Under the Sun of Satan

Under the Sun of Satan (1987) French : Maurice Pialat ♥♥

เมื่อประธานกรรมการเทศกาลหนังเมือง Cannes ปีนั้น Yves Montand ประกาศรางวัล Palme d’Or อย่างเป็นเอกฉันท์! ทำให้เกิดทั้งเสียงปรบมือและโห่ขับไล่ ผู้กำกับ Maurice Pialat ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บอกว่า ‘ถ้าคุณไม่ชอบผลงานผม ผมก็ไม่ชอบขี้หน้าพวกคุณเหมือนกัน’

I shall not fail to uphold my reputation. I am particularly pleased by all the protests and whistles directed at me this evening, and if you do not like me, I can say that I do not like you either.

Maurice Pialat กล่าวตอนขึ้นรับรางวัล Palme d’Or

ถือเป็นปีที่มีความดราม่าอันดับต้นๆของเทศกาลหนังเมือง Cannes เพราะชัยชนะของ Under the Sun of Satan (1987) เกิดจากเสียงโหวตอันเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการ แต่ผู้ชม/นักวิจารณ์ส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะตัวเต็งอย่าง Repentance (1984) และ Wings of Desire (1987) โดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด และต่างเหนือกาลเวลาด้วยกันทั้งสองเรื่องเลยนะ!

ถ้าผมเข้าร่วมเทศกาลหนังเมือง Cannes ปีนั้น เชื่อว่าก็คงเป็นหนึ่งในคนที่ส่งเสียงโห่ไล่ แต่เหตุผลน่าจะแตกต่างจากผู้ชมชาวยุโรป (ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวคริสเตียน) คล้ายๆโคตรผลงาน Ordet (1955) ของผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer เป็นภาพยนตร์แห่งศรัทธาของคริสตชน แต่ถ้าคุณนับถือศาสนาอื่น ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ก็จักเต็มไปด้วยอคติ ครุ่นคิดเห็นต่าง สนทนาอะไรก็ไม่รู้ เสียเวลารับชมชะมัด!

ขอเหมารวมอีกสองผลงาน Diary of a Country Priest (1951) และ Mouchette (1967) ของผู้กำกับ Robert Bresson ที่ก็ดัดแปลงจากนวนิยายของ Georges Bernanos (1888-1948) นักเขียนชาวฝรั่งเศส เคยเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เลยได้พบเห็นหายนะจากสงคราม ส่งอิทธิพลต่อผลงานประพันธ์ มักสร้างโลกเต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดร้าย แต่ท่ามกลางความท้อแท้สิ้นหวังนั้น อาจยังมีประกายแห่งแสงสว่างนำทางสู่สรวงสวรรค์ … เป็นอีกสองผลงานระดับวิจิตรศิลป์ แต่อิงศรัทธาศาสนามากเกินพอดี

เนื้อหาสาระของ Under the Sun of Satan (1987) คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับศรัทธา(คริสต์)ศาสนา ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหดร้าย ภายใต้รัศมีของซาตาน -ผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้าย คนชั่วลอยนวล- เรายังสามารถพบเห็นแสงสว่างแห่งความหวัง พระเป็นเจ้านำทางสู่สรวงสวรรค์ได้หรือไม่?

เอาจริงๆเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบหนังเพราะปัญหาอื่นๆมากกว่า การดำเนินเรื่องที่เชื่องช้าน่าหลับ (ระยะเวลา 93 นาที แต่รู้สึกเหมือนสามชั่วโมง), ไดเรคชั่นผู้กำกับ Pialat โดยปกติมักทำการดั้นสด ‘improvised’ มอบอิสระในการพูดคุยสนทนา แต่เรื่องราวดัดแปลงจากนวนิยายไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ นักแสดงต้องท่องจำบท ศัพท์เฉพาะทาง(ศาสนา)เยอะมากๆ ทำให้การแสดงดูแข็งๆ ภาพรวมไม่กลมกลอมสักเท่าไหร่ (เป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ผู้กำกับ Pialat ดัดแปลงนวนิยาย กลายมาเป็นภาพยนตร์!)


Maurice Pialat (1925-2003) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Cunlhat, Puy-de-Dôme ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) บิดาเป็นช่างไม้ ขายไวน์ ขุดถ่านหิน แต่หลังจากมารดาเสียชีวิต เลยถูกส่งไปอาศัยอยู่กับย่าที่ Villeneuve-Saint-Georges, วัยเด็กมีความเพ้อฝันอยากเป็นจิตรกร เข้าศึกษายัง École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs แต่ช่วงขณะนั้นคาบเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่สอง เลยไม่สามารถหาหนทางประสบความสำเร็จ จึงล้มเลิกความตั้งใจ มองหางานรับจ้างทั่วๆไปที่จับต้องได้ อาทิ เซลล์แมนขายเครื่องพิมพ์ดีด, นักแสดงละครเวที, เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้องถ่ายทำหนังสั้น กระทั่งเข้าตาโปรดิวเซอร์ Pierre Braunberger ได้รับงบประมาณสรรค์สร้าง L’amour existe (1960) ส่งเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Prix Lumière (ของหนังสั้น)

หนังสั้น L’amour existe (1960) สร้างความประทับใจผู้กำกับ François Truffaut อาสาจัดหาทุนภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Naked Childhood (1968) จากนั้นโอกาสก็ไหลมาเทมา ติดตามด้วย We Won’t Grow Old Together (1972), The Mouth Agape (1974), Graduate First (1978), Loulou (1980), Under the Sun of Satan (1987) ** คว้ารางวัล Palme d’Or, Van Gogh (1991) ฯลฯ

ระหว่างการสรรค์สร้าง The Mouth Agape (1974) ภาพยนตร์อัตชีวประวัติผู้กำกับ Pialat นำเสนอวาระสุดท้ายของมารดา ล้มป่วยนอนซมซาน ทนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียงจนเสียชีวิต ช่วงเวลาดังกล่าวย่อมสร้างความเจ็บปวดรวดร้าว คือจุดเริ่มต้นทำให้เขาตระหนักถึงความเหี้ยมโหดร้ายของโลกใบนี้! ซึ่งคงค้นพบความสนใจนวนิยาย Sous le soleil de Satan (1926) ผลงานชิ้นเอกของ Georges Bernanos ครุ่นคิดอยากดัดแปลงมานาน แต่ยังหาโอกาส งบประมาณ นักแสดงที่เหมาะสมไม่ได้

หลังเสร็จจาก À Nos Amours (1983) ในที่สุดผู้กำกับ Pialat ก็ตระหนักว่าถึงเวลา ค้นพบทุกสิ่งอย่างพยายามติดตามหา, Gérard Depardieu เพื่อนสนิท/นักแสดงขาประจำ สามารถเล่นเป็นอวตารของตนเอง, ส่วนเด็กสาวหน้าใส Sandrine Bonnaire เหมาะสมอย่างยิ่งกับตัวละคร Mouchette

It has stuck with me for ten years, Father Donissan, one has the impression that it was written for Depardieu . He could be surprising in there. As for Sandrine Bonnaire, although she doesn’t have that ‘skinny cat’ side, she would surely make an interesting Mouchette.

Maurice Pialat

ร่วมพัฒนาบทภาพยนตร์โดย Sylvie Danton (เกิดปี 1960) สัญชาติฝรั่งเศส วัยเด็กเพ้อฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ไม่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยหันมาเอาดีด้านภาพยนตร์ เริ่มจากทำงานในกองถ่าย Le Destin de Juliette (1982), ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานสร้างฉาก À nos amours (1982) ถูกเกี้ยวพาราสีโดยผู้กำกับ Maurice Pialat ตอบตกลงอาศัยครองคู่ มีบุตรชายร่วมกันหนึ่งคน และช่วยเหลืองานสามีอยู่บ่อยครั้ง

เกร็ด: ก่อนหน้านี้นวนิยาย Sous le soleil de Satan เคยได้รับการดัดแปลงเป็น Téléfilm เมื่อปี 1971, กำกับโดย Pierre Cardinal, นำแสดงโดย Maurice Garrel และ Catherine Salviat


บาทหลวงคาทอลิก Donissan (รับบทโดย Gérard Depardieu) ถูกส่งตัวมาฝึกงานยังชนบทห่างไกล ภายใต้การควบคุมดูแลของ Menou-Segrais (รับบทโดย Maurice Pialat) แต่หลังจากพานพบเห็นสิ่งต่างๆ รับฟังคำสารภาพบาปนับครั้งไม่ถ้วน เริ่มเกิดความโล้เล้ลังเลในอาชีพนักบวช ละเหี่ยใจกับความชั่วร้ายของโลกปัจจุบันนี้ ที่มนุษย์กระทำสิ่งต่างๆโดยไร้ซึ่งจิตสำนึก ถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี

อีกเรื่องราวที่นำเสนอเคียงคู่กันไปคือเด็กสาววัยสิบหก Mouchette (รับบทโดย Sandrine Bonnaire) บุตรของพ่อค้าเบียร์ ค่ำคืนดึกดื่นเคาะประตูหาชายคนรัก Cadignan พยายามโน้มน้าวให้เขาหนีตามไปอยู่ด้วยกัน แต่เขาตอบปฏิเสธเพราะกำลังประสบปัญหาการเงิน เช้าวันถัดมาเธอจึงแสร้งทำเป็นเล่นปืนลูกซอง แล้วจ่อยิงเข่นฆาตกรรมระยะประชิดใกล้, วันถัดมาเดินทางไปหาอีกชายคนรัก Gallet หมอหนุ่มมีภรรยาอยู่แล้ว เธอพยายามโน้มน้าวชักจูงด้วยคำกลับกลอกปอกลอก แต่ขณะกำลังสารภาพว่าตนเองเข่นฆ่า Cadignan เขากลับโต้ตอบนั่นเป็นไปไม่ได้ (เพราะตนเองเป็นผู้ชันสูตรศพ และตัดสินว่าคือการฆ่าตัวตาย)

ครั้งหนึ่ง Donissan ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังอีกหมู่บ้านห่างไกล ต้องเดินทางระยะทางหลายกิโลเมตร แปลกที่ค่ำคืนดึกดื่นไม่ยอมถึงปลายทางสักที นั่นเพราะซาตานพยายามลวงล่อหลอกให้เขาหลงติดกับ พอไม่สำเร็จก็สาปแช่งด่าทอ หมายหัวให้ต้องประสบเรื่องร้ายๆ เช้าวันถัดมาระหว่างเดินทางต่อพบเจอกับ Mouchette สัมผัสถึงความผิดปกติ เลยพยายามโน้มน้าวให้กลับตัวกลับใจ ยินยอมสารภาพความผิด

แต่สิ่งที่ Mouchette กระทำเมื่อหวนกลับบ้านคือกรีดคอฆ่าตัวตาย ความทราบถึง Donissan ต้องการช่วยเหลือวิญญาณของเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือซาตาน จึงอุ้มพามาวางยังแท่นบูชาในโบสถ์ แต่นั่นสร้างความไม่พอใจให้ใครต่อใคร (เพราะถือว่าคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์) เลยถูกสั่งย้ายไปยังอีกสถานที่ห่างไกล


Gérard Xavier Marcel Depardieu (เกิดปี 1948) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Châteauroux, Indre บิดาเป็นช่างตีเหล็ก ฐานะยากจน มีพี่น้องห้าคน ตัดสินใจออกจากโรงเรียนตอนอายุ 13 ปี ทำงานเป็นช่างพิมพ์ ฝีกหัดต่อยมวย ค้าขายของโจร เคยถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจหลายครั้ง พออายุ 20 เห็นเพื่อนสนิทเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เลยตัดสินใจละทอดทิ้งการเป็นอันธพาลข้างถนน เดินทางมุ่งสู่กรุง Paris เริ่มทำงานตัวตลกยัง Café de la Gare, จากนั้นแสดงละคร โทรทัศน์ สมทบภาพยนตร์ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Les Valseuses (1974), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Maurice Pialat ประกอบด้วย Loulou (1980), Police (1985), Sous le soleil de Satan (1987), Le Garçu (1995), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ 1900 (1976), The Last Metro (1980), Cyrano de Bergerac (1990), Green Card (1991), 1492: Conquest of Paradise (1992), Hamlet (1996), Life of Pi (2012) ฯลฯ

รับบทบาทหลวง Donissan อยู่ในช่วงจิตใจสับสน ไม่แน่ใจตนเองว่าเหมาะสมต่อการเป็นนักบวชหรือเปล่า กำลังจะถูกท้าทายจากพระเป็นเจ้าให้เผชิญหน้าซาตาน หลังสามารถเอาตัวรอดโดยยังคงความเชื่อมั่นศรัทธา พยายามช่วยเหลือ Mouchette ให้รอดพ้นเงื้อมมือซาตาน และช่วยท้ายฟื้นคืพเด็กชายจากความตาย … ถึงอย่างนั้นตัวเขาที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ท้ายที่สุดก็มิอาจธำรงชีพอยู่ ตกตายในห้องรับฟังการสารภาพบาป

เกร็ด: ผู้แต่งนวนิยาย Georges Bernanos สรรค์สร้างตัวละคร Donissan โดยได้แรงบันดาลใจจากนักบุญ John Vianney (1786-1859) หรือที่รู้จักในชื่อ Curé d’Ars ผู้อุทิศตัวให้ภารกิจบาทหลวงที่เมือง Ars, France แต่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการให้คำปรึกษาผู้มาสารภาพบาป บางคนถึงขนาดสามารถปรับเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเอง เฉพาะปี 1855 มีประชาชนเดินทางมาขอสารภาพบาปกว่า 20,000+ คน! (เฉลี่ยวันละ 55+ คน)

ไม่ผิดอะไรจะบอกว่า Depardieu คือตัวตายตัวแทน/อวตารของผู้กำกับ Pialat ตั้งแต่รับรู้จักก็กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ซึ่งเราสามารถมองตัวละครนี้ Donissan = Depardieu = ผู้กำกับ Pialat เต็มไปด้วยความสับสนในศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า

สีหน้าสายตาของ Depardieu เต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง หมดอาลัยตายอยาก พยายามอดอาหาร ทรมานตนเอง เดินไม่กี่ก้าวก็เหมือนจะล้มครืน ช่างดูอ่อนแอเปราะบาง ผิดกับหุ่นที่เริ่มอวบๆ (เหมือนอัดแน่นด้วยความหมกมุ่นยึดติด) เหล่านี้เพื่อสะท้อนความสับสน ว้าวุ่นวายใจ ไม่รู้จะครุ่นคิดดำเนินชีวิตต่อไปเช่นไร แม้การเผชิญหน้าซาตานจะทำให้เขามีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเป็นเจ้ามากขึ้น แต่ปฏิกิริยาโต้ตอบกลับของคริสตจักรและประชาชน กลับยิ่งทำให้อับจนหนทาง

“ถ้าชีวิตฉันยังมีคุณค่าหลงเหลือ ก็ขอพระเป็นเจ้าช่วยให้รอดชีวิต” แต่ท้ายที่สุดแล้วตัวละครนี้กลับนอนตายอยู่ในห้องสารภาพบาป มองมุมหนึ่งเหมือนขยะที่ใช้แล้วทิ้ง ถูกซาตานฉุดคร่าลงขุมนรก ขณะเดียวกันสามารถมองว่าพระเจ้านำพาเขาสู่สรวงสวรรค์ ให้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้ายในโลกใบนี้นี้อีกต่อไป


Sandrine Bonnaire (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Gannat, Allier ในครอบครัวชนชั้นทำงาน (Working Class) มีพี่น้อง 11 คน, เมื่ออายุ 16 ปี เข้าตาผู้กำกับ Maurice Pialat ได้รับเลือกแสดงนำ À nos amours (1983) แจ้งเกิดคว้ารางวัล César Award: Most Promising Actress, สองปีถัดมาโด่งดังระดับนานาชาติกับ Sans toit ni loi (1985), ตามด้วย Under the Sun of Satan (1987), Monsieur Hire (1989), La Cérémonie (1995), East/West (1999), The Final Lesson (2015) ฯ

รับบท Mouchette เด็กสาววัยสิบหก ชอบพูดโกหกพกลม นิสัยกลับกลอกปอกลอก สานสัมพันธ์บุรุษไม่เว้นหน้า แอบอ้างว่าตนเองตั้งครรภ์ แต่สนเพียงเติมเต็มตัณหาราคะ ความต้องการส่วนบุคคลเท่านั้น ซึ่งเมื่อใครทำอะไรไม่พึงพอใจ ก็พร้อมโต้ตอบเอาคืนอย่างสาสมควร

ปล. ผมเองเมื่อได้ยินชื่อตัวละคร Mouchette ก็ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Mouchette (1967) ของผู้กำกับ Robert Bresson ที่ก็ดัดแปลงจากนวนิยายของ Georges Bernanos แต่พวกเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไร อุปนิสัยก็แตกต่างตรงกันข้าม ยกเว้นตอนจบต่างลงเอยด้วยการกระทำอัตวินิบาต

หลังร่วมงาน À nos amours (1983) ผู้กำกับ Pialat มีความประทับใจในความบริสุทธิ์-แรดร่านของ Bonnaire ใกล้เคียงที่สุดสำหรับตัวละคร Mouchette … สมัยก่อนถือเป็นอีกบทบาทต้องห้าม เพราะกระทำสิ่งขัดต่อหลักศีลธรรม(ศาสนา)ทั้งๆอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่หลังจากการปฏิวัติทางสังคม Mai ’68 แนวคิดของคนรุ่นใหม่ก็เปิดกว้าง เสรีทางเพศมากขึ้น

Sous le soleil de Satan was the most unique as we weren’t allowed to improvise, at least with regard to the text.

Sandrine Bonnaire

แม้ส่วนตัวจะยังประทับใจ Bonnaire จากเรื่อง À nos amours (1983) แต่ก็ต้องยอมรับว่าบทบาท Mouchette ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงระดับยอดฝีมือ ด้วยลีลาคำพูด-อารมณ์ที่ผันแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา กลับกลอกปลอกลอกแทบจะทุกประโยคสนทนา ชวนให้ผมนึกถึง Jeanne Moreau ตอนยังสาวๆสวยๆเล่นหนัง Jules et Jim (1962) ก็กวัดแกว่งเดี๋ยว Jules เดี๋ยว Jim ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่

ฉากที่ทำให้ผมช็อคสุดๆไม่ใช่ตอนกรีดคอฆ่าตัวตาย แต่ขณะกรีดร้องลั่นหลังจากชู้รักคนที่สอง Gallet หมอหนุ่มไม่ยินยอมเชื่อว่าเธอเข่นฆาตกรรม Cadignan (เพราะตนเองเป็นชันศพ และให้ข้อสรุปว่าคือการฆ่าตัวตาย) เป็นเพียงการละเมอ เพ้อฝัน สับสนในตนเอง พยายามสร้างความสับสนให้ผู้ชมด้วยว่าหนังมีการทำอะไรกับฉากนั้นหรือเปล่า? … แต่เชื่อเถอะว่าฉากนี้ต้องการสะท้อนความกลับตารปัตรของโลก เหมือนคำทำนายของพระพุทธเจ้าเมื่อถึงกึ่งพุทธกาล อีแร้งกาที่ควรต่ำต้อยด้อยค่า ได้(กลับ)กลายเป็นผู้สูงส่งให้ราชสีมาต้องก้มศีรษะ


ถ่ายภาพโดย Willy Kurant (1934-2021) เกิดที่ Liège, Belgium บิดา-มารดาเป็นผู้อพยพชาว Polish เชื้อสาย Jewish, วัยเด็กชื่นชอบอ่านนิตยสาร Cinematographer เริ่มจากทำงานเป็นช่างภาพนิ่ง จากนั้นได้ถ่ายทำสารคดี มีโอกาสฝึกงานที่ Pinewood Studios แล้วมาแจ้งเกิดภาพยนตร์ Masculin Feminin (1966), The Creatures (1966), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Immortal Story (1968), Under the Sun of Satan (1987) ฯ

แซว: เดิมนั้น Kurant เป็นตากล้อง À Nos Amours (1983) แต่ถูกไล่ออกหลังถ่ายทำได้สองสัปดาห์ ไม่รู้ทำไมผู้กำกับ Pialat ถึงหวนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง??

อาจเพราะความถนัดของ Kurant คือการถ่ายภาพขาว-ดำ (เรียกสองผลงานแจ้งเกิด Masculin Feminin และ The Creatures ว่าคือ ‘signature’ ของตนเอง) จึงไม่ค่อยเหมาะ À Nos Amours (1983) ที่เต็มไปด้วยความสว่างสดใส ผิดกับ Under the Sun of Satan (1987) ที่มักปกคลุมด้วยความมืดมิด ภายใต้รัศมีของซาตาน

เกร็ด: โดยปกติแล้วซาตานคือสัญลักษณ์ของความมืดมิด การใช้ชื่อ Under the Sun of Satan เพื่อสื่อถึงวิถีกลับตารปัตรตรงกันข้ามจากที่ควรเป็น แต่หนังก็ถ่ายทำฉากสำคัญๆตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่

สถานที่ถ่ายทำหลักๆของหนังคือ Montreuil-sur-mer และ Fressin ต่างอยู่ในจังหวัด Pas-de-Calais ทางตอนเหนือสุดของฝรั่งเศส ติดกับช่องแคบโดเวอร์ (Strait of Dover) ในช่องแคบอังกฤษ (English Channel)


ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ในช่วงยุคกลาง (Middle Ages) เมื่อบุคคลหนึ่งตัดสินใจเข้าสู่สมณเพศและถือพรหมจรรย์ จะถูกโกนผมตรงกลางกระหม่อมออกหย่อมหนึ่ง เรียกว่าการปลงผม จุดประสงค์เพื่อสำหรับสวมใส่หมวก Zucchetto ซึ่งเป็นแบบแนบพอดีศีรษะ ใช้สำหรับแบ่งแยกสมณศักดิ์ผู้สวมใส่ ซึ่งจักสามารถปกคลุมบริเวณที่ถูกโกนออกไปพอดิบดี … เห็นกว่าการปลงผมดังกล่าวถูกยกเลิกไปภายหลังการประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง (ค.ศ. 1962-65)

ขณะที่พุทธศาสนาใช้การโกนศีรษะสำหรับบวช (พระ เณร ชี) คือสัญลักษณ์ของการปล่อยละวางความยึดติดในสังขาร ส่วนคริสเตียนโกนเพียงหย่อมเดียวเพื่อสำแดงสมณศักดิ์ แบ่งแยกระดับชนชั้นบาทหลวงผู้สวมใส่หมวก Zucchetto

การสนทนาระหว่าง Donissan และ Menou-Segrais จะมีรูปแบบแผน ‘formalism’ ในการนำเสนออย่างชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงขณะ เมื่อต่างคนต่างมีความคิดเห็น(ส่วนบุคคล)ที่ไม่ตรงกัน พวกเขามักอยู่ภายในเฟรมของตนเอง

  • Menou-Segrais ยืนอยู่บริเวณหน้าต่าง ข้างๆมีโคมไฟ กระจก นาฬิกา และรูปปั้นพระแม่มารีย์ ล้วนสื่อถึงความเชื่อศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเป็นเจ้า
  • Donissan ยืนอยู่ตรงประตู มีเพียงรูปปั้นหญิงสาวชาวบ้าน แทนถึงสามัญชน คนธรรมดาๆทั่วไป ที่ยังต้องการคำชี้แนะนำในเรื่องความเชื่อศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า

เมื่อไหร่ที่ตัวละครอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน โดยปกติมักแสดงถึงความสนิทชิดเชื้อ ย่นย่อระยะห่างความสัมพันธ์ ซึ่งถ้ามองสถานะระหว่างพวกเขา อาจารย์/ผู้ดูแล-ลูกศิษย์ สามารถสื่อถึงการเสี้ยมสอน ให้คำแนะนำ

  • คนหนึ่งยืน-อีกคนนั่ง มีระดับสูง-ต่ำ คือการเสี้ยมสั่งสอน ในสถานะอาจารย์/ผู้ดูแล ให้คำแนะนำกับลูกศิษย์
  • เมื่อนั่งลงระดับศีรษะเดียวกัน แสดงถึงความเสมอเท่าเทียม คือคำแนะนำในสถานะเพื่อนมนุษย์ คนรู้จักกัน

ถึงได้รับคำแนะนำจาก Menou-Segrais ก็ไม่ได้ทำให้ Donissan คลายความสับสนในตนเอง เพียงเก็บคัมภีร์ไบเบิลที่เคยโยนทิ้งลงพื้น (สัญลักษณ์ของการทอดทิ้งพระเป็นเจ้า) แล้วลงทัณฑ์ตนเองให้ได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน

เกร็ด: จุดประสงค์หลักๆของทุกรกิริยา ถูกมองเป็นวิธีการทางวินัยและการสักการะบูชา รูปแบบของการปลงอาบัติ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานของพระเยซู โดยที่นิยมกันจะมีสวมเสื้อคลุมผม/ขนสัตว์ (Hairshirt) อดอาหาร และลงแส้แมวเก้าหาง

การลงแส้ของ Donissan สังเกตกล้องถ่ายมุมเงย ทุกครั้งที่เฆี่ยนตียังต้องแหงนศีรษะขึ้นฟ้า แสดงอาการเจ็บปวดและเป็นสุข (ที่ได้รับรู้ความทุกข์ทรมานของพระเยซู) และขณะกำลังแต่งตัวหลังเสร็จจากทุกรกิริยา เดินผ่านกระจกเงา พบเห็นการจัดแสง-เงาที่น่าทึ่งไม่น้อย

  • มองที่ตัวละคร จะเห็นใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด
  • แต่ถ้ามองในกระจก กลับเห็นแสงสว่างสาดส่องบนใบหน้า

นัยยะของช็อตนี้สามารถสื่อถึง(โลก)ภายนอกอันมืดมิด แต่จิตใจ(ภาพสะท้อนในกระจก)กลับสดใสสว่าง หลังการบำเพ็ญทุกรกิริยา … ถึงอย่างนั้นอาการสับสนของ Donissan ต่อวิถีโลกใบนี้ก็ยังไม่ได้จางหายไปนะครับ

เรื่องราวทางฝั่ง Mouchette ก็จักมีรูปแบบแผนในการนำเสนอที่ตารปัตรตรงกันข้ามกับ Donissan ในช่วงแรกๆระหว่างเธอกับหนุ่มๆทั้งสอง สังเกตว่าแทบจะตัวติดกัน มักอยู่ร่วมเฟรมโดยตลอด แต่เป็นฝั่งหญิงสาวพยายามเกี้ยวพาราสี ชักชวนให้ร่วมรักหลับนอน เติมเต็มตอบสนองตัณหา ความต้องการของหัวใจ

สำหรับหนุ่มๆทั้งสองก็มีความแตกต่างตรงกันข้าม

  • Cadignan คือทายาทของขุนนาง (marquis) ตระกูลพ่อค้า แต่กำลังประสบปัญหาขาดทุน ในอพาร์ทเม้นท์จึงเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของที่เตรียมจะขายทิ้ง ยศฐาบรรดาศักดิ์เคยมีมากำลังสูญสิ้น
    • ความตายของ Cadignan ยังแฝงนัยยะถึงการล่มสลายของระบอบขุนนาง ราชาธิปไตย
  • Gallet คือหมอผู้มีความรู้ เชี่ยวชำนาญ ฐานะมั่นคง มั่งคั่ง แม้แต่งงานมีภรรยา แต่ก็ยังลุ่มหลงในมารยาของ Mouchette สนเพียงข้อเท็จจริง สิ่งพิสูจน์ด้วยตาเห็น ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์-นรก การมีตัวตนของพระเป็นเจ้า
    • ตัวละครนี้สะท้อนถึงวิถีของโลกที่มนุษย์จะเชื่อในวิทยาศาสตร์ สิ่งสามารถพิสูจน์จับต้องได้ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อศรัทธาศาสนาค่อยๆลดค่าความสำคัญลงไป

เช้าวันถัดมาหลังเสร็จกามกิจ Mouchette วางผลแอปเปิ้ลที่กัดแทะ (จากสวนอีเดน) แล้วหยิบปืนลูกซองขึ้นมาพิจารณา กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนไปหา Cadignan กำลังแต่งตัวอยู่อีกห้องหับ พูดบอกให้เธอวางอาวุธลง แต่ขณะเดินตรงเข้าหาได้ยินเสียงดัง ปัง!

การที่ผู้ชมไม่ได้พบเห็นเหตุการณ์เพราะถูกประตูบดบัง เลยมักคาดเดาว่าอาจเป็นฝืมือของ Mouchette เข่นฆาตกรรมชายคนรัก แต่หนังก็สร้างความเป็นไปได้ว่าอาจพลั้งพลาด ปืนลั่น! เพราะท่าจับที่เปลี่ยนแปลงไป และหญิงสาวร่ำร้องไห้ออกมาอย่างเสียสติ … มอบอิสระให้ผู้ชมครุ่นคิดทำความเข้าใจใน’มุมมอง’ของตนเอง

ช่วงท้ายระหว่าง Mouchette กับ Gallet จากเคยตัวติดกันตั้งแต่แรกพบเจอ ก็ถึงเวลา ‘น้ำแตกแยกทาง’ ต่างย้ายไปนั่งอยู่ในเฟรมของตนเองแล้วตัดสลับไปมา (กลับตารปัตรจาก Donissan กับ Menou-Segrais ที่เริ่มด้วยทั้งสองต่างแยกกันอยู่ แล้วค่อยมาอยู่ร่วมเฟรมกันช่างท้าย)

Gallet รับฟังเรื่องเล่าของ Mouchette มีลักษณะคล้ายแพทย์-ผู้ป่วย ซึ่งเขาก็ทำการวินิจฉัยเรื่องราวดังกล่าว แสดงความคิดเห็น และมอบข้อสรุปที่ทำให้หญิงสาวกรีดร้องลั่น! ตกลงแล้วมันจริงหรือไม่จริง ก็ขึ้นอยู่กับ’มุมมอง’ของผู้ชมอีกเช่นกัน!

Donissan ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปทำกิจของบาทหลวงยังชนบทห่างไกล แต่ต้องเดินทางพานผ่านท้องทุ่งเขียวขจี ไร้ซึ่งบ้านเรือน ผู้คน ถนนหนทางยังไม่มี เพียงความเวิ้งว่างเปล่า ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง กำลังก้าวสู่ขุมนรก อาณาจักรอันไพศาลของซาตาน

พอค่ำคืนย่างกรายมาถึง เฉดภาพก็เปลี่ยนเป็นโทนสีน้ำเงิน (ดูแล้วน่าจะถ่ายตอนกลางวัน แล้วใช้ฟิลเลอร์ ไม่ก็ ‘Day for Night’) แล้วใครก็ไม่รู้เดินติดตาม ปรากฎด้านหลัง Donissan เข้ามาพูดคุย แนะนำ ให้ความช่วยเหลือนำทาง หยุดพักผ่อน ก่อนเปิดเผยความจริงว่าฉันคือใคร?

เมื่อร่างกายของ Donissan มีความอ่อนแอที่สุด ทิ้งตัวลงนอนกับพื้น รอบข้างล้วนปกคลุมด้วยความมืดมิด ซาตานพูดคำหยอกเย้ายวน แถมยังจุมพิต (sexual harassment) พยายามโน้มน้าวให้เขาละทอดทิ้งความเชื่อศรัทธาต่อพระเจ้า แต่จนแล้วจนรอดก็ทำไม่สำเร็จ เลยถูกหมายหัวให้ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ร้ายๆ(ที่จักบังเกิดขึ้นต่อไป)

ภายหลังปฏิเสธซาตาน Donissan ฟื้นตื่นขึ้นยามเช้า แต่สังเกตว่าภาพยังคงมีโทนสีน้ำเงิน (เหมือนมันคือสัญลักษณ์ของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ) และชายแปลกหน้าคนนี้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ อาสานำทางไปจนเกือบถึงจุดหมาย โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ชวนให้ผมครุ่นคิดว่าเขาอาจคืออวตารของพระเป็นเจ้า!

ผมมองว่าตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ เราสามารถตีความในเชิงนามธรรมถึงบททดสอบความเชื่อมั่นศรัทธา นั่นเพราะพระเป็นเจ้าอยู่ทุกแห่งหน เมื่อ Donissan ทำลายความหวังของซาตาน พระองค์จึงลงมานำทางให้หวนกลับสู่วิถีของโลกมนุษย์

Donissan พบเจอกับ Mouchette ท่ามกลางเศษซากปรักพัก (สามารถสื่อถึงอาณาจักรของพระเป็นเจ้าที่ล่มสลาย) สังเกตว่าทั้งสองมีความแตกต่างขั้วตรงข้าม เหมือนการเผชิญหน้าระหว่างตัวแทนของพระเจ้า vs. ซาตาน

  • หญิงสาวสวมชุดสีสว่าง กำลังพ่นคำโป้ปด ล่อลวง โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายคือบาทหลวง (ที่เคยให้ศีลมหาสนิทเมื่อตอนต้นเรื่อง) ตัวเธอสูญเสียแฟนหนุ่มทั้งสอง ภายในหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
  • บาทหลวงสวมชุดสีเข้ม บอกว่ายังพบเห็นความบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในหญิงสาว ต้องการให้ความช่วยเหลือเธอกลับสู่วิถีความรอด แต่จิตใจของเขากลับเต็มไปด้วยสับสน เรรวนปรวนแปร ใกล้สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า

ต่างฝ่ายต่างพยายามพูดโน้มน้าวกันและกัน ก้าวเดินจากสถานที่ปรักหักพังออกมายังท้องทุ่งกว้าง คาดหวังว่าอีกฝั่งฝ่ายจะสามารถปรับเปลี่ยนแปลง เปิดเผยธาตุแท้จริงของตนเองออกมา

ทำไม Mouchette ถึงกระทำอัตวินิบาต? เพราะได้รับคำชี้นำจาก Donissan รู้สึกสาสำนึกผิด รับไม่ได้กับพฤติกรรมของตนเอง? หรือเพราะถูกซาตานเข้าสิง ต้องการทำลายชื่อเสียงของ Donissan เลยกระทำสิ่งที่พระเป็นเจ้าไม่สามารถยินยอมให้อภัย?

ในศาสนาคริสต์ เท่าที่ผมหาข้อมูลค้นพบว่า การกระทำอัตวินิบาตไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าคนๆนั้นจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ถ้าเชื่อในพระคริสต์อย่างแท้จริงก็จักอยู่รอดปลอดภัยชั่วนิรันดร์ แต่หากมีความโล้เล้ลังเลใจ ยังไม่ได้รับความรอด การฆ่าตัวตายคือการเร่งให้ไปสู่บึงไฟนรกเร็วขึ้น

reference: https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-suicide-Bible.html

ฉากการฟื้นคืนชีพของเด็กชาย แวบแรกผมครุ่นคิดถึงโคตรภาพยนตร์ Ordet (1955) ของผู้กำกับ Carl Theodor Dreyer แต่พออ่านความคิดเห็นของนักวิจารณ์หลายๆสำนัก ถึงค้นพบการโต้ถกเถียงเหตุการณ์นี้เป็นอิทธิฤทธิ์ของใคร พระเจ้าหรือซาตาน? นี่เป็นการสร้างความคลุมเครือที่ทรงพลังมากๆ ท้าทายความเชื่อศรัทธาของผู้ชมชาวคริสเตียนอย่างชัดเจน

  • ถ้าคุณเชื่อว่าคืออิทธิฤทธิ์ของพระเป็นเจ้า นี่จักคือแสงสว่างแห่งศรัทธาของ Donissan
  • แต่ถ้ามองว่าคืออิทธิฤทธิ์ของซาตาน ก็เพื่อทำให้ Donissan ตกอยู่ในความหมดสิ้นหวัง สูญสิ้นศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า

ปฏิกิริยาของ Donissan หลังเด็กชายฟื้นคืนชีพ คือเต็มไปด้วยความสับสน ขัดแย้งภายในตนเอง (เพราะไม่รู้ว่าพระเจ้าหรือซาตานที่ฟื้นคืนชีพเด็กชายคนนี้) เดินถอยหลังพิงผนังกำแพง ร่างกายปกคลุมด้วยความมืดมิด เพียงใบหน้าที่ยังอาบฉาบแสงสว่าง สามารถตีความได้ทั้งแสงสว่างจากพระเป็นเจ้า หรือศรัทธาอันน้อยนิดที่ยังหลงเหลืออยู่

การเสียชีวิตในห้องสารภาพบาปของบาทหลวง Donissan แม้รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่กลับมีแสงสว่างสาดส่องลงบนใบหน้า คนส่วนใหญ่มักตีความว่าเขาถูก(พระเจ้า)ทอดทิ้งให้ตกตาย แต่ขณะเดียวกันเรายังสามารถมองว่าพระเป็นเจ้าทรงนำพาวิญญาณ(ของ Donissan)ออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ได้เช่นกัน … แต่ก็สร้างความหลอกหลอน ขนลุกขนพอง ราวกับรัศมีของซาตานสาดส่องลงมามากกว่า

ตัดต่อโดย Yann Dedet (เกิดปี 1946) สัญชาติฝรั่งเศส เริ่มจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ The Bride Wore Black (1968), แล้วกลายเป็นขาประจำ François Truffaut ตั้งแต่ Two English Girls (1971), ส่วนผู้กำกับ Maurice Pialat เริ่มที่ผลงาน Loulou (1980) จนถึง Van Gogh (1991)

เกร็ด: Dedet ยังมาร่วมรับเชิญ (Cameo) แสดงเป็น Gallet หมอหนุ่ม/คนรักที่สองของ Mouchette

หนังดำเนินเรื่องคู่ขนานระหว่างบาทหลวง Donissan ตั้งแต่เริ่มเกิดอาการสับสนในความเชื่อศรัทธา จากนั้นตัดสลับไปหา Mouchette เด็กสาวแสดงพฤติกรรมโฉดชั่วร้ายต่างๆนานา จนเมื่อทั้งสองได้พบเจอหน้าก็ราวกับ พระเจ้า vs. ซาตาน ฝ่ายหนึ่งต้องการให้ความช่วยเหลือพากลับขึ้นมา แต่อีกฝั่งต้องการฉุดคร่าให้ตกลงสู่ขุมนรก

  • ความสับสนในศรัทธาของ Donissan
    • Donissan สารภาพต่อบาทหลวงผู้แล Menou-Segrais ถึงความสันสนในศรัทธาของตนเอง
  • พฤติกรรมโฉดชั่วร้ายของ Mouchette
    • Mouchette กับชายคนแรก Cadignan
    • Mouchette กับชู้รักคนที่สอง Gallet
  • การเผชิญหน้าระหว่าง Donissan vs. Mouchett (และซาตาน)
    • Donissan ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปชนบทห่างไกล แต่ค่ำคืนดึกดื่นก็ไม่ถึงเป้าหมายสักที นั่นเพราะถูกลวงล่อหลอกโดยซาตาน
    • เช้าวันถัดมา Donissan พบพานเจอ Mouchett ตระหนักถึงสิ่งชั่วร้ายที่เธอกระทำ เลยพยายามโน้มน้าวให้กลับใจ
    • แต่ Mouchett กลับตัดสินใจปาดคอฆ่าตัวตาย ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาของ Donissan
  • ฉันเกิดมาเพื่ออะไร?
    • Donissan ถูกส่งไปยังอีกชนบทห่างไกล กลายเป็นบาทหลวงที่ใครๆให้ความเคารพนับถือ สามารถฟื้นคืนชีพเด็กชายจากความตาย
    • Donissan ในสภาพหมดสิ้นหวัง อธิษฐานขอพรพระเป็นเจ้า แต่กลับพบเจอเสียชีวิตในห้องสารภาพบาป

ด้วยความยาว 93 นาที แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังรับชมหนังสามชั่วโมง (The Mother and the Whore (1973) ดูสั้นลงทันตาเห็น!) ตัวละครพูดคุยสนทนาอะไรกันก็ไม่รู้ (ที่ผมฟังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะมีศัพท์ศาสนาค่อนข้างเยอะ) กว่าจะมีเหตุการณ์อะไรสักอย่างเกิดขึ้น สัปหงกแล้วสัปหงกอีก … ไดเรคชั่นของผู้กำกับ Pialat เหมือนพยายามทำให้ผู้ชมต้องอดรนทนดำเนินทางผ่านขุมนรก ถึงมีแนวโน้มพบเจอแสงสว่าง/สรวงสวรรค์ที่ปลายอุโมงค์เสมอๆ


เพลงประกอบหนึ่งเดียวที่ดังขึ้นซ้ำๆอยู่ 3-4 ครั้ง คือ Symphony No. 1 (1951) ประพันธ์โดย Henri Dutilleux (1916-2013) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส มีทั้งหมด 4 Movement แต่จะได้ยินในหนังเฉพาะ 3. Intermezzo ซึ่งมีความลุ่มลึกล้ำที่สุด(ในทั้งสี่ท่อน)

ผมนำทั้ง Symphony เพราะอยากให้เห็นถึงความลุ่มลึกล้ำของบทเพลงนี้ เต็มไปด้วยบรรยากาศทะมึน อึมครึม แม้สองท่อนแรก Passacaille (0:00) และ Scherzo molto vivace (07:07) จะพอมีเครื่องดนตรีที่มอบท่วงทำนองสนุกสนาน ครึกครื้นเครงอยู่บ้าง แต่เหมือนบางสิ่งอย่างถูกปกปิด ซุกซ่อนเร้นไว้ ก่อนได้รับการเปิดเผยออกมาเมื่อถึงท่อน Intermezzo (13:11) ค่อยๆไล่ระดับความเป็นจริงอันเหี้ยมโหดร้ายของโลกใบนี้ และท่อนสุดท้าย Finale con variazioni (19:07) คือการเผชิญหน้าต่อสู้ เต็มไปด้วยคลุ้มบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ ไม่สามารถต่อกรสิ่งชั่วร้ายใดๆทั้งปวง

นั่นน่าจะคือเหตุผลที่ผู้กำกับ Pilat จงใจเลือกบทเพลงนี้ ไม่ใช่แค่ท่วงทำนองของ Intermezzo ที่สร้างบรรยากาศหมองหม่น (สามารถเทียบแทนสภาวะอารมณ์ตัวละคร Donissan) แต่นัยยะทั้ง Symphony สะท้อนวิถีของโลกที่ตกอยู่ภายใต้รัศมีซาตาน เต็มไปด้วยความจอมปลอม หลอกลวง ไม่มีทางที่มนุษย์จักต่อสู้เอาชนะสิ่งชั่วร้ายนี้ไปได้

เรื่องราวของ Under the Sun of Satan นำเสนอ ‘มุมมอง’ วิถีแห่งโลก (ต้องนับตั้งแต่ Georges Bernanos เขียนนวนิยายเล่มนี้เมื่อปี ค.ศ. 1926) พบเห็นสิ่งต่างๆกำลังพลิกกลับตารปัตร จิตสามัญสำนึกมนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนแปลงไป ผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายป้ายสี ขณะที่คนทำชั่วได้ดิบได้ดี โลกใบนี้ถูกซาตานเข้ายึดครอบครองแทนพระเป็นเจ้าแล้วหรือไร?

คนที่จะมองโลกแง่ร้ายขนาดนั้น ล้วนต้องพานผ่านเหตุการณ์สั่นสะเทือนหัวใจ ในกรณีผู้แต่งนวนิยาย Bernanos คือเคยเป็นทหารเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกาย และอาการ ‘Shell Shock’ ทางจิตใจ จึงมักสรรค์สร้างผลงานที่มีคำเรียกว่า Defeatism, ส่วนผู้กำกับ Pialat ตั้งแต่เด็กเมื่อครั้นสูญเสียมารดา แล้วถูกบิดาทอดทิ้งไม่เหลือเยื่อใย พอเติบใหญ่ก็พานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง คือสิ่งหล่อหลอมให้เขาพยายามสรรค์สร้างภาพยนตร์แนวสมจริง (Realist) ว่าไปก็ตั้งแต่ทำหนังสั้น/สารคดี L’amour existe (1960) บันทึกวิถีชีวิต สภาพสังคม ชุมชนเมือง ‘City Symphony’ พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของฝรั่งเศส (หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ดูไม่น่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่

น่าเสียดายที่ผมยังไม่สามารถหารับชม The Mouth Agape (1974) ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของผู้กำกับ Pialat นำเสนอวาระสุดท้ายของมารดา ล้มป่วยนอนซมซาน ทนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียงจนเสียชีวิต ขณะที่ครอบครัวญาติมิตร กลับแสดงพฤติกรรม … นั่นน่าจะคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามองเห็นสันดานธาตุแท้ผู้คน เข้าใจวิถีทางสังคม และกฎการเอาตัวรอดบนโลกใบนี้ ที่มีความเหี้ยมโหดโฉดชั่วร้าย

At Cannes, I said I was an atheist, which makes no sense. The word ‘atheist’ means nothing to me. You can’t be against something you don’t believe in. No, although I’d been into religion up to 14, and had dabbled in and out of it afterwards. For young people, the patronages had two attractions: first, that’s where you went to have fun; second, you could put on amateur theatre. So I stayed close to all that till I was 19. So I mean… If you believe what psychoanalysis has to say, that these are the years that leave the biggest impression on you… Later on, there was rebellion. There’s no-one better than those in the know, for figuring out where you went wrong. I basked in the aforementioned spirituality, but it didn’t mean anything.

Maurice Pialat

ผู้กำกับ Pialat เคย(แสร้งว่า)มีความเชื่อในศาสนาตอนอายุ 14 แต่จุดประสงค์แท้จริงเพื่อเข้าร่วมชมรมการแสดง สนุกสนานกับเพื่อนๆเท่านั้น ซึ่งพอถึงอายุ 19 ก็ไม่มีความจำเป็นต้องฝืนทำอีกต่อไป ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาดังกล่าวก็มีโอกาสเรียนรู้จักอะไรๆเกี่ยวกับพระเจ้า-ซาตาน … แต่ก็ไม่เกิดศรัทธาขึ้นประการใด

ในมุมกลับตารปัตร ผู้กำกับ Pialat มองว่าโลกยุคสมัยนั้น การมีอยู่ของซาตานยังฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่า(พระเป็นเจ้า) ดำเนินเดินเคียงข้างมนุษย์ คอยหยอกล้อเล่น แถมยัง sexual harassment เสียด้วยนะ! แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราถูกควบคุมครอบงำ (จากทั้งพระเจ้าหรือซาตาน) ทุกสิ่งอย่างล้วนยังขึ้นอยู่กับตัวเราเองครุ่นคิด-กระทำ

แต่เพราะมนุษย์มักตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เอาตัวรอดปลอดภัย ตอบสนองความพึงพอใจ สร้างความสุขให้กับตนเอง ซึ่งมักได้รับอิทธิพลจากเพื่อนฝูง ครอบครัว สังคมรอบข้าง วิถีทางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยไม่ใคร่สนใจสิ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม มโนธรรม ศาสนาราวกับเชือกที่ผูกมัดรัดตัว ทำไมต้องอดทน ทำไมต้องฝืนกลั้น อนาคต/หลังความตายเป็นยังไงช่างหัวมัน ปัจจุบันขอแค่ฉันได้กระทำตามใจสมหวัง ก็เหลือเฟือเพียงพอแล้วละ

ไม่มีทางที่มนุษย์จะต่อต้านทานวิถีทางโลกที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป! นั่นคือมุมมองของผู้กำกับ Pialat ที่ต้องการแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของศาสนา(คริสต์) เอาแต่เสี้ยมสอนให้มีความเชื่อมั่นต่อพระเป็นเจ้า แต่ถ้าเราสูญเสียศรัทธานั้นไป เผชิญหน้ากับซาตาน อาศัยอยู่บนโลกที่ราวกับขุมนรก ปัจจุบันยังแทบเอาตัวไม่รอด ทำอย่างไรถึงมีโอกาสกลับสู่สรวงสวรรค์?

อีกสิ่งหนึ่งที่หนังชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถามคือการสารภาพบาป กลายเป็นค่านิยมของชาวคริสเตียน เชื่อว่าจักทำให้สิ่งเลวร้ายเคยกระทำมาจบสูญสิ้นไป จริงๆนะเหรอ? ว่าไปก็คล้ายๆทัศนคติชาวพุทธ เข้าวัดบริจาคทาน สร้างภาพตนเองเป็นคนดีมีคุณธรรม แต่พอกลับบ้านทำผิดศีลไม่เว้นวัน ไม่เคยศึกษาพระธรรม ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องใส สรุปแล้วบุญที่ทำมาได้อะไร?

แม้ว่าโลกที่ปกครองด้วยระบอบซาตานจะเหี้ยมโหดโฉดชั่วร้าย แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินไป บางคนเรียนรู้ที่จะปรับตัว ยินยอมรับสภาพความเป็นจริง แต่เราควรค้นหาสามัญสำนึกของตนเอง ต่อให้ไม่หลงเหลือศรัทธาศาสนาใดๆ จิตใจที่บริสุทธิ์และเมตตาธรรม จักสร้างสรวงสวรรค์ขึ้นภายในจิตใจ


เมื่อเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ถูกมองข้ามจากองค์กรศาสนา SIGNIS (World Catholic Association for Communication) มอบรางวัล Prize of the Ecumenical Jury ให้ภาพยนตร์เรื่อง Repentance (1984) แต่คณะกรรมการปีนั้นนำโดยนักร้อง/นักแสดง Yves Montand ประกาศรางวัล Palme d’Or อย่างเป็นเอกฉันท์ให้แก่ Under the Sun of Satan (1987)

Palme d’Or had been given unanimously, because we considered that the work had succeeded Pialat was a work which put the cinema on another level, on another floor. One can inevitably — myself, I am like that — be sensitive to films that are perhaps a little more affordable, easier, but fortunately there are Pialats, Godards, Resnais, to bring cinema to another height.

Yves Montand กล่าวถึงการมอบรางวัล Palme d’Or ให้กับ Under the Sun of Satan (1987)

เกร็ด: ชัยชนะรางวัล Palme d’Or ของ Under the Sun of Satan (1987) ถือเป็นภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศสเรื่องแรกในรอบ 21 ปี โดยครั้งล่าสุดคือ A Man and a Woman (1966) ของผู้กำกับ Claude Lelouch ฟังดูก็ไม่น่าเชื่อที่ประเทศเจ้าภาพจะห่างหายการเป็นผู้ชนะรางวัลใหญ่เทศกาลหนังเมือง Cannes เยิ่นยาวนานขนาดนั้น!

François Mitterrand ประธานาธิบดีฝรั่งเศสขณะนั้น ยังอดไม่ได้ต้องเขียนชื่นชมชัยชนะของภาพยนตร์เรื่องนี้

This Palme d’or of the fortieth Cannes Film Festival has symbolic force. It rewards the work of a filmmaker who was able to draw inspiration from one of our great writers. He designates cinema as a land of writing and beauty. He shows the vitality that French cinema can and must experience.

François Mitterrand

แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์/ผู้ชมทั่วไปจะไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็มียอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศสสูงถึง 815,748 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และยังเข้าชิง César Awards ถึง 7 สาขา (แต่ไม่ได้สักรางวัล) พ่ายให้ Au Revoir les Enfants (1987) ของผู้กำกับ Louis Malle

  • Best Film
  • Best Director
  • Best Actor (Gérard Depardieu)
  • Best Actress (Sandrine Bonnaire)
  • Best Cinematography
  • Best Editing
  • Best Poster

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ 2K มีความสวยสด คมชัดกริบ แล้วเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2015 สามารถหาซื้อแผ่น Blu-Ray ได้ทั้งของ Gaumont (ฝรั่งเศส/ยุโรป) และ Cohen Media Group (สหรัฐอเมริกา)

โดยส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธา พระเจ้า-ซาตาน ซึ่งผู้กำกับ Pialat ก็ไม่ได้พยายามเลือกเข้าข้างฝั่งฝ่ายใด แต่ปัญหาใหญ่ๆคือการดำเนินเรื่องที่เชื่องชักช้า น่าเบื่อหน่าย ราวกับตกลงสู่ขุมนรก จนตอนจบผมก็มองไม่เห็นแสงสว่าง/สรวงสวรรค์รำไร พอกลับขึ้นมาไม่ได้ก็ตายหยังเขียด

แทนที่จะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมแนะนำให้มองหา Ordet (1955), The Seventh Seal (1957), Nazarín (1959), Léon Morin, Priest (1961), Bergman’s Trilogy (Through a Glass Darkly (1961), Winter Light (1963), The Silence (1963)) หรือแม้แต่ Silence (2016) ล้วนเกี่ยวกับการพิสูจน์ศรัทธาศาสนา มีความงดงามทรงคุณค่า คุ้มกับการเสียเวลามากกว่านะครับ

จัดเรต 18+ กับอาการสับสนในศรัทธาศาสนา พฤติกรรมสำส่อน ฆาตกรรม โกหกหลอกลวง และกระทำอัตวินิบาต

คำโปรย | Under the Sun of Satan ต้องลงสู่ขุมนรกเพื่อทำความเข้าใจโลกของผู้กำกับ Maurice Pialat
คุณภาพ | โลกของซาตาน
ส่วนตัว | ลงนรก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: