The Big Sleep (1946)

The Big Sleep

The Big Sleep (1946) hollywood : Howard Hawks ♥♥♥♡

วันหนึ่งระหว่างการถ่ายทำ Humphrey Bogart สอบถามผู้กำกับ Howard Hawks ใครกันแน่คือฆาตกร? ทุกคนตีหน้ามึนตอบไม่ได้ โทรเลขไปถามเจ้าของนวนิยาย Raymond Chandler บอกว่า ‘ก็ไม่รู้เหมือนกัน’ อ่าว … แล้วใครจะไปดูรู้เรื่องเนี่ย!

The Big Sleep เป็นหนังนัวร์ประเภทที่ดูไม่รู้เรื่องก็ช่างหัวมัน ถ้าระหว่างทางผู้ชมได้รับความบันเทิงเริงรมณ์ พึงพอใจ ฟินกับคู่ขวัญใน-นอกจอ Bogart & Bacall แค่นั่นก็เหลือเฟือแล้ว … นะหรือ?

ส่วนตัวบอกเลยว่าไม่ค่อยประทับใจภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ พอถึงจุดๆหนึ่งหมดเรี่ยวแรงในการครุ่นคิดติดตาม ก็เริ่มออกอาการหงุดหงิด เบื่อหน่าย ต่อให้ชื่นชอบความท้าทายสักแค่ไหน แต่ถ้ามันซับซ้อนมากเกินไป แล้วจะดูหนังสนุกได้อย่างไร?

แต่ลึกๆโดยส่วนตัวครุ่นคิดว่า ถ้าเมื่อไหร่มีโอกาสหวนกลับมารับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อีกครั้ง อาจเกิดความเข้าใจและค้นพบเห็นสิ่งทรงคุณค่ายิ่งใหญ่ ที่นักวิจารณ์หลายๆสำนักต่างยกยอปอปั้น คือหนึ่งในโคตรหนังนัวร์เรื่องยอดเยี่ยมที่สุด!

ต้นฉบับของ The Big Sleep (1939) คือนวนิยายอาชญากรรม แต่งโดย Raymond Chandler นักเขียนสัญชาติอเมริกัน นี่ถือเป็นผลงานโด่งดังที่สุด เล่มแรกของชุดนักสืบเอกชน Philip Marlowe ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร TIME ติดหนึ่งใน ‘100 Best Novel’ ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษช่วงระหว่างปี 1923-2005

Jack L. Warner จ่ายเงินแก่ Hawks จำนวน $50,000 เหรียญ เพื่อนำไปซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยายเล่มนี้ แต่พี่แกไปต่อรอง Chandler สนราคาเพียง $5,000 เหรียญ (บางสำนักว่า $10,000 เหรียญ) ที่เหลือก็เข้ากระเป๋าตนเอง แสบใช่เล่น!

เรื่องราวโดยย่อในนวนิยาย, ตัวละคร Carmen ป่วยโรค Nymphomaniac เป็นผู้ยิง Sean Regan นำร่างไปทิ้งยังบ่อน้ำมัน, Geiger ทำธุรกิจเกี่ยวกับสื่อโป๊เปลือย เปิดร้านหนังสือเป็นฉากบังหน้า และตอนจบเฉลยว่า Vivian Sternwood Rutledge คือผู้สมรู้ร่วมคิด อยู่เบื้องหลังทุกๆเหตุการณ์การฆาตกรรม

ด้วยข้อจำกัดยุคสมัยนั้นของวงการภาพยนตร์ มีกองเซนเซอร์ชื่อ Hays Code สั่งห้ามนำเสนอประเด็นต่างๆที่ผมนำเสนอมานี้ เลยต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลง แตกต่างจากต้นฉบับนวนิยายเกินกว่าครึ่ง มอบหมายให้ William Faulkner, Leigh Brackett และ Jules Furthman รับหน้าที่ดัดแปลงบทภาพยนตร์

