Taxi Driver (1976)

Taxi Driver

Taxi Driver (1976) hollywood : Martin Scorsese ♥♥♥♥

สงครามเวียดนามคือความอัปยศของชาติอเมริกัน Taxi Driver คือตัวอย่างของคนที่ ร่างกายกลับมา แต่จิตวิญญาณหาไม่ ล่องลอยไปรอบๆป่าคอนกรีต พบเห็นตัวตนแท้จริงของประเทศนี้, อีกหนึ่งผลงาน Masterpiece ของ Martin Scorsese นำแสดงโดย Robert De Niro กับเด็กสาว Jodie Foster วัย 12 ขวบ และผลงานประพันธ์เพลงเรื่องสุดท้ายของ Bernard Herrmann

นี่เป็นหนังที่มีความรุนแรง บ้าคลั่ง เลือดสาดอย่างมาก ถึงช่วงท้ายจะมีการปรับลดความเข้มสีของภาพลง แต่มันก็ยังดูขยะแขยง เต็มไปด้วยเลือด ไม่แนะนำอย่างยิ่งกับคนอายุต่ำกว่า 18 และผู้หญิงมีครรภ์

จากคำบอกเล่าของ Martin Scorsese เป็น Brian De Palma ผู้กำกับร่วมรุ่นที่แนะนำให้รู้จักกับนักเขียนบท Paul Schrader และได้พูดคุยสนทนาเกี่ยวกับ หนังที่ให้ความรู้สึกเหมือนความฝัน (dreams) หรือ อาการเสพยาแล้วกำลังอยู่ในภวังค์ (Drug-induced reverise) ที่เรียกว่า Limbo สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น

Paul Schrader ได้แรงบันดาลใจพัฒนาบทหนังเรื่องนี้มาจาก
– ไดอารี่ของ Arthur Bremer ชายโรคจิตประสาท ที่ยิงผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี George Wallace ในปี 1972 (ถึง Wallace จะไม่เสียชีวิต แต่กลายเป็นอัมพาตนั่งรถเข็นตลอดชีวิต หมดโอกาสเป็น ปธน.)
– นิยายเรื่อง Notes from Underground เขียนโดย Fyodor Dostoyevsky ชาวรัสเซีย ที่ถือเป็นนิยายประเภท Existentialist (อัตถิภาวนิยม) เรื่องแรกของโลก
– และจากตัวเอง ที่เป็นคนโดดสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว, หลังหย่าขาดกับภรรยา อาศัยอยู่กับแฟนสาวคนใหม่ ชอบใช้เวลาว่างด้วยการขับรถเล่นเรื่อยเปื่อย ไม่มีเป้าหมาย (Schrader ใช้เวลาเขียนบทหนังเรื่องนี้ ประมาณ 1 เดือน ที่ห้องของแฟนสาว ขณะเธอไม่อยู่)

Travis Bickle เป็นโรคนอนไม่ค่อยหลับ จึงไปสมัครทำงานเป็นคนขับรถแท็กซี่ ตระเวนรับส่งผู้โดยสารรอบๆ New York City, ได้พบเจอกับคนหลากหลายรูปแบบที่มาใช้บริการ อาทิ คู่หนุ่มสาวผู้ใจร้อน อดทนรอให้ถึงห้องไม่ได้, ชายคนที่อยากฆ่าภรรยากับชู้, วันดีคืนดีเจอกับวุฒิสภา ผู้ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดี ฯ

Schrader สร้างพื้นหลังให้ตัวละคร Travis เป็นอดีตทหารเรือเพิ่งกลับจากสงครามเวียดนาม เขาไม่สามารถกลับบ้านไปหาครอบครัวได้ (เพราะยังมีภาพติดตา Trauma จากสงคราม) จึงอาศัยอยู่ใน New York City ใช้เวลาเพื่อเยียวยารักษาแผลใจ หาเอาตัวรอดในโลกใหม่ด้วยตนเอง

เกร็ด: Schrader ตั้งใจให้หนังเรื่องนี้มีพื้นหลังที่ Los Angeles แต่สุดท้ายตัดสินใจเปลี่ยนไป New York City บ้านเกิดของ Martin Scorsese ด้วยเหตุผลว่า แท็กซี่ที่ New York City มีเยอะกว่า Los Angeles

รับบทโดย Robert De Niro ที่เพิ่งมีชื่อเสียงจาก Mean Streets (1973) และได้ Oscar: Best Supporting Actor จากหนังเรื่อง The Godfather Part II เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ใช้ Method Acting ในการแสดงได้อย่างสมจริงที่สุด (มี Marlon Brando เป็นแรงบันดาลใจ), เขาใช้เวลาเตรียมตัวเพื่อรับบทนี้ ขณะถ่ายหนังเรื่อง 1900 (1976) ของผู้กำกับ Bernardo Bertolucci อยู่ที่กรุงโรม, อิตาลี พอถึงวันศุกร์พักกอง ถ่ายหนังเสร็จ ขึ้นเครื่องบินกลับ New York มาทำใบขับขี่รถแท็กซี่ แล้วก็ขับรถรับผู้โดยสาร กลายเป็นคนขับแท็กซี่อยู่หลายสัปดาห์ จนพอใจถึงค่อยขึ้นเครื่องกลับไปถ่ายหนัง 1900 ที่อิตาลีต่อ, ในฉากที่ต้องโชว์กล้ามเป็นมัดๆ De Niro ลดน้ำหนักถึง 35 ปอนด์ เข้าฟิตเนสอย่างเคร่งครัด คง 2-3 เดือนกว่าจะดูฟิตได้ทุกสัดส่วนขนาดนั้น

เกร็ด: De Niro เล่าให้ฟังว่า ระหว่างทำงานเป็นอาชีพคนขับรถแท็กซี่ มีเพียงครั้งสองครั้ง ที่มีคนถามเขาว่าคือ Robert De Niro หรือเปล่า … ทั้งๆที่เพิ่งได้ Oscar มา แต่คนส่วนใหญ่ยังจำหน้าเขาไม่ได้

การแสดงของ De Niro ใน Taxi Driver ผมคิดว่า ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของพี่แกแล้วละ ใบหน้าลอยๆ เหมือนคนจิตฟุ้งซ่าน วิญญาณไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พูดจากอะไรก็ไม่รู้นามธรรมสุดๆ ยิ่งฉาก Paranoid พูดกับตัวเอง เหมือนตัวจริงก็มีอีกตัวตน สวมหน้ากากซ่อนไว้, น่าเสียดายที่ปีนั้น De Niro พลาด Oscar: Best Actor ให้กับ Peter Finch จากหนังเรื่อง Network (ตัวเต็งปีนั้นคือ Sylvester Stallone จาก Rocky แต่ De Niro ผมถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี)

ผมพยายามแกะนามธรรม สิ่งที่ Travis พูดสนทนา กับทั้งวุฒิสภา Palantine และตอนคุยกับเพื่อนคนขับแท็กซี่ พี่แกพูดถึงอะไร ใครที่สามารถเข้าใจได้ แสดงว่าตัวคุณก็อาจล่องลอย ชีวิตไร้แก่นสานแบบ Travis ก็เป็นได้
– สิ่งที่ Travis อยากให้วุฒิสภา Palantine เก็บกวาด คือ สังคมที่เต็มไปด้วยขยะ อาทิ โสเภณี, พ่อเล้า/แม่เล้า, คนค้ายา, นักเลงหัวรุนแรง (อาจรวมไปถึงคนผิวสี) ฯ วิธีการ … ไม่รู้สิ ขับไล่คนพวกนี้ออกไป (มั้ง)
– คุยกับเพื่อนคนขับแท็กซี่ คือขณะกำลังผิดหวังสุดขีดในชีวิต ต้องการทำอะไรสักอย่าง มีความคิดในใจ แต่ยังไม่กล้าพูด/ทำออกไป … ก็ไม่น่าเชื่อว่า เพื่อนคนนี้จะสามารถให้คำแนะนำได้ตรงเผง (แม้จะไม่เข้าใจว่า Travis สงสัยอะไร) บอกประมาณว่า ถ้านายอยากจะทำอะไรก็ทำไปสิ ดูแบบฉันขับแท็กซี่มานาน แต่ไม่เคยเป็นเจ้าของรถสักคน ก็เพราะฉันไม่อยากเป็นไม่อยากได้ … ถ้านายมีสิ่งที่อยากทำ จะไปกลัวอะไร คนหนุ่มถึงพลาดก็ยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

กับฉาก Paranoid มองกล้องพูดกับตัวเอง ประโยค “You talkin’ to me?” เหมือนเพื่อเป็นการย้อนถามความมั่นใจของตัวเอง กลายเป็นคำฮิตติดปาก ติดอันดับ 10 จัดอันดับ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes

ในบทหนัง ฉากนี้จะมีเขียนแค่ ‘Travis looks in the mirror.’ เป็น Martin Scorsese ที่บอกว่าเขาได้แรงบันดาลใจการพูดกับตัวเองหน้ากระจก มาจาก Marlon Brando ในหนังเรื่อง Reflections in a Golden Eye (1967)

การที่ Travis ตัดผมทรงโมฮอก (Mohawk) แสดงถึงการเตรียมพร้อมทางจิตใจ ก่อนที่จะกระทำการอะไรที่บ้าคลั่ง เสี่ยงตาย แบบเดียวกับทหารพราน/คอมมานโด ที่มีธรรมเนียมการทาหน้าด้วยสี/โคลน เพื่อให้เกิดความฮึกเหิม มีกำลังใจ พร้อมออกเดินทางสู้ศึกสละชีพ (แบบเดียวกับ Mad Max: Fury Road)

Marty เรียก Travis ว่า ‘Avenging Angel’ (เทพาแห่งการล้างแค้น) เพราะเขาล่องลอยไปตามท้องถนนใน New York City ซึ่งเป็นตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกหนทุกแห่ง, เรื่องราวของหนัง สามารถตีความได้ในเชิงสัญลักษณ์ทางศาสนา ที่เหมือนว่า Travis คือ Saint บาทหลวงที่ขจัดสิ่งสกปรกชั่วร้ายทั้งจากตัวเอง (กาย/ใจ) และสังคม (กำจัดคนชั่ว) ตอนท้ายฉากเขายกเปื้อนเลือด ทำเป็นปืนเหนี่ยวไก นี่ถือเป็นการพยายามฆ่าตัวตาย คล้ายๆกับซามูไรที่มีความเชื่อว่า ‘Death with Honor’ (การตายจากการต่อสู้ คือเกียรติยศสูงสุด)

วันหนึ่ง Travis ได้พบกับ Betsy (รับบทโดย Cybill Shepherd) หญิงสาวอาสาสมัคร ทำงานหาเสียงให้กับวุฒิสภา Charles Palantine ในการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เกิดตกหลุมรักต้องการครอบครองเธอ แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เข้าใจ และไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากันเธอได้

Cybill Shepherd มีผลงาน debut เรื่อง The Last Picture Show (1971) ที่สร้างชื่อเสียงให้เธออย่างมาก แต่เพราะนิสัยที่เอาแต่ใจ เรื่องมาก เห็นแก่ตัว หยิ่งยโส เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยได้ จึงไม่ค่อยได้รับโอกาสให้แสดงภาพยนตร์มากนัก, กับหนังเรื่องนี้ แทบไม่มีใครชอบขี้หน้าเธอเลย มีครั้งหนึ่งที่ Robert De Niro ชวนเธอออกไปแค่กินข้าวนอกกองถ่าย แต่เธอปฏิเสธ (คงด้วยท่าทางหยิ่งผยอง) ทำให้เขาไม่เคยพูดกับเธออีกเลย ยกเว้นขณะถ่ายหนัง

ในวันถัดมา Travis ได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่ง อายุ 12 ปี ชื่อ Iris (รับบทโดย Jodie Foster) หนีออกจากบ้าน กลายเป็นโสเภณี … อายุ 12 เนี่ยนะ!

ตัวเลือกอื่นที่ได้รับการติดต่อให้รับบทนี้ อาทิ Melanie Griffith, Linda Blair, Bo Derek, Carrie Fisher, Mariel Hemingway แต่ทุกคนบอกปัด เพราะครอบครัวกลัวที่ลูกสาวจะได้ผลกระทบจากการถ่ายทำหนังเรื่องนี้

Jodie Foster ถือว่าเป็นนักแสดงเด็กมากฝีมือ เริ่มต้นจากผลงานโฆษณา ต่อมาได้รับโอกาสการแสดง จากละครโทรทัศน์ และเคยร่วมงานภาพยนตร์กับ Marty เรื่อง Alice Doesn’t Live Here Anymore (1974),

ในระหว่างถ่ายทำ Foster ต้องพบปะ พูดคุยกับนักจิตวิทยาเด็ก เพื่อทำความเข้าใจ เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตัวละครนี้ ถือว่าโคตรอันตราย มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เธอ เสียเด็กก่อนวัยอันควร, ซึ่งกับฉากที่มีความรุนแรงโจ่งแจ้ง ทีมงานได้ว่าจ้างพี่สาว Connie Foster ที่ขณะนั้นอายุ 18-19 ให้มาเข้าฉากแทน, เรียกได้ว่า ปกป้องความเด็กของเธอสุดๆเลย

การแสดงของ Foster ผมว่าเกินเด็กไปไกลแล้วนะครับ จากบทบาทดูเหมือนว่าเธอเข้าใจตัวตนของตัวละครนี้เป็นอย่างดี แต่ผมเชื่อว่าเธอคงใช้การสังเกต เรียนรู้ จดจำเอามากกว่า ที่จะเข้าใจตัวละครนี้อย่างแท้จริง

ตอน Foster เข้าเรียนใน Yale University (1980-1981) เธอถูก Stalker คนโรคจิตติดตาม ชื่อ John W. Hinckley, Jr. ที่เกิดความหลงใหล คลั่งไคล้ในตัวเธอหลังจากรับชม Taxi Driver ซึ่งเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 1981 Hinckley ได้พยายามลอบสังหาร ปธน. Ronald Reagan เพื่อที่จะสร้างความประทับใจให้กับเธอ (โชคดีที่ลอบสังหารไม่สำเร็จ แต่ผู้โชคร้าย James Brady โฆษกรัฐบาลต้องพิการตลอดชีวิต), จากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โต ถึงขนาดต้องจ้างบอดี้การ์ดขณะเข้าเรียนในห้อง, ถูกเรียกเข้าไปไต่สวน (ศาลมองว่าเธอบริสุทธิ์ เพราะเป็นบุคคลที่ 3 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับการลอบสังหาร), และส่งผลต่อการตัดสินใจเล่นหนังในอนาคตของเธอไม่น้อย

Martin Scorsese ปรากฎตัวในหนังด้วยนะครับ เป็นผู้โดยสารคนที่ตั้งใจจะฆ่าภรรยามีชู้ และเป็นคนแนะนำ Travis ให้รู้จักปืน Magnum .44 ยิงทีมือระเบิด

ถ่ายภาพโดย Michael Chapman นี่เป็นหนังที่มีมุมกล้องแปลกประหลาด พิศดารไม่น้อย, ต้นเรื่อง ถ่ายภาพรถแท็กซี่ในมุมต่างๆ ขณะกำลังวิ่งวนไปรอบๆเมือง, บางครั้งคุยกับตนเอง (เป็นมุมมองกระจก) สบตาจ้องมองกล้อง, ภาพมองกระจกหลังรถ, บางครั้งถ่ายจากมุมสูงดิ่ง 90 องศา (คล้ายๆพระเจ้ามองลงมา) ฯ

Ceiling Shot (ภาพถ่ายจากเพดาน) ใช้การเจาะเพดาน (ชั้นบน) ทำรางเลื่อน เคลื่อนกล้องไปรอบห้อง (ใช้เวลาเตรียมการ 3 เดือน)

(เบื้องหลัง)

นี่ฉากช่วงท้าย มุมกล้องจากกระจกส่งหลัง (หญิงสาวนั่งอยู่เบาะหลัง)

มีช็อตหนึ่ง ขณะที่ Travis พยายามคุยโทรศัพท์ ขอโทษ Betsy หลังพาเธอไปดูหนัง กล้องเคลื่อนจากตู้โทรศัพท์ ไปที่ทางเดินโถงยาว ไม่มีคน แสดงถึง การสนทนาที่ไร้ซึ่งคุณค่า ความสำคัญ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึง

สำหรับไฮไลท์การถ่ายภาพ คือเมือง New York City ทุกซอกมุม ทั้งกลางวัน/กลางคืน (เน้นกลางคืนมากกว่า) ผมเชื่อว่าหลายภาพที่เห็นเป็นการแอบถ่าย (จากในรถแท็กซี่) เก็บภาพวิถีชีวิตผู้คนจริงๆ สมัยนั้น และ Chapman ถ่ายออกมาได้สวยงามมาก

เห็นว่าแรงบันดาลใจการถ่ายภาพ ได้อิทธิพลมาจากงานภาพของ Raoul Coutard ตากล้องขาประจำของ Jean-Luc Godard ในยุค French New Wave ที่คิดค้นเทคนิคการถ่ายภาพตอนกลางคืน โดยไม่ต้องใช้การจัดแสงเพิ่ม (อยากรู้ว่าทำยังไง ลองไปหาบทความ Breathless-1960 มาอ่านนะครับ)

ตอนที่หนังไปฉายให้ MPAA จัดเรตติ้ง ปรากฏว่าได้ให้เรต X เห็นว่า Marty แสดงความไม่พอใจ ดื่มเหล้าหนักทั้งคืน และถือปืนใส่กระสุนเต็มแม็ก เตรียมที่จะเอาไปขู่เอาชีวิตสมาชิก MPAA ให้ลดเรตติ้งของหนังลง (บ้างก็ว่า Marty ตั้งใจจะยิงตัวตายประชดการจัดเรตติ้งต่อหน้าพวกเขา) … แต่โชคยังดีได้เพื่อนกล่อมเกลา จนเขาไปทำ de-saturated ปรับโทนสี/เพิ่มความเข้มแสงให้มืดขึ้น ลดความโดดเด่นของสีแดง ไม่ให้เห็นชัดเกินจนเกินไป ซึ่งหลังจากทำเช่นนั้น หนังเลยได้รับเรต R รอดไป

ตัดต่อโดย Tom Rolf และ Melvin Shapiro นี่เป็นก่อนหน้าที่ Marty จะได้รู้จักกับ Thelma Schoonmaker ขาประจำส่วนตัวของเขา, การเล่าเรื่อง จะมีเสียงบรรยายประกอบขณะกำลังจดบันทึก เขียนไดอารี่ส่วนตัวของ Travis ถือเป็นการเล่าความคิดออกมา (ทำให้เราเข้าใจมุมมองของเขา) เรื่องราวแทบจะครึ่งหนึ่งของหนังเกิดขึ้นบนแท็กซี่ ขณะขับวนไปมา รับผู้โดยสาร เรียกได้ว่าคือหนึ่งในตัวละครที่ต้องเห็นอยู่ทุกฉาก (ตามธรรมเนียมของหนัง Noir)

นี่ถือเป็นหนังที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ อารมณ์ของตัวละคร ที่เหมือนผู้ชมจะเข้าไปอยู่ในหัวของ Travis ได้เรียนรู้จัก เข้าใจ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ แนวคิดบางอย่างจะค่อยๆสะสมพอกพูน เก็บกด อัดอั้น แล้วไประเบิดออกช่วงท้ายในไคลน์แม็กซ์

นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ Bernard Herrmann ทำเพลงประกอบให้ แต่งเพลง บันทึกเสียงจนแล้วเสร็จ ในวันที่ 24 ธันวาคม 1975 กลับห้องที่โรงแรมและเสียชีวิตอย่างสงบคืนนั้น

ความโดดเด่นคือมีกลิ่นอายเพลง Jazz, เริ่มต้นด้วยเสียงกลองแต๊ก ค่อยๆรัวเร็ว/ดังขึ้น พร้อมกับเครื่องเป่าเสียงต่ำที่ค่อยๆใส่พลังลมเข้าไป จากนั้นท่อนฮุคเป็นเสียงหวานๆของแซกโซโฟนและเปียโน ให้บรรยากาศอ้างว้าง โดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ล่องลอย โปรยปลิว ไปในโลกที่เต็มไปด้วยความสกปรก โสมมม ไม่อยากลงเอาขามาแตะพื้นแม้แต่น้อย

เราจะได้ยินเสียงแซกโซโฟน เพลง Jazz ดังคลอประกอบอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะกับฉากที่ Travis ขับรถเรื่อยเปื่อย ท่องไปรอบๆเมืองแบบไร้จุดหมาย, เพลงนี้ถ้าได้ฟังในคลับบาร์ ร้านอาหารบรรยากาศชิลๆ นั่งไขว่ค้าง หลังพิงพนัก สูบบุหรี่ จิบเหล้า คิดอะไรเพลินๆ เหม่อล่องลอย สามารถอยู่ได้ทั้งคืนไม่เบื่อเลย

สำหรับคนที่ดูหนัง/ฟังเพลงของ Bernard Herrmann มาหลายเรื่อง จะสามารถสัมผัสถึงกลิ่นอาย สไตล์เพลงที่คุ้นเคย คล้ายๆกันนี้ โดยเฉพาะจากหนังของ Alfred Hitchcock อาทิ Vertigo (1959), Psycho (1960) ฯ

สำหรับเพลงที่ Betsy แนะนำให้ Travis ฟัง เป็นเพลงของ Kris Kristofferson ชื่อ The Pilgrim, Chapter 33 ในหนังน่าจะไม่ได้ยินนะครับ เอาเพลงนี้มาฝากด้วย เป็นเพลงสไตล์ Country

อีกเพลงหนึ่งที่ได้ยินในหนัง Late for the Sky ร้องโดย Jackson Browne ในซีนที่ Travis ถือปืนจ้องโทรทัศน์ เห็นกลุ่มหนุ่มสาวเต้นรำในรายการ American Bandstand คำอธิบายสั้นๆของเพลงนี้คือ ‘love, loss, identity, apocalypse’

ใจความของหนังเรื่องนี้ ผมมองคือการค้นหาเป้าหมายชีวิตของตนเอง, Travis หลังกลับจากสงครามเวียดนาม เขาไม่สามารถลบลืมภาพความโหดร้ายจากสงครามที่จดจำฝังใจ การได้ทำอาชีพคนขับแท็กซี่ ทำให้เขาได้พบเห็นความจริง ธาตุแท้ของประเทศบ้านเกิด ที่เต็มไปด้วยขยะสังคมมากมาย (ในหนังเปรียบดังสิงสาราสัตว์นานาชนิด) มีลักษณะไม่ต่างกับสงครามที่เขาไปรบกลับมา, Travis ไม่ใช่คนฉลาด เขาไม่สามารถอธิบายความต้องการนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ว่าจะจัดการทำอะไรกับสิ่งที่รับรู้มานี้ แต่รู้สึกว่าตนต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะความอึดอัดอั้น ทนไม่ได้กับสังคมที่เป็นอยู่นี้, กับนักการเมือง Travis จดจำฝังใจคำพูดของ Palantine ว่า ‘จะแก้ปัญหาพวกนี้ ทำได้ยาก ต้องใช้เวลา และต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่’ นี่เป็นคำตอบที่ไม่พอสำหรับเขา, ซึ่งการได้พบกับ Iris ดอกฟ้าในโคลนตม ทำให้เขาเจอคำตอบ เป้าหมายที่แสวงหามานาน

ถึงตัวตนของ Travis จะเพื้ยนๆ ไม่ปกติ ทำอะไรผิดพลาดไปเสียแทบทุกอย่าง แต่กลับมีคุณธรรมเต็มเปี่ยม นี่อาจเพราะปม Madonna-Whore Complex ที่ผมเคยอธิบายไปแล้วใน Raging Bull (1980) นี่ไม่ใช่ปัญหาทางจิตที่ผู้ชายมีกับผู้หญิงอย่างเดียวนะครับ เราสามารถแทน Iris ด้วย Madonna และคนอื่นๆรอบข้างเธอ (รวมถึง Senator Palantine) ว่าเป็น Whore นั่นทำให้การแสดงออกของเขามันชัดมากว่า ทุกอย่างที่ทำเพื่อแม่พระ ส่วนที่เหลือคือโสเภณี/ขยะที่ต้องเก็บกวาดล้างทำลายให้สิ้นสร้าง

ทำไม Travis ถึงวางแผนจะฆ่า Senator Palantine? ผมคิดว่ามันคือ Paranoid ความหวาดระแวงของเขา ที่มีความต้องการเก็บกวาดล้างทุกสิ่งอย่างที่เป็นขยะสังคม ทั้งต้นเหตุ (สส./สว. ผู้นำประเทศ) และปลายเหตุ (พวกขี้ยา โสเภณีข้างถนน ฯ) แต่เมื่อไม่สามารถจัดการต้นเหตุได้ อย่างน้อยที่ปลายเหตุก็ยังดี

การกระทำของ Travis ว่าไปมันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย ต่อให้สมมติว่าฆ่าวุฒิสภา Palantine สำเร็จ แต่เดี๋ยวก็คงมีคนแบบนี้ก้าวขึ้นมาทดแทนใหม่ เช่นกันกับ Sport และเด็กหญิง Iris ที่คงไม่ต่างกัน, แต่เราสามารถมองได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้น ของการคิดทำอะไรที่แปลกแตกต่าง กับบางสิ่งบางอย่าง ที่ถ้าเราไม่เริ่มต้น แล้วใครมันจะทำ, ประเทศอเมริกาชอบฮีโร่แบบนี้นะครับ นี่คือคนจริงที่ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ กับเด็กหญิงอายุ 12 ขายตัว ถ้าคุณพบเห็นแบบนี้ในชีวิตจริง เขื่อว่าร้อยละ 99 จะเพิกเฉยไม่สนใจ ไม่ใช่เรื่องของตน (บางคนคงคิดเข้าไปใช้บริการด้วยซ้ำ) จะมีสักกี่คนที่ริหาญกล้า กระทำเสี่ยงตายแบบ Travis

หมอนี่คือฮีโร่ ที่ยิ่งใหญ่กว่า Superhero ทั้งหลายในโลกอีกนะครับ

สำหรับ Betsy แม้ในตอนแรก Travis จะคิดว่าเธอเป็นดั่งดอกไม้แม่พระ แต่ไปๆมาๆ เขาก็มองเธอเป็นขยะไม่ต่างจากคนอื่น … ความชื่นชอบหลงใหลในครั้งแรก เหมือนได้รับจากแรงขับเคลื่อนภายใน ‘กาย’ ของเขา ไม่ได้มาจากทาง ‘ใจ’ เหมือน Iris, ตอนจบเขาจึงเลือกที่จะ ขับรถจากไป โดยไม่หันกลับมา (ผมเชื่อว่า เธอคงอยากชวนเขาขึ้นห้อง ขอเริ่มต้นใหม่ แต่เพราะอดีต Madonna กลายสภาพเป็น Whore ไปแล้ว จึงไม่มีวันที่ Travis จะหันกลับไปสนใจอีก)

กับตอนจบส่งท้าย (Epilogue) มีการถกเถียงกันอย่างมาก เพราะมันดู Happy Ending เกินไป หลายคนไม่เชื่อว่า Travis รอดมาได้ยังไง โดนยิงเยอะขนาดนั้น, มีหลายคนตั้งข้อสังเกต นั่นอาจเป็นฉากความฝัน/จินตนาการในหัวของ Travis (ที่อยู่ในโคม่า), Marty ไม่เชิงปฏิเสธ หรืออธิบายความตั้งใจของเขา (ให้ผู้ชมไปคิดต่อเอาเอง) แต่บอกเป็นนัยๆว่า Travis เป็นเหมือนระเบิดเวลา ที่วันดีคืนดีก็อาจจะลุกขึ้นมาทำแบบนั้นอีกก็ได้

ด้วยทุนสร้าง เพียง $1.3 ล้านเหรียญ นักแสดงทั้งหลายต่างลดค่าลงหลายเท่า เพื่อให้หนังถ่ายทำเสร็จ ตอนฉายทำเงินไปกว่า $28.3 ล้านเหรียญ, เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้ Palme d’Or สิ้นปีเข้าชิง Oscar 4 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Picture
– Best Actor (Robert De Niro)
– Best Supporting Actress (Jodie Foster)
– Best Original Score

ส่วนตัวแอบรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้, ในบรรดาหนังของ Marty จะบอกว่า Taxi Driver น่าจะเป็นหนังที่ผมดูซ้ำบ่อยที่สุดแล้ว ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะครับ คุ้นๆตั้งแต่เด็กเลยด้วย และจดจำข้อคิดหนึ่งฝังใจ (ที่ก็ไม่ใช่สาระของหนัง) ‘จะทำอะไร ต้องบ้าระห่ำให้สุดแบบ Travis Bickle’ … รู้สึกตัวเองตรรกะโคตรเพี้ยน ซึ่งตั้งแต่นั้นมา ก็คิดทำอะไรบ้าๆ ไม่เหมือนคนอื่นตลอด

แนะนำกับคนขับ Taxi … จะดูรู้เรื่องไหมเนี่ย, นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ ฯ, ผู้ชื่นชอบหนังแนว Noir บรรยากาศหลอนๆ ล่องลอย เหมือนอยู่ในความฝัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักเรียน/คนทำงานสายภาพยนตร์ ควรศึกษา ทำความเข้าใจ เรียนรู้เทคนิคของหนังเรื่องนี้ไว้ คงจะมีประโยชน์มาก

และแฟนหนัง Martin Scorsese, Robert De Niro, Jodie Foster, Cybill Shepherd ตากล้อง Michael Chapman และเพลงประกอบ Bernard Herrmannไม่ควรพลาด

จริงๆผมอยากจัดเรตหนังเรื่องนี้ NC-17 มากๆ แต่เอาตามเรตติ้งของอเมริกันแล้วกัน 18+ ก็พอ

TAGLINE | “Taxi Driver คือจิตวิญญาณที่ล่องลอยของ Martin Scorsese และ Robert De Niro จนกลายเป็นความบ้าคลั่ง สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of