The Birth of a Nation (1915)

the-birth-of-a-nation

The Birth of a Nation (1915) : D. W. Griffith

นี่เป็นหนังที่เซอร์ไพรส์มากๆ ไม่คิดว่าจะยอดเยี่ยมขนาดนี้, หนังเงียบเรื่องนี้เป็น ‘ภาพยนตร์’ (Motion Picture) ที่ทำเงินได้สูงที่สุดเรื่องแรกของโลก (Highest Grossing) แต่นั่นมันเมื่อ 100 ปีที่แล้วนะครับ วันนี้จะมาวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนังถึงทำเงินได้มากขนาดนั้น และนำเทคนิคที่จะทำให้คุณดูหนังเงียบได้ไม่เบื่อแถมให้ด้วย, ครั้งหนึ่งในชีวิต “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The Birth of a Nation แค่ชื่อก็ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แถมเป็นหนังเงียบ เชื่อว่าหลายคนคงไม่ถูกจริตเป็นแน่ เพราะหนังเงียบดูยาก ต้องใช้ความอดทน สมาธิสูง เหตุผลเหล่านี้ทำให้หลายคนมองข้าม ไม่สนใจหนังเรื่องนี้, ผมเองก็เช่นกัน ยิ่งเห็นความยาว 190 นาทีก็ท้อเสียยิ่งกว่าแท้ มันไม่เหมือนหนังอย่าง Gone With The Wind หรือ Lawrence of Arabia ที่ต่อให้ 3-4 ชั่วโมงก็ยังทนนั่งดูได้ ถ้าไม่ใช่คนรักหนังจริงๆ น้อยคนจะยอมเสียเวลาหาหนังเรื่องนี้มา, แต่มีสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความใคร่อยากรู้ และต้องลองให้ได้ เมื่อรู้ว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อร้อยปีที่แล้ว หนังเรื่องนี้เคยทำเงินมากที่สุดในโลก!

ในยุคแรกๆของวงการภาพยนตร์ ที่โรงหนังไม่ได้มีเกลื่อนกลาด ความนิยมต่อสื่อภาพยนตร์ยังไม่ได้มีมาก มีการประเมินกันว่า หนังเรื่องนี้ทำเงินไปประมาณ $50-100 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เทียบกับปัจจุบันก็หลักหลายพันล้านเหรียญ อาจจะมากกว่าตัวเลขจริงของหนังทำเงินสูงที่สุดในโลกเรื่องปัจจุบันเสียอีก นี่ถือเป็นตัวเลขหลักมหาศาลเลยนะครับ มันต้องมีความยิ่งใหญ่อลังการบางอย่าง ไม่เช่นนั้นไม่มีทางทำเงินได้สูงขนาดนี้เป็นแน่

กับหนังที่ทำเงินมากที่สุดในโลก จะได้รับการยกย่องว่าเป็น King of the World (เริ่มต้นจากหนังเรื่อง Titanic) The Birth of a Nation ถือเป็นปฐมกษัตริย์ สถาปนาตนเองขึ้นครองบัลลังก์นี้ด้วยระยะเวลานานถึง 25 ปี ก่อนถูกโค่นล้มลงโดย Gone With The Wind ที่ฉายปี 1939 และไต่เต้าทำรายได้แซงสำเร็จเมื่อปี 1940, ทั้งสองเรื่องเป็นหนังทำเงินสูงสุดในโลกต่อเนื่องยาวนานเป็นระยะเวลา 25 ปีเท่ากัน (Gone With The Wind เสียสถิติให้กับ The Sound of Music ในปี 1965)

เกร็ด: หนังที่ทำเงินสูงที่สุดในโลก ประกอบด้วย
– The Birth of a Nation (1915)
– Gone with the Wind (1939)
– The Sound of Music (1965)
– The Godfather (1972)
– Jaws (1975)
– Star Wars (1977)
– E.T. the Extra-Terrestrial (1982)
– Jurassic Park (1993)
– Titanic (1997)
– Avatar (2009)

แนะนำว่า ทั้ง 10 เรื่องทำเงินสูงสุดในโลกนี้ คอหนังควรจะต้องดูให้ได้ก่อนตายทุกเรื่องเลยนะครับ เพราะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุด

กับคนที่ดูทั้ง The Birth of a Nation และ Gone With The Wind มาแล้ว จะพบหลายสิ่งอย่างที่คล้ายคลึงกันอย่างคาดไม่ถึง, ครึ่งแรกของหนังทั้งสองเรื่อง ดำเนินเรื่องในช่วงสงครามกลางเมือง (American Civil War) ฝ่ายเหนือสู้กับฝ่ายใต้ และครึ่งหลังเป็นเรื่องราวในยุค Reconstruction Era มันจะบังเอิญไปหรือเปล่าที่หนังทำเงินมากที่สุดในโลก 2 เรื่อง มีโครงสร้างหนังแบบเดียวกัน!

มาวิเคราะห์ดู อเมริกาในยุคนั้น เป็นช่วงรอยต่อระหว่างสงคราม The Birth of a Nation อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่วน Gone With The Wind อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองเรื่องมีประเด็นอ่อนไหวต่อสงครามที่อาจส่งผลต่อผู้คนในวงกว้าง ผมคิดว่าความบังเอิญนี้ มันอาจตรงกับความต้องการของผู้คนอย่างมากจนทำให้เกิดกระแสปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสนิยมฮิตถล่มทลาย

D.W. Griffith ผู้กำกับรุ่นบุกเบิกของวงการภาพยนตร์ ได้รับฉายา นักประดิษฐ์แห่ง hollywood (Inventor of Hollywood) Charlie Chaplin ยกเขาว่าเป็นบรมครู (The Teacher of us All) ก่อนที่ Griffith จะเริ่มต้นเป็นผู้กำกับ เขาเริ่มจากการเป็นนักเขียนบทละคร แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ได้เคยถูกดัดแปลงเป็นละครเวที นั่นทำให้เขาเปลี่ยนความตั้งใจเสียใหม่ กลายเป็นนักแสดง จนได้มีโอกาสเป็นตัวประกอบในหนังสั้นหลายๆเรื่องให้กับ American Mutoscope and Biograph Company หรือที่รู้จักกันในชื่อสตูดิโอ Biograph, ปี 1908 Wallace McCutcheon ผู้กำกับของ Biograph ป่วยหนัก เขาขอให้ Griffith กำกับหนังเรื่องหนึ่งแทน นั่นคืออีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของเขาที่ทำให้กลายเป็นผู้กำกับ, หนังสั้นเรื่องแรกที่กำกับคือ The Adventures of Dollie เห็นว่าในปีนั้น Griffith กำกับหนังสั้นทั้งหมด 48 เรื่อง (เชื่อว่าส่วนใหญ่ฟีล์มสูญหายไปหมดแล้ว)

ปี 1913 Griffith ได้กำกับหนังยาวเรื่องแรก Judith of Bethulia (1914) ถือว่าเป็นหนังที่มีความยาวเกิน 1 ชั่วโมงเรื่องแรกๆของ hollywood, ณ ตอนนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า การดูหนังยาวๆจะทำให้สายตาเสีย ซึ่งการสร้าง Judith of Bethulia ทำให้ Griffit เกิดความขัดแย้งกับสตูดิโอ Biograph เพราะพวกเขาไม่อยากทำหนังขนาดยาว (feature length) และหนังใช้ทุนสร้างสูงถึง 30,000 ดอลลาร์ นี่เองทำให้ Griffith ต้องออกจาก Biograph และได้ก่อตั้งสตูดิโอใหม่ ร่วมกับ Harry Aitken เจ้าของสตูดิโอ Majestic Studio ใช้ชื่อว่า Reliance-Majestic Studio (ตอนหลังเปลี่ยนเป็น Fine Arts Studio)

หนังเรื่องแรกที่ผลิตในนาม Reliance-Majestic Studio ก็คือ The Birth of a Nation ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง The Clansman และ The Leopard’s Spots เขียนโดย T. F. Dixon, ทีแรก Griffith ทำสัญญาด้วยค่าลิขสิทธิ์สูงถึง 10,000 ดอลลาร์ (เทียบค่าเงินปี 2016 ประมาณ 2 แสนดอลลาร์) แต่ภายหลังเงินไม่พอ จึงจ่ายได้แค่ 2,500 ดอลลาร์ แต่เพิ่มข้อเสนอให้ 25% ของกำไรที่ได้จากการฉาย ซึ่ง Dixon ก็ยอมตกลง สุดท้ายเมื่อหนังทำเงินมหาศาล ไม่มีใครรู้ว่า Dixon ได้เงินสุทธิไปเท่าไหร่ (ว่ากันว่าหลักล้านดอลลาร์) เขากลายเป็นนักเขียนนิยายที่ได้เงินจากการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มากที่สุด

Griffith มีทุนสร้าง The Clansman เริ่มต้นที่ 40,000 ดอลลาร์ (=$940,000-2016) แต่ใช้เกินทุนไปถึง 100,000 ดอลลาร์ (=$2,340,000-2016) งบส่วนใหญ่หมดไปกับค่าตัวประกอบและเตรียมฉากสงคราม

ถ่ายภาพโดย G.W. Bitzer ตากล้องคนโปรดของ Griffith พบกันตั้งแต่สมัยที่ Griffith ยังเป็นนักแสดงตัวประกอบให้กับสตูดิโอ Biograph และเมื่อ Griffith ออกมาตั้งสตูดิโอเอง ก็ลาก Bitzer ออกมาด้วย, ภาพที่เราเห็นในหนัง ถือว่าเป็นภาพประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ความยาว 191 นาที ใช้ฟีล์มจำนวน 12 reel (1 reel=10-20 นาที) ซึ่ง The Birth of a Nation อ้างตัวเองว่าเป็นหนัง feature length เรื่องแรกของโลก (ภายหลังมีการกำหนดว่า feature length คือหนังที่มีความยาวเกิน 40 นาที ถ้าใช้หลักการนี้ The Birth of Nation ไม่ใช่หนัง feature length แน่นอน)

การถ่ายภาพมีการทดลองมากมายหลายรูปแบบ อาทิตั้งกล้องไว้และให้นักแสดงเดินเข้าออกฉาก, แพนกล้อง, เคลื่อนกล้องไปพร้อมกับนักแสดง ฯ สมัยนั้นยังไม่มีการโฟกัสจึงเน้นถ่ายให้เห็นนักแสดงเต็มตัว

ฉากที่ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ คือสงครามกลางเมือง ฉากนี้ไม่มีการโคลสอัพไปที่ตัวละครไหนเลย เป็นการภาพถ่าย Long Shot มุมกว้างไกลๆ เห็นการต่อสู้ของทหารทั้งสองฝ่ายในซีนเดียวกัน และใช้การตัดต่อสลับไปมา, บอกตามตรง ฉากนี้ผมแยกไม่ออก ว่าใครเป็นทหารฝ่ายใด แต่หนังใช้การแบ่งฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา เราสามารถรู้ว่าได้ตัวละครที่วิ่งมาจากทางซ้าย เป็นศัตรูกับตัวละครที่วิ่งมาจากฝั่งขวา… ร้อยปีที่แล้ว หนังสงครามทำได้ระดับนี้ถือว่าสุดยอดแล้วครับ

เทคนิคอื่นที่ใช้ ผมไม่รู้ฟีล์มสมัยนั้นมันแสดงสีได้จริงหรือเปล่า แต่แทนที่หนังฟีล์มขาว-ดำ จะต้องเป็นโทนดำ-เทา เท่านั้น Griffith ใช้การถ่ายแต่ละฉากโดยใช้สีต่างกัน, เราจะเห็นฉากที่มีการต่อสู้ เต็มไปด้วยควันจะมีภาพสีแดง ส่วนฉากที่ดูสงบ สดใส งานภาพจะสีฟ้า นอกจากนี้ยังมีสีเขียว สีเหลือง สีน้ำตาล ผมไม่รู้ทั้งเรื่องใช้ฟีล์มกี่สีนะ ไม่รู้ตอนฉายสมัยนั้นเห็นสีหรือเปล่า แต่ฉบับที่ผมดู พบว่ามันมีสีจริงๆ

พวกฉากยิงปืนใส่ตัวละคร สมัยนั้นมันยังไม่มีเทคนิคที่สมจริง ดูก็รู้ว่ายิงไม่โดน บ้างใช้การตัดต่อเล่นมุมกล้องเอา ส่วนตัวละครที่ถูกยิงดิ้นไปมาแล้วล้มลงตาย มันดูตลกๆนะ แต่เอาว่ะ เหมือนกำลังดูละครเวทีอยู่, อีกเทคนิคที่ใช้เยอะ คือควัน หนังเรื่องนี้ควันเยอะมาก ยืงปืนนัดนึงควันพุ่งไปทั่วทั้งฉากเลย ฉากสงครามมีควันเต็มจอ มันทำให้เรามองไม่เห็นอะไรก็จริง แต่ให้ความรู้สึกสมจริงสุดๆ นักแสดงเข้าฉาก 100 คน แต่ควันนี่แหละที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเห็นนักแสดงเป็นพันเป็นหมื่น

มีสิ่งที่ตลกมากๆในหนัง คือ การให้นักแสดงผิวขาว แต่งหน้าทาผิวให้เล่นเป็นตัวละครผิวสี … เอิ่ม … มีหลายตัวละครเลยละที่ผมดูไม่ออกว่าเขาเล่นบทเป็นคนดำ เพราะหน้าตาเค้าโครงหน้าเขาเป็นคนยุโรป ไม่ใช่คนแอฟริกา … ผมไม่เคยอ่านบทรีวิวหนังเรื่องนี้จากที่ไหนมาก่อนนะครับ ขณะดูก็เอะใจ นี่คิดไปเองหรือเปล่านิ มาเช็คดูไม่ผิดครับ เอาคนขาวมาเล่นบทคนดำจริงๆ นี่เป็นการกระทำที่แสดงถึงการเหยียดผิวมากๆ อาจเพราะสมัยนั้นการคัดเลือกนักแสดงผิวสีมาเล่นหนัง ไม่ใช่สิ่งที่ใครเขาทำกัน คนยังมองว่าคนผิวสีเป็นทาส และตนเองเป็นนาย อีกอย่างถ้าให้เล่นแล้วใครจะมาดู พวกคนผิวสีไม่มีเงินจ่ายค่าหนังหรอก… การที่ Griffinth ใช้วิธีนี้ ก่อให้เกิด… เดี๋ยวผมจะเล่าต่อช่วงท้ายนะครับ

เพลงประกอบ … หนังเงียบจะมีเพลงประกอบได้ยังไง … เดี๋ยวก่อน ถึงจะเป็นหนังเงียบแต่ใช่ว่าจะมีเพลงประกอบไม่ได้ นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่ใช้ musical cue sheets ก็คือมีการประพันธ์เพลงไว้ และขณะหนังฉายก็ใช้การเล่นดนตรีสดประกอบ, มีคีตกวี 2 คนที่ทำเพลงให้หนังเรื่องนี้ คนแรกคือ Carli Elinor เขาเล่นเพลงประกอบตอนฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Los Angeles และที่ West Coast เท่านั้น ส่วนที่อื่นจะใช้บทเพลงที่แต่งโดย Joseph Carl Breil บรรเลงครั้งแรกเมื่อหนังฉายที่ Liberty Theatre ใน New York

หนังออกฉายวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1915 ที่ Clune’s Auditorium ใน downtown เมือง Los Angeles ในรอบนั้นหนังยังใช้ชื่อว่า The Clansman อยู่ แต่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น The Birth of Nation เพื่อสะท้อนความเชื่อของ Griffith ที่ว่า ความเป็นประเทศ(สหรัฐอเมริกา) เกิดขึ้นจากหยาดเหงื่อของผู้คนในยุคสงครามกลางเมืองและผู้คนในยุค Reconstruction

นี่เป็นหนังเรื่องที่ 2 ที่ได้ฉายในทำเนียบขาว โดยหนังเรื่องแรกเป็นหนังอิตาเลี่ยน เรื่อง Cabiria (1914) ประธานาธิปดีสหรัฐตอนนั้นคือ Woodrow Wilson เขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนกับ T. F. Dixon ผู้เขียนนิยาย The Clansman จะว่าทำเนียบขาวโดนหลอกก็ได้ เพราะ Dixon ใช้เส้นสายพอสมควรเพื่อให้หนังฉายได้ฉายที่นั่น โดยที่ ปธน. ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เมื่อฉายจบ Dixon ได้อ้างคำพูดของ ปธน. Wilson พูดถึงหนังว่า ราวกับการเขียนประวัติศาสตร์ด้วยลำแสงจากสายฟ้า สิ่งเดียวที่เขารู้สึกเสียใจคือ มันเป็นเรื่องจริง “It is like writing history with lightning. And my only regret is that it is all so terribly true” ผมไม่รู้สึกคำพูดประโยคนี้ออกไปทางไม่ดีนะครับ แต่สมัยนั้นมันอาจสร้างกระแสความเกลียดชังบางอย่างของคนดำกับคนขาว ขนาดว่ามีคนใกล้ชิด Joseph Tumulty ออกมาพูดว่า ปธน. Wilson ไม่ได้พูดอะไรแบบนี้ เขาไม่ได้แสดงความเห็นอะไรต่อหนังทั้งนั้น

ผมขอข้ามครึ่งแรกของหนังไปนะครับ เรื่องสงครามกลางเมือง การพรากจาก การสูญเสีย มีหนังหลายเรื่องในศตวรรษที่มีเรื่องราวคล้ายๆกันนี้, ไฮไลท์อยู่ที่ครึ่งหลัง มีหลายเรื่องราวที่ผมไม่คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่จะกล้านำเสนอแบบนี้อีกแน่ เริ่มเรื่องหลังจากที่ ประธานาธิบดีลินคอร์นถูกลอบสังหาร คนผิวสีเริ่มตระหนักถึงความเท่าเทียม มีเมืองหนึ่งที่คนผิวสีก้าวขึ้นมามีอำนาจจนกลายเป็นผู้นำเมือง สร้างความตึงเครียดระหว่างคนขาวกับคนดำ มีคนขาวจำนวนมากมายที่ยอมรับไม่ได้ ความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มการรวมตัวของคนที่เกลียดคนผิวสี Ku Klux Klan (KKK) จึงบังเกิดขึ้น, หนังเรื่องนี้ คนผิวสีไม่ใช่พระเอกนะครับ พวกเขาถูกมองเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ความรังเกียจของต่อคนผิวดำถูกแสดงออกอย่างชัดเจน เช่น การออกกฎให้คนผิวขาวต้องตะเบะทหารผิวสี, ผู้หญิงผิวขาวที่ขอยอมตายเสียกว่าที่จะต้องแต่งงานกับคนผิวสี, ฉากฆ่าคนผิวสีอย่างเลือดเย็นของ KKK …

เล่ามาแบบนี้ นี่เป็นหนังเหยียดผิวชัดๆเลย แล้วคนผิวสีในยุคนั้นมันจะทนได้เหรอ ใช่ครับ! พวกเขาทนไม่ได้แน่นอน สมาคม National Association for the Advancement of Colored People (NAACP) ก่อตั้งเมื่อปี 1909, หลังหนังเรื่องนี้ฉาย ก็ได้ออกมาต่อต้านและขอความร่วมมือห้ามฉายในระดับประเทศ แต่กระแสบอยคอตนี้ (boycott) ยิ่งฉาวยิ่งดัง ประชาชนโดยเฉพาะคนผิวขาวเกิดความสนใจใคร่รู้ว่าเป็นยังไง ก็รีบแห่กันไปดู โรงฉายหนังก็รีบตักตวงผลกำไรโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น, ที่ Boston เกิดการจราจล (riots) ระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ, ที่ Lafayette คนขาวฆาตกรรมหญิงผิวสี, มีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่ออกกฎห้ามฉาย Iowa เป็นเมืองแรก นี่เป็นหนังที่สร้างความขัดแย้ง (controversial) ในระดับชาติเรื่องแรกของอเมริกา

ผมคิดว่าเหตุที่คนขาวอยากดูหนังเรื่องนี้ เพราะดูแล้วมันเกิดความ ‘สะใจ’ เพราะคนอเมริกาขณะนั้นยังคงต่อต้านเรื่องการเลิกทาส, นี่จึงเป็นหนังแห่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้สิ่งที่ ปธน.ลินคอร์น พยายามสร้างมาเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียม ถอยหลังลงคลองไปโดยพลัน,  กระนั้นมันกลับเป็นจุดเริ่มต้น ให้ธุรกิจ ‘ภาพยนตร์’ ได้รับการจับตามองมากขึ้น ด้วยความที่เป็นสื่อบันเทิงและเข้าถึงคนได้ง่าย นี่ถือเป็นความสำเร็จแรก ที่ทำให้นักลงทุนมองธุรกิจภาพยนตร์นี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

The Birth of a Nation was the first picture that really made people take the motion picture industry seriously.

ผมเชื่อว่า Griffith คงไม่คิดว่าหนังของตนจะกลายเป็นประเด็นสังคมที่มีความรุนแรงขนาดนี้ เขาพยายามออกมาขอโทษต่อชุมชนคนผิวสี (แต่เชื่อว่าคงไม่มีใครให้อภัยเขาแน่ๆ) หนังเรื่องถัดมา Intolerance (1916) เขามีความตั้งใจสร้างเพื่อเป็นการขอโทษ ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของผู้คนในยุคต่างๆที่ต้องมีความอดทนต่อการมีชีวิตอย่างยากลำบาก, ผมได้ดู Intolerance แล้ว บอกเลยว่า สาสน์ที่ Griffith พยายามสื่อออกมามันไม่ตรง คนละประเด็นกันเลย ความตั้งใจในการสร้าง Intolerance ที่ผมสัมผัสได้ เหมือนเพื่อเล่าถึงความรู้สึกของตนเองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นใน The Birth of a Nation มากกว่า

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ทำให้เกิดภาคต่อ Sequence เรื่องแรกของโลกชื่อ The Fall of a Nation (1916) กำกับโดย T.J. Dixon เจ้าของนิยายดัดแปลงเองเลย (พี่แกคงเอาเงินที่ได้จาก The Birth of a Nation มาใช้เป็นทุนสร้าง) หนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในตลาดโลก แต่ล้มเหลวในอเมริกา น่าเสียดายที่ฟีล์มหนังเรื่องนี้ยังไม่ถูกค้นพบ และคาดว่าน่าจะสูญหายไปแล้ว

ปี 1918 หนังเรื่อง The Birth of a Race กำกับโดย John W. Noble หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับ The Birth of a Nation โดยเล่าเรื่องสงครามในอีกมุมหนึ่ง แน่นอนว่าหนังล้มเหลวไม่เป็นท่า

ปี 1919 หนังเรื่อง Within Our Gates กำกับโดย Oscar Micheaux (ผู้กำกับผิวสีคนแรกของโลก) เป็นหนังของคนผิวสี ที่เล่าเรื่อง ผู้หญิงผิวสีที่ถูกทำร้ายโดยผู้ชายผิวขาว

ตอนดูหนังเรื่องนี้ ผมค้นพบเทคนิคหนึ่งที่ทำให้สามารถดูหนังเงียบได้เพลิดเพลินและรวดเร็วขึ้น คือการ Fast Forward, ปกติแล้วเราไม่สามารถเร่งความเร็วกับหนังพูดได้ เพราะจะทำให้ภาพ/เสียงกระตุกจนดู/ฟังไม่รู้เรื่อง แต่กับหนังเงียบ เราสามารถทำได้นะครับ และมันไม่ทำให้อรรถรสในการชมหนังเงียบเปลี่ยนไปเลย … เหตุเกิดขึ้นจากผมไปอ่านเจอมาว่าความยาวจริงๆของ The Birth of a Nation คือ 133 นาที แต่ในเวอร์ชั่นปัจจุบันกลับความ 190 นาที นั่นเพราะใช้ความเร็วในการฉาย 16 เฟรมต่อวินาที นั่นหมายความว่าภาพหนังจะช้ากว่าปกติมาก, ภาพยนตร์ในปัจจุบันมีความเร็ว 25-29 เฟรมต่อวินาที พวก stop-motion จะประมาณ 20 เฟรมต่อวินาที เทียบกับหนังเรื่องนี้ที่ 16 เฟรมต่อวินาที มันคนละเรื่องเลย, ด้วยเหตุนี้ผมเลยลอง Fast Forward ดู ปรากฏว่า เราสามารถดูหนังได้ตามปกติ ราวกับความเร็วปกติทั่วไป แถมลดเวลาการดู จาก 3 ชั่วโมง เหลือเพียงแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น! (ด้วยความเร็ว 3x)

เทคนิคนี้สร้างความประหลาดใจให้ผมแปลกใจไม่น้อย เพราะภาพที่เร็วขึ้น ทำให้ความรู้สึกที่ต้องอดทนต่อการดูหนังเงียบลดอย่างมาก ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังด้วยความเร็วเท่ากับหนังในยุคปัจจุบัน (ผมคิดว่าที่หนังเงียบแทบทุกเรื่องมันดูช้าๆ เนือยๆ คงเพราะเฟรมเรตต่อวินาทีที่ลดลงในช่วงการแปลงหนังจากฟีล์มเป็นดิจิตอล อาจทำให้หนังยาวกว่าปกติ) เทคนิคนี้น่าจะใช้กับหนังเรื่องอื่นได้ด้วย ไว้ถ้าเรื่องไหน ผมทดลองแล้วไม่มีปัญหา จะมาบอกต่อนะครับ

The Birth of a Nation นี่แนะนำเลย สำหรับคนที่ไม่อยากเสียเวลาถึง 3 ชั่วโมง หรือภูมิคุ้มกันหนังเงียบต่ำๆ กด Fast Foward ความเร็ว 2x หรือ 3x ได้เลย และผมเชื่อว่านี่คืออรรถรสที่แท้จริงตอนที่หนังฉายสมัยนั้น

ขอแนะนำหนังเรื่องนี้สำหรับคอหนังทุกท่าน และจัดเป็น “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ให้โอกาสหนังหน่อยนะครับ เพราะ นี่คือเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์โลก หนังทำเงินสูงสุดเรื่องแรกที่มีการจดบันทึกไว้ คอหนังจะพลาดไปได้ยังไง

ดูหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณเข้าใจทันที ว่าทำไมคนอเมริกาถึงชอบการเหยียดผิว, จัดเรต 15+ สำหรับความรุนแรง และแนวคิดการเหยียด

คำโปรย : “The Birth of a Nation หนังเงียบที่ครั้งหนึ่งเคยทำเงินมากที่สุดในโลก โดยบรมครู D.W. Griffith คนรักหนังต้องดูให้ได้ก่อนตาย แต่หนังแลกมาด้วยความขัดแย้งที่รุนแรงของการเหยียดสีผิว”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of