นักสืบเอกชน Philip Marlowe (รับบทโดย Humphrey Bogart) ได้รับการเรียกตัวจาก General Sternwood ต้องการให้ช่วยสืบเสาะ หาเบาะแส ไขปริศนาหนี้พนันของลูกสาวคนเล็ก Carmen (รับบทโดย Martha Vickers) ที่ติดอยู่กับเจ้าของร้านขายหนังสือ Arthur Gwynn Geiger ขณะกำลังจะกลับมีโอกาสพบเจอกับลูกสาวคนโต Vivian (รับบทโดย Lauren Bacall) สนทนากันถึงแรงจูงใจแท้จริงของพ่อ ว่าต้องการค้นหา Sean Regan ที่สนิทสนมกันจนราวกับเป็นลูกบุญธรรม แต่กลับสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

Bogart ในบท Philip Marlowe ไม่ได้มีความแตกต่างจากภาพลักษณ์การแสดงปกติของตนเองสักเท่าไหร่ หลักแหลมเฉลียวฉลาด พูดคำเฉียบคมคาย สติปัญญาไหวพริบเป็นเลิศ สามารถอ่านทันเกม เอาตัวรอดได้แทบทุกสถานการณ์ แค่ว่าตัวละครนี้ไม่ดื่มเหล้าจัด แต่ Bogart ในกองถ่ายวันแรกก็เมาปลิ้น จนถูกผู้กำกับ Hawks สั่งว่ากลางวันให้ดื่มได้เพียงเบียร์หนึ่งขวด

Bacall ในบท Vivian Sternwood Rutledge หรือ Mrs. Rutledge เธอดูมีลับลมคมในซ่อนเร้นไว้มากมาย พยายามเล่นเกมกลกับ Philip Marlowe แต่ถูกเขาอ่านทันถือไพ่เหนือกว่าอยู่ร่ำไป จนถึงจุดๆหนึ่งจึงยินยอมพ่ายแพ้ศิโรราบ ไม่มีอะไรที่ฉันจะชื่นชอบ ประทับใจ ตกหลุมรักได้มากกว่าผู้ชายคนนี้อีกแล้ว

นักแสดงที่ถือว่าแย่งซีนความโดดเด่นไปเต็มๆคือ Martha Vickers โตเป็นสาวแต่ยังชอบทำตัวเหมือนเด็ก ผิดอะไรเล็กๆหรือถูกจับได้ต้องกัดเล็บ ทำตาบ้องแบ้ว ‘You’re cute!’ เอาเรือนร่างกายถาโถมเข้าใส่ แสดงความร่านราคะออกมา ทำให้ใครๆต่างฉกฉวยโอกาส แสวงหาผลประโยชน์จากเธอ แต่ไม่ใช่กับ Philip Marlowe อ่อยถึงห้องกลับโดนถีบส่งไล่กลับบ้าน

หนังเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ปี 1944 ภายหลังจาก To Have and Have Not (1944) ออกฉายไม่นานนัก แต่ถูกขึ้นหิ้งไว้เพราะสงครามโลกสิ้นสุดพอดี ซึ่งสิ่งเกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ Bogart แต่งงานกับ Bacall นั่นทำให้ใครๆอยากรับชมผลงานของคู่รักนี้ที่สามารถเฉือนคม และลงเอยด้วยความ Happy Ending ไม่ใช่จบแบบในนิยายกลายเป็นศัตรูเข่นฆ่ากันตาย ด้วยเหตุนี้เลยมีการถ่ายทำซ่อมเพิ่มเติมอีกปริมาณหนึ่งทีเดียว

ถ่ายภาพโดย Sidney Hickox สังกัดสตูดิโอ Warner Bros. ผลงานเด่นๆ อาทิ To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946), Dark Passage (1947), White Heat (1949) ฯ

