The Battle of Algiers (1966)

the battle of algiers

The Battle of Algiers (1966) : Italy – Gillo Pontecorvo

หนังอิตาลีรางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice เรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้ของกลุ่มคณะปฏิวัติ National Liberation Front (FLN) ในประเทศ Algeria ที่ต้องการแยกตนเป็นอิสระจากการปกครองของฝรั่งเศส โดยผู้กำกับ Gillo Pontecorvo สร้างสรรค์เพลงประกอบโดย Ennio Morricone หนังติดอันดับ 48 นิตยสาร Sight & Sound และอันดับ 6 จาก The 100 Best Films Of World Cinema ของนิตยสาร Empire

ผมค่อนข้างสับสนกับสัญชาติหนัง ให้ถือว่า The Battle of Algiers เป็นหนังอิตาลีนะครับ แม้หนังทั้งเรื่องจะใช้นักแสดงชาว Algerian และ French ไม่มีนักแสดงอิตาเลี่ยนหรือพูดภาษาอิตาลีเลย (หนังภาษา Arabic กับ French) แต่ทีมงานผู้สร้าง โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับยกมาจากอิตาลีทั้งหมด เลยต้องถือว่านี่เป็นหนังสัญชาติอิตาลี ผู้กำกับ Gillo Pontecorvo เขามีหนังที่กำกับน้อยมาก ถ้าไม่นับที่เป็นสารคดี มีแค่ 5 เรื่องเท่านั้นที่เป็นหนังยาว เขาให้เหตุผลคล้ายๆกับ Quentin Tarantino ว่าการสร้างหนังต้องใช้พลังมาก มันต้องเป็นสิ่งที่เขาสนใจมากจริงๆถึงจะสามารถทุ่มเทเสียเวลาหลายปีให้กับหนังเรื่องหนึ่งได้ ในบรรดาผลงานของ Pontecorvo หนังเรื่อง The Battle of Algiers ถือว่าได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุด เพราะมีเรื่องราวที่สมจริงมากๆ โดยเฉพาะการต่อสู้กับองค์กรที่มีรูปแบบองค์กรเป็น guerrilla unit นี่คือหนังที่คนทำงานเป็นทหาร-ตำรวจควรหามาดูเลยนะครับเพื่อเป็นโลกทัศน์เกี่ยวกับการต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย ครั้งหนึ่งหนังเคยไปฉายที่ Petagon และกลายเป็นที่ถกเถียงกันมาก ว่ากันว่าทหารอเมริกาใช้วิธีการเดียวกับหนังเรื่องนี้ในการทำสงครามสู้กับ Iraq เลยทีเดียว

Algerian War หรือ Algerian War of Independence หรือ Algerian Revolution เกิดขึ้นในช่วงระหว่าง ค.ศ.1954 ถึง ค.ศ.1962 ชื่อก็บอกแล้วนะครับว่าเป็นสงครามที่ต่อสู้เพื่อการแยกตัวเป็นอิสระจากฝรั่งเศสที่เข้ายึดครอง Algeria มากว่า 100 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1830 สมัยยุคล่าอาณานิคม ใครนึกถึงแผนที่โลกไม่ออกจินตนาการตามนะครับ Algeria อยู่ทวีปแอฟริกาตอนบนสุด อยู่ติดกับ Morocco ถ้าล่องเรือข้ามทะเลขึ้นไปยุโรป ก็จะเจอกับสเปนและฝรั่งเศสพอดี ในสงครามนี้ National Liberation Front หรือชื่อย่อ FLN ก่อตั้งขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 1954 โดยมีจุดประสงค์ให้ต่างชาติ (UN-United Nation) รองรับการเป็นอิสรภาพของของประเทศ Algeria เหนือการปกครองครองฝรั่งเศส วิธีการของพวกเขาในช่วงแรกคือการลอบสังหารทหาร-ตำรวจของฝรั่งเศส และมีการระเบิดสถานที่ราชการ-หน่วยงานของสัญชาติฝรั่งเศส การสร้างความรุนแรงนี้ก็เพื่อขับไล่ให้ชาวฝรั่งเศสออกจากประเทศ แต่กลับกันฝรั่งเศสตอบโต้กลับด้วยการส่งทหารจำนวนมากเข้ามาเพื่อควบคุม ทำการจับกุมผู้มีแนวโน้มกระทำความผิด นำมาทรมานเพื่อให้คายความลับออกมา … ใครอยากรู้รายละเอียดให้ดูหนังเอานะครับ … จุดจบของสงครามเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี ค.ศ. 1960 UN ยอมรับข้อเสนอของ Algeria และเปิดให้มีการเจรจา เกิดเป็นการโหวตลงประชามติแห่งชาติเพื่อแยกตัวเป็นอิสระ  มีการโหวต 2 ครั้ง ครั้งแรกก็โหวตชนะนะครับ แต่เหมือนจะมีปัญหาบางอย่างทำให้เกิดโหวตครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1962 ผลคือ 99.72% สนับสนุนให้ประเทศเป็นอิสระ และฝรั่งเศสยอมประกาศให้ Algeria เป็นอิสระเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1962

ดัดแปลงมาจาก Souvenirs de la Bataille d’Alger เขียนขณะอยู่ในคุกโดย Saadi Yacef หนึ่งในผู้นำคณะปฏิวัติ FLN ซึ่งหลังจากที่สงครามยุติ Yacef ได้กลายมาเป็นหนึ่งในคณะรัฐบาลของ Algeria เห็นว่าบทหนังแรกของ Yacef มีแต่คำบรรยาย ไม่มีบทพูดหรือ plot เลย ทำให้โปรดิวเซอร์ต้องไปจ้าง Franco Solinas นักเขียนบทชาวอิตาเลี่ยน เลยเข้ามาดัดแปลงต่อ ใส่บทพูดและสร้างเนื้อเรื่องให้กับหนัง เพิ่มมุมมองของกองทัพทหารฝรั่งเศสเข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเล่าเหตุการณ์แค่ด้านเดียว

สำหรับตัวละครและนักแสดง ผู้กำกับ Pontecorvo เลือกที่จะใช้นักแสดงสมัครเล่นเกือบทั้งหมด เว้นแต่ Colonel Mathieu ของฝรั่งเศส ที่เลือกใช้ Jean Martin (สัญชาติฝรั่งเศส) ที่เป็นนักแสดงอาชีพ แต่เขาก็ไม่ถือว่าดังมากนัก เคยรับงานการแสดงภาพยนตร์บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงละครเวที ถือเป็นความจงใจของผู้กำกับ เพราะเขาไม่ต้องการนักแสดงที่คนส่วนใหญ่จำหน้าได้ ตัวละคร Mathieu นี้ถือว่าเป็นตัวละครที่สร้างขึ้นใหม่ ไม่มีตัวตนจริงๆในช่วงสงคราม เหตุผลเพราะไม่อยากให้นายพลตัวจริงกลายเป็นจำเลยที่ถูกตราหน้าจากคนทั่วโลก กระนั้นตัวละครนี้ก็มีส่วนผสมจากนายพลจริงๆที่มีส่วนร่วมในสงครามนี้ ภาพลักษณ์ของตัวละครนี้คือ”elegant and cultured” ซึ่ง Jean Martin ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีสไตล์ (ช่วงระหว่างถ่ายทำ Pontecorvo วิตกไม่น้อย กลัวว่า Martin จะออก elegant มากไป แต่ผลลัพท์ก็ออกมาถือว่าใช้ได้เลย)

Saadi Yacef แสดงเป็นตัวเองในหนังด้วยนะครับ เหตุการณ์ในหนังทั้งหมดมาจากความทรงจำของเขา คงมีเปลี่ยนแปลงบ้างนิดหน่อย (เพื่อให้ตัวเองดูดี) ขณะที่ Brahim Haggiag ที่แสดงเป็น Ali la Pointe บทนี้ถือว่าครั้งเดียวในชีวิต เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากๆ จนผมต้องขอออกปากชม เหมือนเขาเกิดมาเพื่อรับบทเป็น Ali โดยเฉพาะ

ถ่ายภาพโดย Marcello Gatti หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ เพื่อลดความรุนแรงลง และมีการทดลองหลายๆอย่างในสไตล์ neo-realism แนวนี้อิตาลีจะเรียกว่า Italian-neorealism ผู้นำลัทธินี้คือ Roberto Rossellini สไตล์การนำเสนอจะคล้ายๆสารคดีภาพขาว-ดำ ที่เหมือนข่าวภาคค่ำ (newsreel) มีเสียงบรรยายประกอบภาพเคลื่อนไหว เราจะเห็นมุมกล้องที่มักอยู่ติดพื้น ไม่มีการใช้เครน หรือยกกล้องให้สูงจากพื้น ให้รู้สึกเหมือนนักข่าวกำลังทำข่าว ที่มีความ”จริง” และสมจริง มีคนวิเคราะห์ว่าภาพของหนังเรื่องนี้เหมือนกับ นักข่าวที่เข้าไปทำข่าว มีหลายครั้งที่มีลักษณะเหมือน hand-held (มือถือกล้อง) บางครั้งเป็นเหมือนแอบถ่าย (แบบจงใจ) ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นจริงๆ

ตัดต่อโดย Mario Morra และ Mario Serandrei คงต้องชมควบคู่ไปกับเทคนิคการถ่ายทำ การตัดต่อถือว่าลงตัวมากๆ สร้างจังหวะรับกับเรื่องราวและเพลงประกอบได้ลงตัวสุดๆ มันอาจจะรู้สึกแปลกนิดๆที่ตอนต้นเรื่อง หนังนำเสนอเหตุการณ์ที่กำลังเป็นเหมือนจุดจบของ FLN แล้วทำการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น นี่เป็นวิธีการทำให้คนดูเกิดความคาดหวัง เพราะเรารู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร ดังนั้นตอนจบของหนังมันจึงไม่สำคัญ เรื่องราวของหนังที่ดำเนินไปต่างหากที่เป็นสิ่งน่าสนใจกว่า กระนั้นตอนจบของหนังสำหรับคนไม่รู้ประวัติศาสตร์ มันเป็นสิ่งที่คิดไม่ตกทีเดียว

ฉากจบขึ้นว่า “2 ปีผ่านไป for no particular reason that anyone could explain” ผู้คนรวมตัวกันตามท้องถนน ออกเดินขบวนรวมตัวกลายเป็นม็อบเต็มเมืองไปหมด ตำรวจไม่สามารถทำอะไรได้จนเกิดการประทะกัน มันเกิดอะไรขึ้น? ความพ่ายแพ้ของ FLN ทำให้เกิดการรวมตัวของฝูงชนเช่นนั้นเหรอ แต่ 2 ปีผ่านไป ไม่ใช่ขณะที่ FLN แพ้นะ! … หนังไม่มีคำตอบอะไรให้เราเลย มันไม่มีเหตุผลที่ใครสามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือเรื่องจริง ที่ดีๆวันหนึ่งประชาชนชาว Algerian พร้อมใจกันออกมาเดินเพื่อทวงคืนอิสระของชาติตัวเอง มีคนวิเคราะห์ไว้ว่า ชัยชนะของฝรั่งเศสต่อ FLN เมื่อ 2 ปีก่อนนั้นเป็นแค่ชัยชนะในแง่ยุทธวิธี แต่แพ้ใจชาว Algeria (It succeeds tactically, but fails strategically) คงเพราะ FLN ที่เปรียบเป็น tapeworms (พยาธิตัวตืด) ก่อนที่พวกมันจะถูกตัดหัวทิ้ง ได้ฝังไข่เต็มไปหมด และเมื่อเวลาผ่านไปไข่เหล่านั้นได้ฟักออกมา ณ จุดนั้นถึง tapeworms ตัวแรกจะตายไปแล้ว แต่ลูกๆของมันได้เติมโตขึ้น ทีนี้ก็ไม่มีใครจะหยุดมันได้อีกแล้ว

เพลงประกอบโดย Ennio Morricone นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในหนัง มีการทดลองกับเสียงที่เจ๋งๆมากมาย ฉากผู้หญิง FLN ขณะกำลังวางระเบิด จะได้ยินเสียงกลองที่เหมือนเสียงเกือกม้า สร้างอารมณ์กดดันได้คงที่มากๆ เสียง ululation (เสียงร้องโหยหวน) เป็นเสียงที่น่ารำคาญแหลมบาดหูมากๆ แต่ก็เข้ากับบริบทของหนังได้สุดๆ เสียงปืน เฮลิคอปเตอร์ รถถัง เป็นตัวแทนเสียงของทหารฝรั่งเศส เสียงระเบิด เสียง ululation เสียงสวด เป็นตัวแทนของ FLN งานเพลงหนังเรื่องนี้ถือว่าล้ำมากๆนะครับ และปู่แกเพิ่งจะได้ Oscar 2016 ไป ใครที่ติดตามผลงานของปู่แกมาไม่ใช่จะมีแต่สไตล์ Western นะครับ The Battle of Algiers ที่เป็นแนว Warfare นี่แหละโดดเด่นสุดๆเลย

มีเพลงหนึ่งที่ผมไปเจอใน Youtube เข้า เป็นเพลงในผับแห่งหนึ่งที่ถูกวางระเบิด จังหวะมันส์มากๆเลยเอามาฝากนะครับ ชื่อเพลง Rebecca แต่งโดย The Chakachas

ผังองค์กรของ FLN ทำเอาผมนึกถึงพีระมิดของพวก MLM ขายลูกโซ่ เลยนะครับ เพียงแต่ 1 หัวแยกเป็นแค่ 2 ไม่ได้แยกเป็น 10 และฐานล่างสุดมักจะไม่รู้จักหัวบนๆ กลยุทธ์แบบนี้กลายเป็นที่นิยมมากๆของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในหลายๆประเทศ เพราะการจะสาวไปถึงตัวหัวหน้าใหญ่ด้วยลักษณะองค์กรแบบนี้ไม่ง่ายเลย แถมสมัยนี้ถึงหัวหน้าใหญ่จะตาย มันก็เหมือน Hydra ที่จะมีหัวใหม่หงอกขึ้นมาเองได้เสมอ ผมลองวิเคราะห์ดูแล้วไม่มีทางจริงๆที่เราจะเอาชนะผู้ก่อการร้ายประเภทนี้ได้เลย ยิ่งวิธีการแบบในหนังมันยิ่งเป็นการสร้างบาดแผลให้กับผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง การสุ่มตรวจมันต้องมีคนที่ไม่ใช่คนในองค์กรจริงๆอยู่ด้วย แต่เขาถือเป็นคนโชคร้าย ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายมากๆของวิธีการนี้ คนพวกนี้แหละแทนที่เขาจะยังสนับสนุนทหาร-ตำรวจ เจอแบบนี้เปลี่ยนข้างไปสนับสนุนฝ่ายองค์กรคณะปฏิวัติแน่นอน และเมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยครั้งขึ้นมันก็จะกลายเป็นคนทั้งชาติไม่พอใจ เมื่อนั้นสงครามมันจะยุติที่ ถ้าศัตรูไม่ตายทั้งหมด ก็เปลี่ยนคำพูดที่ใช้ได้เลย จากสงครามเป็นฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ

นี่คือสิ่งที่อเมริกากำลังทำอยู่กับอิรัคนะครับ สุ่มตรวจจับมาทรมานเพื่อให้ปริปากพูด ตอนบิน ลาเดน กว่าจะเจอก็ไม่รู้ทรมานคนไปกี่ร้อยกี่พันกี่หมื่น ผมเป็นคนไม่เห็นด้วยกับการทรมานนะครับ แต่วิธีนี้อาจเป็นวิธีเดียว(ณ ขณะนี้)ที่ทำให้คนคายความลับออกมาจากปากได้ กระนั้นมันก็มีคนที่ ให้ตายเขาก็ไม่พูดออกมา จนกว่าเราจะค้นพบวิธีอื่นที่สามารถทำได้ การทรมานนักโทษคือสิ่งที่ใครๆก็ทำกัน มันได้จะกลายเป็นวงเวียนของความเกลียดชัง เมื่อคุณทำกับคนของฉันอย่างนี้ ฉันเลยจะทำแบบนี้กับคนของคุณบ้าง

นี่เป็นหนังที่ดี แต่เป็นหนังที่ชี้ช่องมากเกินไป มันคล้ายๆกับ Pickpocket ของ Robert Bresson ที่ถ้าคุณเป็นคนทั่วไป ดูหนังเรื่องนี้จะสามารถหาวิธีป้องกันการโดนล้วงกระเป๋าได้ แต่ถ้าคุณเป็นโจร นี่เป็นหนังที่สอนให้คุณเป็นโจรได้เลย เช่นกันกับ The Battle of Algiers ผมเคยพูดไว้ว่า หนังมันไม่มีดีหรือชั่วนะครับ จะมีก็แค่คนที่ดู คิดตามและเอาไปปฏิบัติเท่านั้น ที่จะทำออกมาดีหรือไม่ดี นี่เป็นหนังที่สอนวิธีการคิดวางแผนของทหาร-ตำรวจ ในการสู้กับองค์กรก่อการร้าย ขณะเดียวกันถ้าคุณเป็นคนในองค์กรก่อการร้าย นี่เป็นหนังที่สอนวิธีการสร้างองค์กรให้ซับซ้อน การบริหาร และเทคนิคการต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ง่าย เป็นหนังที่เปรียบได้กับดาบสองคม มีหนังไม่กี่เรื่องที่สามารถทำแบบนี้ได้ ก่อนจะดูเตรียมใจสักนิดนะครับ ดูจบแล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม จะเชียร์ฝั่งไหนก็หาเหตุผลมารองรับด้วย ผมไม่เชียร์ทั้ง Algeria และ France ไม่ต้องมาถามว่าผมเข้าข้างไหน มุมมองคนนอกถือเป็นกลางตอบไม่เจ็บตัวที่สุด

แน่นอนว่าหนังถูกแบนในฝรั่งเศส 5 ปีก่อนจะได้ฉาย คงเพราะช่วงนั้นยังถือว่าเรื่องราวระหว่าง France กับ Algeria ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และหนังนำเสนอเรื่องราวที่เอื้อประโยชน์ต่อชาว Algerian มากเกินไป ซึ่ง Pontecorvo พยายามออกมาอธิบายว่าเขาทำหนังออกมาอย่างเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ที่ได้ฉายคงเพราะความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเริ่มเบาบางลง กระแสหนังก็เริ่มลดลงด้วย ฉายจำกัดโรงคงไม่มีปัญหาอะไรมาก

ความยอดเยี่ยมของหนัง นอกจาก Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice แล้ว ยังได้เข้าชิง Oscar ถึง 3 สาขา Best Screenplay (Gillo Pontecorvo และ Franco Solinas), สาขา Best Director (Gillo Pontecorvo) ในปี 1969 และสาขา Best Foreign Language Film ในปี 1967 (มาแปลกทีเดียว ไม่รู้ทำไมถึงเข้าชิงต่างปีกันนะครับ)

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนชอบแนวสงคราม คณะปฏิวัติ การต่อสู้ของทหาร-ตำรวจ-ประชาชน คนชอบหนังวางแผน Tactic เล่นแง่ กลยุทธ์ นี่เป็นหนังที่ “ต้อง” ดูเลย สำหรับคอหนังทั่วไป อาจจะดูยากสักหน่อยเพราะภาษาและหนังภาพขาว-ดำ ถ้ามีโอกาสก็แนะนำนะครับ ดูแล้วเครียดนิดหน่อยแต่เป็นหนังที่ถือว่ายอดเยี่ยมเลย จัดเรต 15+ สำหรับความรุนแรงนะครับ

คำโปรย : “The Battle of Algiers อีกหนึ่งสุดยอดหนังโดยผู้กำกับ Gillo Pontecorvo และเพลงประกอบโดย Ennio Morricone นี่คือหนังต้นแบบของการต่อสู้สงครามแบบ Guerrilla ที่มีอิทธิพลต่อผู้ก่อการร้ายทั่วโลก”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of