Spring in a Small Town (1948)

Spring in a Small Town

Spring in a Small Town (1948) Chinese : Fei Mu ♥♥♥♥

(8/2/2019) การมาถึงของชายแปลกหน้า พัดพาเอาความสดชื่นจากฤดูใบไม้ผลิ (Spring) ให้ครอบครัวเล็กๆที่ยังเต็มไปด้วยความหดหู่ ซึมเศร้าหมอง สภาพจิตใจไม่ต่างจากเศษซากปรักหักพังของบ้าน ผลกระทบสงคราม Second Sino-Japanese War (1937-45) ได้รับการยกย่อง “ภาพยนตร์เรื่องยอดเยี่ยมที่สุดของจีนแผ่นดินใหญ่”

Brief Encounter (1948) ต้องชิดซ้าย, In the Mood for Love (2000) ยังชิดขวา, Spring in a Small Town (1948) คือภาพยนตร์ระดับ Masterpiece สะท้อนสภาพจิตวิทยาตัวละคร ผ่านการแสดงออกทาง’ภาษากาย’ เปรียบเทียบสถานที่ปรักหักพัง และไดเรคชั่นนำเสนอมีความเชื่องช้า นุ่มลึก ละมุ่นไม

ขณะเดียวกัน ‘Small Town’ บ้านปรักหักพังเล็กๆหลังนี้ ยังสามารถเทียบแทนได้ด้วยประเทศจีน ภายหลังสิ้นสุดสงคราม Second Sino-Japanese War (1937-45) สภาพย่อยยับเยินไม่แตกต่างกัน

ผมเคยรับชม Spring in a Small Town ไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบ เพราะหลงใหลคำนิยม ‘ภาพยนตร์เรื่องยอดเยี่ยมที่สุดของจีนแผ่นดินใหญ่’ ย้อนอ่านบทความเก่าเคยเขียนไว้ รับรู้ซึ้งถึงใจเลยว่ายังอ่อนด้อยประสบการณ์นัก ดูหนังครั้งนี้ในที่สุดสามารถสัมผัสถึงความลุ่มลึก ทรงพลัง มิติอารมณ์ที่สอดแทรกไว้ภายใต้ หลบซ่อนเร้นในภาษาภาพยนตร์ และไดเรคชั่นผู้กำกับ Fei Mu สมเสียงลือเสียงเล่าอ้าง “greatest Chinese films ever made”

มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งให้ Spring in a Small Town กลายเป็นตำนาน เพราะสร้างขึ้นในยุคสมัยที่ภาพยนตร๊จีน กึ่งๆถูกบังคับให้ต้องแทรกสอดหัวข้อจริยธรรม ศีลธรรม ไม่ก็แนวชักชวนเชื่อ ซ่อนเร้นประเด็นการเมือง แต่เรื่องนี้กลับผิดแผกแตกต่าง เต็มไปด้วยความล่อแหลมสุ่มเสี่ยง แถมตัดขาดสัมพันธ์จากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

การขึ้นมามีอำนาจปกครองบริหารประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ปี 1949 จึงสั่งแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ ให้เหตุผลหาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่ก็มีฟีล์มหลงเหลือเก็บไว้ยัง China Film Archive ซึ่งหลังจากพานผ่าน Culture Revolution (1966 – 76) ช่วงต้นทศวรรษ 80s ได้มีการขุดคุ้ยหากรุสมบัติเก่า ค้นพบเจอภาพยนตร์เรื่องนี้นำออกเผยแพร่สู่สาธารณะอีกครั้ง


Fei Mu (1906 – 1951) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ชาวจีน เกิดที่เซี่ยงไฮ้ บุตรคนโตจากพี่น้องสี่คน สนิทสนมกับแม่ที่แม้เฉลียวฉลาด ชื่นชอบการอ่านหนังสือ แต่ยึดถือมั่นในขนบธรรมเนียมดั่งเดิม ยินยอมเดินตามช้างเท้าหลังพ่อเสมอมา และยังเป็นที่รักยิ่งของปู่ มอบความรู้ตำหรับวิชายาสมุนไพรพื้นบ้าน Traditional Chinese Medicine (TCM), ความที่ครอบครัวฐานะดี จึงส่งเสียลูกให้ร่ำเรียนสูงๆ คล่องแคล่วภาษาอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี และรัสเซีย จึงสามารถเข้าถึงงานศิลปะตะวันตก วรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ กระนั้นด้วยความชื่นชอบอ่านหนังสือ/ดูหนังมากเกินไป ส่งผลกระทบสายตาสั้นและบอดสนิทข้างหนึ่ง

เมื่อเรียนจบ Fei Mu ยินยอมตามคำขอครอบครัว ทำงานเป็นนักการบัญชีให้บริษัทเหมืองแห่งหนึ่งที่ Hebei (บ้างว่า Jiangsu) ระหว่างนั้นยังคงหาเวลาว่าง รับชมหนังสั้น จัดฉายด้วย Hand-Held Projector ที่บ้านของตนเอง ทั้งยังแอบทำงานวิจารณ์ภาพยนตร์ ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Haolaiwu (คำอ่านออกเสียง Hollywood) และแต่งงานคลุมถุงชนกับเจ้าสาวไม่เคยพบเจอหน้า (แต่ก็อยู่ด้วยกันจนตาย มีบุตรสาวหนึ่งคน)

กระทั่งปี 1930, Fei Mu เพียงพอแล้วกับคำร้องขอครอบครัว ตัดสินใจทำตามเสียงเพรียกเรียกร้องตนเองสู่วงการภาพยนตร์ เริ่มจากแปลซับไตเติ้ล เขียนเรื่องย่อหนังให้ North China Film Company, สองปีถัดมาได้รับข้อเสนอ ผู้ช่วยผู้กำกับ Hou Yao ยัง Lianhua Film Company, ภาพยนตร์เรื่องแรก Night in the City (1933) เสียงตอบรับดีเยี่ยม ประสบความสำเร็จล้นหลาม แจ้งเกิดนักแสดงระดับตำนาน Ruan Lingy น่าเสียดายฟีล์มหนังถูกทำลายในช่วง Culture Revolution

ผลงานถัดมาที่ยังหลงเหลือถึงปัจจุบันคือ Song of China (1935) แนวต่อต้านคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist) สนับสนุนท่านผู้นำเจียงไคเช็ก นั่นทำให้เมื่อตอนพรรคคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ Fei Mu จำต้องอพยพหลบหนีภัยสู่เกาะฮ่องกง และเสียชีวิตที่นั่น

ก่อนหน้านั้นตอน Second Sino-Japanese War เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองเซี่ยงไฮ้ Fei Mu ก็เคยอพยพหลบหนีภัยสู่เกาะฮ่องกงมาแล้วครั้งหนึ่ง สร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ รักชาตินิยม อาทิ Confucius (1940) เพิ่งได้รับการค้นพบเมื่อปี 2001 ใช้เวลาบูรณะ 7 ปี ออกฉายใหม่ 2009

เมื่อฟีล์มหนังขาดแคลนในช่วงสงคราม Fei Mu ผันตัวสู่ละครเวที เริ่มจาก Tianfeng Theatre Company ตามต่อด้วย Shanghai Art Troupe ทำให้ค้นพบเจอนักแสดงนำหญิง Wei Wei ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานประสบความสำเร็จล้นหลาม ที่นั่งไม่เคยเพียงพอ แถมทหารญี่ปุ่นก็ไม่กล้าเรียกร้องทำอะไร

หลังสงครามสิ้นสุดหวนกลับมาสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จอีกเลย ที่ได้รับการจดจำมีสองเรื่อง Remorse at Death หรือ A Wedding in the Dream (1948) หนังสีเรื่องแรกของประเทศจีน บันทึกการแสดงงิ้ว (Peking Opera) นำแสดงโดย Mei Lanfang ต้องลักลอบนำฟีล์มออกไปล้างต่างประเทศ และขนกลับผ่านกงศุลด้วยมารยาเสน่ห์ของ Wei Wei (ไม่เช่นนั้นอาจถูกยึด ทำลาย เพราะเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย) แต่น่าเสียดายไม่ได้รับความนิยม แถมกาลเวลาชะล้างสีสัน ปัจจุบันเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่กลายเป็นตำนาน 小城之春, Xiǎochéng zhī chūn ภาษาอังกฤษคือ Spring in a Small Town ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ Li Tianji ซึ่งเจ้าตัวได้พัฒนาต่อยอดสู่บทภาพยนตร์ แล้วผู้กำกับนำมาหั่นโน่นนี่นั่นออกสองในสาม ตัดทิ้งตัวละครหนึ่ง และระหว่างถ่ายหลงเหลือเพียงโครงเรื่องราวคร่าวๆ ปล่อยอิสระนักแสดงทำการ ‘Improvised’ ตามใจชอบ

เกร็ด: Working Title แรกสุดของหนังคือ Bitter Love ตามด้วย Lost Love ก่อนมาลงเอ่ยที่ Spring in a Small Town


เรื่องราวของตระกูล Dai อดีตเคยรุ่งเรืองแต่ปัจจุบันมีสภาพย่อยยับเยิน อันเป็นผลกระทบจาก Second Sino-Japanese War, สมาชิกในครอบครัวประกอบด้วย
– สามี Dai Liyan (รับบทโดย Yu Shi) ป่วยเป็นโรคหัวใจ จึงไม่สามารถทำอะไรหักโหมกำลังมาก พยายามสงบจิตสงบใจ พูดน้อยผ่อนคลาย แต่ยังคงหมดสิ้นอาลัยกับสภาพบ้าน ผิดหวังในตนเองไม่สามารถมอบความสุขภรรยา ครุ่นคิดว่าคงทำให้ตระกูลถึงกาลจบสิ้นก็คราวนี้
– ภรรยา Zhou Yuwen (รับบทโดย Wei Wei) แต่งงานคลุมถุงชนกับ Dai Liyan ไม่ได้มีความรักใคร่ แต่ยึดถือมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ซึ่งพอเขาไม่สามารถมอบความสุขให้เธอได้ เก็บกดสะสมความอึดอัดอั้นไว้ภายใน ทุกวันเมื่อออกไปจ่ายตลาดชอบที่จะเดินลอยชายริมกำแพงเก่า ทอดสายตาเหม่อมองอย่างสิ้นหวังหดหู่
– Dai Xiu (รับบทโดย Zhang Hongmei) น้องสาวของ Dai Liyan ด้วยวัยย่างเข้า 16 ปี ฮอร์โมนกำลังพลุกพร่าน เต็มไปด้วยความร่าเริงสดใส ยิ้มแย้มเบิกบาน ทำอะไรตามใจ ไม่ชอบให้ใครมาบีบบังคับ
– คนรับใช้ Lao Huang (รับบทโดย Cui Chaoming) อยู่ไปวันๆไม่ได้ครุ่นคิดคาดหวังอะไร เมื่อพบเห็นผู้อื่นมีสุขตนเองถึงร่าเริงแจ่มใส แต่พอใครๆอมทุกข์เศร้าหมอง แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ทำไม

การมาถึงของ Zhang Zhichen (รับบทโดย Li Wei) เพื่อนวัยเด็กที่ไม่เคยพบเจอหน้ากว่าสิบปีของ Dai Liyan ทำให้บ้านหลังนี้พลันสดชื่นดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันที แต่โดยไม่รู้ตัวเขาคืออดีตคนรักของ Zhou Yuwen แค่เพียงสบตาทำให้เปลวเพลิงคุกรุ่น ถึงกระนั้นต่างมิอาจแสดงออกกระทำอะไรได้ ศีลธรรม-มโนธรรม ความยึดถือมั่นในขนบวิถีทางสังคม พยายามกีดกันทั้งคู่ไม่ให้ล่วงเกินเลยไปกว่านี้

สำหรับนักแสดง ทั้งหมดคือคนที่เคยร่วมงานผู้กำกับ Fei Mu ส่วนใหญ่มาจากสายละครเวที แต่เล่นหนังเรื่องนี้ก็ใช่ว่าประสบความสำเร็จโด่งดัง กระนั้นพวกเขายังคงเวียนวนในวงการแสดง ภาพยนตร์บ้าง ละครเวทีบ้าง แต่ไม่มีใครไปถึงระดับดาวดาราหรือ Superstar

โด่งดังสุดของหนังคือ Wei Wei ใบหน้ากลมมน จีนแท้ๆ ว่าไปคล้ายคลึง Maggie Cheung ก็ว่าผู้กำกับ Wong Kar-wai ถึงคัดเลือกให้มาแสดงนำ In the Mood for Love, การเคลื่อนไหวของเธอ แม้เชื่องช้าแต่มีความเป็นธรรมชาติ โดดเด่นมากๆกับภาษากาย ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดอั้นที่สะสมอยู่ภายใน ชอบกำมือบีบเค้นคั้น สายตาเฉื่อยชาต่อสามี กลับร่านพิศวาสอดีตคนรัก ถึงกระนั้นเวลาปากพูดพยายามวางตัวเป็นกลาง ขนาดเสียงบรรยายดังกึกก้องภายใน ก็ไม่เคยเอ่ยกล่าวความต้องการแท้จริงออกมาตรงๆ

ใกล้เคียงสุดเท่าที่ผมสามารถเปรียบเทียบได้กับ Wei Wei คือ Lillian Gish นักแสดงหนังเงียบอมตะ เจ้าของฉายา ‘First Lady of American Cinema’ โดยเฉพาะผลงาน Broken Blossoms (1919) และ Way Down East (1920) กำกับโดย D. W. Griffith ไม่ต่างจากนกน้อยพยายามดิ้นรนออกจากกรงขัง แถมชอบกำมือบีบเค้นคั้นอย่างบ้าคลั่งเหมือนกันด้วยนะ


ถ่ายภาพโดย Li Shengwei,
ตัดต่อโดย Wei Chunbao, Xu Ming

แม้เพิ่งพานผ่าน Second Sino-Japanese War สงครามกลางเมืองภายใน Chinese Civil War (1946-50) ได้หวนกลับมาเกิดขึ้นอีกระลอก ด้วยเหตุนี้การถ่ายทำจึงเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ไม่สามารถถ่ายทำด้วยฟีล์มสีแบบเดียวกับ A Wedding in the Dream (1948) งบประมาณน้อยนิดเลยใช้บริการนักแสดงเพียง 5 คน ทีมงานกองเล็กๆ ถ่ายทำยัง Songjiang เมืองชนบทเล็กๆห่างจากเซี่ยงไฮ้ประมาณหนึ่งชั่วโมง สถานที่นี้ยังพบเห็นร่องรอยเศษซากปรักหักพัง ไม่ได้รับการฟื้นฟูซ่อมแซมประการใด

ว่าไปลักษณะดังกล่าว มีความคล้ายคลึง Italian Neorealism แต่ผมว่าหนังสัญชาติอิตาเลี่ยนรุ่นแรกๆอย่าง Rome, Open City (1945), Paisà (1946) น่าจะยังมาไม่ถึงประเทศจีน … ถึงกระนั้น พบเห็นอิทธิพลแรงบันดาลใจ Poetic Realism ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะผลงานผู้กำกับ Jean Renoir อาทิ Toni (1935), Partie de campagne (1936) [สองเรื่องนี้คือรากฐานของ Italian Neorealism เลยก็ว่าได้]

เพื่อความเป็นธรรมชาติของหนัง Fei Mu ให้นักแสดงบันทึกเสียงสดๆ Sound-On-Film แม้แต่ฉากขับร้องเพลงบนเรือ ไม่ใช่การ Pre หรือ Post-Recording ที่ถึงทำให้คุณภาพเสียงชัดเจน ใสกริ๊กกว่า แต่ขาดสัมผัสความสมจริง

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง เสียงพรรณาความคิดอ่านของ Zhou Yuwen ซึ่งเป็นการบอกใบ้กลายๆว่าทุกสิ่งอย่างที่พบเห็น สะท้อนถึงสภาพจิตวิทยา อารมณ์ความรู้สึกของเธอเอง

กำแพงเก่า สัญลักษณ์ขอบเขตแดนแห่งศีลธรรม-จริยธรรม-มโนธรรม วิถีทางสังคมที่หญิงสาวไม่สามารถก้าวข้ามผ่าน แค่เพียงเดินลัดเลาะเรียบเคียงอยู่ปริมๆ แบกหิ้วตะกร้าใส่สิ่งของซื้อหา ภาระอันหนักอึ้งแห่งชีวิต ขณะที่สภาพปรักหักพัง -อันเกิดจากความเก่าโบราณ ไม่ใช่ผลกระทบจากสงคราม- สะท้อนถึงความเสื่อมโทรม ไม่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมเข้าสู่โลกยุคสมัยใหม่

สภาพปรักหักพังของบ้านตระกูล Dai ผลพวงจากการสู้รบสงคราม Second Sino-Japanese War ซึ่งสามารถสะท้อนสภาวะทางจิตใจตัวละคร Zhou Yuwen และ Dai Liyan รวมถึงประชาชนชาวจีน ต่างได้รับความระทมทุกข์ยากลำบาก โรคระบาด Great Depression ไม่รู่จะครุ่นคิดทำอะไรต่อไปดี

การพบเจอกันครั้งแรกในหนังของ Zhou Yuwen และ Dai Liyan ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังเป็นพื้นหลัง นั่นยังสะท้อนความสัมพันธ์อันแตกร้าว แหลกละเอียด ไร้เยื่อใยดีต่อกัน

ขณะที่ผู้ใหญ่จมปลักอยู่กับความทุกข์โศก เด็กหญิงสาว Dai Xiu ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ยังคงความร่าเริงสดใสไร้เดียงสา เปิดหน้าต่างออกมายิ้มแย้มเริงร่า วิ่งสนุกสนาน ต้องการก้าวข้ามช่องว่างระหว่างผนังกำแพง … แต่ถูกพี่ชาย Dai Liyan หักห้ามกีดกัน บางสิ่งอย่างควรที่จะรักษาขอบเขต ของใครของมัน ตามขนบวิธีธรรมเนียมประเพณีเคยมีมา

สำหรับผู้มาเยี่ยมเยือน Zhang Zhichen ไม่เพียงเปรียบได้ดั่งฤดูใบไม้ผลิ แต่ราวกับสายลม/สายน้ำ เคลื่อนไหลพัดผ่านร่องรอยต่อเศษซากปรักหักพัง แทรกตัวอยู่ระหว่าง Zhou Yuwen และ Dai Liyan ไม่รู้จะประสานรอยแยก หรือแตกรอยร้าว

ความที่ตัวละครพยายามเว้นช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ ไม่ให้เกินเลยผิดศีลธรรม ไดเรคชั่นถ่ายภาพจึงมักพบเห็นระยะ Medium-Long Shot และ Long Shot เป็นส่วนใหญ่ น้อยครั้งกับ Medium Shot และไม่มี Close-Up เพราะประชิดใบหน้ามากเกินไป

ฉากนี้เป็น Long Take โดยมี Zhou Yuwen คือจุดหมุนกึ่งกลาาง กล้องจะแพนไปมาซ้าย-ขวา-ซ้าย (เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา) เริ่มต้นจาก Dai Xiu ขับร้องเพลง Zhang Zhichen จับจ้องมอง Yuwen เมื่อกล้องหมุนไปอีกด้าน เธอกำลังปรนิบัติสามีให้กินยา เสร็จแล้วหวนกลับมานั่งหันหน้าสบตาสุดที่รักเดียวใจเดียวของตนเอง

ไดเรคชั่นฉากนี้นำเสนอ ความโลเลของหญิงสาว เพราะเคยรักกับ Zhang Zhichen แต่ปัจจุบันแต่งงานมีสามีแล้ว กระอักกระอ่วน บอกไม่ถูก เลือกไม่ได้

หนังมีการใช้แสงไฟสองประเภท
– แสงไฟฟ้า สัญลักษณ์ของความ Modern ยุคสมัยใหม่ แต่กระนั้นแค่เที่ยงคืนก็ดับลับไป
– วินาทีไฟดับจะพบเห็น Zhou Yuwen จับจ้องมองตาไม่กระพริบต่อแสงเทียน สัญลักษณ์ความโบราณเก่าก่อน … คนรักเก่า หรือก็คือ Zhang Zhichen ผู้ยังเป็นแสงสว่างในความมืดมิดยามรัตติกาลให้กับเธอ

ลำดับการเดินก็แฝงความหมายบางอย่าง
– หนุ่มๆสองคนเดินนำหน้า … ช้างเท้าหน้า
– Zhou Yuwen เดินอยู่ห่างๆ ยินยอมเป็นช้างเท้าหลังเสมอมา
– น้องสาวคนเล็ก Dai Xiu คนรุ่นใหม่ไม่ใคร่สนใจขนบวิถีประเพณีดั้งเดิม อยากที่จะเดินเสมอพี่ๆทั้งสองด้วยความเท่าเทียม

เสี้ยววินาทีแห่งการสัมผัสแตะต้องจับมือระหว่าง Zhou Yuwen กับ Zhang Zhichen ไม่มีใครอื่นพบเห็นนอกจากผู้ชม สะท้อนถึงความรักที่ต้องปกปิด หลบซ่อนเร้น พื้นหลังคือเลียบกำแพงเก่า อยากเหลือเกินก้าวข้ามผ่านขอบเขตศีลธรรม วิถีทางสังคมนี้ไปให้ได้

เห็นฉากนี้ชวนให้ระลึกถึงการโฉบเฉี่ยวไปมาระหว่างสองตัวละครพระ-นาง ใน In the Mood for Love (2000) ของผู้กำกับ Wong Kar-wai เสียจริงนะ!

ตำแหน่งการพายเรือก็มีความหมายซ่อนเร้นเหมือนกันนะ
– Zhang Zhichen คุมหางเสือทิศทางเรือ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กำหนดโชคชะตาชีวิตของทุนคน
– Zhang Zhichen กับน้องสาว Dai Xiu นั่งอยู่ฝั่งซ้าย(ของภาพ) ซึ่งเป็นตัวแทนของเสรีนิยม หัวก้าวหน้า โอบรับโลกยุคสมัยใหม่
– Dai Liyan กับ Zhou Yuwen พายเรือฝั่งขวา(ของภาพ) ตัวแทนของอนุรักษ์นิยม ยึดถือในขนบธรรมเนียม วิถีทางสังคมดั้งเดิม
– Dai Liyan พายอยู่ด้านหน้า Zhou Yuwen ด้วยนะ

เวลา Zhou Yuwen อยู่สองต่อสองกับ Zhang Zhichen เธอจะมีความทะเล้น ขี้เล่น มือไม้กวัดแกว่งไปมาอย่างอิสระ เล่นกับผ้าผืนนี้ ยกขึ้นมาปิดหน้าปิดตาแล้วเปิดออกมา นี่แหละตัวตนแท้จริงของฉัน

ตรงกันข้ามกับ Zhou Yuwen เมื่ออยู่กับสามี Dai Liyan ไม่สามารถแสดงออกอะไรทีเล่นทีจริงนั้นออกมาได้ กำผ้าบิดม้วนก้อนกลม อยากจะเอายัดปากฆ่าเขาให้ตายนักหรือไง!

