Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003)

Spring, Summer, Fall, Winter... and Spring

Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003) Korean : Kim Ki-duk ♥♥♥♥♥

เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย วงเวียนวัฏจักรชีวิตก็เหมือนฤดูกาลเคลื่อนพานผ่าน ตราบใดยังว่ายวนอยู่ในวัฏฏะสังสาร ย่อมมิอาจดิ้นหลุดพ้นบ่วงกิเลสกรรม เคยกระทำอะไรกับใครไว้สักวันย่อมต้องได้รับผลนั้นคืนตอบสนอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ในบรรดาภาพยนตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนา ผมครุ่นคิดว่า Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring คือเรื่องที่พุทธศาสนิกชนสมควรหามารับเชยชมสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่เกี่ยงว่าลัทธินิกายใด เพราะ’หัวใจ’แห่งธรรมะได้ถูกแกะสลักจารึกไว้ แม้คนไร้ความเชื่อศรัทธาก็ยังสามารถอ่านออกเข้าใจ

ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ชาวพุทธเท่านั้นนะครับ ทุกความเชื่อศรัทธา ศาสนา พระเจ้า ถ้าสนใจในปรัชญาชีวิต กฎธรรมชาติ หรือต้องการเชยชมความงดงามของฤดูกาล สะท้อนสีสันจิตวิญญาณมนุษย์ ดูจบอาจได้พบเห็นสัจธรรมบางอย่างก็เป็นได้

และที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือความงดงามทางศาสตร์ศิลป์ ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายสวยๆธรรมชาติผันแปรเปลี่ยนตามฤดูกาล ทุกการกระทำแสดงออกของตัวละคร ล้วนซ่อนเร้นด้วยนัยยะสื่อหมายอ้างอิงจากพุทธปรัชญา แต่ก็สามารถครุ่นคิดทำความเข้าใจได้ด้วยภาษาสากล

ถึงกระนั้น หลังจากที่ผมติดตามอ่านบทวิจารณ์จากผู้ชมฝั่งตะวันตก แม้ส่วนใหญ่จะยกย่องสรรเสริญ แต่บนความลุ่มลึกงดงาม หาได้ตรึกตรองตามถึงธรรมะ เป้าหมายชีวิต หรือสัจธรรมเท็จจริงสักเท่าไหร่


Kim Ki-duk (เกิดปี 1960) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Bonghwa หมู่บ้านเล็กๆบนเขาที่จังหวัด Kyungsang พออายุได้ 9 ขวบ ครอบครัวอพยพย้ายลงมาอยู่กรุง Seoul โตขึ้นเข้าเรียนวิทยาลัยเกษตรแต่ถูกขับไล่ออกเพราะพี่ชายเกเร จึงต้องทำงานในโรงงาน ตามด้วยสมัครทหาร 5 ปี อาสาโบสถ์คริสต์จนเคยคิดเป็นบาทหลวง แต่ด้วยความลุ่มหลงใหลการวาดภาพ นำเงินเก็บซื้อตั๋วเครื่องบินไปเรียนศิลปะยังกรุงปารีส ดิ้นรนไส้แห้งอยู่สามปี อายุ 33 กลับเกาหลีมาเริ่มเขียนบทหนังส่งประกวดคว้ารางวัล แต่ไม่มีสตูดิโอหน้าไหนแสดงความสนใจ แม้ไร้ประสบการณ์แต่สามารถสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Crocodile (1996), แจ้งเกิดโด่งดังกับ The Isle (2000), ผลงานเด่นๆ อาทิ Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003), Samaritan Girl (2004), 3-Iron (2004), The Bow (2005), Arirang (2011), Pietà (2012) ฯ

ผลงานของ Kim Ki-duk มักสะท้อนมุมมองทัศนคติส่วนตัว ความสนใจเกี่ยวกับชีวิต ธรรมชาติ โดดเด่นกับการถ่ายภาพที่มีความงดงามเหมือนภาพวาดศิลปะ ใช้ภาษากายแทนคำพูดคุยสื่อสาร และมอบอิสระผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ

สำหรับ Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring สร้างขึ้นด้วยความตั้งใจวาดภาพอารมณ์ผ่านสีสันแห่งฤดูกาล

“I intended to portray the joy, anger, sorrow and pleasure of our lives through four seasons and through the life of a monk who lives in a temple on Jusan Pond surrounded only by nature”.

– Kim Ki-duk

เรื่องราวแบ่งออกเป็น 4+1 ฤดูกาล พระสงฆ์และลูกศิษย์อาศัยอยู่ ณ วัดกลางน้ำ Jusan Pond รายล้อมรอบด้วยธรรมชาติ ขุนเขาสูงใหญ่
– Spring/ฤดูใบไม้ผลิ, สามเณรน้อยระหว่างกำลังเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพร ได้กลั่นแกล้งปลา กบ และงู ด้วยการผูกมัดกับก้อนหินทำให้พวกมันมีชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก ซึ่งพอหลวงพ่อมาพบเห็นเข้าจึงสั่งสอนด้วยการผูกมัดเด็กชายให้ต้องแบกหินก้อนใหญ่ ตื่นเช้ามาค่อยเรียนรู้สำนึกได้ รีบเร่งไปปลดปล่อยสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่…
– Summer/ฤดูร้อน สามเณรน้อยเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม พานพบเจอหญิงสาวแรกรุ่นที่เดินทางมารักษาอาการเจ็บป่วยกับหลวงพ่อ ซึ่งพอทั้งคู่ได้สานความสัมพันธ์ร่วมรักหลับนอน โรคดังกล่าวพลันหายขาด แต่พอเธอถูกส่งกลับบ้านทำให้เขาเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน ตัดสินใจหลบหนีออกจากวัดเพื่อไปใช้ชีวิตครองคู่อยู่กินกับเธอ
– Fall/Autumn/ฤดูใบไม้ร่วง หลายปีผ่านไป หลวงพ่อได้พบเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ลูกศิษย์ตนเองเข่นฆาตกรรมภรรยา ตระหนักรับรู้ว่าอีกไม่นานคงหลบหนีกลับมาพึ่งใบบุญ ซึ่งก็เป็นไปตามคาดหมาย พบเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด สับสนวุ่นวาย ตัดสินใจจะฆ่าตัวตายแต่อาจารย์ก็ได้ช่วยชีวิตไว้ แล้วสั่งให้แกะสลักบทสวด ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (The Heart Sūtra) ร้องขอเจ้าหน้าที่ตำรวจรอคอยจนกว่าจิตใจของเขาจะค่อยๆสงบผ่อนคลายลง
– Winter/ฤดูหนาว อีกหลายปีผ่านไปเมื่อได้รับการปลดปล่อยออกจากคุก ชายหนุ่มเดินทางกลับมาวัดเพื่อฝึกฝนร่างกาย-จิตใจให้หลุดพ้นจากวัฏฏะสังสาร นำพระธาตุของอาจารย์เก็บไว้ในน้ำแข็งแกะสลักพระพุทธรูป ขณะเดียวกันหญิงสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า เดินทางมาหาพร้อมทารกน้อย ฝากฝังไว้ให้รับเลี้ยงดูแล ขณะที่เธอ…
– and Spring/ฤดูใบไม้ผลิหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง จากลูกศิษย์กลายเป็นอาจารย์ เขากำลังต้องคอยสอนสั่งสามเณรน้อยที่กำลังเติบโตใหญ่ ให้เรียนรู้จักเข้าใจวิถีของโลกใบนี้


สำหรับนักแสดง แทบทั้งหมดเป็นมือสมัครเล่นหรือขาประจำผู้กำกับ Kim Ki-duk ไม่ได้มุ่งเน้นความสมจริงอะไร แค่ต้องการแสดงออกด้วยภาษากาย ขยับเคลื่อนไหวอย่างแลดูเป็นธรรมชาติ แต่ก็เว้นไว้กับเสียงหัวเราะของสามเณร/ความเกรี้ยวกราดของชายหนุ่ม นั่นเกิดจากการปรุงแต่งทางอารมณ์ ประดิษฐ์ประดอยเว่อเกินจนจากผิดปกติสามัญ

ขณะที่ Kim Ki-duk แสดงเป็นชายวัยกลางคนที่หลังจากพานผ่านการใช้ชีวิต ได้รับโทษทัณฑ์ผลกรรม หวนกลับมาวัดบวชเป็นพระ มุมานะฝึกฝนร่างกายและจิตใจเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏฏะสังสาร … ผมว่านี่สะท้อนแนวคิด วิถีปฏิบัติ ตัวตนเองของผู้กำกับได้เลยนะ

ถ่ายภาพโดย Baek Dong-hyeon ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับ Kim Ki-duk เรื่อง The Coast Guard (2002)

ผู้กำกับ Kim Ki-duk ใช้เวลาถึงหกเดือนกว่าจะโน้มน้าวร้องขอรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม เพื่อขออนุญาตสร้างวัดลอยน้ำยัง Jusanji Pond ตั้งอยู่ที่ Cheongsong County, จังหวัด North Gyeongsang น่าเสียดายหลังจากถ่ายทำเสร็จสิ้นจำต้องรื้อถอนทำลาย แม้หลังจากหนังออกฉายสถานที่แห่งนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลามก็ตามที

สายน้ำคือธารแห่งชีวิต วัดกลางสระจึงถือเป็นสถานที่แห่งจิตวิญญาณ ศูนย์กลางความสุขสงบที่หลบซ่อนอยู่เบื้องลึกภายในจิตใจ แม้สภาพแวดล้อมภายนอกปรับเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ยังว้าวุ่นวายไม่มากเท่าราคะ โทสะ โมหะ เข้ามากระทบกระทั่งจิตใจ

การเดินเข้าออกประตู ถือเป็นสัญลักษณ์ของข้อตกลง กฎระเบียบทางจิตใจที่มีไว้สำหรับฝึกฝนตนเอง ไม่ได้มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตาม เดินออกข้างๆเสียเลยก็ยังได้ แต่นั่นเฉพาะผู้โหยหาอิสรภาพ ต้องการกระทำบางสิ่งสนองใจอยาก นั่นหาใช่เรื่องผิดชั่วร้ายประการใด แต่จักทำให้มนุษย์สูญเสียความสงบสุขภายใน เกิดความลุ่มร้อนรน หลงใหลมัวเมาไปกับกิเลสตัณหา

ผูกมัดและแบกหิน สะท้อนถึงภาระของชีวิตที่มนุษย์ถือครองไว้มากมาย อาทิ บ้าน รถ เงินทอง ของมีค่า หน้าตาในสังคม เกียรติศักดิ์ศรี อำนาจบารมี ตำแหน่ง ชนชั้นทางสังคม ฯลฯ ไม่รู้สึกหนักบางหรือ ถือไว้จนล้นมือ เมื่อใดสามารถละทอดทิ้ง ปลดปล่อยวางทุกสิ่งอย่างได้ ชีวิตไม่ใช่จักพบเจอความสงบสุขสบายกว่าหรอกหรือ?

ธรรมชาติสร้างเพศหญิงให้ต้องมีภาระ อุ้มท้องแบกครรภ์สิบเดือนเพื่อถือกำเนิดลูกหลานสืบวงศ์เผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุนี้จึงมีมากด้วยฮอร์โมนความต้องการ หมกมุ่นครุ่นในกามคุณ ผิดกับบุรุษที่มีอิสรภาพทางร่างกายมากกว่า ดังนั้นแทบทุกๆศาสนาอิสตรีจึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งกิเลสราคะ มารผจญที่คอยล่อลวงบรรพชิตผู้ถือศีล ให้หวนกลับมาติดบ่วงแห่งกรรม

ความรักทำให้เรือร่ม, การกลั่นแกล้งของอาจารย์นี้เพื่อสะท้อนถึงกิเลสราคะ อันเป็นบ่อเกิดความหมกมุ่นครุ่นยึดติด ชีวิตไม่สามารถทำอะไรอื่นนอกจากพายเรือเวียนวน จนสักวันหนึ่งรั่วล่มจมลงหนอง ไม่สามารถเอาตัวรอดเกิดความสงบสุขภายในจิตใจ

การแกะสลักพระสูตรบนพื้นไม้ ภายนอกดูเหมือนเพื่อให้จิตใจที่เคยโกรธเกลียดเคียดแค้นได้พักผ่อนคลายเบาบางลง แต่เราสามารถสะท้อนนัยยะนามธรรม ถึงการจดจำหลักคำสอนพระพุทธสลักไว้ในจิตใจ นั่นต่างหากก่อให้เกิดความสงบสุขที่แท้จริง และการแต่งแต้มทาสีสัน ก็เพื่อให้เกิดความโดดเด่นสำคัญไม่รู้ลืม (จริงๆผมว่าการทาสีนี่ไม่จำเป็นเลยนะ เพราะหลักธรรมะควรที่จะกลมกลืนไปกลับชีวิตและธรรมชาติ ไม่ใช่โดดเด่นขึ้นมาจนผิดสังเกตขนาดนั้น!)

หลายคนอาจสงสัยว่า พระอาจารย์เผาตัวเอง ฆ่าตัวตาย? ไม่ใช่นะครับ มองในเชิงสัญลักษณ์จะสื่อถึงการเผากิเลส หมดสิ้นแล้วทุกความห่วงใยกังวล เพราะลูกศิษย์ของตนได้หวนกลับมาและจารึกพระสูตรเข้าสู่ภายในหัวใจ การถูกจับติดคุกหาได้กักขังอิสรภาพทางจิต ซึ่งพอเขาได้รับการปล่อยออกมาก็จะเห็นเลยว่า มุ่งหาหนทางแห่งมรรคผลนิพพาน

หนังสร้างความคลุมเคลืออยู่หลายครั้ง เมื่อเรือมีลำเดียวแล้วไฉนพระอาจารย์ถึงสามารถไปด้อมๆมองๆสังเกตดูการกระทำของลูกศิษย์ มันอาจเป็นจิตที่ส่งออกนอกร่างกาย หรือใช้สมาธิควบคุมเรือให้กลับมารับตนเองพาไปอีกฝั่ง นั่นอาจดูเหนือธรรมชาติในความเข้าใจของหลายๆคน แต่หลังจากท่านเสียชีวิตและกลายเป็นพระธาตุ นั่นสะท้อนถึงการฝึกฝนตนเองในระดับสูงส่งพอให้อภินิหารเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้

ทำไมหญิงสาวในตอนฤดูหนาว ถึงต้องปกปิดบังใบหน้าตนเอง? นี่เฉกเช่นเดียวกับเหตุผลการไร้ชื่อตัวละคร สามารถเทียบแทนด้วยมนุษย์ทุกคน จะเป็นใครก็ได้ เพิ่มเติมที่การทอดทิ้งลูก อาจทำให้เธอรู้สึกละอายจนไม่อยากเปิดเผยใบหน้า ขณะเดียวกันสื่อถึงการสูญเสียอัตลักษณ์ตัวตน กำลังจะกระทำสิ่งอมนุษย์ (ทอดทิ้งลูกในไส้ตนเอง) ด้วยเหตุนี้ขากลับจึงเดินตกบ่อน้ำแข็ง กรรมสนองเพราะได้สูญสิ้นจิตวิญญาณแห่งความเป็นคน

ทั้งๆที่มันเป็นกรรมของหญิงสาว แต่บ่อน้ำนั้นเขาขุดเองกับมือ ราวกับว่าได้รับกรรมสนองจากที่เคยกลั่นแกล้ง ปลาจมน้ำตาย งูไม่รู้เกิดอะไรขึ้น … ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจผูกตนเองเข้ากับก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชดใช้การกระทำ และออกเดินล้มลุกคลุกคลาน ปีนป่ายขึ้นเขาเทียบแทนการฝึกฝนร่างกาย-จิตใจ เพื่อบรรลุหลุดพ้นเมื่อถึงจุดยอดสูงสุด

นอกจากภาพธรรมชาติสวยๆที่จะเปลี่ยนสีสันไปทุกๆฤดูกาล ยังพบเห็นสรรพสัตว์มากมายซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ซ่อนเร้นอยู่ อาทิ
– ปลา คือสัตว์ที่แหวกว่ายเวียนวนอยู่ในธารน้ำ ไม่สามารถดิ้นรนหลบหนีรอดไปไหน ฤดูหนาวย่างกรายก็แข็งตายอยู่ตรงนั้น
– กบ สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกที่ชื่นชอบการกระโดด พยายามดิ้นรนกระเสือกกระสน นำพาตัวเองให้ขึ้นสู่จุดสูงสุด(แล้วตกลงมา)
– งู คือสัตว์เลื้อยคลานที่ต้องลดเลี้ยวเคี้ยวคด ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้ตรงๆ และชอบที่จะกอดฟัดรัดเหวี่ยงเวลาร่วมรัก (เหมือนมนุษย์ขณะมี Sex)
– สุนัขในฤดูใบไม้ผลิ สะท้อนถึงสามเณรน้อยที่ต้องคอยปฏิบัติรับใช้ ทำตามคำสั่งของอาจารย์ เพราะยังเติบโตไม่ถึงวัยสามารถครุ่นคิดกระทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง
– ไก่ในฤดูร้อน เสียงร้องเอกอีเอ้กยามเช้า เปรียบได้กับการตื่นขึ้นมาสู่เช้าวันใหม่ เปิดโลกทัศน์ออกจากกะลาครอบ สามารถครุ่นคิดตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง
– ตั๊กแตน คือสัตว์ที่สามารถกระโดด โบยบิน และมีวิวัฒนาการเติบโต เมตามอร์โฟซิสแบบไม่สมบูรณ์
– แมวเหมียวในฤดูใบไม้ร่วง สัตว์ที่ชอบเคล้าคลอเคลียเอาใจเจ้านาย ไม่ต่างกับชายหนุ่มเมื่อทำสิ่งผิดพลาดก็หวนกลับมาอาจารย์ให้เป็นที่ระบายความทุกข์ ด้วยเหตุนี้หางของมันจึงถูกนำมาเขียนพระสูตร ให้จิตใจของเขาสามารถล่วงรับรู้ตัวตนเอง พบเจอความสงบสุขผ่อนคลาย
– งูแหวกว่ายน้ำออกจากการเผาศพหลวงพ่อ จะมองว่าคือสัญลักษณ์การเกิดใหม่ก็ยังได้ ซึ่งตอนลูกศิษย์เดินทางกลับมาเมื่อพ้นโทษ พบเห็นขดตัวอยู่ข้างๆเสื้อผ้าของอาจารย์ (ปู่โสมเฝ้าทรัพย์) คงจะเฝ้ารอคอยให้เขาหวนกลับมาสานสืบต่อ ค้นพบหนทางแห่งการบรรลุหลุดพ้น
– เต่าในฤดูใบไม้ผลิ, สัตว์อายุยืนยาวนี้สื่อได้ถึงการพยากรณ์อนาคต สามเณรน้อยจับมันมาพลิกเล่น คือทุกสิ่งอย่างจะกลับตารปัตร ปลา กบ และงู จะถูกยัดก้อนหินใส่ปาก กลืนในสิ่งที่กินไม่ได้ทำให้ติดคอตาย อาจจะหมายถึงโลกแห่งวัตถุนิยม บริโภคเข้าไปคงพบเจอแต่หายนะย่อยยับเยิน

แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะปรับเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร พระพุทธก็ยังคงธำรงอยู่ตำแหน่งสูงสุดในสากลจักรวาล

ตัดต่อโดย Kim Ki-duk, แบ่งเรื่องราวออกเป็น 4+1 ตอน เริ่มต้นด้วยการขึ้นข้อความบอกฤดูกาล ตามด้วยภาพแรกคือเปิดประตูหน้าวัด เหตุการณ์ดำเนินไป ซึ่งมักมีเนื้อหาสอดคล้องเกี่ยวเนื่องกับช่วงเวลานั้นๆ
– Spring/ฤดูใบไม้ผลิ, สามเณรกำลังเริ่มต้นเรียนรู้จักชีวิต
– Summer/ฤดูร้อน, เต็มความลุ่มเร้าต่อกิเลสตัณหาราคะ จิตใจไม่อาจอยู่สงบสุขอีกต่อไป
– Fall/Autumn/ฤดูใบไม้ร่วง, ชายหนุ่มทุกข์ทรมานต่อความผิดหวัง และชีวิตของอาจารย์ที่กำลังร่วงโรยรา
– Winter/ฤดูหนาว, การฝึกฝนตนเอง เรียนรู้จักความอดทนเพื่อให้ชีวิตสามารถดิ้นรนกระเสือกกระสน ปีนป่ายสู่จุดสูงสุดและสามารถปลดปล่อยวางจากความยึดติด
– and Spring/ฤดูใบไม้ผลิหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง, จากเคยเป็นสามเณรเติบโตขึ้นกลายเป็นอาจารย์ ผลิดอกออกใบให้ลูกศิษย์ใหม่ คนรุ่นถัดไป

เพลงประกอบโดย Ji Bark ชื่อจริง Park Ji-woong ขาประจำของผู้กำกับ Kim Ki-duk, ทั้งสี่ฤดูจะมีกลิ่นอายที่แตกต่างออกไป ด้วยเครื่องดนตรีพื้นบ้าน(เกาหลี?) ขลุ่ย พิณ ซอ ฯ  มอบสัมผัสแห่งผืนธรรมชาติ ป่าเขาลำไนไพร และท่วงทำนองสะท้อนเรื่องราวเหตุการณ์ อารมณ์ความรู้สึก จิตวิญญาณของตัวละคร ถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมา

บทเพลงพื้นบ้าน (Traditional Song) ได้รับการพูดถึงกล่าวขวัญมากสุด ชื่อว่า Jeongseon Arirang ขับร้องโดย Kim Young-im เสียงร้องโหยหวนสั่นสะท้านพร้อมๆกับภาพความล้มลุกคลุกคลาน ตะเกียกตะกายปีนป่ายขึ้นเขา เพื่อมุ่งสู่จุดสูงสุดแห่งชีวิตแล้วจะได้มองย้อนกลับมา พบเห็นภาพวัดกลางน้ำอยู่ท่ามกลางทุกสรรพสิ่ง ก็เท่านี้เองสินะชีวิตไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านี้

ความเข้าใจของคนทั่วไป ธรรมชาติ มักสื่อถึงต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า หมู เห็ด เป็ด ไก่ ฯลฯ แต่ถ้าเป็นความหมายเชิงนามธรรม ธรรมชาติ หมายถึงความไม่ปรุงแต่ง หรือคือจิตว่าง เช่นว่าถ้ากินอาหารโดยไม่จับรสชาติ แค่รู้รสแต่ไม่ต้องสนใจ ไม่ให้ค่าความหมาย นั่นก็คือกินอย่างธรรมชาติ ไม่เกิดความคิดปรุงแต่งกับอาหารที่กิน ชอบ-ไม่ชอบ อร่อย-ไม่อร่อย

ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ, หากเราต้องการเข้าถึงธรรมะ คือต้องไม่ครุ่นคิดปรุงแต่งอะไรเลย เมื่อไหร่ที่เราไม่ครุ่นคิดปรุงแต่งอะไรเลยก็จักสามารถเข้าถึงธรรมะอันว่างบริสุทธิ์ ที่ปราศจากความเป็นวัตถุ บุคคล ตัวตน เราเขา ปราศจากความถูก-ผิด ดี-ชอบ ชั่ว-ชัง ซึ่งไม่มีรูปลักษณ์ ไม่มีชื่อเรียก ไม่มีอะไรเลย

แล้วการที่เรากราบไหว้บูชาพระพุทธรูปนี่ถือว่าเป็นธรรมชาติไหม? ขณะที่กราบไหว้บูชาพระพุทธรูปคุณไม่ได้อยู่กับธรรมชาติ เพราะคุณอยู่กับความคิดที่ปรุงแต่งขึ้นมา ก็คือเหมือนหินก้อนนี้ถ้าไม่ปรุงว่ามันคืออะไร มันก็ไม่ใช่อะไร ไม่มีคำว่าหินออกมาด้วยซ้ำ แต่ถ้าคุณไปปรุงว่าหินก้อนนี้คือพระพุทธรูป หินก้อนนี้ก็จะกลายเป็นพระพุทธรูปขึ้นมา มันเป็นพระพุทธรูปเพราะคุณไปปรุงมันขึ้นมาเอง ผลของดังกล่าวจะก่อเกิดของคู่ขึ้นมาในจิตว่าหินก้อนนี้คือ ตัวแทนของพระพุทธเจ้า-ไม่ใช่ตัวแทนของพระพุทธเจ้า ศักดิ์สิทธิ์-ไม่ศักดิ์สิทธิ์

ถ้าคุณปรุงแต่งของคู่ในทำนอง ศักดิ์สิทธิ์-ไม่ศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือคุณมีความงมงาย แต่ถ้าคุณไม่ได้ปรุงในเรื่องของศักดิ์สิทธิ์-ไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ไปปรุงในทำนองว่าหินก้อนนี้คือ ตัวแทนของพระพุทธเจ้า-ไม่ใช่ตัวแทนของพระพุทธเจ้า นั่นคือความฟุ้งซ่านของจิต เป็นกิเลสตัวหนึ่งเช่นกันแต่คนละตัวกับความงมงาย ที่ฟุ้งซ่านก็เพราะไปปรุงแต่งให้ค่าให้ความหมายกับหินก้อนนี้ ดังนั้นคนที่แม้ไม่ได้กราบไหว้พระพุทธรูปด้วยความงมงาย แต่ไหว้เพราะคิดว่านั่นคือตัวแทนของพระพุทธเจ้า คนๆนั้นก็ยังมีกิเลสตัวฟุ้งซ่านอยู่

reference: แฟนเพจ realbuddha

ถ้าผมไม่ได้ค้นคว้าชีวประวัติผู้กำกับ Kim Ki-duk คงครุ่นคิดว่านับถือพุทธมาตั้งแต่เด็ก สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยศรัทธาตั้งมั่นแรงกล้า แต่แท้จริงแล้วพี่แกเคยทำงานอาสาในโบสถ์อยู่หลายปีจนครุ่นคิดบวชบาทหลวง และเห็นว่าตอนไปเรียนต่อฝรั่งเศสก็พยายามศึกษาแนวคิดหลากหลายศาสนา สุดท้ายพอหวนกลับมาเกาหลีถึงค่อยกลายเป็นพุทธเต็มตัว

เหตุผลที่ Kim Ki-duk เลือกนับถือพุทธศาสนา ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้เริ่มจากความเชื่อศรัทธาอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการค้นพบด้วยตนเอง! เพราะตัวเขาเติบโตขึ้นกับธรรมชาติ เรียนรู้จักความเป็นไปของโลกซึ่งตรงกันข้ามกับสังคมเมือง ซึ่งหลังจากศึกษาค้นคว้า ถึงได้พบเพียงศาสนาพุทธที่สอนให้เข้าหาธรรมชาติ ฝึกฝนธรรมะทางจิตใจ ความสงบสุขแท้จริงค้นพบได้จากภายใน

ก็เพราะพานผ่านมาหลากหลายศาสนา ทำให้ Kim Ki-duk สามารถสรรค์สร้างเรื่องนี้ด้วยความเป็นสากล [แบบเดียวกับที่ Pier Paolo Pasolini สรรค์สร้าง The Gospel According to St. Matthew (1964)] ผู้ชมที่ไม่ได้นับถือพุทธ จึงสามารถครุ่นคิดเกิดความเข้าใจ แม้มุมมองอาจแตกต่างแต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นเข้าถึงธรรมะ ผู้โหยหาในความสงบสุขย่อมขวนขวายไขว่คว้า และหนทางสามารถไปต่อเองได้


เมื่อตอนหนังเข้าฉายในประเทศเกาหลีใต้ เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ รายรับประมาณ $300,000 เหรียญ, แต่ได้รับเสียงตอบรับทั่วโลกดีมากๆ และกลายเป็นภาพยนตร์ภาษาเกาลีทำเงินสูงสุดในสหรัฐอเมริกา $2.38 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $9.5 ล้านเหรียญ

Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring น่าจะเคยเป็นหนังเรื่องโปรดที่ผมหลงลืมเลือน (เพราะเว็บ Exteen มันสาปสูญไปแล้วเลยเช็คไม่ได้) รับชมครานี้ปลุกตื่นฟื้นความทรงจำครั้งเก่าก่อนให้หวนกลับคืน ตื่นตระการความงดงามแห่งพุทธปรัชญา ไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อศรัทธาลัทธิศาสนาใด ย่อมพบเห็นเข้าใจได้ถึงสิ่งทรงคุณค่าระดับสากลจักรวาล

แค่เรื่องราวของเด็กชายกลั่นแกล้งสัตว์ แล้วถูกอาจารย์ลงโทษผูกมัดก้อนหินไว้ข้างหลัง เสี้ยมสั่งสอนชี้แนะนำถึงกฎแห่งกรรม ก็เพียงพอให้หนังทรงคุณค่าระดับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

จัดเรต 13+ กับภาพการทรมานสัตว์ วังวนแห่งกิเลสตัณหา

คำโปรย | Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring คือคำอธิบายหลักธรรมแห่งพุทธศาสนา ได้สมบูรณ์แบบที่สุด
คุณภาพ | บูณ์
ส่วนตัว | จิวิ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of