Still Walking (2008)

Still Walking

Still Walking (2008) Japanese : Hirokazu Kore-eda ♥♥♥♥

ผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้อุทิศให้แม่ของตนที่เพิ่งเสียชีวิตจากไปไม่นาน เศร้าโศกเสียใจเพราะมัวแต่วุ่นงานไม่ได้อยู่ด้วยเคียงข้าง กลายเป็นหนึ่งวันหนึ่งคืนที่ลูกๆกลับบ้านเยี่ยมพ่อ-แม่ ปนด้วยสุขทุกข์คราบน้ำตา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ตราบใดยังมีลมหายใจ ชีวิตก็ยังคงต้อง ‘Still Walking’ ก้าวเดินต่อไป

คงไม่ผิดอะไรจะเรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า Modern Day ของ Tokyo Story (1953) ในมุมกลับตารปัตรมาเป็นลูกๆแวะมาเยี่ยมเยือนค้างคืนที่บ้านพ่อ-แม่ ซึ่งหลายๆองค์ประกอบของหนัง ตลบอบอวลด้วยสัมผัสสไตล์ของปรมาจารย์ผู้กำกับ Yasujirô Ozu ถึงขนาดนักวิจารณ์ชื่อดัง Roger Ebert ยกให้ Kore-eda คือทายาทผู้สืบทอด

“If anyone can be considered an heir of the great Yasujirô Ozu, it might be Hirokazu Kore-Eda, the writer and director of Still Walking”.

Still Walking เป็นภาพยนตร์ที่โดยส่วนตัวรวดร้าวใจเป็นพิเศษ เพราะผมเองก็แทบไม่ต่างกับพระเอก (แค่ว่าไม่มีพี่น้องเต็มบ้านขนาดนั้น) มีเรื่องราวปัญหาขัดแย้งมากมายกับครอบครัว ไม่ค่อยอยากกลับบ้านเพราะความรำคาญเหนื่อยหน่าย แต่นั่นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงได้เสียที่ไหน นึกย้อนถึงเมื่อแก่ตัวไปแล้วลูกๆหลานๆปฏิบัติแสดงออกต่อเราเช่นนี้ คงเป็นสนองกรรมที่เคยทำไว้ตั้งแต่ครานี้สินะ!

Hirokazu Kore-eda (เกิดปี 1962) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ตอนเด็กอาศัยอยู่กับแม่ (ไม่มีพ่อ) แต่พอไปทำงานก็อยู่กับปู่เสียชีวิตด้วยอัลไซเมอร์ตอนเขาอายุ 6 ขวบ เป็นอะไรที่ฝังใจมากๆ โตขึ้นวาดฝันเป็นนักเขียนนิยาย เข้าเรียนสาขาวรรณกรรมจาก Waseda University แต่ออกมาเลือกทำงานเป็นผู้ช่วยกำกับสารคดีโทรทัศน์อยู่ถึง 3 ปี ฉายเดี่ยวเรื่องแรก Lessons from a Calf (1991), แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ Maborosi (1995) เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Golden Osella ได้รับการจับตามองจากทั่วโลกโดยทันที

สไตล์ของ Kore-eda มีคำเรียก ‘Cine-Poems’ เรื่องราวสะท้อนความสัมพันธ์เข้ากับชุมชน/เมือง/ป่าเขาธรรมชาติ รับอิทธิพลจาก Yasujirō Ozu, Hou Hsiao-hsien ในความเชื่องช้า นุ่มนวล ลุ่มลึกซึ้ง ชอบสร้างสถานการณ์ข้อจำกัด ตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัว การมีตัวตน/สูญหาย และมุ่งค้นหาหนทางออกดีสุดของปัญหาที่ไม่มีคำตอบ, ผลงานเด่นๆ อาทิ After Life (1998), Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), Like Father, Like Son (2013), Our Little Sister (2015), The Third Murder (2017), Shoplifters (2018) ฯ

แม่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อ Kore-eda อย่างยิ่ง ชื่นชอบดูหนังหลงใหลใน Ingrid Bergman, Joan Fontaine, Vivien Leigh แต่บ้านเราไม่มีเงินมากพอจะเข้าโรงหนัง เธอเลยเลือกดูทางโทรทัศน์แทนและชอบพูดคุยถึงนักแสดงที่ตนรักเพ้อฝัน แม้ตอนที่สร้าง Maborosi (1995) จะถูกหักห้ามทัดทานเสียงแข็ง เพราะอยากให้หางานมั่นคงรับราชการดีกว่า แต่ก็แอบภูมิใจกับหนังของเขาเสมอ (ชอบส่งวีดีโอให้เพื่อนบ้านดูอยู่บ่อยๆ)

แม่ของ Kore-eda ล้มป่วยจากโรคลมชักระหว่าง Nobody Knows (2004) เข้าฉาย พักรักษาตัวในโรงพยาบาลสองปีเต็มก่อนเสียชีวิตลง ระหว่างนั้นไม่มีอะไรทำก็พูดคุยโม้โน่นนี่นั่นเล่าเรื่องอดีต พี่สาวได้แอบจดบันทึกไว้มีอยู่ประมาณ 5 เล่มหนังสือ ส่วนหนึ่งก็นำมาพัฒนาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

“After my mother’s death, I was left with feeling that I wasn’t there in time; that you’re never there in time. I was filled with a strong, deep regret. That was the basis for the film,”

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่านี่เป็นผลงานใกล้หัวใจ Kore-eda ที่สุดแล้ว ทุกสิ่งที่นำเสนอถ่ายทอดลงมาใน Still Walking คือความรัก ความทรงจำ คิดถึงโหยหา สูตรอาหารอร่อยๆ (จนผู้ชมน่าจะสามารถทำตามได้เลยนะ), บทเพลงโปรด Blue Light Yokohama, ความเกรี้ยวกราดโกรธที่ฝังลึกอยู่ในใจ (ต่อพ่อที่เลิกราหายตัวไปชั่วนิรันดร์) ฯ

เรื่องราวของครอบครัว Yokoyama ที่ทุกคนจะมารวมตัวกันในครบรอบวันเสียชีวิตของลูกชายคนโต Junpei จมน้ำตายเมื่อ 15 ปีก่อน ขณะช่วยเหลือเด็กชายหนึ่งไว้ สมาชิกประกอบด้วย

พ่อ Kyohei (รับบทโดย Yoshio Harada) หมอที่เกษียณมาหลายปี แต่ความเย่อหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรียังคมเต็มเปี่ยม พูดจาโผงผาง ท่าเดินเก้งก้าง ชอบหลบซ่อนตัวในห้องเวลาเขินอาย ทุกเช้าจะมีกิจวัตรเดินออกกำลังกายไปสิ้นสุดอยู่ตรงทางข้ามลงหาด สถานที่ที่ไม่อยากเผชิญหน้านักเพราะทำให้สูญเสียลูกคนโต จนปัจจุบันก็มิอาจทำใจปล่อยวางได้เสียที พาลให้โกรธเกลียดทุกคนที่ไม่ได้ดั่งใจ

แม่ Toshiko (รับบทโดย Kirin Kiki) คือชีวิตชีวาของบ้าน เป็นคนเข้าครัวปรุงอาหาร ชอบชวนพูดคุยสนทนาเล่าระลึกความหลังสมัยก่อน พละกำลังวังชายังเข้มแข็งแกร่ง แต่ภายนอกที่ดูร่าเริงสดใส แท้จริงภายในเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธแค้น เก็บกดอัดอั้นไว้ไม่แสดงออกในสภาวะปกติ

ลูกชายคนรอง Ryota (รับบทโดย Hiroshi Abe) ตอนเด็กเคยวาดฝันเป็นหมอแต่ภายหลังเปลี่ยนไปสายศิลปะ สร้างความไม่พึงพอใจให้กับพ่ออย่างมาก หลังจากพี่ชายคนโตเสียชีวิตก็มิอาจอดรนทนต่อคำถากถาง ออกจากบ้านเพราะไม่ต้องแบกรับความคาดหวังในการเป็นผู้นำครอบครัว แต่งงานกับหญิงหม้ายที่สามีเสียชีวิตและมีลูกติด นี่เหมือนเพื่อประชดประชันพ่อ-แม่ของตนเอง กลับบ้านครั้งนี้ไม่ได้อยากมา แต่เพื่อนำพาภรรยามาแนะนำตัวเลยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

Yukari (รับบทโดย Yui Natsukawa) หลังจากสามีเก่าเสียชีวิต คงเพราะต้องหาที่พึ่งพิงทางใจไม่ให้เอาแต่เมามายทุกข์โศก ได้ Ryota ที่แม้จะเอาตัวเองไม่ค่อยรอดเท่าไหร่ แต่ก็ยินยอมตกกระไดพลอยโจรแต่งงานอยู่ร่วมกัน ซี้เซ้าสามีใหม่พามาแนะนำตัวให้พ่อ-แม่รู้จัก สัมผัสได้ถึงรังสีอำหิตที่แผ่ซ่านออกมา เข้าใจถ่องแท้เลยว่าทำไมคนรักถึงไม่ค่อยอยากกลับบ้าน

ลูกสาวคนเล็ก Chinami (รับบทโดย YOU) มากับสามี Nobuo (รับบทโดย Kazuya Takahashi) ต่างเป็นคนดีแต่พูด เอาเข้าจริงก็พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เสียเท่าไหร่ คงเพราะไม่ได้ต้องแบกรับความคาดหวังกดดันอะไรมากจากครอบครัว มีชีวิตเรื่อยเปื่อยสนุกสนาน เหนื่อยก็นอนกลางวัน หนีกลับตอนกลางคืนเพราะถ้านอนค้างคงหลับไม่เป็นสุขแน่

ไฮไลท์ของเรื่องราวตอนชายหนุ่มร่างท้วมเข้ามาเยี่ยมเยียน สืบทราบความได้ว่าคือเด็กชายที่ Junpei ให้การช่วยเหลือจมน้ำเมื่อ 15 ปีก่อน ปัจจุบันเติบโตขึ้นเรียนจบแต่ยังไม่มีการงานถิ่นฐานมั่นคง ท่าทางพึ่งพาเอาตัวเองยังไม่รอด มองในมุมนี้ดูแล้วไม่คุ้มค่ากับชีวิตที่แลกมาเลย ซึ่งเหตุผลที่เขาต้องแวะมาเยี่ยมเยียนทุกๆปีตามคำขอของแม่ คงเพื่อให้ตระหนักรู้สำนึกบุญคุณชีวิตแลกชีวิต ขณะเดียวกันในมุมของครอบครัว Yokoyama ก็เพื่อระบายความโกรธเกลียดคับแค้น ด้านมืดภายในจิตใจที่มิอาจเปิดเผยแสดงออกมาได้

ไดเรคชั่นของ Kore-eda จะมีเพียงไกด์ไลน์คร่าวๆ บางประโยคพูดสำคัญๆแนะนำให้กับนักแสดง จากนั้นจัดวางองค์ประกอฉาก กำหนดตำแหน่งทิศทางถ่ายภาพ ที่เหลือคือปล่อยอิสระเป็นธรรมชาติ แล้วค่อยไปว่ากันขั้นตอนตัดต่อ Post-Production

ด้วยวิธีการนี้ทำให้นักแสดงกลายเป็นบุคคล/ตัวละครนั้นขึ้นมาจริงๆ เพราะสิ่งที่พวกเขาถ่ายทอดออกมาไม่ได้เกิดจากการปั้นแต่งเสแสร้ง อาจเป็นตัวตนแท้จริงของพวกเขาเลยก็ได้ถึงมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก โดยเฉพาะคุณยาย Kirin Kiki เห็นว่าทำเท็มปูระตามสูตรของแม่ผู้กำกับจนกลายเป็นมืออาชีพ รู้หลบทิศทางน้ำมันกระเด็นได้อย่างคล่องแคล่ว … เกิ้น!

ความเก้งก้างกังของพ่อก็เช่นกัน แค่ท่าเดินก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทุกฝีย่างก้าวเต็มไปด้วยความทะนงโอหัง ไฮไลท์คือตอนคุณยายข้างบ้านขึ้นรถพยาบาล พยายามเดินเข้าไปพูดบอกสอบถามอาการแต่ก็ถูกกีดกันไม่สนหัวใยดี ความชราภาพทำให้ยุคสมัยของเขาจบสิ้นผ่านพ้น ยังมิอาจปล่อยวางความยึดติดของตนลงได้

ถ่ายภาพโดย Yutaka Yamasaki ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติญี่ปุ่น ร่วมงานกับ Kore-eda มาตั้งแต่ After Life (1998) ทั้งยังเคยเป็นผู้ช่วยควบคุมกล้องเมื่อตอนถ่ายทำในญี่ปุ่นของ Babel (2006)

หลายๆอย่างของหนังรับอิทธิพลจากผลงานของ Yasujirô Ozu อาทิ ส่วนใหญ่กล้องไม่เคลื่อนไหว, ในมุมกล้องระดับต่ำกว่าสายตา Tatami Shot, จัดวางตำแหน่งองค์ประกอบ ใบหน้านักแสดงไม่ซ้อนทับกัน ฯ

ใครเคยรับชม Tokyo Story (1953) น่าจะจดจำช็อต Iconic นี้ได้เป็นอย่างดี ความน่าสนใจคือแม่นั่งอยู่ตรงกึ่งกลาง เรียกได้ว่าคือหัวใจ/จิตวิญญาณของบ้านหลังนี้ ขณะที่พ่อกับ Ryota นั่งริมนอกสุดตำแหน่งตรงกันข้าม สะท้อนถึงการอยู่คนละขั้วทัศนะ เห็นต่างในความคิดอ่านอะไรหลายๆอย่าง

ช็อตนี้ก็เช่นกัน พ่อ-Ryota ถูกจัดให้อยู่ตำแหน่งคนละฝั่ง ขณะที่แม่นั่งตรงกลางและไม่เคยจะลืมเลือนลูกชายคนโตที่จากไปก่อนวัยอันควร

ทำไมพ่อถึงเดินหนีอย่างหัวเสีย? ผมว่ามันคือ ‘Pride’ ศักดิ์ศรีของเขานะ คือยังยึดติดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางทุกสิ่งอย่าง ฉากก่อนหน้านี้ยังบ่นเลยว่าทำไมไม่มีใครเรียกบ้านหลังนี้ว่า ‘บ้านพ่อ’ มีแต่เรียกกันว่า ‘บ้านแม่’ เลยทำเป็นงอนเดินหนี คนสูงวัยก็มักเห็นแก่ตัวโลกแคบเอาใจยากแบบนี้แหละนะ

คนญี่ปุ่นชอบที่จะให้สุสานของตระกูลอยู่ตำแหน่งสูงๆบนเนิน เพื่อวิญญาณบรรพบุรุษจะได้จับจ้องเฝ้ามองดูแล ปกป้องช่วยเหลือทุกคนในครอบครัว ซึ่งความน่าสนใจของการเลือกมุมกล้องช็อตนี้คือถ่ายติดทะเล สถานที่ที่ Junpei จมน้ำเสียชีวิต คงต้องการสื่อนัยยะตรงนั้นด้วยด้วยกระมัง

ลายเซ็นต์หนึ่งของผู้กำกับ Kore-eda คือถ่ายติดรถไฟ (การเดินทาง) และท้องทะเล (ความเวิ้งว้างของชีวิต) แต่ช็อตนี้มีอีกสิ่งหนึ่งน่าทึ่งเพิ่มเข้ามา คือผีเสื้อสีเหลืองในจังหวะรถไฟกำลังเคลื่อนผ่านอย่างพอดิบพอดี ไม่รู้คำนวณมาอย่างดีหรือโคตรบังเอิญนะ กลายเป็นช็อตที่มีความกลมกลืน ‘Harmony’ เป็นอย่างมาก

โทนสีของช็อตนี้มีความเหือดแห้งแล้วกว่าปกติ (ช่วงเวลาเย็นๆ พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน) คงเพราะต้องการสะท้อนความน่าผิดหวังของชายแปลกหน้าที่ได้รับการช่วยชีวิตจาก Junpei ชีวิตหมอนี่ไม่คุ้มค่ากับการช่วยเหลือเอาเสียเลย, ขณะที่ทุกคนจับจ้องมองหมอนี่ด้วยท่าทางน่าสมเพศขบขัน เฉพาะพ่อที่หันหลังปฏิเสธไม่สนใจอะไรทั้งนั้น (เสแสร้งไม่เป็น ครุ่นคิดรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาเช่นนั้น) ฮาตรงแม่ต้องขยับพัดลมช่วยให้คลายร้อย นั่นไม่ใช่แค่ให้กำลังใจแต่ยังแฝงความประชดประชัน

นี่เป็นอีกช็อตลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Kore-eda ถ่ายเห็นตำแหน่งสูงสุดของการเดินขึ้น-ลงสะพาน เพื่อสะท้อนการมีชีวิต/ความสัมพันธ์ ได้มาถึงจุดสูงสุดท้าย พ้นโค้งนี้คือการเผชิญหน้ากับปมอัดอั้นคับข้องแค้น

ช็อตนี้ก็ Ozu-Style คนหนึ่งนั่งคนหนึ่งยืน พ่อ-ลูกที่แม้ต่างมีวิถีความเชื่อทัศนะคติของตนเองแตกต่างกัน เบื้องหน้าขัดแย้งมิอาจจับจ้องสบตา แต่การที่พวกเขาหันมอง(ออกทะเล)ไปในทิศทางเดียวกัน สื่อถึงตัวตนภายในจิตใจ ความดื้อรั้นเอาแต่ใจหัวชนฝาเหมือนกันเปี๊ยบ ถอดแบบมาไม่ผิด ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเลยสักนิด

พ่อ-แม่เดินขึ้นบันไดสู่สรวงสวรรค์? กล้องค้างคาไว้ตำแหน่งนี้จนพวกเขาเดินลับหายไป พร้อมๆเสียงพูดบรรยายของ Ryota แม้มีความสงบเป็นธรรมดา แต่เนื้อความช่างรวดร้าวระทมใจยิ่งนัก

ตัดต่อโดย Hirokazu Kore-eda, เรื่องราวดำเนินไปในระยะเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน โดยศูนย์กลางของเรื่องราวคือความสัมพันธ์ระหว่าง Ryota กับพ่อ แต่มีแม่เป็นผู้ขับเคลื่อนทุกสิ่งอย่าง (ทำอาหาร, ชวนพูดคุยโน่นนี่นั่น ฯ)

เราสามารถแบ่งเรื่องราวของหนังออกเป็นช่วงเวลา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากโทนสีของภาพที่แตกต่างกันเล็กน้อย
– เช้าวันแรก พ่อเดินออกกำลังกาย, แม่ตระเตรียมทำอาหาร, Ryota กับครอบครัวกำลังเดินทางมา
– กลางวัน พูดคุยรับประทานอาหาร
– บ่ายๆ เด็กๆวิ่งเล่น, ผู้ใหญ่ระลึกความหลัง, จากนั้นพากันไปเยี่ยมเยือนหลุมฝังศพ
– เย็นๆ โทนสีช่วงนี้จะออกสีส้มแดง ชายแปลกหน้ามาเยี่ยมเยียน, น้องสาวเดินทางกลับ
– กลางคืนมืดมิด ทานอาหารเย็น, อาบน้ำ, ข้างบ้านเกิดเหตุฉุกเฉิน, เตรียมตัวเข้านอน
– เช้าวันใหม่ ท้องฟ้าสว่างสดใส พากันไปเดินออกกำลังกาย สู่ริมหาดทราย, เดินทางกลับ

เพลงประกอบโดย Gontiti คู่ดูโอ้นักกีตาร์โปร่ง Masahiko ‘Gonzalez’ Mikami กับ Masahide ‘Titi’ Matsumura เคยร่วมงานกับ Kore-eda เรื่อง Nobody Knows (2004) ซึ่งเราก็จะได้ยินเสียงกีตาร์ประกอบเป็นพื้นหลัง (แบบเดียวกับ Nobody Knows) สร้างจังหวะให้สอดคล้องกับเรื่องราว มากกว่าจะเป็นการสะท้อนแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

กีตาร์สองตัวเล่นโน๊ตสูงต่ำตรงกันข้าม นี่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ของพ่อ-ลูก มีความแตกต่างแต่กลับกลมกลืนผสมผสานคือหนึ่งเดียวกัน

ได้ยินบทเพลง Asa (แปลว่า Morning) แล้วจะน้ำตาไหล ท่วงทำนองไม่ได้เศร้าสร้อยแต่มีสัมผัสกินใจ ชีวิตเต็มไปด้วยสุขทุกข์ ดีใจเสียโศก ผสมผสานปนเปกลมกลืนมิอาจแยกแยะออกจากกันได้ ครอบครัวก็เช่นกัน พ่อแม่-ลูก แม้ภายนอกจะแตกต่างขัดแย้งแค่ไหน แต่ความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข สิ่งที่อยู่ภายในบ่งบอกชัดเจนว่าพวกเขาคือพิมพ์เดียวกัน

บทเพลงโปรดของแม่ชื่อ Blue Light Yokohama (1968) ขับร้องโดย Ayumi Ishida เป็นซิงเกิ้ลเดียวของเธอที่ขึ้นอันดับหนึ่ง Oricon Chart ของญี่ปุ่น ใจความเนื้อร้องคือความหลงใหล/ตกหลุมรักในแสงสีของ Yokohama

ท่อนฮุคของบทเพลงนี้ Aruitemo aruitemo kobune no you ni แปลว่า I’m still walking and swaying. คือที่ผู้กำกับ Kore-eda นำมาเป็นชื่อหนัง

 

“ถ้ามนุษย์เราไม่เคยพบเจอเรื่องร้ายๆ จะมีโอกาสเรียนรู้จักคุณค่าแท้จริงของความสุขได้เช่นไร? เช่นกันกับการพบเจอความตายแบบไร้สาเหตุผล มันอาจทำให้เราครุ่นคิดเข้าใจถึงเป้าหมายการเกิดมีชีวิต”

นี่คือข้อความที่ผมเขียนขึ้นต้นไว้เมื่อวานกับ Maboroshi no Hikari (1995) ผลงานแรกทำให้ผู้กำกับ Kore-eda โด่งดังไกลทั่วโลก ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกครั้งพบกับความสูญเสียในชีวิต ครานี้ใกล้ตัวที่สุดคือแม่ผู้เลี้ยงดูแลตนจนเติบใหญ่ นั่นคงทำให้เขาเกิดความตระหนักรู้ ช่วงเวลาที่จะอยู่ใกล้ชิดทดแทนคุณได้หมดสิ้นสูญลงไปแล้ว

สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ด้วยเป้าหมายเดียวเท่านั้น ส่งต่อความทรงจำทุกสิ่งอย่างในชีวิตของตนเองให้กับผู้ชม อย่าให้มันสายเกินแล้วค่อยมาระลึกได้ว่าสมควรทำอะไรบางอย่าง ใช้ช่วงเวลาเล็กๆ 114 นาที ครุ่นคิดตัดสินใจหาวิถีทางด้วยตนเอง อย่าให้อดีตมันซ้ำรอยเดิม กาลเวลามิอาจหวนย้อนกลับคืน น้ำตามันไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรทั้งนั้น

สิ่งที่ผมขอเสริมเข้าไปก็คือเรื่องกงกรรมเกวียน ทุกสิ่งอย่างที่เราแสดงออกปฏิบัติต่อพ่อแม่ จริงอยู่มันไม่จำเป็นว่าเหล่านั้นจะหวนย้อนกลับคืนหาเรา(ในชาตินี้) แต่ใช่ว่านั่นคือวิธีคิดอันถูกต้องเหมาะสมควรหรอกหรือ ไม่เคยคิดอยากกลับบ้านหาพวกท่าน แล้วลูกๆหลานๆพอมันเติบโตถึงวัยคงได้เฉดหัวส่งเราไม่แตกต่างกัน

ถึงไม่อยากกลับบ้านเพราะมีเรื่องให้โต้เถียงขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง แต่พ่อแม่แท้ๆก็มีแค่สองคนนี้เท่านั้นนะครับ ตอนสมัยเด็กๆเราทำอะไรดีชั่วถูกผิดท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งขับไล่ไสส่ง แล้วไฉนพอเราโตขึ้นถึงจะตัดขาดไม่ขอหวนกลับพบเจอ ไม่ใช่แฟน/ภรรยาสักหน่อยที่สามารถเลิกราเปลี่ยนได้บ่อยๆ

ผมเคยไปอ่านเจอที่ไหนสักแห่ง ‘คนที่เรายิ่งเกลียด จะคือคนที่เรายิ่งรัก’ เพราะรับรู้เข้าใจตัวตนของเขาอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ ถึงสามารถแสดงความโกรธเกลียดไม่ชอบออกมาอย่างเด่นชัดเจน คือถ้าเป็นคนไม่รู้จักก็ไม่มีเหตุผลใดๆให้รักหรือโกรธเกลียด เกลียดมากคือรักมาก มิอาจทนเห็นอีกฝ่ายกลายเป็น/กระทำในสิ่งขัดใจตนเองได้อีกต่อไป

บางทีมนุษย์เราก็แปลกอย่างนี้ละนะ ปากไม่ตรงกับใจ แสดงออกตรงกันข้ามความรู้สึก คงเพราะภายในยึดถือมั่นใน ‘Pride’ ทิฐิอุดมการณ์สูงใหญ่ค้ำคอคับฟ้า ฉันต้องถูกต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น ลดเจ้าสิ่งนี้มาบ้างก็ได้ แล้วชีวิตจะพบเจอความสุขขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเลยละ

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินในญี่ปุ่นประมาณ 150 ล้านเยน คงจะไม่คุ้มทุนสักเท่าไหร่ ถึงกระนั้นช่วงประกาศรางวัลปลายปีแทบเป็นเอกฉันท์กับ Best Supporting Actress ของ Kirin Kiki ประกอบด้วย
– Japan Academy Prize (เข้าชิง)
– Blue Ribbon Award
– Kinema Junpo Awards
– Mainichi Film Concours

จริงๆ Kirin Kiki สมควรเข้าชิงในฐานะ Best Actress ด้วยซ้ำนะครับ เพราะเธอคือจิตวิญญาณของหนังเรื่องนี้เลยละ แต่ทัศนคติของบรรดาโปรดิวเซอร์ก็มักอย่างนี้แหละ นักแสดงสูงวัยย่อมมีโอกาสกับสาขาสมทบมากกว่า

สิ่งที่ส่วนตัวชื่นชอบสุดของหนังเกิดจาก 2 มุกตลกของพ่อ ในมุมคนอื่นอาจไม่ตลกเท่าไหร่ แต่สำหรับผมมันโดนใจสุดๆเลย
– ตอนพ่อบ่นกับลูกสาว ใครๆก็เรียกที่นี่ว่า ‘บ้านแม่’ แต่เขาเป็นคนออกเงินสร้างขึ้นมาแท้ ทำไมไม่มีใครเรียกว่า ‘บ้านพ่อ’
– พูดคุยกับลูกชายแปลกหน้า สอบถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ไปๆมาๆชักชวนให้เป็นหมอ (ที่บ้านผมจะชอบโน้มน้าวให้ทำงานราชการ แก่ตัวจะได้สุขสบาย)

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะลูกๆทั้งหลายที่ทอดทิ้งพ่อ-แม่ ไว้บ้านนอกต่างจังหวัด แล้วตนเองออกแสวงหาแสงสว่างลวงตาท่ามกลางสีสันเมืองกรุง กลับบ้านเสียบ้างนะครับถึงจะไม่อยากก็เถอะ คิดถึงหัวอก เอาใจเขามาใส่ใจเราไว้ ตอนท่านจากไปจะได้ไม่รู้สึกผิดในตนเองที่สายไป

แนะนำคอหนังดราม่าครอบครัว, ชอบเข้าครัวทำอาหาร, แฟนๆผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda และนักแสดงนำ Hiroshi Abe, Yui Natsukawa, Kirin Kiki ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

TAGLINE | “Still Walking ก้าวเดินที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของ Hirokazu Kore-eda สมบูรณ์แบบด้วยการแสดงของ Kirin Kiki”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of