Spartacus (1960)

Spartacus (1960)

Spartacus (1960) hollywood : Stanley Kubrick ♥♥♥

ด้วยความที่ผู้กำกับ Stanley Kubrick เพิ่งร่วมงานนักแสดง Kirk Douglas เลยยินยอมมาเป็นมือปืนรับจ้างภาพยนตร์ Spartacus (1960) เพราะคือโอกาสได้จับหนังใหญ่ระดับมหากาพย์ น่าเสียดายถ้าได้ควบคุมงานสร้างตั้งแต่เริ่มต้น ผลลัพท์อาจทำออกมาน่าสนใจกว่านี้

แม้เมื่อตอนออกฉาย Spartacus (1960) จะถือว่าประสบความสำเร็จทั้งรายรับ และคว้ารางวัล Oscar จำนวนสี่สาขา (จากเข้าชิงหกสาขา) แต่เมื่อกาลเวลาพานผ่าน แล้วพอเปรียบเทียบภาพยนตร์มหากาพย์คู่แข่งอย่าง Ben-Hur (1959) ทุกสิ่งอย่างมันช่างดูซีดจาง (สำนวนอังกฤษ pale in comparison) ห่างไกลกันลิบลับ

ตอนเขียนถึงหนังคราก่อน ผมน่าจะรับชมฉบับความยาว 184 นาที เพราะจดจำได้อย่างแม่นยำว่าฉากสงครามมีเพียงขณะกรีธาทัพ แล้วตัดควับไปภูมิทัศน์แห่งความตาย! คราวนี้เลยพยายามหาฉบับบูรณะล่าสุด 4K Ultra HD วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2020 ความยาว 197 นาที พบเห็นการต่อสู้ระยะประชิด แล้วรู้สึกเหมือนชีวิตได้รับการเติมเต็ม

ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่าหนังมีความเอื่อยเฉื่อย น่าเบื่อหน่าย หลายสิ่งอย่างดูเฉิ่มเชยล้าหลัง แม้ผกก. Kubrick พยายามปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่น นำเสนอเรื่องราวด้วยภาพมากขึ้น (ผมไม่อยากกล่าวโทษ Dalton Trumbo เพราะหนังเรื่องนี้ทำให้เขาหลุดพ้นโทษประหารของ House Un-American Activities Committee (HUAC) แต่บทเต็มไปด้วยข้อความสนทนา และยัดเยียดคำสอนศีลธรรม “full of stupid moralizing” ตามคำบอกกล่าวของผกก. Kubrick) แต่งานสร้างเตรียมเสร็จไปแล้วย่อมแก้ไขอะไรไม่ได้มากนัก วิถีมือปืนรับจ้างก็เท่านี้แหละ แค่ไหนแค่นั้น!

I tried with only limited success to make the film as real as possible but I was up against a pretty dumb script which was rarely faithful to what is known about Spartacus. If I ever needed convincing of the limits of persuasion a director can have on a film where someone else is the producer and he is merely the highest paid member of the crew, ‘Spartacus’ provided proof to last a lifetime.

Stanley Kubrick

สิ่งเดียวที่ผมรู้สึกว่า Spartacus (1960) ทำออกมาได้น่าสนใจกว่า Ben-Hur (1959) ก็คือลีลาการเล่าเรื่องด้วยภาพ กว่าตัวละคร Spartacus จะพูดประโยคแรกก็ปาเข้าไป 15-16 นาที (ครึ่งชั่วโมงแรกพูดอยู่ 3-4 ประโยคเองกระมัง), หรือช่วงระหว่างเกี้ยวพาราสี Varinia (รับบทโดย Jean Simmons) แทบจะไม่เอ่ยปาก มองด้วยสายตา รับรู้ความต้องการหัวใจ … แต่หลังจากเอ่ยปากพูด มนต์เสน่ห์ของหนังก็หายไปพอสมควร


จุดเริ่มต้นของ Spartacus เกิดจาก Kirk Douglas รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับบทนำ Ben-Hur (1959) ทั้งๆเคยร่วมงานผกก. William Wyler ภาพยนตร์ Detective Story (1951) พยายามล็อบบี้สารพัด แต่กลับเลือก Charlton Heston นั่นทำเขามองหาโปรเจคที่มีลักษณะคล้ายๆกัน

That was what spurred me to do it in a childish way, the ‘I’ll show them’ sort of thing.

Kirk Douglas

ต่อมา Edward Lewis รองประธานบริษัท Bryna Production (ตั้งชื่อตามมารดาของ Douglas) ได้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ Spartacus (1951) ของ Howard Fast (1914-2003) ซึ่งเกี่ยวกับการท้าทายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน สร้างความสนอกสนใจให้ Douglas ควักเงินส่วนตัวซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ในราคาเพียง $100 เหรียญ

เกร็ด: Howard Fast เขียนนวนิยายเล่มนี้ขณะถูกจองจำอยู่ Mill Point Federal Prison เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วปฏิเสธเปิดเผยชื่อสมาชิกคนอื่นๆต่อ House Committee on Un-American Activities (HCUA)

ในตอนแรก Douglas ยื่นเสนอโปรเจคนี้ต่อ Arther B. Krim ผู้บริหารสตูดิโอ United Artist เพราะเป็นผู้จัดจำหน่ายผลงานก่อนหน้าอย่าง The Vikings (1958) แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธเพราะกำลังพัฒนาโปรเจค Spartacus ของตนเองชื่อว่า The Gladiators วางตัวผู้กำกับ Martin Ritt และนักแสดงนำ Yul Brynner เลยพยายามต่อรองร่วมโปรเจคกันไหม กลับเป็น Brynner ที่ตอบปฏิเสธ … ภายหลังโปรเจคนี้ถูกล้มเลิกเพราะ Brynner เลือกแสดงภาพยนตร์ The Magnificent Seven (1960)

จากนั้น Douglas ติดต่อหา Universal Studios ก็มีท่าทียึกยัก โล้เล้ลังเลใจ แต่หลังจากเขาชักชวนนักแสดงเกรดเออย่าง Laurence Olivier, Charles Laughton และ Peter Ustinov ถึงยินยอมจ่ายเงินตั้งต้น $5 ล้านเหรียญ แลกกับการปักหลักถ่ายทำใน Hollywood (ช่วงทศวรรษ 50s หนังแนวประวัติศาสตร์ระดับมหากาพย์ นิยมเดินทางไปถ่ายทำยังยุโรป Hollywood on the Tiber เพราะค่าแรง/ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามากๆ)

You’ve got to rebuild Rome to shoot Roman history. Why cross a continent and an ocean to do that when the finest pool of technicians and talent in the world is in your own back yard?

ในส่วนของบทหนัง ตอนแรกทำการว่าจ้างนักเขียน Fast ดัดแปลงจากนวนิยายของตนเอง แต่พอผ่านไปสองเดือน Douglas อ่านบทร่างแล้วพร่ำบ่นว่า “diaster, unusable” ด้วยความเร่งรีบแข่งขันกับโปรเจคของ Brynner จึงติดต่อหา Dalton Trumbo ขณะนั้นยังถูก Blacklist เพราะเป็นสมาชิก Hollywood Ten ใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ก็พัฒนาบทเสร็จสิ้น!

เกร็ด: ในตอนแรกวางแผนจะใช้นามปากกา Sam Jackson ขึ้นเครดิตแทน แต่หลังจากผกก. Otto Preminger ประกาศว่าจ้าง Trumbo ดัดแปลงบทภาพยนตร์ Exodus (1960) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1960 นั่นทำให้ Douglas ตัดสินใจดำเนินตามรอยเท้า ด้วยการชิงตัดหน้า Spartacus (1960) ออกฉายก่อนสองเดือน!


เมื่อตอน Douglas ชักชวน Olivier มาร่วมงาน ก็เสนอตำแหน่งผู้กำกับให้ด้วย แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธเพราะโปรเจคนี้สเกลงานใหญ่เกินกว่าจะควบงานไหว, ต่อมาติดต่อ David Lean ได้รับคำตอบปฏิเสธ, เห็นว่าสตูดิโอ Universal คือคนผลักดัน Anthony Mann มีชื่อเสียงจากหนังแนว Westerns อาทิ Winchester ’73 (1950), The Naked Spur (1953) ฯ

แต่หลังจากหนังเปิดกล้องวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1959, Douglas เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของผกก. Mann ดูเหมือนมีความหวาดกลัวเกรงต่อสเกลงานสร้าง

I never wanted Anthony Mann to be the director. He was a nice guy and made a lot of successful movies but I didn’t think he was right for Spartacus… He seemed scared of the scope of the picture… He let Peter Ustinov direct his own scenes by taking every suggestion Peter made. The suggestions were good—for Peter, but not necessarily for the film.

Kirk Douglas

จนกระทั่งวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าผกก. Mann ถูกไล่ออกหรือลาออกจากโปรเจค (แต่ได้ค่าจ้างเต็ม $75,000 เหรียญ) ในชีวิตเคยให้สัมภาษณ์กล่าวถึงเพียงครั้งเดียวว่า

Kirk Douglas was the producer of Spartacus: he wanted to insist on the message angle. I thought the message would go over more easily by showing physically all the horrors of slavery. A film must be visual, too much dialogue kills it … From then, we disagreed: I left.

Anthony Mann

ระหว่างมองหาผู้กำกับคนใหม่ Douglas ติดต่อหา Stanley Kubrick ขณะนั้นกำลังเตรียมงานสร้าง Lolita (1962) ยินยอมตอบตกลงโปรเจคนี้เพราะได้จับงานสร้างที่มีสเกลใหญ่กว่า

Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ

ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956), Paths of Glory (1957)

สิ่งแรกที่ผกก. Kubrick เมื่อเข้ามาคุมบังเหียร Spartacus (1960) ก็คือขับไล่นักแสดง Sabine Bethmann เปลี่ยนมาเป็น Jean Simmons, จากนั้นโต้ถกเถียงกับ Trumbo เพื่อตัดทิ้งบทพูดไร้สาระออกไปให้มากที่สุด


เรื่องราวของ Spartacus ชายผิวขาวชาว Thracian ถูกขายเป็นทาสตั้งแต่อายุสิบสาม ทำงานขุดเหมืองที่ Libya เพราะมีนิสัยหัวขบถ กระทำร้ายผู้คุมอยู่บ่อยครั้ง จึงมักโดนลงโทษทัณฑ์ ก่อนถูกขายต่อให้ Lentulus Batiatus (รับบทโดย Peter Ustinov) เพื่อฝึกฝนการต่อสู้เป็นนักรบ Gladiator

วันหนึ่งนายพล Marcus Licinius Crassus (รับบทโดย Laurence Olivier) เดินทางมาเยี่ยมชมโรงเรียนของ Batiatus พร้อมจ่ายเงินสำหรับรับชมการต่อสู้ของ Gladiator พร้อมเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้าง Spartacus ถูกประกบคู่กับชาวผิวสี Draba (รับบทโดย Woody Strode) แม้จะสู้ไม่ได้ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธลงมือฆาตกรรม พยายามขัดขืนคำสั่งจนถูก Crassus ฆ่าปิดปาก

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเกรี้ยวกราดให้กับบรรดานักรบ Gladiator จึงลุกฮือขึ้นมาโค่นล้ม ก่อการกบฏ ไม่เพียงแค่โรงเรียนสอนการต่อสู้ของ Batiatus แต่ยังบานปลายไปทั่วทั้งจักรวรรดิโรมัน รวบรวมสมัครพรรคพวกที่เป็นทาสเรือนแสน ก่อเกิดเป็นสงคราม Third Servile War (73-71 BC) หรือ Gladiator War หรือ War of Spartacus แต่ก็มิอาจต่อกรกับกองทัพโรมันของผู้นำเผด็จการคนใหม่ Crassus


Kirk Douglas ชื่อจริง Issur Danielovitch (1916-2020) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Amsterdam, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Russian-Jewish อพยพมาจาก Chavusy, Mahilyow Voblast (ปัจจุบันคือ Belarus), มีพี่น้องเจ็ดคน แต่เป็นบุตรชายคนเดียว ครอบครัวฐานะยากจน แต่ฉายแววการแสดงจนได้รับทุนเข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts รุ่นเดียวกับ Lauren Bacall, Diana Dill, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหารเรือ ปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ ประดับยศผู้หมวด (Lieutenant), พอหวนกลับมา New York ทำงานวิทยุ โรงละคอน ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสาว Lauren Bacall แนะนำให้รู้จักโปรดิวเซอร์ Hal B. Wallis แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Strange Love of Martha Ivers (1946), Out of the Past (1947), ได้รับการจดจำในมาดชายถึก (Tough Guy) ผลงานเด่นๆ อาทิ Champion (1949), Ace in the Hole (1951), The Bad and the Beautiful (1952), 20,000 Leagues Under the Sea (1954), Lust for Life (1956), Path of Glory (1957), Gunfight at the O.K. Corral (1957), Spartacus (1960) ฯ

เกร็ด: Kirk Douglas ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #17

รับบท Spartacus ชายผิวขาวชาว Thracian รูปร่างภายนอกบึกบึนกำยำ กอปรกับอุปนิสัยหัวขบถ ต่อต้านสังคม ทำให้ถูกมอง(โดยชาวโรมัน)ไม่ต่างจากสัตว์ร้าย แต่ตัวตนแท้จริง จิตใจมีความอ่อนไหว สามารถควบคุมอารมณ์ รู้จักหยุดยับยั้งชั่งใจ แม้พ่ายแพ้การต่อสู้กับชาวผิวสีชาว Draba ซึมซับอิทธิพล แรงบันดาลใจ กลายเป็นผู้นำกลุ่มกบฎ ปลดแอกทาส หลบหนีออกจากจักรวรรดิโรมัน

เมื่อตอนสร้างหนังเรื่องนี้ Douglas อายุย่าง 40+ ปี ซึ่งดูแก่เกิน Spartacus ควรเป็นคนหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ แต่ความที่เขาเจ้าของโปรเจค ควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์ ใครกันจะกล้าหือรือ! และสิ่งได้รับเพิ่มเติมคือพลังดารา และบุคลิกภาพผู้นำ ซึ่งหาไม่ได้กับนักแสดงหนุ่มๆ

Douglas รับรู้ข้อจำกัดของหนังประวัติศาสตร์มหากาพย์ (Historical Epic) ที่ความยิ่งใหญ่อลังการงานสร้าง มักทำให้ตัวละครแบนราบ ยากจะนำเสนอการเติบโตของตัวละคร แต่เขาก็พยายามอย่างยิ่งในการสำแดงด้านอ่อนไหว ฉันไม่ใช่สัตว์ร้าย เพิ่มเติมนางเอก Varinia ทำให้ Spartacus ดูมีชีวิตชีวา/ความเป็นมนุษย์ขึ้นเล็กน้อย

The trouble with epics is usually the characters are flat; they aren’t three-dimensional, they aren’t real. We never let the size of Spartacus drown out the characters.

Kirk Douglas

แต่ปัญหาเรื่องสเกลงานสร้างยังไงก็แก้ไม่ตก แถมหนังยังคาคลั่งด้วยนักแสดงระดับซุปตาร์ Olivier, Laughton, Ustinov ต่างแข่งกันขโมยซีน แย่งชิงความโดดเด่นไปจาก Douglas โดยเฉพาะครึ่งหลังแทบจะหมดบทบาท เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับฟากฝั่งจักรวรรดิโรมัน Spartacus ถูกแปรสภาพเป็นวีรบุรุษในตำนาน (ในมุมของชาวโรมันคือกบฎผู้ชั่วร้าย) และบุคคลสร้างความอิจฉาริษยาให้กับ Crassus

ตลอดทั้งการถ่ายทำ Douglas มีเรื่องขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แสดงความคิดเห็นแตกต่างกับ Kubrick แทบทุกวี่วัน ถึงจนขนาดป่าวประกาศจะไม่ขอร่วมงานกันอีก แต่ก็ยินยอมรับในอัจฉริยภาพของอีกฝ่าย

[Kubrick]’s brilliant director. In my book I called him a shit, which I think he is. But he’s a very, very talented guy… You don’t have to be a nice guy to be a talented guy.


Laurence Kerr Olivier, Baron Olivier (1907-89) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Dorking, Surrey บิดาเป็นบาทหลวง Anglicanism หลังพบเห็นความสามารถบุตรชายในการแสดงงานโรงเรียน พยายามส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าเรียนต่อ Central School of Speech Training and Dramatic Art ค่อยๆไต่เต้าวงการละคอนเวทีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับยกย่องสามทหารเสือแห่งวงการละคอนเวทีเคียงคู่กับ Ralph Richardson และ John Gielgud, ในส่วนวงการภาพยนตร์เริ่มต้นจากเซ็นสัญญา RKO Pictures เล่นหนังเรื่องแรก Friends and Lovers (1931), โด่งดังกับ Wuthering Heights (1939), Rebecca (1940), 49th Parallel (1941), Spartacus (1960), The Shoes of the Fisherman (1968), Sleuth (1972), Marathon Man (1976), The Boys from Brazil (1978), และยังเคยกำกับ/นำแสดง Henry V (1944), Hamlet (1948), Richard III (1955) ฯ

รับบท Marcus Licinius Crassus นายพล/วุฒิสภาโรมันผู้มีความมักใหญ่ใฝ่สูง เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา Spartacus ที่สามารถปลุกระดมทาสเรือนแสน (รวมถึงภรรยาสุดสวย Varinia) ต่อรองกับวุฒิสภาพคู่อริ Gracchus (รับบทโดย Charles Laughton) เพื่อแต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำสูงสุดทหาร เพื่อจะได้ส่งกองทัพโรมันเข้าจัดการ แต่นั่นก็เป็นดาบสองคมให้สามารถยึดครองโรมัน กำจัดบุคคลครุ่นคิดเห็นแตกต่างให้พ้นภัยทาง

Olivier เป็นนักแสดงที่มีพลังดารา บุคลิกภาพผู้นำสูงมากๆ สำแดงความเข้มแข็ง เย็นชา ไร้ความเวทนา สงสารเห็นใจพวกทาส หรือนักรบ Gladiator แต่ปัญหาคือฉากสองแง่สองง่าม ทั้งรสนิยมรักร่วมเพศ (ฉากอาบน้ำกับ Antoninus) รวมถึงความอิจฉาริษยาต่อ Spartacus (ด้วยการเกี้ยวพาราสี Varinia) สร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วนให้กับผู้ชมอยู่ไม่น้อย

นี่ไม่ใช่ว่า Olivier ไม่เต็มใจแสดงด้านมืดตัวละครนะครับ ตรงกันข้ามคือเล่นดีมากๆ สมจริงจนสร้างความอึดอัด กระอักอ่วน กลายเป็นปัญหาให้หนังเพราะผู้ชมสมัยนั้นยังไม่สามารถยินยอมรับเรื่องพรรค์นี้ (Homosexual) พวกฉากสองแง่สองง่ามเลยถูกตัดทิ้งออกไป ก่อนใส่กลับมาในฉบับบูรณะ 194 นาที … แต่ผู้ชมสมัยใหม่ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน เพราะมันดูยัดเยียดเกินไป ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่

แซว: ระหว่างศึกษาค้นคว้ารายละเอียดตัวละคร Olivier ค้นพบว่านักรบโรมันควบขี่ม้าโดยไม่ใช้อาน ซึ่งเขาเรียกร้องขอทำตามแบบอย่าง ก่อนค้นพบว่ามันควบคุมการทรงตัวได้ยาก พยายามอยู่นานจนผกก. Kubrick ต้องเข้าไปสั่งห้าม อย่าฟืนเลยดีกว่า


Jean Merilyn Simmons (1929-2010) นักร้อง/นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Lower Holloway, London, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการร้อง-เล่น-เต้น หลังสงครามโลกครั้งที่สองสมัครเข้าเรียน Aida Foster School of Dance ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Val Guest รับบทเล็กๆใน Give Us the Moon (1944), ตามด้วย Caesar and Cleopatra (1945), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Great Expectations (1946), Black Narcissus (1947), Hamlet (1948), เดินทางสู่ Hollywood ได้รับบทเด่นๆ อาทิ The Robe (1953), Angel Face (1953) Guys and Dolls (1955), The Big Country (1958), Spartacus (1960), Elmer Gantry (1960), The Happy Ending (1969) ฯ

รับบท Varinia ทาสสาวของ Batiatus ได้รับมอบหมายให้บำเรอกาม Spartacus แต่เขากลับปฏิเสธ พูดบอกว่าฉันไม่ใช่สัตว์! นั่นทำให้เธอจับจ้องมองเขาอยู่ห่างๆ ค่อยๆมีใจให้ทีละนิด ในวันที่ถูกขายต่อให้ Crassus สามารถหลบหนีได้อย่างหวุดหวิด ก่อนหวนกลับมาพบเจอ ครองรักกัน

ในตอนแรก Douglas พยายามติดต่อหา Jeanne Moreau แต่เธอไม่อยากทอดทิ้งแฟนหนุ่มที่ฝรั่งเศส จึงบอกปัดปฏิเสธ, ต่อมาสตูดิโอพยายามผลักดันนักแสดงชาวเยอรมัน Sabine Bethmann จนกระทั่งการมาถึงของผกก. Kubrick สิ่งแรกที่ทำก็คือเปลี่ยนตัวนักแสดง ทีแรกให้ความสนใจ Audrey Hepburn, Ingrid Bergman แต่ด้วยความปัจจุบันทันด่วน (เพราะหนังเปิดกล้องมาหลายวันแล้ว) จึงไม่มีใครว่างงาน เลยส้มหล่นใส่ Jean Simmons

ช่วงแรกๆตอนไม่ค่อยมีบทพูด Simmons ใช้การแสดงด้วยสายตาและภาษากาย ได้อย่างงดงาม เต็มไปด้วยความน่าหลงใหล แต่พอเปิดปากสนทนา ผมก็เริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด ฟังดูประดิษฐ์ประดอย ปรุงปั้นแต่ง ราวกับผู้ดีมีการศึกษาสูง (ไม่เหมือนคนเป็นทาสเลยสักนิด) และยังรู้สึกเหมือนเวลาเปิดปากทุกครั้ง ต้องพยายามเสี้ยมสอนอะไรบางอย่าง

Making a film with Kubrick was very exciting. This kind of Biblical thing didn’t seem to be quite his cup of tea, but I think it turned out to be one of the best films of its kind.

Jean Simmons

เกร็ด: ระหว่างโปรดักชั่นที่ล่าช้า Simmons ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ผ่าตัดฉุกเฉิน (ไม่มีระบุว่าโรคอะไร) นานถึง 6 สัปดาห์ ก่อนจะหวนกลับมาถ่ายทำต่อ


Sir Peter Ustinov ชื่อเต็ม Peter Alexander von Ustinov (1921-2004) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่กรุง London บิดาเป็นชาว Russian Jewish ช่วงวัยเด็กไม่ได้มีความสนใจการแสดงมากนัก แต่เพื่อจะไม่ต้องไปโรงเรียน โดนเพื่อนรังแก เลยเริ่มต้นทำการแสดงละคอนเวที Players’ Theatre อาสาสมัครเป็นทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จับพลัดจับพลูได้เป็นนักแสดงในหนังชวนเชื่อ One of Our Aircraft Is Missing (1942), หลังสงครามรับบทสมทบ We’re No Angels (1955) ตามด้วย Quo Vadis (1951), Spartacus (1960)Topkapi (1964), Logan’s Run (1976), Death on the Nile (1978) ฯ

รับบท Gnaeus Cornelius Lentulus Vatia หรือ Lentulus Batiatus เจ้าของโรงเรียนสอนการสู้รบ (Gladiator) ตั้งอยู่ยัง Capua เป็นผู้ค้นพบ Spartacus ซื้อตัวมาฝึกฝน จนการมาถึงของ Crassus เรียกร้องขอให้เอานักรบมาสู้กันจนตาย แม้ไม่อยากทำตาม แต่ก็มิอาจต่อรอง กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการลุกฮือ ก่อการกบฎ

บทบาทของ Ustinov อาจดูไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร แต่เต็มไปด้วยความกะล่อน ปลิ้นปล้อน เก่งในการเอาตัวรอด ประจบประแจง ยินยอมเลียแข้งเลียขาเจ้านายจากกรุงโรม แม้ไม่ใช่ทาสกลับถูกเอารัดเอาเปรียบสารพัด! เหล่านี้ช่วยสร้างเสียงหัวเราะ ผ่อนคลาย ช่วงแรกๆหลายคนอาจรู้สึกสมเพศเวทนา โดยไม่รู้ตัวค่อยๆแปรสภาพสู่ความสงสารเห็นใจ

นี่เป็นตัวละครที่ราวกับติดเกาะกลาง อยู่ระหว่างชนชั้นผู้นำ vs. นักรบทาส (ฟังดูคล้ายๆนายพล Dax จากภาพยนตร์ Paths of Glory (1957)) ต้องคอยเลียแข้งเลียขาเจ้านาย และสามารถสำแดงอำนาจบาดใหญ่กับลูกน้อง แล้วเมื่อทั้งสองระดับเกิดความขัดแย้ง ความซวยจึงตกกับ Batiatus ฉันไม่ได้ทำผิดอะไรถึงสูญเสียสิ้นแทบจะทุกสิ่งอย่าง

การคว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor กับบทบาทนี้ของ Ustinov ถือว่าแอบเซอร์ไพรส์เล็กๆ ไม่ใช่ตัวเต็ง ไม่มีความคาดหวัง คณะกรรมการปีนั้นคงมอบคะแนนสงสาร หลังพลาดรางวัลจากผลงานก่อน Quo Vadis (1951) กระมัง?


Charles Laughton (1899-1962) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Scarborough, North Riding of Yorkshire, โตขึ้นเข้าเรียน Royal Academy of Dramatic Art โดยมีอาจารย์ Claude Rains, เริ่มต้นแสดงละครเวที Barnes Theatre มุ่งสู่สหรัฐอเมริกาเล่น Broadways, สมทบหนังเงียบ ก้าวสู่หนังพูด The Old Dark House (1932), The Sign of the Cross (1932), The Private Life of Henry VIII (1933) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, Mutiny on the Bounty (1935), The Hunchback of Notre Dame (1939), Hobson’s Choice (1954), Witness for the Prosecution (1957) ฯ

รับบท Tiberius Sempronius Gracchus สมาชิกวุฒิสภาโรมัน ศัตรูคู่อริของ Crassus พยายามกีดกัน ผลักไส ใช้กลเกมการเมืองสกปรก เพื่อไม่ให้พวกพ้องอีกฝ่ายเข้ามามีอำนาจในวุฒิสภา จนกระทั่งปัญหากลุ่มกบฎ การลุกฮือของทาส บานปลายจนมิอาจควบคุม เขาจึงจำยินยอมแต่งตั้ง Crassus ขึ้นเป็นผู้นำทหารสูงสุด รู้ทั้งรู้ว่าหลังสงครามจบสิ้นลง ตนเองคงถูกกวาดล้างบาง

Laughton เป็นอีกนักแสดงเกรดเอที่สร้างสีสันให้กับหนังอย่างมาก คล้ายๆกับตัวละครของ Ustinov มีความกะล่อนปลิ้นปล้อน แต่เพราะ Gracchus มีความเฉลียวฉลาดกว่า แถมยังดำรงตำแหน่งวุฒิสภาโรมัน เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลเกมการเมือง ทำให้ตนเองสามารถหลงระเริง เพลิดเพลินในอำนาจ พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกีดกัด/กำจัดศัตรูการเมือง Crassus

ในมุมของ Crassus คู่อริคนนี้คือผู้มีความคอรัปชั่น ทำลายเกียรติ ศักดิ์ศรี วิถีชาวโรมัน แต่ถึงอย่างนั้น Gracchus กลับมีความอ่อนไหว สงสารเห็นใจประชาชน รวมถึงกลุ่มกบฎ/แรงงานทาส ทีแรกต้องการให้พวกเขากรีธาทัพออกจากจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จ ถ้าไม่เพราะปริมาณเพิ่มขึ้นเรือนแสน และถูกกดดันจากสมาชิกวุฒิสภา เลยจำใจยินยอมรับโชคชะตา

เกร็ด: Laughton ไม่ชอบบทพูดจากบทหนังของ Dalton Trumbo ทุกฉากของเขาจึงครุ่นคิดเขียนบทสนทนาขึ้นใหม่หมด! นั่นบีบบังคับให้นักแสดงร่วมฉาก ก็ต้องแก้ไขบทพูดของตนเองตามไปด้วย


ถ่ายภาพโดย Russell Metty (1906-78) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, เริ่มต้นจากผู้ช่วยห้องแลป Standard Film Laboratory ในสังกัด Paramount Pictures ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ จากนั้นออกมาเป็นช่างภาพสตูดิโอ RKO ก่อนปักหลักอาศัยอยู่ Universal Studios ผลงานเด่นๆ อาทิ Bringing Up Baby (1938), The Stranger (1946), Magnificent Obsession (1954), All That Heaven Allows (1956), Written on the Wind (1956), Touch of Evil (1958), A Time to Love and a Time to Die (1958), Imitation of Life (1959), Spartacus (1961) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Color

การมาถึงของผกก. Kubrick เพราะเคยเป็นช่างภาพมืออาชีพ จึงพยายามจัดองค์ประกอบ แสง-สี เลือกเลนส์ ทำโน่นนี่นั่นด้วยตนเอง สร้างความไม่พึงพอใจให้ตากล้อง Metty ถึงขนาดพูดขู่ว่าจะลาออก แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ให้ความสนใจนัก นั่นคงสร้างความกระด้างกระเดื่อเมื่อตอนขึ้นขับรางวัล Oscar

You can do your job by sitting in your chair and shutting up. I’ll be the director of photography.

Stanley Kubrick พูดบอกกับ Russell Metty

หนังถ่ายทำด้วยระบบ Super Technirama 70 แต่ใช้ฟีล์ม 35mm ก่อนนำไป ‘blow up’ ให้กลายเป็น 70mm นั่นเพราะผกก. Kubrick ชื่นชอบอัตราส่วนภาพแบบปกติมากกว่า ซึ่งการขยับขยายขนาดฟีล์มเอาภายหลัง จะทำให้รายละเอียดเล็กๆใหญ่โตขึ้น และทิวทัศน์ไกลๆดูอลังการงานสร้างกว่าเดิม

ข้อเรียกร้องของ Edward Muhl ประธานสตูดิโอ Universal คืออยากให้สร้างฉากถ่ายทำใน Hollywood แต่ทว่าผกก. Kubrick พยายามต่อรองจนได้ซีเควนซ์สู้รบสงคราม ออกมาถ่ายทำยัง Dehesa de Navalvillar, Colmenar Viejo นอกกรุง Madrid ประเทศ Spain ว่าจ้างทหารราบจาก Spanish Army จำนวน 8,000 คน ราคาถูกๆ คุ้มค่ากว่าเป็นไหนๆ

หนังเริ่มต้นการถ่ายทำวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1959 ตามแผนการดั้งเดิมน่าจะเสร็จสิ้นประมาณ 3-4 เดือน แต่พอเปลี่ยนตัวผู้กำกับ ประสบปัญหาโน่นนี่นั่น (Jean Simmons ผ่าตัดเร่งด่วน, Tony Curtis เส้นเอ็นขาขาดระหว่างเล่นเทนนิส, Douglas ติดหวัดนอนซมซานอีกหลายวัน) ล่าช้าไปจนถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1959 และแม้จะปิดกล้องไปแล้วยังเรียกนักแสดงมาถ่ายซ่อมอยู่เรื่อยๆ ถึงขนาดนักแสดง Peter Ustinov พูดแซวว่าเริ่มถ่ายทำตอนบุตรสาวเกิด ออกฉายตอนเธอเข้าโรงเรียนอนุบาล

It went on for an awfully long time. My daughter was born right before the beginning of it, and by the time the film was still doing retakes she was old enough, in kindergarten, that when asked what her father did with his life, she answered, ‘Spartacus.’ I did the final retake four days before the film opened.

Peter Ustinov

Title Sequence ของหนังออกแบบสร้างโดย Saul Bass (1920-1996) นักออกแบบ Graphic Designer ชื่อดัง! ในตอนแรกเห็นทำเอาไว้ประมาณห้านาที แต่ผกก. Kubrick ขอให้ลดเวลาลงเหลือแค่สามนาทีกว่าๆ จริงๆมันก็ไม่มีผลอะไรมากนะ คงกลัวความยาวหนังทั้งหมดจะล่วงเลย 200 นาที กระมัง?

เมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆของ Bass ที่สร้างมาตรฐานไว้สูงลิบลิ่ว ผมค่อนข้างแอบผิดหวัง Title Sequence ของหนังเรื่องนี้ เพียงนำเอาวัตถุโบราณ ตัวอักษรโรมันมาเลื่อนเข้าเลื่อนออก เฟดเข้าเฟดออก หาความน่าตื่นตาตื่นใจไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ อาจยกเว้นเพียงภาพสุดท้ายฉายการแตกร้าวของรูปปั้น (ใช้เอ็ฟเฟ็กภาพนะครับ ไม่ใช่ทำให้รูปปั้นเกิดรอยแตกร้าว)

เวลากล่าวถึงการทำเหมือง (Mining) ใครๆคงนึกถึงการขุดอุโมงค์เข้าไปในภูเขา รายล้อมรอบด้วยความมืดมิด แต่หนังฉายภาพการทำเหมืองบนภูเขา (แนวโน้มน่าจะเหมืองเกลือ) ฟังดูย้อนแย้งกับสถานะทาสที่ควรเป็นชนชั้นต่ำ ทิวทัศน์แห่งนี้มันช่างกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา … เหมือนต้องการสื่อถึงจุดเริ่มต้นชีวิตของ Spartacus แม้เป็นเพียงแรงงานทาส แต่จักกลายเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา

นี่อาจเป็นฉากเล็กๆที่สำแดงความหัวขบถ ต่อต้านสังคม ไม่ยินยอมรับอยุติธรรมของ Spartacus แต่การกัดข้อเท้าผู้คุม มันสามารถสะท้อนวีรกรรมของเขาที่ราวกับเสี้ยมหนามตำตีนจักรวรรดิโรมัน ปลดแอก ปลุกระดม ลุกฮือของกลุ่มทาส บุคคลชนชั้นต่ำที่กลายเป็นภัยคุกคาม บาดทะยักติดเชื้อร้าย เกือบเยียวยารักษาไม่หาย

หนังมีภาพถ่ายทิวทัศน์สวยๆอย่างเยอะ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือการจัดองค์ประกอบภาพ อย่างช็อตนี้เบื้องหน้าคือนักสู้ Gladiator ไกลออกไปเบื้องบนคือชนชั้นสูงโรมัน มีทั้งระยะห่าง ความแตกต่าง (สูง-ต่ำ) คั่นแบ่งด้วยสนามประลองแห่งชีวิต-ความตาย

ลีลาการนำเสนอซีเควนซ์นี้ จงใจไม่ฉายให้เห็นการต่อสู้คู่แรกแบบชัดๆ นำเสนอผ่านมุมมอง Spartacus เพียงได้ยินเสียง อาวุธปะทะกัน มองลอดผ่านช่องว่างผนัง พอประตูเปิดออกถึงรับรู้ใครคือผู้ชนะ/รอดชีวิต … นี่เป็นการสร้างความตึงเครียด กดดัน อัดอั้น แต่กับหนังมหากาพย์ระดับนี้ ผู้ชมมักสัมผัสความตายไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

ต้นฉบับนวนิยายไม่ได้มีการต่อสู้ของนักรบ Gladiator นี้เลยนะครับ! เพียงชาวแอฟริกันชื่อว่า Nordo ถูกกลั่นแกล้งสารพัด จนทำให้ Spartacus มิอาจอดกลั้นฝืนทน, แต่หนังปรับเปลี่ยนมาเป็นฉากต่อสู้ เพื่อนำเสนอความเหี้ยมโหดโฉดชั่วร้าย การไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชนชั้นสูงชาวโรมัน และใช้ความตายของ Draba คือแรงกระตุ้นผลักดันให้ทุกคนลุกฮืกขึ้นมาก่อการกบฎ

เกร็ด: Trident and Net หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า Retiarius ประกอบด้วยหอกสามง่าม/ตรีศูล (Trident) และตาข่ายถ่วงน้ำหนัก (Net) สำหรับใช้หว่านจับคู่ต่อสู้ เป็นอุปกรณ์เลียนแบบจากชาวประมงหาปลา, ในการสงครามจริงๆอาวุธประเภทนี้อาจไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไหร่ แต่ได้รับความนิยมกับนักสู้ Gladiator เพราะสามารถสร้างความบันเทิง ชิงไหวชิงพริบ เหมาะกับการดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับนักดาบนักแล

Spartacus

Draba แม้ได้รับชัยชนะแต่ปฏิเสธลงมือปลิดชีพคู่ต่อสู้ เมื่อถูกกดดันอย่างหนัก จึงเขวี้ยงขว้างตรีศูล แล้วพยายามปีนป่ายขึ้นไปเบื้องบน ก่อนถูกทหารเขวี้ยงหอกทิ่มแทงเข้ากลางหลัง และ Crassus ยังใช้กริชทิ่มแทงปลิดชีวิต ใบหน้าศิโรราบแทบเท้า … สื่อตรงๆถึง’บุคคล’เบื้องล่าง ย่อมมิอาจเอื้อมถึงจักรวรรดิโรมันที่ยิ่งใหญ่

ด้วยความที่หนังเต็มไปด้วยงานสร้างเว่อวัง สีสัน ลวดลายละลานตา มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายจะสังเกตเห็นเงามืดปกคลุมใบหน้า นี่คือขณะ Crassus รับรู้ว่าลูกน้องคนสนิท Glabrus ช่างซื่อบื้อ ทึ่มทื่อ ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมการเมืองของ Gracchus ทำเป็นยกยอปั้นให้นำทัพไปจัดการกลุ่มกบฎ แท้จริงแล้วคือแผนการแบ่งแยกพวกเขาทั้งสองออกจากกัน

ภายหลังการปลดแอก Spartacus หวนกลับมาโรงเรียนสอนการต่อสู้ของ Batiatus คงเพื่อจะทำศพให้กับ Draba ก่อนพบว่ามีพรรคพวกมากมายรวมกลุ่มกัน กำลังทำตัวเลียนแบบชาวโรมัน บีบบังคับให้ทำการต่อสู้ตัวต่อตัว นั่นทำให้เขาเข้ามากล่าวสุนทรพจน์ … สังเกตว่า Spartacus ไม่ได้ยืนอยู่เบื้องบนหรือทำตัวสูงส่ง แต่อยู่กลางสนามประลอง ท่ามกลางมวลชน หรือจะเรียกว่าคนของประชาชน

นี่คือซีเควนซ์ที่มีความหมิ่นเหม่ สองแง่สองง่าม ระหว่างอาบน้ำ Crassus สอบถาม Antoninus ว่าชื่นชอบหอยทากหรือหอยนางรม? สำหรับคนไม่เข้าใจ ลักษณะของ Snails ลำตัวยาวๆเหมือนลึงค์/อวัยวะเพศชาย, Oyster หอยนางรมมีลักษณะเหมือนอวัยวะเพศหญิง

คำตอบของ Crassus ที่ว่า “My taste include both snails and oyster”. ก็สื่อถึงรสนิยมได้ทั้งชายและหญิง (Bi-Sexual) นี่เป็นสิ่งธรรมดาสามัญของชาวโรมันสมัยก่อน เจ้านายกระทำเรื่องเพศกับทาส/คนรับใช้ หาใช่เรื่องผิดศีลธรรมอะไร … เพราะมันก่อนกาลมาถึงของพระผู้ไถ่

ซีนที่ Jean Simmons เปลือยกายอาบน้ำก็ถูกตัดออกเช่นเดียวกัน (เป็นฉากล้อกับการอาบน้ำของ Crassus เกี้ยวพาราสี Antoninus) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมผิดหวังอย่างรุนแรง คือฉากอื่นๆเลือกทิวทัศน์พื้นหลังอย่างสวย เหตุไฉนการเกี้ยวพาราสีระหว่าง Spartacus และ Varinia พอเป็นเรื่องความรักกลับถ่ายทำในสตูดิโอ สร้างฉากปลอมๆ ต้นไม้ปลอมๆ ทุกสิ่งอย่างดูปรุงปั้นแต่ง ไม่เป็นธรรมชาติ สูญเสียอารมณ์โรแมนติกไปโดยสิ้นเชิง?

สารพัดสิ่งที่ Gracchus พยายามนำเสนอต่อสมาชิกวุฒิสภาเพื่อจัดการกลุ่มกบฎล้วนประสบความล้มเหลว หลงเหลือหนทางออกเดียวเท่านั้นคือมอบหมายหน้าที่ผู้บังคับบัญชากองทัพให้กับ Crassus ซึ่งสถานที่ที่ทั้งสองพูดคุยเรื่องนี้คือโรงอาบน้ำ (Roman Baths) อาจเรียกได้ว่าหมดตัว เทหมดหน้าตัก รู้ทั้งรู้ว่าการทำเช่นนี้จักนำพาหายนะเข้าสู่ตนเอง (ถ้า Crassus ได้รับชัยชนะจักกลายเป็นผู้นำเผด็จการ และสามารถกำจัด Gracchus ให้พ้นภัยทาง) แต่ก็มิอาจโต้ตอบขัดขืน หลงเหลือเพียงความขมขื่น

แซว: บุคคลในประวัติศาสตร์โรมันมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็คือ Julius Caesar ผมรู้สึกว่าผู้สร้างคงอดใจไม่ได้จึงต้องแทรกใส่ชายคนนี้เข้ามา (รับบทโดย John Gavin) เพราะผู้ชมจักคอยติดตาม เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนกาลเติบโตขึ้นเป็นเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่

จริงๆตั้งแต่เริ่มเปิดประชุมวุฒิสภา หนังมักมีการตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างฟากฝั่งโรมัน vs. กลุ่มกบฏ Gladiator โดยดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ (โรมันส่งกองกำลังไปจัดการ → กลุ่มกบฎจัดการกองกำลังดังกล่าว) จนกระทั่งช่วงประกาศสงครามถึงเปลี่ยนมานำเสนอคู่ขนาน ซึ่งจะพบเห็นภาพสะท้อนที่มีความละม้ายคล้ายคลึง อาทิ Crassus กลายเป็นผู้นำทหารสูงสุด พูดสร้างขวัญกำลังใจทหารโรมัน เริ่มต้นกรีธาทัพ = Spartacus กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้ากลุ่มกบฎเรือนแสน เปิดเผยความจริงที่ถูกโจรสลัดทอดทิ้ง และตัดสินใจกรีธาทัพสู่กรุงโรม

ทหารแปดพันคนเหมือนเยอะ แต่ผมสังเกตจากภาพเบื้องหลังค่อยตระหนักว่ามันไม่ได้เยอะอย่างที่ครุ่นคิดไว้ เลยหวนกลับไปสังเกตช็อตมุมกว้าง ระหว่างทหารโรมันกำลังเดินทัพ/แปรทัพ ถึงค่อยตระหนักว่าซีเควนซ์นี้เกิดจากการซ้อนภาพอย่างน้อย 3-4 ชั้น (ดูจากที่วงๆเอาไว้) กล่าวคือใช้นักแสดงชุดเดิมแสดงเป็นทัพหน้า ทัพหลัง และสลับฝั่งกลุ่มกบฎ

ผมละงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อตะกี้มันทำสงครามรบพุ่งกันบริเวณท้องทุ่งกว้างไม่ใช่ฤา? เหตุไฉนกลับพบเจอซากศพเรียงรายอยู่ตามโขดหินบนภูเขา? คำตอบคือเมื่อตอนเตรียมงานสร้าง ฉากรบพุ่งไม่ได้ถูกออกแบบให้เว่อวังอลังการอย่างที่พบเห็นในหนัง การมาถึงของผกก. Kubrick เรียกร้องขอให้ถ่ายทำฉากสงครามยังท้องทุ่งกว้างประเทศ Spain (ภายหลังจากสร้างฉากนี้ที่สตูดิโอแล้วเสร็จ) ผลลัพท์มันเลยออกมาไม่ต่อเนื่อง ขาดความสมเหตุสมผลเช่นนี้แล!

“I’m Spartacus!” วลีเด็ดของหนังที่คนพูดไม่ใช่ Spartacus แต่คือสมาชิกกลุ่มกบฎคนอื่นๆที่ตกเป็นเชลยสงครามร่วมกัน เพื่อทำการปกป้องพวกพ้อง สำแดงอารยะขัดขืน และยังสร้างสัญลักษณ์ Spartacus ตัวแทนของบุคคลผู้ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อเผด็จการ/จักรวรรดิโรมัน

ผกก. Kubrick ไม่ชอบวลีเด็กนี้เอาเสียเลย “stupid idea” แต่เพราะ Douglas มีความชื่นชอบประทับใจอย่างมากๆ โต้ถกเถียงจนได้รับเอาชนะ เขาเลยยินยอมถ่ายทำซีเควนซ์นี้ด้วยความกล้ำกลืน

เกร็ด: ผมแอบแปลกประหลาดใจที่วลีเด็ดของหนัง “I’m Spartacus!” ไม่ติดอันดับ AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) แต่อย่างน้อยไม่พลาดของนิตยสาร Premiere: 100 Greatest Movie Lines (2007) ติดอันดับ #64

หนังเกือบสามชั่วโมง นี่เป็นซีนที่ผมชื่นชอบมากสุด Crassus พยายามขายขนมจีบ Varinia (เวลาถ่ายใบหน้าของฝ่ายหญิงจะมีการจัดแสงฟุ้งๆ) ขณะเดียวกันก็แอบเลียบๆเคียงๆ สอบถามถึง Spartacus ก่อนเธอตระหนักขึ้นว่าเขาหวาดกลัวอีกฝ่าย เหตุผลที่ต้องการครอบครองหญิงสาว เพื่อจะเอาชนะอีกฝ่าย

ความกลัว/อิจฉาริษยา Spartacus ผสมกับความคลุมเคลือทางเพศ ช่วยสร้างมิติให้ตัวละคร Crassus ได้อย่างลึกล้ำ! ทุกการแสดงออกล้วนเพื่อปกปิดตัวตนแท้จริง (รสนิยมรักร่วมเพศ)

นั่นรวมถึงการออกคำสั่งให้ Spartacus ต่อสู้กับ Antoninus จุดประสงค์เพียงเพื่อสำแดงพลังอำนาจ แสดงอัตตาของตนเอง (Ego) ฉันคือชาวโรมันผู้ยิ่งใหญ่ ทุกคนต้องก้มหัวศิโรราบแทบเท้า

ตรงกันข้ามกับมุมมองของ Spartacus และ Antoninus ต่อสู้กันเพื่อปกป้อง ช่วยเหลืออีกฝ่าย ไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกตรึงกางเขน กล่าวคือต่างคนต่างพร้อมยินยอมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น

ตลอดทั้งเรื่องบรรดาทาสต่างต้องยินยอมก้มหัวศิโรราบแทบเท้าชาวโรมัน แต่ฉากจบของหนัง Spartacus ถูกจับตรึงกางเขน Varinia (และทารกน้อย) ร่ำลาด้วยการโอบกอดเท้าของเขา นี่แสดงถึงการเปลี่ยนแปรสภาพจากทาสสู่ไท คนธรรมดาสู่วีรบุรุษ ตายแล้วกลายเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา

ตัดต่อโดย Robert Lawrence (1913-2004) สัญชาติ Canadian เกิดที่ Montreal, Quebec เริ่มเข้าสู่วงการจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ Stalag 17 (1953), Giant (1956), ก่อนแจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Spartacus (1960), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ El Cid (1961), The Fall of the Roman Empire (1964), Is Paris Burning? (1966), Fiddler on the Roof (1971) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยมี Spartacus คือจุดศูนย์กลาง! แต่ไม่ได้แปลว่าทุกช็อตฉากจะนำเสนอผ่านมุมมองตัวละครนี้ เพียงช่วงองก์แรกขณะอาศัยอยู่โรงเรียนสอนการต่อสู้ของ Batiatus พอเริ่มมีชื่อเสียงจากการก่อกบฎ ปลดแอกทาส จักทำการสลับเปลี่ยนไปฟากฝั่งวุฒิสภาโรมัน ประชุมหารือ ส่งทหารเข้าจัดการ แต่งตั้งนายพล Crassus ขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาทหารสูงสุด นำสู่สงคราม Third Servile War (73-71 BC)

  • Overture + Opening Credit
  • ณ โรงเรียนสอนการต่อสู้ Gladiator
    • Batiatus เดินทางไปซื้อตัว Spartacus ยังเหมืองที่ Libya
    • เดินทางมาถึงโรงเรียนสอนการต่อสู้
    • ค่ำคืนนี้ Spartacus แรกพบเจอกับ Varinia
    • ระหว่างการฝึกฝน พร้อมการเกี้ยวพาราสีด้วยสายตาระหว่าง Spartacus และ Varinia
    • การมาถึงของ Crassus และ Glaber เรียกร้องให้มีการต่อสู้ของ Gladiator จนตัวตาย
    • Spartacus ถูกบังคับให้ต่อสู้กับ Draba รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด
    • ความตายของ Draba ทำให้ Spartacus ก่อการกบฎ จนสามารถยึดครองโรงเรียนสอนการต่อสู้ได้สำเร็จ
  • ความพ่ายแพ้ของ Gaius Claudius Glaber
    • ที่รัฐสภากรุงโรม, Gracchus เสนอชื่อ Glaber ให้ไปจัดการกับกลุ่มกบฎ Spartacus
    • Spartacus เข้ามาห้ามปรามกลุ่มกบฎไม่ให้ทำตัวอย่างชาวโรมัน รวบรวมสมัครพรรคพวก วางแผนขึ้นเรือโจรสลัดหลบหนีออกจากดินแดนแห่งนี้
    • ระหว่างทาง Spartacus ได้พบเจอ Varinia หลบหนีจาก Batiatus ได้สำเร็จ
    • Batiatus เดินทางมาถึงกรุงโรม ขอพึ่งใบบุญของ Gracchus
    • Crassus พยายามเกี้ยวพาราสี Antoninus
    • Antoninus หนีไปพึ่งใบบุญของ Spartacus
    • Spartacus ต่อรองกับโจรสลัด Tigranes Levantus
    • ยามดึกดื่น Spartacus โจมตีกองทัพของ Glaber ได้รับชัยชนะโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันต่อสู้
  • Intermission และ Entr’acte
  • ผู้นำทหารสูงสุด Marcus Licinius Crassus
    • Glaber อธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นต่อหน้าวุฒิสภา สร้างความผิดหวังให้ Crassus ตัดสินใจลาออกจากเป็นสมาชิกวุฒิสภา
    • ร้อยเรียงภาพการเดินทางของกองทัพกลุ่มกบฎ + ความพยายามแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของ Gracchus
    • Gracchus จำใจแต่งตั้ง Crassus ขึ้นเป็นผู้นำทหารสูงสุด
    • กองทัพกลุ่มกบฎเดินทางมาถึงมหาสมุทร แต่ทว่ากลับถูกกลุ่มโจรสลัดทรยศหักหลัง ไม่มีเรือมารอรับ (เพราะได้รับสินบนจาก Crassus)
    • กองทัพกลุ่มกบฎกรีธาทัพสู่กรุงโรม เผชิญหน้ากับกองทัพทหารโรมัน
  • ความพ่ายแพ้ของ Spartacus
    • กลุ่มกบฎมิอาจต่อกรความเกรียงไกรของทหารโรมัน Crassus ประกาศจะไว้ชีวิตเชลยศึกถ้ามีการเปิดเผยใครคือ Spartacus แต่ทุกคนกลับพร้อมใจกันพูดว่า “I’m Spartacus!”
    • Crassus สั่งให้ตรึงกางเขนเชลยศึกตลอดเส้นทางสู่กรุงโรม
    • Crassus แต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นเผด็จการ พิพากษาตัดสิน Gracchus ด้วยการเนรเทศออกจากกรุงโรม
    • Crassus พยายามเกี้ยวพาราสี Varinia แต่เธอไม่สนใจใยดี
    • Crassus บีบบังคับให้ Spartacus ต่อสู้กับ Antoninus
    • Gracchus แอบให้ความช่วยเหลือ Batiatus และ Varinia เพื่อทั้งสองหลบหนีจากกรุงโรมได้สำเร็จ
    • Varinia ร่ำลา Spartacus ที่ถูกตรึงกางเขนนอกเมือง

องก์แรกของหนังดูสนุกมากๆเพราะเกาะติดเรื่องราวชีวิตที่จับต้องได้ของ Spartacus จนถึงก่อการกบฎ แต่หลังจากนั้นเมื่อทำการตัดสลับกลับไปกลับมากับฟากฝั่งวุฒิสภาโรมัน มันทำให้ชายคนนี้ค่อยๆแปรสภาพสู่วีรบุรุษ/บุคคลจับต้องไม่ได้ (เพราะหนังต้องให้ความสำคัญกับนักแสดงเกรดเอคนอื่นๆ) ท้ายที่สุดกลายเป็นตำนาน ทุกคนล้วนคือ Spartacus

เท่าที่ผมหาข้อมูลได้ หนังมีทั้งหมดสามฉบับตัดต่อ ประกอบด้วย

  • ฉบับแรกสุดเมื่อตอนออกฉายรอบปฐมทัศน์ปี ค.ศ. 1960 ความยาวประมาณ 190-195 นาที บางแหล่งข่าวบอก 202-203 นาที (น่าจะรวม Overture, Intermission และ Entr’acte กระมัง)
  • แต่พอออกฉายใหม่ (Re-Release) เมื่อปี ค.ศ. 1967 มีการหั่นฉากโน่นนี่นั่นไปจนเหลือ 179 นาที (โดยเฉพาะฉากอาบน้ำ และฉากสงคราม)
  • และฉบับบูรณะเมื่อปี ค.ศ. 1991 สามารถฟื้นฟูฉากสูญหายกลับมาได้เกือบหมด แถมด้วยฉากที่ถูกตัดทิ้งก่อนออกฉายรอบปฐมทัศน์อีกห้านาที รวมระยะเวลา 197 นาที

เพลงประกอบโดย Alex North ชื่อจริง Isadore Soifer (1910-91) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chester, Pennsylvania ในครอบครัว Russian Jewish บิดาเป็นช่างตีเหล็ก ส่วนมารดาเปิดร้านขายของชำเล็กๆ วัยเด็กมีฐานะยากจน โชคดีว่าได้ทุนเรียนต่อดนตรี Curtis Institute of Philadelphia ตามด้วย Juilliard School และ Moscow Conservatoire, เริ่มทำงานเป็นผู้กำกับเพลง (Music Director) โรงละคอน Latvian State Theatre ก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1935, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหารแผนก Special Services ทำเพลงประกอบสารคดี(ชวนเชื่อ)จำนวน 26 เรื่อง, จากนั้นได้ร่วมงานทำเพลงประกอบละคอนเวทีของ Elia Kazan ต่อมายังภาพยนตร์ A Streetcar Named Desire (1951), Death of a Salesman (1951), Viva Zapata! (1952), ผลงานเด่นๆ อาทิ Spartacus (1960), Cleopatra (1963), The Agony and the Ecstasy (1965), Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966), The Shoes of the Fisherman (1968), The Dead (1987), Good Morning, Vietnam (1987) ฯ เป็นเจ้าของสถิติเข้าชิง Oscar จำนวน 15 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับสักรางวัล

งานเพลงของ North แน่นอนว่าต้องจัดเต็มวงออร์เคสตรา ตามวิถีหนังแนวมหากาพย์ (Epic) เพลงประกอบต้องมีความยิ่งใหญ่เทียบเคียง! แต่เขาพยายามทำออกมาให้แตกต่างจาก Miklós Rózsa ภาพยนตร์ Ben-Hur (1959) คือไม่ได้ยึดติดว่าต้องมีกลิ่นอายจักรวรรดิโรมัน ทำการผสมผสานกับเครื่องดนตรีโบราณอย่าง Sarrusophone, Israeli recorder, Chinese oboe, Lute, Mandolin, Yugoslav flute, Kythara, Dulcimer และ Bagpipes

จุดประสงค์ที่ทำเช่นกันก็เพื่อให้หนังมีความสากล/เหนือกาลเวลา มากกว่าจำเพาะเจาะจงพื้นหลังประวัติศาสตร์โรมัน สอดคล้องเรื่องราวการต่อสู้เพื่อปลดแอก เลิกทาส โหยหาอิสรภาพ แม้ผลลัพท์ Spartacus จะประสบความพ่ายแพ้ แต่อีกสองพันปีต่อมาความฝันของเขาจักได้รับการเติมเต็ม

บทเพลงไพเราะสุดของหนังก็คือ Spartacus Love Theme เสียงเพรียกความรักระหว่าง Spartacus กับ Varinia ช่างเต็มไปด้วยความคร่ำครวญ โหยหา นั่นเพราะพวกเขาถูกกีดกั้นขวาง ต้องพานผ่านอุปสรรคขวากหนาม แล้วพอได้ครองคู่ก็อยู่ร่วมกันไม่นาน ถึงอย่างนั้นความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เพียงพอจะกลายเป็นรักนิรันดร์ มั่นคงตราบชั่วกาลปาวสาน

ในขณะที่สไตล์การแต่งเพลงของ Miklós Rózsa คือบรรเลงไปเรื่อยๆ สร้างบรรยากาศโดยรวม ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องราวของหนังสักเท่าไหร่, ผิดกับบทเพลง Gladiators Fight To The Death สังเกตว่าเต็มไปด้วยเสียงที่สอดคล้องเข้ากับจังหวะการต่อสู้ ขณะทิ่มแทงอาวุธ ติดอยู่ในตาข่าย พยายามดิ้นหลบหนี พอหลุดออกมาก็เตรียมสู้ครั้งใหม่ นี่แทบจะหลับตาเห็นภาพ เป็นการแต่งเพลงที่มีส่วนร่วมกับหนังอย่างมากๆ

คนที่ไม่ใช่นักฟังเพลงอาจจะแยกแยะไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่ แต่บทเพลงของกลุ่มกบฎ vs. จักรวรรดิโรมัน จะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก กล่าวคือ

  • บทเพลงฟากฝั่งกลุ่มกบฎ มักมีท่วงทำนองสนุกสนาน ครื้นเครง หลากหลายเครื่องดนตรีบรรเลง บางครั้งฟังดูสะเปะสะปะ ไร้หลักแหล่ง แต่นั่นคืออิสรภาพของชีวิตที่ไร้ขอบเขตจำกัด
  • ตรงกันข้ามกับบทเพลงฟากฝั่งโรมัน มักได้ยินเสียงเพลงมาร์ช รัวกลองเป็นจังหวะ ฟังดูเคร่งเครียดจริงจัง ทุกสิ่งอย่างต้องดำเนินไปตามกฎกรอบ รูปแบบแผนทางดนตรี

Spartacus (1960) นำเสนอเรื่องราวของชายผู้เคยถูกขายเป็นทาส มิอาจอดรนทนการกดขี่ข่มเหงของชาวโรมัน จึงก่อการกบฎ ทำการปลดแอก ออกเดินทางเพื่อให้ได้มาซึ่งอิสรภาพ แม้ท้ายที่สุดจะประสบความพ่ายแพ้ แต่อีกสองพันปีต่อมาความฝันของเขาจักได้รับการเติมเต็ม

ในขณะที่ Moses ปลกแอกชาวยิว (Exodus) แถวๆปี 1300-1200 BC (ก่อนคริสตกาล) ออกไปทางปรัมปรา ความเชื่อศาสนา นอกจากคัมภีร์ไบเบิล ไร้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันชัดเจน, ผิดกับเรื่องราวของ Spartacus เป็นบุคคลมีตัวตนอยู่จริง บันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ช่วงระหว่างสงคราม Third Servile War (73-71 BC) … เรื่องราวของทั้งสองราวกับภาพสะท้อน มีความละม้ายคล้ายคลึง ในทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม (Moses ข้ามมหาสมุทรสำเร็จ, ผิดกับ Spartacus พ่ายแพ้สงคราม)

ผมลองครุ่นคิดเล่นๆ ถ้าสมมติว่า Spartacus สามารถเอาชนะสงคราม พาทาสทั้งหลายขึ้นเรือหลบหนีจากเงื้อมมือจักรวรรดิโรมัน ชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ของชายคนนี้ อาจถูกยกระดับเทียบเท่าเทียม Moses และการเลิกทาส อาจไม่ต้องรอคอยจนถึงศตวรรษที่ 17-18 ก็เป็นได้!

ด้วยความที่ศูนย์กลางของหนังคือ Spartacus ผู้มีความหัวขบถ รวบรวมสมัครพรรคพวก ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านขนบสังคม ทำสงครามกับรัฐ(เผด็จการ) เลยมักถูกมองในมุมเสรีนิยม ซ้ายสุดโต่ง ฝักใฝ่ลัทธิมาร์กซ์ (Marxist) และต่อต้านสถาบัน (Anti-Establishment) บุคคลอยู่ฟากฝั่งตรงข้ามเลยไม่ประทับใจหนังสักเท่าไหร่

ความน่าสนใจจริงๆของ Spartacus (1960) คือทั้งผู้เขียนต้นฉบับนวนิยาย Howard Fast และผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์ Dalton Trumbo ต่างเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ถูกจับกุม ติดคุกติดตาราง และปฏิเสธซักทอด/เปิดเผยรายชื่อสมาชิกคนอื่น

  • Fast เขียนนวนิยายเล่มนี้ในเรือนจำ จุดประสงค์เพื่อสำแดงอารยะขัดขืน ไม่ใช่ว่าสหรัฐอเมริกาคือประเทศเสรี เหตุไฉนถึงพยายามปิดปาก กำจัดบุคคลเห็นต่างการเมืองให้พันภัยทาง
  • Trumbo เพิ่มเติมวลีเด็ดของหนัง “I’m Spartacus!” เพื่อสื่อถึงความสมัครสมานสามัคคีของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกคอมมิวนิสต์ ด้วยการปฏิเสธซักทอด/เปิดเผยชื่อสมาชิกคนอื่น
    • นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนตัวละครผิวสี Draba (ชื่อเดิม Nordo) แทนที่จะถูกกดข่มเหงแล้วเป็นชนวนเหตุให้เกิดการลุกฮือ มาเป็นการต่อสู้ Gladiator ที่แม้ได้รับชัยชนะ แต่ปฏิเสธลงมือเข่นฆ่า สำแดงความเป็นมนุษย์ออกมา สร้างแรงบันดาลใจอันทรงพลังให้กับ Spartacus และผองพวกก่อการกบฎ

และสิ่งถือเป็นสาสน์อันทรงพลังที่สุดของหนังก็คือ Kirk Douglas ตัดสินใจประกาศชื่อ Trumbo รับเครดิตดัดแปลงบทภาพยนตร์โดยไม่ใช้นามปากกา แม้จะภายหลังผกก. Otto Preminger แต่ก็สามารถเรียกว่าการปลดแอก เลิกแบล็กลิสต์ จุดสิ้นสุดยุคสมัย McCarthyism

สำหรับผกก. Kubrick แม้หนังเรื่องนี้จะเป็นเพียงมือปืนรับจ้าง แต่ผมก็แอบรู้สึกลึกๆว่า Spartacus (1960) ราวกับภาคต่อทางจิตวิญญาณของ Paths of Glory (1957) ต่างนำเสนอเรื่องราวของบุคคลเบื้องบน (ผู้บังคับบัญชาระดับนายพล/ชาวโรมัน) กดขี่ข่มเหงบุคคลเบื้องล่าง (พลทหาร/แรงงานทาส) แล้วพอสำแดงอารยะขัดขืน ลุกฮือขึ้นต่อต้าน ก็ถูกบรรดาผู้มีอำนาจกำจัดให้พันภัยทาง สำแดงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ คอรัปชั่นของระบบทหาร/วิถีโรมัน


เมื่อตอนเริ่มต้นประเมินงบประมาณ $5 ล้านเหรียญ แต่ความล่าช้าสารพัดทำให้ส่วนเกินงอกเงยขึ้น $9 ล้านเหรียญ แล้วพอรวมกับค่าประชาสัมพันธ์และอื่นๆ พุ่งทะยานไปถึง $12 ล้านเหรียญ … แต่ก็ยังน้อยกว่า Ben-Hur (1959) ใช้งบไป $15 ล้านเหรียญ

โชคดีว่าหนังได้เสียงตอบรับยอดเยี่ยม ปีแรกสามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $14 ล้านเหรียญ สูงสุดประจำปี ค.ศ. 1960 จากนั้นค่อยๆเก็บสะสมไปเรื่อยๆ จนปิดโปรแกรมการฉายครั้งแรกประมาณ $60 ล้านเหรียญ … แต่ก็ยังไม่ได้ครึ่งของ Ben-Hur (1959) ทำเงินในการฉายครั้งแรก $146.9 ล้านเหรียญ!

ส่วนการประกาศรางวัลปลายปี Spartacus (1960) ได้เข้าชิง Oscar จำนวน 6 สาขา คว้ามา 4 รางวัล ซึ่งเป็นสายงานสร้างล้วนๆ … นี่ก็เทียบไม่ได้กับ Ben-Hur (1959) กวาดไป 11 รางวัล (จากเข้าชิง 12 สาขา) รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี!

  • Academy Awards
    • Best Supporting Actor (Peter Ustinov) ** คว้ารางวัล
    • Best Cinematography – Color ** คว้ารางวัล
    • Best Art Direction – Color ** คว้ารางวัล
    • Best Costume Design – Color ** คว้ารางวัล
    • Best Film Editing
    • Best Music Score of a Dramatic or Comedy Picture
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama ** คว้ารางวัล
    • Best Director
    • Best Actor – Drama (Laurence Olivier)
    • Best Supporting Actor (Woody Strode)
    • Best Supporting Actor (Peter Ustinov)
    • Best Original Score
  • BAFTA Awards: Best Film พ่ายให้กับ The Apartment (1960)

หนังได้รับการบูรณะครั้งแรกโดยนักอนุรักษ์ Robert A. Harris เมื่อปี ค.ศ. 1991 (เป็นผลงานการบูรณะเรื่องที่สองของ Harris ถัดจาก Lawrence of Arabia (1962)) เห็นว่าได้รับทุนสนับสนุนจาก Steven Spielberg ใช้งบประมาณสูงถึง $1 ล้านเหรียญ

ในโอกาสครบรอบ 55th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2015 หนังได้รับการสแกน 6K จากฉบับบูรณะ ค.ศ. 1991 แล้วทำการ ‘digital restoration’ โดยมี Harris เป็นที่ปรึกษา, ปัจจุบันสามารถหาซื้อ Blu-Ray คุณภาพ 4K Ultra HD ของค่าย Universal Studios จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2020

(ฉบับของ Criterion Collection ยังมีแค่ DVD สองแผ่น วางจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ดูไม่น่าเก็บสะสมสักเท่าไหร่)


Spartacus (1960) เป็นภาพยนตร์ที่มีดีตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย คาคลั่งด้วยนักแสดงระดับตำนานคอยสร้างสีสัน ภาพสวย เพลงไพเราะ ฉากสงครามทำออกมาได้อลังการงานสร้าง แต่มันเป็นความน่าเสียดายที่ถ้าผกก. Kubrick เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่แรก จักนำหนังดำเนินไปยังทิศทางทางแตกต่างมากน้อยเพียงไหน

จัดเรต 13+ กับสงคราม การต่อสู้เป็น-ตายของ Gladiator

คำโปรย | Spartacus แม้มีความอลังการงานสร้าง แต่น่าเสียดายที่ผู้กำกับ Stanley Kubrick เป็นเพียงมือปืนรับจ้าง
คุณภาพ | อลังการ-คลาสสิก


MEAT Category: , , , , ,

หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “Spartacus (1960)”

  1. Oazkung Avatar
    Oazkung

    แอดมีแพลน จะเขียน Straub Huillet มั้ยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)