Speed (1994)

Speed

Speed (1994) hollywood : Jan de Bont ♥♥♥♡

หนังแอ็คชั่นมันส์ๆ ที่ใช้เวลาและความเร็วสร้างเงื่อนไขให้เกิดความตื่นเต้นลุ้นระทึก แจ้งเกิดทั้ง Keanu Reeves, Sandra Bullock และผู้กำกับ Jan de Bont, ความบันเทิงนั้นจัดเต็ม สาระประโยชน์แทบไม่มี แต่ถ้าเสียเวลาครุ่นคิดสักนิดก็อาจพอพบเจอ

ฉากแอ๊คชั่นของหนังเรื่องนี้ประกอบด้วย 3 Sequence ใหญ่ๆ
– ตัวประกันติดอยู่ในลิฟท์ของตึกระฟ้า สายเคเบิ้ลขาด เบรคฉุกเฉินทำงาน เหลือเวลาอีกไม่มาก
– บนรถบัสคันหนึ่ง เงื่อนไขคือถ้าขับเกิน 50 ไมล์ต่อชั่วโมงเมื่อไหร่ ต้องไม่ลดความเร็วลงมาต่ำกว่า
– รถไฟใต้ดิน แท่นบังคับควบคุมไม่ได้ สถานีต่อไปกำลังปรับปรุงซ่อมแซม

เริ่มจากบนตึกสูงระฟ้าของ Los Angeles จากนั้นลงมาท่องเที่ยวทัวร์รอบเมืองโดยรถบัส แล้วดำดิ่งลงสู่ภายใต้ในดิน สิ้นสุดเมื่อสามารถพุ่งทะลุออก หวนกลับคืนสู่พื้นผิวโลกได้อีกครั้ง

ผมขอเรียกหนังเรื่องนี้ว่า ‘โปรแกรมทัวร์ Los Angeles’ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีใครกินลมชมวิวดูหนังแบบผมแน่ คงเอาแต่จดจ้องกับตัวละคร/ตัวร้าย เรื่องราวลุ้นระทึกสุดมันส์ที่อยู่กึ่งกลางหน้าจอ ทั้งๆที่หนังมีความเหนือชั้นกว่านั้นอีก เพราะทำให้ชาวต่างชาติอย่างเราๆ ได้เห็นแทบทุกซอกมุม รู้ลึกเข้าไปในแก่นใจกลางเมืองแห่งนี้ (แม้จะมองไม่ค่อยทันก็เถอะ)

ผมน่าจะเคยรับชม Speed เมื่อครั้นนานแล้ว (คงเป็นช่วงที่ Reeves โด่งดังสุดขีดกับ The Matrix Trilogy จึงสนใจหาหนังเรื่องอื่นๆของพี่แกมาดู) จดจำรายละเอียดคร่าวๆได้แค่ว่า ฉากขับรถมันส์มากๆ ทำเอาหัวใจเต้นไม่ยอมหยุด อะดรีนาลีนพุ่งพร่าน แถมตัวร้ายอย่างโหด เฉลียวฉลาดรู้ทันเกม เฉือนกันอย่างคมคาย เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

กลับมารับชมครั้งนี้ในรอบน่าจะหลักสิบปี ยังต้องบอกว่าไม่ผิดหวังแม้แต่น้อย แม้จะค้นพบข้อผิดพลาด ความไม่สมเหตุสมผล ไร้สาระ เว่อเกินมากมาย แต่ผมขออ้างคำของนักวิจาณ์ Roger Ebert ที่บอกว่า ‘หนังแบบนี้ไม่มีใครตั้งคำถามแบบนั้นกันหรอก’

“Can a bus really leap a 50-foot space? This is the kind of movie where you don’t ask questions like that.”

ถ้าหนังฉายยุคสมัยนี้คงมีคนตั้งกระทู้คำถามในพันทิป แบบจริงๆจังๆอ้างอิงหลักฟิสิกส์ รถบัสจะสามารถกระโดดข้ามสะพาน 1 บล็อคได้หรือเปล่า? ไม่ต้องเสียเวลาขนาดนั้น สามัญสำนึกของผมตอบให้ได้ทันทีเลยว่า ไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องมีเนิน 30 -45 องศา ให้รถพุ่งทะยานขึ้นแล้วค่อยตกลงมา … แต่ก็อย่างที่ Ebert ว่านะแหละ จะไปเสียเวลาครุ่นคิดคำถามบ้องตื้นแบบนี้ทำพรือ ใช่สาระของหนังเสียที่ไหน!

นักเขียนบท Graham Yost ครั้งหนึ่งได้ฟังเรื่องเล่าจากพ่อ Elwy Yost ถึงหนังชื่อ Runaway Train (1985) นำแสดงโดย Jon Voight เรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟที่ไม่สามารถหยุดได้เพราะเบรคแตก แต่พ่อดันเข้าใจผิดคิดว่าบนรถไฟมีระเบิด, ซึ่งหลังจาก Graham ได้รับชมหนัง ล่วงรู้ความจริง ก็เกิดความหมกมุ่นเกี่ยวกับระเบิดขึ้นมา ถ้าสมมติมีรถบัสคันหนึ่งถูงบังคับให้ต้องวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ย 20 ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อไม่ให้ระเบิดทำงาน แค่คิดหัวใจก็เต้นไม่หยุดแล้ว (ภายหลังเพื่อนของเขาก็แนะนำว่า 20 มันช้าไป ต้องสัก 50 ไมล์ต่อชั่วโมง)

เกร็ด: Runaway Train เป็นบทภาพยนตร์ที่พัฒนาโดย Akira Kurosawa ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง The Bullet Train (1975)

Yost นำบทหนังไปปรึกษากับ Joss Whedon (ผู้กำกับ The Avenger ภาค 1 กับ 2) เพื่อให้ช่วยแก้ไขปรับปรุงพัฒนา แต่กลายเป็นว่า Whedon ได้ทำการเปลี่ยนแปลงบทสนทนา เขียนขึ้นใหม่เองแทบทั้งหมด แล้วไม่ขอรับเครดิต (เป็น Ghost-Writer)

“Joss Whedon wrote 98.9 percent of the dialogue. We were very much in sync, it’s just that I didn’t write the dialogue as well as he did.”

นำโปรเจคไปเสนอกับ Paramount Picture ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี คาดหวังให้ John McTiernan เป็นได้รับการปฏิเสธ เพราะรู้สึกเรื่องราวคล้ายคลึงกับ Die Hard มากเกินไป กระนั้นก็ได้แนะนำ Jan De Bont ตากล้องที่เคยร่วมงานจาก Die Hard (1988) และ The Hunt for Red October (1990) ให้เลื่อนขึ้นมากำกับ ซึ่ง De Bont ก็ได้ยินยอมตอบตกลงตามข้อเสนอเงื่อนไขแล้ว แต่อยู่ดีๆ Paramount ก็เบี้ยวผิดนัดไปเสียเองอย่างดื้อๆ

ทั้ง De Bont และ Yost จึงนำโปรเจคไปเสนอสตูดิโออื่นแทน จนได้ 20th Century Fox (สตูดิโอที่สร้าง Die Hard) ยินยอมไฟเขียว ถ้าหนังมีฉากไล่ล่าอื่นนอกจากบนรถบัสประกอบด้วย ซึ่ง De Bont ก็ได้เสนอฉากเปิดเรื่อง ช่วยเหลือตัวประกันในลิฟท์ และ Yost เสนอฉากจบ ไล่ล่าในรถไฟใต้ดิน

Jan de Bont (เกิดปี 1943) ผู้กำกับ/ตากล้องสัญชาติ Dutch เกิดที่ Eindhoven, Netherlands มีพี่น้อง 17 คน สนใจด้านการถ่ายภาพตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนที่ Amsterdam Film Academy มีชื่อเสียงโด่งดังจาก Turkish Delight (1973) ร่วมงานผู้กำกับ Paul Verhoeven จนได้รับชักชวนให้มาทำงาน Hollywood มีผลงานเป็นตากล้องถ่ายภาพหนังดังๆ อาทิ Die Hard (1988), Black Rain (1989), Basic Instinct (1922) ฯ

ได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Speed (1994) ประสบความสำเร็จล้นหลาม แต่พอตัดสินใจทำภาคต่อ Speed 2: Cruise Control (1997) ขาดทุนย่อยยับ คุณภาพเทียบไม่ได้ และ Golden Raspberry Award ยกย่องว่าคือหนึ่งในหนังภาคต่อห่วยแตกที่สุดตลอดกาล

สำหรับนักแสดง ตัวเลือกแรกในการรับบท Jack Traven คือ Stephen Baldwin ได้รับการปฏิเสธเพราะความคล้ายคลึงกับตัวละคร John McClane (ก็น่าจะไปชักชวน Bruce Willis มาตั้งแต่แรกนะ) ทำให้ผู้กำกับตัดสินใจเลือก Keanu Reeves หลังจากได้เห็นการแสดงใน Point Break (1991) โดยให้ความเห็นว่า

“[Reeves is] vulnerable on the screen. He’s not threatening to men because he’s not that bulky, and he looks great to women”.

Keanu Charles Reeves (เกิดปี 1964) นักแสดงสัญชาติ Canadian แต่เกิดที่ Beirut, Lebanon พ่อมีเชื้อสาย Chinese, English, Native Hawaiian และ Portuguese ได้พบรักกับแม่ที่ขณะนั้นทำงานอยู่ที่ Beirut และได้คลอดเขาออกมา, มีความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่เรียนหนังสือไม่ได้เรื่องเพราะเป็น Dyslexia ตัดสินใจออกจากโรงเรียนตอนอายุ 17 สามปีถัดมาได้ Green Card ทำงานในอเมริกา ย้ายมาอยู่ Los Angeles เริ่มต้นจากแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์, สป็อตโฆษณา, เป็นตัวประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก Youngblood (1986) เริ่มมีชื่อเสียงกับ Point Break (1991) ด้วยความหล่อเหลา ทำให้ได้รางวัล Most Desirable Male ของ MTV เมื่อปี 1992

กับคอหนังสมัยนี้คงจดจำ Reeve ได้จากบท Neo ใน The Matrix Trilogy และ John Wick ในว่าที่ John Wick Trilogy (ตอนที่เขียนนี่ ยังไม่ได้สร้างภาคสามนะครับ แต่ไม่ว่ายังไงคงต้องมีแน่)

รับบท Jack Traven เจ้าหน้าที่ตำรวจ LAPD หน่วย SWAT มีความเฉลียวฉลาด บ้าพลัง รักเพื่อนฝูง แม้คำพูดจะเย็นชาแต่จิตใจอ่อนโยน ยึดมั่นในความถูกต้อง และโชคดีเป็นบ้า!

เมื่อตอน Reeves ได้อ่านบท เขาไม่ได้มีความชื่นชอบตัวละครที่รับบทมากนัก ก็อย่างที่ใครๆว่ากัน มีความเหมือน Die Hard มากเกินไป ซึ่ง de Bont คงรู้ตัวเองจึงนำ Joss Whedon กลับมาอีกครั้งให้ช่วยขัดเกลาบท ซึ่ง Whedon ก็ได้พัฒนาคาแรคเตอร์ตัวละครนี้ให้เปลี่ยนไปตามภาพลักษณ์ของนักแสดง จากเดิมที่มีลักษณะ ‘a maverick hotshot’ กลายเป็น ‘the polite guy trying not to get anybody killed,’

Sandra Annette Bullock หรือที่คนไทยจะเรียกว่า ป้าแสงดาว (เกิดปี 1964) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Arlington, Virginia พ่อเป็นทหาร ส่วนแม่เป็นนักร้อง Opera, เติบโตขึ้นที่ประเทศ German (Nuremberg) และ Austria (Viena และ Salzburg) ชื่นชอบการร้องเพลงและเต้นบันเล่ต์ กลับมาเรียนต่อที่ East Carolina University ในเมือง Greenville, North Carolina จบแล้วทำงาน Manhattan, New York เริ่มจากเป็นเด็กเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ ก่อนเริ่มได้รับคัดเลือกเป็นนักแสดง Off-Broadway ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์เรื่องแรก Hangmen (1987), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Demolition Man (1993) ตามมาด้วย Speed (1994) และ While You Were Sleeping (1995) ได้เข้าชิง Golden Globe Award: Best Actress เป็นครั้งแรก

ชีวิตของป้าแสงดาว มีทั้งขึ้นๆลงๆ เดี๋ยวประสบความสำเร็จ เดี๋ยวล้มเหลวย่อยยับเยิบ เป็นนักแสดงคนแรกที่วันก่อนหน้าคว้า Oscar: Best Actress จากเรื่อง The Blind Side (2009) ไปขึ้นรับรางวัล Golden Raspberry Awards: Best Actress จากเรื่อง All About Steve (2009)

รับบท Annie Porter หญิงสาวที่ถูกยึดใบขับขี่เพราะขับรถฉวัดเฉวียนเร็วเกินกำหนด ทำให้วันนั้นต้องโบกขึ้นรถบัสไปทำงาน แต่ดันจับพลัดจับพลูตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเองต้องกลายเป็นคนขับ ซึ่งก็ได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวนี้ นำพาผู้โดยสารทุกคนเอาตัวรอดไปได้อย่างเหลือเชื่อ

สำหรับบทนี้ เดิมนั้นผู้เขียน Yost มีภาพของ Ellen DeGeneres (พิธีกรชื่อดัง) ไว้ในใจ แต่สุดท้ายผู้กำกับตัดสินใจเลือก Bullock หลังจากทดสอบหน้ากล้องแล้วเคมีเข้าขากับ Reeves ได้เป็นอย่างดี, จะว่าไปชีวิตของป้าแสงดาว ก็คล้ายกับการขับรถบัสในหนังเรื่องนี้นะ เดี๋ยวพุ่งชน เดี๋ยวผิดเลน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง หาได้มีความมั่นคงแน่นอนแม้แต่น้อย

Dennis Lee Hopper (1936 – 2010) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Dodge City, Kansas มีความสนใจการแสดงตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนการแสดงที่ Old Globe Theatre ที่ San Diego และ Actors Studio ที่ New York City (เรียนกับ Lee Strasberg ถึง 5 ปี) มีผลงานการแสดงครั้งแรก ในหนังของ James Dean (Idol ส่วนตัว) สองเรื่องติด Rebel Without a Cause (1955) และ Giant (1956) แต่การเสียชีวิตของ Dean ส่งผลกระทบต่อจิตใจและการแสดงของเขามาก ทำให้เกือบเลิกเป็นนักแสดงแล้ว แต่โชคดีที่โอกาสยังมาหาอยู่เรื่อยๆ, เริ่มสนใจกำกับการแสดง Easy Rider (1969) ได้กลายเป็นหนัง Road Movie หนึ่งในตำนานของ Hollywood, ผลงานยุคหลังๆ มักได้รับบทเป็นตัวประกอบ หรือไม่ก็ตัวร้าย อาทิ Apocalypse Now (1979), Blue Velvet (1986), Hoosiers (1986), Waterworld (1995) ฯ

รับบท Howard Payne นักระเบิดที่เคยทำงานใน LAPD แต่เพราะประสบอุบัติเหตุน่าจะจากความผิดพลาดอะไรสักอย่าง ทำให้ถูกบังคับรีไทร์แล้วไม่ได้รับเงินบำนาญ ด้วยความเคียดแค้นจากการถูกหักหลัง จึงวางแผนเอาคืน เรียกร้องค่าไถ่เป็นเงิน 3.7 ล้านเหรียญเปะๆ ไม่มีขาดไม่มีเกิน, ถึงตัวละครจะเป็นตัวร้าย แต่ถือว่าอุดมการณ์มั่นคงแน่วแน่ ตัวเลขนี้น่าจะเป็นจำนวนเงินที่เขาได้รับหากถึงวันเกษียณอายุตามปกติ แต่เพราะถูกบังคับให้ออกก่อนจึงไม่ได้รับเงินก้อนนี้ เป็นใครคงแค้นคลั่งเลยละครับ

ความเฉลียวฉลาด รอบรู้วงในของ Payne ทำให้สามารถจับได้ไล่ทัน คิดนำฝ่ายพระเอกอยู่ตลอด จัดเป็นตัวร้ายที่อันตรายร้ายกาจที่สุดคนหนึ่ง กระทั่งครั้งสุดท้ายกับความไม่รู้จักพอ ในอุโมงค์รถไฟใต้ดินเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ถูกสัญญาณไฟสีแดง (บอกให้หยุดแต่ไม่ยอมหยุด) ชนหัวตัดคอขาด (คอ=ที่วางศีรษะ, ความเพ้อฝัน/ทะเยอทะยาน)

ถ่ายภาพโดย Andrzej Bartkowiak ตากล้องสัญชาติ Polish, ถือเป็นความท้าทายทีเดียว เพราะหนังใช้การถ่ายทำบนรถบัสที่วิ่งบนทางด่วนด้วยความเร็ว 50 ไมล์ต่อชั่วโมงจริงๆ กล่าวคือคนขับก็ขับรถไปเรื่อยๆ กล้องก็ถ่ายทำไปแบบไม่ต้องสนใจพื้นหลัง ถ่ายสั่นๆให้ความรู้สึกระทึกไปอีกแบบหนึ่ง

ใน DVD Commentary มีการนำเสนอฉากที่รถบัสกระโดดข้ามสะพานขาด ซึ่งแท้จริงแล้วบริเวณที่ถ่ายทำนั้นสร้างสะพานเสร็จแล้ว ใช้คอมพิวเตอร์ลบส่วนที่ขาดออกหลังการถ่ายทำ, แต่การกระโดดของรถมีการถ่ายทำจริงๆนะครับ ทีมงานเตรียมเผื่อไว้ 2 คัน นำเอาเก้าอี้ออกให้น้ำหนักเบาที่สุด บนรถมีแต่คนขับ Stuntman สวมชุดกันกระแทกไว้เผื่อผิดคิว ซึ่งคันแรกเกิดความผิดพลาดชนขอบทางสภาพยับเยิน คันถัดมาปรากฎว่ากระโดดได้ไกลเพียง 20 ฟุตเท่านั้น (6 เมตรกว่าๆ)

ตัดต่อโดย John Wright ที่มีผลงาน อาทิ The Hunt for Red October (1990), Die Hard with a Vengeance (1995), X-Men (2000), The Passion of the Christ (2004), Apocalypto (2006), The Incredible Hulk (2008) ฯ

ลีลากันตัดต่อต้องชมว่ามีความรวดเร็ว ฉับไว ด้วยการผสมผสานหลายมุมมอง คลุกเคล้าเข้ากันอย่างลงตัว อาทิ ฝั่งพระเอก, ฝั่งตัวร้าย, เพื่อนตำรวจ, ผู้สื่อข่าว ฯ เราสามารถมองจุดหมุนหรือมุมมองหลักของหนัง ได้คือ ลิฟท์, รถบัส และรถไฟใต้ดิน

เรื่องราวในแต่ละ Sequence หลัก จะมีเรื่องราวย่อยๆเกิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นและจบลงด้วยตัวเองในระยะเวลาไม่นานมาก ซึ่งจะมีความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เสี่ยงตายมากขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลาพักหายใจคงมีแต่ตอนที่ตัดไปฝั่งตัวร้าย เห็นกำลังกินข้าว เข้าห้องน้ำ ดูแข่งกีฬา ฯ สบายใจเฉิบ

ฉากช่วยเหลือตัวประกันในลิฟท์ เป็นการเบิกร่องเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ ขณะรถบัสทัวร์รอบ Los Angeles ก็มีความสมบูรณ์แบบ แต่กับรถไฟใต้ดิน แม้หลายคนจะมองว่าคือเซอร์ไพรส์ช่วงท้าย แต่ผมกลับไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะหนังหมดพลังที่จะสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึก ให้มากกว่าเท่ากับกับเรื่องราวก่อนหน้าแล้ว, คงเพราะฉากนี้ไม่มีอะไรเป็นเงื่อนไขต้องทำให้ได้อีกต่อไป หลงเหลือแค่เมื่อไหร่ตัวร้ายจะพ่ายแพ้หรือเสียชีวิต อะดรีนาลีนที่หลั่งคลั่งค่อยๆลดปริมาณลง กระนั้นจบแบบนี้ก็ไม่เลวร้ายอะไร

เพลงประกอบโดย Mark Mancina นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกาที่มีผลงานเด่นอย่าง Bad Boys (1995), Con Air (1997) [ร่วมกับ Trevor Rabin], Tarzan (1999) [ร่วมกับ Phil Collins], Moana (2016) [ร่วมกับ Lin-Manuel Miranda และ Opetaia Foa’i] ฯ

บทเพลงมีความตื่นเต้น ลุ้นระทึก เร้าใจ Non-Stop แทบจะไม่มีหยุด มีการผสมเสียงของวง Orchestra เข้ากับเครื่องดนตรีอิเล็คทรอนิกส์หลายชิ้น ทำให้มีสัมผัสของความล้ำสมัย (ในขณะนั้น) กอปรกับเสียง Sound Effect ที่ก็ดังกระหึ่มไม่แพ้กัน ทำให้เกิดความสับสนอลม่าน อาจฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องแต่กลับทำให้หัวใจเต้นแรง อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง

หนังบู๊แอ๊คชั่น กับหนังสงคราม เป็นสองแนวที่ Sound Effect มักเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติมเต็มอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ เพิ่มความเข้มข้น สมจริงจัง ทรงพลัง และสร้างบรรยากาศ นำพาอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมไปสู่จุดสูงสุด ตามความต้องการของผู้สร้าง ซึ่งหนังเรื่องนี้ต้องบอกเลยว่า เสียงประกอบกระหึ่มมาก ผสมผสานเข้าเพลงประกอบอย่างลงตัว ไม่แปลกที่จะคว้าถึง 2 รางวัล Oscar ทางด้านเสียง

ทัวร์ Log Angeles ของหนังเรื่องนี้ เปรียบรถบัสที่วิ่งด้วยความเร็วสูงหยุดนิ่งไม่ได้ กับเรื่องราวสิ่งต่างๆที่ดำเนินพบเจอในชีวิตประจำวัน (ชีวิตก็หยุดนิ่งไม่ได้เช่นกัน เพราะหยุดเมื่อไหร่ก็เท่ากับหมดลมหายใจ) การดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดให้ถึงเป้าหมายเส้นชัย
– บางครั้งขับรถทางผิดเลนสวนทาง (มีความคิดไม่เห็นด้วย ตรงข้ามกันข้ามกับผู้อื่น)
– เข้าชนปะทะกระแทกกับรถคันอื่น (เกิดความผิดพลาด ทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกับผู้อื่น)
– พุ่งกระโดดเหินเวหา (กล้าที่จะเสี่ยง ทำอะไรก้าวกระโดด/แตกต่าง)
– ขับรถวนเวียนในสนามบิน (ครุ่นคิดตัดสินใจทบทวน เพื่อหาทางทำบางสิ่งอย่างที่ถูกต้อง)

มันไม่มีทางที่รถบัสจะวิ่งคงที่ด้วยความเร็ว 50 ไมล์ต่อชั่วโมงได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหมือนชีวิตที่ต้องพบเจออะไรอุปสรรคปัญหาต่างๆนานา ซึ่งการแก้ไขปัญหาของหนัง เปรียบได้กับทัศนะ มุมมอง ความคิดเห็น และการเลือกตัดสินใจดำเนินชีวิตไปในหนทางที่ถูกต้อง, นี่น่าจะคือสาระสำคัญของหนัง

ไคลน์แม็กซ์ของทัวร์รถบัส คือการปล่อยให้ระเบิดเวลาพุ่งไป ส่วนคนอื่นก็หนีออกมาหมด นี่มีนัยยะถึงบางสิ่งอย่างก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ตามมีตามกรรมวาสนา

แซว: ผมว่าการจ่ายเงินแค่ 3 ล้านกว่าๆให้ตัวร้าย น่าจะคุ้มค่ากว่าเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งระเบิดเสียหายกลายเป็นจุนนะครับ

หนังยังมีนัยยะประชดประชันความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และการทำงานของสื่อสมัยนั้นที่มีความรวดเร็วทันใจ เกาะติดกระแสข่าว Reality อย่างมาก แต่กลับกลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้กับฝั่งผู้ร้าย ที่สามารถติดตามภาพรายงานสดทุกสถานการณ์ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานที่จริง (แค่กดรีโมทก็สามารถสั่งระเบิดจากที่ไหนก็ได้) นี่เรียกว่า ‘ดาบสองคม’ ของเทคโนโลยี ซึ่งหนังก็ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ด้วยการตลบหลังอีกชั้นหนึ่ง ใช้การอัดเทปแล้วเปิดกรอม้วนกลับ ถือเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนด้วยคมมีดดาบของตนเอง

สาระข้อคิดของหนังเรื่องนี้ คือการรู้จักคำว่าพอและการให้อภัย, จริงอยู่โชคชะตาเป็นสิ่งที่ฝืนลิขิตชีวิตไม่ได้ แต่ด้วยความสามารถของตัวร้าย เขาน่าจะยังทำอะไรๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้อีกมาก แต่กลับนำเอาความรู้ตนเองไปใช้แก้แค้นกับกลุ่มบุคคลที่ … ว่าไปก็ไม่ได้รู้อีโน่อีเน่อะไรด้วยเลย ต้องพลอยเดือดร้อนตกระกำลำบาก ผลและกรรมจึงตามสนองอย่างที่เห็น เงินไม่ได้แถมต้องสูญเสียทุกอย่าง มันคุ้มค่ากันแล้วหรือ?

ด้วยทุนสร้าง $30 ล้านเหรียญ ขึ้นอันดับ 1 สัปดาห์แรก ทำเงินได้ $14.4 ล้านเหรียญ รวมตลอดโปรแกรมฉายในอเมริกา $121.2 ล้านเหรียญ และทั่วโลกทั้งหมด $350.4 ล้านเหรียญ กำไรเน้นๆ มีหรือจะไม่มีใครคิดสร้างภาคต่อ

หนังได้เข้าชิง Oscar 3 สาขา ด้านเทคนิคทั้งหมด คว้ามา 2 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Film Editing
– Best Sound Editing ** คว้ารางวัล
– Best Sound Mixing ** คว้ารางวัล

ส่วนตัวแค่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ แม้จะมีความตื่นเต้นเร้าใจ อะดรีนาลีนหลั่งคลั่ง แต่ผมกลับไม่รู้สึกพึงพอใจเสียเท่าไหร่, คงเพราะวุฒิภาวะ รสนิยมในการรับชมภาพยนตร์ของผมได้เปลี่ยนไปค่อนข้างมากตั้งแต่เริ่มทำบล็อคนี้ จึงมองหนังที่มีมุ่งเน้นสร้างอารมณ์ ความรู้สึก ใช้สมองน้อยๆ เป็นความบันเทิงระดับรากหญ้าทั่วๆไป อิ่มกายแค่ไหนยังไม่เทียบเท่าอิ่มจิต

แนะนำกับคอหนัง Action, Thriller, ตำรวจ-ผู้ร้าย, เล่นเกมตัวประกัน กับเวลา, ขับรถชนมันทุกอย่าง, แฟนๆนักแสดง Keanu Reeves, Sandra Bullock ห้ามพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับความชั่วโฉดร้ายของตัวร้าย คำสถบหยาบ และสถานการณ์ที่ตึงเครียด

TAGLINE | “Speed ภาพยนตร์แอ๊คชั่นลุ้นระทึก ที่จะพาคุณทัวร์ Los Angeles ฉบับรวดรัดเร็วทันใจ แจ้งเกิดผู้กำกับ Jan de Bont, Keanu Reeves และ Sandra Bullock ได้อย่างเต็มตัว”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of