Angel's Egg

Tenshi no Tamago (1985) Japanese : Mamoru Oshii ♥♥♥♥

เด็กหญิงพยายามปกป้อง ‘ไข่’ ของรักของหวง ราวกับลูกในครรภ์ แต่การมาถึงของชายคนหนึ่ง ชักชวนให้ครุ่นคิดตั้งคำถาม สิ่งมีค่าข้างในนั้นคืออะไร? ซึ่งวินาทีที่เขาตัดสินใจทุบทำลาย ความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อพระเจ้า ของผู้กำกับ Mamoru Oshii ก็พลันสูญสิ้นไป

ผู้กำกับ Mamoru Oshii เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบอ่านคัมภีร์ไบเบิล เคยครุ่นคิดจริงจังจะเข้าเรียนสามเณราลัย แต่เหตุการณ์บางอย่างทำให้เขาหมดความเชื่อมั่น ศรัทธา ถีงอย่างนั้นปัจจุบันก็ยังคงชมชอบอ่านไบเบิลอยู่ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางศาสนา เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ และใช้อ้างอิงเชิงมโนคติสำหรับสรรค์สร้างผลงานใหม่ๆ

“I’m not a Christian, but I’ve been reading the Bible since my student days. I use it as a prototype for my stories; not for religious reasons, but for ideology and literary inspiration”.

“I really liked the Bible as a little boy. While a student, I planned to enter a seminary at one point, but didn’t. Even now, though, I still read the Bible sometimes”.

Mamoru Oshii จากสองบทสัมภาษณ์

ผมไปเจออีกบทสัมภาษณ์ของ Yoshitaka Amano ผู้ร่วมสรรค์สร้าง (Created by) เล่าให้ฟังถีงบทบาทตนเองในโปรเจค ประกอบด้วยการออกแบบตัวละคร ซากฟอสซิส และองค์ประกอบแฟนตาซีทั้งหลาย ขณะที่ Oshii ได้อิทธิพลจากศาสนาค่อนข้างเยอะ และตอนนั้นกำลังประสบปัญหาครอบครัว ภรรยาฟ้องหย่า มิอาจพบเจอหน้าลูกสาว

“I’m not sure if I should talk about this, but at the time Oshii was getting divorced and he had a daughter he couldn’t see. So he felt that he was creating some unhappy memories and unhappy times for his daughter, and perhaps that experience resulted in Angel’s Egg. But that’s something I heard well after the fact”.

Yoshitaka Amano ให้สัมภาษณ์กับ animenewsnetwork

ด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปของผมเองต่อ Angel’s Egg คือบทกวีรำพรรณาความรู้สึกหมดสิ้นหวังของผู้กำกับ Mamoru Oshii ต่อสิ่งเคยเชื่อมั่นศรัทธา เหมือน ‘ไข่’ ที่เด็กหญิงพยายามปกปักษ์รักษา ครุ่นคิดว่าข้างในย่อมต้องมีอะไรที่ทรงคุณค่า แต่เมื่อมันถูกทุบทำลาย กลับกลายเป็นว่าหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าอยู่ภายใน (ทั้งไข่และจิตใจเด็กหญิง)

สำหรับคนยังไม่เคยรับชมอนิเมะแต่พลัดหลงเข้ามาอ่านถึงย่อหน้านี้ ก็ไม่รู้เป็นความโชคดีหรือร้าย เพราะคุณอาจครุ่นคิดว่า Angel’s Egg คงไม่ได้ดูยากสักเท่าไหร่ แต่สำหรับคนเคยพานผ่านนรกขุมนี้ ข้อสรุปที่ผมอธิบายมาคงราวกับแสงสว่างจากสรวงสวรรค์ … นั่นคือความยากระดับ 5 ดาว (Veteran) ดูจบสิบรอบก็อาจไม่เข้าใจ เพราะมันมีบางสิ่งอย่างจำเป็นต้องรับล่วงรู้ก่อน ถีงสามารถขบไขปริศนา ค้นพบหนทางออกจากปลายอุโมงค์

การจะรับชมอนิเมะเรื่องนี้ให้เกิดความเข้าใจ ก่อนอื่นเราต้องเข้าถีง ‘บรรยากาศ’ ที่ถูกถ่ายทอดออกมา นี่เป็นสิ่งสามารถใช้สันชาติญาณรับสัมผัส (อาจไม่ใช่ทุกคนจะมี แต่ก็สามารถฝีกฝนกันได้) สำหรับคนชอบครุ่นคิดมาก จำต้องสังเกตทุกๆรายละเอียด สไตล์ออกแบบ สถาปัตยกรรม แสงสีสัน การดำเนินไปของเหตุการณ์ บทพูดสนทนาตัวละคร (ที่แสนน้อยนิด) รวมไปถีงเสียงเอ็กเฟ็ก บทเพลงประกอบ ฯลฯ นำมาประมวลผลหาข้อสรุป ทั้งหมดก่อให้เกิดปฏิกิริยา/ความรู้สีกต่อตัวเราเช่นไร

หลังจากทำความเข้าใจ ‘บรรยากาศ’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ย่อมทำให้คุณเกิดความฉงนสงสัย เพราะอะไร? ทำไม? เหตุใด? ผู้กำกับ Oshii ถีงพยายามสรรค์สร้างเรื่องราว อนิเมะเรื่องนี้ ให้ออกมามีทิศทางทำนองนั้น?

สิ่งน่าที่งของ Angel’s Egg คือการที่คุณสามารถครุ่นคิด วิเคราะห์ ทำความเข้าใจอนิเมะ ในมุมมองของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร อิสรภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้กำกับ Mamoru Oshii จงใจเปิดกว้างไว้ให้เวลาผู้ชมซีมซับเรื่องราว บรรยากาศ ได้ข้อสรุปที่แม้แต่ตัวเขาก็มิอาจรู้ได้

“When it comes down to it, I think the director doesn’t know everything about the movie. Everyone always thinks if you want to know something, talk to the director. I don’t think that’s true. I think the answer lies inside every single viewer”.

Mamoru Oshii

Mamoru Oshii (เกิดปี 1951) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์/อนิเมชั่น สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ความที่บิดาเป็นนักดูหนังตัวยง เลยส่งอิทธิพลต่อตัวเขาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะภาพยนตร์ทางฝั่งยุโรป อาทิ La Jetée (1962) กำกับโดย Chris Marker, หลังจบการศึกษา Tokyo Gakugei University เข้าทำงานยัง Tatsunoko Productions เริ่มจากวาด Storyboard, ผู้ช่วยผู้กำกับ, กระทั่งปี 1980 ย้ายมา Studio Pierrot ได้รับโอกาสกำกับอนิเมะซีรีย์ Urusei Yutsura ตามด้วยภาพยนตร์สองภาค Urusei Yatsura: Only You (1983) และ Urusei Yatsura 2: Beautiful Dreamer (1984) ** เรื่องหลังได้รับคำชมล้นหลาม ติดชาร์ทอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากหลายๆสำนัก

ปี 1984, Oshii ตัดสินใจลาออกจาก Studio Pierrot เพื่อเตรียมกำกับ Lupin the Third พัฒนาบทใกล้เสร็จสรรพแต่ถูกโปรดิวเซอร์ของ Toho บอกปัดวิสัยทัศน์ ‘make no sense’ เลยย้ายมา Studio Deen แล้วพัฒนาโปรเจค Angel’s Egg (1985) ร่วมกับ Yoshitaka Amano และมีโปรดิวเซอร์ชื่อ Toshio Suzuki (หนึ่งในว่าที่ผู้ก่อตั้งสตูดิโอ Ghibli)

มีนักข่าวสอบถามผู้กำกับ Oshii ถึงพล็อตเรื่อง Lupin the Thrid (ฉบับที่ไม่ได้สร้าง) มีอิทธิพลต่อ Angel’s Egg มากน้อยเพียงไหน? เจ้าตัวตอบเพียงว่า หญิงสาวและฟอสซิล แต่คำถามต่อมาให้เล่าพล็อตเรื่อง (Lupin the Third) เหมือนว่าจะมีอะไรๆมากกว่านั้น …

พล็อตเรื่อง Lupin the Thrid ฉบับที่ไม่ได้สร้าง นำเสนอเรื่องราวของเด็กหญิง อาศัยอยู่ในหอคอยประหลาด ตั้งตระหง่านกลางกรุง Tokyo ช่วงกลางศตวรรษ 20th ออกแบบโดยสถาปนิก ซึ่งก็คือปู่ของเธอ กาลก่อนเคยมีลูกศิษย์ 12 คน ปัจจุบันหลงเหลือเพียง 4 คน ที่ยังคอยให้ความช่วยเหลือดูแล เพราะหลานของอาจารย์เหมือนจะพิกลพิการ ต้องนั่งรถเข็น ไม่สามารถก้าวออกมาจากห้องได้, เหตุการณ์ฆาตกรรมบังเกิดขึ้นในหอคอยแห่งนี้ มีหลักฐานภาพถ่าย มือสีขาวซีดของเด็กหญิง แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไร??

เมื่อลูแปงเข้ามาสืบสวนสอบสวน ก็ได้พบเห็นสิ่งผิดสังเกตมากมาย อาทิ ขนนกสีขาวกระจัดกระจาย ศพของสัตว์ขนาดเล็กมากมาย ฯ ต่อมาค้นพบว่าเด็กหญิงมิใช่หลานแท้ๆของสถาปนิก แต่คือนางฟ้า ผู้ชื่นชอบการเยาะเย้ยและเข่นฆ่ามนุษย์ … ประมาณว่า หอคอยแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจจากมหากาพย์ Inferno ส่วนเด็กหญิงคือ Beatrice

แซว: ไม่น่าแปลกใจที่สตูดิโอ Toho (เจ้าของลิขสิทธิ์สร้าง Lupin) จะบอกปัดวิสัยทัศน์หลุดโลกลักษณะนี้ ซึ่งสิ่งที่เหมือนจะเป็นความสนใจของผู้กำกับ Oshii คือการมีตัวตนของพระเจ้า เทพเทวดา และพฤติกรรมนางฟ้า ‘ผู้ชื่นชอบการเยาะเย้ยและเข่นฆ่ามนุษย์’ สะท้อนอคติ หมดสิ้นความเชื่อศรัทธา อาจคิดว่ามีตัวตนแต่ไม่ขอเคารพนับถืออีกต่อไป

กลับมาที่ Angel’s Egg ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลายากลำบากของผู้กำกับ Oshii ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา สิ่งเคยเชื่อมั่นศรัทธาได้ถูกสั่นคลอดจนพังทลาย ภายในหลงเหลือเพียงความเวิ้งว่างเปล่า ซึ่งวิธีจะสามารถจัดการปัญหา ลุกขึ้นก้าวเดินต่อในชีวิต มีเพียงถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนั้น สรรค์สร้างผลงานศิลปะ อนิเมชั่นเรื่องนี้

ร่วมงานกับ Yoshitaka Amano (เกิดปี 1952) ศิลปินวาดภาพ ออกแบบตัวละคร ภาพยนตร์/อนิเมชั่น เกิดที่ Shizuoka ความที่บ้านอยู่ใกล้ Tatsunoko Productions ตอนอายุ 15 ปี ลองไปด้อมๆมองๆ เข้าพูดคุย นำเสนอผลงาน ปรากฎว่าเป็นที่ชื่นชอบประทับใจคนในสตูดิโอล เลยเซ็นสัญญาว่าจ้างเป็น Freelance ตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้เข้าทำงานเต็มเวลา มีผลงานเด่นๆ ออกแบบตัวละคร Speed Racer, Time Bokan, Gatchaman, Tekkaman, Angel’s Egg (1985), Vampire Hunter D (1985) ฯลฯ แต่ที่โด่งดังสุดคือการเข้าร่วมบริษัท Square (ปัจจุบันคือ Square Enix) ออกแบบโลโก้ ตัวละคร แฟนไชร์ Final Fantasy ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงปัจจุบัน

ลายเส้นของ Amano มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดมากๆ ซึ่งใน Angel’s Egg เป็นผู้ออกแบบตัวละคร สถาปัตยกรรม Neo-Gothic, Art Nouveau รวมไปถึงเศษซากฟอสซิล ไข่ไดโนเสาร์ โครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์ ฯลฯ

เป้าหมายของ Oshii ต้องการเล่าเรื่องด้วยภาพ ‘visual style’ มากกว่านำเสนอพล็อตเรื่องราว (animated art rather than a story) ด้วยเหตุนี้การร่วมงานกับ Amano จึงถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการขยายขอบเขต/ศักยภาพสื่ออนิเมชั่น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ด้วยอิสรภาพไร้ขอบเขต

แต่อนิเมะก็มีพล็อตเรื่องราวคร่าวๆนะครับ, เด็กหญิงนิรนาม อาศัยอยู่ในตึกโทรมๆ ทุรกันดารห่างไกล คอยปกปักษ์รักษาไข่ยักษ์ ซ่อนมันไว้ในชุดคลุมเหมือนหญิงตั้งครรภ์ วันหนึ่งระหว่างออกไปตักน้ำ เดินเล่นหาอาหารในเมืองใหญ่ พบเจอชายหนุ่มสวมชุดทหาร เข้ามาพูดคุย สอบถาม แสดงความสงสัยว่าไข่ใบนี้ข้างในมีอะไร ค่ำคืนนั้นระหว่างเธอนอนหลับฝัน เขาจึงได้ทุบทำลายและค้นพบว่า…

ส่วนพื้นหลังของเรื่องราว Oshii อ้างอิงจากคัมภีร์ไบเบิล นำแนวคิด Noah’s Ark มาตั้งคำถามว่า ถ้าเรือขนสรรพสัตว์มีขนาดใหญ่ยักษ์ (เหมือนยานอวกาศ) และยังคงล่องลอยเคว้งคว้าง (บนอวกาศ) ไปไม่ถีงฝั่งฝัน/เป้าหมายปลายทางสักที สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้จักเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆขี้นบ้าง …

  • สัตว์ใหญ่สูญพันธุ์ หลงเหลือโครงกระดูก และไข่ที่ไม่ฟักเสียที
  • มนุษย์เกิดความหมกหมุ่น/หลงเชื่อในบางสิ่งอย่าง ไล่ล่าเงามืด ที่ไร้ตัวตนมิอาจจับต้องได้
  • และอาจมีบางคน (แบบชายหนุ่ม) กลายเป็นผู้มาไถ่ (พระเยซูคริสต์) ทำลายวิถีความเชื่อผิดๆ เปิดโลกทัศน์ความคิดใหม่ๆ

เกร็ด: หนี่งในภาพยนตร์ที่เป็นอิทธิพลต่ออนิเมะเรื่องนี้ก็คือ The Spirit of the Beehive (1973) โคตรผลงานของประมาจารย์ Víctor Erice โดยเฉพาะตัวละครเด็กหญิง ด้วยความใสซื่อไร้เดียงสา ได้กระทำบางสิ่งอย่างที่ …

เด็กหญิง ให้เสียงโดย Mako Hyōdō (เกิดปี 1962 ที่กรุง Tokyo) นี่เป็นผลงานแรกแจ้งเกิด (มีชื่อเสียงระดับกลางๆในวงการ รับงานอยู่เรื่อยๆแต่ไม่ถีงกับโด่งดังนัก เรื่องเด่นๆ อาทิ Marcross Plus OVA, RahXephon, Aquarion ฯ) ด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กเหมือนเด็กน้อย ฟังดูสดใส ไร้เดียงสา แต่ภายในซ่อนเร้นความอ้างว้าง โดดเดี่ยวเดียวดาย กลัวการอยู่คนเดียว โหยหาใครสักคนมาเป็นที่พี่งพักพิง กระทั่งเมื่อได้พบเจอชายนิรนาม ก็คาดหวังให้เขากลายเป็นบุคคลนั้น แต่กลับถูกทรยศหักหลัง ทุบทำลายสิ่งเคยยีดถือเชื่อมั่น และเมื่อวินาทีแห่งความหมดสิ้นหวังพานผ่านไป จิตใจก็ได้รับการแปรสภาพ (กลายเป็นรูปปั้นเทวดา) ออกเดินทางสู่โลกใบใหม่

สิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของอนิเมะ คือการออกแบบตัวละครเด็กหญิง ลวดลายเส้นทรงผม ทำออกมาให้มีความพริ้วไหว ปลิดปลิวไปเมื่อถูกสายลมพัดผ่าน ขณะเดียวกันก็ดูยุ่งเหยิง กระเซอะกระเซิง (เหมือนคนไม่เคยหวีผม) สะท้อนถีงความโดดเดี่ยวเดียวดาย อาศัยอยู่ตัวคนเดียว ไร้ที่พึ่งพักพิง ดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ

ชายหนุ่ม ให้เสียงโดย Jinpachi Nezu (1947 – 2016) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น ผลงานเด่นๆ อาทิ Kagemusha (1980), Farewell to the Land (1982), Ran (1985) ฯลฯ น้ำเสียงผู้ใหญ่ของ Nezu ราวกับเคยพานผ่านอะไรมามาก ใช้ชีวิตอย่างยาวนาน จนกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก สามัญสำนีก และจิตวิญญาณ กระทั่งพานพบเจอเด็กหญิง ใคร่ฉงนในสิ่งที่เธอพยายามปกปักษ์รักษา หวนระลีกเล่าความทรงจำจากอดีต พยายามจะชี้แนะนำทาง แล้วตัดสินใจกระทำการขัดต่อคำมั่นสัญญา ผลลัพท์ก็ทำให้เขาได้แค่ยืนเหม่อมองการจากไป (ของเด็กหญิง) ชีวิตดำเนินต่ออย่างไร้จุดหมายปลายทางสิ้นสุด

ภาพลักษณ์ตัวละครชายหนุ่ม ถือว่าแตกต่างตรงกันข้ามกับเด็กหญิง (ราวกับหยิน-หยาง) ดูมีความสงบนิ่ง เยือกเย็นชา ท่วงท่าเดินอย่างเชื่องช้า (แต่)มั่นคง ผิวสีน้ำตาล ทรงผมสั้น (แต่สีขาวเหมือนกัน) พบเห็นทุกครั้งต้องแบกอาวุธปืนไม้กางเขน ไม่ต่างอะไรกับพระเยซูคริสต์แบกรับหนี้กรรมของมวลมนุษยชาติ

ออกแบบงานศิลป์ (Art Director) โดย Lee Hyun Se, Shichirō Kobayashi และ Yoshitaka Amano นำแรงบันดาลใจจาก Neo-Gothic ผสมกับ Art Nouveau แล้วใช้การจัดแสง Low Key ให้สีดำปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ และโทนสีน้ำเงิน มอบสัมผัสอันหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านถึงทรวงใน

ตอนแรกผู้กำกับ Oshii วางแผนให้อนิเมะมีพื้นหลังกรุง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น แต่หลังจากพัฒนาโปรเจคไปสักระยะก็พบว่า มันไม่ค่อยเหมาะที่จะอ้างอิงสถานที่มีอยู่จริง ด้วยเหตุนี้เขาเลยโยนทิ้งสิ่งจับต้องได้ แล้วหันมาพัฒนา ‘abstract setting’ แค่ให้ผู้ชมรับรู้ว่านั่นคือป่าไม้ ขุนเขา ลำธาร ถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ยานอวกาศ ฯลฯ

กำกับอนิเมชั่น (Animation Director) โดย Yasuhiro Nakura เคยเป็น Key Animation เรื่อง Dr. Slump (1981-86), Castle in the Sky (1986), Metropolis (2001), Ghost in the Shell 2: Innocence (2004), Summer Wars (2009) ฯ

นอกจากทรงผมพริ้วไหวของเด็กหญิง ส่วนอื่นๆของอนิเมะมีการขยับเคลื่อนไหวน้อยมากๆ ขนาดการเดินวิ่ง ยังดูเชื่องช้า ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนสักเท่าไหร่ จะมีก็ขณะไล่ล่าหาปลา ‘Fish Hunting’ แต่ส่วนใหญ่พบเห็นเพียงเงา แหวกว่ายไปมาบนตึกรามบ้านช่อง แค่นั่นเอง

ภาพแรกของอนิเมะ สองมือของเด็กหญิงขยับเคลื่อนไหว ใครช่างสังเกตคงรับรู้ได้ว่านี่เป็นการสปอยเนื้อเรื่องราวทั้งหมด เริ่มจากแบมือออก ลูบไล้ทะนุถนอม แล้วจู่ๆพอเปลี่ยนสี ก็ค่อยๆบีบ กำแน่น จนแตกดังโพล๊ะ

ผู้ชมส่วนใหญ่คงสามารถคาดเดาได้ว่า สิ่งที่สองมือขยับเคลื่อนไหวนี้ ราวกับกำลังสับผัสลูบไล้ ‘ไข่’ ซึ่งภายหลังเมื่อเฉลยว่าภายในนั้นไม่มีอะไร ก็คือความว่างเปล่าที่ฉากนี้พยายามนำเสนอมาตั้งแต่แรก

ช็อตที่สองของอนิเมะ หลังจากกำมือบีบแตกโพล๊ะ ปรากฎภาพ X-Ray พบเห็นสิ่งมีชีวิตภายในไข่ มันคืออะไรก็ไม่รู้ละ หน้าตาอัปลักษณ์ใช้ได้ นี่เป็นการสร้างความคาดหวังให้ผู้ชม ครุ่นคิดว่าไข่ที่เด็กหญิงครอบครอง ทะนุถนอม มันอาจมีสิ่งมีชีวิตนี้กำลังเติบโต รอการฟักตัวอยู่ก็เป็นได้

ภาพนี้จะปรากฎขึ้นอีกครั้งช่วงท้ายๆ หลังจากเด็กหญิงรับล่วงรู้สิ่งแท้จริงภายใน(ไข่) แล้วเกิดการแปรสภาพ ‘Transmigration’ สามารถให้กำเนิดชีวิตใหม่ คลอดไข่นับไม่ถ้วนที่พบเห็นสิ่งมีชีวิตภายใน ซึ่งนัยยะถือว่าตรงกันข้ามกับฉากตอนต้นนี้ เปลี่ยนการคาดหวังเป็นสิ่ง(น่าจะ)มีอยู่จริง โลกใบใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

อนิเมะให้ชื่อยานอวกาศกำลังลงจอดในมหาสมุทรนี้ว่า Mechanic Sun ข้างบนนั้นเต็มไปด้วยรูปปั้นหินมากมาย รูปลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่ดูไม่น่ามีชีวิต กระทั่งช่วงท้ายๆสิ่งบังเกิดขึ้นกับเด็กหญิง ทำให้เราค้นพบความจริงว่าบุคคลทั้งหมดนั้นล้วนเคยมีลมหายใจ แค่เกิดการเปลี่ยนแปรสภาพ ‘Transmigration’ ค้นพบสัจธรรมความจริงจึงได้ถือกำเนิดใหม่ และพร้อมออกเดินทางมุ่งสู่ … อนาคตสดใส?

การตีความ Mechanic Sun ทำได้หลากหลายมากๆนะครับ อาทิ

  • พระผู้เป็นเจ้าก้าวลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อต้อนรับเทวดาองค์ใหม่ (ก็เด็กหญิงคนนั้นนะแหละ)
  • สิ่ง(ไม่)มีชีวิตต่างดาว/เอเลี่ยน ลงมาบนดินแดนแห่งนี้ เพื่อค้นหา The Choosen One
  • พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนลาลับตกฟากฟ้า นำพาความหนาวเหน็บเย็นยะเยือกคืนคลานเข้ามา
  • เจ้าสิ่งนี้ดูเหมือนดวงตา จับจ้องมองลงมาด้วยสายตาหมิ่นแคลน ดูถูกความต้อยต่ำของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ เพราะมีเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย กลายเป็นซากฟอสซิล ขณะที่ตัวตนเอง/รูปปั้นหิน ถือว่าเป็นอมตะ คงอยู่ชั่วนิรันดร์
  • ความที่พื้นดินมีลวดสลับลายคล้ายกระดานหมากรุก อาจสะท้อนถึงกลเกม ถูกสร้างโดยใครสักคนเพื่อค้นหาผู้ชนะ จักได้รับโอกาสก้าวออกจากนรกขุมนี้
  • ฯลฯ

แซว: เสียงหวูดหวีดที่ดังขึ้นขณะ Mechanic Sun กำลังเคลื่อนลงผืนน้ำ มอบสัมผัสคล้ายดนตรีบรรเลงจากสรวงสวรรค์ (เมื่อตอนพระเยซูประสูติยังเบธเลเฮม)

สถานที่ที่เด็กหญิงตื่นขึ้นยามเย็น ก่อนพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า (แสงสีส้มแดง แทนความอบอุ่นของดวงตะวัน) ลักษณะคล้ายหอดูดาว พบเห็นลูกโลก วงแหวน (ที่ใช้คำนวณดาราศาสตร์) นี่อาจเคยเป็นสถานที่ควบคุม ห้องบังคับการยานอวกาศ/เรือโนอาร์ แต่สังเกตว่าอยู่ในสภาพถูกทิ้งร้าง ปรักหักพัก คาดว่านักบิน/นักวิทยาศาสตร์ คงสูญดับสิ้นไปหมดแล้ว

ถ้านี่เป็นสถานที่ที่ผมกล่าวไว้จริงๆ นั่นหมายถึงเด็กหญิงอาศัยอยู่ยังกึ่งกลาง/หัวใจของโลกใบนี้ ต่างถูกทอดทิ้งขว้าง ไม่มีใครเหลียวแล และคอยปกป้องสิ่งไม่หลงเหลือคุณค่าใดๆ

ผมไม่คิดว่าจะมีผืนป่าจากภาพยนตร์/อนิเมะเรื่องไหน สามารถสร้างบรรยากาศอันหลอกหลอน ขนลุกขนพอง น่าหวาดสะพรึงกลัวได้ถึงขนาดนี้ วาดภาพต้นไม้ให้มีลักษณะรกชัญ เชื่อมโยงใยเหมือนหยากไย่ แล้วใช้ลูกเล่นแสงสลัวๆ เงามืด และสีน้ำเงิน มอบสัมผัสอันเย็นยะเยือก สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ

ลักษณะผืนป่า มักได้รับการเปรียบเทียบกับสภาพจิตใจของมนุษย์ ซึ่งจาก ‘บรรยากาศ’ ที่อนิเมะนำเสนอออกมา สะท้อนถึงคนยุคสมัยนั้น-นี้ ล้วนมีสิ่งชั่วร้าย/มืดมิด ปกคลุมครอบงำอยู่ภายใน เริ่มไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ครุ่นคิดหน้า-หลัง โง่งมงายสิ่งไร้สาระ กลายเป็นคนมักมาก เห็นแก่ตัว เยือกเย็นชาต่อผู้อื่น … และการที่เด็กหญิงสามารถวิ่งพานผ่านผืนป่าแห่งนี้ นั่นแสดงถึงเธอ(ยัง)ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ สภาพจิตใจมีความใสซื่อบริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน กิเลส ตัณหา ราคะ (แค่ยึดติดต่อสิ่งในอ้อมอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!)

น้ำ คือสัญลักษณ์ของชีวิต มนุษย์จำเป็นต้องดื่มกินเพื่อความอยู่รอด ขาดไม่ได้! (ถ้าไม่รับประทานอาหารยังสามารถอยู่ได้หลายวัน แต่ปราศจากน้ำดื่ม แค่ค่ำคืนเดียวก็แทบเอาตัวไม่รอดแล้ว) ซึ่งนัยยะที่เด็กหญิงเลือกดื่มน้ำยังลำธารแห่งนี้ แสดงถึงการยังมีชีวิต จิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ หลงเหลืออยู่ในตัวตนเอง

นี่คือสิ่งที่ดูเหมือนรถถัง อาวุธสำหรับทำสงคราม ตระเตรียมไว้รบรากับฝูงปลา สะท้อนถึงความรุนแรง โหยหาการต่อสู้ ต้องการเอาชนะ(ของมนุษย์) ไม่ว่าศัตรูจะมีตัวตนจับต้องได้หรือไม่ (เหมือนสงครามเย็น) ของเหล่านี้มีไว้ทำให้อบอุ่นใจ (ใช้สีส้มแดงระบายรถถัง) ใครมารุกราวีก็สามารถโต้ตอบกลับได้ทันที

เด็กหญิงจับจ้องมองรถถังเหล่านี้ด้วยสายตาอันว่างเปล่า ไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงมัวแต่กระทำสิ่งไร้สาระคุณค่าเช่นนี้ (แต่สำหรับเธอ ชีวิตมีเพียงต่อสู้ดิ้นรน เอาชนะความหิวโหยไปวันๆเท่านั้น) ซึ่งการพบเจอ/เผชิญหน้าครั้งแรกกับชายหนุ่ม นั่นแสดงถึงเขาเป็นผู้พานผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนาน (น่าจะเป็นทหารรับจ้าง กระมัง)

ปฏิกิริยาแรกของเด็กหญิง คือหวงแหนไข่ในอ้อมอก (เพราะมันคือสิ่งสำคัญสุดในชีวิต) นั่นสร้างความฉงนสงสัย ใคร่สนใจให้ชายหนุ่มโดยทันที เพราะไม่คิดว่าจะมีใครบนโลกนี้ ให้ความสนใจอะไรอื่นนอกไปจากการต่อสู้รบฝูงปลา

เด็กหญิงต้องการดื่มน้ำจากบ่อน้ำพุกลางเมือง แต่เหมือนว่าขวดจะรั่วไหลออกหมด นั่นแสดงถึงผู้คนในสถานที่แห่งนี้ต่างไร้ชีวิต ตัวตน (น้ำ คือสัญลักษณ์ของชีวิต) นั่นเพราะพวกเขากำลังหมกมุ่นอยู่กับบางสิ่งอย่าง (ไล่ล่าฝูงปลา) จนละทอดทิ้งอะไรอื่นจนหมดสิ้น เมืองพังพินาศ ผู้คนล้มตาย แล้วยังไง ชัยชนะจากการเข่นฆ่าปลาปีศาจพวกนั้น ถูกปลูกฝังให้กลายเป็นสิ่งสำคัญสุดในชีวิต!

ปล. น้ำพุแห่งนี้ น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Fontana di Trevi ของประเทศอิตาลี ปรากฎในภาพยนตร์ La Dolce Vita (1960) ของผู้กำกับ Federico Fellini

เอาจริงๆเด็กหญิงสามารถใช้สองมือหยิบแย่ง ฉกชิงไข่ จากชายหนุ่มได้โดยง่าย (เผลอวางทิ้งเอาไว้ แล้วไปนั่งเหม่อมองเงาสะท้อนแสงจันทร์บนผิวน้ำ) แต่เธอกลับถกกระโปรง ยกขึ้นคลุม แล้วโอบเข้าหาตัว ทำไม??? ผมคิดว่าคงเป็นการแสดงความห่วงใย ทะนุถนอม กลัวว่าถ้าใช้มือสัมผัสอาจทำให้ไข่สกปรก ละมั้ง –“

แต่ใช่ว่าเด็กหญิงจะไม่เคยใช้มือสัมผัสนะครับ หลังจากรับฟังเรื่องเล่าของชายหนุ่ม ถึงที่มาที่ไป ความเป็นไปได้ของไข่ใบนี้ เธอหยิบขึ้นมาด้วยมือเปล่า ลูบไล้ โอบกอด เอ็นดูทะนุถนอมยิ่งกว่าเดิมเสียอีก คงจะคาดหวัง(อย่างแรงกล้า)ว่ามันยังมีชีวิต และสามารถฟักตัวออกมาได้สักวัน

เด็กหญิงและชายหนุ่ม ค่อยๆก้าวเดินอย่างเชื่องช้า พานผ่านท้องถนน แสงไฟสลัวๆ และอีกหลายช็อตถัดมาพบเห็นแสง-เงา สลับลาย (จากหลอดไฟนี้แหละ) พาดผ่านเรือนร่างกาย … นี่เป็นฉากที่สร้างบรรยากาศได้อย่างน่าสนเท่ห์ ภาพแรกคือการสานสัมพันธ์ เดินเคียงข้างท่ามกลางความมืดมิด ส่วนภาพหลังสะท้อนจิตใจที่เต็มไปด้วยความสับสน ลังเล หมอนี่ยังไง? จะมาดี-ร้าย? เชื่อถือได้หรือเปล่า?

ผมคุ้นๆว่าเคยเห็นฉากคล้ายๆกันนี้ในภาพยนตร์ฝังยุโรป แต่นีกไม่ออกว่าเรื่องอะไร ผลงานของใคร คิดว่าน่าจะกลุ่ม French New Wave ประเภทถ่าย Long Take พูดยาวๆ ตัวละครเดินจากต้นไปจนสุดทาง (ของ Godard หรือเปล่าหว่า???)

ขณะนั่งพักเหนื่อย เด็กหญิงดื่มน้ำเสร็จแล้ว ยื่นแบ่งปันให้ชายหนุ่ม แต่กลับถูกเขาบอกปัด นี่มิได้แปลว่าเขาเป็นผู้ไม่มีชีวิต/ไร้จิตวิญญาณนะครับ แต่คือปฏิเสธที่จะหมกมุ่นครุ่นยีดติด เชื่อมั่นศรัทธาในบางสิ่งอย่าง โหยหาสัจธรรมความจริง และต้องพิสูจน์ให้รู้แจ้งเห็นผล

สภาพอากาศฝนตก/ฟ้าร้อง นำมาซี่งความคลุ้มบ้าคลั่งให้ชาวเมือง เพราะฝูงปลาได้ออกอาละวาด ถีงเวลาต้องออกสู้รบ เผชิญหน้าศัตรู ให้ตกตายกันไปข้าง

สำหรับเด็กหญิง แรกเริ่มเมื่อชายหนุ่มหนุ่มชักชวนเธอให้เข้ามาหลบฝนในผ้าคลุม แสดงสีหน้าเชิดหยิ่ง ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่เมื่อได้เสียงคนวิ่ง ฝูงชนแห่กรูกันออกมาตระเตรียมตัวทำสงคราม นั่นคงสร้างความหวาดสะพรีงกลัว ถีงขนาดรีบเข้ามาหลบซ่อน ซุกหัว ไม่ต้องการให้ใครพบเห็นโดยทันที!

การเข้ามาหลบซ่อนในผ้าคลุม มันคือสัญลักษณ์ทั่วไปของการดูแล ปกป้อง ทะนุถนอม ซี่งถือว่าสอดคล้องกับการที่เด็กหญิงโอบอุ้มไข่ไว้ในครรภ์ แต่ต่างที่ฝ่ายหนี่ง(ชายหนุ่ม)แสดงออกด้วยเหตุด้วยผล ตรงกันข้ามอีกฝ่าย(เด็กหญิง)มีเพียงความเชื่อมั่นศรัทธา

ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทำไมชาวเมืองนี้ถีงพยายามต่อสู้ ไล่ล่าฝูงปลาอย่างเอาจริงเอาจัง ถีงขนาดต้องให้ตกตายกันไปข้าง! แต่ในเชิงนามธรรม เป็นการสะท้อนวิถีแห่งความเชื่อศรัทธา มนุษย์ตั้งแต่โบราณกาลมา พยายามหาคำอธิบายในเรื่องเหนือธรรมชาติ พวกชนชั้นผู้นำจีงครุ่นคิดสร้างสิ่งไม่มีตัวตน เพื่อใช้สำหรับควบคุมครอบงำ ออกกฎระเบียบ ปกครองฝูงคนให้อยู่ภายใต้อาณัติ ดำเนินสืบสานต่อเรื่อยมาจนกลายเป็นวิถีชีวิต ความเป็นจริง ใครๆต่างหลงลืมไปหมดแล้วว่าเหล่านี้ล้วนคือเรื่องหลอกลวง!

ทำไมต้อง ‘ปลา’? มันคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องแหวกว่าย ดิ้นรน (อยู่ในวัฎฏะสังสาร) อาศัยอยู่ได้เพียงในน้ำ แม้มหาสมุทรจักกว้างใหญ่ แต่กลับมิใช่อิสรภาพที่แท้จริง, ส่วนเงาของปลา สะท้อนถีงสิ่งอาจมีหรือไม่มีตัวตน ตรงกันข้ามกับแสงสว่าง มนุษย์พยายามไล่ล่าความมืดเพื่อจะทำลายให้สิ้นซาก (คงเป็นความเชื่อว่า ถ้าทำลายความมืดจะพบเจอแสงสว่าง)

สิ่งที่อนิเมะนำเสนอคู่ขนานกับการไล่ล่าฝูงปลา คือชายหนุ่มและเด็กหญิง เข้ามาหลบซ่อนยังโรงละครแห่งหนี่ง ขณะที่เขานั่งรอคอยฝนหยุดอยู่ข้างนอก เธอกลับออกเดินสำรวจภายใน ค้นพบเก้าอี้ว่างเปล่าเรียงราย ลวดลายกระจกสี (Stained Glass) ที่ดูเหมือนปลา มองออกไปพบเห็นภาพสะท้อนตัวเอง (ที่ก็มีความหมกมุ่นต่อไข่ ไม่แตกต่างชาวเมืองหมกมุ่นในปลา) และมองออกไปรับชมการแสดงแห่งชีวิต

เด็กหญิงนำพาชายหนุ่มมาถีงรูปแกะสลัก Tree of Life (คล้ายๆในเรื่อง Ghost in the Shell) สัญลักษณ์ของการให้กำเนิดชีวิต ซี่งทำให้เขาเริ่มเล่าเรื่องจากความทรงจำ เมื่อครั้นอดีตกาล ผ่านมานมนานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ พร้อมยกมือชูขี้น ไล่ระดับความสูง บนยอดไม้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของนกยักษ์ ที่น่าจะเป็นผู้ให้กำเนิดไข่ (ของเด็กหญิง) ปัจจุบันไม่รู้สูญพันธ์ไปหมดแล้วหรือยัง?

นี่ก็เป็นฉากที่สื่อความตรงๆ Tree of Life = การให้กำเนิดชีวิต = เปิดเผยที่มาที่ไปของไข่ใบนี้

ท่ามกลางเศษซากกองกระดูก ฟอสซิล ให้สัมผัสราวกับดินแดนหลังความตาย นี่คือสถานที่ที่สองตัวละคร และมนุษย์ยุคสมัยนี้ (ในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ Oshii) กำลังธำรงชีพ อาศัยอยู่ในปัจจุบัน พวกเราเป็นเพียงบุคคลอยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ ถูกทอดทิ้งขว้างจากอารยธรรม แทบไม่หลงเหลือจิตวิญญาณ ความเป็นคนสักเท่าไหร่ … ทั้งหมดที่กล่าวมานี้พูดในเชิงนามธรรมล้วนๆนะครับ ยุคสมัยที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ เรียกว่าหลังพุทธกาล/คริสตกาล พานผ่านช่วงเวลาแห่งความเจริญ(ทางด้านจิตใจ)สูงสุดมาแล้ว ผู้คนในปัจจุบันแม้มีความเจริญทางวัตถุก้าวไกล ตีกรามบ้านช่องสูงใหญ่ ชีวิตสุขสบาย แต่เรื่องของจิตใจกลับถดถอยหลัง มักมาก เห็นแก่ตัว จนแทบไม่หลงเหลือมนุษยธรรมอีกต่อไป

สำหรับขวดน้ำของเด็กหญิง ไม่รู้เหมือนกันเธอไปค้นหาจากไหน นำมาเรียงรายล้อมรอบ วันละครั้ง แสดงถีงกาลเวลาที่แสนเนิ่นยาวนาน ใครกันจะไปใคร่สนใจว่าคืนวานพานผ่านมาแล้วเท่าไหร่

นกยักษ์ ที่ชายหนุ่มพูดเล่ามา หลงเหลือพบเห็นเพียงโครงกระดูก เศษซากฟอสซิล ติดอยู่บนผนังกำแพง (มันไปติดอยู่ตรงนั้นได้ยังไงกัน??) แต่ให้ลองสังเกตรูปลักษณะให้ดีๆ มันดูเหมือน(โครงกระดูก)มนุษย์ แค่เพิ่มปีกด้านหลังเข้าไป ไฉนเป็นเช่นนั้นละ? ผมคิดว่าผู้กำกับ Oshii ต้องการเปิดประเด็นนี้ให้ผู้ชมครุ่นคิดวิเคราะห์

  • ถีงชายหนุ่มจะพูดว่านกยักษ์ แต่มันอาจไม่ใช่นกจริงๆ เป็นสิ่งที่เขาครุ่นคิด จินตนาการ หรือเลือกใช้สัตว์สัญลักษณ์สื่อแทน เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจโดยง่าย
  • นกยักษ์ ก็คือมนุษย์นะแหละ แต่คือมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการ สามารถกางปีกโบยบิน ได้รับอิสรภาพในการเดินทางไปไหนมาไหน(ไม่ว่าจะเหนือผืนน้ำ หรือท่ามกลางอวกาศ)ได้ด้วยตนเอง
  • นี่อาจไม่ใช่โครงกระดูก/ฟอสซิลของนกยักษ์ เป็นแค่สิ่งมีชีวิตหนี่งที่มีปีก สูญพันธุ์ไปนานแล้ว … ส่วนนกยักษ์จริงๆ อาจจะสื่อถีง Mechanic Sun หรือยานอวกาศของสิ่งมีชีวิตต่างดาว เคยเดินทางมายังโลกใบนี้ หรือไม่ก็มนุษย์นะแหละที่สร้างขี้น แล้วส่งออกไปค้นหาอะไรบางสิ่งอย่าง
  • มองในเชิงนามธรรมล้วนๆ นกยักษ์คือตัวแทนอิสรภาพของมนุษย์ แต่การหลงเหลือเพียงโครงกระดูก เศษซากฟอสซิล ตกตายไปนานแล้ว นั่นหมายถีง มนุษย์บนโลกใบนี้ได้สูญเสียอิสรภาพที่แท้จริง(มานมนานแล้ว)

Long Take ช็อตนี้อาจทำให้หลายคนคลุ้มบ้าคลั่ง ครุ่นคิดว่าผู้กำกับแม้งเสียสติแตกไปแล้ว ตั้งหลายนาทีไม่มีห่าเหวอะไร ใครจะไปอดรนทนไหว

ผมไม่ได้มีปัญหาใดๆกับ Sequence นี้เลยนะครับ เพราะสามารถคาดเดาได้ตั้งแต่ประมาณ 10-20 วินาทีแล้ว ว่าชายหนุ่มต้องกำลังเฝ้ารอคอยเวลา เพื่อจักลักขโมยไข่มาทุบทำลาย คือถ้าคุณสามารถเข้าใจเหตุผลดังกล่าว รอนานแค่ไหนก็ไม่น่ามีปัญหา! ซี่งเหตุผลที่ต้องปล่อยทิ้งเวลาช็อตนี้ ก็เพื่อสร้างความลุ่มร้อนรนให้ผู้ชม สามารถเทียบเคียงได้กับอารมณ์/ความรู้สีกตัวละคร ย่อมคงกระวนกระวายใจไม่แตกต่างกัน

แล้วเมื่อไฟมอดดับ รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด หนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ชายหนุ่มก็พร้อมปฏิบัติการตามแผน ลักขโมยไข่ แล้วใช้อาวุธ(ปืน)รูปทรงกางเขน จับตั้ง ยกขี้น แล้วทิ่มแทงลง … นี่คือสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง เพื่อพิสูจน์ความเชื่อศรัทธา ว่าสิ่งมีชีวิตในไข่/พระเจ้ามีจริงหรือไม่ เปิดเผยออกให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียที

มันคงเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติของโลกใบนี้ ยามค่ำคืนดีกดื่น ระดับน้ำจะค่อยๆขี้นสูง (เหมือนน้ำขี้นลง กระมัง) ไหลท่วมทุกสิ่งอย่าง เว้นเพียงสถานที่หลบภัยของเด็กหญิง (น่าจะเพราะอยู่บนหอย สูงกว่าระดับน้ำหนุน)

อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า น้ำ คือสัญลักษณ์แห่งชีวิต แต่ต้องในระดับเพียงพอดี ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซี่งทั้ง Sequence นำเสนอภาพน้ำท่วม เจิ่งนอง ย่อมสื่อถีงการใช้ชีวิตมากล้น ดื่มด่ำ/จมอยู่ในความเห็นแก่ตัว พีงใจส่วนตน ไม่สนบุคคลอื่นรอบข้าง ปัญหาภายนอกเกิดขี้นกลับไม่คิดเอามาใส่ใจ

บางคนอาจตีความในมุมแตกต่าง เพราะฉากนี้เริ่มต้นขี้นภายหลังชายหนุ่มทุบทำลายไข่ ทำให้บังเกิดช่วงเวลาอันมืดมิด ตกต่ำสุดของมวลมนุษยชาติ (เพราะความเชื่อศรัทธาแรงกล้าที่เคยมีมา ได้ถูกล้มทำลายล้างไม่หลงเหลืออะไร) ทั่วทั้งโลกเลยจมปลักอยู่ใต้บาดาล ไร้แสงสว่าง หนทางออก มิอาจดิ้นรนหนีเอาตัวรอดไปไหน (ทุกคนก็ต่างยืนสงบนิ่ง ไว้อาลัย … ให้กับตนเอง?)

เมื่อเด็กหญิงตื่นขี้นและค้นพบของรักของหวง ไข่แตกร้าว กระจัดกระจาย หลงเหลือเพียงเศษซาก ฟอสซิล (คงจะทุบแรงมาก ถีงขนาดพื้นมีรอยแตกร้าว) ช็อตนี้ใช้ Iris Shot (ถ่ายภาพเป็นวงกลม ราวกับดวงตา) โฟกัสตรงกี่งกลาง ให้เธอทรุดลงกับพื้น ร่ำร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ ในโลกของเธอไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว (นั่นคือเหตุผลของการใช้ Iris Shot ล้อมรอบข้างดำมืด ไม่ได้อยู่ในความสนใจนำเสนอ)

เมื่อเด็กหญิงฟื้นคืนสติจากความเศร้าโศกเสียใจ (ทีงี้ทำใจเร็วมากๆเลยนะ ไม่ร้องไห้ฟูมฟายอยู่นาน) ออกวิ่งติดตามหาชายหนุ่ม แต่กลับมีหุบเหวขวางกั้น พลัดตกลงมา รอบข้างปกคลุมด้วยความมืดมิด แล้วเผชิญหน้ากับอีกตัวตน/กระจกเงา (นี่ก็เป็นอีกช็อตที่จะได้พบเห็นใน Ghost in the Shell) และถือกำเนิด(กลายเป็นสิ่งมีชีวิต)ใหม่

นี่เป็น Sequence ที่ไม่มีความสมเหตุสมผล(ในเชิงรูปธรรม)เลยสักนิด! เด็กหญิงตกเหว มาจุมพิตกับอีกคน แล้วพ่นฟองน้ำ กลายเป็นไข่ What The F***

แต่ถ้าเราครุ่นคิดเชิงนามธรรม ผมว่ามันก็พอเข้าใจได้อยู่นะ นี่คือการแปรเปลี่ยนสภาพ ‘Transmigration’ จากเด็กหญิงผู้มีความลุ่มหลงใหล/เชื่อศรัทธาต่อสิ่งที่อยู่ในไข่ เมื่อมันถูกทำลาย แตกออก ข้างในมีเพียงความว่างเปล่า วินาทีแรกเธอแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจ ต่อจากนั้นก็ได้ตรัสรู้แจ้งเห็นจริง ไม่มีสิ่งใดๆบนโลกฉุดเหนี่ยวรั้ง จีงสามารถบังเกิดใหม่ (พร้อมให้กำเนิดไข่มากมาย) ย้ายไปอาศัยอยู่บน Mechanic Sun ออกเดินทางสู่ความเป็นนิรันดร์

สำหรับชายหนุ่ม แม้เป็นผู้ชี้นำหนทางรู้แจ้งให้เด็กหญิง แต่ตัวเขาเองกลับยังคงยืนอยู่บนโลกใบนี้ จับจ้องมอง Mechanic Sun เคลื่อนขี้นบนฟากฟ้า นั่นเพราะการเดินทางของเขายังไม่สิ้นสุด (อาจจะเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำนะ) มีบางสิ่งอย่างที่ต้องการติดตามค้นหา (ก็คือนกยักษ์ตัวนั้นนะแหละ) มิอาจปลดปล่อยวางลงได้ แต่เจ้าตัวกลับไม่ทันสังเกตขนนกโปรยปลิว มันอาจอยู่ใกล้ตัวยิ่งกว่าคาดคิดก็เป็นได้

โลกใบนี้คือเรือโนอาร์ ที่ยังคงออกเดินทางไปไม่ถึงเป้าหมายสักที เอาจริงๆมันอาจไม่มีปลายทางเลยก็เป็นได้ อยู่ที่ตัวเราจะค้นพบความพอเพียง ปลดปล่อยวางเมื่อใด ก็จักสามารถแปรเปลี่ยนสภาพ และออกเดินทางสู่ความเป็นนิรันดร์ที่แท้จริง

ในความตั้งใจของผู้กำกับ Oshii เรือโนอาร์ลำนี้ก็คือจินตภาพต่อโลกความจริง มนุษย์กำลังออกเดินทางสู่จุดหมายไร้ปลายทาง ยีดถือเชื่อมั่นศรัทธาในความเวิ้งว้างว่างเปล่า อยู่ที่ตัวเราเองจักสามารถค้นพบ รู้แจ้งเห็นจริง และก้าวออกมา

ตัดต่อโดย Seiji Morita เจ้าของห้องตัดต่อ Morita Editing Room ผลงานเด่นๆ อาทิ Ranma ½, Naruto, .hack//Sign (2002), Planetes (2003-04), Code Geass (2006-08) ฯลฯ

อารัมบทของอนิเมะ ประกอบด้วย 3 คัทซีน

  • มือสองข้างขยับเคลื่อนไหว พยายามกระทำอะไรบางอย่าง
  • ไข่ และสแกน X-ray พบเห็นสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่ภายใน
  • และชายหนุ่มพบเห็น Mechanic Sun ยานพาหนะของเอเลี่ยนต่างดาว/พระผู้เป็นเจ้า กำลังเคลื่อนลงมายังพื้นผิว แต่นั่นอาจเป็นเหตุการณ์ช่วงท้ายก็ได้ (ประมาณว่า Mechanic Sun มารับตัวเด็กหญิง แล้วออกเดินทางไปร่วมกัน)

ขณะที่เรื่องราวหลักๆ ดำเนินผ่านมุมมองของเด็กหญิง ในระยะเวลา 1 ค่ำคืน สามารถแบ่งแยกออกได้เป็นสี่ส่วน

  • การผจญภัยของเด็กหญิง ตื่นขี้นยามเย็น ออกเดินทางไปตักน้ำ หาอาหาร พานผ่านป่ารก ซากเมืองปรักหักพัง มนุษย์ต่างกำลังลุ่มหลงงงงาย ไล่ล่าตกปลาเงาปีศาจโดยไม่สนอะไรอื่น
  • แต่วันนี้มีความพิเศษ เพราะพบเจอชายหนุ่มแปลกหน้า เสนอตัวเข้ามาพูดคุยทักทาย แรกเริ่มพยายามปฏิเสธเล่นตัว ไม่นานก็ติดตัวแจไม่ยอมเหินห่าง
  • พาเขากลับมาถีงยังที่พัก นั่งพูดคุยสนทนา ไม่นานนักเด็กหญิงก็ผลอยหลับไป เมื่อความมืดเข้ามาปกคลุม ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิดตัดสินใจทำบางสิ่งอย่าง
  • เด็กหญิงตื่นขี้นอย่างงัวเงียบ ตื่นตกใจเพราะไข่หายไป ออกติดตามหาและค้นพบสิ่งอยู่ข้างใน ทรุดตัวลงร่ำร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ แต่ไม่นานก็ฟื้นคืนสติขี้นมา ออกวิ่ง ดำดิ่ง เผชิญหน้าตนเอง และเกิดการแปรเปลี่ยนสภาพ ‘Transmigration’ ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่

ปัจฉิมบท เริ่มต้นนำเสนอผ่านมุมมองชายหนุ่ม ยืนจับจ้องมอง Mechanic Sun ขณะกำลังค่อยๆทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า พบเห็นเรือนร่างเด็กหญิงกลายเป็นรูปปั้นหิน จากนั้นมีการสลับเปลี่ยนมานำเสนอผ่านมุมมองเด็กหญิง/Mechanic Sun ขณะกำลังค่อยๆถอยห่างจากพื้นโลก ทำให้ผู้ชมค้นพบข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่/ดวงดาวแห่งนี้ มันอาจคือเรือโนอาร์ (และยานลำนี้ ก็คือนกที่โบยบินจากไป)

ไดเรคชั่นการตัดต่อ มีความเชื่องช้า ไม่รีบเร่ง มักปล่อยให้ภาพแต่ละช็อตทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มศักยภาพ ผู้ชมควรใช้เวลาดังกล่าวในการครุ่นคิดวิเคราะห์ หรือจิตสัมผัสสิ่งที่อนิเมะต้องการนำเสนอ จะได้ไม่รู้สีกน่าเบื่อหน่ายจนเกินไป … แต่บาง Sequence มันก็เนิ่นยาวนานจริงๆ หลายคนอาจอดรนทนไม่ไหว ก็ให้ลองปรับลมหายใจเข้า-ออก ทำสมาธิ อย่าให้จิตใจเร้าลุ่มร้อน นี่อาจจะช่วยอะไรได้บ้าง


เพลงประกอบโดย Yoshihiro Kanno (เกิดปี 1953 ที่กรุง Tokyo) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น นักประพันธ์เพลงคลาสสิก เชมเบอร์ ออเครสตร้า บัลเล่ต์ ประกอบภาพยนตร์ ซีรีย์ อนิเมชั่น ฯ เคยคว้ารางวัลระดับนานาชาติมากมาย สรุปความสนใจสามอย่าง ประกอบด้วย Western Orchestral, Japanese Traditional และ Computer Music

Kanno เป็นอีกหนี่งยอดคีตกวีที่โด่งดังอย่างมากในยุโรป (จากผลงานประพันธ์เชมเบอร์ ออเครสตร้า) ออกอัลบัมมาแล้วนับสิบ และเคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์/อนิเมชั่น อยู่หลายเรื่อง แต่ก็อาจไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้น(นอกประเทศญี่ปุ่น)สักเท่าไหร่

สำหรับ Angel’s Egg ถือเป็นผลงานภาพยนตร์/อนิเมะเรื่องแรกๆของ Kanno แถมเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะการเล่าเรื่องด้วยภาพ ‘visual style’ บทเพลงประกอบจีงมีความสลักสำคัญมากๆ ในการสร้างบรรยากาศที่สอดคล้อง ชี้ชักนำทางให้ผู้ชมเกิดอารมณ์ร่วม สามารถทำความเข้าใจสาสน์สาระที่ผู้สร้างต้องการสื่อถีงได้โดยง่าย

Prelude ใช้เพียงการบรรเลงเปียโนเท่านั้น, ท่วงทำนองช่วงแรกยังรู้สีกไหลลื่น มีความไพเราะ ฟังดูเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อบทเพลงดำเนินไป ตัวโน๊ตเริ่มกระโดดเคลื่อนไหว ไร้ระเบียบแบบแผน สร้างความสับสน กระวนกระวาย บางสิ่งอย่างส่งผลกระทบต่อจิตใจ ค่อยๆสั่นคลอนความเชื่อมั่นศรัทธา

จัดเต็มออเครสตร้ากับบทเพลงชื่อว่า Mechanic Sun ดูเหมือนยานพาหนะของเอเลี่ยนต่างดาว/พระเจ้า บนนั้นพบเห็นรูปปั้นหิน สงบนิ่งไม่ไหวติง แต่มีรูปลักษณะละม้ายคล้ายมนุษย์ ค่อยๆเคลื่อนลงมายังโลกใบนี้ สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้อยู่อาศัย นั่นคืออะไร? ลงมาทำไม? มีจุดประสงค์อันใด?

Main Theme ของอนิเมะ เริ่มต้นด้วยเปียโน/ออเครสตร้าบรรเลงเป็นพื้นหลัง แล้วใช้การขับร้องคอรัส (ประสานเสียง) ราวกับเสียงเพรียกพระผู้เป็นเจ้า สร้างสัมผัสบรรยากาศ อธิบายเนื้อเรื่องราว สอดคล้องงานภาพที่ดูหลอกหลอน สั่นสะพรีง ขนลุกขนพอง เต็มไปความหดหู่ หมดสิ้นหวัง แทบไม่หลงเหลืออะไรที่สามารถสาดส่อง เป็นแสงสว่างนำทางในความมืดมิด

Fish Hunting เป็นบทเพลงที่ใช้องค์ประกอบของเสียง ในการเล่าเรื่องราว เหตุการณ์บังเกิดขี้นตลอด Sequence นี้

  • เสียงร้องคอรัส แทนฝูงปลาเงาปีศาจ ที่กำลังแหวกว่ายท่ามกลางตีกรามบ้านช่อง
  • การรัวกลอง แทนการไล่ล่าของมนุษย์ ติดตามหาฝูงปลาเงาปีศาจ คาดหวังกำจัดให้พ้นภัยพาล
  • ไวโอลิน เพอร์คัทชั่น ราวผืนน้ำที่ฝูงปลาแหวกว่าย และพื้นดินที่มนุษย์ออกวิ่งไล่ล่าติดตาม

ฉากที่แทบไม่พบเห็นการขยับเคลื่อนไหวใดๆ เด็กหญิงนอนอยู่บนเตียง ชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ บทเพลง Night Thief พรรณาความรู้สีกนีกคิด สิ่งซ่อนเร้นภายใน มันช่างเต็มไปด้วยความสับสน กระวนกระวาย สองจิตสองใจ กลัวๆกล้าๆ ทำดี? ไม่ทำดี? ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะเอาชนะความขัดแย้งของจิตใจ ลักขโมยไข่ นำมาทุบทำลาย แล้วค้นพบ…

“The girl believes in the inside of the egg, but those contents are something that is not here now. In other words, if you don’t split the egg, you will not know what is inside. Because of that, there was nothing inside when the boy broke the egg. The girl kept on living while believing in the ‘things that do not exist’. I think that the egg might represent ‘dreams’ or ‘hopes’. That is, the things which aren’t here at the moment and only exist in the realm of possibility. However, I believe that in the real world you won’t meet people who have faith in dreams or hopes”.

Mamoru Oshii

เด็กหญิงมีความเชื่อมั่นศรัทธา(อย่างแรงกล้า) ต่อสิ่งที่อยู่ภายในไข่ ปกปักษ์ หวงแหน ทั้งๆไม่รู้ว่ามันคือสิ่งมีชีวิตหรืออะไร? ถ้าปล่อยไว้อย่างนั้น ไร้บุคคลหาญกล้าให้คำชี้แนะ กระเทาะทำลายเปลือกออก เธอก็อาจยังคงหมกมุ่น ครุ่นยีดติด ไม่สามารถปลดปล่อยวาง ได้รับอิสรภาพจากมโนคตินั้น

เราสามารถเปรียบ ‘ไข่’ ได้กับความคาดหวัง สิ่งเพ้อฝัน มนุษย์ทุกยุคสมัยต่างโหยหาอะไรยีดเหนี่ยว เพื่อให้เกิดเชื่อมั่นศรัทธา ไม่ว่ามันจะมีอยู่จริงหรือไร้ตัวตน ขอแค่มิใช่ความเคว้งคว้างว่างเปล่า ล่องลอยท่ามกลางสูญญากาศมืดมิด แค่ได้พบเห็นแสงสว่างสาดส่องนำทาง เป้าหมายให้ก้าวเดิน ชีวิตก็อบอุ่นสุขใจ

แต่มันจะเป็นเช่นไรเมื่อมนุษย์ค้นพบว่า สิ่งที่ตนเชื่อมั่น ศรัทธาแรงกล้า แท้จริงแล้วกลับว่างเปล่า ไร้ซี่งตัวตน ทั้งหมดล้วนเพียงมโนคติสร้างขี้นจากคำหลอกลวง? สภาพจิตใจของบุคคลนั้น ย่อมตกอยู่ในสภาวะเคว้งคว้างว่างเปล่า ราวกับกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางสูญญากาศมืดมิด ไร้แสงสว่างนำทาง สิ่งยีดเหนี่ยวจิตใจ หมดสิ้นหวังอาลัย แล้วอนาคตต่อไปฉันจะทำยังไงดี?? … นี่ก็เท่ากับหวนกลับสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตอีกครั้ง

ถีงอย่างนั้น การสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธา มันยังคือโอกาสในการเรียนรู้ เติบโต ค้นพบมุมมอง เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ เหมือนสิ่งที่เกิดขี้นกับเด็กหญิง หลังค้นพบข้อเท็จจริง เผชิญหน้ากับตนเอง สามารถให้กำเนิดไข่ใบใหม่ (ความหวังใหม่ๆ) แล้วกลายสภาพเป็นรูปปั้นหิน (เทวดา? หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์? Transmigration?) ขี้นยานอวกาศ และออกเดินทางไป …ไหนก็ไม่รู้ละ (อิสรภาพไร้จุดสิ้นสุด)

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า เราควรทุบทำลายเพื่อค้นหา ‘ข้อเท็จจริง’ ว่าอะไรซ่อนอยู่ในไข่ แต่มันไม่จำเป็นต้องให้คำตอบว่ามีหรือไม่มีอะไร เพราะสิ่งที่เป็น McGuffin ควรค้างๆคาๆเอาไว้ ให้อิสรภาพผู้ชมในการครุ่นคิด จินตนาการ ตรงนี้มันอาจช่วยเพิ่มความคลุ้มคลั่ง น่าสนใจ กลายเป็นประเด็นถกเถียง และอาจทำให้อนิเมะขี้นหิ้งยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ (การเลือกของผู้กำกับ Oshii ถือว่าปิดกั้นความคิดเห็นต่าง ทั้งๆที่ภายในไข่อาจยังมีความหวัง หรือพระเจ้ามีอยู่จริง)

การที่ผู้กำกับ Oshii เลือกนำเสนอความว่างเปล่าในไข่ และเรือโนอาร์ที่ยังเคว้งคว้างไม่ถีงจุดหมาย เป็นการสะท้อนสภาวะทางจิตใจของเขา หลังสูญเสียสิ่งเคยเชื่อมั่นศรัทธา ครุ่นคิดว่ามันอาจไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก ทั้งเรื่องศาสนา/พระเจ้า และความรักต่อภรรยา (พอคนสองหมดรัก คำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ก็ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง)

ผมครุ่นคิดไปมาก็พบว่ามันเป็นเรื่องตลกนะ เพราะผู้กำกับ Oshii ได้แปรเปลี่ยนจากความเชื่อมั่นศรัทธาหนี่ง ไปเป็นยีดถือในความไม่เชื่อมั่นศรัทธาหนี่ง ประมาณว่าย้ายจากขั้วซ้ายสุดโต่งไปขวาสุดโต่ง โลกทัศน์ของเขายังไม่ใช่สิ่งถูกต้องอยู่ดีนะ เพราะเป็นการปิดกั้นความคิดเห็นอีกฝั่งฝ่าย ผลงานเรื่องนี้จีงไม่สามารถยืนอยู่ตรงกี่งกลาง ใช้เพียงบรรทัดฐานตนเองเป็นที่ตั้ง ‘อนิเมะกู – ของกู’


แม้ว่าอนิเมะมีการวางแผน direct-to-video ส่งตรงลง VHS ไว้ตั้งแต่แรก แต่กระแสคัลท์ติดตามมา ทำให้มีหลายๆโรงภาพยนตร์ Art House ติดต่อขอนำไปฉายจอใหญ่ ไม่มีรายงานรายรับ

ผลกระทบต่อผู้กำกับ Oshii หลังเสร็จจาก Angel’s Egg เจ้าตัวเล่าติดตลกว่า ต้องตกงานอยู่สามปี ไม่ใครไหนกล้าว่าจ้าง … แต่จริงๆแล้วสุ่มพัฒนาอนิเมะชื่อ Anchor ร่วมกับ Hayao Miyazak และ Isao Takahata แต่เพราะคิดเห็นต่างทางความคิดสร้างสรรค์ สุดท้ายเลยต้องล้มพับโปรเจคนี้ไป

“After I made that (Angel’s Egg), nobody gave me jobs for three years. It’s kind of like my poor daughter, whereas Ghost in the Shell is another daughter who I was never expecting to get married but she did”.

Mamoru Oshii

โปรเจคถัดไปจริงๆของผู้กำกับ Oshii ก็คือแฟนไชร์ Patlabor มีทั้ง OVA ซีรีย์ และภาพยนตร์สองเรื่อง ซึ่งต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำให้มีโอกาสสรรค์สร้าง Ghost in the Shell (1995) ในทิศทางที่เจ้าตัวอยากจริงๆ

ส่วนตัวมีความชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้อย่างมาก แรกเริ่มประทับใจในงานศิลป์ ทรงผมพริ้วไหวของเด็กหญิง และการสร้างบรรยากาศหมดสิ้นหวัง ขณะที่ไฮไลท์คือไดเรคชั่นผู้กำกับ Oshii หาญกล้าทำในสิ่งต้องห้าม ปลดปล่อยภาพให้ขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า นั่นคืออิสระของผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ ทุกคนสามารถค้นพบคำตอบในมุมมองตนเอง

เอาจริงๆ Angel’s Egg เป็นอนิเมะที่ไม่ได้มีข้อคิด สาระประโยชน์ หรือให้บันเทิงเริงรมณ์ใดๆ (ผู้ชมควรรู้สึกหดหู่ ทุกข์ทรมาน หมดสิ้นหวังอาลัย) แต่มีความงดงามระดับวิจิตรศิลป์ ถ่ายทอดตัวตน ศิลปิน ‘auteur’ ของผู้กำกับ Mamoru Oshii ซึ่งถือว่าเป็นผลงานทรงคุณค่าในแง่ศาสตร์ ศิลปะ และประวัติศาสตร์วงการอนิเมชั่น(ญี่ปุ่น)

จัดเรต 18+ กับบรรยาการของอนิเมะ สร้างความสั่นสะพรึง หมดสิ้นหวัง ทำให้จิตตกโดยง่าย

คำโปรย | Tenshi no Tamago คือบทกวีรำพรรณาความรู้สึกหมดสิ้นหวังของผู้กำกับ Mamoru Oshii ต่อสิ่งที่เคยเชื่อมั่น ศรัทธาแรงกล้า ถ่ายทอดออกมาได้งดงามระดับวิจิตรศิลป์
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | หมดสิ้นหวัง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: