The Burmese Harp (1956)

The Burmese Harp

The Burmese Harp (1956) Japanese : Kon Ichikawa ♥♥♥♥♡

ทหารญี่ปุ่นนายหนึ่งเมื่อพบเห็นความเป็น-ตาย การสูญเสียอันไร้สาระช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ไม่เชิงว่าออกบวชแต่ได้กลายเป็นพระสงฆ์ในประเทศพม่า ตัดสินใจไม่หวนกลับบ้าน ต้องการทำบางสิ่งอย่างให้สำเร็จลุล่วงเสียก่อน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

การยอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่น (Surrender of Japan) เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945 แม้ได้ปิดฉากการสู้รบสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังมีกองทหารอีกจำนวนมากที่กระจัดกระจายทั่วโลกมิได้รับข่าวสาร สองปฏิกิริยาแสดงออกสุดขั้วคือ ยินยอมรับความพ่ายแพ้ และดื้อรั้นหัวชนฝา ประเภทหลังมีปริมาณไม่น้อยกระทำการ Seppuku/Harakiri (คว้านท้อง ฆ่าตัวตายแบบซามูไร)

ผมคงไม่แสดงความเห็นว่า เกียรติศักดิ์ศรี vs. การมีชีวิตอยู่ อย่างไหนทรงคุณค่ากว่ากัน เพราะในมุมของคนที่พบเห็น/เข้าใจโลกทัศนคติทั้งสองฝั่ง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งจักครุ่นคิดขึ้นได้ว่า ‘ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สลักสำคัญสักอย่าง!’

The Burmese Harp เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกๆ นำเสนอสงครามโลกครั้งที่สองผ่านมุมมองผู้แพ้สงคราม เป้าหมายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ประชาชน สอดแทรกปรัชญาพุทธศาสนาในการดำรงชีวิต ปล่อยวางอคติ ทิฐิมานะ ถึงเวลายินยอมรับความพ่ายแพ้ให้ได้เสียที


ต้นฉบับคือ The Burmese Harp (1948) วรรณกรรมเยาวชนแต่งโดย Michio Takeyama (1903 – 1984) อาจารย์สอนภาษาเยอรมัน/นักเขียนสัญชาติญี่ปุ่น ตัวเขาไม่เคยเป็นทหาร หรือก้าวย่างเหยียบผืนแผ่นดินพม่า แต่เลือกพื้นหลังเพราะมีเครื่องดนตรีท้องถิ่นซองเกาะ/พิณพม่า (Burmese Harp) ตรงเนื้อหาสาระ ความตั้งใจของตนเอง

The Burmese Harp ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Akatonbo ระหว่างปี 1947-48 โดยมีเป้าหมายเด็กเล็กถึงวัยรุ่น แต่ก็สร้างความสนใจให้ผู้ใหญ่อยากมาก จนเมื่อวางขายรวมเล่มกลายเป็น Best Selling โดยทันที (เรื่องแรกเรื่องเดียวของ Takeyama ที่ประสบความสำเร็จ)

หลังจากสตูดิโอ Nikkatsu ได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลง มอบหมายให้ Tasaka Tomotaka (1902–74) ผู้กำกับดังจากสองหนังสงคราม Five Scouts (1939) และ Mud and Soldiers (1939) แต่เจ้าตัวพลันล้มป่วยหนักไม่สามารถทำงาน ประจวบกับ Kon Ichikawa เสนอตัวมาพอดีเลยได้รับโอกาส

Kon Ichikawa ชื่อเดิม Giichi Ichikawa (1915 – 2008) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ise, Mei วัยเด็กหลงใหลการวาดรูป ชื่นชอบการ์ตูน Silly Symphony (1929 – 39) โตขึ้นเลยเลือกเข้าเรียน Ichioka Commercial School, Osaka ทำงานเป็นอนิเมเตอร์ยัง J.O. Studio กระทั่งสตูดิโอตัดสินใจปิดแผนก เลยผันมาเป็นผู้ช่วย Yutaka Abe, Nobuo Aoyagi, หลังสงครามโลกในช่วงแรกๆสร้างหนังตลก กระทั่งแจ้งเกิดโด่งดังกับ The Burmese Harp (1956), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Enjo (1958), Odd Obsession (1959), Fires on the Plain (1959), An Actor’s Revenge (1963), Tokyo Olympiad (1965) ฯ

“That was the first film I really felt I had to make”.

– Kon Ichikawa พูดถึง The Burmese Harp (1956)

สำหรับการดัดแปลงบทภาพยนตร์ Ichikawa มอบหมายให้ศรีภรรยา Natto Wada (1920 – 1983) ซึ่งค่อนข้างตรงต่อต้นฉบับ ลดความแฟนตาซีออกไป และตัดออกประเด็นการพบเจอชนเผ่ากินคน (เอิ่ม… มันจะเกินเด็กไปไหม)

เรื่องราวของ Private Mizushima (รับบทโดย Shoji Yasui) นายทหารญี่ปุ่นซึ่งมีความสามารถเล่นซองเกาะ ในกองทหารของ Captain Inouye (รับบทโดย Rentarō Mikuni) หลังการยอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้รับมอบหมายเกลี้ยกล่อมกองทหารอีกหน่วยหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิเสธเสียงแข็งจนทุกคนต่างสูญเสียชีวิต มีเพียงเขาที่รอดตัวฟื้นคืนชีพจากความตาย ได้รับการพยาบาลโดยพระสงฆ์รูปหนึ่ง ลักขโมยจีวรปลอมตัวเป็นพระ ทีแรกตั้งใจหวนกลับหน่วยตนเอง แต่ระหว่างทางประสบพบเห็นสภาพศพทหารร่วมชาติเกลื่อนกราด เลือกปักหลักอยู่พม่าเพื่อกระทำการบางสิ่งจนกว่าจิตใจจักสงบเยือกเย็นลง

เกร็ด: ค่ายกักกันที่มุดอน (Mudon) ไม่ได้มีความใกล้ย่างกุ้งเลยนะครับ แต่กลับพบเห็นเจดีย์ชเวดากองซะงั้น!


นำแสดงโดย Rentarō Mikuni (1923 – 2013) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Gunma เป็นคนไม่มีพ่อ ตั้งแต่เด็กเลยมีนิสัยเกเร หนีจากโรงเรียนไปเอาตัวรอดยัง Tokyo สมัครทหารสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำการประเทศจีนแต่ไม่ได้เข้าร่วมรบยิงปืนสักนัด กลับมาทำงานหลายๆอย่างจนเข้าตาแมวมอง ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงแต่พอได้รับเลือก Zenma (1951) กำกับโดย Keisuke Kinoshita คว้ารางวัล Blue Ribbon Award: Best Newcomer เลยค้นพบเป้าหมายตนเอง ผลงานเด่นๆ อาทิ Samurai I : Musashi Miyamoto (1954), The Burmese Harp (1956), Harakiri (1962), Kwaidan (1965), A Fugitive from the Past (1965), Zatoichi the Outlaw (1967), Vengeance is Mine (1979) ฯ

รับบท Captain Inouye นักเรียนดนตรีที่พอสมัครทหารกลายเป็นกัปตัน พยายามให้ลูกน้องในสังกัดมีความรักในดนตรี ขับร้องเพลงเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ทั้งยังใช้เป็นแผนการสู้รบปรบมือ จนสามารถเอาตัวรอดมาด้วยกันทั้งคณะ กระทั่งการยอมจำนนของจักรวรรดิญี่ปุ่น อาศัยอยู่ในค่ายกักกัน มุดอน (Mudon)

ในบรรดานายทหารใต้สังกัด มีความสนิทสนมกับ Mizushima ซึ่งคงมีความอิจฉาความสามารถด้านดนตรีอยู่บ้าง ทั้งสองหลังจากแยกย้ายไม่เคยพูดคุยเผชิญหน้า แต่สามารถสื่อสารผ่านท่วงทำนองอารมณ์เพลง จนเกิดความเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ถึงระดับจิตวิญญาณ นายคงไม่ต้องการกลับบ้านสินะ รับรู้โดยไม่ต้องเปิดจดหมายอ่านออก

แม้บทบาทโดยรวมของ Mikuni จะมิได้โดดเด่นนัก แต่การมีตัวตนนั้นสำคัญ ภาพลักษณ์ดูมีสง่าราศี เหมาะสมเป็นผู้นำที่ดี ได้รับการเคารพนับถือ ทั้งยังเฉลียวฉลาด เข้าใจความรู้สึก/ต้องการของลูกน้องในสังกัด สามารถทำให้กองทหารหน่วยนี้เอาตัวรอดไปได้ทุกสถานการณ์


Shōji Yasui (1928 – 2014) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo โตขึ้นเข้าร่วมคณะการแสดงทัวร์ของ Kazuo Hasegawa จากนั้นเซ็นสัญญาสตูดิโอ Nikkatsu ภาพยนตร์เรื่องแรก The Moon Has Risen (1955), โด่งดังเป็นตำนานกับ The Burmese Harp (1956) ฯ

รับบท Private Mizushima โชคชะตาฟ้าลิขิตให้มีพรสวรรค์เล่นซองเกาะ ได้อย่างไพเราะตราตรึง จนเป็นที่รักของทุกคนในกองทหาร ซึ่งเขาก็จดจำคำหัวหน้า Captain Inouye ยึดถือเชื่อมั่นในวิถีทางความคิด ‘ชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด!’ แต่พอพบเห็นการกระทำของเพื่อนร่วมชาติ/หน่วยกองอื่น พลันให้เกิดความทุกข์โศกเศร้าหมอง จิตใจสั่นไหวเพราะมิอาจปลดปล่อยวาง ปลอมตัวเป็นพระออกเดินทางจนค่อยๆค้นพบตัวเอง มีบางสิ่งอย่างที่ต้องการทำก่อนหวนกลับญี่ปุ่น

ผมว่าผู้ชมน่าจะแยกไม่ออกเหมือนตัวละคร ภาพลักษณ์ของ Yasui เมื่อแต่งตัวเหมือนพม่า หรือสวมจีวรพระ ดูแทบไม่แตกต่างจากคนพื้นเมืองสักเท่าไหร่ กระนั้นนั่นก็เพียงภาพลักษณ์ภายนอก ภายในของเขาที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปต่างหากที่โดดเด่น พบเห็นความขัดแย้งของ อยากกลับบ้าน vs. ทำบางสิ่งอย่าง, เกียรติศักดิ์ศรี vs. การมีชีวิตอยู่ หลั่งน้ำตาเพราะเจ็บปวดรวดร้าว เสียงบรรเลงซองเกาะ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในออกมาได้อย่างทรงพลัง

เกร็ด: เครื่องดนตรีซองเกาะที่พบเห็นในหนัง เป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากชิ้นหนึ่ง ไม่สามารถเล่นบรรเลงได้จริง

เกร็ด 2: ชื่อตัวละคร Mizushima เป็นส่วนผสมของ
– Muzu แปลว่า สายน้ำ, ความอ่อนไหว
– Shima แปลว่า ภูเขา, ตั้งมั่นคง เข้มแข็งแกร่ง


ถ่ายภาพโดย Minoru Yokoyama ขาประจำของผู้กำกับ Ichikawa, ในตอนแรกตั้งใจถ่ายทำด้วยฟีล์มสี แต่การยกกองถ่ายทำยังประเทศพม่า เต็มไปด้วยอุปสรรคยุ่งยาก ภาพขาว-ดำ เลยคือคำตอบของปัญหา (กระนั้นเกินครึ่งของหนังถ่ายทำที่ญี่ปุ่น!)

คือหนังเรื่องแรกหรือเปล่าไม่รู้ ที่สอดแทรกปรัชญาพุทธศาสนาลงในภาษาภาพยนตร์ นี่ไม่ใช่แค่ตัวละครเป็นพระสงฆ์ หรือภาพพื้นหลังเจดีย์ พระพุทธรูปปั้นเท่านั้นนะครับ

“The soil of Burma is red, and so are its rocks!”

อารัมบทนี้สามารถตีความได้หลากหลาย หนึ่งในนั้นเปรียบเทียบผืนแผ่นดินพม่า ซึ่งทศวรรษนั้นคือสมรภูมิกลางแห่งสงครามขัดแย้ง ระอุด้วยเลือด ดินหินลูกรังจึงเสมือนเปื้อนสีแดง เต็มไปด้วยหลุมฝังศพคนตาย

กองทหารมีปริมาณหลักสิบ แต่พวกเขาต่างไร้ชื่อเสียงเรียงนาม เว้นเพียง 2-3 ตัวละครหลักๆเท่านั้น นี่เป็นการสะท้อน ‘ภาพรวมหมู่คณะ’ รับรู้ไปไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆ

หลายๆช็อตของหนังมีการใช้เทคนิค Deep Focus ระยะใกล้-ไกลมีความคมชัด อย่างช็อตนี้ Captain Inouye กับ Mizushima แทบจะอยู่คนละฝั่งตรงกันข้าม แต่สามารถพบเห็นทั้งคู่โดดเด่นเป็นสง่า

การจัดแสงถือเป็นหนึ่งไฮไลท์ของการถ่ายภาพ โดยเฉพาะฉากกลางคืนมักส่องสว่างเฉพาะจุดสังเกตุสำคัญๆ อาทิ ดวงตา, ใบหน้าตัวละคร ฯ และบางครั้งแบบช็อตนี้ ทิศทาง ความเข้ม-สว่าง ค่อยๆมีการปรับเปลี่ยนแปลงไป

วินาทีที่กองทหารญี่ปุ่นเตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมแล้วจะเผชิญหน้าทหารอังกฤษ ทันใดนั้นเสียงเพลง Home Sweet Home ล่องลอยค่อยๆดังขึ้นมา แต่สิ่งน่าขนลุกขนพองที่สุด คือจากความมืดมิดค่อยๆส่องสว่างแสงจันทรา นั่นทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดค่อยๆผ่อนคลาย นี่พวกเราคงรอดตายแล้วอย่างแน่แท้

ช็อตนี้คือตอนที่ Captain Inouye ตัดสินใจส่ง Mizushima ไปพูดคุยต่อรองกองทหารญี่ปุ่นอีกหน่วยยินยอมจำนน สังเกตว่าเงาของเต้นท์อาบฉาบใบหน้าของกัปตันครึ่งหนึ่ง นี่แปลว่าเขาคงมีความลังเล สองจิตสองใจ ก็ไม่ได้อยากให้ไปเสี่ยงตายหรอก แต่ถ้ายังมีโอกาสก็อยากให้ทดลองดู

กองทหารญี่ปุ่นตั้งฐานทัพอยู่บนถ้ำ/ภูเขาสูง นี่เป็นการสะท้อนความเย่อหยิ่งจองหอง มากด้วยเกียรติศักดิ์ศรี สูงส่งเสียจนยอมตายดีกว่าเสียหน้าจำนนพ่ายแพ้

ผมเรียกฉากนี้ว่า ‘ฟื้นคืนชีพจากความตาย’ (Mizushima ไม่ได้ตายจริงนะครับ เป็นคำอุปมาอุปไมย) หลังจากกองทหารญี่ปุ่นผู้จองหองในเกียรติศักดิ์ศรีถูกฆ่าตายเรียบ รอดหนึ่งคือนายทหารผู้ไร้ซึ่งทิฐิมานะ แต่ได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ขามาก่อนหน้า ทำให้กลิ้งตกเขา หวนกลับสู่ภาคพื้นดินแห่งความเท่าเทียม

หลายช็อตของหนังจะพบเห็น ‘พระจันทร์เต็มดวง’ สัญลักษณ์ของการกระจ่าง เกิดความเข้าใจบางสิ่งอย่างถ่องแท้, นี่คงเป็นการสะท้อนถึงช่วงเวลาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า วันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 6 กึ่งกลางของปี

“Can’t you see that whatever you do is futile? The armies of Britain and Japan can come and fight all they wish. Burma is still Burma. Burma is the Buddha’s country”.

ความน่าอึ้งทึ่งของช็อตนี้ แสงไฟสาดส่องพระพุทธรูปสองปาง และสะท้อนพระสงฆ์-นายทหาร (นั่ง-นอน) ขณะที่ผลไม้ป้อนเข้าปาก ดูแล้วน่าจะผลเดียวกับที่เพื่อนทหารโยนให้พระสงฆ์หน้าค่ายกักกัน

นี่เป็นฉากที่เพิ่มเติมเข้ามาในหนัง เนื้อหาดั้งเดิม Mizushima ได้รับการช่วยเหลือโดยมนุษย์เผ่ากินคน รักษาเลี้ยงดูแลให้อ้วนฉี่ ตั้งใจให้กลายเป็นอาหารอันโอชา แล้วค่อยหาทางหลบหนีเอาตัวรอดออกมา

การเดินทางของ Mizushima มาจนถึงริมน้ำ ภาพช็อตนี้แปลกประหลาดมาก พื้นทราย/โคลนเลน มีความขาว/เทาโพลนสีเดียวกับแม่น้ำ อันนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายทำอย่างไร (ใช้ฟิลเลอร์กระมัง) ดูเหมือนกำลังย่ำอยู่ท่ามกลางผืนแผ่นดินเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างระหว่าง ดิน-น้ำ กาย-ใจ ชีวิต-ความตาย ฯ

หลายคนอาจสงสัยว่าหลวงพี่รับรู้ความต้องการของ Mizushima ได้อย่างไร ให้สังเกตจากมุมกล้องเงยขึ้นพบเห็นก้อนเมฆและท้องฟ้า นั่นคือคำตอบฟ้าลิขิตนะครับ ซึ่งผมว่าท่านอาจรับล่วงรู้ด้วยซ้ำว่าชายคนนี้ปลอมตัวเป็นพระ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาคือพระปลอมๆนะ

การสวนทางระหว่าง Mizushima กับพรรคพวกเพื่อนกองทหาร บริเวณคือตรงสะพาน เชื่อมต่อระหว่างสองฟากฝั่ง, นัยยะฉากนี้สะท้อนถึงทิศทางการดำเนินชีวิตไปข้างหน้าของพวกเขา ถึงจุดสวนทางตรงกันข้าม หนึ่งคือกำลังรอคอยวันกลับบ้าน สองตัดสินใจหวนกลับสู่สนามรบเพื่อกระทำบางสิ่งอย่าง

เมื่อ Mizushima ตระหนักถึงสิ่งที่เขาต้องกระทำ ภาพช็อตนี้ Extreme Long-Shot พบเห็นผืนน้ำ ท้องฟากฟ้า กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของภาพ นั่นสะท้อนความกว้างใหญ่ไพศาลของโลก และปรัชญาพุทธศาสนา ชีวิตไม่ใช่สิ่งจบสิ้นลงแค่ปัจจุบันชาตินี้ มนุษย์ตัวกระจิดริดเมื่อเทียบกับสากลจักรวาล

Captain Inouye พยายามสอนนกแก้วให้พูดประโยค “Mizushima, Let’s return to Japan together.” แต่ใบหน้าของเขาอาบฉาบด้วยเงามืดมิดสนิท ลึกๆคงรับรู้ตัวว่านั่งคงเป็นสิ่งไม่ประสบผลสำเร็จ

สำหรับช็อตนี้ เงาสาดส่องจากภายนอกผ่านม่านไม้ไผ่ อาบฉาบลูกน้องของ Captain Inouye ราวกับกำลังตกอยู่ในกรงขังของจิตใจ ไม่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับ Mizushima

Ruby, ทับทิมสีแดง สัญลักษณ์ของเลือดเนื้อ/จิตวิญญาณ ซึ่งการที่ Mizushima นำมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ใส่หีบห่อแบบญี่ปุ่น เป็นการสะท้อนว่าจิตใจของเขาราวกับเสียชีวิตตายจากไปแล้ว

นั่นทำให้ Captain Inouye สามารถเข้าใจความปรารถนาของลูกน้องคนสนิทโดยทันที ว่าคงตัดสินใจไม่หวนกลับญี่ปุ่น ปักหลักใช้ชีวิตตัดทางโลก เลือกทางสายกลาง

ขณะกองทหารกำลังซักซ้อมร้องเพลงหน้าพระพุทธรูปปั้นปางปรินิพาน ได้ยินเสียงซองเกาะล่องลอยมา รีบออกค้นหาพบว่าดังจากภายใน ซึ่ง Mizushima หลบซ่อนตัวอยู่ ความตั้งใจของเขาคือฝังกลบ Ruby จิตวิญญาณของตนเอง หวังอุทิศให้พุทธศาสนาทั้งหมดสิ้น แต่ขณะนั้นยังตัดขาดไม่ได้ จับพิณเล่นดนตรีร่วมกับเพื่อนๆอีกสักครั้ง มองลอดผ่านร่องรอยแตกร้าว ยังคงโหยหาคำนึงถึงตัดไม่ได้

การพบเจอร่ำลาครั้งสุดท้าย มีรั้วลวดหนามแบ่งเขตคั่นกลาง ระหว่างทางโลก-ทางธรรม ต่างฝ่ายไม่สามารถก้าวข้ามไปหากัน เว้นเพียงเสียงดนตรีขับร้อง-บรรเลง ประสานกาย-ใจให้เป็นหนึ่งเดียว

ผมเพิ่งมาสังเกตจริงจังกับเครื่องดนตรีซองเกาะ ลักษณะของสายพิณดูคล้ายซี่กรงขัง ซึ่งตำแหน่งหลวงพี่ Mizushima อุ้มถือไว้ค่อนข้างใกล้หัวใจ นี่สามารถตีความหมาย จิตวิญญาณมนุษย์ถูกกักขังไว้ในเรือนร่างกาย จนกว่าความตายหรือการบรรลุหลุดพ้นถึงได้รับอิสรภาพจากพันธนาการเนื้อหนัง

สำหรับนกแก้วสองตัว จะมองว่าคือหยิน-หยาง ก็ยังได้ แถมมันดันพูดประโยคตรงกันข้าม
– Let’s return to Japan together.
– I won’t go back!

การอ่านจดหมายของ Mizushima จะมีการแทรกภาพพื้นหลังผืนน้ำมหาสมุทร และขอบฟ้าไกล นั่นสะท้อนถึงธรรมชาติ/สัจธรรมแห่งชีวิต มีความกว้างใหญ่ไพศาล ไม่จบสิ้นสุดเพียงแค่ชาติภพนี้

ตัดต่อโดย Masanori Tsujii สังกัดสตูดิโอ Nikkatsu ขาประจำของผู้กำกับ Kô Nakahira ผลงานเด่นๆ อาทิ The Quiet Duel (1949), The Burmese Harp (1956), Crazed Fruit (1956) ฯ

ต้นฉบับหนังสือเล่าเรื่องผ่านตัวละคร Captain Inouye จะไม่มีย้อนอดีตหรือสลับมุมมองของ Private Mizushima ซึ่งเหตุการณ์ส่วนเกินนั้น ได้รับการบอกกล่าวผ่านเนื้อหาในจดหมายตอนจบ

สำหรับหนักจะมีการดำเนินเรื่องสลับไปมาระหว่าง Captain Inouye และ Private Mizushima โดยมีจุดหมุนสองครั้ง
– มอบหมายหน้าที่เกลี้ยกล่อมกองทหารอีกหน่วยหนึ่ง นั่นถือเป็นทางแยกของพวกเขา
– และเดินสวนระหว่างข้ามสะพาน ขณะนั้น Mizushima โกนหัวสวมจีวรกลายเป็นพระปลอมๆ ตรงกันข้ามกับพรรคพวกเพื่อนกองทหาร

ช่วงท้ายของหนังหลังจาก Captain Inouye อ่านจดหมายจบ กล้องค่อยๆเคลื่อนตรงเข้าหาชายแปลกหน้าคนนี้ ผู้คือเสียงบรรยายประกอบตั้งแต่ต้น … ใครว่ะ? จริงๆเราสามารถเปรียบเขาคือผู้เขียนนิยาย หรือมุมมองบุคคลที่สาม (ที่ไม่ใช่ Captain Inouye และ Private Mizushima)

เพลงประกอบโดย Akira Ifukube (1914 – 2006) นักแต่งเพลงยอดฝีมือชาวญี่ปุ่น ได้รับการจดจำสูงสุดก็ Godzilla (1954) ซึ่งหนังเรื่องนี้มีกลิ่นอายลายเซ็นต์ที่คล้ายคลึงมากๆ ใครรับชมต่อกันอาจสัมผัสจับต้องได้เลยละ

Soundtrack ของหนังมีความทรงพลังสั่นสะท้าน มอบสัมผัสอันโดดเดี่ยวอ้างว่างเปล่า ดินแดนแห่งความตาย ขณะที่เสียงพิณ/ซองเกาะราวกับท่วงทำนองจากสรวงสวรรค์ เสียงเพรียกของจิตวิญญาณที่ทำให้ใครๆเกิดความหวัง เป็นสุข รู้สึกชื้นใจ ธำรงชีวิตอยู่ได้แม้ดินแดนหายนะสิ้นโลกแห่งนี้

สำหรับบทเพลง Home! Sweet Home! ต้นฉบับจากโอเปร่า Clari, or the Maid of Milan (1823) ประพันธ์โดย Henry Bishop, คำร้องโดย John Howard Payne, ฉบับภาษาญี่ปุ่นชื่อ Hanyuu no Yado, มีลักษณะเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตะวันออก-ตก ท่วงทำนองอันคุ้นเคยแม้ขับร้องไม่ได้แต่สามารถฮัมตาม และเนื้อใจความสะท้อนอาการโหยหา เพ้อใฝ่ฝัน รอคอยวันที่จะได้หวนกลับบ้านอันแสนสุขสบาย

The Burmese Harp คือเรื่องราวของชายผู้มองเห็นโศกนาฎกรรมจากสงคราม ตระหนักรับรู้ได้ถึงความไร้สาระประโยชน์ จึงต้องการไถ่โทษ กระทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้จิตใจสามารถสงบลง และปล่อยวางจากความยึดติดใดๆในโลก

การบวช/อุปสมบทที่ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้ามีด้วยกันสามวิธี
1) เอหิภิกขุอุปสัมปทา การอุปสมบทที่กล่าวคำว่าท่านจงมาเป็นภิกษุเถิด เฉพาะพระพุทธเจ้าบวชให้โดยพระองค์เอง
2) ติสรณคมนูปสัมปทา การอุปสมบทที่ผู้บวชกล่าวว่าพระรัตนตรัยเป็นที่พึง โดยพระเถระที่พระพุทธเจ้าทรงแต่งตั้งอนุญาตแทน
3) ญัตติจตุตถกรรมวาจา การอุปสมบทด้วยการเห็นชอบของสงฆ์ ตามพระบรมพุทธานุญาติ

คงไร้ข้อกังขาถึงความเป็นพระของ Mizushima มิได้เข้าหลักการอุปสมบท/บรรพชาใดๆถูกต้องตามหลักธรรมคำสอน ถึงกระนั้นการห่มผ้าเหลืองแล้วปฏิบัติตนยึดถือมั่นในหลักธรรมคำสั่งสอน จิตใจที่เป็นพระ ย่อมดีกว่าเปรตเดนเดรัจฉาน สวมชายผ้าเหลืองเพื่อกอบโกยกิน หาผลประโยชน์สุขสบายใส่ตนเป็นไหนๆ

หลายคนอาจถกเถียง การกระทำของ Mizushima ก็หาได้เข้าข่ายการเป็นพระที่ดี … นี่อีกเช่นกันที่ถ้าคุณเกิดคำถามลักษณะนี้ แปลว่ายังมองคนสนเพียงภายนอก, จิตใจของอดีตทหารหนุ่ม เริ่มต้นด้วยความสับสนว้าวุ่นวาย หวาดสะพรึงกลัวต่อความตาย เมื่อถึงจุดๆหนึ่งครุ่นคิดได้ เกิดความต้องการแสวงหาพื้นที่ความสงบสุข ฝังกลบร่างศพทหาร ก่อเกิดสมาธิอสุภกรรมฐาน ค่อยๆปลดปล่อยวางคลายความยึดติดทางโลก นั่นยังไม่ถือเป็นพระที่ปฏิบัติดีอยู่อีกหรือ

จดหมายถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่คอยฉุดเหนี่ยวรั้ง เมื่อได้รับการส่งต่อจึงสามารถออกเดินทางครั้งใหม่ มุ่งสู่การค้นหาสัจธรรมความจริง เพื่อให้หลุดพ้นจากวัฎฎะสังสาร ไม่หวนกลับมาเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ว่ายเวียนวนบนโลกใบนี้อีกต่อไป

ใจความต่อต้านสงคราม Anti-Wars โดดเด่นชัดมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ (และอีกหลายๆผลงานของ Ichikawa) เพราะยุคสมัยนั้นชาวญี่ปุ่นคงเริ่มตระหนักครุ่นคิดกันได้ เกียรติศักดิ์ศรี สู้รบสงคราม ความตาย มันช่างเป็นสิ่งโง่เขลาเบาปัญหา การมีชีวิตต่างหากทรงคุณค่าสูงสุดเหนือสิ่งใด

สิ่งหนึ่งที่ผู้ชมต่างประเทศก่อเกิดอคติ นั่นคือการนำเสนอภาพลักษณ์ทหารญี่ปุ่นที่ดูบริสุทธิ์เดียงสาเกินไป ตรงกันข้ามการกระทำอันโหดเหี้ยมทารุณแท้จริง ดูอย่างหนัง The Bridge on the River Kwai (1957) ยังมีความสมจริงมากกว่า, ผมไม่คิดว่าผู้เขียน Michio Takeyama และผู้กำกับ Kon Ichikawa จะรับทราบเบื้องหลัง/ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสงครามสักเท่าไหร่ แต่นั่นก็หาใช่สาระสลักสำคัญใดๆ เพราะเป้าหมายผู้สร้างต้องการเสนอด้าน ‘มนุษยธรรม’ นำหลักพุทธศาสนามาปรับใช้ดำรงชีวิต ปล่อยวางจากความยึดติด ทิฐิมานะ พ่ายสงครามแต่ไม่ใช่แพ้ทุกสิ่ง เพราะตราบยังมีชีวิตย่อมสามารถครุ่นคิดกระทำ โอกาสหวนกลับมาเป็นผู้ชนะใหม่ก็ยังได้


ตอนออกฉายญี่ปุ่น หนังแบ่งเป็นสองภาคห่างกันหนึ่งเดือน รวมเวลา 143 นาที (63 + 80 นาที) แต่เมื่อนำออกฉายเทศกาลหนังเมือง Venice ถูกตัดทอนลงเหลือ 116 นาที (โดยที่ Ichikawa ไม่พึงพอใจสักเท่า) คว้ามา 3 รางวัล
– OCIC Award – Honorable Mention
– San Giorgio Prize
– Special Mention (For the nobility of its images.)

และหนังยังได้เป็นตัวแทนญี่ปุ่น เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film แต่พ่ายให้กับ La Strada (1954) ของผู้กำกับ Federico Fellini

Ichikawa ได้ทำการสร้างใหม่ The Burmese Harp (1985) กลายเป็นหนังสี เสียงตอบรับในญี่ปุ่นดีล้นหลาม ทำเงินสูงสุดแห่งปี (อันดับสองตลอดกาลขณะนั้น) เข้าชิง Japanese Academy Prize ถึง 7 สาขา แต่เสียงตอบรับจากนานาชาติเทียบต้นฉบับไม่ได้เท่าไหร่, นอกจากนี้ยังมีฉบับอนิเมชั่น The Harp of Burma (1986) น่าจะสานต่อเนื่องความสำเร็จของภาพยนตร์

มาคิดเล่นๆ หนังเรื่องนี้จะผ่านกองเซนเซอร์เมืองไทยได้หรือเปล่า? ผมว่าไม่น่ารอด นาคปรก (พ.ศ. ๒๕๕๑) โจรปลอมตัวเป็นพระยังยินยอมรับกันแทบไม่ได้ ประสีประสาอะไรกับเรื่องนี้!

ขณะที่เนื้อเรื่องไม่กินใจผมสักเท่าไหร่ แต่ไดเรคชั่นผู้กำกับ Kon Ichikawa สอดแทรกปรัชญาพุทธศาสนาในภาษาภาพยนตร์ งดงามทรงคุณค่าอย่างยิ่งยวด

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” อย่ามัวแต่ครุ่นคิดว่าชายคนนี้คือพระหรือเปล่า? สิ่งที่เขาประสบพบเจอต่างหากคือสาระสำคัญ ทำไมถึงตัดสินใจและแสดงออกมาเช่นนั้น

จัดเรต 13+ กับสงคราม ความตาย ค่ายกักกัน

คำโปรย | เสียงพิณใน The Burmese Harp ของผู้กำกับ Kon Ichikawa สร้างความตราตรึงระดับจิตวิญญาณ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of