Summer Wars (2009)

Summer Wars

Summer Wars (2009)

จาก Mamoru Hosoda ผู้กำกับ The Girl Who Leapt Through Time (2006), Wolf Children (2012) และ The Boy and the Beast (2015) ผลิตโดยสตูดิโอ Mad House การันตีด้วยรางวัล Animation of the Year จาก Japan Academy Prize ปี 2010 นี่คือหนังอนิเมะที่มีองค์ประกอบไซไฟผสมแฟนตาซี เกี่ยวกับตัวตนและความสัมพันธ์ของคนบนโลกอินเตอร์เน็ตที่มีแนวคิดล้ำยุคมากๆ คนยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ควรพลาด

ผู้กำกับ Mamoru Hosoda มีผลงานเจ๋งๆหลายเรื่องทีเดียว และยังไม่มีเรื่องไหนที่ผมดูแล้วยังไม่ชอบ เขาอาจไม่ใช่ผู้กำกับที่มีความหวือหวาด้านเทคนิคหรือการเล่าเรื่องนัก แต่เรื่องราวที่เขาเอามาเล่า ต่างมีบางอย่างที่น่าสนใจ ผมจะค่อยๆทะยอยเอาหนังของเขามาเล่าให้ฟังนะครับ สำหรับ Summer Wars แนวคิดที่น่าสนใจมากๆคือ มีบางสิ่งที่คล้ายกันระหว่างโลกจริง กับโลกอินเตอร์เน็ต แทบทุกคนในอนิเมะจะมีตัวตนอยู่ 2 โลก และเมื่อโลกหนึ่งกำลังถูกรุกรานและกำลังจะคุกคามโลกอีกแห่งหนึ่ง การรวมตัวอันน่าทึ่งของคนอีกโลกเพื่อต่อสู้กับศัตรูที่ไม่มีตัวตนนี้ พวกเขาจะเอาชนะได้หรือไม่ …

หลังจากกำกับ The Girl Who Leapt Through Time ประสบความสำเร็จอย่างมาก สตูดิโอ Madhouse ก็ขอให้ Mamoru Hosoda เตรียมทำหนังเรื่องใหม่ได้เลย Hosoda และนักเขียนบท Satoko Okudera ก็ค้นพบความสนใจเกี่ยวกับ Social Network ซึ่งไม่ใช่แค่สังคมออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวใหญ่ ตระกูล Ueda (ชื่อเมือง Ueda ในญี่ปุ่น) จึงถูกเลือกให้เป็นที่ตั้งของ Summer Wars ซึ่งหนึ่งในที่ดินของตระกูล Ueda อยู่ใกล้กับบ้านเกิดของ Hosoda ที่ Toyama เขาเลยเลือกใช้บ้านของครอบครัว Jinnouchi เป็นพื้นหลังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง

ออกแบบตัวละครโดย Yoshiyuki Sadamoto นับรวมๆแล้ว มีตัวละครในหนัง 80 คน อนิเมะความยาว 114 นาที แต่ใส่ตัวละครเยอะขนาดนี้ถือว่าบ้ามากๆ (และผมเชื่อว่าไม่มีใครจำชื่อตัวละครทั้งหมดในหนังได้จากการดูครั้งแรกครั้งเดียวแน่นอน) ที่ต้องใช้เยอะขนาดนี้ก็เพราะ Hosoda ต้องการให้เห็นความใหญ่ที่สุดที่เป็นไปได้ของความสัมพันธ์นอกโลกอินเตอร์เน็ต นั่นคือจำนวนคนจริงๆที่เรารู้จักหน้า เคยพูดคุยกัน เคยทำอะไรร่วมกัน ผิดกับโลกออนไลน์ที่เราอาจจะแค่เคยเห็นรูป ไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยทำอะไรร่วมกันด้วยซ้ำแต่เป็นเพื่อนกัน

ทีมพากย์อนิเมะเรื่องนี้ ตัวเอก Kenji Koiso พากย์โดย Ryunosuke Kamiki เขาเป็นนักแสดงนะครับ แต่มารับจ็อบพากย์หนังอนิเมะอยู่เรื่อยๆ มักจะไม่ใช่ตัวหลักนัก นี่เป็นตัวเอกแรก(เลยมั้ง) ของเขา ถือว่าใช้ได้เลย ตัวละครนี้จากที่ดูไม่มีอะไรน่าจดจำในช่วงแรกๆ ขาดความมั่นใจในตัวเอง มีตัวละครอื่นมากมายที่เด่นกว่าหมอนี่ แต่เขาคืออัจฉริยะที่ “คมในฝัก”

Natsuki Shinohara พากย์โดย Nanami Sakuraba เธอเป็น Idol ส่วนใหญ่จะเล่นหนัง มีพากย์อนิเมะอยู่ไม่กี่เรื่อง ตัวละครนี้ภายนอกแข็งแกร่ง แต่ภายในอ่อนโยน ตรงข้ามกับพระเอก ผมว่าคงมีผู้หญิงไม่กี่คนหรอกที่จะขอให้ผู้ชายเป็นแฟนของตนเพื่อตบตา แม่(ยาย) ของตัวเอง จะมีช่วงเวลาที่เธอแสดงความอ่อนแอออกมา แต่เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นไปแล้ว เธอจะคือคนที่สามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง

อีกคนที่ผมคงต้องพูดถึงคือ คุณยาย Sakae Jinnouchi พากย์โดย Sumiko Fuji เห็นว่าเมื่อตอนเธอยังสาวๆมักจะได้บทเป็นนางเอกในหนังยากูซ่า ประกบ Ken Takakura และ Kōji Tsuruta บ่อยครั้ง ได้รับโอกาสให้มาพากย์อนิเมะ บทของเธอก็ไม่ต่างกับยากูซ่าเลย เธอเป็นผู้อาวุโสที่สุดในตระกูล รู้จักคนมากมาย กว้างขวางด้วย เรียกว่ารู้จักไปหมด เธอถือเป็นตัวละครที่สำคัญมากๆ เป็นเหมือนใจกลาง เสาหลักที่ยึดเหนี่ยวทุกความสัมพันธ์ของทุกตัวละครในหนัง ภายนอกเธอแข็งแกร่ง แต่ภายในเธอก็คล้ายๆกับ Natsuki ที่มีมุมอ่อนโยนต่อทุกคนที่เธอเคยรู้จัก จะว่าสงครามนี้ถ้าไม่มีตัวละครนี้ กลุ่มพระเอกเราไม่มีทางเอาชนะได้อย่างแน่นอน

Art Design ภาพพื้นหลังโดย Takashi Murakami โดยฉากที่อยู่บนโลกออนไลน์ มีส่วนผสมจากเกมของ Nintendo มีลักษณะเรียบง่าย ขาวสะอาด และกว้างใหญ่ “clean, uncluttered look.” สำหรับงานสร้างอนิเมชั่น ใช้ส่วนผสมระหว่างการวาดแบบเก่า (traditional) ผสมกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิค (computer graphic)

เพลงประกอบโดย Akihiko Matsumoto ใช้ Orchestra เต็มวงแบบจัดเต็ม ฉากในโลกออนไลน์ จะมีการผสมเครื่องดนตรี electronic เข้าไปด้วยให้มีสัมผัสเหมือนอยู่ในโลกอนาคต ฉากต่อสู้เพลงประกอบให้อารมณ์สมจริงและยิ่งใหญ่ ไคลน์แม็กซ์มีการใส่เสียง chorus (ผู้หญิงร้อง) ให้อารมณ์ฮึกเหิม จบด้วยดนตรีเพราะๆ ราวกับกำลังฟังเพลงจากหนังของ Ghibli อยู่ ภาพรวมหนังเรื่องนี้อาจไม่มีเพลงที่ติดหู แต่มีความกลมกล่อม ลงตัว และเสริมอารมณ์ให้รู้สึกอินไปตามเรื่องราวได้

สิ่งที่อนิเมะเรื่องนี้นำเสนอคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างโลกออนไลน์กับโลกจริงๆ ในโลกออนไลน์เราอาจมีเพื่อนมากมายนับร้อยนับพัน แต่ในชีวิตจริงเรามีเพื่อนไม่กี่สิบคนเท่านั้น กับครอบครัวใหญ่ๆ 30-40 ก็ถือว่าเยอะมากๆ ผมชอบฉากน่ารักๆอย่าง ตอนแนะนำชื่อคนในตระกูล (ใครมันจะไปจำได้หมด), ฉากความวุ่นวายในโต๊ะอาหาร มันไม่มีทางที่เมื่อคน 20-30 คนมานั่งกินข้าวร่วมกันแล้วมันจะเงียบ ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น, ในชีวิตจริง ต่อให้ความขัดแย้งของคนเกิดขึ้นรุนแรงมากแค่ไหน แต่เพราะเขาคือคนในครอบครัวเรา ปัญหาต่างๆเราสามารถร่วมกันแก้ไข การให้อภัยยังเกิดขึ้นได้ ประโยคเด็ดของหนัง จากคำพูดของคุณยายประมาณว่า “ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร มาจากไหน เจอหน้ากันต้องถามก่อนว่า หิวหรือเปล่า เมื่อใดที่ท้องอิ่ม ค่อยถึงเวลาพูดคุยกัน” บรรยากาศพวกนี้ไม่มีทางเลยที่เราจะพบเจอได้ในโลกออนไลน์

เมื่อพูดถึงตัวตนในโลกออนไลน์ ใช่ว่าในชีวิตจริงเขาจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างตัวละคร King Kazma นี่ก็ชัดเจนเลย ตัวจริงของเขาเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ แต่ในโลกออนไลน์เขาเป็นตัวละครที่เก่งที่สุด มีชื่อเสียงที่สุด ชื่อเสียงนั้นมันไม่มีค่าหรือความหมายอะไรในโลกจริงๆเลย สงครามในเกมนี้ ผมแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกคือการต่อสู้ด้วยตัวเอง เป็นการสู้ตัวต่อตัวระหว่างผู้เล่นกับตัวร้าย ไม่มีใครสามารถเอาชนะตัวร้ายได้ แม้แต่คนที่เก่งที่สุด ช่วงที่สองคือการร่วมด้วยช่วยกันของคนกลุ่มหนึ่ง มีการวางแผน เตรียมตัวอย่างดีทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ (นี่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ จะแก้ได้ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกเข้ามาช่วย) ฉากการเตรียมพร้อมสู้สงครามเป็นฉากที่บ้ามากๆฉากหนึ่ง อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นที่คนหนึ่งมีคอมพิวเตอร์ High Spec, คนหนึ่งมีจานดาวเทียมระดับกองทัพ แต่กระนั้นก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้เพราะยังขาดความพร้อมเพรียง ความเข้าใจและความสามัคคี ช่วงสุดท้าย คือการต่อสู้ทางความคิด ด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมเพียง ผมไม่เคยเล่น Koi-Koi นะครับ ไม่รู้กติกา แต่เห็นมีใน Stream เลยสอยมาแล้ว เมื่อเจอศัตรูที่ไม่สามารถสู้ด้วยกำลังได้ มันก็เหลือทางเลือกเดียวคือสู้ด้วยสมอง ไคลน์แม็กซ์ในเกมจบแล้ว แต่ตัวร้ายใช่ว่าจะหมดฤทธิ์ มันยังเหลือปัญหาสุดท้ายที่ยังไม่ได้แก้ไข ไคลน์แม็กซ์บนโลกจริงๆเลยเกิดขึ้น ณ จุดสุดท้ายของหนัง ไม่ได้พยายามบอกว่าโลกออนไลน์มันไม่ดี แต่เป็นการเปิดกว้าง และบอกว่ารอยต่อระหว่างโลกจริงกับโลกออนไลน์ มันเริ่มจางลงเรื่อยๆ ข้อดีมันก็มี ไม่ใช่มีแต่ข้อเสีย

ในโลก Social Network ที่คนรู้จักกันผ่านการ Like มีเพื่อนมากมาย พูดคุยกัน แต่ไม่เคยเจอหน้ากัน ความสัมพันธ์นี้มันจะเหนียวแน่น เข้มแข็งกว่าครอบครัวที่เราเจอหน้าทุกวัน เพื่อนที่ไปมาหาสู้กันได้อย่างไร อนิเมะอาจจะไม่ได้พูดถึงจุดนี้เด่นนัก แต่เป็นจุดที่ผมอยากพูดถึง เพราะถ้าโลกยังดำเนินต่อไปแบบนี้ อีก 10-20 ปี คนรุ่นต่อไปจะมองภาพคนรุ่นเราเป็นแบบอย่าง พวกเขาจะจมอยู่ในโลกออนไลน์หนักกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอีก อินเตอร์เน็ตนั่นเป็นสิ่งดี แต่ก็เป็นดาบสองคมที่ตอนนี้น้อยคนจะมองเห็นว่า คมที่แหลมของมันคืออะไร ตอนนี้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำคัญกว่าปัจจัย 4 อีกด้วยซ้ำ ผมยังคิดหาทางออก เพื่อแก้ปัญหาพวกนี้ไม่ได้เลย แต่จะตั้งคำถามว่า “ถ้าอินเตอร์เน็ตถูกตัดขาด เราจะยังมีชีวิตกันได้หรือเปล่า”

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับคนทุกเพศทุกวัย ที่ชื่นชอบอนิเมะหรือไม่ ดูจบแล้วอาจจะชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่ความประทับใจ และความสัมพันธ์ของแต่ละคนกับโลกอินเตอร์เน็ต เสียงวิจารณ์ฝั่งยุโรปกับอเมริกาจะค่อนข้างแตก คงเพราะเขาไม่สามารถเข้าใจประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ของตระกูลใหญ่ๆ หรือเรื่องราวบนโลกออนไลน์ที่ดูแฟนตาซีเกินไปไม่สมจริง แต่ฝั่งญี่ปุ่นยกย่องว่าเป็นอนิเมะที่พูดถึงโลกของ Social ได้ยอดเยี่ยมและมีเนื้อเรื่องที่สวยงามๆ ส่วนตัวผมชอบหนังเรื่องนี้มาก แม้จะไม่ถึงขั้นกลายเป็นหนังเรื่องโปรด สิ่งที่ชอบที่สุดคือความบ้าคลั่งของตัวละคร แบบว่าตระกูลนี้อะไรมันจะบังเอิญได้ขนาดนั้น ตัวละคร 80 ตัว นี่เยอะมากๆ มากกว่านางเอก Precure อีกนะนี่ ดูจบแล้ว feel good มากๆ อยากเล่น Koi-Koi เป็น และทึ่งพระเอกว่า สมองมันเข้ารหัส 128 bit ได้ยังไงนี่!

คำโปรย : “Summer Wars สงครามบนโลกออนไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อคนบนโลกจริง ผลงานกำกับของ Mamoru Hosoda หนังพูดถึงการมีตัวตนและความสัมพันธ์ เปรียบเทียบระหว่างโลกออนไลน์และโลกจริงๆได้อย่างยอดเยี่ยม เสมือนจริงที่สุด”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบLOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of