับ The 100 Best Films of World Cinema พูดกันตามตรง นี่เป็นอีกครั้งที่ตัวแทนจาก Russia ตกอยู่ภายใต้เงามืดของอเมริกา คนทั้งโลกพูดถึงแต่ A Space Odyssey แต่น้อยคนจะรู้จัก Solaris ให้ผมประเมิน ผมคิดว่า Solaris มีมุมมองการเล่าที่น่าสนใจกว่า A Space Odyssey มาก คือการเล่าถึงแนวคิดข้างใจจิตใจของมนุษย์เมื่อได้เจอกับ extra-terrestrial life แต่ในแง่ของความเป็นศิลปะ A Space Odyssey มีอะไรที่โดดเด่นและน่าจดจำกว่ามาก คงเพราะเหตุนี้ เป็นอีกครั้งที่น่าจะถือว่า รัสเซีย แพ้ให้กับ อเมริกา

ใน A Space Odyssey เราจะไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากมนุษย์ และแท่งดำๆนั้นเลย เราไม่สามารถสื่อสารกับมัน ทำความเข้าใจกับมันได้สักนิด แต่ Solaris เราสามารถสื่อสารกับ extra-terrestrial life แต่เป็นในรูปแบบที่คาดไม่ถึง แนวคิดนี้ผมชอบมากๆ คือ Alien ไม่จำเป็นต้องมีอะไรที่แตกต่างจากมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเหมือนในหนังอย่าง Star Wars, Star Trek ที่มีรูปลักษณ์ต่างออกไป แต่นี่เป็นหนังที่นำเสนอ Alien ในรูปแบบนามธรรม มาในรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตใจของผู้ได้รับการสื่อสาร แต่ข้างในรูปลักษณ์นั้น เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ว่าฉันเป็นใคร ทำไมฉันถึงเกิดมา

หนังของ Tarkovsky เป็นหนังที่ใช้ความอดทนในการดูพอสมควร ผมเริ่มจับจุดบางอย่างของเขาได้ ผู้กำกับเป็นคนที่ชอบการปล่อยให้คนดูค่อยๆสัมผัสเรื่องราวจากหนังทีละเล็กละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป หนังเขาเขาทุกเรื่องยาว (มากๆด้วย เกิน 2 ชั่วโมงครึ่ง) มีการตัดต่อที่ช้าๆ มีช่องว่างให้หายใจ คนที่ไม่ชอบอะไรที่ละเมียดละไม เขาจะรู้สึกว่าหนังน่าเบื่อ แต่เราสามารถมองได้ว่า ช่วงเวลาที่ผู้กำกับปล่อยให้หนังค่อยๆไปนี้ เราสามารถคิดทบทวน หรือสัมผัสกับอารมณ์บางอย่างในฉากก่อนหน้านั้นๆได้ ผมดูหนังเรื่องนี้จบโดยแทบไม่ต้องคิดอะไรต่อเลย เพราะช่วงเวลาเอื่อยๆของหนัง ทำให้ผมมีเวลาคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเวลาทำความเข้าใจเหตุการณ์ ตัวละครคิดอะไร มีการนำเสนออย่างไร ดูจบแล้วเราสามารถอิ่มกับมันได้เลย ไม่ต้องมาคิดต่อมากนัก มีคนเรียกหนังของ Tarkovsky ว่าเป็นแนว Mediation คือดูแล้วต้องหายใจเข้าออก ค่อยๆทำสมาธิ จับลมหายใจของตัวเองให้เข้ากับลมหายใจของหนัง กำลังคิดอะไรร้อนๆอยู่ มาดูหนัง Tarkovsky ถ้าไม่เย็นไปเลย ก็จะลุกไหม้ไปเลยนะครับ หุๆ

Solaris ตั้งคำถาม และเสียดสีข้างในจิตใจของมนุษย์ เราจะคิดยังไง ทำอะไรเมื่อเราเจอกับ Alien หนังใส่ตัวละครที่มีมุมมองหลากหลาย เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักบิน แต่ละตัวละครมีแนวคิด มุมมองต่อ Alien ต่างออกไป จุดนี้คนดูอาจเห็นไม่ชัดนัก ผมมาเห็นเอาช่วงหลังๆ กว่าที่พระเอก Donatas Banionis ที่เล่นเป็น Psychologist Kris Kelvin จะได้เจอกับเอเลี่ยน ก็เล่นเราไปครึ่งเรื่องแล้ว ครึ่งแรกเป็นการตั้งคำถาม เหตุการณ์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบนโลก หนังตั้งคำถามเราว่า ถ้าเกิดคุณเจอ Alien คุณจะ….ยังไง (คิด,ทำ,รู้สึก) ครึ่งหลังคือเมื่อตัวละครได้มีปฏิสัมพันธ์กับ Alien จริงๆ ผมชอบการแสดงของ Banionis นะ เพราะเขานำเสนอออกมาให้เรารู้สึกชัดเจนมากๆ เมื่อเจอกับสิ่งที่ไม่รู้ครั้งแรกคือหวาดกลัว แต่หลังจากนั้นเขายอมรับมัน มองเป็นโอกาส ทำในสิ่งที่อดีตเขาไม่สามารถทำได้ เป็นคุณจะทำยังไง เมื่อเห็น Alien หน้าตาพิมพ์เดียวกับคนรักเก่าที่ตายไปของคุณ ขณะที่ตัวละครอื่นๆ เช่น นักวิทยาศาสตร์ เขา Dr.Snaut แสดงโดย Jüri Järvet และ Dr. Sartorius แสดงโดย Anatoly Solonitsyn การโต้ตอบกับสิ่งที่ไม่รู้ คือการหาคำตอบ เขาทำการทดลองต่างๆนานากับ Alien เราจะได้ยินพวกเขาสารธยายการกระทำแปลกๆ เช่น แช่แข็ง จับมัด การกระทำที่ดูไม่มีมนุษยธรรมเสียเลย อีกตัวละครหนึ่งที่ฆ่าตัวตายก่อนที่พระเอกเราจะไปถึงสถานี นั่นคือเขายอมรับไม่ได้ จริงๆมีอีกตัวละครหนึ่งตอนต้นเรื่อง (Berton) ที่กลับไปยังโลกแล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับคนบนโลกฟัง เขากลับถูกกล่าวหาว่ามีอาการทางจิตประสาท นั่นคือภาพความคิดของคนทั่วไปต่อสิ่งไม่รู้

เป็นคุณเจอกับสิ่งที่ไม่รู้ จะทำยังไง?

กำกับภาพโดย Vadim Yusov ในหนัง 2001 เราจะเห็นภาพสวยๆของท้องฟ้า ยานอวกาศ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่กับ Solaris เราจะเห็นตรงข้ามกันทั้งหมด เปิดเรื่องเราจะเห็นพื้นน้ำ ต้นไม้ (ชีวิต) และม้า บนยานอวกาศ เราแทบจะไม่เห็นอะไรข้างนอกเลย เห็นแต่ภาพภายในที่ดูเหมือนเขาวงกต ลึกลับ ซับซ้อน จะมีก็แต่ตอนจบกระมังที่เราเห็นดาวเคราะห์ Solaris เต็มๆดวง

ถ้าใครสังเกตหน่อย เหตุการณ์บนโลก หนังใช้ญี่ปุ่นเป็นฉากหลังนะครับ ผมสังเกตเห็นตัวอักษรตามร้านค้า ตามถนนมันเป็นภาษาญี่ปุ่นเลยเอะใจทีเดียว ผมคิดว่าฉากนั้น หนังตั้งใจนำเสนอโลกอนาคต แต่ไม่มีทุนจะสร้างให้อลังการแบบ Star Wars เลยใช้เมือง Akasaka ของ Tokyo เป็นตัวแทนของโลกอนาคต ผมดูแล้วบรรยากาศเหมือนกรุงเทพฯ เราปัจจุบันเลย ตึกสูงใหญ่ ทางด่วนเต็มไปหมด มันอาจจะยังไม่สูงระฟ้า เพราะหนังถ่ายทำปี 197x แต่เหตุการณ์ในหนัง ผมเชื่อว่าอาจจะสักปี 21xx นะครับ (หนังไม่ได้บอก แต่ถ้าจะให้คาดการณ์คงประมาณช่วงนี้)

ตัดต่อโดย Lyudmila Feiginova จุดสังเกตของหนัง Tarkovsky ถ้าคุณได้ดูหนังของเขาสัก 2 เรื่องก็จะจับได้ชัดเจนมากๆ เขาเป็นคนชอบแช่ภาพอะไรสวยงามๆไว้หลายวินาที เพื่อเป็นเวลาให้ครุ่นคิดสาสน์ในหนัง ภาพพวกนั้นก็จะมีความหมายของมัน ดูเหมือนว่า Tarkovsky จะแอบใส่ Easter Egg หนังเก่าๆของเขาด้วย ในเรื่องนี้ผมแอบเห็นภาพวาดของ Andrei Rublev อยู่ด้วย

เพลงประกอบเมื่อ Kubrick ใช้เพลง classic ดังๆแล้ว ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงจะไม่มีบ้าง Ich ruf’ zu dir, Herr Jesu Christ (BWV 639) โดย Johann Sebastian Bach เคยได้ยินกันไหมเอ่ย ช่วงหลังๆของหนัง จะใช้เพลงสไตล์ electronic ประพันธ์และเล่นโดย Eduard Artemyev

อารมณ์เพลงของ Bach จะออกหม่นๆแบบนี้แทบทุกเพลงนะครับ ซึ่งเมื่อบรรเลงโดยเครื่องดนตรีอย่าง Organ ในโบสถ์ ความรู้สึกโหยหวน วาบหวิว ฟังแล้วหลอนๆ (ผมไม่ค่อยชอบเพลงลักษณะนี้เท่าไหร่) ในหนัง จะได้ยินเพลงนี้ตอนต้นเรื่อง แสดงถึงอารมณ์ของตัวละคร ภาพบรรยายประกอบเพลงจะเป็นสาหร่ายในน้ำที่ค่อยๆไหลตามกระแสน้ำ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแปลว่าอะไร แต่ความรู้สึกมันเหมือนชีวิตที่คล่อยๆเคลื่อนไหว ตามสายน้ำ กาลเวลา เราจะลู่ตามหรือสู้ตามกระแส (รู้สึกหนังจะออกไปทางลู่ตามมากกว่า)

คงแล้วแต่รสนิยมของคนดูนะครับ มันไม่แน่ว่าถ้าคุณชอบ 2001 แล้วจะชอบ Solaris หรือถ้าชอบ Solaris จะชอบ 2001 ผมมองว่าหนัง 2 เรื่องนี้ถูกสร้างเพื่อให้แข่งขัน เปรียบเทียบกัน มันเป็นเหรียญคนละด้าน เป็นหนังคนละมุมมอง จากผู้กำกับที่อยู่กันคนละขั้วโลก สมัยสงครามเย็น อเมริกา สู้กับ รัสเซีย มันไม่ใช่แค่นิวเคลียร์นะครับ แต่รวมถึงผลงานที่ออกมาสู่สายตาโลกด้วย ผมคิดว่าถ้า Solaris ออกฉายก่อน 2001 และรัสเซียเอาชนะอเมริกาได้ คนจะบ้าฮิต Solaris มากกว่า 2001 แน่ๆ

ผมแนะนำจริงๆนะครับ ถ้าคุณดู 2001 แล้วไม่รู้จัก Solaris ให้ลองหามาดู หนังเข้าใจยากพอๆกันนะแหละ ถ้าดู 2001 ได้ คุณก็ควรจะต้องดู Solaris ได้ ผมคิดว่า Solaris ดูง่ายกว่าด้วย ไม่จำเป็นต้องหาบทวิเคราะห์มาอ่านก็น่าจะจับใจความ ตีความ วิเคราะห์หนังได้ เห็นว่ามีเวอร์ชั่น Remake กำกับโดย Steven Soderbergh นำแสดงโดย George Clooney เมื่อปี 2002 ฉบับนั้นยาว 99 นาทีเท่านั้น หนังอาจจะสวยงามไม่เท่า แต่ก็ถือว่าไม่เลว มีอะไรหลายๆอย่างที่อธิบายได้เด่นชัดกว่าหนังต้นฉบับ จะดูเวอร์ชั่นไหนก็ได้ถ้าจะดูเอาเนื้อเรื่อง แต่ถ้าดูเอาความรู้สึก ให้หาดูต้นฉบับนี้นะครับ

คำโปรย : “Solaris กำกับโดย Andrei Tarkovsky สวยงาม ลึกซึ้ง ถ้าเปรียบ 2001 A Space Odyssey คือด้านสว่างของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับจักรวาล Solaris คือด้านมืดที่อยู่ข้างในจิตใจของมนุษย์และจักรวาล”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of