The Cabinet of Dr. Caligari (1920)

The Cabinet of Dr. Caligari

The Cabinet of Dr. Caligari (1920) German : Robert Wiene ♥♥♥♥

หนังเงียบสัญชาติเยอรมันเรื่องนี้ เป็นแนว Horror ที่เต็มไปด้วยภาพบรรยากาศหลอนๆชวนให้ขนลุกขนพอง ฆาตกรต่อเนื่อง คนบ้าโรคจิต และตอนจบหักมุมแบบคาดไม่ถึง, ผลงานของผู้กำกับ Robert Wiene ด้วยงานศิลป์ German Expressionist และพยากรณ์การเกิดขึ้นของ Nazi กับ Adolf Hitler ได้อย่างแม่นยำ

(ทีแรกผมตั้งใจจะ revisit บทความนี้ แต่หลังจากอ่านทบทวนดูก็รู้สึกว่าคลอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่แล้ว เลยทำการเพียงปรับปรุงแก้ไขคำผิิด เพิ่มเติมแนวคิดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

คอหนัง Horror เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยิน The Cabinet of Dr. Caligari (1920) หนังเงียบเมื่อเกือบกว่าร้อยปีที่แล้ว ได้รับการยกย่องโดยนักวิจารณ์ Roger Ebert ว่าคือหนังแนว Horror แท้ๆระดับ Masterpiece เรื่องแรกของโลก, จริงๆมันมีอีกหลายเรื่องก่อนหน้านี้ที่ก็จะได้เป็นแนว Horror แรกสุดเลยคง The Haunted Castle (1896) ของนักมายากล Georges Méliès ด้วยเวลาเพียง 3 นาที ทำให้ผู้ชมสมัยนั้นตื่นเต้นขนลุกหัวพอง กรี๊ดกร๊าดอกสั่นขวัญหายกันเป็นทิวแถว แต่ผู้ชมสมัยนี้คงไมมีใครรู้สึกหลอกหลอน หวาดสะพรึงกลัวแม้แต่น้อยเป็นแน่ คงจะหัวเราะคิกๆ แล้วแบบนี้จะเรียกว่า Horror ได้อย่างไร!

หนัง Horror ในช่วงยุคแรกๆของวงการภาพยนตร์ มักมีใจความแฝงเกี่ยวกับความทรงจำช่วงสงคราม (โดยเฉพาะ WW1) ซึ่งหนังเรื่องนี้สามารถตีความสื่อไปถึงได้ไม่ยากทั้งๆที่ไม่เห็นภาพการต่อสู้ฆ่าฟันเลือดสาด แต่เป็นในเชิงสัญลักษณ์สะท้อนกับการกระทำของตัวละคร Dr. Caligari และ Cesare กับการหลับหูหลับตาทำคำสั่ง ฆ่าคนโดยไม่สนอะไร ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ สำนึกมโนธรรมศีลธรรม นี่คือความหลอนหลอก Horror ที่สร้างความตราตรึง ประทับจดจำจับใจให้กับคนที่เคยพบเจอผ่านเหตุการณ์ ประสบการณ์ชีวิตนั้นมา เมื่อพบเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง กรี๊ดลั่น เป็นลม สลบไสล

Robert Wiene (1873 – 1938) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบ สัญชาติ German เกิดที่ Breslau เป็นลูกคนโตของนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Carl Wiene โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมายที่ University of Berlin แต่มีหรือลูกไม้จะหล่นไกลต้น ปี 1908 หวนกลับมาเป็นนักแสดงละครเวที เข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเขียนบท/และอาจกำกับ Die Waffen der Jugend (1912)

ผลงานที่น่าสนใจของ Wiene ประกอบด้วย The Cabinet of Dr. Caligari (1920), Raskolnikow (1923) [ดัดแปลงจากนิยาย Crime and Punishment], The Hands of Orlac (1924), The Knight of the Rose (1925) ฯ

เดิมทีนั้น Wiene ไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่จะกำกับหนังเรื่องนี้แต่เป็น Fritz Lang ที่ได้ละทิ้งโปรเจคไปทำเรื่องอื่น เพราะใช้เวลาเตรียมการ Pre-Production นานเกินไป, เมื่อ Wiene เข้ามาคุมบังเหียร ก็ได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากมายให้เข้ากับวิสัยทัศน์ของตนเอง (ทำให้โปรเจคล่าช้าไปอีกหลายเดือน)

คงเพราะหนังเรื่องที่มีใจความแฝงต่อต้านสงคราม พยากรณ์ความชั่วร้ายของ Nazi ด้วยเหตุนี้ Wiene จึงตัดสินใจอพยพลี้ภัย (exile) ออกจากประเทศ ก่อนที่ Nazi จะขึ้นมาเรืองอำนาจสูงสุดเมื่อปี 1933 เสียชีวิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่มีโอกาสได้กลับประเทศ

บทภาพยนตร์พัฒนาโดย Hans Janowitz กับ Carl Mayer คู่หูที่พบกับตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาด้วยกัน ตัดสินใจสร้างตัวละคร Dr. Caligari เปรียบกับผู้นำทหารของเยอรมัน (German war government) และตัวละคร Cesare ที่เป็น Somnambulist (โรคคนนอนละเมอ หรือ Sleep-walking) แทนด้วยประชาชนคนธรรมดาที่กลายเป็นทหาร/ตำรวจ จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของหัวหน้า/ท่านผู้นำโดยมิอาจขัดขืนต่อต้าน

Werner Johannes Krauss (1884 – 1959) นักแสดงสัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Gestungshausen, Bavaria (ปัจจุบันคือประเทศ Poland) เริ่มต้นจากเป็นตัวประกอบละครเวที ไต่เต้าขึ้นกลายเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งที่ไม่เคยเรียนหรือความสนใจด้านนี้มาก่อน เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากการชักชวนของ Richard Oswald เรื่อง Tales of Hoffman (1916) ทำให้ได้รับการจดจำติดตาในบทลักษณะ Horror มีผลงานอื่นอาทิ Waxworks (1924), Varieté (1925), Tartuffe (1925), The Student of Prague (1926) ฯ

รับบทเป็น Dr. Caligari ชายร่างใหญ่ตัวกลมๆ (เหมือน Penguin ใน Batman Return) ผมเผ้ารุงรัง ท่าทางดูลึกลับพิศวง น่าสงสัย ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคือใคร ครุ่นคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆไม่น่าใช่คนดีแน่ แถมถอดแว่นสวมแว่นยังกะ Superman จดจำแทบไม่ได้ กลายเป็นคนละคน

เห็นว่า Krauss เป็นผู้แนะนำให้ผู้กำกับเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวแต่งหน้า ให้เข้ากับสไตล์ Expressionist ของหนัง ตัวจริงหุ่นดีหล่อเหลาเท่ห์ระเบิด (จนได้เป็นตัวตายตัวแทน Iconic ของ Nazi ในยุคสมัยเรืองอำนาจทศวรรษ 30s)

Hans Walter Conrad Veidt (1893 – 1943) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin หลังจากพบเจอมีสัมพันธ์กับนักแสดงหญิง Lucie Mannheim จึงเกิดความสนใจด้านการแสดง แต่ต้องไปเป็นทหารแนวหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1 ปลดประจำการออกมามีผลงานการแสดงที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงคือ The Cabinet of Dr. Caligari (1920), The Man Who Laughs (1928) ฯ อพยพลี้ภัยมาอยู่อังกฤษมีผลงานอย่าง The Thief of Bagdad (1940), Casablanca (1942) ฯ

Cesare ชายร่างสูงใหญ่ที่ตั้งแต่เกิดก็เอาแต่นอนหลับไม่เคยตื่นขึ้น (แต่ไม่ถือว่าเสียชีวิต เพราะยังมีลมหายใจอยู่) นี่เรียกว่า Somnambulist [นี่เป็นลักษณะอาการที่เขียนแต่งขึ้นนะครับ น่าจะไม่มีอยู่จริง] ภาพลักษณ์ขอบตาดำขลับ (เหมือนคนไม่ได้นอน) การเคลื่อนไหวแข็งทื่อราวกับซอมบี้ ไร้ความคิดอ่านและจิตวิญญาณของตัวเอง แต่มีครั้งหนึ่งที่ Cesare กลับคิดตัดสินใจด้วยตัวเอง เรื่องวุ่นๆเลยเกิดขึ้น

ภาพลักษณ์ของ Veidt ในหนังเรื่องนี้ กลายเป็น iconic ของผีดิบ ซอมบี้ แฟรงเกนสไตล์ สิ่งมีชีวิตมนุษย์ที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย มักมีรูปลักษณะแบบนี้ ขณะที่การแสดงท่าทางเคลื่อนไหว ก็สร้างความหวาดหวั่น สะท้าน ขนหัวลุกพองให้กับผู้ชมสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง

อีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องพูดถึงคือ Friedrich Feher (1889 – 1950) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Austrian รับบทเป็น Francis ดูเป็นตัวละครที่ปกติสุดในหนังแล้ว แม้จะมีความขี้อิจฉาริษยาไปบ้าง แต่ก็พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไขปริศนาของ Dr. Caligai แต่ไฉนตอนจบ สิ่งที่เรารับรู้เข้าใจมามันกลับถูกตลบหลังหักมุมได้ขนาดนั้นเลยละ!

ถ่ายภาพโดย Willy Hameister หนังใช้เวลาถ่ายทำประมาณเดือนเศษๆ (แต่เตรียมงานอยู่เกือบครึ่งปี) ในฉบับที่ผมรับชม ต้องบอกว่า กาลเวลาทำให้ฟีล์มหนังเรื่องนี้ด้อยคุณภาพลงมาก (ที่ถึงจะ remaster ใส่สีใหม่แล้ว ก็ยังค่อนข้างแย่), จุดเด่นอยู่ที่ การถ่ายภาพระดับ Close-Up (ปกติหนังเงียบมักจะถ่าย Full Shot เห็นเต็มตัว ไม่ค่อยเจาะจงใบหน้านักแสดง) ทำให้เรามองเห็นแทบทุกริ้วรายละเอียดของการแต่งหน้า โดยเฉพาะกับ Cecare ขณะกำลังค่อยๆลืมตาขึ้น ทำให้คนขวัญอ่อนสมัยนั้นกรี๊ดสลบ

หนังแบ่งออกเป็นตอนๆ มีทั้งหมด 6 ตอน/reel (ตอนละประมาณ 10 นาที) ช่วงแรกๆมีการใช้ Iris Shot เปิดปิดหน้ากล้องเห็นเป็นวงกลมคล้ายรูม่านตา บ้างเลื่อนปิดกลางภาพ บ้างครั้งที่ใบหน้าตัวละคร นี่ถือเป็นการสร้างจุดโฟกัสในการมองให้กับผู้ชม (ผมหาเครดิตคนตัดต่อไม่เจอ คิดว่าคงเป็นผู้กำกับตัดเอง)

องค์ประกอบที่ช่วยสนับสนุนความ Horror ของหนังคือ การออกแบบฉากใน German Expressionist รูปแบบงานศิลปะช่วงตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ของประเทศเยอรมันขณะที่ทำการปิดประเทศ ก็ไม่เชิงว่าปิดนะครับ แต่พวกเขาไม่รับแนวคิดสื่อศิลป์ภายนอกเข้าสู่ประเทศตนเอง เพราะคิดว่าของชาตินิยมเราอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว, นี่เองเป็นเหตุให้ศิลปินในประเทศทั้งหลาย พัฒนารูปแบบสไตล์งานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมา มีชื่อเรียกว่า ลัทธิสำแดงพลังอารมณ์แบบเยอรมัน ‘German Expressionism’ เห็นได้ชัดกับเสื้อผ้าหน้าผม การเคลื่อนไหว ฉากพื้นหลัง ฯ

ออกแบบโดย Hermann Warm พื้นหลังมีความแปลกประหลาด พิศดาร บิดเบี้ยว ต้นหญ้าเป็นหนามแหลมเหมือนมีด ประตูหน้าตาบานกระจิดริดไม่น่าเดินเข้าออกได้ ความรู้สึกมันเหมือนไม่สมประกอบสักอย่าง นี่มีลักษณะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก (Expression) ของตัวละครและเรื่องราวออกมาจากภายใน

เช่นเดียวกันกับ Title Card หรือข้อความขึ้นคั่น มีการออกแบบลวดลาย ตัวอักษร สไตล์ German Expression แม้จะทำให้อ่านตามยากสักหน่อย แต่เป็นการสร้างความแปลกใหม่ให้กับยุคสมัยนั้น

หลายคนคงตั้งคำถาม สร้างฉากใหญ่ๆแบบนี้ในหนัง มันดูสิ้นเปลืองมาก ค่าใช้จ่ายรวมแล้วย่อมต้องสูงกว่าออกไปถ่ายสถานที่จริงเป็นไหนๆ? ก็ใช่นะครับ ถ่ายทำสถานที่จริงประหยัดงบกว่ามาก แต่ที่ต้องสร้างฉากพวกนี้ขึ้นเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ และเรื่องราวที่สะท้อนแสดงออกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจมนุษย์ (มันเลยมีความบิดเบี้ยว ผิดปกติ) และอีกเหตุผลด้านเทคนิคเรื่องการจัดแสง และเคลื่อนกล้อง (สมัยนั้นยังมีขนาดใหญ่โตเทอะทะเคลื่อนย้ายลำบาก) สังเกตว่าไม่มีช็อตไหนที่กล้องเคลื่อนไหวเลยนะครับ ทุกสิ่งอย่างถูกจัดไว้ในกรอบเฟรม ครบถ้วนทั้ง 141 ฉาก

แซว: จริงๆทุนค่าสร้างฉากของหนังไม่แพงเท่าไหร่นะครับ เพราะใช้กระดาษถูกๆ แปะๆทาสี เฉพาะค่าอุปกรณ์ทำฉากใช้งบเพียง $800 เหรียญ เทียบกับค่าจ้างนักแสดง $30 ต่อวัน สมัยนั้นไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยนะ

เมื่อเราเปรียบเทียบ Dr. Caligari คือท่านผู้นำ Adolf Hitler ส่วน Cesare คือทหารประชาชนตาดำๆ หนังเรื่องนี้คือการพยากรณ์การเกิดขึ้นของ Nazi ที่แสนจะแม่นยำ เป็นแนวโน้มที่พอจะมองเห็นได้หลังความล่มสลายพ่ายแพ้ของจักรวรรดิเยอรมันในช่วงสงครามโลกคร้งที่ 1 เพราะมันเป็นสิ่งที่ชาวอารยันแท้ๆที่ถูกล้างสมองชวนเชื่อมา เมื่อเวลาผ่านไปถึงวัยที่พวกเขาเติบโตกลายเป็นแกนนำของประเทศ มีหรือจะไม่ต้องการนำพาเยอรมันหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่, แล้วมันก็เกิดขึ้นกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ

แล้วตัวละคร Francis และตัวประกอบอื่นๆละ? ผมมองว่าเราสามารถเปรียบพวกเขาเป็นตัวแทนประเทศต่างๆในโลกได้เลย ซึ่งตัวละครที่ถูกฆ่าเสียชีวิต คือประเทศที่พ่ายแพ้สงครามต่อเยอรมันโดยสิ้นเชิง ส่วนหญิงสาวที่ถูก Cesare จับไป แทนด้วยประเทศที่ยกธงขาวพ่ายแพ้แบบสมยอม คิดว่าเราคงไม่ถูกสงครามบ่อนทำลายมากนัก รอคอยให้ฝ่ายพันธมิตรแย่งชิงกลับมา แต่สภาพของหลังได้รับการช่วยเหลือ เธอกลายเป็นคนบ้าเสียสิ้นสติสมประดี แสดงถึงความสูญเสียที่มีมากเกินเยียวยา

ตัวละคร Francis นี่ต้องแทนด้วยประเทศอเมริกาเท่านั้น หมอนี่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเขาเลย แต่กลับพาตัวเองแส่เข้าไปเรื่อย นี่ทำให้ตอนจบของหนัง การหักมุมกลับตารปัตร มีนัยยะสะท้อนถึง อเมริกาก็คือหนึ่งในผู้ป่วยโรงพยาบาลโรคจิตด้วย โดยมี Dr. Caligari เป็นอาจารย์หมอเจ้าของโรงพยาบาล, โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งเสียสติ และพวกประเทศที่กระหายทำสงครามก็คือ กลุ่มของคนบ้า!

เราสามารถดูหนังเรื่องนี้ให้สนุกได้โดยไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรพวกนี้เลยนะครับ ที่ผมเล่ามาก็ถือเป็นมุมมองหนึ่งไม่ถูกผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อให้มองเห็นเข้าใจมิติของหนังในอีกระดับ, หนังเงียบระดับ Masterpiece ลึกล้ำประมาณนี้นะครับ

คำว่า Cabinet ไม่ได้แปลว่าตู้เสื้อผ้า/ห้องเก็บของเล็กๆ เท่านั้นนะครับ ยังสามารถหมายถึง คณะรัฐมนตรี (ครม.) แค่ชื่อหนังยังสามารถสะท้อนประเด็นการเมืองได้เลยนะเนี่ย!

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบประทับใจหนังเรื่องนี้ หลงใหลในความสวยงามของ German Expressionist และตอนจบหักมุมคาดไม่ถึง, รับชมเป็นครั้งที่สองผมพยายามวิเคราะห์อ่านความหมายของพื้นหลัง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ นี่คงยังต้องใช้ประสบการณ์ในการศึกษางานศิลปะเพิ่มขึ้นอีกมาก ถึงสามารถรับรู้ตีความหมายอันลึกล้ำนี้ออก

แนะนำกับคอหนังเงียบ แนว Horror บรรยากาศหลอนๆ โรงพยาบาลบ้า, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ศึกษาสภาพจิตใจของตัวละคร, ศิลปิน จิตรกร ผู้หลงใหล Expressionist, นักประวัติศาสตร์ชาติเยอรมัน การกำเนิดขึ้นของ Nazi, รู้จักผู้กำกับ Robert Wiene ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศหลอนๆ ที่อาจทำให้เด็กๆนอนไม่หลับได้

TAGLINE | “The Cabinet of Dr. Caligari สิ่งที่ซ่อนอยู่ในตู้ของผู้กำกับ Robert Wiene คือ German Expressionist ที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งสมบูรณ์แบบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of