Lost Horizon (1937)

ต้นฉบับนวนิยาย Lost Horizon (1933) ให้กำเนิดสถานที่แห่งอุดมคติ แชงกรีล่า (Shangri-La) ดินแดนลึกลับสุดปลายขอบฟ้า หลบซ่อนท่ามกลางขุนเขาหิมาลัย ใครๆต่างใช้ชีวิตอย่างสุขสงบร่มเย็น มีความเพียงพอดี พึงพอใจในสิ่งที่มี มิต้องต่อสู้ดิ้นรนแข่งกับใคร แต่ใช่ว่าทุกคนจะอยากอยู่อาศัยยังสรวงสวรรค์แห่งนี้, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Das Testament des Dr. Mabuse (1933)

The Testament Of Dr Mabuse

แม้ว่าตอนจบของ Dr. Mabuse, der Spieler (1922) อาชญากร/จิตแพทย์/นักสะกดจิต Dr. Mabuse จะคลุ้มคลั่งเข้าโรงพยาบาลบ้าไปแล้ว แต่ภาคต่อเรื่องนี้จักหวนกลับมาสร้างความหลอกหลอนในลักษณะสืบสาน ส่งต่อแนวคิด อุดมการณ์ จิตวิญญาณ เพื่อสรรค์สร้างจักรวรรดิแห่งอาชญากรรม สื่อตรงๆถึงพรรคนาซีและว่าที่ท่านผู้นำ Adolf Hitler

City Girl (1930)

City Girl

ความเหน็ดเหนื่อยหน่ายของผู้กำกับ F. W. Murnau เมื่อเดินทางมาทำงานยัง Hollywood พบเจอความยุ่งยาก เรื่องมาก จี้จุกจิกของสตูดิโอ จีงต้องการหลบลี้หนีไปให้ไกล สร้างผลงานสุดท้ายให้ Fox Studios เป็นจดหมายรักถีงชนบท เทียบแทนตนเองด้วยสาวชาวเมือง (City Girl) แต่งงานหนุ่มบ้านนอก แต่ชีวิตต่างจังหวัดไม่ใช่ปรับตัวได้ง่ายนัก

Our Daily Bread (1934)

หนี่งในหนังโปรดของผู้กำกับ Orson Welles ที่สะท้อนผลกระทบยุคสมัย Great Depression แม้ทำให้ชีวิตประสบความทุกข์ยากลำบาก แต่ขอเพียงทุกคนร่วมลงแรงแข็งขัน กระทำสิ่งสามารถตนเองให้ดีที่สุด เงินทองไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ แค่ท้องอิ่มสุขกายสบายใจ ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต

Las Hurdes (1933)

Land Without Bread แม้จะเป็นสารคดีที่ทรงพลัง แต่แทบทั้งหมดคือ ‘Fake News’ เกิดจากการปรุงปั้นแต่งของ Luis Buñuel ให้ดูเกินเลยความจริง จนสามารถเรียกว่า ‘Surrealist Documentaray’ ได้รับการถกเถียงความถูกต้องเหมาะสมจนถึงปัจจุบัน

Le Sang d’un Poète (1930)

The Blood of a Poet

หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันของ Jean Cocteau เมื่อศิลปินกำลังวาดภาพใบหน้า จู่ๆปากสามารถขยับเองได้ พยายามลบเลือนออกแต่มันกลับติดต่อมายังฝ่ามือ ส่งเสียงพูด เรียกร้องความสนใจ นำไปสัมผัสรูปปั้นแกะสลัก ถือกำเนิดชีวิตและจิตวิญญาณ

Man of Aran (1934)

Man of Aran

ภาพยนตร์กึ่งสารคดี (Docudrama) ที่ต่อมาได้รับการแยกย่อยเป็น Ethnofiction นำเสนอวิถีชีวิตชาวไอริชบนเกาะ Aran Island, ชายฝั่งตะวันตกประเทศ Ireland เรื่องราวจริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง แต่มีความงดงามราวกับบทกวี

Make Way for Tomorrow (1937)

Make Way for Tomorrow

Make Way for Tomorrow (1937) : Leo McCarey ♥♥♥♡

ภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องราวเป็นแรงบันดาลใจให้ Tokyo Story (1953) พ่อ-แม่เมื่อแก่เฒ่า หลังสูญเสียบ้านเพราะยุคสมัย Great Depression คาดหวังว่าลูกๆจะช่วยเหลืออุปการะ แต่… ถึงแม้ลีลาไดเรคชั่นไม่สไตล์ลิสต์เท่า แต่เล่าแบบ Melodrama ใครกันจะไปกั้นธารน้ำตาไม่ให้หลั่งไหลริน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Camille (1936)

Camille

Camille (1936) : George Cukor ♥♥♥♥♡

ดอก Camellia มีนัยยะถึง ความอ่อนน้อมถ่อมตน รักในอุดมคติ, ภาพยนตร์เรื่องนี้ Greta Garbo รับบทไฮโซโสเภณี คอยเกาะกินมหาเศรษฐี แต่ตกหลุมรักเทพบุตรสุดหล่อ ระหว่างชีวิตสุขสบายกับอุดมคติแห่งรัก เธอเลือกหัวเราะยิ้มร่า ขณะที่ภายในคลุกเคล้าน้ำตา

Ninotchka (1939)

Ninotchka

Ninotchka (1939) : Ernst Lubitsch ♥♥♥♥

วินาทีที่ตัวละครของ Greta Garbo หลุดหัวเราะออกมาครั้งแรก มันช่างเป็นภาพประวัติศาสตร์ของเจ้าหญิงน้ำแข็ง หลอมละลายจิตใจผู้ชม และด้วยสัมผัสของ Lubitsch แช่แข็งความทรงจำนั้นไว้ชั่วนิรันดร์

Queen Christina (1933)

Queen Christina (1933) : Rouben Mamoulian ♥♥♥♥♡

หนึ่งในการแสดงยอดเยี่ยมสุดของ Greta Garbo รับบท Christina, Queen of Sweden ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชันษา 6 พรรษา คว้าชัยชนะสงครามสามสิบปี จากนั้นเรียกร้องให้มีความสงบสุขสันติภาพ ต้องการเปิดประเทศสานสัมพันธ์ต่างชาติ แต่แล้วตกหลุมรักหนุ่มชาวสเปน (รับบทโดย John Gilbert) นั่นทำให้พระองค์เกือบจะกลายเป็นกบฎต่อผืนแผ่นดิน เลยตัดสินใจสละราชบังลังก์ เพื่อเติมเต็มเสียงเพรียกเรียกร้องของจิตใจ

Blonde Venus (1932)

Blonde Venus

Blonde Venus (1932) : Josef von Sternberg ♥♥♥

แม้เป็นภาพยนตร์ที่มักถูกหลงลืม แต่ก็มีหลายสิ่งน่าจดจำ, Marlene Dietrich เต้นกอริลลา Hot Voodoo เสื่อมได้ใจ, บทบาทแรกๆของ Cary Grant เป็นมหาเศรษฐีจ่ายไม่อั้นแม้เพียงความสุขแสนสั้นกับเธอ

A Night at the Opera (1935)

A Night at the Opera

A Night at the Opera (1935) : Sam Wood ♥♥♥♥

แม้หลงเหลือเพียงสามพี่น้อง Marx Brothers แต่ความตลกค่าตัวคูณสองเท่า! ยังคงไว้ด้วยคาแรคเตอร์ดั้งเดิม แต่ปรับลดช่วงเวลาไร้สาระ เสริมแต่งเรื่องราวให้มีเนื้อหนัง กลายเป็นจุดเริ่มต้นทิศทางใหม่ Giuseppe Verdi คงเกิดความภาคภูมิใจ

Duck Soup (1933)

Duck Soup

Duck Soup (1933) : Leo McCarey ♥♥♥♥

Groucho Marx ให้คำอธิบายชื่อหนังแบบจับไปกระเดียดว่า “นำเอาไก่งวงสองตัว ห่านอีกหนึ่ง กะหล่ำปลีสี่หัว แต่ไม่มีเป็ด ผสมคลุกเคล้าเข้ากัน หลังจากนั้นลิ้มชิมรสชาติ แล้วคุณจะ ‘Duck Soup’ ตลอดชั่วชีวิต” เอาจริงๆทำให้ผมนึกถึงสแลง “Once you go black, you never go back”

Animal Crackers (1930)

Animal Cracker

Animal Crackers (1930) : Victor Heerman ♥♥♥♡

“เช้าวันหนึ่ง ฉันยิงช้างในกางเกงนอน มันเข้ามาอยู่ได้ยังไงก็ไม่รู้ ต่อมาพยายามดึงงวงมันออก แต่ทำอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน…” ใครสามารถทำความเข้าใจมุกตลกเสื่อมๆของ Marx Brothers ก็อาจรับชมผลงานเรื่องที่สอง Animal Crackers ได้ด้วยสันชาตญาณสัตว์

The Private Life of Henry VIII (1933)

The Private Life of Henry VIII

The Private Life of Henry VIII (1933) : Alexander Korda ♥♥♡

Charles Laughton ในบทบาทคว้า Oscar: Best Actor สวมวิญญาณเป็น King Henry VIII of England (1491-1547, ครองราชย์ 1509 – 1547) เลืองลือนามจากการสมรสถึงหกครั้ง แต่กาลเวลาไม่ทำให้เรื่องดังกล่าวน่าหัวร่อสักเท่าไหร่

Partie de campagne (1936)

Partie de campagne

Partie de campagne (1936) : Jean Renoir ♥♥♥♥♡

ข้ออ้างล่าช้าเพราะฝนตก ทำให้ปรมาจารย์ผู้กำกับ Jean Renoir ไม่สามารถถ่ายทำ A Day in the Country ได้สำเร็จเสร็จสิ้น แต่ความงดงามเปรียบดั่งภาพวาด Impressionist โปรดิวเซอร์เลยนำออกฉายกลายเป็นหนังสั้น ได้รับการยกย่องสรรเสริญเหนือกาลเวลา

Mr. Smith Goes to Washington (1939)

Mr. Smith Goes to Washington

Mr. Smith Goes to Washington (1939) : Frank Capra ♥♥♥♥

Filibuster คือการกระทำประเภทหัวเด็ดตีนขาด! ฉันจะไม่ยอมหยุดพร่ามในรัฐสภาจนกว่าจะได้สมปรารถนา กิจกรรมเตะถ่วงทางการเมืองที่ดูเหมือนไร้สาระ แต่คือสิทธิ์เสียงประชาธิปไตย มีมานมนานตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Cavalcade (1933)

Cavalcade

Cavalcade (1933) : Frank Lloyd ♥♥♥

อีกหนึ่ง Worse Oscar: Best Picture นำเสนอครอบครัวชาวอังกฤษ มีชีวิตพานผ่านวันสิ้นปี 1899 จนถึงปีใหม่ 1933, พบเห็นสงคราม Second Boer War (1899-1902), การสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (22 มกราคม 1901), เรือไททานิคล่ม (14 เมษายน 1912) และสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-18)

Cimarron (1931)

Cimarron

Cimarron (1931) : Wesley Ruggles ♥♥♥

ถึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน Worse Oscar: Best Picture แต่การได้พบเห็นประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการรัฐ Oklahoma ตั้งแต่เริ่มต้นบุกเบิก 1889 จนถึงปี 1929 ช่างอลังการงานสร้างยิ่งนัก