ฉากนี้เป็นขณะ Dai Liyan ต้องการให้ Zhou Yuwen เป็นแม่สื่อจับคู่ Zhang Zhichen กับ Dai Xiu ครั้งแรกที่เธอจับใจความได้ยิน จากนั่งอยู่ลุกขึ้นยืนถอยหลังไปก้าวสองก้าว อาการราวกับผงะ อึ้งทึ่ง คาดคิดไม่ถึง แต่สักพักเมื่อตั้งสติได้ก็แสดงมารยาเสน่ห์ ท่วงท่าทางเหน็บแหนม เย้ยเยาะ นายท่านช่างไม่รับรู้เข้าใจอะไรเสียจริงเลย!

ไดเรคชั่นหนึ่งของหนังที่พบเห็นบ่อย ระหว่างฉากสนทนายาวๆระหว่างสองตัวละคร บางครั้งมีการ Cross-Cutting พบเห็นภาพซ้อนตัวละครแต่ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ทิศทาง มุมมอง ยืนสลับด้านกัน นักวิจารณ์สมัยนั้นเรียกเทคนิคนี้ว่า ‘narcotic effect’ สร้างความมึนเบลอ ราวกับคนเสพยาตกอยู่ในอาการเพ้อฝัน แยกแยะจริง-เท็จไม่ออกจากกัน

สำหรับนักทฤษฎีภาพยนตร์ เห็นฉากเหล่านี้คงส่ายหัว เพราะอย่างช็อตนำมานี้ เป็นการแหก ‘กฎ 180 องศา’ อันจะทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจผิดต่างๆนานา แต่ผมกลับมองว่านี่คือสัมผัสบทกวี Cross-Cutting เปลี่ยนมุมมองเพื่อมุ่งเน้นย้ำ ซ้ำเตือน ให้ผู้ชมสังเกตแยกแยะผิดชอบชั่วดี เอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นโลกในด้านอื่นที่แตกต่างบ้าง ไม่ใช่จมปลักอยู่กับวิถีสังคม ความเชื่อโบราณดั้งเดิมมีมา

ฉากวันเกิด 16 ปี ผู้กำกับให้นักแสดงดื่มกิน เล่นสนุกสนานกันเองเต็มที่ตลอดบ่าย จากนั้นถ่ายทำเทคเดียวผ่าน ใบหน้ายังเอ่อล้นรอยยิ้ม สภาพมึนเมาล่องลอย

การละเล่นเป่ายิงฉุบระหว่าง Zhou Yuwen กับ Zhang Zhichen ราวกับเป็นการเสี่ยงโชควัดดวง ฉันจะเลือกสามีหรือหนีไปกับชู้รัก ซึ่งสายตาของ Dai Liyan ที่จับจ้องมองเห็น ครั้งแรกตระหนักรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งทั้งสอง ทำหน้าผิดหวังเพราะฉันเป็นคนมาข้างหลัง แถมฉุดเหนี่ยวรั้งภรรยาให้จมปลักอยู่กับตนเองอีก

มันอะไรหนักหนา คนจะหลับจะนอนมาก่อกวนอยู่ได้! ช็อตนี้ถ่ายจากภายในมุ้ง พบเห็นแสงเงาสาดส่องจากภายนอก ราวกับกรงขัง สะท้อนความเป็นกบในกะลาคลอบของ Dai Liyan ผู้ไม่เคยรับล่วงรู้ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่าง Zhang Zhichen กับ Zhou Yuwen ซึ่งทั้งคู่ค่ำคืนนั้นต่างนอนไม่หลับ พานผ่านแวะเข้ามาในห้องนี้ตามลำดับ

ความสิ้นหวังของ Zhou Yuwen ต้องการก้าวข้ามกำแพงขอบเขตแห่งศีลธรรมทางสังคม แต่เมื่อไม่สามารถหาหนทางออกอื่น หรือหลบลี้หนีไปกับ Zhang Zhichen (เพราะเจ้าตัวไม่ยินยอมพร้อมใจ) จึงหลงเหลือเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น คิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายก็มิอาจกระทำสำเร็จ

เช่นเดียวกันกับ Dai Liyan เมื่อตระหนักรับรู้ตนเองได้ว่าเป็นก้างขวางคอ มือที่สาม ครุ่นคิดหาหนทางออกอื่นไม่ได้ จึงคิดสั้นตั้งใจจะกินยาฆ่าตัวตาย แต่เหมือนวิตามินที่ Zhang Zhichen สลับสับเปลี่ยนยังไม่ทันออกฤทธิ์ โรคหัวใจดันกำเริบขึ้นก่อน โชคยังดีมิได้เป็นอะไรไป

ผมชอบช็อตนี้นะ ใบหน้าสามตัวละครแทบจะประชิดติดกัน ขณะที่น้องสาวคนเล็กเห็นเพียงเงา และคนใช้ตัวละครสุดท้ายยืนอยู่ห่างๆไม่เห็นหัว นี่แทนถึงระยะ/ระดับความสัมพันธ์ของคนในตระกูลนี้ได้เป็นอย่างดี

อาการป่วยโรคหัวใจของ Dai Liyan มีนัยยะถึงความอ่อนแอทางจิตใจ เพราะพานผ่านเหตุการณ์ร้ายๆมาเยอะจึงสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธา มิได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง แค่วิตามิน ได้รับการพักผ่อนเพียงพอ ประเดี๋ยวก็หายขาด สามารถฟื้นฟูกลับสู่ปกติสุข

เมื่อสามีพ้นขีดอันตราย Zhou Yuwen เดินกระวนกระวาย กำมือบิดหน้าบิดหลัง บิดพร้อมๆกัน 360 องศา ไม่รู้จะบิดอะไรต่อดีเลยเปลี่ยนมาจะบิดขอบโต๊ะเก้าอี้ … ให้สังเกตเงาจากลวดลายไม้ อยู่ในตำแหน่งอาบฉาบใบหน้าเธอพอดิบพอดี วินาทีนี้ราวกับว่าจิตใจถูกคุมขังในกรง (แบบจีนๆ) ไม่รู้จะครุ่นคิดตัดสินใจอะไรต่อไปดี

เด็กสมัยนี้เห็นสดใสไร้เดียงสา แต่ก็มีความช่างสังเกต ชอบสอดรู้สอดเห็น จึงสามารถเข้าใจพี่สะใภ้ได้อย่างถ่องแท้ วินาทีพูดซักถาม จะเห็น Zhou Yuwen บิดพริ้วอับอายเดินถอยหันหลังหนี แต่ Dai Xiu ยังคงดึงรั้งร้องเรียก จบฉากด้วยการสวมโอบกอด สองหญิงต่างมีความเข้าใจกันและกันอย่างถ่องแท้ โดยไว!

ต้องชมเลยว่าเป็นฉากที่ภาษากาย ท่วงท่าทางขยับเคลื่อนไหว แสดงออกได้อย่างลุ่มลึก งดงาม ซาบซึ้งกินใจอย่างสุดๆ

หลังจากผ่านช่วงเวลาวิกฤตแห่งชีวิต ทุกคนเกิดความเข้าใจกันและกัน อะไรๆก็พร้อมก้าวเดินต่อไปข้างหน้า, ช็อตสุดท้ายของหนังนี้ ไม่พบเห็นกำแพงใดๆกั้นขวาง แต่คือ Zhou Yuwen และ Dai Liyan ต่างจับจ้องมองท้องฟ้า เหมือนว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ชี้นิ้วสู่อนาคตวันใหม่ ที่น่าจะสดใสกว่าวังวาน

เพลงประกอบโดย Huang Yijun (1915 – 1995) คีตกวีชาวจีนชื่อดัง ผู้มีความเชี่ยวชาญดนตรีทุกแขนง พื้นบ้าน-สากล ทั้งยังเข้าร่วมและกลายเป็นผู้นำวง Shanghai Symphony Orchestra, ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Fei Mu เรื่อง Confucius (1940) ซึ่งคงรังสรรค์ผลงานสอดแทรกปรัชญาได้อย่างลุ่มลึกล้ำ อดมิได้ต้องหาโอกาสร่วมงานกันอีก

งานเพลงมีลักษณะเหมือนตัวละคร Zhang Zhichen กล่าวคือ คอยสอดแทรกซึมอยู่ในอณูช่องว่าง ร่องรอยต่อระหว่างฉาก บางครั้งคลอประกอบพื้นหลังเบาๆ เสริมสร้างบรรยากาศ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกตัวละคร อันเต็มไปด้วยความหดหู่ ซึมเศร้าหมอง อยากที่จะทำอะไรบางอย่าง แต่มิอาจก้าวข้ามผ่านขอบเขตกำแพงขวางกั้นนั้นไปได้

กว่าครึ่งที่ความเงียบสงัด ไร้แม้แต่ Sound Effect เข้าปกคลุมหนัง นั่นเป็นการสร้างสุญญากาศ อันเต็มไปด้วยความอึดอัด น่าหงุดหงิดใจ นี่ก็สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกตัวละครออกมาเช่นกัน

สำหรับสองบทเพลงคำร้อง ต่างมีเนื้อหาสอดคล้องกับเรื่องราวซ่อนเร้นขณะนั้น ถ้าใครได้ซับไตเติ้ลที่มีคำแปล คงพบเห็นการกระทำล้อกับถ้อยคำ เช่นว่า ตอนพายเรือจะมีท่อน ‘ใครพบเห็นเธอจำต้องเหลียวหลังมอง’ ซึ่งมีการแทรกภาพขณะที่ Zhou Yuwen เหลียวหลังมอง Zhang Zhichen พอดิบพอดี

การมาถึงของชายแปลกหน้า สร้างชีวิตชีวาให้เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ แต่เขาเป็นผู้มาดีหรือร้ายกันแน่? ความตั้งใจแรกเริ่มเหมือนจะตั้งใจดี เพราะครุ่นคิดคำนึงถึงเพื่อนเก่าก่อน แต่เมื่อพบเห็นอดีตคนรักแบบคาดไม่ถึง ค่อยๆหวนระลึกนึกย้อน เกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน อยากชักนำพาเธอหลบลี้หนีไปใช้ชีวิตร่วมกัน กลับติดที่ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านขอบเขตแดน แรงเหนี่ยวรั้งของศีลธรรม-จริยธรรม-มโนธรรม ทางสังคมไปได้

ขอบเขตศีลธรรม-จริยธรรม-มโนธรรม ทางสังคม เป็นสิ่งที่ผู้กำกับ Fei Mu ประสบเข้ากับตนเองตั้งแต่เด็ก พบเห็นแม่เป็นช้างเท้าหลังติดตามพ่อ เติบโตขึ้นเชื่อฟังคำชี้แนะนำครอบครัวทุกประการ แต่งงานยังยอมคลุมถุงชน ไม่เคยพบเจอว่าที่เจ้าสาวก่อนหน้า … แต่แล้วเมื่อถึงจุดๆหนึ่งในชีวิต คงเกิดความตระหนักครุ่นคิดขึ้นได้ นี่ฉันจำเป็นต้องกระทำตามทุกสิ่งอย่างที่บรรพบุรุษชี้ชักนำ ครอบงำ เสี้ยมสั่งสอนจริงๆนะหรือ!

มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ใครสักคนจะสามารถก้าวข้ามผ่านกำแพงแห่งศีลธรรม-จริยธรรม-มโนธรรม ออกจากกะลาคลอบ นกในกรงขัง โบยบินสู่โลกกว้าง อิสรเสรีไร้ขอบเขตกั้นขวาง ตัวเขาซึ่งสามารถหลุดพ้นผ่านจุดนั้นมาได้ เมื่อมองย้อนกลับไปเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ‘ชีวิตไม่สมควรที่จะถูกบีบบังคับ ครอบงำ ชี้ชักนำโดยใครสักคน’ โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์ อ้างความเสมอภาคเท่าเทียม แต่แค่เกิดมามนุษย์ก็มีความแตกต่างแล้ว อุดมคติดังกล่าวไม่ใช่สิ่งถูกต้องอย่างแน่นอน

ผู้ชมชาวจีนสมัยนั้นไม่สามารถทำความเข้าใจเบื้องลึกของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะสิ่งที่ผู้กำกับ Fei Mu ต้องการถ่ายทอดนำเสนอ คือค่านิยม ตัวตน จิตวิญญาณของชนชาวจีน (ประมาณว่า ผงเข้าตา/มองไม่เห็นตัวตนเอง) แทบทั้งนั้นจมปลักอยู่กับขนบวิถี ธรรมเนียมประเพณี ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านการถูกบีบบังคับ ครอบงำ ชี้ชักนำโดยใครสักคน ภรรยาเดินตามหลังสามี น้องสาวเชื่อฟังพี่ชาย คนรับใช้ตามคำสั่งนาย ความอึดอัดอั้นรวดร้าวทุกข์ทรมานจึงถือกำเนิดขึ้น เพราะชีวิตไม่ได้รับอิสรภาพในการครุ่นคิด ตัดสินใจ และกระทำสิ่งใดๆตามความเพ้อฝันต้องการของตนเอง

สุดท้ายแล้ว แม้ชนชาวจีนจะยังคงจมปลักอยู่กับขนบวิถีธรรมเนียมประเพณี ถึงกระนั้นชีวิตจำต้องดำเนินต่อไป ภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้ให้คำตอบหรือตัดสินแทนผู้ชม ว่าอะไรคือสิ่งถูกต้องเหมาะสม ปล่อยให้เป็นวิจารณาณ ครุ่นคิดอ่านด้วยตัวคุณเอง จะยังวาดฝันอนาคตสวยหรูในกะลากรงขัง หรือทำบางอย่างเพื่อก้าวข้ามผ่านขอบเขตแดนดังกล่าว

ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปี 1949 แน่นอนทำให้ Fei Mu ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ อพยพพร้อมครอบครัวไปปักหลักตั้งถิ่นฐานยังฮ่องกง คาดหวังว่าสักวันคงมีโอกาสหวนกลับสู่เซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งสตูดิโอ Longma Film Company ทั้งยังให้ความช่วยเหลือพรรคพวกเพื่อนโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ นักแสดงหลายๆคนติดตามมาทีหลัง (Wei Wei ก็เช่นกัน) ระหว่างเตรียมการภาพยนตร์เรื่องใหม่ ตั้งชื่อไว้ The Show Must Go On เช้าวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1951 เสียชีวิตปัจจุบันทันด่วนจากหัวใจล้มเหลว (บ้างว่าหลอดเลือดในสมองแตก) สิริอายุ 44 ปี สถานที่คือโต๊ะทำงาน กำลังง่วนกับบทภาพยนตร์!

บทหนังดังกล่าว ร่างไว้ด้วยเรื่องราวนักกายกรรมสาว (รับบทโดย Wei Wei) พยายามต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดที่ฮ่องกง หาเงินเพื่อนำพาตนเองหวนกลับสู่จีนแผ่นดินใหญ่ … แค่นี้ก็น่าจะเข้าใจกันได้ ว่าผู้กำกับต้องการสื่อใจความถึงอะไร


เมื่อตอนออกฉายได้รับการโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม และนักวิจารณ์ซ้ายจัด (Leftist) เรียกว่า ‘decadent and ideologically backward’ ยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาเรืองอำนาจ ไม่เล็งเห็นสาระประโยชน์ใดๆจึงถูกสั่งแบนห้ามฉาย กาลเวลาเมื่อได้รับการค้นพบใหม่ ยกย่องเคียงข้าง The Spring River Flows East (1947) เสาหลักไมล์สำคัญของ ‘Second Golden Age’ แห่งวงการภาพยนตร์จีน

หนังได้รับการสร้างใหม่ Remake โดยผู้กำกับ Tian Zhuangzhuang แม้ชื่อจีนเดียวกัน แต่ภาษาอังกฤษปรับเปลี่ยนเป็น Springtime in a Small Town (2002)

ผู้กำกับ Zhang Yimou กล่าวถึงการค้นพบภาพยนตร์เรื่องนี้

“Back then we really didn’t like the modern Chinese films because so many films lacked realism and were phony. But a film like Spring in a Small Town has not been surpassed by many urban films to this day. It’s a rare masterpiece in Chinese film history”.

– Zhang Yimou

ขณะที่ผู้กำกับ Wong Kar-Wai ไม่เพียงยกให้ Spring in a Small Town (1948) เป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรด แต่ยังคือแรงบันดาลใจสำคัญสร้าง In the Mood for Love (2000)

“From my point of view, there has been only one ‘film poet’ in Chinese film history, and that is […] Fei Mu who made Spring in a Small Town. I definitely don’t deserve the title of ‘film poet’”.

– Wong Kar-wai

ส่วนตัวชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆ หลงใหลการแสดงของ Wei Wei ถ่ายทอด’จิตวิญญาณ’ของชนชาวจีนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ และไดเรคชั่นผู้กำกับ Fei Mu เชื่องช้า นุ่มลึก ละมุ่นไม

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศอึมครึม หดหู่ ล่อแหลมต่อศีลธรรมจรรยา

คำโปรย | Spring in a Small Town ถ่ายทอดจิตวิญญาณของชนชาวจีน ยุคสมัยหลังสิ้นสุดสงครามได้อย่างสมบูรณ์แบบ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชอบมากๆ


Spring in a Small Town

Spring in a Small Town (1948) : Fei Mu

(8/3/2016) ว่ากันว่า นี่เป็นหนังยอดเยี่ยมที่สุดของจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ตอนที่หนังสร้างเสร็จ จีนได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสังคมนิยมแล้ว จึงถูกกองเซ็นเซอร์ห้ามฉายเพราะมีเรื่องราวที่ขัดต่อหลักการของพรรคคอมมิวนิสต์ เกือบ 30 ปีหลังจากนั้น ถึงมีโอกาสฉายครั้งแรก (ในช่วง 1980s) ซึ่งหนังได้รับคำชมอย่างมาก ถึงความคลาสสิคและเรื่องราวที่เสียดสีระบอบการปกครองใหม่ของจีนได้อย่างเจ็บแสบ

Fei Mu เป็นผู้กำกับตั้งแต่ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก่อนทำ Spring in a Small Town เขากำกับหนังเรื่อง Remorse at Death (1948) เป็นหนังสีเรื่องแรกของประเทศจีน คงด้วยเหตุนี้ Fei Mu จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิก “Second Golden Age” แต่เมื่อจีนถูกพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ เขาหนีไปอยู่ Hong Kong กับเพื่อนโปรดิวเซอร์ผู้กำกับหลายคน ก่อตั้ง Longma Film Company (Dragon-Horse Films) เป็นโปรดิวเซอร์ให้หนัง เรื่อง The Flower Girl (1951) ก่อนเสียชีวิตตอนต้นปี 1951

Spring in a Small Town คือผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายของ Fei Mu ผมคิดว่าเขาคงมีความอัดอั้นตันใจไม่น้อยต่อระบบการปกครองใหม่ จึงนำเอาเรื่องราวที่เป็นข้อกังขาทางสังคมและจริยธรรมมาเป็นประเด็นหลักในหนัง ผมคิดว่าผู้กำกับเป็นคนหัวโบราณสักนิดและมีแนวคิดต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ ใครดู Spring in a Small Town แล้วจะเห็นตอนจบที่ตัวละครเลือกเดินตามขนบธรรมเนียมเดิม ไม่เลือกสิ่งที่ใจต้องการ ผมเปรียบเทียบตอนจบกับระบอบการปกครองของจีน ที่ดูแล้วผู้กำกับพึงพอใจระบอบการปกครองเก่ามากกว่าระบอบการปกครองใหม่ นี่ไม่ใช่เหตุผลที่หนังโดนแบนนะครับ ผมคิดว่ากอง Censor สมัยนั้นไม่น่าจะสามารถวิเคราะห์หนังในจุดนี้ได้ เหตุผลที่โดนแบนเพราะพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการหนังแนวชวนเชื่อ (propaganda) ที่สนับสนุนการปกครองระบอบใหม่เท่านั้น นี่เป็นหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับความรักไม่เห็นว่ามีเรื่องการเมืองแฝงเลยจึงถูกห้ามฉาย (ความจริงหรือหนังแฝงเรื่องการเมืองเต็มไปหมด แต่กอง Censor ไม่สามารถเข้าใจได้) Fei Mu คงรู้ตัวว่าอิสระในการทำหนังได้หายไปแล้ว เขาเลยอพยพหนีไปอยู่ Hong Kong แทน

ผมไม่รู้ Fei Mu เคยดูหนังของ Jean Renoir หรือเปล่า ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศส รับรองได้ว่าอาจถูกแบนด้วยเหตุผลแบบที่ The Rules of the Game โดนมาแล้ว (ไม่แน่ว่าอาจถูกลอบฆ่าด้วยซ้ำ) Spring in a Small Town มีลักษณะบางอย่างที่คล้าย The Rules of the Game คือ สาสน์แฝงในหนังที่ตอบโต้การใช้อำนาจของรัฐ สิ่งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกตลกมาก คือเหตุผลที่หนังโดนแบนห้ามฉายกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่แสดงให้เห็นถึง ระดับทางการคิดและทัศนคติต่อสื่อภาพยนตร์ของผู้ชมทั้งสองประเทศ ขณะที่ The Rules of the Game คนธรรมดาในฝรั่งเศส ต่างสามารถเข้าใจสาสน์ที่อยู่ในหนังได้แทบจะทั้งนั้น แต่ Spring in a Small Town น้อยคนในจีนที่จะสามารถมองเห็นภาพการไม่ยอมรับในระบอบการปกครองใหม่ ผมดู Spring in a Small Town รอบแรก ก็ไม่ได้วิเคราะห์ความลึกซึ้งนี้ ตอนดูรอบสองจะว่าเป็นความบังเอิญตอนค้นหาข้อมูลหนังก็ได้ ผมตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไม Fei Mu ถึงต้องหนีไปอยู่ Hong Kong? ทำไมหนังถึงถูกแบน? ประติดประต่อ-วิเคราะห์เรื่องราวในหนัง จึงได้เห็นแนวคิดที่คาดไม่ถึงทีเดียว

ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของ Li Tianji และเขาก็ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ด้วย เนื้อเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งงานกับชายคนหนึ่งหลังสงครามจบ อยู่ในบ้านที่เป็นซากปรักหักพังกับน้องสาวสามี และคนใช้อีกหนึ่งคน วันหนึ่งเพื่อนสมัยเด็กได้แวะมาเยี่ยมสามี และพบว่าเขาคือคนรักเก่าของเธอ นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับรักสามเศร้า การนอกใจ ความขัดแย้งระหว่างความต้องการกับศีลธรรม หนังมีความเป็น melodrama สูงมากๆ แสดงออกผ่านคำพูดและสายตามากกว่าการกระทำ ประเด็นชู้ในสังคมสมัยนั้นเป็นเรื่องเสื่อมเสียและรุนแรงอย่างมาก จึงต้องทำแบบลับๆล่อๆ ตอนจบเชื่อว่าคนสมัยใหม่คงหงุดหงิดไม่น้อย ตัวละครเลือกความถูกต้องมากกว่าความต้องการ มันเป็นการจบ happy ending แบบไม่ happy ending ผมคิดว่าที่หนังจบแบบนี้ มันมีเหตุผลอื่นแฝงอยู่ด้วย

นำแสดงโดย Wei Wei เล่นเป็น Yuwen ภรรยา เธอเป็นผู้หญิงที่ตาโตมากๆ (ปกติคนจีนจะตาเล็กๆชั้นเดียว) ดวงตาของเธอทำให้เราเห็น สัมผัสถึงความรู้สึกข้างในจิตใจ ฉากตอนต้นเรื่องที่เดินเลียบกำแพง แววตาเธอเหม่อลอย มองออกไปไกล ตัวอยู่ตรงนั้นแต่ใจอยู่ที่ไหน กำลังคิดอะไรอยู่ บทบรรยายไม่ช่วยอะไร เพราะมันไม่บอกว่าเพราะอะไรเธอถึงเป็นอย่างนั้น เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ต่อหน้าคนอื่นเธอก็พยายามปั้นสีหน้าแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความสุขอยู่เสมอ แต่ข้างในมีความรู้สึกบางอย่าง มันคือความทุกข์ เศร้า หรืออะไร?

Shi Yu เล่นเป็น Liyan สามีที่มีร่างกายอ่อนแอ ทำให้สภาพจิตใจแตกละเอียดเหมือนกับสภาพบ้านที่เป็นซากปรักหักพักเนื่องจากสงคราม บ้านที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะซ่อมเสร็จ เจ้าบ้านก็ไม่คิดจะทำอะไร ผมจำเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม Liyan ถึงแต่งงานกับ Yuwen คุ้นๆเธอบอกว่า เธอไม่ได้รัก Liyan แต่บังคับใจตัวเองให้รัก ไม่รู้เธอบังคับใจตัวเองสำเร็จไหม เมื่อ Liyan ล้มป่วย ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไป ความรักกลายเป็นหน้าที่ สิ่งที่เธอต้องทำคือดูแลสามี

Li Wei เล่นเป็น Zhang Zhichen หมอจาก Shanghai เพื่อนเก่าของ Liyan และเป็นคนรักแรกของ Yuwen ร่างกายป่วยหนักอาจรักษาได้ แต่ป่วยรักไม่มีทางที่จะรักษาให้หายขาด การมาของ Zhang Zhichen ทำให้ Yuwen นึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขก่อนที่เธอจะแต่งงาน เธออยากกลับไปเป็นเด็กแบบตอนนั้นอีกครั้ง พร้อมที่จะทิ้งทุกอย่าง แต่ Zhang Zhichen ไม่สามารถทรยศเพื่อนเพื่อความสุขของตัวเองได้ เขายังคงรัก Yuwen อยู่ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี ยื้ออยู่นาน สุดท้ายศีลธรรมในใจของเขาก็เอาชนะความต้องการของตัวเองได้

หนังทั้งเรื่องมีตัวละครทั้งหมด 5 คน ไม่มีตัวประกอบอื่นเลย อีก 2 คนคือ น้องสาว Liyan ชื่อ Xiu นำแสดงโดย Zhang Hongmei และคนใช้ Lao Huang นำแสดงโดย Cui Chaoming

ผมจะเปรียบเทียบเรื่องราวและตัวละครในบ้านหลังนี้กับระบอบการปกครอง มีผู้นำคือ Liyan บ้านหลังนี้มีสภาพทรุดโทรม เหมือนการปกครองรูปแบบเก่าที่ดูล้าหลัง มีคนอาศัยในบ้านคือ Yuwen ที่ใช้ชีวิตไปวันๆ แสดงออกอย่างหนึ่งแต่คิดอีกอย่างหนึ่ง (เปรียบตัวละครนี้คือชนใช้แรงงาน ที่มีชีวิตทำไปตามหน้าที่แต่ละวัน), น้องสาว Xiu ที่สนุกสนานร่าเริง มีความสุขอยู่ตลอดเวลา (เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง) และ Lao Huang คือคนใช้เก่าแก่ที่ไม่ยอมไปไหน (คือคนรุ่นเก่า คนแก่ที่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร) การมาของ Zhang Zhichen เปรียบเหมือนแนวคิดใหม่ การปกครองรูปแบบใหม่ เขาเป็นเพื่อนเก่า Liyan และเป็นคนรักเก่าของ Yuwen (เหมือนฟาสซิสที่กลายมาเป็นคอมมิวนิสต์) การมาของ Zhang Zhichen ทำให้ Yuwen รู้สึกสับสนลังเล ใจเธออยากหนีไปกับ Zhang Zhichen ถึงขั้นคิดว่าถ้า Liyan ตายไปก็ดี (เหมือนการล้มล้างระบอบเดิม) แต่เธอก็หาทำไม่ เป็น Liyan เองที่เห็นว่า Yuwen อาจจะมีความสุขถ้าได้อยู่กับ Zhang Zhichenมากกว่า ตอนจบในหนังคือคือ Liyan พยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ และ Zhang Zhichen เลือกที่จะถอยตัวกลับไป นี่เป็นตอนจบที่ผู้กำกับ Fei Mu ตั้งใจจะให้เป็นความพ่ายแพ้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ต่อระบบการปกครองเดิม แต่ความจริงคงรู้กันอยู่ว่าไม่ได้กลายเป็นแบบที่ผู้กำกับวาดฝันไว้

เราจะดูหนังเรื่องนี้เป็น melodrama ธรรมดาๆแบบไม่ต้องวิเคราะห์ลงลึกไปก็ได้ เพราะสาสน์ของหนังมันคนละเรื่องกับเรื่องราวในหนังโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ทุกคนจะวิเคราะห์แล้วได้แบบเดียวกัน เหมือนกับ The Rules of the Game ที่เป็นหนังต่อต้านสงครามแต่ไม่มีฉากสงครามหรือพูดถึงสงครามแม้แต่น้อย และเราสามารถตีความมากกว่า 1 อย่างจากหนังได้ (ลองไปหาบทรีวิวที่ผมเขียนถึง The Rules of the Game อ่านดูนะครับ) การตีความหนังไม่จำเป็นว่าทุกคนจะมองเห็นได้เหมือนกัน และเมื่อผู้กำกับ Fei Mu ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออธิบายสิ่งที่เขาสร้างแล้ว (เขาเสียชีวิตก่อนที่หนังจะได้ฉายด้วยซ้ำ) เราจึงสามารถเปิดกว้างตีความอะไรจากหนังก็ได้ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด สิ่งที่ผมวิเคราะห์นี้เกิดจากการสังเกตพฤติกรรมของผู้กำกับ เกิดขึ้นกับเขา เรื่องราวในหนัง วิธีการเล่า มันแสดงตัวตนแนวคิดของผู้กำกับออกมา มีอะไรมากมายที่สามารถทำเป็นหนังได้ แต่ทำไมเลือกประเด็นนี้ ในช่วงเวลานี้ ผู้กำกับระดับที่เป็นศิลปิน เข้าใจในศิลปะ ย่อมทำอะไรมีเหตุมีผลแน่นอน

ถ่ายภาพโดย Li Shengwei หนังสร้างบรรยากาศให้รู้สึกถึงจิตใจที่แตกสลาย ซึมเศร้า สับสน เหมือนภาพซากปรักหักพังของบ้าน ที่ไม่รู้อยู่กันไปได้ยังไง มันดูหดหู่เหลือเกิน แม้ชีวิตพวกเขาจะไม่ต้องดิ้นรนมาก (ไม่รู้เหมือนกันว่าตระกูลนี้ทำมาหากินหรือได้เงินมาจากไหน มรดกหรือเปล่า?) ช่วงเวลาสดใส ณ บ้านหลังนี้คือรอยยิ้มของน้องสาว Xiu ที่สร้างสีสันให้กับหนัง(ถ่ายด้วยภาพขาวดำ) เป็นความสวยงามที่ไม่มีอะไรเจือปน ขณะที่รอยยิ้มของ Yuwen ถึงจะสวยงามแต่ดูแล้วรู้สึกมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่ข้างใน

ฉากที่ผมชอบที่สุดคือฉากล่องเรือร้องเพลง และเดินเลียบกำแพง … นี่คือกิจกรรมที่มีความสุขที่สุดของคนในบ้านหลังนี้เหรอนี่ โอ้ ซีนล่องเรือ กล้องจะถ่ายให้เห็นทั้ง 4 ตัวละครอยู่ในเรือลำเดียวกัน ความหมายมันก็ตรงตัวเลยนะครับ ตัดคนใช้ออกไป ก็มีแต่พวกเขาทั้ง 4 นี่แหละที่เป็นคนทำให้เรื่องราวดำเนินต่อไป สำหรับการเดินเลียบกำแพง นี่เป็นสิ่งที่นักวิจารณ์จะพูดกันแทบทุกเจ้า กำแพงพังๆมันมีอะไรที่ดึงดูดตัวละครเหล่านี้ให้ชอบเดินไปหานักนะ คงเพราะสภาพของมันเหมือนกับจิตใจของพวกเขา ราวกับมันเป็นเพื่อนที่เข้าใจความรู้สึกของกันและกัน

มีฉากหนึ่งที่ผมข้องใจพอสมควร ทำไม Zhang Zhichen ถึงตัดสินใจเปลี่ยนเอายานอนหลับออกเป็นยาบำรุงธรรมดา มันเหมือนเขารู้ล่วงหน้าว่า Liyan อาจจะทำอะไรบ้าเช่น ฆ่าตัวตายแบบในหนังงั้นเหรอ … ไม่น่านะ หรือเพราะเขารู้ว่าเหตุที่ Liyan ป่วย ไม่ใช่ร่างกายที่อ่อนแอ แต่เป็นเพราะจิตใจที่มีผลกระทบจากสงคราม เขาไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย แค่นอนให้เต็มอิ่ม ทานอาหารให้ครบ ตากแดดให้ร่างกายสดชื่น แค่นี้เดี๋ยวก็หาย ในหนังต้องถือว่าโชคดี เพราะการทำแบบนี้ทำให้ Liyan ไม่ตาย แต่ผมอธิบายเหตุผลของการกระทำนี้ไม่ได้ ใครเข้าใจแนะนำผมมาก็ได้นะครับ

ฉากกินเหล้า เมื่ออายุ 16 กับช่วงเวลาที่ถือว่าผู้หญิงสามารถแต่งงาน ออกไปมีครอบครัว มีลูกได้ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ การเลือก และค้นหาตัวเอง เราจะเห็นช่วงเวลาแห่งการฉลองนี้ มีคนหนึ่งที่เอาแต่กินให้ตัวเอามอมเมา จะได้ไม่ต้องคิดอะไร รู้สึกอะไร คนหนึ่งกินไม่ได้ คนหนึ่งอยากกินแต่ไม่มีโอกาสได้กิน เรามาเล่นเป่ายิงฉุบกันเป็นไง แพ้กิน … เป็นการเป่ายิงฉุบที่หลากหลายมาก ไม่รู้มาก่อนว่าเป่ายิงฉุบมีมากกว่า 1 แบบด้วย ฉากนี้วิเคราะห์ให้ดีมีสาสน์อะไรแฝงเยอะมาก ผมขี้เกียจคิดแล้ว ลองไปหาคำตอบเองบ้างนะครับ

ตัดต่อโดย Wei Cunbao ผมเปรียบการเล่าเรื่องเหมือนกับการอ่านหนังสือ มีการพากย์คำพูดในความคิดของ Yuwen แทนคำอธิบายตัวอักษร นี่ทำให้ผมคิดว่า หนังใช้มุมมองของ Yuwen เล่าเหตุการณฺ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น คงเพราะผู้กำกับต้องการให้ Yuwen เป็นตัวแทนของเขาในการนำเสนอแนวคิด ซึ่งคำตอบในตอนจบก็คือความต้องการของผู้กำกับ ที่จะบอกว่า ต่อให้ฉันชอบระบบการปกครองใหม่แค่ไหน แต่ฉันยังยืนกรานที่เลือกระบบเดิมมากกว่าระบบใหม่

เพลงประกอบ Huang Yijun ผมไม่แน่ใจเพลงที่น้องสาว Xia ร้อง เป็นเพลงที่แต่งโดย Huang Yijun หรือเปล่า ถ้าใช่ละก็เยี่ยมเลย เพลงเพราะมาก (แม้จะไม่มีดนตรีประกอบก็เถอะ) ส่วนฉากเปิดเรื่อง เสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองจีน ฟังแล้วให้อารมณ์โหยหวนมากๆ แถมเพลงมันเดี๋ยวดังเดี๋ยวเงียบ กระตุกไปม่ (restore มาได้คุณภาพต่ำมาก) ยิ่งรู้สึกหวิวๆไปกว่าเดิมอีก

Spring in a Small Town หนังเลือกชื่อนี้ได้ไม่สอดคล้องกับเรื่องราวเลย Small Town ในหนังมันแค่ Small House บ้านหลังหนึ่งเท่านั้น ส่วนคำว่า Spring ผมคิดว่าความหมายมันน่าจะคล้ายๆชื่อหนัง Late Spring ฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงเวลาที่เปรียบเหมือนความรักกำลังแรกแย้ม ผลิบาน โลกที่เต็มไปด้วยความสุข สดใส ในหนัง Small House สถานที่ดำเนินเรื่องนั้นมีความหดหู่ ช่วงเวลา Spring คือรอยยิ้มแห่งความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ผมแปลชื่อหนังที่สามารถอธิบายใจความของหนังได้ใกล้เคียงที่สุดก็ First Love in a Small House

มีคนเปรียบสไตล์การเล่าเรื่องของ Fei Mu ว่าคล้าย Max Ophüls และ Kenji Mizoguchi แต่ผมว่าความลึกซึ้งของ Fei Mu นั้นอาจจะเหนือกว่าทั้งคู่ ถ้าผมได้มีโอกาสดูหนังของเขามากกว่านี้จะมาเล่าให้ฟังนะครับ ใจผมค่อนข้างคาดหวังว่า Fei Mu จะคล้ายกับ Jean Renoir มากกว่า ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเขาจะถือเป็นผู้กำกับที่ถูก underrated ที่สุดของเอเชียเลย

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคอหนังเก่าๆ ชอบดูหนังดีๆหายาก คอหนังจีน(ยุคเก่า) หนังอาจไม่ถูกใจคนรุ่นใหม่ หาดูน่าจะยากด้วย ดูแบบไม่คิดอะไรก็ถือว่าไม่เลว คุณภาพพอใจ (restore มาไม่ดีเท่าไหร่) แต่กับคนที่ชอบวิเคราะห์หนัง นี่เป็นหนังที่ลึกซึ้งมากๆ ผมเทียบหนังเรื่องนี้ว่าเป็น The Rules of the Game ของจีน เลยนะครับ จัดเรต 15+ กับแนวคิดเรื่องรักสามเศร้า และมีฉากพยายามฆ่าตัวตายด้วย

คำโปรย : “Spring in a Small Town หนังจีนแผ่นดินใหญ่ที่สุดคลาสสิค มีความสวยงาม เนื้อเรื่องที่แฝงตัวตนของผู้กำกับ ฤาผู้กำกับ Fei Mu จะเป็นคนที่ถูก underrated ที่สุดในเอเชีย”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: