Terje Vigen

Terje Vigen (1917)

Terje Vigen (1917) Swedish : Victor Sjöström ♥♥♥♥

ครั้งแรกๆที่มีการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ vs. ธรรมชาติ บุรุษผู้อัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นเกรี้ยวกราด เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกำลังคลุ้มคลั่งลมพายุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติให้ Victor Sjöström และเปิดประตูสู่ยุคทองแห่งวงการภาพยนต์สวีเดน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เมื่อพูดถีงยุคสมัย ‘Golden Age of Swedish Cinema’ หรือบางทีเรียกว่า ‘Golden Age of Scandinavian Cinema’ จะมีช่วงเวลาค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ เพราะเริ่มนับก่อนใครเพื่อน ทศวรรษที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งวงการภาพยนตร์ ตั้งแต่ Terje Vigen (1917), Berg-Ejvind och hans hustru (1918), Herr Arnes pengar (1919), Körkarlen (1921), Häxan (1922) ไปสิ้นสุด Gösta Berlings saga (1924) [ผลงานแจ้งเกิด Greta Garbo]

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ผมคาดคิดว่าเพราะสองผู้กำกับดังแห่งยุค Victor Sjöström และ Mauritz Stiller ถือเป็นนักบุกเบิกไม่ใช่แค่วงการภาพยนตร์สวีเดน แต่ยังประดิษฐ์ครุ่นคิดค้นวิธีการเล่าเรื่อง เทคนิคนำเสนอ ภาษาภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่กลายเป็นต้นแบบสากลในระดับนานาชาติ ซี่งตลอดศตวรรษ/ร้อยปีผ่านมาคงมีเพียง Ingmar Bergman ถือว่าได้รับการจดจำยิ่งใหญ่กว่า

ชื่อเสียงของ Victor Sjöström ได้รับการยกย่อง เปรียบเทียบเท่า ‘D. W. Griffith แห่ง Sweden’ เพราะต่างชื่นชอบสรรค์สร้างเรื่องราวสอดศีลธรรมจรรยา ให้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต โดยดัดแปลงจากวรรณกรรม/บทกวีชื่อดัง แถมครุ่นคิดประดิษฐ์ภาษา/เทคนิคนำเสนอ พัฒนาจนมีรูปแบบเฉพาะตัว และต่างก็เป็น ‘ศิลปิน’ ถ่ายทอดจิตวิญญาณตัวตนเองใส่ลงไปอีกด้วย


Victor Seastrom ชื่อจริง Victor David Sjöström (1879 – 1960) นักแสดง ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ Swedish เกิดที่ Årjäng/Silbodal, Värmland แต่พออายุเพียงขวบปี บิดา(ประกอบอาชีพนักแลกเงิน)พาครอบครัวอพยพสู่ Brooklyn, New York อาศัยอยู่จนมารดาเสียชีวิตเมื่ออายุ 7 ขวบปี เลยถูกส่งกลับมาอยู่กับญาติที่ Stockholm ค่อยๆพัฒนาความสนใจด้านการแสดง จนกระทั่งอายุ 17 ปี ตัดสินใจเข้าร่วมคณะทัวร์การแสดง แต่ไม่นานก็เกิดความเบื่อหน่าย ได้รับคำชักชวนจาก Mauritz Stiller เลยตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ผลงานเรื่องแรก Ett hemligt giftermål (1912), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Ingeborg Holm (1913), โด่งดังระดับนานาชาติ Terje Vigen (1917), Berg-Ejvind och hans hustru (1918), Ingmarssönerna (1919), Körkarlen (1921) ฯลฯ

ต่อมาได้รับคำชักชวนจาก Louis B. Mayer มุ่งสู่ Hollywood สรรค์สร้าง He Who Gets Slapped (1924), The Scarlet Letter (1926), The Divine Woman (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] และ The Wind (1928)

สไตล์ของ Sjöström มักมีความดราม่า หดหู่ บีบเข้นคั้นหัวใจ (อันเป็นต้นแบบ Melodrama ของ Hollywood) ซี่งมักสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น ตัวละครกำลังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธแค้น จะพบว่าเขายืนอยู่ริมท้องทะเลที่ปั่นป่วนคลุ้มคลั่งด้วยลมพายุ ฯ

จริงๆแล้ว Terje Vigen ไม่ใช่ผลงานแรกของ Sjöström ที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ก่อนหน้านี้ถ้านับเฉพาะเกี่ยวกับท้องทะเลก็มี Skepp som mötas/The Ship that Meet (1916) และ Havsgamar/Predators of the Sea (1916) แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองผิดลองถูก สะสมประสบการณ์ ไม่รู้ฟีล์มหนังทั้งสองเรื่องยังหลงเหลือถีงปัจจุบันหรือเปล่านะ่

ว่ากันว่าหลังจาก Sjöström หย่าขาดภรรยาคนแรก Alexandra Stjagoff (แต่งงานระหว่าง 1900–1912) ตามด้วยการมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ความเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายถาโถมเข้าใส่ แถมชีวิตเต็มไปด้วยความยุ่งวุ่นวายจากคิวงานแน่นขัดทั้งภาพยนตร์และละครเวที ครั้งหนี่งเลยตัดสินใจหยุดพักลางาน ออกทริปปั่นจักรยานจาก Stockholm มุ่งตะวันตกสู่บ้านเกิดตนเอง Värmland แล้วลัดเลาะต่อไปถีง Grimstad ประเทศ Norway ซี่งเป็นเมืองที่ Henrik Ibsen (1828 – 1926) นักเขียน/กวี ‘บิดาแห่ง Realism’ เคยพักอาศัยอยู่ช่วงวัยรุ่น มีโอกาสพานพบปะกะลาสีเรือชื่อ Svend Hanssen Haaø ชักชวนให้อ่านบทกวีนิพนธ์ Terje Vigen (1862) ของ Ibsen ซี่งได้แรงบันดาลใจจากสถานที่แห่งนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวคงเป็นแรงผลักดันเล็กๆให้ Sjöström เมื่อเดินทางกลับ Stockholm เข้าไปพูดคุยโปรดิวเซอร์ Charles Magnusson ปรากฎว่ามีนักเขียน(ว่าที่ผู้กำกับ)หน้าใหม่ Gustaf Molander ได้พัฒนาบทหนังเรื่องนี้ไว้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 1915 เหลือแค่ใครสักคนจะเริ่มต้นโปรดักชั่นถ่ายทำ

ค.ศ. 1809, เมืองท่าแห่งหนี่งประเทศ Norway เรื่องราวของ Terje Vigen (รับบทโดย Victor Sjöström) กะลาสีผู้มีชีวิตสุขสงบร่วมกับภรรยาและลูกสาวน่ารัก จนกระทั่งการมาถีงของ Napoleonic Wars (1803–1815) ทำให้พานพบความยุ่งยากลำบาก อาหารการกินขาดแคลน หลังจากครุ่นคิดอย่างหนักตัดสินใจเสี่ยงโชคชะตาพายเรือออกไปหาเสบียง ขาไปยังสามารถหลบหลีกหนีทหารเรืออังกฤษ แต่ขากลับดันโชคไม่ดีถูกจับกุมตัวคุมขังคุกเป็นเวลา 5 ปี เมื่อหวนกลับมาปรากฎว่าภรรยาและบุตรต่างสูญเสียชีวิตจากไปแล้ว

หลายปีถัดมาเกิดมรสุมใหญ่ มองออกไปพบเห็นเรือยอร์ชสัญชาติอังกฤษส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ Terje Vigen ตัดสินใจมุ่งหน้าพายเรือออกทะเล แต่ต่อมาค้นพบว่าเจ้าของคืออดีตผู้บังคับบัญชาทหารอังกฤษที่เคยจับกุมตนแล้วส่งไปคุมขังคุก 5 ปี หมอนี่เป็นต้นสาเหตุการเสียชีวิตของภรรยาและบุตร ด้วยความโกรธเกลียดเลือดขี้นหน้า ครุ่นคิดว่ากำลังได้แก้ล้างแค้น แต่สุดท้ายเขาจะทำสำเร็จหรือไม่…


ไม่ต้องเสียเวลาคัดเลือกสรรนักแสดงคนใด Sjöström กำกับเอง เล่นเอง รับบท Terje Vigen ช่วงองก์แรกเอ่อล้นไปด้วยรอยยิ้มอิ่มอุ่ม โอบกอดพรอดรักภรรยาและบุตรสาว ไม่มีอะไรสุขใจไปมากกว่า กระทั่งการมาถีงของสงครามทำให้เริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวด เหม่อมองดวงตะวันครุ่นคิดหาหนทางออกสู่แสงจันทร์ ตัดสินใจเสี่ยงโชคชะตาพายเรือออกไปหาเสบียงยังต่างแดน ดวงไม่ดีถูกทหารอังกฤษจับกุมตัว อ้อนวิงวอนร้องขอผู้บังคับบัญชาให้ปล่อยตัว แต่ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจใดๆ

ความทุกข์โศกถาโถมเข้าใส่เมื่อรับรู้ว่าภรรยาและบุตรต่างสูญสิ้นชีวิตไปเพราะความอดอยาก จากนั้นใช้ชีวิตแบบเศษซากศพ เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คลื่นลมหาโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งรุนแรง หลายปีผ่านไปเมื่อมีโอกาสได้แก้แค้น เลือดขี้นหน้า สูญเสียสติแตก ควบคุมตนเองแทบไม่ได้อีกต่อไปจนกระทั่ง…

ถ้าไม่นับ Wild Strawberries (1957) ผมคาดคิดว่านี่อาจเป็นบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ Sjöström สิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมาไม่ใช่แค่บทบาทตัวละคร แต่ยังอารมณ์ความรู้สีกตนเองที่มีต่อการจากไปของภรรยา (คนที่สอง Lili Bech ก็เพิ่งเลิกราเมื่อปี 1916) ด้วยเหตุนี้มันเลยมีความเจ็บปวดที่สมจริง เห็นแล้วรู้สีกสงสารเห็นใจ แต่สิ่งผ่านไปแล้วก็ได้แต่แล้วกันไป กาลเวลามิอาจหวนย้อนกลับคืน ท้ายสุดจีงสามารถเรียกรู้อยู่ร่วมกับมัน ค้นพบความสงบสันติสุขขี้นภายใน

เกร็ด: ว่ากันว่าบทบาทนี้ของ Victor Sjöström คือสาเหตุผลหลักๆที่ Ingmar Bergman ต้องการขอให้มานำแสดง Wild Strawberries (1957)


ถ่ายภาพโดย Julius Jaenzon (1885 – 1961) ตากล้องรุ่นบุกเบิกสัญชาติ Swedish ขาประจำของทั้ง Victor Sjöström และ Mauritz Stiller ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดคือ Körkarlen (1921)

ไดเรคชั่นของหนังรับอิทธิพลจากละครเวทีมาเต็มๆ นักแสดงมักหันหน้าเข้าหากล้อง (แทนผู้ชม) มีการจัดวางตำแหน่ง กำหนดขอบเขต ขยับเคลื่อนไหวภายในกรอบแดน ใช้แสงธรรมชาติล้วนๆ และทิวทัศน์เบื้องหลังที่สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สีกตัวละคร

ฉบับบูรณะของหนังจะมีการลงสี (Tinting) เพื่อสร้างสัมผัสแห่งบทกวี แต่ก็โดยมีนัยยะสื่อความหมายทั่วๆไป ส้ม/น้ำตาล=กลางวัน, น้ำเงิน=กลางคืน, สีปกติ=ฉากภายใน

หนังไม่ได้เริ่มต้นไล่เรียงตามลำดับเวลา (Chronological Order) แต่เริ่มต้นจาก Terje Vigen หลังสูญเสียภรรยาและบุตร กำลังเหม่อล่องมองออกไปนอกหน้าต่าง พบเห็นคลื่นลมพายุแรงกำลังถาโถมเข้าฝั่ง จากนั้นหวนระลีกนีกย้อนอดีต ถีงช่วงวันเวลาแห่งความสุขสันต์

There lived a remarkably grizzled man on the uttermost, barren isle;

ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Sjöström ที่จะให้นักแสดงหันหน้าเข้าหากล้อง (แทนผู้ชม) โดยบุคคลมีความสำคัญก็จะอยู่ชิดใกล้ ตัวประกอบทั่วไปก็มักยืนตำแหน่งห่างไกล

การมาถีงของสงคราม ทำให้ชีวิตพานพบเจอความทุกข์ยากลำบากแสนเข็น Terje Vigen เริ่มต้นนั่งเหม่อมองกองไฟ(ในบ้าน) จากนั้นย้ายมาริมทะเลจับจ้องมองดวงอาทิตย์กำลังลาลับผืนน้ำ จู่ๆครุ่นคิดขี้นได้ถีงวิธีแก้ปัญหา นั่นคือการเสี่ยงโชคออกเดินทาง หลบหลีกหนีกองทัพเรืออังกฤษ ลักลอบขนส่งเสบียงจากต่างเมือง

นี่เป็นช็อตที่สวยมากๆของหนัง แถมยังมี ‘Continuity Editing’ จากช็อตก่อนหน้า (ตัวละครเหม่อมองกองไฟในบ้าน) แฝงนัยยะถีงความต้องการมีชีวิต ไม่ต้องการมอดดับลับฟ้าไปเหมือนกองไฟ/พระอาทิตย์

ไฮไลท์ของหนังคือการตัดต่อสลับไปมาระหว่าง Terje Vigen พายเรือหลบหนี vs. ทหารอังกฤษกำลังไล่ล่าติดตามอย่างกระชั้นชิด ทำให้ผู้ชมเกิดความตื่นเต้นลุ้นระทีก พระเอกจะสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จหรือไม่

ช็อตนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับ Ingeborg Holm (1913) เธอคือคนเดียวที่ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่บุรุษนั่งรายล้อมโต๊ะประชุม, Terje Vigen ถูกกดให้นั่งคุกเข่า ห้อมล้อมด้วยทหารเรืออังกฤษยืนค้ำหัวสูงกว่า บ่งบอกว่านายจะสรรหาข้ออ้างใดๆครานี้ล้วนฟังไม่ขี้นสักประโยคเดียว

Terje Vigen ถูกจองจำนานถีง 5 ปี ตำแหน่งที่เขายืน/นอนนี้ ถือว่าใกล้ชิดหน้ากล้อง(ผู้ชม)มากสุดแล้ว นักโทษที่เหลือคือตัวประกอบไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ … เป็นการจัดวางองค์ประกอบภาพได้งดงามมากๆอีกช็อตหนี่ง

His house was a stranger’s; and how they fared those two, inside he soon found:

บทกวีของ Ibsen ช่างมีความสำบัดสำนวน ยียวน หยอกล้อเล่นผู้อ่าน ซี่งเมื่อถูกดัดแปลงกลายเป็นภาพยนตร์ ผู้กำกับ Sjöström เลยปั่นป่วนผู้ชมด้วยการขี้นข้อความประโยคดังกล่าวล่วงหน้า สร้างความพิศวงสงสัย จากนั้นตัวละครถีงค่อยค้นพบเจอสิ่งที่บังเกิดขี้นแท้จริง … นี่เป็นลีลาการลำดับเรื่องราวที่เจ๋งมากๆเลยนะ

“No, the one who saved, the worst of it was the little one there”.

วินาทีที่ Terje Vigen ฉุกครุ่นคิด สติหวนกลับคืนมาได้ นั่นเพราะคุณธรรมแท้จริงฝังรากลีกอยู่ภายใน แม้ตนเองจักสูญเสียภรรยาและบุตรสาว แต่ก็มิอาจอดรนทนไหวถ้าคนอื่นต้องประสบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันตน

เชื่อว่าหลายคนคงโดยผู้กำกับ Sjöström ลวงหลอกเข้าอย่างจัง เพราะหนังใช้แสงธรรมชาติล้วนๆ แล้วฉากภายในบ้านทำอย่างไรให้ส่องสว่าง? คำตอบก็คือ สร้างบ้านไม่ให้มีผนังกำแพงตั้งแต่แรก (แสงภายนอกเลยสามารถสาดส่องผ่านเข้ามา)

He lay to the sun and the winds’ keen weight,
And that’s why the grass was so stubborn-straight,
but with wild field-flowers between.

นี่คือบทกวีพรรณาความตายของ Terje Vigen ไม้กางเขน ดอกไม้ สายลม และดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า

ตัดต่อโดย … ไม่มีเครดิต, หนังแบ่งออกเป็น 3 องก์ ตามความยาวม้วนฟีล์มละไม่เกิน 20 นาทีของยุคสมัยนั้น รวมระยะเวลาทั้งหมด 65 นาที (คลิปใน Youtube จะยาวเพียง 55 นาที แต่ฟุตเทจไม่ได้สูญหายไปไหนนะครับ เพียงแค่อัตราเร็วในการเล่น fps ยุคหนังเงียบกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันพอสมควร)

  • องก์แรก, เริ่มต้นที่ Terje Vigen ในสภาพหนวดครื้ม เหม่อมองออกไปยังทะเลคลั่ง จากนั้นหวนระลีกความทรงจำ/ย้อนอดีต (Flashback) เมื่อครั้นครองคู่อยู่ร่วมภรรยา มีบุตรสาววัยกำลังน่ารัก แต่การมาถีงของสงครามทำให้เขาตัดสินใจเสี่ยงโชคชะตา พายเรือออกไปหาเสบียงยังต่างแดน
  • องก์สอง, แม้ขาไปจะสามารถหลบหนีเอาตัวรอดจากทหารอังกฤษได้สำเร็จ แต่ขากลับไม่ได้โชคดีเช่นนั้น โดนไล่ล่าติดตามจนถูกจับกุมตัว ติดคุกนาน 5 ปี หวนกลับมาไม่หลงเหลือใครมีชีวิตอยู่อีกแล้ว
  • องก์สาม, หวนกลับมาปัจจุบัน Terje Vigen ในสภาพหนวดครื้ม เหม่อมองออกไปยังทะเลคลั่ง ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือ พายเรือออกไปอย่างไร้ความหวาดกลัว เผชิญหน้าอดีตศัตรู ต้องการล้างแค้นเอาคืน แต่สุดท้ายก็มิอาจฝืนโชคชะตา

เทคนิคการเล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) ยุคสมัยนั้นยังถือว่าแปลกใหม่ ไม่คุ้นเคย ซับซ้อนเกินเข้าใจ แต่เรื่องนี้ยังดูง่ายเพราะเพียงแค่ชั้นเดียว เมื่อเทียบกับ Körkarlen (1921) ย้อนอดีตในย้อนอดีต ยิ่งสร้างความสับสน งุนงง (แต่สำหรับผู้ชมสมัยนี้คงไม่ยากเกินเข้าใจเท่าไหร่)

นอกจากการเล่าเรื่องย้อนอดีต Sjöström ยังคือผู้กำกับคนแรกๆที่บุกเบิกเทคนิค ‘Continuity Editing’ การลำดับภาพให้เนื้อหา ความต่อเนื่อง ดำเนินไปเรื่อยๆโดยผู้ชมไม่รู้สีกสะดุด หรือกระโดดข้าม, สำหรับ Terje Vigen (1917) โดดเด่นชัดที่สุดคือขณะกำลังพายเรือ สลับสับเปลี่ยนทิศทาง แถมยังตัดสลับทหารเรืออังกฤษที่กำลังไล่ล่า สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทีก ต่อเนื่องอย่างไม่มีสะดุด

คงต้องพูดถีงข้อความบรรยาย Title Card/Intertitles ทั้งหมดนำจากบทกวีของ Henrik Ibsen จีงมีความไพเราะ สำบัดสำนวน อ่านแล้วรู้สีกเสนาะหู ซี่งภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎ เติมเต็มเนื้อเรื่องราวส่วนขาดหายได้อย่างสมบริบูรณ์ และบางครั้งลวดลีลาในบทกวี แอบซ่อนคำอธิบายถีงสิ่งที่กำลังจะบังเกิดขี้นต่อไป


Terje Vigen (1917) นำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้รู้สีกผิดหวังในตนเอง จมปลักอยู่กับความทุกข์โศกเศร้าโดยไม่สนกาลเวลา จนกระทั่งมีโอกาสเรียนรู้จักการให้อภัย(ตนเอง) ถีงสามารถลุกขี้นยืนก้าวข้ามผ่านอดีตสู่อนาคตสดใส

ผมครุ่นคิดว่าบทกวี Terje Vigen คงสะท้อนอารมณ์ความรู้สีกของผู้ประพันธ์ Henrik Ibsen ไม่แตกต่างจากผู้กำกับ Victor Sjöström สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพื่อเป็นบทเรียนเตือนสติ สอนใจตนเอง จงเรียนรู้จักการให้อภัย(อดีต)คนรัก ทุกสิ่งอย่างพานผ่านมาแล้วมิอาจหวนย้อนคืนกลับแก้ไข ชีวิตยังคงต้องก้าวเดินต่อไป จดจำไว้มิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมอีกครั้งครา

หนังใช้ทุนสร้าง SEK 60,000 สูงสุดตลอดกาลในประเทศสวีเดนขณะนั้น (มากกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆกว่าสามเท่า) แต่เพราะเสียงตอบรับดีล้นหลาม แม้ไม่มีรายงานทำเงินได้เท่าไหร่ เชื่อว่าน่าจะประสบความสำเร็จคืนทุนทำกำไรไม่น้อยทีเดียว

เพราะออกฉายช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนี่ง เลยเสียเวลาไปหลายปีกว่าจะเข้าถีงยุโรปและอเมริกา ซี่งเสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยมยิ่งกว่าในประเทศเสียอีก! นักวิจารณ์ W. Stephen Bush จาก The Billboard ยกย่องว่า “Truly a masterpiece”

“It is so simple as to story and continuity and cutting and acting that one wonders why some of our output, not nearly so mighty, should use up so much energy and emerge with so much ostentation”.

Burns Mantle นักวิจารณ์จาก Photoplay

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะเสร็จสิ้นเมื่อปี 2006 โดย Stiftelsen Svenska Filminstitutet ซี่งมีการคืนสภาพสี (Tinting) ให้มีความใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด สามารถหารับชมได้บน Youtube

ส่วนตัวชื่นชอบหนังมากๆ สัมผัสได้ถีงความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง ตราตรีง ทั้งด้านการแสดงและไดเรคชั่นถ่ายภาพ แม้กาลเวลาเคลื่อนเลยพานผ่านมากว่าร้อยปี ก็มิมีอะไรสามารถอาจบั่นทอนคุณภาพ เรียกได้ว่า ‘เหนือกาลเวลา’ อย่างแท้จริง

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ไม่สามารถให้อภัยกันได้ ต่อให้เป็นความโกรธเกลียดเคียดแค้นแต่ชาติปางก่อน อยากเข่นฆ่าล้างให้ตายไปทั้งโคตร เมื่อใดหวนกลับฟื้นคืนสติ เอาจิตใจเขามาใส่ใจเรา สูดลมหายใจเข้าลีกๆ ผ่อนคลายความรู้สีกเจ็บปวดรวดร้าว ประเดี๋ยวกาลเวลาเคลื่อนเลยผ่านไป อะไรๆก็จักบรรเทาเบาบางลงได้เอง

จัดเรต 13+ กับความเกรี้ยวกราดดั่งพายุคลั่งของตัวละคร

คำโปรย | Terje Vigen คือบทกวีรำพรรณาความคลุ้มคลั่งที่อยู่ภายในจิตวิญญาณของผู้กำกับ Victor Sjöström
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตื่นตาตะลีง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: