Somewhere

Somewhere (2010) hollywood : Sofia Coppola ♥♥♥♥

ปิดไตรภาค ‘Lost Trilogy’ ของ Sofia Coppola ด้วยการสังเกตบิดา (Francis Ford Coppola) รวมถึงบรรดานักแสดง Hollywood เมื่อประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ชีวิตกลับเหมือนกำลังขับรถเวียนวน ไม่รู้แห่งหน ราวกับไร้ตัวตน เพียงหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น, คว้ารางวัล Golden Lion อย่างเป็นเอกฉันท์จากเทศกาลหนัง Venice

This was a film that enchanted us from our first screening … Yet from that first enchanting screening, it grew and grew and grew in both our hearts, in our analysis, in our minds, and in our affections.

Quentin Tarantino ประธานกรรมการเทศกาลหนังเมือง Venice ปีนั้น

Quentin Tarantino เคยเป็นอดีตคนรักของ Sofia Coppola (ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2003-05) แม้เจ้าตัวยืนกรานว่าไม่ได้เข้าข้างลำเอียง (Favoritism) และผลการตัดสินมาจากเสียงของคณะกรรมการทุกคนอย่างเป็นเอกฉันท์ (Unanimously) ถึงอย่างนั้นก็มีนักวิจารณ์บางคนออกมาโจมตีกล่าวหาหลังประกาศรางวัลเทศกาลหนังเมือง Venice

The presidency of Quentin Tarantino runs the risk of turning into the most obvious conflict of interest possible if you remember that Somewhere and [Hellman’s film] Road to Nowhere were charming and interesting in their own ways, but nothing more than that.

นักวิจารณ์ Paolo Mereghetti จาก Corriere della Sera

ผู้ชมและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่เหมือนจะไม่ค่อยชื่นชอบประทับใจ Somewhere (2010) เพราะมันมีความละม้ายคล้าย Lost in Translation (2003) และ Marie Antoinette (2006) [ผมรวมเรียกว่าไตรภาค ‘Lost Trilogy’] เรื่องราวที่แทบไม่มีอะไร เต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย สัมผัสจับต้องอารมณ์ไม่ค่อยได้ เวิ้งว่างเปล่า ล่องลอยไร้จุดหมาย ไม่เข้าใจว่าหนังต้องการสื่ออะไร? ดำเนินเดินทางสู่แห่งหนไหน? … แต่เอะ นั่นก็ตรงตามชื่อหนังนิครับ Somewhere??

เรื่องราวของ Somewhere (2010) ทำการสำรวจวิกฤตการมีชีวิต (Existential Crisis) โดยผกก. Coppola สังเกตจากบิดา (Francis Ford Coppola) และบรรดานักแสดง Hollywood ที่เธอรับรู้จัก (อาจรวมถึงตัวตนเองด้วยส่วนหนึ่งกระมัง) เมื่อประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ถึงจุดสูงสุดของชีวิต แต่หลังจากนั้นพวกเขากลับดูเวิ้งว่างเปล่า ไม่รู้จะทำอะไรยังไง (นั่นเรียกว่าสูงสุดกลับสู่สามัญ) ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆกว่าจะค้นพบเป้าหมายใหม่


Sofia Carmina Coppola (เกิดปี 1971) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่ New York City เป็นบุตรของ Francis Ford Coppola และ Eleanor Jessie Neil ยังไม่ทันถึงขวบก็ปรากฎในภาพยนตร์ The Godfather (1972), เติบโตขึ้นที่บ้านฟาร์ม Rutherford ด้วยความที่เครือญาติต่างเป็นนักแสดง/ศิลปิน ช่วงวัยเด็กจึงมีความชื่นชอบหลาย ถ่ายรูป ดนตรี เสื้อผ้าแฟชั่น แต่หาได้มีความสนใจทำงานภาพยนตร์สักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น กำกับหนังเรื่องแรก The Virgin Suicides (1999)

ความไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ของ Marie Anoinette (2006) ทำให้ผกก. Coppola ตัดสินใจพักงานภาพยนตร์ กอปรกับเพิ่งคลอดบุตรสาวคนแรก (กับ Thomas Mars) นั่นทำให้เธอหวนระลึกความหลังเมื่อครั้นตนเองอายุ 11 ปี เคยออกเดินทางมาอิตาลีร่วมกับบิดา ประทับใจไอศครีม Gelato ไม่รู้ลืมเลือน

I just remember going on trips as a kid. My dad was excited to let me be in worlds that kids don’t usually go to. It makes such a big impression when you’re that age. I think it’s always exciting to get to go with your dad on your own, to go on a trip with him.

I think growing up I was always aware of (her father’s celebrity) — I don’t know exactly what age I began to be aware of people interested in (my father) and there’s certain people that are gravitated towards celebrities, people want to be around that so you can tell the kind of people that wanted to be around that aspect.

Sofia Coppola

นอกจากนี้ผกก. Coppola ยังนำแรงบันดาลใจจากหนังสั้นเรื่องโปรด Toby Dammit [รวบรวมอยู่ในภาพยนตร์ Spirits of the Dead (1968)] เพื่อทำการเคารพคารวะปรามาจารย์ผู้กำกับ Federico Fellini

  • Metzengerstein กำกับโดย Roger Vadim
  • William Wilson กำกับโดย Louis Malle
  • Toby Dammit กำกับโดย Federico Fellini

Toby Dammit คืออดีตนักแสดงละครเวที Shakespearean ที่ชื่อเสียงกำลังค่อยๆเลือนหาย ตัดสินใจตอบตกลงแสดงภาพยนตร์ ถ่ายทำในกรุงโรม พร้อมโบนัสรถเฟอร์รารี่รุ่นใหม่ แต่ระหว่างกำลังถ่ายทำเพราะอาการติดเหล้า (Alcoholism) ทำให้พบเห็นภาพหลอน ค่อยๆสูญเสียตนเอง จนต้องถอนตัวออกจากกองถ่าย แต่ยังเอารถหรูคันนั้นขับวนรอบเมือง พุ่งชนทุกสิ่งอย่างขวางหน้า จนกระทั่งสูญเสียชีวิต

บทหนังของ Coppola ความยาวเพียง 43 หน้ากระดาษ ส่วนใหญ่เป็นคำอธิบายรายละเอียด โครงสร้างคร่าวๆ และบทสนทนาสำคัญๆ นอกนั้นให้อิสระนักแสดงในการดั้นสด (improvised) ปรับเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์


Stephen Hartley Dorff Jr. (เกิดปี 1973) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Atlanta, Georgia แล้วไปเติบโตที่ Los Angeles เป็นบุตรของนักแต่งเพลง Steve Dorff, ตั้งแต่เด็กมีโอกาสแสดงโฆษณา ตัวประกอบภาพยนตร์ The Gate (1987), เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์โทรทัศน์ The Power of One (1992), Backbeat (1994), รับบทนำภาพยนตร์ S.F.W. (1994), ผลงานเด่นๆ อาทิ I Shot Andy Warhol (1996), Blade (1998), World Trade Center (2006), Somewhere (2010), Immortals (2011) ฯ

รับบท Johnny Marco นักแสดง Hollywood ที่กำลังมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่ชีวิตครอบครัวกลับเพิ่งหย่าร้างภรรยา เลยตกอยู่ในอาการเคว้งคว้าง เวิ้งว้าง แถมประสบอุบัติเหตุลื่นล้มเข้าเฝือกแขน เลยใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมาอยู่ยัง Chateau Marmont จนกระทั่งอดีตภรรยาส่งบุตรสาว Cleo มาให้เลี้ยงดูแล ทีแรกก็ไม่ได้ใคร่สนใจ แสดงความรับผิดชอบอะไร พาไปท่องเที่ยวอิตาลี คาสิโน Las Vegas แต่เมื่อกำลังต้องร่ำจากลา กลับบังเกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่างขึ้นภายใน

ผกก. Coppola พัฒนาตัวละครนี้โดยมีภาพของ Stephen Dorff ไม่ใช่แค่บุคลิกภาพ หรือสีหน้าท่าทางเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย “the bad-boy actor” แต่ยังความสามารถในการดั้นสด (improvised) ปรับตัวเปลี่ยนแปลงในทุกๆสถานการณ์

นี่น่าจะเป็นบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ Dorff ใช้การแสดงออกทางสีหน้า ภาษากาย แม้ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ภายในจิตใจกลับรู้สึกเวิ้งว่างเปล่า เหมือนไม่รับรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าฉันกำลังทำอะไร … เห็นว่าชีวิตจริง Dorff เพิ่งสูญเสียมารดา จึงสามารถถ่ายทอดความรู้สึกดังกล่าว โดยไม่มีการปรุงปั้นแต่งอะไรใดๆ อีกทั้งภาพยนตร์เรื่องนี้ยังช่วยให้เขาก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย และบังเกิดความเข้าใจชีวิตมากขึ้น

It almost felt like a savior, this movie, because I felt like it helped me … I was real empty inside so this was an incredible thing that made me smile.

Stephen Dorff

ปล. ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรสาว ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Paper Moon (1973) อยู่ไม่น้อยทีเดียว


Mary Elle Fanning (เกิดปี 1998) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Conyers, Georgia เป็นน้องสาวของ Dakota Fanning ติดตามพี่สาวเข้าวงการมาติดๆ I Am Sam (2001), Babel (2006), The Curious Case of Benjamin Button (2008), ก่อนเป็นที่รู้จักในวงกว้างจาก Super 8 (2011), Somewhere (2011), Maleficent (2014), The Neon Demon (2016), The Beguiled (2017) ฯ

รับบท Cleo บุตรสาวของ Johnny Marco มีนิสัยขี้เล่น ซุกซน สนุกสนานตามประสาเด็กหญิงอายุ 11 ปี ขณะเดียวกันเธอก็เริ่มสังเกตพฤติกรรมบิดา ตระหนักถึงสิ่งต่างๆรอบข้าง เกิดความฉงนสงสัย ใคร่อยากรู้อยากเห็น พยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆแล้วกลัวการถูกทอดทิ้ง

ผกก. Coppola ไม่ได้มีความสนใจนักแสดงเด็กคนไหนเป็นพิเศษ โปรดิวเซอร์ Fred Roos เลยแนะนำ Elle Fanning จากภาพยนตร์ The Curious Case of Benjamin Button (2008) ทีแรกก็ลังเลใจเพราะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายเหมือนเด็กหญิงธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากพบเจอ พูดคุย เห็นตัวตนเองใน Fanning (นั่นเพราะครอบครัว Fanning โด่งดังในแวดวงกีฬามาหลายรุ่นอายุ คล้ายๆแบบตระกูล Coppola) เลยตอบตกลงโดยไม่มีการทดสองหน้ากล้อง

Cleo’s life and her childhood are totally different (from mine) in that my parents are still married and I grew up in a small town in northern California.

But when I was writing that character, I got the idea from a friend’s daughter who’s that age and her parents are in Hollywood, but because also I can relate to being in that world as a kid and I put my own memories to make it real.

Sofia Coppola อธิบายแรงบันดาลใจตัวละคร Cleo

สองพี่น้อง Fanning มีทิศทางในวงการบันเทิงที่ตรงกันข้าม คนพี่ Dakota ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเป็นนักแสดงเด็ก ทำให้พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชื่อเสียง/ความกระตือรือร้นจึงค่อยๆลดน้อยถอยลงไป, ส่วนคนน้อง Elle ไม่ถือว่าโด่งดังนักเมื่อครั้นนักแสดงเด็ก แต่มุ่งเน้นหนังอินดี้ ค่อยๆเก็บสะสมประสบการณ์ พอเติบใหญ่ก็ฉายแววเจิดจรัส สวยสง่า มากฝีมือยิ่งกว่าพี่ด้วยซ้ำนะ

นั่นไม่ได้แปลว่าตอนเป็นนักแสดงเด็ก คนน้อง Elle จะไม่ฉายแววด้านการแสดงนะครับ ก็อย่างที่ผกก. Coppola เคยกล่าวไว้ มองผ่านๆดูเธอไม่แตกต่างจากเด็กสาวธรรมดาทั่วไป (จริงๆเพราะโดนรัศมีของพี่สาว Dakota บดบังด้วยนะแหละ) แต่มีความขี้เล่น ซุกซน กระตือรือล้น อยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะสายตาพิฆาตมองบิดา(เวลาทำอะไรมิดีมิงาม)ทำให้ผู้ชมรักและเอ็นดู ยิ่งตอนร้องไห้หลายคนอาจเจ็บจี๊ดหัวใจแทบแตกสลาย

ผมเพิ่งมาเริ่มรับรู้จักคนน้อง Elle ก็เมื่อตอนแสดง Super 8 (2011) ทีแรกหน้าคุ้นๆนึกว่า Dakota แต่พอพบว่าเป็นน้องสาวก็แอบสนใจอยู่เล็กๆ เพราะพี่น้องหน้าเหมือนเปะๆในวงการหาได้ค่อนข้างยาก และถ้าจะประสบความสำเร็จระดับเดียวกันก็แทบไม่เคยมีมาก่อน … มาถึงปัจจุบันกลายเป็นคนน้องโด่งดังกว่าพี่สาวไปแล้ว แถมพบเห็นในหนังขายการแสดงหลายเรื่องๆ เชื่อว่าอนาคตมีลุ้นรางวัล Oscar อย่างแน่นอน

เกร็ด: ก่อนเริ่มโปรดักชั่นถ่ายทำ Stephen Dorff เดินทางไปรับ Elle Fanning จากโรงเรียนเพื่อใช้เวลายามบ่ายสานความสัมพันธ์ จนเกิดความสนิทสนม มักคุ้นชิน เพื่อเวลาถ่ายจะได้เคอะเขินระหว่างพ่อ-ลูก (แต่ก็ดูเหมือนพี่ชาย-น้องสาว เสียมากกว่านะ)

เกร็ด 2: แม้หนังใช้เวลาโปรดักชั่นเพียงหกสัปดาห์ แต่ดันตรงกับช่วงที่ Elle Fanning กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว (Growth Spurt) ทั้งความสูงและรองเท้าสวมใส่ หลังถ่ายทำเสร็จก็ตัวใหญ่เกินเบอร์ทั้งหมด


ถ่ายภาพโดย Harris Savides (1957-2012) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, New York เข้าสู่วงการจากเป็นตากล้องถ่ายทำ Music Video ก่อนเริ่มมีผลงานภาพยนตร์ Heaven’s Prisoners (1996), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Game (1997), Elephant (2003), American Gangster (2007), Zodiac (2007), Milk (2008), Somewhere (2010) ฯ

หลังจากความเว่อวังอลังการ งดงามวิจิตรศิลป์ของ Marie Antoinette (2006) มาครานี้ผกก. Coppola ต้องการอะไรที่เรียบง่าย ‘minimalist’ รับอิทธิพลจากผลงานภาพถ่าย Bruce Weber, Helmut Newton และโดยเฉพาะภาพยนตร์ Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles (1975) ของผู้กำกับ Chantal Akerman ที่แทบไม่มีการขยับเคลื่อนกล้อง (แต่เรื่องนี้ยังพอพบเห็นแพนนิ่ง ซูมมิ่ง) บางครั้งแช่ภาพค้างไว้หลายนาที จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมค้นพบรายละเอียด สิ่งต่างๆบังเกิดขึ้นด้วยตัวเอง

The main thing was to tell the story really simply and let it play out in long beats and have the audience discover the moment.

Harris Savides

สถานที่ถ่ายทำหลักๆของหนังประกอบด้วย Los Angeles, Las Vegas และกรุง Milan ประเทศอิตาลี

  • Chateau Marmont ตั้งอยู่ 8221 Sunset Blvd., Los Angeles
  • Planet Hollywood Resort and Casino ตั้งอยู่ 3667 Las Vegas, Nevada
  • Hotel Principe di Savoia ตั้งอยู่ Milan, Lombardia

กว่าสองนาทีกับการตั้งกล้องแช่ภาพ ไม่มีขยับเคลื่อนไหว พบเห็น Johnny ขับรถเฟอร์รารี่วิ่งเวียนวนไปวนมาอยู่ 4-5 รอบ สร้างความเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย ท้าทายศักยภาพผู้ชม นี่กรูกำลังดูอะไรอยู่เนี่ย? ใครอดรนทนไม่ไหวก็อย่าเสียเวลาเลยนะครับ เป็นซีเควนซ์ที่คัดกรองคนดูหนังได้เกินกว่าครึ่งเลยละ

นัยยะของซีเควนซ์นี้ก็ตรงไปตรงมา สื่อถึงเส้นทางชีวิต(ของ Johnny) อยู่ในช่วงเวียนวงกลม วนไปวนมา ไม่สามารถหาหนทางออก ไร้ซึ่งเป้าหมายปลายทาง จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง (หลังจากขับวนอยู่ 4-5 รอบ) ก็หยุดจอดรถ ก้าวลงมา เหม่อมองซ้ายขวา สถานที่นี้แห่งหนไหน Somewhere? ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

โรงแรมหรู Chateau Marmont ตั้งอยู่ 8221 Sunset Boulevard ใน Los Angeles, California ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1929 ออกแบบโดยสถาปนิก Arnold A. Weitzman และ William Douglas Lee โดยมีโมเดลต้นแบบอย่าง Château d’Amboise ของฝรั่งเศส … สถานที่แห่งนี้เลื่องชื่อในแวดวง Hollywood คาคั่งด้วยนักแสดง บุคคลมีชื่อเสียง เซเลบริตี้ เข้าพักอาศัยระยะสั้น-ยาว ก่อเรื่องอื้อฉาวนับครั้งไม่ถ้วน (เป็นโรงแรมที่มีแต่เรื่องเสียๆหายๆ มั่วยา ค้าประเวณี ฆ่าตัวตายยังมี)

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่เคยใช้สถานที่โรงแรมแห่งนี้ อาทิ Maps to the Stars (2014), La La Land (2016), A Star Is Born (2018) ฯ

ผกก. Coppola เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าตอนเขียนบทหนัง ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองกำลังสร้างภาพยนตร์โดยมีโรงแรมเป็นจุดศูนย์กลางอีกเรื่อง (ก่อนหน้านี้คือ Lost in Translation (2003) เข้าพักยัง Park Hyatt Tokyo) นั่นแสดงว่าการเดินทาง พักอาศัยในโรงแรม เป็นสิ่งธรรมดาสามัญของคนในแวดวงบันเทิง กระมัง

แน่นอนว่าผกก. Coppola ย่อมเคยเข้าพักอาศัยในโรงแรมแห่งนี้ แต่ไม่ใช่ขาประจำ หรือมีความชื่นชอบประทับใจอย่าง Park Hyatt Tokyo เพราะรับรู้เรื่องอื้อฉาว พบเห็นข่าวคาวมากมาก เลยเลือกใช้เป็นสถานที่ที่สะท้อนสภาพจิตใจของ Johnny Marco ภายนอกหรูหรา แต่ภายในเต็มไปด้วยปัญหา

พบเห็นสาวๆเต้นรูดเสา แทนที่จะเกิดอารมณ์ร่านราคะ Johnny กลับเคลิบเคลิ้มนอนหลับสบาย และการแช่ภาพค้างไว้นานๆ สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วนให้กับผู้ชม … ซีเควนซ์นี้ต้องการนำเสนอความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย ไร้อารมณ์ ขาดความกระตือรือล้นของตัวละคร (ไม่ใช่ว่าไก่อ่อน แต่ตอนนี้แค่ยังไม่อยากทำอะไร)

ในบทสัมภาษณ์ของ Elle Fanning บอกว่าเธอไม่เคยเล่นสเก็ตลีลามาก่อน ต้องเข้าฝึกฝนก่อนถ่ายทำระยะเวลาสามเดือน ซึ่งทำให้ค้นพบความชื่นชอบกีฬาประเภทนี้อย่างมากๆ เข้าฉากด้วยตนเองไม่มีนักแสดงแทน!

เมื่อตอนขับรถมาส่งบุตรสาว Johnny ก็ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ Blackberry แต่หลังจากเงยหน้าขึ้นมาพบเห็นความชดช้อยงดงามของ Cleo ก็บังเกิดความหลงใหล ประทับใจ จนแทบมิอาจละสายตา เหมือนทำให้เขาตระหนักว่าสภาพอากาศหนาวเหน็บ (ของลานน้ำแข็งแห่งนี้) มีความงดงามซ่อนเร้น

ผกก. Coppola ไม่ได้ให้คำอธิบายนัยยะของสเก็ตลีลานี้ตรงๆ เพียงบอกว่า “beautiful and graceful” และขณะเดียวกันการจะฝึกฝนต้องรู้จัก “controlled and disciplined” อาจสะท้อนถึงพฤติกรรมของ Johnny ที่ขณะนั้นมีลักษณะตรงกันข้าม ปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่สนใจห่าเหวอะไรใคร ผลลัพท์เลยทำให้ภายนอกดูย่ำแย่ แถมสภาพจิตใจยังตกต่ำทราม

หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่าระหว่างถ่ายรูปโปรโมทหนัง Berlin Agenda (ภาพยนตร์สมมติ), Johnny ต้องยืนบนแท่นไม้ ให้สูงเทียบเท่า Rebecca Durham (รับบทโดย Michelle Monaghan) เพราะภาพจะออกมาไม่สวยถ้าพระเอกต่ำเตี้ยกว่านางเอก … นี่สะท้อนค่านิยม Hollywood เกี่ยวกับการสร้างภาพ และสังคมชายเป็นใหญ่

ระหว่างการแถลงข่าว ให้สัมภาษณ์ สังเกตว่ากล้องมีการค่อยๆซูมเข้าหา Johnny นี่ไม่ใช่การจับจ้อง สร้างจุดโฟกัสให้ตัวละคร แต่เหมือนมุมมองโลกทัศน์ที่คับแคบลงเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศตึงเครียด แรงกดดัน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ใคร่สนใจอยากรับฟัง ตอบคำถามนักข่าวสักเท่าไหร่

“Who is Johnny Marco?” นี่เหมือนไม่ใช่การตั้งคำถามของนักข่าว แต่เป็นคำถามการมีตัวตนของ Johnny ซึ่งทำให้เขาแสดงอาการอ้ำอึ้ง สงบเงียบงันไปช่วงเวลาหนึ่ง ขณะกำลังจะพูดตอบ หนังก็ตัดฉากถัดไป เพื่อเปิดประเด็น ‘Existential Crisis’ ค้างๆคาๆให้กับตัวละคร

มันเคยมีข่าวลือซุบซิบที่ก็ไม่รู้จริงไหม เมื่อปี ค.ศ. 2004 ภายหลังงานประกาศรางวัล Oscar ว่ากันว่า Benicio del Toro ปิ๊งกับ Scarlett Johansson แล้วพวกเขากอดจูบร่วมรักในลิฟท์ของ Chateau Marmont นั่นคือแรงบันดาลใจของการ Cameo ระหว่างขึ้นลิฟท์ช็อตนี้ … ภายหลัง Johansson พยายามออกมาปฏิเสธเสียงขันแข็ง แต่ถ้ามันไม่มีมูลแล้วจะกลายเป็นข่าวแท็บลอยด์ได้อย่างไร??

แซว: ผมไม่เข้าใจมุกนี้ว่าใครคือ Bono กล่าวถึงตนเอง? ชื่อเล่น Johansson? แต่ไม่น่าใช้นักร้องนำวง U2 หรอกมั้งนะ

เพื่อเตรียมตัวภาพยนตร์เรื่องถัดไป Johnny ต้องเดินทางมาให้ช่างแต่งหน้า (Make-Up Special Effect) นำเอาลาเท็กซ์มาแปะติด ทิ้งค้างไว้จนแห้ง ก่อนแต่งแต้มให้กลายเป็นผู้ชรา … ผมมองสองช็อตนี้มีนัยยะแตกต่างกันพอสมควร

  • หลังจากนำลาเท็กซ์มาแปะติดใบหน้า ระหว่างทิ้งไว้ให้แห้งมีการค่อยๆซูมเข้าหา ผมมองว่าคือการสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวตนของ Johnny แถมยังไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว ราวกับรูปปั้นไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
  • ส่วนการแต่งหน้าผู้สูงวัย ผมมองในเชิงเปรียบเทียบสภาพภายในของ Johnny วันๆปล่อยปละละเลย ใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย เฝ้ารอคอยวันตาย/แก่ชราภาพ

นี่ไม่ใช่นวดนาบเกย์ที่ Johnny เกิดความเข้าใจผิด แต่ที่หมอนวดต้องปลดเปลื้องทุกสิ่งอย่าง เพราะเชื่อว่าจะสามารถถ่ายทอดพลังงานจากภายใน เนื้อแนบเนื้อ ไม่มีเสื้อผ้าขวางกั้น สร้างความผ่อนคลายให้จิตวิญญาณ … แต่เป็นผมก็ไม่เอาด้วยหรอกนะ ดูเหมือนพวกหื่นกามเสียมากกว่า

Hotel Principe di Savoia (ในอดีตเคยชื่อว่า Hotel de Nord) โรงแรมห้าดาวใจกลางกรุง Milan ประเทศอิตาลี ก่อสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1896 โดยสถาปนิก Cesare Tenca ภายนอกสไตล์ Neoclassical ส่วนภายใน Italian Art Nouveau (หรือเรียกว่า Liberty Style)

ผกก. Coppola เคยพักอาศัยโรงแรมแห่งนี้เมื่อครั้นบิดา (Francis Ford Coppola) พามาท่องเที่ยวอิตาลี เพื่อรับรางวัลอะไรสักอย่าง ยังคงจดจำไอศกรีมรสสตรอว์เบอร์รี/ช็อกโกแลตไม่รู้ลืมเลือน

We went to the Telegatto awards, that’s how I know about that, and this hotel suite with a swimming pool, which was something I’d never seen before. But I have memories as a kid…we stayed in that actual room one time, my whole family, my mom, my brother. Yeah, definitely some of these trips with my dad, it can be pretty over the top. But I remember as a kid it was always fun and exciting to go with him to places kids don’t usually get to go to, he always brought us into these kind of grown-up worlds.

Sofia Coppola

ซีรีย์ที่สองพ่อ-ลูก รับชมทางโทรทัศน์ระหว่างรับประทานไอศครีมคือ Friends (1994–2004) ฉบับพากย์เสียงอิตาเลี่ยน ซึ่งสามารถสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาขณะนี้ พ่อ-ลูกไม่แตกต่างจาก ‘เพื่อน’

ตั้งแต่ที่ Johnny ลื่นล้ม แขนหัก เข้าเฝือก คือสัญลักษณ์แทนช่วงเวลาที่เขาได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย(และจิตใจ) หลังถูกภรรยาทอดทิ้ง ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว รู้สึกเวิ้งว่างเปล่า จนกระทั่งเมื่อบุตรสาว Cleo เซ็นชื่อที่ระลึกเป็นคนแรก (ก่อนติดตามด้วยคนอื่นๆอีกมากมาย) ทำให้ค่อยๆเกิดความตระหนักว่าฉันไม่ได้ตัวคนเดียว และเมื่อถอดเฝือกออกก็สื่อถึงการรักษาหาย (ทั้งร่างกายและจิตใจ)

หนึ่งในกิจกรรมของสองพ่อลูก กระโดดลงสระน้ำ ดำลงไปใช้ภาษามือเล่นละคอนใบ้ … ผมแอบรู้สึกว่าสามารถตีความถึงการสื่อสารของจิตใต้สำนึก/จิตวิญญาณ (เพราะทั้งสองต่างอยู่ใต้พื้นผิวน้ำ) ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดสนทนา ก็บังเกิดความเข้าใจกันและกัน

สองพ่อลูกกำลังนอนอาบแดดอยู่ริมสระว่ายน้ำ นี่เป็นครั้งเดียวที่กล้องค่อยๆซูมออก พบเห็นบรรยากาศโดยรอบข้าง มอบสัมผัสผ่อนคลาย เบาสบาย ช่วงเวลาแห่งความสุข รู้สึกเบิกบานหฤทัย (ตรงกันข้ามกับตอนกล้องซูมเข้าทั้งหลาย รู้สึกตึงเครียด กดดัน โลกทัศน์คับแคบลงเรื่อยๆ)

Somewhere

ผมมองซีเควนซ์บ่อนคาสิโน ณ Las Vegas คือการ’เดิมพัน’ชีวิตของบิดา พร้อมเสียสละทุกสิ่งอย่างให้กับบุตรสาว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ขอแค่เราต่างมีความสุข สร้างช่วงเวลาดีๆให้กันก็เพียงพอแล้วละ

“I’m sorry I haven’t been around” คือความพยายามกล่าวคำขอโทษของบิดา Johnny กับบุตรสาว Cleo แต่ด้วยเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังลั่น เธอจึงไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร … ผมมองเหตุการณ์นี้สื่อถึงคำพูดทวนลม ไม่มีค่าพอจะได้ยิน (จากพฤติกรรมที่เขาเคยแสดงออกก่อนหน้านี้) มันต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ(ด้วยภาษากาย) ว่าจะไม่ทอดทิ้งบุตรสาวๆจริง

ปล. เห็นว่าซีนนี้เป็นการเคารพคารวะภาพยนตร์ La Dolce Vita (1960) ตะโกนโหวกแหวกจากบนเครื่องบิน แต่กลับไม่มีใครสามารถได้ยิน (แต่เรื่องนั้นสื่อถึงไม่มีใครได้ยินสรรพเสียงของพระเป็นเจ้า)

ส่วนอีกช็อตที่ผมนำมาคือหนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. Coppola เมื่อใกล้ถึงจุดจบของหนัง ตัวละครจะเหม่อมองพระอาทิตย์ แต่คราวนี้ดูไม่ออกว่าตอนเช้าหรือยามเย็น เหมารวมว่าคือจุดจบวิถีชีวิตแบบเดิม และกำลังจะเริ่มต้นใหม่

ภายหลังจากส่งบุตรสาวเข้าค่ายฤดูร้อน ก็ทำให้ Johnny กลับมาโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อาศัยอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ดึกดื่นโทรศัพท์หาอดีตภรรยา ร่ำไห้ร้องขอเธอคืนกลับมา (แต่ถูกปฏิเสธ) จากนั้นนอนลอยคออยู่ในสระว่ายน้ำ (ล้อกับภาพยนตร์ The Graduate (1967)) กำลังพยายามครุ่นคิด มองหาหนทางออกชีวิต

แม้จะคนละสถานที่กับตอนอารัมบท แต่เพราะบริเวณรอบข้างคือท้องทะเลทราย รวมถึง Johnny ขับรถเฟอร์รารี่ จึงสามารถสื่อถึงการหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น (กระทำสิ่งคล้ายๆตอนต้นเรื่อง)

และปัจฉิมบทนี้คือช่วงเวลาที่เขาค้นพบเป้าหมายชีวิต หน้าที่รับผิดชอบครอบครัว การเดินทางจึงไม่ใช่ขับรถเวียนวงกลม แต่เป็นดำเนินตามท้องถนนหนทางมาเรื่อยๆ และเมื่อมาถึงจุดนี้ก้าวลงจากรถ มุมกล้องจับจ้องใบหน้าตัวละคร (ตรงกันข้ามกับตอนต้นเรื่องที่เพียงแช่ภาพค้างไว้) สื่อถึงความมุ่งมั่น เอาจริงจัง พร้อมละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลัง (ทั้งรถเฟอร์รารี่ และถนนหนทางชีวิตที่เหมือนระลอกคลื่น พานผ่านอะไรมาหนักหนาสากรรจ์)

ตัดต่อโดย Sarah Flack สัญชาติอเมริกัน เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยโปรดักชั่นภาพยนตร์ Kafka (1991) แล้วผันตัวทำงานตัดต่อ ก่อนกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Sofia Coppola ร่วมงานกันตั้งแต่ Lost in Translation (2003), Marie Antoinette (2006), Somewhere (2010), The Beguiled (2017) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Johnny Marco ตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุลื่นล้ม แขนหัก เข้าเฝือก แถมก่อนหน้านั้นไม่นานเพิ่งเลิกรากับภรรยา ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเหงาหงอย เศร้าซึม โดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่รู้จะทำอะไรยังไงกับชีวิต จนกระทั่งครึ่งหลังเมื่ออดีตภรรยาฝากบุตรสาว Cleo แม้ไม่ค่อยอยากรับภาระผิดชอบ แต่หลังจากพาไปทริปอิตาลี ต่อด้วย Las Vegas เมื่อกำลังต้องร่ำจากลา กลับบังเกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่างขึ้นภายใน

  • ครึ่งแรก ความเวิ้งว่างเปล่าของ Johnny
    • อารัมบท รถเฟอร์รารี่สีดำวิ่งซิ่งวนวงกลม
    • Johnny ลื่นล้มแขนหัก ว่าจ้างสาวๆมาเต้นรูดเสากล่อมหลับ
    • บุตรสาว Cleo มาเยี่ยมเยียน ไปรับ-ส่งซ้อมเต้นรำสเกตลีลา (Figure skating)
    • ยามค่ำคืน ดื่มกิน สังสรรค์เพื่อนฝูง ร่วมเพศสัมพันธ์สาวแปลกหน้า
    • เดินทางไปโปรโมทภาพยนตร์ ตระเตรียมการแสดงเรื่องถัดไป
  • ครึ่งหลัง การมาถึงของบุตรสาว Cleo
    • อดีตภรรยาฝากบุตรสาว Cleo ให้ Johnny ช่วงดูแลก่อนถึงวันเข้าค่ายฤดูร้อน
    • Johnny ตัดสินใจพา Cleo เดินทางสู่อิตาลี เข้าพักโรงแรมหรู ตามด้วยรับรางวัลการแสดง
    • พอบินกลับมาสหรัฐอเมริกา ก็พาไปซื้อสิ่งข้าวของสำหรับเตรียมตัวเข้าค่ายฤดูร้อน
    • จากนั้นเดินทางไปบ่อนคาสิโนที่ Las Vegas
    • และ Johnny พา Cleo ขึ้นเครื่องบินไปส่งค่ายฤดูร้อน
  • ความเปลี่ยนแปลงของ Johnny
    • การจากไปของ Cleo ทำให้ Johnny เกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง โทรศัพท์หาอดีตภรรยา ครุ่นคิดอยากจะขอคืนดีแต่เธอตอบปฏิเสธ
    • ตัดสินใจเช็คเอาท์ (Check Out) ออกจากห้องพักโรงแรม Chateau Marmont ไม่ครุ่นคิดจะหวนกลับมาที่นี่อีก
    • ปัจฉิมบท Johnny ขับรถมาถึงกลางทะเลทราย ก้าวลงจากเฟอร์รารี่ แล้วออกเดินด้วยรอยยิ้มกริ่ม

ครึ่งแรกของหนังแทบไม่มีเนื้อเรื่องราวอันใด เพียงร้อยเรียงกิจวัตรประจำวัน การใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมา กิน-ปี้-นอนของ Johnny สะท้อนความเวิ้งว่างเปล่าของตัวละคร ไม่รู้จะทำอะไรยังไง

แต่ครึ่งหลังการมาถึงของบุตรสาว Cleo โดยไม่รู้ตัวทำให้เรื่องราวบังเกิดเป้าหมาย บิดาต้องคอยดูแลเอาใจใส่ พร้อมๆกับการทำงาน โปรโมทภาพยนตร์ เดินทางสู่อิตาลีเพื่อรับรางวัล ทีแรกคงอยากให้วันเข้าค่ายฤดูร้อนมาถึงไวๆ แต่พอเวลานั้นมาถึงกลับทำให้เขาไม่อยากให้เธอร่ำลาจากไป


ในส่วนของเพลงประกอบ ตามสไตล์ของผกก. Coppola ยังคงเป็นการรวบรวม (Remix) บทเพลงที่ตนเองชื่นชอบรับฟัง นำจากศิลปินหลากหลาย (ทั้งอดีตและปัจจุบัน) อาทิ Foo Fighters, The Police, T. Rex, Gwen Stefani, Kiss ฯ และเนื้อคำร้องมักมีความสอดคล้องเรื่องราว อารมณ์ความรู้สึกตัวละคร เหตุการณ์บังเกิดขึ้นขณะนั้นๆ

แต่ในเครดิตเพลงประกอบขึ้นชื่อ Phoenix วงดนตรีสัญชาติฝรั่งเศสที่มีนักร้องนำ Thomas Mars สามีของผกก. Coppola ร่วมทำสองบทเพลง Love Like a Sunset Part I (Opening Credit) และ Part II (Closing Credit)

ช่วงแรกๆของ Part I ทำออกมาในสไตล์ Synth-Pop ด้วยเครื่องสังเคราะห์ มีความมุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้ง เหมือนความรักกุ๊กกิ๊ก(ในช่วงโปรโมชั่น)ของคนหนุ่มสาว ก่อนผันแปรเปลี่ยนสไตล์ Pop Rock กีตาร์ เบส กลอง มอบสัมผัสฟังดูจับต้องได้ หลังหมดโปรโมชั่นความรัก ก็ถึงเวลาเปิดเผยสันดานธาตุแท้ ธรรมชาติตัวตนของกันและกัน (จะมองว่านั่นคือช่วงเวลาหมดรักก็ได้กระมัง), สำหรับ Part II จะได้ยินเสียงกีตาร์โปร่งพร้อมคำร้อง(ของ Thomas Mars) เพื่อรำพันถึงเริ่มต้น-สิ้นสุดความรัก ไม่ต่างจากขณะพระอาทิตย์(ขึ้นและ)ตกดิน ล้วนบังเกิดขึ้นในตำแหน่งเดียวกัน

Acres
A visible horizon
Right where it starts and ends
Oh, when did we start the end?

Acres
A visible illusion
Oh, where it starts, it ends
Love like a sunset

บทเพลงที่ Cleo ใช้สำหรับซักซ้อมเต้นสเกตลีลาคือ Cool แต่ง/ขับร้องโดย Gwen Stefani แนว
Synth-pop & New Wave รวบรวมอยู่ในอัลบัม Love. Angel. Music. Baby. (2004) เคยไต่อันดับสูงสุดที่ 13 ชาร์ท Billboard Hot 100

Music Video บทเพลงนี้ต้องถือว่า ‘cool’ ไม่เบา! กำกับโดย Sophie Muller ถ่ายทำยัง Lake Como, Italy นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Stefani กับอดีตแฟนหนุ่ม นำพาแฟนใหม่มาถึงหน้าประตูวิลล่า ไม่เพียงถ่ายภาพสวยๆ ยังเต็มไปด้วยการหวนระลึกย้อนอดีต (Flashback) ตัดกลับไปกลับมาแบบ ‘Match Cut’ อิจฉาริษยาแฟนใหม่ แต่ก็ใจร่มๆ ไม่เป็นไร

นี่ไม่ใช่แค่บทเพลงซ้อมเต้นสเกตลีลาเท่านั้นนะครับ แต่เมื่อบิดา Johnny รับชมการเริงระบำของบุตรสาว ทำให้เกิดความชื่นชอบประทับใจ หวนระลึกถึงสิ่งต่างๆในชีวิตที่เพิ่งสูญเสียไป … ลองแปลจากเนื้อเพลงดูนะครับ ว่ามันสอดคล้องกับตัวละครแค่ไหน

It’s hard to remember how it felt before
Now I found the love of my life
Passes things get more comfortable
Everything is going right

And after all the obstacles
It’s good to see you now with someone else
And it’s such a miracle that
You and me are still good friends
After all that we’ve been throughI know we’re cool
I know we’re cool

We used to think it was impossible
Now you call me by my new last name
Memories seem like so long ago
Time always kills the pain

Remember Harbor Boulevard
The dreaming days where the mess was made
Look how all the kids have grown, oh
We have changed but we’re still the same
After all that we’ve been through

I know we’re cool
I know we’re cool
Yeah, I know we’re cool

And I’ll be happy for you
If you can be happy for me
Circles and triangles
And now we’re hanging out with your new girlfriend
So far from where we’ve been

I know we’re cool
I know we’re cool
C-cool, uh uh
I know we’re cool, uh uh

Yeah, I know we’re cool
C-cool, yeah
I know we’re cool, yeah
Me and you.

หลังกลับจากอิตาลี Johnny พาบุตรสาว Cleo มานั่งตรงล็อบบี้โรงแรม รับฟังบทเพลงของ Romulo ชื่อว่า (Let Me Be Your) Teddy Bear (1957) แต่งโดย Kal Mann, Bernie Lowe, ต้นฉบับขับร้องโดย Elvis Presley เคยติดอันดับหนึ่ง Billboard Hot 100 นานถึง 7 สัปดาห์

ในหนังร้อง-เล่นกีตาร์โดย Romulo Laki คนละจังหวะอารมณ์กับฉบับของ Elvis Presley แต่แฝงนัยยะที่สะท้อนความรู้สึกของบุตรสาว Cleo เหมือนต้องการเก็บช่วงเวลา(ที่ได้อยู่ร่วมกับบิดา)นี้ไว้ในความทรงจำ โปรดเถิดอย่างทอดทิ้งฉัน ให้เป็นตุ๊กตาหมี ล่ามโซ่คล้องคอ ไปไหนก็ได้ทั้งนั้น

Oh baby let me be, your lovin’ teddy bear
Put a chain around my neck, and lead me anywhere
Oh let me be (oh let him be)
Your teddy bear

I don’t want to be your tiger
‘Cause tigers play too rough
I don’t want to be your lion
‘Cause lions ain’t the kind you love enough

I’ll Try Anything Once (2006) แต่ง/ขับร้องโดย Julian Casablancas เป็นบทเพลงรำพันช่วงเวลาที่บิดา Johnny ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับบุตรสาว Cleo อาทิ ตีปิงปอง ดำน้ำ นอนอาบแดด (กล้องค่อยๆซูมออก) นั่นคือช่วงเวลาแห่งความสุข ที่จักฝังลึกในความทรงจำไม่รู้เลือน

Ten decisions shape your life
You’ll be aware of five about
Seven ways to go through school
Either you’re noticed or left out
Seven ways to get ahead
Seven reasons to drop out
When I said, “I can see me in your eyes”
You said, “I can see you in my bed”
That’s not just friendship, that’s romance, too
You like music we can dance to

Sit me down, shut me up
I’ll calm down and I’ll get along with you

There is a time when we all fail
Some people take it pretty well
Some take it all out on themselves
Some, they just take it out on friends
Oh, everybody plays the game
And if you don’t, you’re called insane

Don’t, don’t, don’t, don’t, it’s not safe no more
I’ve got to see you one more time
That’s when you were born in 1984

Sit me down, shut me up
I’ll calm down and I’ll get along with you

Everybody was well dressed
And everybody was a mess
Six things without fail you must do
So that your woman loves just you
Oh, all the girls played mental games
And all the guys were dressed the same

Why not try it all
If you only remember it once?
Ooh, oohSit me down, shut me up
I’ll calm down and I’ll get along with you

Somewhere (2010) นำเสนอเรื่องราวของชายผู้เดินทางถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงาน ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยกย่องด้วยรางวัล แต่เคียงข้างกายกลับไม่หลงเหลือผู้ใด ภรรยาขอเลิกราหย่าร้าง เลยตกอยู่ในอาการเคว้งคว้าง เวิ้งว่างเปล่า แถมประสบอุบัติเหตุลื่นล้มเข้าเฝือก เจ็บปวดทั้งร่างกาย-จิตใจ ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

จนกระทั่งอดีตภรรยาส่งบุตรสาว Cleo มาให้เลี้ยงดูแล ทีแรกก็ไม่ได้ใคร่สนใจใยดี ยังคงใช้ชีวิตตอบสนองกามารมณ์ แต่หลังจากพาไปท่องเที่ยวอิตาลี บ่อนคาสิโน Las Vegas จนเมื่อถึงเวลาต้องร่ำจากลา บังเกิดความลุ่มร้อนทรวงใน ราวกับสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ค้นพบเป้าหมาย(ชีวิต)ใหม่ เรียนรู้จักความรับผิดชอบในครอบครัว แม้ไม่สามารถหวนกลับไปคืนดี(อดีตภรรยา) วันนี้ขอละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง โรงแรมพักอาศัย รถเฟอร์รารี่หรูหรา ก้าวออกเดิน เริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้ง

ปัญหาของ Johnny Macro มีคำเรียกวิกฤตการมีชีวิต หรือวิกฤตอัตถิภาวนิยม (Existential Crisis) ความขัดแย้งภายในที่แสดงออกโดยครุ่นคิดว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า ไร้ความหมาย ไร้หนทางออก เกิดอาการท้อแท้สิ้นหวัง หรือสับสนเกี่ยวกับอัตลักษณ์บุคคล ทำให้โลกทั้งใบเคยสร้างไว้พังทลายลง ทำอะไรต่อไปคงไม่ดีขึ้น เลยตั้งคำถามการมีตัวตน ฉันเกิดมาเพื่ออะไร? ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่?

บุคคลที่จะแสดงอาการ ‘Existential Crisis’ ไม่จำเป็นต้องคือนักแสดง Hollywood อยู่บนจุดสูงสุดในอาชีพการงาน คนธรรมดาทั่วไปก็อาจประสบปัญหาดังกล่าวเมื่อสูญเสียบางสิ่งอย่าง คนรัก ครอบครัว รู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ในอดีต หรือเก็บกดอารมณ์แย่ๆไว้นานเกินไป … แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้คือประสบการณ์ผกก. Coppola พบเห็นจากวงใน (อาจรวมถึงตัวเธอด้วยกระมัง) จึงมีความเข้าใจวิกฤตดังกล่าว และค้นพบว่าวิธีการแก้ปัญหา จนกว่าบุคคลนั้นจักค้นพบเป้าหมายใหม่ หรือสิ่งเติมเต็มความต้องการภายใน ถึงสามารถก้าวข้ามพานผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปได้โดยดี

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Johnny Marco เอาชนะวิกฤตการมีชีวิต คือการได้เรียนรู้จักสถาบันครอบครัว ค้นพบหน้าที่รับผิดชอบต่อ(ตนเองและ)บุตรสาว ราวกับได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นก็สะท้อนผกก. Coppola หลังจากคลอดบุตรสาว(สองคน) ตระหนักถึงมุมมองชีวิตที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป

It makes such a big impact on anyone I would think, but I wanted to put that aspect into the story, and also looking at having a kid now, and how that changes your perspective and priorities, and then wondering: someone in that life, how it would affect them differently?

Having a kid, it makes you slow down; when you’re walking with a toddler to pick up a leaf it can take a half hour. You’ve never spent that time looking at a leaf before, having that kind of interaction. So I think it does make you change the way you look things.

Sofia Coppola

ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ หรือแม้แต่รางวัลเกียรติยศ ล้วนคือความสุขภายนอกแค่เพียงชั่วครั้งคราว ไม่เนิ่นนานประเดี๋ยวก็พานผ่านไป แต่สิ่งล้ำค่าสูงสุดคือความพึงพอใจของจิตวิญญาณ สุขหรือทุกข์แล้วมีใครบางคนอยู่เคียงข้าง นั่นจักทำให้เราค้นพบเป้าหมายชีวิต สามารถเผชิญหน้าเอาชนะทุกอุปสรรคขวากหนาม


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice เสียงตอบรับออกไปทางผสมๆ จนเมื่อคว้ารางวัล Golden Lion กระแสตีกลับค่อยๆเพิ่มขึ้นตามลำดับ แถมประธานกรรมการ Quentin Tarantino ยังไปต่อรองประธานจัดงาน Marco Müller ขอมอบสองรางวัลให้กับ Essential Killing (2010) ประกอบด้วย Special Jury Prize และ Volpu Cup for Best Actor (Vincent Gallo) ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติที่ไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องไหนคว้าสองรางวัลในสายการประกวดหลัก

ด้วยทุนสร้าง $7 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้เพียง $1.78 ล้านเหรียญ (จาก 83 โรงภาพยนตร์) รวมทั่วโลก $14.7 ล้านเหรียญ น่าจะเพียงพอคืนทุนสร้างกระมัง

ในไตรภาค ‘Lost Trilogy’ ผมครุ่นคิดว่า Somewhere (2010) แม้ไม่ใช่อัตชีวประวัติ แต่น่าจะมีความใกล้ตัว ใกล้หัวใจ Sofia Coppola ที่สุดแล้ว เพราะนำเสนอเรื่องราวแวดวงในวงการ Hollywood หวนระลึกความทรงจำถึงบิดา ซึ่งโดยไม่รู้ตัวสิ่งที่เธอพยายามเล่าออกมา ตั้งคำถามถึงการมีตัวตน ขับรถเวียนวน สอดคล้องวัฏจักรชีวิต สูงสุดกลับสู่สามัญ … ส่วนตัวมีความชื่นชอบประทับใจแนวคิดหนังมากยิ่งกว่า Lost in Translation (2003) เสียอีกนะ!

จริงๆแล้วทั้ง Lost in Translation (2003), Marie Antoinette (2006) และ Somewhere (2010) ต่างจัดเป็นหนังประเภท ‘Art Film’ แต่วิวัฒนาการของผกก. Coppola อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชมทั่วไปสามารถปีนป่ายบันได ใช้เพียงสัมผัสทางอารมณ์เป็นที่ตั้งเหมือน Lost in Translation (2003) หรือเพลิดเพลินงานสร้างวิจิตรศิลป์แบบ Marie Antoinette (2006)

Somewhere (2010) เป็นผลงานที่ต้องใช้ความอดทน ช่างสังเกต รู้จักการขบครุ่นคิด วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ มันจึงไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมส่วนใหญ่ เชื่องช้า น่าเบื่อหน่าย เวียนวนไปวนมา … แต่นั่นแหละคือใจความของหนัง

จัดเรต 18+ กับความว่างเปล่าของมนุษย์

คำโปรย | Somewhere ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ นำสู่ความเวิ้งว่างเปล่าของจิตวิญญาณ
คุณภาพ | ห่
ส่วนตัว | ว่างเปล่า

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: