The Big Boss (1971)

The Big Boss (1971) Hong Kong : Lo Wei ♥♥♥

ซินตึ๊ง คือคำเรียกคนจีนที่เพิ่งอพยพเข้ามาในประเทศไทย, จุดเริ่มต้นของ ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง มาจากการแสดงนำเรื่องแรกของบรูซ ลี เดินทางมาถ่ายทำในเมืองไทยทั้งเรื่อง และยังคือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ปฏิวัติวงการภาพยนตร์แนว Action ของโลกไปโดยสิ้นเชิง

ชื่อของ Bruce Lee เป็นตำนานที่ใครๆหลายคนคงเคยได้ยิน ผมก็รู้จักมานมนานแต่ยังไม่เคยมีโอกาสหามารับชมสักที ถึงคราวสักทีเลยใช้โอกาสนี้ศึกษาหาข้อมูล เรียนรู้จักเหตุผลที่ว่า ทำไมชายผู้นี้ถึงได้กลายเป็นวีรบุรุษ ไม่ใช่แค่กับประเทศจีน ทวีปเอเชีย แต่ต่อวงการภาพยนตร์ทั่วโลก

“The Key to immortality is first living a life worth remembering…”

– Bruce Lee

บรูซ ลี หรือชื่อภาษาจีน ลีเสี่ยวหลง หรือ ลีจุนฟาน มีความหมายว่า ‘เจ้ามังกรน้อย’ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 1940 ที่ Chinatown, San Francisco ในปีนักษัตรมะโรง (มังกร) ช่วงฤกษ์มงคลยิ่ง 06.00 – 08.00 น. บิดาเป็นชาวจีนแท้ ขณะนั้นกำลังตระเวนแสดงงิ้วกวางตุ้งทั่วอเมริกา ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งจีน-เยอรมัน ทำให้ลีได้ถือสัญชาติอเมริกันโดยปริยาย ก่อนหน้าจะเดินทางกลับ Hong Kong ได้นำพาทารกน้อยอายุ 3 เดือน ปรากฎตัวในภาพยนตร์เรื่อง Golden Gate Girl (1941) กำลังอ้วนท้วนจ่ำม่ำเลยละ

ฉายแววเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็มีอีกหลายผลงานตามมา อาทิ The Birth of Mankind (1946), Wealth is Like a Dream (1948), Sai See in the Dream (1949) และตอนอายุ 10 ขวบ ได้รับบทนำครั้งแรกเรื่อง The Kid (1950)

ช่วงวัยรุ่นบรูซ ลีมักมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนวัยเดียวกันเสมอ ครั้งหนึ่งถูกซ้อมโดยเด็กที่มีวิชากังฟูติดตัว จึงเข้าไปขอเป็นศิษย์สำนักมวยของอาจารย์ยิปมัน มุ่งมั่นกับการเรียนกังฟูมาตลอด จนปี 1959 มีการจัดประลองระหว่างศิษย์ 2 สำนัก กติกาว่าฝ่ายใดก้าวพ้นเส้นเขตสนามถือเป็นผู้แพ้ แต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น เพียงแค่ขณะลีกำลังเริ่มถอดเสื้อก็โดนหมัดคู่ต่อสู้กระแทกเข้าใบหน้าอย่างจัง เป็นเหตุให้เกิดการตะลุมบอนทะเลาะวิวาท เด็กชายลีโกรธจัดถึงขั้นระดมออกหมัดทั้งมือเท้าใส่คู่ต่อสู้จนสลบคาที่ ขณะที่ตัวเองมีเพียงรอยเขียวช้ำรอบดวงตาจากหมัดแรกของคู่ต่อสู้เท่านั้น ผู้ปกครองของคู่ต่อสู้แจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้เขาถูกส่งไปอยู่กับญาติอาศัยอยู่ที่ San Francisco

เกร็ด: ก่อนหน้าจะฝึกกังฟู บรูซ ลี ยังเป็นนักเต้นที่มีมากฝีมือ เคยไปแข่งขันได้แชมป์เต้นรำจังหวะ Cha-Cha-Cha

ได้เข้าเรียนใน University of Washington ศึกษาปรัชญา, จิตวิทยา ฯ ทำให้ได้พบรัก Linda Emery ตัดสินใจแต่งงานกันตั้งแต่ยังเรียนอยู่, ระหว่างนั้นก็เริ่มต้นเปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัว เป็นครั้งแรกที่ไม่จำกัดเฉพาะชาวจีน ทำให้ชาวต่างชาติมีความสนใจเป็นอย่างมาก (ค่าเรียนชั่วโมงละสูงถึง 275 ดอลลาร์) สร้างความไม่พอใจต่ออาจารย์กังฟูชาวจีนในย่าน Chinatown ถึงขนาดส่งสาสน์มาท้าประลองเดิมพัน แต่ก็พ่ายแพ้หมดรูปภายในเวลาเพียง 30 วินาที แทนที่ลีจะภาคภูมิใจ กลับคิดว่าใช้เวลานานเกินไปกว่าจะหยุดคู่ต่อสู้ลงได้ จึงคิดค้นปรับแนวการต่อสู้เพื่อหาทางเอาชนะได้ในเวลาเพียง 6 วินาที กลายเป็นที่มาของวิชามวย ‘จีทคุนโด’ (Jeet Kune Do)

“Absorb what is useful, Discard what is not, Add what is uniquely your own.”

สำหรับผลงานที่ทำให้ผู้ชมทั่วอเมริกาเริ่มรู้จักกับบรูซ ลี คือภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง The Green Hornet หน้ากากแตนอาละวาด (1966-1967) นำแสดงโดย Van Williams รับบทเป็นหน้ากากแตน ส่วนลีรับบทเป็นผู้ช่วยของพระเอกนามว่า เคโตะ (Kato) โดยไม่รู้ตัวละครโทรทัศน์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงใน Hong Kong ซึ่งใช้ชื่อโชว์ว่า The Kato Show (แน่นอนผู้ชมไม่สนหน้ากากแตนหรอก เชียร์แต่เคโตะ)

ปี 1971 ลีได้นำเสนอโปรเจคละครโทรทัศน์เรื่อง The Warrior ให้กับ Warner Bros. ด้วยคอนเซ็ปนำการต่อสู้ Martial Arts ผสมผสานเข้าไปในพื้นหลังของโลกตะวันตก แต่กลับถูกชุบมือเปิดเปลี่ยนชื่อโปรเจคเป็น Kung Fu (1972 – 1975) นำแสดงโดย David Carradine แล้วตัดชื่อเครดิตของลีออกไป

สร้างความไม่พึงพอใจต่อเหตุการณ์นี้อย่างรุนแรง ทำให้ลีตัดสินใจเดินทางกลับ Hong Kong เพื่อหาทางสร้างภาพยนตร์ในแนวทางตนเอง มีโอกาสเข้าพูดคุยเจรจากับทั้ง Shaw Brothers และ Golden Harvest ก่อนลงเอยเซ็นสัญญากับรายหลัง โดยให้สร้างภาพยนตร์อย่างน้อย 2 เรื่อง ภายหลังไปด้วยกันได้ดีเลยมีการต่อสัญญา จนกระทั่งลีเสียชีวิตเมื่อปี 1973 รวมผลงานที่ได้สร้างทั้งหมด 4-5 เรื่อง ประกอบด้วย
– The Big Boss (1971)
– Fist of Fury (1972)
– Way of the Dragon (1972)
– Enter the Dragon (1973) ** ออกฉายหลังเสียชีวิต
– The Game of Death (1978) ** นำฟุตเทจที่ถ่ายไว้ 100 นาที มาสานต่อ

The Big Boss ผลงานแสดงนำเรื่องแรกของบรูซ ลี เดิมนั้น Golden Harvest วางแผนให้ Ng Kar-seung เป็นผู้กำกับ นำแสดงโดยเจมส์ เทียน (James Tien) แต่เมื่อได้เซ็นสัญญากับลี เลยเปลี่ยนผู้กำกับเป็นหลอเว่ย (Lo Wei) ลดบทบาทของเทียนลงให้เป็นแค่สมทบ

หลอเว่ย (1918 – 1996) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ เกิดที่มณฑลเจียงซู, สาธารณรัฐจีน เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงตัวประกอบที่เซี่ยงไฮ้ ก่อนอพยพสู่เกาะ Hong Kong ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบความสำเร็จกับหนังเรื่อง Sorrows of the Forbidden City (1948) จนได้รับบทนำครั้งแรก Prisoner of Love (1951) และกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Husband’s Diary (1953)

สำหรับภาพยนตร์ของหลอเว่ย ที่ได้รับการจดจำมีชื่อเสียงมากที่สุด คือแนวต่อสู้กำกับภายใน (wuxia) จากสองนักแสดงนำคือบรูซ ลี จากเรื่อง The Big Boss (1971) กับ Fist of Fury (1972) และเฉินหลงจากเรื่อง Shaolin Wooden Men (1976), New Fist of Fury (1976), Dragon Fist (1979) ฯ [เป็นความพยายามปลุกปั้นให้เฉินหลงกลายเป็นบรูซ ลี คนถัดไป]

หลอเว่ย เป็นผู้กำกับที่ได้ขึ้นชื่อว่าติดการพนันเข้าสายเลือด โดยเฉพาะม้าแข่ง ในยุคนั้นที่ภาพยนตร์ยังใช้การบันทึกเสียงหลังการถ่ายทำ เห็นว่าระหว่างขณะกำลังถ่ายทำ สั่ง Action ไปแล้ว ผู้กำกับไม่ได้สนใจนักแสดงเท่าไหร่ เงี่ยหูตั้งใจฟังผลการแข่งขันจากวิทยุ, มิน่าละ ในหนังถึงมีฉากที่พยายามบอกว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดีมีแต่ไม่ถูกโกง เล่นไปก็มีแต่เสีย

เค้าโครงเรื่องราวของหนัง ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของเฉาอัน นักสู้/ครูมวยชาวจีนที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองไทยช่วงปลายศตวรรษ 1800s ได้เอาชนะทรราชย์คนหนึ่ง ในเกร็ดหนังระบุว่ามีรูปปั้นแกะสลักสร้างขึ้นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพกว่า 80 ปีมาแล้ว แต่ผมหารายละเอียดยืนยันตรงนี้ให้ไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า

เฉาอัน ชายหนุ่มเดินทางจากประเทศจีน ตั้งใจเพื่อทำงานเก็บเงิน ร่วมกับญาติชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย (ฉากแรกพบกับญาติถ่ายที่ท่าน้ำเจ้าพระยา แล้วก็ตัดมาที่ชุมชนทางรถไฟอำเภอปากช่อง) ด้วยความที่เป็นคนฝีมือหมัดมวยดี แม้รับปากกับแม่ว่าจะไม่มีเรื่องชกต่อยสร้างปัญหาให้ใคร แต่ไม่วายพบกับความคอรัปชั่นชั่วร้ายของเถ้าแก่หาว เจ้าของโรงน้ำแข็ง (ปัจจุบันคือโรงน้ำแข็งดำรงไทย อ.ปากช่อง) โฉดชั่วถึงขนาดฆ่าล้างทั้งโคตรวงศ์ญาติ อันทำให้เฉาอันต้องผิดสัญญาต่อแม่ กระทำการฆ่าล้างแค้นทวงคืนความยุติธรรม ทดแทนบุญคุณประยูรญาติพี่น้องทั้งหลายที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุนตนมา

บรูซ ลี รับบทเฉาอัน ในบทบาทแจ้งเกิดพระเอกที่ทำให้เขาโด่งดังทั่วเอเชีย ใบหน้าของเขามีความเยาว์เหมือนเด็กเพิ่งสิ้นกลิ่นน้ำนม เวลาเห็นใครเดือดร้อนก็มีความลุ่มร้อนวุ่นวายใจ คงด้วยจิตสำนึกดีเป็นพื้นฐานที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น แต่เมื่อมันอดรนทนไม่ได้ก็ถึงคราประทุระเบิดออก ราวกับเขื่อนแตกไม่มีอะไรกั้นขวางไว้ได้อีกแล้ว

เห็นว่าเพราะการที่ลีได้รับบทนำแทนเทียน ทำให้เขาต้องเก็บความอึดอัดอั้น ฉากบู๊ไว้ถึงครึ่งเรื่องก่อนเริ่มปลดปล่อยของออกมา กับผู้ชมสมัยนั้นคงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่ผู้ชมสมัยนี้คงเร่าร้อนใจ เมื่อไหร่จะได้เห็นลีแสดงฝีไม้ลายมือสักที แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็โคตรคุ้มค่า ราวกับ Superhero ที่หมัดเดียวจัดการลูกกระจ๊อกได้หมดสิ้น นี่ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับ เป็นการยกระดับการต่อสู้ที่เหนือชั้นมากๆ เมื่อเทียบกับการที่เทียนบู๊ครึ่งแรก และลีปล่อยของครึ่งหลัง ใครๆคงรับรู้ได้ว่ามันคนละโลกเลยละ

สำหรับเจมส์ เทียน หรือชื่อจีน เถียนจุ้น (เกิดปี 1942) เกิดที่เฉาอัน มณฑลกวางตุ้ง, สาธารณรัฐจีน ครอบครัวย้ายมา Hong Kong เมื่อปี 1958 เข้าเรียนที่ Fu Sheng Opera School ที่ไทเป, ไต้หวัน ช่วงปลายยุค 60s ได้ร่วมงานกับ Shaw Brothers รับบทสำคัญครั้งแรกในหนังเรื่อง Raw Courage (1969) กำกับโดยหลอเว่ย หลังจากเล่นหนังของชอว์บราเธอร์มาหลายเรื่อง ก็ย้ายตามผู้กำกับมาอยู่สังกัด Golden Harvest ขณะกำลังจะได้เป็นพระเอก ถูกลดบทกลายเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องซูเชนของเฉาอัน

ซูเชน (Hsu Chien) เป็นพี่ใหญ่ในหมู่ประยูรญาติที่มีความเฉลียวฉลาด ซื่อตรง มีจิตใจดี เป็นกันเอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จนได้รับการนับน่าถือตาจากทุกๆคน ส่วนวิทยายุทธฝีมือการต่อสู้ถือว่าใช้ได้ไม่เลว แต่คนๆเดียวยังไม่เพียงพอเอาชนะความชั่วช้าต่ำทรามของคนชั่วทั้งแท่งได้

ตัวละครนี้ถือได้ว่าเป็นกระสอบทราย ให้เหล่าผู้ร้ายได้แสดงความโฉดชั่ว เพราะความที่เป็นคนดีเว่อตั้งแต่ฉากแรก จัดเป็น Death Flag (ในหนังจีนยุคนั้น) เพราะตัวละครนี้ไม่ใช่พระเอก จึงจำต้องถูกหมาหมู่รุมโทรม เพื่อส่งไม้ต่อให้พระเอกตัวจริงได้แจ้งเกิดอย่างเฉิดฉาย

เจมส์ เทียนปรากฏในภาพยนตร์เกือบ 70 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนัง Action ของฮ่องกง ที่ต้องใช้การปะทะฝีมือ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว มักได้รับบทเป็นพระรอง หรือไม่ก็ตัวร้าย ประกบดาราดังแห่งยุคอย่าง บรูซ ลี, เฉินหลง, หงจินเป่า ฯ นอกจากหนังเรื่องนี้ก็มีผลงาน อาทิ Fist of Fury (1972), Hand of Death (1976), Dragon Fist (1979), The Prodigal Son (1982) ฯ

ฮั่นอิงเจี๊ยะ, Han Yin-Chieh (1927 – 1991) เกิดที่เซี่ยงไฮ้ ตอนอายุ 3 ขวบย้ายไปอยู่ปักกิ่ง โตขึ้นเข้าร่วม Pekin Opera เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตอนอายุ 19 ทำงานเป็น Stuntman ต่อมาย้ายไปอยู่ Hong Kong เซ็นสัญญากับ Shaw Brothers. ก้าวหน้ากลายเป็นนักออกแบบการต่อสู้ (Martial Arts Choreographer) เมื่อหมดสัญญาเซ็นใหม่กับ Golden Harvest ทำให้ได้โอกาสรับบทตัวร้ายในหนังเรื่องนี้

เถ้าแก่หาว เจ้าของโรงงานกิจการน้ำแข็งที่ไม่ได้ขายแค่น้ำแข็ง ด้วยความที่คงเป็นครูมวยยอดฝีมือ และมีจิตใจเยือกเย็นชา (ดั่งน้ำแข็ง) จึงสามารถควบคุมกิจการงานที่โฉดชั่วนี้ได้

เกร็ด: บ้านของเถ้าแก่หาว (พี่แกไม่เคยออกจากบ้านเลยนะครับ) เห็นว่าเป็นฮวงซุ้ย/สุสาน ของวัดศิริสัมพันธ์ (วัดสำเพาอุปถัมภ์) อยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เห็นว่าทีมงานจงใจปกปิดชื่อของสถานที่ถ่ายทำไว้ เพราะกลัวว่าชาวจีนสมัยนั้นถ้าได้รับรู้จะมีความหวาดกลัวเกรง (กลัวผี) ไม่กล้าเข้าไปรับชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์

ใบหน้าของฮั่นอิงเจี๊ยะ โหดโฉดชั่วมาก ขณะเดียวกันก็ดูเหมือนครูมวยที่มีฝีมือร้ายกาจ ผมจดจำใบหน้าของพี่แกได้จากหนังเรื่อง A Touch of Zen (1972) เรื่องนั้นก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเหมือนกัน

เนื่องจากหนังมาถ่ายทำที่เมืองไทย ทำให้มีดาราสมทบ/นักเลง/ตัวประกอบ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยไร้ชื่อ แต่ก็มีดาราสาวสวย มาลาลิน บุนนาค รับบทเป็นโสเภณีที่แอบชอบคอเฉาอัน และตัดสินใจเล่าเบื้องหลังความจริงให้เขาฟัง

เกร็ด: เห็นว่าซ่องโสเภณีแห่งนั้น ถ่ายทำจากสถานที่จริง พวกเธอแทบทั้งหมดก็ขายตัวจริงๆ

reference: https://mrkao9.wordpress.com/2015/06/07/ย้อนรอย-บรู๊ซ-ลี-bruce-lee-in-pakchong/
reference: http://www.baanjomyut.com/library/bruce_lee/index.html

ถ่ายภาพโดย Chan Ching-kui, มีหลายช็อตน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะการ Close-Up ขณะที่ตัวละครของบรูซ ลีแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา เราจะไม่ได้เห็นแค่สีหน้าที่มีความเคร่งเครียดจริงจัง แต่ยังเห็นกำมือ บีบขยี้ ทำท่าเกร็ง เห็นกล้ามเนื้อทุกสุดส่วน นี่เป็นการช่วยสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกกดดันร่วมไปกับตัวละคร

มีหลายช็อตสวยๆ แต่ผมขี้เกียจแคปรูปมา จินตนาการตามเอาเองนะครับ
– การเตะต่อยเข้าหากล้อง (เหมือนให้กล้องแทนด้วยมุมมองบุคคลที่ 1)
– ฉากกระโดดลอยตัวถีบ ดูแล้วน่าจะไม่ใช่สลิง วิธีการถ่ายภาพก็คือ วางกล้องต่ำๆ (มักใช้กล้อง Super 8 เพราะมีขนาดเล็กเคลื่อนย้ายง่าย ภาพที่ออกมาจะด้อยคุณภาพกว่าปกติ) นักแสดงยืนบนเก้าอี้/โต๊ะ แล้วกระโดดข้าม

ตัดต่อโดย Sung Ming, ในฉากต่อสู้ มักมีการตัดสลับไปมา จ้องหน้ากันระหว่างทั้งสองฝ่าย นี่เป็นการตัดต่อแบบ Montage ที่เข้าท่าชะมัดกับหนังต่อสู้แบบนี้ เพราะเราจะได้เห็นสีหน้าปฏิกิริยาตอบโต้กับลีลาท่าทางของคู่ต่อสู้ บางทีตื่นตระหนกตกใจ/ยิ้มกริ่มผยอง ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาก็สามารถสื่อสารกันได้

นับว่าเป็นความน่าเสียดาย ที่ต้นฉบับแท้ๆของหนังเรื่องนี้ไม่รู้หลงเหลือเก็บอยู่ไหน กับส่วนใหญ่ที่หารับชมได้ตามอินเตอร์เน็ต มักเป็นฉบับถูกกองเซนเซอร์ของ Hong Kong ตัดทอนหลายๆฉากออกไป ซึ่งมีหลายตอนค่อนข้างสำคัญต่อหนัง ผมจะขอเลือกเฉพาะ 2 ฉากที่น่าสนใจจริงๆมาแนะนำให้รู้จัก

ฉากการต่อสู้ในโรงน้ำแข็งช่วงท้าย จะมีครั้งหนึ่งที่ตัวละครของบรูซ ลีหยิบเลื่อยขึ้นมา ฟาดเข้าไปเต็มศีรษะตัวประกอบหนึ่ง, นี่เป็นช็อตที่ผู้ชมสมัยนั้นเหวอออก ช็อคไปเลย เช่นกันกับกองเซนเซอร์ที่ต้องรีบตัดออก ปัจจุบันยังหาดูไม่ได้แล้ว มีแค่ภาพนิ่งหลงเหลือ ที่เห็นแล้วผมก็ยังรู้สึกทึ่งไปเลย (คือไม่คิดว่าหนังจะมีความรุนแรงขนาดนี้)

ฉากที่ตัวละครบรูซ ลีกำลังนั่งครุ่นคิดทบทวนตัวเองอยู่ริมแม่น้ำ มีคำพูดหนึ่งที่ถูกตัดออก ‘I want revenge!’ นี่เป็นวินาทีที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะกระทำการล้างแค้น ออกเดินไปเรื่อยๆ ผ่านซ่องโสเภณี หยุดมองแล้วเดินขึ้นไปเป็นครั้งที่ 3 หลังจากสองครั้งที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้กระทำอะไรกับหญิงสาว (จิตสำนึกค่ำคอ) ครั้งนี้เมื่อตนเองตัดสินใจเสี่ยงตาย ก็ไม่รู้จะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า การเที่ยวซ่องครั้งนี้ด้วยความปรารถนาของตนเอง เพื่อปลดปล่อยระบายความสุขทางกาย ครั้งแรกครั้งเดียวครั้งสุดท้าย ช่างหัวมันประไรจิตสำนึกคุณธรรม

ในห้องนอน จะมีฉากที่ … เปลือยกายโชว์ซิกแพกท่อนล่าง และได้ขึ้นขย่มซั่มหญิงสมใจ (ถูกตัดออกจาก Sequence ไปเลย) และพอหลังจากเสร็จกิจ ใส่เสื้อขาว หยิบขนมขึ้นมากิน เดินกระย่องตรงสู่บ้านของเถ้าแก่หาว พร้อมแล้วจะสู้กับ Big Boss

การตัดฉากนี้ออก ทำให้ผู้ชมพลาดความเข้าใจตัวตนแท้จริงของเฉาอัน เพราะเขาก็ไม่ใช่ฮีโร่วีรบุรุษที่คุณธรรมสูงส่งประการใด ก็แค่มนุษย์ทั่วไปเดินดินที่ยังเต็มไปด้วยกิเลสความต้องการตัณหา ซึ่งการตัดสินใจล้างแค้นเอาคืนครั้งนี้ ก็หาใช่การกระทำของคนดีแม้แต่น้อย มันคงไม่ผิดอะไรแล้วละกับการเที่ยวโสเภณี … แต่แฟนๆของบรูซ ลีสมัยนั้น/และสมัยนี้ จะยอมรับกันได้หรือเปล่าว่า ตัวละครนี้ไม่ใช่คนดีแท้จริง

นอกนั้นจะเป็นการตัดออกเล็กๆน้อยๆ อาทิ
– ขณะซูเชนกับเฉาอันกลับจากบ่อนพนัน จะมีการลอบโจมตีด้วยรถลากจุดไฟไถลมา ทั้งสองกระโดดขึ้นหลบบนกำแพง (ใช้การ reverse shot กระโดดลงมาจากกำแพง)
– ฉากต่อสู้ก่อนตายของซูเชน จะมีช็อตหนึ่งที่เลือดไหลจากศีรษะอาบหน้า (ถูกตัดออกเพราะเห็นรอยเลือด)
– ศพในน้ำแข็ง จะเห็นครบทุกตัวละครที่เสียชีวิต (รวมถึงโสเภณีที่เพิ่งถูกฆ่าด้วย)
– ฉากต่อสู้กับเถ้าแก่หาว จะมีหลายช็อตที่หายไป อาทิ เฉาอันใช้มือเช็ดเลือดแล้วยกขึ้นเลีย (ล้อกับฉากที่เขาสู้กับลูกของเถ้าแก่หาวก่อนหน้า)

สำหรับเพลงประกอบเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีถึง 3 เวอร์ชั่น
– ต้นฉบับภาษา Mandarin ประพันธ์โดย Wang Fu-ling ที่มีผลงานอย่าง One-Armed Swordsman (1967), The Chinese Boxer (1970) ฯ
– ฉบับภาษาอังกฤษของ Peter Thomas ชาว German
– ฉบับภาษา Cantonese ของ Joseph Koo เพื่อฉายในญี่ปุ่น

ผมก็ไม่รู้ฉบับที่ได้รับชมเป็นเวอร์ชั่นไหน แต่รู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ไปวัดดวงกันเอาเองแล้วกันนะครับ

ไม่ใช่แค่เพลงที่มีหลายเวอร์ชั่นแต่ชื่อหนังก็เช่นกัน เป็นที่สับสนวุ่นวายของชาวต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง กับคนไทยชื่อ ไอ้หนุ่มซินตึ๊ง ใครๆคงรับรู้ได้ว่าคือหนังเรื่องนี้ แต่ภาษาอังกฤษมีสองชื่อคือ The Big Boss และ Fists of Fury

จริงๆ Fists of Fury คือชื่อหนังเรื่องถัดไปของบรูซ ลี แต่เกิดความเข้าใจผิดของผู้จัดจำหน่ายที่อเมริกา เพราะเดิมทีตั้งใจจะให้ The Big Boss เปลี่ยนชื่อเป็น The Chinese Connection แต่เกิดการทำสลับกัน (ด้วยเหตุนี้ หนังเรื่อง Fists of Fury จึงมีอีกชื่อว่า The Chinese Connection)

ฉากการต่อสู้ด้วยหมัด มือ ลำแข้ง และลูกเตะ นี่เป็นสิ่งที่ภาพยนตร์สมัยนั้นไม่เคยมีบังเกิดขึ้นมาก่อน หรือการกระทำอย่าง ใช้มือปัดจมูก, ชิมเลือดตัวเองจากบาดแผล, แผดเสียงร้องดังแสบแก้วข่มขวัญคู่ต่อสู้ หรือการนำเสนออาวุธชิ้นใหม่ๆ เช่น กระบองสองท่อน, โซ่, แห ฯ นี่ทำให้ผู้ชมสมัยนั้นเกิดความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ แหวกแนวกว่าสิ่งที่เคยพบเห็นเจอในภาพยนตร์ของ Shaw Brothers และ Golden Harvest ที่มีเกลื่อนเมือง ทำให้หนังเรื่องนี้ทำเงินถล่มทลายทุบทุกสถิติหนังทำเงินสูงสุดใน Hong Kong และหลายๆประเทศทั่วเอเชีย (รวมทั้งไทย) เห็นว่าเหนือกว่า The Sound of Music (1965) และ Tora! Tora! Tora! (1970) เจ้าของสถิติเดิมเสียอีก (แต่ไม่มีรายงานตัวเลขนะครับ)

สำหรับ The Big Boss ต้องบอกเลยว่าเป็นหนังที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมเอาเป็นแบบอย่าง เน้นความบันเทิงเริงอารมณ์ล้วนๆเท่านั้น เพราะการต่อสู้ที่ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมแต่ประการใด, ซึ่งใจความของหนังเรื่องนี้ สามารถมองได้คือ ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง’ คงคือปรัชญาที่ลีเรียนรู้จดจำ นำไปใช้กับหนังของเขาทุกเรื่อง คือถ้าคุณไม่เลวมา ฉันก็ไม่ทำเลวกลับไป และถ้ามันไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็จะไม่ลงเอยด้วยการจองเวรจองกรรม ข้ามภพชาติแบบนี้

“ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งแก้ไขปัญหา ก็เหมือนดาบสองคมที่เมื่อใช้แล้ว ย่อมทำลายทั้งศัตรู มิตรสหายและตัวเราเอง”

สำหรับเหตุผลที่บรูซ ลี กลายเป็นตำนานเปลี่ยนโลก … ขอยกเอาไปพูดถึงในหนังเรื่องถัดๆไปแล้วกัน

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แม้มีหลายๆอย่างตะกุกตะกัก ขาดๆเกินๆ (ปัญหาหลักน่าจะมาจากการตัดของกองเซนเซอร์แน่ๆ) การแสดงก็ทึ่มทื่อไม่สมจริงเอาเสียเลย แต่ผมประทับใจฉากการต่อสู้ของบรูซ ลีมากๆ มีลีลาตื่นเต้นเร้าใจ และ Direction การสร้างบรรยากาศ เร้าอารมณ์ เพื่อมุ่งไปสู่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายมีความน่าหลงใหลยิ่ง นี่ถ้าต้นฉบับจริงๆยังคงอยู่นะ หนังคงมีความสวยงามสมบูรณ์แบบกว่านี้แน่ๆ

แนะนำกับคอหนังจีน ต่อสู้กำลังภายใน Martial Arts แฟนๆบรูซ ลี ห้ามพลาดเด็ดขาด

จัดเรต 13+ กับความรุนแรง การตายบ้าคลั่ง

TAGLINE | “The Big Boss แม้จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา แต่ก็ได้ฉุดให้ Bruce Lee กลายเป็นตำนานที่ใครๆต้องกล่าวถึง”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of