งานภาพของหนังในสไตล์ของ Hawks ไม่ได้มีความหวือหวาโดดเด่นอลังการนัก เน้นกระชับลงตัวลื่นไหล ดูเป็นธรรมชาติจับต้องได้ แต่ก็มีหลายๆครั้งแทรกใส่บางสิ่งอย่างซ่อนเร้นไว้ อาทิ

จุดเริ่มต้นของการสืบสวนสอนสวน สถานที่ที่ Philip Marlowe รับฟังคำร้องขอของ General Sternwood อยู่ในเรือนเพาะปลูก อากาศร้อนจัดเพราะต้องควบคุมอุณหภูมิให้กล้วยไม้ (พืชเมืองร้อน) ซึ่งหนึ่งในคำพูดอันคมคายของตัวละคร

“I enjoyed your drink as much as you did, sir”.

นี่ถือเป็นประโยคให้คำจำกัดความภาพยนตร์เรื่องนี้ ถึงไม่สามารถทำความเข้าใจ ดูรู้เรื่อง หรือลิ้มรสชาติวิสกี้ แต่แค่พบเห็นก็สามารถดื่มด่ำในรสสัมผัสร่วมกันได้

Sequence ที่ผมชื่นชอบสุดในหนัง เห็นว่าดั้งเดิมของนวนิยาย ตัวละคร Philip Marlowe ไม่ได้เสน่ห์แรงระดับสายลับ 007 ซึ่งการแสดงออกของหญิงสาว ถูกเพิ่มเติมโดยผู้กำกับ Hawks ให้เด่นชัดเจนถึงความร่านราคะ สบตาล่วงรู้ถึงสันดาน ชนแก้วเหล้าแล้วเมามายในรสรัก

หลายครั้งของหนังมีการอ้างอิงถึง ชาวเอเชีย คนจีน ผิวเหลือง
– ฉากการตายของ…ใครก็ไม่รู้… เมื่อ Philip Marlowe เข้าไปตรวจสอบดูในบ้านหลังนั้น พบเห็น Carmen สวมชุดลายมังกร สิ่งของประกอบฉาก เก้าอี้ แจกัน ฯ ล้วนมีความเป็นเอเชีย/จีน
– มีการเอ่ยถึงตัว Charlie Chan นักสืบ(จากนวนิยาย/ภาพยนตร์ชื่อดัง) เชื้อสาย Chinese-American
– และตัวละครหนึ่งโผล่มาแวบๆ Harry Jones (รับบทโดย Elisha Cook, Jr. ) ชายผู้เต็มไปด้วยความขลาดเขลา ‘Yellow’ ถูกขู่หน่อยเลยต้องพูดบอกความจริง แล้วโดนวางยาพิษขาดใจตาย

ผมครุ่นคิดว่านี่น่าจะเป็นการเหยียด ‘Racism’ อย่างแน่นอน เพราะโลกทัศน์ของพวกไอ้กันสมัยก่อน มองคนผิวเหลืองโดยเฉพาะชาวจีน คือสัญลักษณ์ความชั่วร้าย ซึ่งบ้านหลังนี้สถานที่แห่งความตาย เต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้จากชาติตะวันออก (ที่อเมริกันชนไม่ควรเข้าไปยุ่งย่างกราย)

เกร็ด: เพราะหนังถ่ายทำในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงพบเห็นหลายๆคันมีสติ๊กเกอร์ A, B, C ติดอยู่ตรงหน้ากระจกรถยนต์ นี่สื่อถึงส่วนแบ่งปริมาณน้ำมันที่รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งเกรด B อนุญาตเพียง 8 แกลลอนต่อสัปดาห์ แต่ดูจากระยะทางที่ Philip Marlowe ใช้รถแล้ว น่าจะมีเส้นสาย หรือซื้อจากตลาดมืดอย่างแน่แท้

(ถ้าพบเห็นสติ๊กเกอร์ X สามารถเติมได้ไม่จำกัด)

ฉากนี้น่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเงาได้งดงามสุดของหนังแล้วกระมัง ทั้งยังเป็นการพยากรณ์โชคชะตากรรมของ Harry Jones อีกไม่นานต่อจากนี้ จักไม่หลงเหลือชีวีให้ดำรงชีพอีกต่อไป … อีกคนหนึ่งที่พบเห็นเป็นเงาก็มีผลลัพท์ไม่แตกต่างกัน

ตัดต่อโดย Christian Nyby ขาประจำของ Hawks, เล่าเรื่องในมุมมองของ Philip Marlowe ร้อยเรียงกระบวนการสืบสวนสอบสวน ติดตามค้นหาเบาะแส ถูกบ้าง-ผิดบ้าง ซึ่งมักจะมีพูดเอ่ยทบทวนรูปเหตุการณ์อยู่เรื่อยๆว่าดำเนินถึงไหนแล้ว เพื่อจะได้สามารถต่อยอดความคิด จากสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นถัดไป

หนังเต็มไปด้วย MacGuffin มากมาย หลายๆตัวละครมีการพูดเอ่ยถึงแต่กลับไม่เคยพบเห็นตัว ทั้ง 7 ศพ ประกอบด้วยการตาย…
– ตายตั้งแต่ก่อนหนังจะเริ่ม ไม่เห็นตัว
– คนขับรถ พุ่งลงคลอง ไม่เห็นหน้าเช่นกัน
– ถูกฆ่าตายนอนจมกองเลือด แล้วร่างสูญหายไร้ร่องรอย
– ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย แต่ถูกเข้าใจผิด เปิดประตูห้องโดนยิงตาย
– คนขี้ขลาดตาขาว ถูกวางยาพิษ
– ฆาตกรตัวจริง ถูกทำให้เข้าใจผิดยิงอากาศธาตุ เลยโดนตลบหลัง
– สุดท้ายกรรมตามสนอง ถูกพรรคพวกเดียวกันกราดยิงเข้าใส่

เมื่อปี 1997 ได้มีการค้นพบ Original Cut ของปี 1945 ฉบับส่งไปฉายล่วงหน้าให้ทหารยัง South Pacific ระยะเวลาสั้นกว่าปกติ 1946 ประมาณ 20 นาที ฉากใหญ่ๆที่แตกต่าง อาทิ
– Philip Marlowe ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ การตายของใครคนหนึ่งจมกองเลือด และ Carmen ในสภาพเมายา, ฉบับ1946 ทำการตัดทอนออกไปมาก
– Marlowe พา Carmen ในสภาพเมายาไปส่งบ้าน, ฉบับ1946 เพิ่มการสนทนากับ Vivian ในห้องนอน
– Marlowe สนทนากับ DA ในสำนักงาน บอกสั่งห้ามทำคดีต่อ, ฉบับ1946 ตัดทิ้งไปเลย
– Carmen แอบเข้าไปในห้องนอนของ Marlowe ใช้เสน่ห์มารยายั่วเย้ายวน ต้องการร่วมรักหลับ, ฉบับ1946 ตัดทิ้งไปเลย
– มีการเปลี่ยนนักแสดงที่รับบท Mona Mars ทำให้ทั้ง Sequence ที่ Marlowe ถูกจับมัด ถ่ายทำใหม่ทั้งหมด
ฯลฯ

เพลงประกอบโดย Max Steiner เคยร่วมงานกับ Hawks เพียงสองครั้งเท่านั้นคือ Sergeant York (1941) และ The Big Sleep (1946)

บทเพลงประกอบ เต็มไปด้วยสัมผัสของภาพมายา ควันบุหรี่โขมงโฉงเฉง สิ่งจริง-เท็จ ถูก-ผิด ช่างพร่ามัว เลือนลาง ไม่สามารถคาดการณ์สิ่งเกิดขึ้นต่อไปได้เลยสักนิด

And Her Tears Flowed Like Wine (1944) แต่งโดย Stan Kenton กับ Charles Lawrence, เนื้อร้องโดย Joe Greene, ในหนังขับร้องโดย Lauren Bacall, นำต้นฉบับขับร้องโดย Anita O’Da มาให้รับฟัง

บทความนี้ผมพยายามไม่เขียนถึง ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร เพราะอยากท้าทายผู้อ่าน/ผู้ชม จักสามารถเข้าใจหนังได้มากน้อยเพียงไหน (จริงๆคือผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราวสักเท่าไหร่ เลยไม่รู้จะเขียนอธิบายยังไง)

The Big Sleep คือการสร้างโลกแห่งอาชญากรรมแบบครบวงจรขึ้นมา
– ฝั่งผู้ร้ายประกอบด้วย หัวหน้าใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลัง มือไม่เคยเปื้อนเลือด, ลูกกระจ๊อก บอดี้การ์ด, นักฆ่ารับจ้าง
– ฝั่งตำรวจ ทนาย นักสืบ
– เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาทิ ฆาตกรรม, ใส่ร้ายป้ายสี, ทรยศหักหลัง (Blackmail), โกงเงิน, จี้ปล้น, ดักซุ่มทำร้าย ฯ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย มืดดำมิดระดับนี้ หนทางออกสะดวกสบายสุดๆก็คือ ‘The Big Sleep’ ความตาย ผู้ยังมีชีวิตอยู่มักต้องประสบความโชคร้าย อันตรายต่างๆนานา (ที่สุดคือกลายเป็นแบบ General Sternwood ตอนต้นเรื่อง นั่นเรียกว่า ‘ตายทั้งเป็น’) ดิ้นรนเอาตัวรอดหาหนทางออก หลายๆครั้ง ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’ ทำในสิ่งไม่อยากทำ ทำในสิ่งขัดแย้งต่อสามัญสำนึก ถูก-ผิด ศีลธรรม ตราบใดยังมีลมหายใจก็จำต้องสู้ต่อไป

ชื่อหนัง The Big Sleep คือคำสุภาพที่หมายถึง ความตาย, ถ้าเป็นในฉบับนิยายจะพบวลีหนึ่งอยู่หน้าสุดท้าย

“sleeping the big sleep”

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินได้ในอเมริกา $3.49 ล้านเหรียญ น่าจะกำไรงดงามทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้สตูดิโอ Warner Bros. ขึ้นเงินเดือน Lauren Bacall จากเดิม $350 ต่อสัปดาห์ กลายเป็น $1,000 เหรียญ/สัปดาห์

มีการสร้างใหม่ Remake เมื่อปี 1978 กำกับโดย Michael Winner, นำแสดงโดย Robert Mitchum, Sarah Miles, Richard Boone ไม่น่าเสียเวลาหามารับชมดูเท่าไหร่

ส่วนตัวไม่ได้ชื่นชอบหนังสักเท่าไหร่ แต่ก็มีความเพลิดเพลินใจเล็กๆกับการแสดงของ Bogart & Bacall และหลายๆนัยยะซ่อนเร้นเจ๋งเป็นบ้า!

แนะนำคอหนังคลาสสิก แนวอาชญากรรม ชื่นชอบการสืบสวนสอบสวน ค้นหาตัวฆาตกร โดยผู้กำกับ Howard Hawks มอบสัมผัสนัวร์ๆ ลุ้นระทึก และแฟนคลับของคู่ขวัญ Humphrey Bogart, Lauren Bacall ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 18+ กับอาชญากรรมซับซ้อนซ่อนเงื่อน

คำโปรย | “ในโลกอาชญากรรมของ The Big Sleep ดูไม่รู้เรื่องก็ช่างมัน แค่การแสดงของ Bogart & Bacall เหลือเฟือเพียงพอแล้วกระมัง”
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | กลางๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of