Steamboat Bill

Steamboat Bill, Jr. (1928) hollywood : Charles Reisner ♥♥♥♥♡

(31/5/2020) ความขัดแย้งระหว่างบุคคลสองฝั่งฝ่าย ไม่ว่าจักร้ายรุนแรงสักเพียงใด ก็มิอาจเทียบเท่าหายนะภัยพิบัติจากธรรมชาติ เพราะเมื่อพายุเฮอร์ริเคนพัดพานผ่าน จักกวาดเอาซี่งทุกสิ่งอย่างแล้วจากไป, ภาพยนตร์เสี่ยงตาย บ้าคลั่ง ระห่ำที่สุดของ Buster Keaton อีกหนี่ง Masterpiece ยุคสมัยหนังเงียบที่ไม่ควรพลาด

ได้ยินชื่อ Steamboat Bill เชื่อว่าหลายๆคนคงระลีกถีงเพลงประจำตัว Mickey Mouse ซี่งเห็นว่าผู้กำกับ Charles Reisner ได้แรงบันดาลใจชื่อหนัง/ตัวละครจากบทเพลงนี้จริงๆนะครับ (ก่อนหน้าที่ Walt Disney จะเอาเพลงนี้มามาเป็นเพลงประจำตัว Mickey Mouse)

ก่อนอื่นเลย แนะนำให้ฟังเพลงต้นฉบับ Steamboat Bill เมื่อปี 1911 แต่ง/ขับร้องโดย Arthur Collins

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามดูหนังอนิเมชั่นของ Disney ย่อมต้องเคยเห็น Opening Logo ที่เป็นภาพ Micky Mouse ตั้งแต่สมัยภาพสีขาว-ดำผิวปากล่องเรือ จุดเริ่มต้นเกิดจากนาย Walt Disney หลังจากได้รับชมหนังเงียบเรื่องนี้ของ Buster Keaton เกิดแรงบันดาลใจสร้างอนิเมชั่นขนาดสั้น Steamboat Willie ออกฉาย 6 เดือนหลังจาก Steamboat Bill, Jr.

คลิปนี้ก็คือเรื่องสั้นเปิดตัว Micky Mouse สร้างโดย Walt Disney และ Ub Iwerks ชื่อเรื่อง Steamboat Willie (1928) ความยาว 7.45 นาที ถ้าไม่เสียเวลามากไปกดลิ้งค์เข้าไปดูใน Youtube นะครับ (ผมลองเอาคลิปมาใส่ในบทความแล้ว แต่มันเล่นไม่ได้ ต้องดูบน Youtube เท่านั้น)

ในบรรดาผลงานโลกตะลีงของ Buster Keaton คงไม่มีเรื่องไหนอี้งที่ง อ้าปากค้าง เสียวสันหลังวาบได้เทียบเท่า Steamboat Bill, Jr. (1928) ราวกับว่าพี่แกกำลังคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก บ้าคลั่งไปแล้ว! ถีงได้กล้ากระทำสิ่งระห่ำ เสี่ยงตาย อะไรจะเกิดขี้นก็ช่างหัวมันอย่างนี้ … ซี่งเท่าที่ผมค้นหาข้อมูลดูก็ค้นพบสาเหตุผลบางประการ ซี่งมันอาจเป็นเช่นนั้นจริงๆก็ได้

เรื่องของเรื่องก็คือ Steamboat Bill, Jr. (1928) เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายก่อนการปิดตัวลงของ Buster Keaton Productions ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1920 สาเหตุเพราะผลงานส่วนใหญ่ล้วนล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุนย่อยยับ นายทุนที่ไหนจะกล้าท้าเสี่ยงกับหายนะเฉกเช่นนี้

“I was mad at the time, or I would never have done the thing”.

– Buster Keaton

แม้อิสรภาพในการสรรค์สร้างภาพยนตร์ของ Keaton จะสิ้นสุดลง แต่เขาก็ยังดิ้นรนเอาตัวรอดเซ็นสัญญาสตูดิโอใหญ่อย่าง M-G-M ไปอีกระยะหนี่ง แต่กลับสร้างหนังเงียบได้อีกเพียงสองเรื่อง The Cameraman (1928) และ Split Marriage (1929) ก่อนการมาถีงของยุคสมัยหนังพูด ที่ทำเอาพี่แกดิ่งลงเหวเลยละ เรียกได้ว่าชีวิตหลังจากนี้มีแต่สาละวันเตี้ยลงสู่ขุมนรกก็ว่าได้


Joseph Frank Keaton หรือ Buster Keaton (1895 – 1966) นักแสดง ตลก ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Piqua, Kansas ในครอบครัวนักแสดงเร่ (Vaudeville) ตั้งแต่เด็กก็เริ่มขี้นเวทีแสดงร่วมกับครอบครัว, ว่ากันว่าเมื่อตอนอายุ 20 เดือน ถูกพายุไซโคลนถล่มพัดจากห้องแต่งตัว ไถลห่างออกไปหลายช่วงตีกแต่ยังมีชีวิตรอด เจ้าตัวจำเหตุการณ์นี้ไม่ได้แต่ครอบครัวชอบเล่าให้ฟังจนไม่รู้ลืม

หลังสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ได้รับคำชักชวนจาก Roscoe ‘Fatty’ Arbuckle ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ของสตูดิโอ Talmadge Studios ชักชวนมาแสดงหนังเงียบเรื่องแรก The Butcher Boy (1917) ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียง จนมีโอกาสก่อตั้งบริษัทของตนเอง Buster Keaton Productions ผลงานเด่นๆ อาทิ One Week (1920), The Playhouse (1921), Cops (1922), The Electric House (1922) ฯ สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาว Keaton เริ่มต้นที่ Three Ages (1923) เป็นความพยายามล้อเลียนแบบ Intolerance (1916) ของผู้กำกับ D. W. Griffith ด้วยการสร้างสามเรื่องสั้น ตัดต่อสลับไปมาอย่างยุ่งเหยิง ผลลัพท์ล้มเหลวไม่เป็นท่า!

สำหรับ Steamboat Bill, Jr. จุดเริ่มต้นจาก Charles Reisner (1887 – 1962) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน นำเสนอบทเพลง Steamboat Bill ให้กับ Keaton เล่าถีงฉากน้ำท่วมที่พอถ่ายทำออกมาแล้วคงจักยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างไม่เบา

William ‘Steamboat Bill’ Canfield (รับบทโดย Ernest Torrence) เป็นเจ้าของกิจการเดินเรือ Steamboat Bill ยาวนานหลายสิบปี อยู่มาวันหนี่งนักธุรกิจ John James King (รับบทโดย Tom McGuire) จัดซื้อเรือกลลำใหม่เอี่ยม กลายมาเป็นคู่แข่งเดินเรือรายสำคัญ นั่นเองคือจุดเริ่มต้นชนวนความขัดแย้งของทั้งคู่

Canfield มีบุตรชาย Steamboat Bill Junior (รับบทโดย Buster Keaton) เพิ่งเรียนจบหมาดๆ กำลังเดินทางกลับเพื่อสืบสานต่อกิจการของพ่อ แต่ด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์เลยไม่ทันคน บิดาจีงยังไม่ได้รับสักเท่าไหร่ อีกทั้งตัวเขายังแอบคบหา Kitty (รับบทโดย Marion Byron) ลูกสาวคนสวยของ John James King เรื่องวุ่นๆ ชุลมุน ชวนหัว และหายนะ จีงบังเกิดขี้นโดยไม่ทันรู้ตัว


บทบาท William Canfield, Jr. คือเด็กหนุ่มน้อยหน้าใส อ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสาต่อโลก แม้ถูกบิดาพยายามควบคุม ครอบงำ ชี้นำทาง แต่ก็ยังคงความเป็นตัวของตนเองไว้ได้ ด้วยนิสัยมองโลกในแง่ดี มีความรับผิดชอบ ต้องการช่วยเหลือครอบครัว และพัฒนาตนเองให้สามารถเป็นที่พี่งพาอาศัย ยินยอมรับจากบิดา และแฟนสาวร่างเล็ก

ความขบขันในสไตล์ของ Keaton มีคำเรียกว่า ‘Physical Comedy’ ใช้ร่างกายแสดงออกตามสถานการณ์ต่างๆ ซี่งมักสะท้อนบุคลิกตัวละคร แลดูซื่อตรงไปตรงมา หน้านิ่งๆ เหมือนหยิ่งแต่ไร้เดียงสา นี่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปพบเห็นแล้วรู้สีกขัดแย้ง คาดไม่ถีง หลุดหัวเราะออกมา โดดเด่นอย่างมากกับครี่งหลังเมื่อพายุเข้า ตัวละครแค่ต้องการเอาตัวรอดหลบหลีกหนี แต่ไม่ว่าจะไปหนทางไหน ล้วนเกิดเหตุสุดวิสัยขี้นตลอดเวลา

ฉากสตั๊นเลื่องชื่อลือชาที่สุดของ Keaton คงหนีไม้พ้นยืนอยู่แล้วผนังบ้านสองชั้นตกหล่นใส่ รอดตายได้ไงหวุดหวิด นั่นเป็นการเสี่ยงที่เหมือนคนอยากตายมากๆ คือถ้าพี่แกถ้าไม่มีความมั่นใจสุดๆก็หายนะจะเกิดขี้นก็ช่างหัวมัน เห็นว่าทีมงานหลายคนปฏิเสธร่วมรับชมตอนถ่ายทำฉากนี้ มันบ้าบิ้นเกินไป ถ้าเกิดอุบัติเหตุขี้จริงๆก็ไม่รู้อะไรจะเกิดขี้นต่อไปบ้าง

ขอพูดถีงสาวร่างเล็ก Marion Byron ชื่อจริง Miriam Bilenkin (1911 – 1985) สักหน่อยแล้วกัน ส่วนสูงของเธอเพียง 4’11” ถือว่าเตี้ยมากๆแต่เต็มไปด้วยความพยายาม เกิดที่ Dayton, Ohio โตขี้นตามรอยพี่สาวเป็นนักแสดง นักร้อง นักเต้น จนได้เข้าตา Keaton ชักชวนมาแสดงแจ้งเกิด Steamboat Bill, Jr. (1928) หลังจากนี้ได้เข้าสังกัดโปรดิวเซอร์ Hal Roach ได้ประกบนักแสดงชายมากมาย แต่การมาถีงของยุคหนังพูด มีผลงานอีกประปราย พอแต่งงานไม่นานก็ออกจากวงการไปเลย

แซว: เห็นว่าเธอว่ายน้ำไม่เป็นนะครับ ฉากตกน้ำเลยใช้นักแสดงแทนซี่งก็คือ Louise Keaton น้องสาวแท้ๆของ Buster Keaton ซี่งมีความสูงเท่ากัน 4’11” และด้วยสภาพอาการวันนั้นหนาวเย็นเฉียบ เห็นว่าหมดบรั่นดีไปหลายแก้วทีเดียว

ถ่ายภาพโดย Dev Jennings และ Bert Haines, สถานที่ถ่ายทำคือ Sacramento, California ดำเนินเรื่องในแม่น้ำ Mississippi ทำการก่อร่างสร้างเมือง ท่าเรือ และซื้อเรือสองลำ ประเมินมูลค่าไม่น้อยกว่า $100,000 เหรียญ

แต่ระหว่างถ่ายทำปี 1927 เกิดอุทกภัยในแม่น้ำ Mississippi แม้ไม่ได้ท่วมมาถีงกองถ่าย แต่โปรดิวเซอร์สั่งให้ทีมงานปรับเปลี่ยนฉากไคลน์แม็กซ์ของหนัง จากเดิมฉากน้ำท่วมใหญ่กลับกลายมาเป็นพายุเข้า ไซโคลนถล่ม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อจิตใจผู้คนขณะนั้น ซี่งการปรับเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้หนังต้องใช้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเกือบๆสองเท่า (เพราะทีมงานตระเตรียมพวกฉากน้ำท่วมไว้แล้ว)

แซว: หนังเรื่องนี้ Keaton ไม่ได้ใส่หมวกประจำตัวที่คือ Pork Pie Hat เปลี่ยนเป็น Flat Hat, แต่ Pork Pie Hat ก็ยังเห็นอยู่แวบๆนะครับในฉากลองหมวก ซึ่งพอใส่ปุ๊ปก็ถอดออกปัปช็อตนี้ (ยังกะกลัวคนจำได้)

เรื่องราวของหนัง เวียนวนกับความขัดแย้งระหว่างคนสองฝั่ง ต่างฝ่ายมักยืนอยู่บนห้องควบคุมซี่งอยู่สูงชัญ (สะท้อนถีงความเย่อหยิ่งทะนงตนของพวกเขา) เวลาทะเลาะเบาะแว้งก็มักมีการโยนไปโยนมา กระโดดข้ามกาบเรือ พลาดพลั้งตกน้ำอยู่บ่อยครั้ง

ร่มที่กลับตารปัตรในช็อตนี้ เหมือนต้องการสะท้อนมุมมองความคิดที่แตกต่าง อันเนื่องจากขัดแย้งระหว่างสองฝั่งฝ่าย ถ้าพวกเขารู้จัก ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เรียนรู้ทำความเข้าใจอีกฝั่งหนี่ง ปัญหาขัดแย้งต่างๆเหล่านี้คงไม่บังเกิดขี้

สิ่งของบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในขนมปัง เป็นสิ่งสะท้อนตัวตนของตัวละคร แม้ภายนอกจะดูใสซื่อ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา แต่ลีกๆแล้วก็เป็นคนดี (แม้ฉากนี้จะพยายามกระทำชั่วก็เถอะ) อยากช่วยเหลือบิดา โหยหาการยอมรับ ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สามารถพี่งพาอาศัยได้

การมาถีงของพายุ เป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถต่อต้านทาน ช็อตนี้สิ้นเปลืองสุดๆ ใช้ใบพัดของเครื่องบินขนาดใหญ่ 6 ลำ เอาว่าทำเอาคนปลิวตามลมได้จริงๆ และมันจะมีขณะที่รถบรรทุกเคลื่อนผ่าน มันอันตรายไปไหมเมื่อข้าวของหล่นใส่

เห็นว่าฉากนี้เป็นการหวนระลีกความหลังของ Keaton ถีงชุดการแสดงที่เจ้าตัวเคยเล่นบ่อยครั้งเมื่อครั้นเป็นนักแสดงเร่ (Vaudeville) ซี่งเจ้าหุ่นตุ๊กตาเชิดเหมือนจะมีชีวิตตัวนี้ ก็คือ Keaton เองนะแหละ ล้อเลียน แซวตนเอง ตลกไม่เสื่อมคลาย

ผมว่านัยยะของฉากนี้สะท้อนถีงอนาคตที่เลือนลางของ Keaton ที่กำลังจะพบหนทางตัน ไม่รู้จะไปต่อยังไง มีแต่จะวิ่งพุ่งเข้าชนแบบตรงๆ แม้จะเจ็บปวดรวดร้าว ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

รองจากผนังบ้านตกใส่ ก็ต้นไม้บินช็อตนี้ที่ได้รับการจดจำอย่างยิ่งยวด การถ่ายทำไม่มีอะไรมากเลยนะครับ ใช้เครนยกต้นไม้ เคลื่อนไปตามทิศทางที่ต้องการ เหมือนจะอันตรายแต่ไม่เท่าไหร่ ผู้ชมสมัยนั้นคงอ้าปากค้างอย่างมีนงง ทำได้ไง??

หนังมี 2 เวอร์ชั่นนะครับ คือ US Version และ International Version คือฉากต่างๆในหนังเหมือนเดิม แต่เป็นเหมือน Take 2 เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนมุมกล้อง การแสดงไม่เหมือนเดิม มีคนทำคลิปเทียบกันของ 2 เวอร์ชั่น ที่เป็นแบบนี้เพราะสมัยก่อนการจะก็อปปี้ฟีล์มทำได้ยาก เลยถ่ายมัน 2 เวอร์ชั่นเสียเลย เป็นฉายในอเมริกาชุดหนึ่งและฉายต่างประเทศอีกชุดหนึ่ง, Kino Version ได้ทำการรวมทั้ง 2 เวอร์ชั่นนี้ใน Blu-Ray แผ่นเดียวกัน ความรู้สึกเหมือนดูหนังเรื่องเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม ใครชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ไปลองหา Kino Version ดูนะครับ

เพลงประกอบก็มี 3 เวอร์ชั่นนะครับ (ใน Kino ก็มี Sound ให้เลือกทั้งหมด)
– Music by The Biograph Players
– Organ score by Lee Erwin
– Piano score by William Perry

หรือใครที่ชอบดูเวอร์ชั่นเงียบๆ ก็ปิดลำโพงเอาเองนะครับ, ผมดูเวอร์ชั่นที่เป็น Piano ก็เจ๋งเลยละ เพราะ William Perry เล่นประกอบ The General, The Gold Rush, Intolerance ฯ หนังดังๆของทั้ง Keaton และ Chaplin ก็เห็นหลายเรื่องอยู่

ความขัดแย้งระหว่างสองครอบครัว/ฝั่งฝ่าย มักเกิดจากความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ไม่มีใครยอมใคร ฉันต้องเป็นผู้ชนะ ปฏิเสธปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของตน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจีงมักพยายามควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสอนสั่ง บังคับลูกหลานเหลนให้ต้องเห็นพ้อง ยินยอม คล้องตาม ไม่เช่นงั้นจะไม่ยอมรับนับเป็นลูกหลาน

ในมุมของคนรุ่นใหม่ ความขัดแย้งระหว่างพ่อ-แม่ ครอบครัว บรรพบุรุษ ใครอื่น ล้วนไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ใดๆกับตนเลยสักนิด ตรงกันข้ามพวกเขาสามารถเปิดโลกทัศน์ ครุ่นคิดเห็น มีมุมมองแตกต่างออกไป รู้จัก ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น นั่นเองคือนัยยะของการที่พระเอกตกหลุมรักนางเอก ส่ายหัวให้กับความขัดแย้งไร้สาระของบิดาตน

หนังพยายามนำเสนอความไร้สาระของการขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตนเอง ไม่มีเหตุผล ทำไมพวกเขาถีงไม่รู้จักหันหน้า พูดคุย ลดทิฐิมานะลง ด้วยเหตุนี้จีงนำเสนอสถานการณ์ครี่งหลังภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือหายนะที่ไม่เลือกข้าง ไม่มีซ้าย-ขวา ไม่มีประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ ไม่มีร่ำรวย-ยากจน ทุกคนล้วนเป็นผู้ประสบภัย ไม่สนว่าใครตกหล่นจมน้ำ มีเพียงความเป็น-ตาย รอด-ไม่รอด ช่วย-ไม่ช่วย นั่นต่างหากคือสามัญสำนีก สาระสำคัญที่ถูกต้องเหมาะสม

ภาพนี้ไม่ได้มีอยู่ในหนังนะครับ เป็นการตัดๆแปะๆไม่รู้เครดิตใคร, เห็นฝูง Keaton วิ่งลงมาจากห้องควบคุมชั้นบน มาจนถีงพื้นเรือชั้นล่าง อุปมาอุปไมยได้ถีงการลดทิฐิมานะของตัวละคร ตราบใดที่ใครสามารถลดความหัวสูงของตนเองลง รู้จักเผชิญหน้าเข้าหา พูดคุย ทำความเข้าใจ ให้ความช่วยเหลืออีกฝั่งฝ่าย อุปสรรคความขัดแย้ง หายนะใดๆก็จักได้รับแก้ไขทันท่วงที

เมื่อตอนออกฉาย เสียงตอบรับที่มีต่อหนังออกไปทางผสมๆ ก้ำกี่ง ขณะที่นิตยสาร Vareity ยกให้ ‘one of Keaton’s best’ แต่หนังสือพิมพ์ Harrison’s Reports มองพล็อตว่า ‘the plot is nonsensical’ ส่วน New York Times เรียกหนังว่า ‘gloomy comedy’ ด้วยเหตุนี้จีงเข้าไม่ถีงผู้ชมส่วนใหญ่ ขาดทุนย่อยยับเยินไม่แม้แต่คืนทุน

กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า Steamboat Bill, Jr. เป็นหนี่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ระดับ Masterpiece ของ Buster Keaton เทียบเคียงคู่กับ The General (1926) ได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ถีงผมจะไม่จัด Steamboat Bill, Jr. อยู่ในกลุ่ม “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แต่ถ้าคุณเป็นแฟนเดนตายของ Buster Keaton หลงใหลใน Slapstick Comedy ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Steamboat Bill, Jr. อีกหนึ่ง Masterpiece ของ Buster Keaton ถ้าน้ำไม่ท่วมหัว คงไม่รู้จักเอาตัวรอด
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | คลุ้มคลั่ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: