Taste of Cherry

Taste of Cherry (1997) Iranian : Abbas Kiarostami ♥♥♥♡

(20/4/2019) ชายผู้หนึ่งถูกแรงผลักแห่งความตาย ‘Death Drive’ ขับรถออกหาใครสักคนสามารถให้ความช่วยเหลือกลบฝังร่างของตนเอง แต่พิธีรีตรองสำหรับกระทำการอัตนิวิบาต ไม่ใช่ว่าสะท้อนความยังอยากมีชีวิตอยู่หรอกหรือ?

หลังจากรับชม Koker Trilogy สามผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติของผู้กำกับ Abbas Kiarostami ผมเกิดแรงผลักดันบางอย่างให้ต้องรีบเร่งหวนกลับมาดู Taste of Cherry (1997) ครุ่นคาดว่าคงจะมีมุมมอง ทัศนคติ ความคิดเห็นแตกต่างออกไปจากเดิม ซึ่งก็พบว่าไม่ผิดเลยนะ!

เพราะการได้รับรู้จักตัวตน ความคิดอ่าน ปรัชญาชีวิต และแนวทางสร้างภาพยนตร์ของผู้กำกับ Kiarostami (ที่ได้จากการผลงานอื่นๆก่อนหน้า) ทำให้สามารถเข้าใจทิศทาง เป้าหมาย และสาสน์สาระสำคัญของหนังเรื่องนี้ที่ต้องการสื่อนำเสนอ ซึ่งได้พบว่าคือ ‘High Art’ บริสุทธิ์งดงามระดับ Masterpiece

ขอแนะนำสำหรับคนต้องการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ยังไม่เคยพานผ่านผลงานอื่นใดของผู้กำกับ Kiarostami อย่างเพิ่งเร่งรีบร้อนใจ โปรดจงค่อยเป็นค่อยไป แนะนำให้ไล่เรียงเริ่มต้นจาก Where Is the Friend’s Home? (1987), Close-Up (1990), Life, and Nothing More… (1992), Through the Olive Trees (1994) หรือจะข้ามไป The Wind Will Carry Us (1999) ฯ แล้วค่อยหวนกลับมาเผชิญหน้า Taste of Cherry (1997) ที่มีรสชาติลุ่มลึก หวาน-ขม คงไม่ถูกปากทุกคนได้ลิ้มลอง


Abbas Kiarostami (1940 – 2016) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอิหร่าน เกิดที่ Tehran วัยเด็กมีความลุ่มหลงใหลการวาดภาพ โตขึ้นเข้าเรียน School of Fine Arts ณ University of Tehran ระหว่างนั้นทำงานพาร์ทไทม์เป็นตำรวจจราจร, จบออกมาได้กลายเป็นนักออกแบบโปสเตอร์ กำกับโฆษณากว่า 150 ชิ้น กระทั่งการมาถึงของ The Cow (1969) สร้างโดยผู้กำกับ Dariush Mehrjui อันเป็นจุดเริ่มต้นของ Iranian New Wave ทำให้ Kiarostami ติดตามรอยเท้า เริ่มต้นสร้างหนังสั้น The Bread and Alley (1970), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Experience (1973), และหลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาหลายปี ในที่สุดก็ค้นพบแนวทางของตนเองกับ Where Is the Friend’s Home? (1987)

สไตล์ของ Kiarostami รับอิทธิพลจาก Neorealist เน้นความเป็น Naturalist และ Minimalist มักนำเสนอแบบ Docu-Drama จนมีลักษณะของ Poetic Film, หัวข้อสนใจมักสะท้อนปัญหาสังคม เกี่ยวกับครอบครัว ชีวิต-ความตาย และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์

หลังเสร็จจาก Through the Olive Trees (1994) ผู้กำกับ Kiarostami ได้ตระเตรียมวางแผนสร้างภาคต่อ ด้วยการสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละคร ตั้งชื่อโปรเจคว่า Tahereh’s Dreams แต่ระยะเวลา 18 เดือนที่สูญเสียไป สุดท้ายไม่ได้รับการอนุมัติผ่านจากกองเซนเซอร์อิหร่าน … คงจะมีสักเศษเสี้ยววินาทีครุ่นคิดอยากฆ่าตัวตาย! นั่นเลยกลายเป็นแรงบันดาลใจต่อภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้โดยทันที

แรกเริ่มตั้งชื่อโปรเจคนี้ว่า Journey to the Dawn นำเสนอเรื่องราวชายวัยกลางคน Mr. Badii (รับบทโดย Homayoun Ershadi) ขับรถออกติดตามหาผู้ช่วยสำหรับการฆ่าตัวตาย โดยมีค่าจ้างตอบแทน 200,000 Tomans และได้พานพบเจอสามบุคคลยินยอมขึ้นรถ พามาถึงบริเวณหลุมฝังศพที่ตระเตรียมไว้
– หนุ่มนายทหาร/Soldier (รับบทโดย Safar Ali Moradi) สัญชาติ Kurdish อยู่บ้านเป็นชาวนา สมัครทหารเพื่อส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว
– สามเณราลัย/Seminarist (รับบทโดย Mir Hossein Noori) สัญชาติ Afghan เดินทางมาเรียนหนังสือแต่เอาเวลาว่างมาทำงานกรรมกรแรงงาน ขับรถไถเกลี่ยกลบหน้าดิน
– นักสตัฟฟ์สัตว์/Taxidermist ชื่อ Mr. Bagheri (รับบทโดย Abdolrahman Bagheri) สัญชาติ Azeri ยินยอมตอบตกลงเพราะต้องใช้เงินทำบางสิ่งอย่าง แต่ก็พูดพร่ำเตือนสติ แสดงความเชื่อมั่นว่า Mr. Badii จะตื่นขึ้นจากหลุมเมื่อถึงช่วงเวลานัดหมาย


นักแสดงทั้งหมดของหนังล้วนคือมือสมัครเล่น ไร้ประสบการณ์ด้านการแสดง บางคนพบเจอระหว่าง Kiarostami ขับรถตระเวนหารอบเมือง ซึ่งพอได้มาก็เพียงแค่ท่องอ่านตามบท ไม่มีการ Improvised ปรับเปลี่ยนแปลงใดๆ และเห็นว่าพวกเขาไม่เคยพบเจอหน้ากันนักแสดงคนอื่น นอกจากตากล้องและผู้กำกับ

ซึ่งดูเหมือนมีเพียง Homayoun Ershadi รับบท Mr. Badii ที่ได้ก้าวสู่วงการแสดงเต็มตัว ประสบความสำเร็จโด่งดัง แถมยังได้เคยเล่นหนัง Hollywood อาทิ Agora, (2009), Zero Dark Thirty (2012) ฯ

ถ่ายภาพโดย Homayun Payvar ก่อนหน้านี้ร่วมงานผู้กำกับ Kiarostami เรื่อง Life, and Nothing More… (1992) ซึ่งก็มีลักษณะ Road Movie ถ่ายบนรถระหว่างการเดินทางเสียส่วนใหญ่

ส่วนใหญ่แล้ว Kiarostami จะเป็นคนถือกล้องในตำแหน่งคนขับรถ หรือไม่ก็นั่งอยู่ข้างๆ เบาะหลัง คอยจับจ้องบันทึกภาพนักแสดง (ทำให้ไม่จำเป็นที่นักแสดงต้องพบเจอหน้า อยู่ร่วมช็อตฉากเดียวกัน) จากนั้นใช้การตัดต่อร้อยเรียงสลับไปมา จนดูราวกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยสนทนากันจริงๆ

มุมกล้องถือว่าครบถ้วนทุกทิศทางความเป็นไปได้ มุมมองคนขับรถ (บุคคลที่หนึ่ง), นั่งข้างคนขับ (บุคคลที่สอง) และถ่ายจากภายนอกรถ (บุคคลที่สาม) ฯ ซึ่งทุกครั้งเมื่อกำลังเข้าใกล้หรือออกจากเป้าหมาย/หลุมฝังศพของ Mr. Badii สังเกตว่าจะมีการถ่ายภาพมุมสูงจากเนินเขา (เบื้องบนมองลงมา) แพนนิ่งติดตามรถกำลังเลี้ยวโค้งคดไปมา ประกอบเสียงพูดคุยสนทนาระหว่างตัวละคร

หลังจาก Mr. Badii ได้พานพบเจอบุคคลที่สามารถเติมเต็มความต้องการของตนเอง ยามเย็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา นั่งเหม่อมองกรุง Tehran และพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยตกดิน ถือเป็นภาพแห่งความประทับใจ (Impressionism) การรำพึงพันครั้งสุดท้าย ตายไปครุ่นคิดว่าคงไม่มีโอกาสพบเห็นอีกต่อไปแล้ว

ตัดต่อโดย Abbas Kiarostami, เรื่องราวเวียนวนอยู่กับการเดินทาง และหลุมฝังศพของ Mr. Badii ซึ่งประกอบด้วย
– อารัมบท, ขับรถผ่านผู้คนมากมายตามท้องถนนที่สนแต่ซักถาม ต้องการกรรมกรใช้แรงงานบ้างหรือเปล่า? พวกเขาช่างดูไม่น่าสนใจ ครั้งหนึ่งถูกบอกปัดปฏิเสธ แถมครุ่นคิดเข้าใจว่าเป็นเกย์ซะงั้น!
– องก์หนึ่ง, หนุ่มนายทหารถูกตะล่อมค่อมให้ขึ้นรถ บอกว่าจะไปส่งค่ายฝึกทหาร แต่ดันขับพามาถึงหลุมฝังศพ ขณะกำลังเดินทางกลับดันเปิดประตูแล้วรีบวิ่งหลบหนีไปเฉย (มีเพียงขาไป)
– องก์สอง, ชักชวนสามเณราลัยขึ้นรถ ไปถึงหลุมฝังศพแล้วพากลับ เริ่มต้นจบสิ้นกับกรรมกรแรงงานอีกคนหนึ่งที่เสนอไข่และชากาแฟให้รับประทานรองท้อง (ขาไป-ขากลับ)
– องก์สาม, ตัดมาหลังจากพา Mr. Bagheri ไปถึงหลุมฝังศพ พูดคุยสนทนากันระหว่างเดินทางไปส่งยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (มีเพียงขากลับ)
– ปัจฉิมบท, ตระเตรียมตัวครั้งสุดท้าย ออกเดินทาง และทิ้งกายนอนในหลุมฝังศพ
– Coda, เพราะต้องการให้ผู้ชมตระหนักได้ว่าทั้งหมดของหนังคือภาพยนตร์ เลยร้อยเรียงใส่ภาพเบื้องหลังการถ่ายทำ

เกร็ด: จริงๆแล้วผู้กำกับ Kiarostami ถ่ายทำตอนจบของหนัง (Coda) อย่างอื่นไว้ แต่พอนำฟีล์มไปล้างปรากฎว่าเกิดความผิดพลาดเสียหายจนไม่สามารถกู้คืนได้ เลยตัดสินใจเลือกเบื้องหลังที่บันทึกด้วยกล้องดิจิตอลคุณภาพต่ำ … มองมุมหนึ่งเรียกได้ว่า ‘on a whim’ มากๆ

จริงๆแล้วถือว่าหนังไม่มีบทเพลงประกอบ เว้นเสียแต่ช่วงท้าย Coda ใส่มาคือ St. James Infirmary Blues (1928) ใครแต่งก็ไม่รู้ แต่ฉบับเก่าแก่สุดบันทึกเสียงโดย Louis Armstrong, ตามตำนานความเชื่อของชาวอิหร่าน ทรัมเป็ตคือเสียงจากสวรรค์ ผู้เป่าคือ Israfíl ฉายา ‘angel of resurrection’ ซึ่งอาจเป็นความต้องการสื่อถึงการกลับมาเกิดใหม่ (Rebirth) ก็เป็นได้

“It is said that [Israfíl] has a trumpet which reaches from the East to the West or from earth to heaven, and he is spoken of as the Master of the Trumpet. Since the day God created him he has stood with his eyes fixed on God and the trumpet to his lips, awaiting the command to blow. When the command comes and he blows, then all the living will die, but since it will also be the Resurrection Day, all the dead will rise and present themselves for the accounting”.

เชอร์รี่ ผลไม้ชนิดหนึ่งมีรสหวานอมเปรี้ยว ชื่นชอบอากาศหนาวเย็น ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีขาวอมชมพู ผลกลมขนาดเล็ก เปลือกมีทั้งสีแดงเข้ม ส้ม และเหลือง, มักใช้เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ผลิ ชีวิตที่เปราะบาง สวยงามและแสนสั้น ขณะเดียวกันคือความอ่อนน้อมถ่อมตน จุดเริ่มต้นและประกายความหวัง

รสชาติหวานอมเปรี้ยวของเชอร์รี่ สะท้อนถึงความสุข-ทุกข์ รสชาติแห่งชีวิตที่มนุษย์ทุกคนประสบ พานพบเจอ พระเจ้าประทานให้ แต่เมื่อไหร่หมดสูญสิ้นลมหายใจ จักไม่มีใครได้รับโอกาสสัมผัสลิ้มลองอีกต่อไป

“You want to give up the taste of cherries?”

ความต้องการกระทำอัตนิวิบาต มักเกิดขึ้นกับบุคคลผู้หมดสิ้นสูญอาลัยต่อโลกใบนี้ ครุ่นคิดตระหนักได้ถึงบางสิ่ง หรือจิตวิญญาณมิอาจอดรนทนรับไหวต่อ… ซึ่งหนังจงใจไม่อธิบายบอกกล่าวถึงเบื้องหลังสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? ประมวลรวมเรียกว่าแรงผลักแห่งความตาย ‘Death Drive’

คนที่มีแรงผลักดันต้องการกระทำอัตนิวิบาต ผมไม่คิดว่าจะมีใครมัวว้าวุ่นวายกับพิธีรีตรอง เรียกร้องโน่นนี่นั่น เรื่องมากมายขนาดนี้ คือถ้ามันยังมีช่วงเวลาว่างหลงเหลือ ก็แปลว่าลึกๆคงไม่ได้สิ้นหวังอยากตาย แต่คือการหลีกหลบหนีปัญหาเอาตัวรอดเสียมากกว่า เฝ้ารอคอยและแอบคาดหวังว่าจะมีใครสักคน สามารถช่วยขึ้นจากหลุม ปลุกตื่น ฟื้นคืนชีพ

นี่ทำให้ผมมองว่า Taste of Cherry คือการโกหก ‘หลอกตนเอง’ ของตัวละครและผู้กำกับ Abbas Kiarostami นำเสนอหัวข้อเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย แต่แท้จริงต้องการตั้งคำถามปรัชญาเกี่ยวกับคุณค่าชีวิต เพราะไม่ว่าอย่างไรสักวันหนึ่ง มนุษย์ทุกคนต้องหมดสิ้นสูญลมหายใจ แค่จากตั้งแต่วันนี้ไปจนกว่าจะถึงเวลานั้น อะไรคือสิ่งทำให้เรายังรู้สึกว่าชีวิตสมควรค่าดำเนินต่อไป

ตัวละครทั้งหลายที่ Mr. Badii พานพบเจอระหว่างทาง ประกอบด้วย
– กรรมกรแรงงานและคนเก็บขยะ ที่ต่างสนเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้า จนจะตายกลับเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งเห็นแก่ตัว
– หนุ่มนายทหาร ตัวแทนของประเทศชาติ/กฎระเบียบของสังคม สามารถรับคำสั่งจับปืนเข่นฆ่าศัตรู แต่กลับปอดแหกวิ่งหลบหนีเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย
– สามเณราลัย ตัวแทนความเชื่อศรัทธาศาสนา สามารถเทศน์สั่งสอนชี้นำทางตามคำพระเจ้าบัญญัติไว้ แต่ไม่สามารถให้คำตอบหนทางออกอื่นกับคนหมดสิ้นหวังต่อทุกสิ่งอย่าง
– นักสตัฟฟ์สัตว์ ตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์ ปากอ้างโน่นนี่นั่นทรงคุณธรรมแต่พร้อมกระทำได้ทุกสิ่งอย่าง

ในโลกที่ Mr. Badii อาศัยอยู่ เต็มไปด้วยบุคคลประเภท ‘หลอกตนเอง’ เบื้องหน้าอย่างลับหลังอีกอย่าง กลับกลอกปอกลอก ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น … ผมครุ่นคิดว่านี่น่าจะคือเหตุผลอันแท้จริง ที่ทำให้ชายคนนี้ต้องการฆ่าตัวตาย!

ประกอบกับทิวทัศนียภาพกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่เต็มไปด้วยเขาหัวโล้น ผืนดินลูกรัง โทนสีเหลืองส้มช่างแลดูเหือดแห้งแล้ง ไร้ความสุขสดชื่นแจ่มใสงามตา เหล่านี่สามารถสะท้อนถึงจิตวิญญาณประเทศอิหร่าน ได้อย่างตรงไปตรงมาเลยละ!


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Cannes และคว้ารางวัล Palme d’Or เคียงข้าง The Eel (1997) ของผู้กำกับ Shôhei Imamura แต่น่าเสียดายถูกแบนห้ามฉายในอิหร่าน เพราะเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘ฆ่าตัวตาย’ ขัดต่อหลักศีลธรรมอันดีต่อศาสนาอิสลาม

เกร็ด: Taste of Cherry (1997) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Agnès Varda

ส่วนตัวยังคงไม่ชอบหนังสักเท่าไหร่ แม้ลุ่มลึกด้วยแนวคิด ปรัชญา สามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่ ตึงเครียด สัมผัสแห่งความตาย หาใช่สิ่งน่าบันเทิงเริงใจสักนิดเดียว!

ผมมีความก้ำกึ่งกับส่วนเพิ่มเติม (Coda) แม้จะเข้าใจนัยยะที่ต้องการสื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงความจริง-เรื่องแต่ง แต่ลึกๆรู้สึกว่าไม่จำเป็น เพราะจริงหรือเท็จผู้ชมย่อมล่วงรับรู้ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว จะเลยเถิดไปไกลถึงขนาดนั้นอีกทำไม … ด้วยเหตุนี้ผมเลยให้คะแนนคุณภาพ ร์พีซ-CODA ไม่นับส่วนเกินของหนัง

แนะนำคอหนังปรัชญา การเดินทางแห่งชีวิต ชื่นชอบครุ่นคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามความเป็น-ตาย, แฟนๆผู้กำกับ Abbas Kiarostami พลาดได้อย่างไร 

จัดเรต 15+ กับความตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

คำโปรย | Taste of Cherry คือการหลอกตนเองของผู้กำกับ Abbas Kiarostami มีทั้งรสหวานและขืนขม คงไม่ถูกปากทุกคนที่ลิ้มลอง
คุณภาพ | ร์พีซ-CODA
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่


Taste of Cherry (1997) Iranian : Abbas Kiarostami ♥♡

(7/12/2016) หนังรางวัล Palme d’Or เรื่องนี้ เป็นรสสัมผัสแรกของผมต่อหนังจากประเทศ Iran และแนว Minimalist ที่รู้สึกไม่ค่อยถูกปากเสียเท่าไหร่, ผมแนะนำให้คุณนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบก่อนดูหนัง 95 นาทีที่แสนยาวนาน คงถูกจริตกับคน Slow-Life และคนชอบหนังแนวคิด แต่กับผมมันคือความธรรมดาที่น่าเบื่อไปเสียหน่อย

ผมตั้งใจหาหนังสักเรื่องเพื่อเป็นการคารวะปรมาจารย์ผู้กำกับ Abbas Kiarostami ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2016 ผู้กำกับสัญชาติ Iranian คนแรกของตะวันออกกลางที่หนังของเขาสามารถคว้า Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes มาครอบครองได้, ก็เลยเลือกหนังรางวัลเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนรีวิว ที่น่าจะถือว่าเป็นหนังที่ดีที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของผู้กำกับ Kiarostami

Taste of Cherry หนังรางวัล Palme d’Or ที่ปีนั้นได้ร่วมกับ The Eel (Unagi) หนังสัญชาติญี่ปุ่นของ Shohei Imamura, นี่เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นในปัจจุบันเท่าไหร่แล้ว ประธานกรรมการตัดสินในปีนั้นคือ Isabelle Adjani นักแสดงหญิงชื่อดังสัญชาติฝรั่งเศส, ผมยังไม่ได้ดู The Eel แต่รู้สึกว่า Taste of Cherry เป็นหนังที่ธรรมดาไปหน่อยที่ได้ Palme d’Or เพราะปกติแล้วหนังที่ได้รางวัลนี้ มักมีเทคนิคหรือแนวคิดที่ ‘ยาก’ ในการเข้าถึงกว่านี้ แต่กับ Taste of Cherry มัน ‘ง่าย’ และไม่มีอะไรให้ผมอยากพูดถึงหลังดูหนังจบเท่าไหร่เลย

เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ที่มีความตั้งใจ ‘ฆ่าตัวตาย’ เขาขับรถไปรอบๆ Tehran เพื่อหา ‘ผู้ช่วย’ ไม่ได้ใช้ให้มาฆ่า แต่ให้ฝังร่างของเขา ถ้าพบว่าเช้าวันถัดมาตนเองปลุกไม่ตื่นขึ้นจากหลุม, นี่เป็นหนังที่แปลกมากๆ คือถ้าคุณดูเฉยๆแล้วไม่คิดอะไรนี่จะเป็นหนังที่โคตรน่าเบื่อ กระนั้นเมื่อคิดตามก็ใช่ว่าจะมีอะไรให้คิดมากมาย เพราะเนื้อของหนังแทบจะไม่มีอะไรเลย ด้วยการเล่าเรื่องง่ายๆ แต่ค่อยๆเปิดเผยเรื่องราว วัตถุประสงค์ของตัวละครออกมา หนังไม่มีความตื่นเต้น น่าสนใจอะไรเลย มีโทนเดียวอารมณ์เดียวตลอดทั้งเรื่อง และตอนจบที่ไม่รู้ว่าเขาฆ่าตัวตายสำเร็จไหม หรือมีคนมากลบดินฝั่งร่างเขาหรือเปล่า

นี่เป็นหนังที่ ‘อาจจะ’ ดีนะครับ แต่ผมไม่สามารถประเมินคุณค่าของหนังได้, ประเด็น ‘ฆ่าตัวตาย’ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แต่หนังไม่ได้เล่าผ่านมุมมองคนที่จะตาย (แม้เขาจะเป็นคนดำเนินเรื่องก็เถอะ) ผมเห็นว่าหนังนำเสนอมุมมองของคนที่ได้รับคำขอให้ช่วยชายคนหนึ่งที่กำลังฆ่าตัวตาย สิ่งที่พวกเขาต้องทำไม่มีอะไรมากกว่าไปแค่ เอาดินกลบหลุมฝัง แต่กลับไม่มีใครที่เต็มใจอยากจะช่วย ไม่ใช่เพราะความเป็นคนแปลกหน้าหรือเงิน แต่คือเหตุผลทางมนุษยธรรมและทางความเชื่อทางศาสนา

ผมได้ยินว่าหนังเรื่องนี้ถูกแบนใน Iran เพราะประเด็น ‘ฆ่าตัวตาย’ มีความละเอียดอ่อนในแง่มุมความเชื่อของศาสนา ผมว่ากองเซ็นเซอร์ที่นั่นใช้ความคิดน้อยกว่ากองเซ็นเซอร์บ้านเราอีกนะครับ ถึงหนังจะใช้คำว่า ‘ฆ่าตัวตาย’ แต่การกระทำของตัวละคร เหมือนกำลังเพ้อ เรียกร้องความสนใจอยู่ก็เท่านั้น กับคนที่ต้องการ ‘ฆ่าตัวตาย’ จริงๆ ทำไมต้องมีข้อแม้ เงื่อนไขอะไรแบบนี้ มีวิธีร้อยแปดที่สามารถทำได้ แต่กลับเลือกวิธีที่มี ‘โอกาส’ จะรอด, เหมือนเขากำลังตามหา ‘ผู้ช่วย’ ชีวิตมากกว่านะครับ ในระหว่างการ ‘ถ่วงเวลา’ เพราะแท้จริงตัวเองก็เหมือนยังไม่ได้อยากตาย แค่คิดว่าการตายเป็นตัวเลือกหนึ่งของทางออกปัญหาชีวิต

ชายคนที่ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย รับบทโดย Homayoun Ershadi ที่ตอนเล่นหนังเรื่องนี้เขาเป็นแค่นักแสดงสมัครเล่น หน้าใหม่ ไม่เคยเล่นหนังมาก่อน แต่หลังจากนี้กลับได้รับความสนใจ กลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง แล้วยังได้เคยเล่นหนัง Hollywood ด้วยนะครับ อาทิ Agora, (2009), Zero Dark Thirty (2012) ฯ

เราจะไม่รู้พื้นหลัง พื้นเพ ทำไมตัวละครนี้ถึงอยากฆ่าตัวตาย (escapism) นี่อาจเปรียบได้กับเหตุผลของคนทั่วโลกที่กำลังจะฆ่าตัวตาย ชีวิตคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง ที่อาจจะสุมๆรวมกันมา เอาให้รู้แค่ว่ามีคนกำลังจะฆ่าตัวตาย, หนังไม่ได้พยายามหาทางช่วยให้เขาแก้ปัญหา หรือหาทางออก ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสมเพศหรือสงสาร แค่นำเสนอว่านั่นเป็นสิ่งที่เขากำลังจะทำ จะมีไหมใครสักคนที่หลับหูหลับตา ทำในสิ่งที่เขาขอ

กับตอนจบที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรขึ้น นี่ทำให้ผมตั้งคำถาม ว่าแท้จริงแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีใจความของ ‘การฆ่าตัวตาย’ แต่เป็นการแฝงการเมืองของประเทศ Iran ไว้หรือเปล่า?, คนอยากฆ่าตัวตาย แสดงถึงปัญหา ความวุ่นวาย คอรัปชั่น เห็นแก่ตัว ความยากจนอดอยาก ฯ, มีฉากหนึ่งช่วงท้ายๆ (หนังแทบทั้งเรื่องเกิดขึ้นตอนกลางวัน ในรถของตัวละครนำที่เดินทางไปรอบๆ Tehran) หนังถ่ายให้เห็นบ้านของชายคนที่จะฆ่าตัวตาย แต่เราจะไม่เห็นข้างใน ผ้าม่านปิดสนิท เห็นแค่เงารางๆ นี่มองได้ 2 เหตุผล คือ 1) สิ่งที่อยู่ในใจของชายคนนี้ แทนสาเหตุการฆ่าตัวตายที่หนังไม่บอกไว้ เพราะจิตใจเขาปิดกั้นเอาไว้ 2) บางสิ่งที่อยู่ในประเทศ Iran ที่คนในรู้ แต่นอกมองไม่เห็น, ยิ่งการไม่พูดถึงตอนจบว่าเกิดอะไรขึ้น แสดงถึงอนาคตที่ไม่แน่นอน อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้, ตัวละครทั้งหลายในหนังเรื่องนี้ที่เหมือนจะมีศีลธรรม แต่เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ (ดีแต่พูด) เหมือนคนนอก (ต่างชาติ) ที่เอาดีแต่พูด เอาเข้าจริงกลับเพิกเฉิย, เนื่องจากผมเพิ่งเคยดูหนังของ Kiarostami เป็นเรื่องแรก และไม่ค่อยรู้เบื้องลึกของประเทศแถบตะวันออกกลางเท่าไหร่ จึงยังไม่สามารถมองเข้าใจประเด็นนี้ได้ชัด

การถ่ายภาพในหนังเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้เลย มีความเป็นศิลปะสูงมากๆ ครึ่งหนึ่งของหนังจะถ่ายในรถ ผู้กำกับนั่งอยู่ข้างคนขับ ถ่ายภาพเห็นด้านข้างของนักแสดงกำลังขับรถ และด้านหลังจะเห็นภาพเมือง Tehran บางครั้งมุมมองคนขับ บางครั้งมุมมองคนอื่น, บรรยากาศของหนัง แทนได้ด้วยอารมณ์ของคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย มันช่างโดดเดี่ยว อ้างว้าง หดหู่ ซึมเศร้า ห่างไกล ถึงจะเห็นใกล้ๆแต่จับต้องไม่ได้ เห็นไกลๆยิ่งห่างออกไป, หนังไม่มีการเคลื่อนกล้อง แต่มีการแพนกล้องไปรอบๆ ฉากที่สวยที่สุดคงเป็นตอนพระอาทิตย์ตกดิน, ผมไม่เคยไป Tehran เห็นสภาพเมืองจากหนังเรื่องนี้แล้ว ก็ยิ่งไม่คิดที่จะไปนะครับ เมืองนี้มันไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แห้งแล้ว จืดชืด มีแค่ลูกรังและทะเลทราย

การตัดต่อและการเล่าเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็น long-shot ไม่รู้ให้นักแสดงจำบทหรือพูดออกมาเองนะครับ, หลายครั้งมีลักษณะบรรยายประกอบภาพ แต่จริงๆคือการสนทนา คนพูดอยู่ในรถ การทำแบบนี้เหมือนเป็นการ ‘สอน’ ผู้ชม นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ชอบหนังนะครับ รู้สึกเหมือนกำลังนั่งเรียนวิชาชีวิตอยู่ยังไงก็ไม่รู้

Minimalist เป็นสไตล์ที่เรียกว่าธรรมดา ต่ำที่สุด เล็กที่สุด น้อยที่สุด, เมื่อพูดถึงภาพยนตร์ จะคือหนังที่ไม่มีรายละเอียดอะไรมากมาย ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรมากมาย เป็นธรรมดาและธรรมชาติที่สุด, ตอนดูหนังเรื่องนี้จบ อ่านรายละเอียดใน Wikipedia เห็นคำนี้ รู้สึกเลยว่าเป็นคำที่แทนรูปแบบ สไตล์ของหนังได้ตรงมากๆ คือหนังมันไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรเลย เป็นธรรมดาและธรรมชาติที่สุดแล้ว

รูปแบบการทำงานของ Kiarostami ถ้าเปรียบเทียบจะเรียกว่า Iran New Wave ก็ได้ (คล้ายๆ French New Wave) ทีมงานเป็นเหมือนกองโจร guerilla มีจำนวนจำกัด (ตากล้อง, ผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์ และอีก 2-3 คน) ใช้นักแสดงสมัครเล่น, ถ่ายภาพนำเสนอความจริง ภาพของเมืองที่เป็นอยู่, บทหนังจะเป็นเรื่องราวคร่าวๆ บทพูดมักจะคิดสด หรือไม่นักแสดงก็คิดเองพูดเอง, ด้วยเหตุนี้จึงใช้ทุนสร้างค่อนข้างต่ำ และเรื่องราวไม่หวือหวามากนัก เน้นการเล่าเรื่องที่นำแสดงความเป็นศิลปินของผู้กำกับออกมา

หลายคนอาจมองว่า นี่เป็นหนังที่สอนอะไรบางอย่าง แต่การที่หนังใช้การสื่อสารออกมาแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ ทำให้ตอนดูจบผมกลับไม่สามารถคิดอะไรต่อได้เลย มันมีแต่ความขมขื่น ฉงน สงสัย มึนลง ในความที่ไม่มีอะไร เลยทำให้ผมไม่รู้จะคิดอะไร, บอกตามตรงผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีหนังประเภทนี้เกิดขึ้นได้นะครับ ปกติแล้วหนังที่ดี ดูจบแล้วเราควรที่จะอยากคิดโน่นนี่นั่น เพื่อชื่นชมหรือเพื่อค้นหาคำตอบบางอย่าง แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่พูดอะไรทั้งนั้น ความน่าเบื่อกลบความความน่าคิดไปทั้งหมดทั้งสิ้น นี่ชวนให้ระลึกถึงหนังไทยคลาสสิคบางเรื่อง ที่แบนราบไม่มีอะไรเลย ตั้งใจดี พูดดี คิดดี ทำดี แต่โดยรวมทำได้ไม่น่าสนใจ ผมให้คะแนนหนังเรื่องนั้นว่าห่วยและเสียเวลา

ผมชอบกิน Cherry นะครับ แต่ไม่ค่อยชอบรส Cherry ในหนังเรื่องนี้เท่าไหร่, ตอนแรกผมคิดว่าซับแปลผิด เพราะมีตัวละครหนึ่งพูดถึง Mulberries ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ไม่ได้ต้องฆ่าตัวตาย แต่ผ่านไปอีกแบบมีคำพูดที่แปลว่า ‘คงไม่มีใครอยากลืมรสชาติของเชอรี่’ ก็เลยคิดว่าน่าจะความหมายของชื่อหนังน่าจะเป็นแบบหลัง, ในบริบทนี้ Cherry เป็นตัวแทนของความสุข ความสมหวังในชีวิต, มันอาจจะมีความหมายอื่นนะครับ แต่โดยบริบทนี้พูดเพื่อให้ตัวเอกระลึกย้อนถึงเหตุการณ์ด้านดีของชีวิต อย่ามองแค่ปัจจุบันที่อาจมีแต่เรื่องร้ายๆ มนุษย์เราน่าจะต้องมีครั้งหนึ่งที่เคยมีความสุข ให้หวนระลึกถึงช่วงเวลานั้น

กับคนที่อยากจะดูหนังเรื่องนี้ ผมแนะนำให้คุณนั่งสมาธิก่อนเลยนะครับ ถ้าจิตใจกำลังว้าวุ่นมา เจอหนังที่เรื่อยๆเปื่อยๆแบบนี้ รับรองว่าดูได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมงไม่หลับก็ลุกหนี ทนไม่ได้แน่ๆ, แนะนำกับคนที่อาจเคยดูหนังของประเทศ Iran บางเรื่องมา (เช่น A Separation) แล้วอยากหาหนังคุณภาพของประเทศนี้ดูอีก, และคนที่ชอบหนังแนวบรรยากาศ ช้าๆเนิบๆ Slow-Life แต่แฝงแนวคิดการใช้ชีวิต (ที่ดูจบแล้วอาจจะได้หรือไม่ได้ก็แล้วแต่)

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศหนังที่อืดอาด หดหู่และความตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

TAGLINE | “Taste of Cherry รสชาติของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้มีความอร่อยถูกปากเลย เหมาะกับคนที่ชอบแนวบรรยากาศเนิบๆ Slow Life”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: