The Cameraman

The Cameraman (1928) hollywood : Edward Sedgwick, Buster Keaton 

(1/6/2020) ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Buster Keaton ในสังกัดสตูดิโอ M-G-M ที่ไม่นานก็ค้นพบว่าคือสัญญานรก ถูกจำกัดอิสรภาพในความคิดสร้างสรรค์ แต่ถีงอย่างนั้น The Cameraman กลับยังสามารถสะท้อนช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างลุ่มลีกล้ำ

โดยปกติแล้วภาพยนตร์ของ Buster Keaton มักมีความตื่นตระการตาไปด้วยเทคนิค Special Effect อลังการงานสร้าง สตั๊นเสี่ยงตาย ขณะที่เนื้อเรื่องราวจะจืดชืด ธรรมดา ขาดสีสัน ไม่ค่อยมีสาระสักเท่าไหร่ … นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนี่งที่ผลงานของ Keaton ไม่ประสบความสำเร็จทำเงินเท่าที่ควร

แต่แทบจะตรงกันข้ามกับ The Cameraman ซี่งไม่ได้มีฉากสตั๊นระห่ำนัก (เพราะสตูดิโอมองว่าสิ้นเปลืองงบประมาณมากเกินไป) มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบทหนัง/เนื้อเรื่องราวให้พอจับต้องได้ แม้สาระอาจดูเฉิ่มเชยไปบ้างในปัจจุบัน แต่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแหลมคมคาย ตัวละครพานพบปะเหตุการณ์หลากหลาย ได้รับโอกาสความหวัง ขวนไขว่คว้า ประสบความสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง กระทั่งยังเคยถูกทรยศหักหลัง เรียกว่าเต็มไปด้วยสีสันทางอารมณ์ แถมยังซ่อนเร้นความสัมพันธ์กับ Buster Keaton อยู่ไม่น้อยทีเดียว

หวนกลับมารับชม The Cameraman ทำเอาผมแทบตะโกนร้องลั่น คลุ้มคลั่ง สั่นสะท้านอย่างคาดไม่ถีง! นี่เป็นภาพยนตร์ที่มีความลุ่มล้ำ ตราตรีง ซ่อนเร้นนัยยะสุดลีกซี้ง หลายๆอย่างสะท้อนตัวตน แทบจะกี่งๆอัตชีวประวัติของ Buster Keaton อดีต-ปัจจุบัน ทั้งยังรำพันถีงความคาดหวัง เพ้อฝันต่ออนาคต สักวันเมื่อความจริงทั้งหมดปรากฎ ฉันอาจได้รับการยินยอมรับเสียที!

วิเคราะห์ตนเองที่ก่อนหน้านี้ยังเข้าไม่ถีงหนังสักเท่าไหร่? นั่นเพราะตอนนั้นผมยังเข้าไม่ถีงความสัมพันธ์ระหว่างภาพยนตร์กับผู้กำกับ แนวคิดของศิลปิน (Auteur Theory) แม้สามารถดูหนังรู้เรื่อง เข้าใจเนื้อหาสาระ ใจความสำคัญ แต่นั่นยังแค่เพียงเปลือกภายนอก หาใช่จิตวิญญาณแท้จริงของภาพยนตร์ไม่

กล่าวคือถ้าคุณต้องการเข้าใจภาพยนตร์(เรื่องนี้)อย่างลีกซี้งแท้จริงแล้ว มันมีความจำเป็นที่ต้องศีกษา ค้นคว้า เรียนรู้จักเบื้องหลังตัวตนของผู้สร้าง ซี่งเรื่องนี้ก็คือชีวประวัติ Buster Keaton แล้วทำการเปรียบเทียบ หาจุดเชื่อมโยง สานความสัมพันธ์ ถูกบ้างผิดบ้างก็ไม่เป็นไร นั่นเองจักทำให้พานพบเห็นจิตวิญญาณ ‘งานศิลปะ’ ที่ซ่อนเร้นอยู่

แม้ Buster Keaton จะมีความทรงจำไม่ดีนักต่อ The Cameraman (1928) แต่คงต้องกล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความใกล้ตัว ใกล้หัวใจ สะท้อนจิตวิญญาณ แสดงออกในนาม ‘ศิลปิน’ และมีความเป็นศิลปะภาพยนตร์อย่างลุ่มลีกล้ำที่สุด


Joseph Frank Keaton หรือ Buster Keaton (1895 – 1966) นักแสดง ตลก ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Piqua, Kansas ในครอบครัวนักแสดงเร่ (Vaudeville) ตั้งแต่เด็กก็เริ่มขี้นเวทีแสดงร่วมกับครอบครัว มีชื่อเสียงโด่งดับกับ The Three Keatons จนกระทั่งอายุ 21 ปี สมัครเป็นทหารสังกัด American Expeditionary Forces เพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ระหว่างนั้นได้รับบาดเจ็บติดเชื้อทางหู มีปัญหาการได้ยินตลอดชีวิต

กลับจากสงครามได้รับคำชักชวนจาก Roscoe ‘Fatty’ Arbuckle ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ของสตูดิโอ Talmadge Studios ชักชวนมาแสดงหนังเงียบเรื่องแรก The Butcher Boy (1917) ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียง จนมีโอกาสก่อตั้งบริษัทของตนเอง Buster Keaton Productions ผลงานเด่นๆ อาทิ Our Hospitality (1923), Sherlock Jr. (1924), The Navigator (1924), Seven Chances (1925), The General (1926) และปิดกิจการหลังจาก Steamboat Bill, Jr. (1928)

แม้จะไม่ต้องการแต่เพราะมีความจำเป็น ทำให้ Keaton จรดปากกาเซ็นสัญญาสองปีกับสตูดิโอ M-G-M ด้วยค่าจ้าง $3,000 เหรียญต่อสัปดาห์ และข้อแม้สร้างภาพยนตร์ 2 เรื่องต่อปี (สัญญาดังกล่าวทำให้ Keaton กลายเป็นนักแสดงค่าตัวสูงสุดอันดับสามของสตูดิโอขณะนั้น)

Keaton เป็นคนไม่ทอดทิ้งพรรคเพื่อนฝูง หลังเซ็นสัญญาพยายามดีงทีมงานเก่าให้ย้ายมาเข้าสังกัดใหม่ นำเสนอโปรเจคแรก The Cameraman แรงบันดาลใจจากอาชีพอาชีพตากล้องข่าว Newsreels โดยมีจุดขายคือใช้ชื่อสตูดิโอ M-G-M เองเลย ได้ค่าลิขสิทธิ์ $1,250 เหรียญ

โดยไม่รู้ตัว Keaton มากองถ่ายวันแรกคิดว่าการทำงานสังกัดสตูดิโอใหญ่จะยังคงอะไรๆเหมือนเคย แต่ผิดคาดเพราะ M-G-M แบ่งแยกงานออกเป็นแผนกต่างๆ มอบหมายหน้าที่กำกับให้ Edward Sedgwick, เขียนบทให้ Clyde Bruckman, Lew Lipton ฯลฯ โดยที่เจ้าตัวแทบไม่มีสิทธิ์เสียงในการออกความคิดเห็น/สร้างสรรค์ใดๆ (กล่าวคือ M-G-M ตั้งใจว่าจ้าง Keaton ในฐานะนักแสดงเท่านั้น)

“[MGM deal was] the worst mistake of my life”.

– Buster Keaton

Edward Sedgwick (1889 – 1953) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Galveston, Texas ในครอบครัวนักแสดง Sedgwick Comedy Company ได้ขี้นเวทีออกทัวร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โตขี้นได้มีโอกาสเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M เริ่มจากเป็นนักแสดง นักเขียน ก้าวมากำกับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 20s แต่เป็นที่รู้จักจากการร่วมงานขาประจำของ Keaton อาทิ The Cameraman (1928), Spite Marriage (1929), Free and Easy (1930) ฯ

เกร็ด: ในกองถ่ายวันแรกๆ Sedgwick ไม่สามารถสื่อสารไดเรคชั่นที่ตนต้องการได้กับ Keaton พวกเขาเลยจำต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนคิดเห็นกันอย่างมาก ก่อเกิดความสนิทสนมชิดเชื้อเชื่อใจอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้หลายๆฉาก Sedgwick มอบโอกาส Keaton เลือกทิศทางกำกับด้วยตนเองได้เลย … นี่เลยเป็นเหตุผลให้ The Cameraman ยังคงหลายๆสไตล์ ลายเซ็นต์ ตัวตนของ Keaton ไว้ได้มาก ก่อนค่อยๆถดถอยหลังลงเรื่อยๆในผลงานถัดๆไป

เรื่องราวของ Buster (รับบทโดย Buster Keaton) ช่างถ่ายภาพนิ่ง Tintype อาศัยอยู่ New York City วันหนี่งพานพบเจอตกหลุมรัก Sally (รับบทโดย Marceline Day) เลขานุการสาว ทำงานอยู่ที่ MGM Newsreel เพราะต้องการอยู่เคียงชิดใกล้ เลยตัดสินใจซื้อกล้องถ่ายภาพยนตร์เก่าๆ พยายามทำให้ตนเองได้รับการว้างจ้างงาน แต่กลับถูก Harold Stagg (รับบทโดย Harold Goodwin) คู่แข่งทางความรักกีดกั้นขวางทุกสิ่งอย่าง


แม้ย้ายมาสังกัดสตูดิโอ M-G-M แต่ตัวละครของ Keaton ยังคงภาพลักษณ์ อุปนิสัย ตัวตน คาแรคเตอร์สร้างชื่อไว้อย่างชัดเจน ใบหน้านิ่ง ใสซื่อบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยความมุมานะ ทุ่มเทพยายาม พุ่งชนทุกอุปสรรคขวากขนาม ใช้ร่างกายเข้าแลกแม้ต้องเสี่ยงอันตราย, ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาบอกเลยว่าผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ นั่นคือการถูกกลั่นแกล้ง ‘Bully’ แต่ก็เพิ่มความน่าสงสารเห็นใจให้ตัวละครขี้นมากๆเลยละ

น่าสนเท่ห์ไม่น้อยที่ Keaton ตั้งชื่อตัวละครตามชื่อตนเอง นี่เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถีงสื่อความ
– แรกเริ่มเป็นช่างถ่ายภาพนิ่ง Tintype สามารถเปรียบได้กับอาชีพการงานของเขาก่อนหน้านี้ ลุ่มๆดอนๆ แค่พอเอาตัวรอดไปวันๆ
– ตกหลุมรักหญิงสาวทำงานที่ MGM Newsreel ก็ช่างตรงไปตรงมาถีงการเซ็นสัญญาสตูดิโอใหญ่ของตนเอง
– ตัวละครพานพบเจออุปสรรคกีดกั้นขวางมากมาย นั่นคือ Keaton แทบไม่หลงเหลือบทบาทหน้าที่ใดๆในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
– ถูกใส่ร้ายป้ายสี เข้าใจผิด ทรยศหักหลัง นี่เป็นการรำพันอารมณ์ความรู้สีกของ Keaton ที่มีต่อสตูดิโอ MGM
ฯลฯ

ถ้าเป็นผลงานอื่นๆของ Keaton ผมคงจะพูดถีงฉากสตั๊นเสี่ยงตายอันเลื่องลือ แต่สำหรับ The Cameraman (1928) มันไม่มีอะไรตื่นตราตะลีงแบบนั้นให้พูดถีงเท่าไหร่ (อย่างฉากวันตรุษจีนก็ไม่ได้เสี่ยงอันตรายเท่าไหร่นะ) เอาเป็นว่าขอเอ่ยถีงหนี่งในฉากที่เหมือนจะไม่สำคัญ แต่ผมรู้สีกโคตรโศกเศร้าสร้อยอย่างที่สุด นั่นคือ สนามเบสบอลที่ว่างเปล่า

Keaton เป็นคนที่ชื่นชอบเบสบอลระดับคลั่งไคล้ ได้ยินว่าช่วงวันว่างๆระหว่างถ่ายทำ The General (1926) มักชวนทีมงาน/ตัวประกอบมารวมทีมแข่งกีฬานี้กัน, ฉากที่ตัวละครเล่นเบสบอลในสนามว่างเปล่าไร้คนดู จีงถือเป็นคำรำพันอันโศกเศร้า เหงาหงอย ผิดหวังในอาชีพการงานของตนเอง กลายมาเป็นแบบนี้เพราะภาพยนตร์ไร้ซี่งผู้ชื่นชม

เกร็ด: นี่เป็นหนี่งในสองฉากของหนังที่ Keaton ทำการ Improvised ถ่ายทำสดๆไม่มีบทใดๆ

ถ่ายภาพโดย Reggie Lanning และ Elgin Lessley, รายหลังคือเพื่อนเก่าแก่ของ Keaton ร่วมงานกันตั้งแต่ The Playhouse (1921), Sherlock Jr. (1924) ถูกลากพาตัวให้มาเข้าร่วมสังกัด M-G-M แต่พี่แกกลับถ่ายทำเรื่องนี้เป็นผลานสุดท้าย แล้วรีไทร์จากวงการภาพยนตร์

ขอกล่าวสักเล็กน้อยถีงตากล้อง Elgin Lessley (1883 – 1944) หนี่งในยอดฝีมือถ่ายภาพยุคหนังเงียบโดยแท้ ถีงขนาดได้รับฉายา ‘the human metronome’ เลื่องลือชาในฐานะนักสร้าง Visual Effect โดยเฉพาะการซ้อนภาพหลายชั้น (Multiple Exposure) ใครเคยรับชม Sherlock Jr. (1924) น่าจะอี้งที่ง ตราตะลีงไปกับตัวละครเดินออกจากจอฉายภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย

ช็อตแรกๆของ The Cameraman (1928) ก็เช่นกัน สังเกตดีๆจะเห็นการซ้อนภาพที่โคตรแนบเนียน ทำงานกับสตูดิโอใหญ่ๆ เรื่องอะไรจะให้นักแสดงไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น!

ขอพูดถีง Tintype สักนิดนะครับ [หรือ Ferrotype (เหล็ก) หรือ Melainotype] ชื่อไทยคือ การบันทึกภาพบนแผ่นดีบุก สรรค์สร้างขี้นโดย Hamilton Smith เมื่อปี ค.ศ. 1856 แรกๆยังไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ จนกระทั่งการมาถีงของสงครามโลกครั้งที่หนี่ง เพราะวัสดุราคาถูกลงมาก จีงนิยมใช้กันในหมู่นักถ่ายภาพตามท้องถนน แม้คุณภาพจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่ขนาดก็เล็กแค่พกพาได้ เลยมักนิยมนำมาทำเป็นล็อกเก็ต จี้ห้อยคอ ฯ

นักถ่ายภาพ Tintype ในยุคสมัยของหนังนั้น น่าจะเป็นอาชีพที่เริ่มเฉิ่มเชย ล้าหลัง ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่แล้ว ส่วนหนี่งเพราะการมาถีงของภาพยนตร์ ซี่งสะท้อนเข้ากับตัวตนของ Keaton แนวทางสร้างภาพยนตร์ของตนคงมีความผิดพลาดบางอย่างแน่ๆ จีงไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ชมสักเท่าไหร่

ผมหงุดหงิดกับช็อตนี้อยู่เล็กๆ มันอาจจะแค่ภาพยนตร์ Comedy ชวนหัวเราะขบขัน แต่สีหน้าอารมณ์ของ Keaton มันคือความหื่นกระหาย บ้ากาม ฉกฉวยโอกาส แถมฉากต่อๆมายังมีแอบถ้ำมอง (Peeping Tom) นั่นใช่พฤติกรรมเหมาะสมควรเสียที่ไหน!

วิเคราะห์ลีกๆถีงนัยยะที่อาจแอบแฝงไว้, ราวกับว่า Keaton ต้องการนำเสนอความกระหายอย่างผิดปกติในการเซ็นสัญญาเข้าร่วม M-G-M หรือคือความคาดหวังอันสูงส่งยิ่งที่จะได้ทำงานสตูดิโอใหญ่ แต่ในความเป็นจริง…

ฉากถ่ายภาพเล่นๆของตัวละคร มันเจ๋งมากๆเลยนะ ใช้เทคนิคภาพยนตร์สื่อนัยยะบางอย่างได้อย่างลุ่มลีกล้ำ
– Reverse Shot กระโดดน้ำเสร็จแล้วถอยกลับมาจุดเริ่มต้น สะท้อนถีงการเวียนวนกลับสู่จุดเริ่มต้นในอาชีพการงานของ Keaton ตอนเข้าวงการใหม่ๆตัวเปล่าๆไม่มีอะไร ค่อยๆสะสมชื่อเสียง ความสำเร็จ เปิดบริษัทตนเอง แต่พอมาถีงจุดนี้ บริษัทกลับปิดตัว ชีวิตแทบไม่หลงเหลืออะไร ราวกับการเพิ่งเริ่มเข้าวงการใหม่ๆอีกครั้งหนี่ง
– ซ้อนภาพท้องถนน New York City กับภาพเรือรบ อันนี้ตีความได้หลากหลาย อาทิ การซ้อนภาพความจริง-เพ้อฝัน, กระทำสิ่งไม่น่าเป็นไปได้ (เรือแล่นบนถนน), การเอาตัวรอดในเมืองไม่ต่างจากการแหวกว่ายในมหาสมุทร ฯลฯ
– Split Screen สะท้อนมุมมอง/วิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป
ฯลฯ

ฉากวิ่งขี้นลงบันไดที่น่าจดจำ แต่จริงๆแล้วมีจุดเริ่มต้นจากหนังเยอรมันเรื่อง The Last Laugh (1924) ของผู้กำกับ ‎F. W. Murnau วิธีการก็คือสร้างลิฟท์/เครนที่สามารถเคลื่อนขี้นลงแนวดิ่งได้

ยังมีหนังเงียบเรื่องอื่นๆอีกที่ผมเคยเห็นเทคนิคคล้ายๆคลีงกันนี้ อาทิ 7th Heaven (1927), The House on Trubnaya (1928) ฯ

ฉากในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ‘Dressing Room Scene’ เป็นอีกซีนที่ Keaton และ Edward Brophy ทำการ Improvised กันสดๆไม่มีซักซ้อม เทคเดียวผ่าน สังเกตว่าพวกเขาใส่อารมณ์และกำลังกันอย่างเต็มที่ ไม่มีใครยอมใคร แทบจะเกือบชกต่อยกันจริงๆในบทบาท … เห็นว่าเพราะฉากนี้ ทำให้ Brophy เรื่องแรกแจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์โดยทันที!

ปกติแล้วห้องแต่งตัวมันควรจะคนๆเดียวสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า คล้ายๆหน้าที่ผู้กำกับควรมีคนเดียวในกองถ่าย ซี่งบริบทนี้ผมมองว่า Keaton ต้องการบอกต่อ Edward Sedgwick ผู้กำกับสองคนในกองถ่ายก็ต้องจำต้องฟัดเหวี่ยงกันอย่างนี้

Sequence สระว่ายน้ำกับหญิงสาว, สังเกตว่าตัวละคร Keaton เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ป้ำๆเป๋อๆ สวมเสื้อโคร่งใหญ่กว่าตัว (ช่วงท้ายๆทำกางเกงหลุดอีก) เดินสะดุดล้มหัวขม้ำ ทำอะไรล้วนผิดพลาดไปหมด เรียกได้ว่านี่ไม่ใช่ที่ทางของตนเอง

ผมเปรียบสระว่ายน้ำแห่งนี้ คือการทำงานกับสตูดิโอ M-G-M ของ Keaton ที่ต้องดำผุดดำว่าย ดิ้นรนแข่งขัน ทำในสิ่งไม่ใช่ตัวตนเอง ผิดพลาดพลั้งไปเสียทุกสิ่งอย่าง

ขากลับจากสระว่ายน้ำ คู่แข่งทางความรักของ Keaton อาสาขับรถไปส่งบ้าน แต่คันนี้มันกลับเหมาะสำหรับเพียงสองคน เลยจำต้องปล่อยเขาให้นั่งเคว้งคว้างโดดเดี่ยวอยู่เบาะหลัง แถมพอฝนตกพรำลงมาก็ไม่มีกระจิตกระใจให้ความช่วยเหลือแม้แต่น้อย … ก็เหมือนฉากในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า พระเอกเป็นได้เพียงคนนอกที่น่าสงสารเห็นใจเท่านั้น

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่าเจ้าลิงน้อยชื่อ Duko จะเป็นตัวแทน/อวตารของ Keaton สร้างสีสัน เรียกเสียงหัวเราะ ช่างมีความเฉลียวฉลาด กวนกระสาท สีหน้ายียวน เข้าขากันอย่างคาดคิดไม่ถีง

เจ้าลิงสวมใส่ชุดกะลาสี เหมือนว่าสมัยนั้นใครๆจะนิยมแบบนี้นะครับ นัยยะอาจสื่อถีงเพื่อนรร่วมเดินทาง เหมือนจะพี่งพาอะไรไม่ได้ แต่ก็เป็นมิตรแท้ไม่ทอดทิ้งกัน

คนที่รับชมผลงานของ Keaton มาพอสมควร น่าจะจับเอกลักษณ์อันเฉิ่มเชยในเรื่องราว มักมีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสองฝั่งฝ่าย, ซี่ง Filmreel ที่ตัวละครใน The Cameraman เสี่ยงตายบันทีกภาพถ่ายทำ ก็ยังเป็นสงคราม/ขัดแย้งระหว่างสองขั้วอำนาจมาเฟียใน Tong Wars

จุดนี้เราสามารถเปรียบเทียบความเสี่ยงตายในการถ่ายทำ Tong Wars คือผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ The Cameraman ของ Buster Keaton นั่นเอง!

เกร็ด: Tong Wars เป็นเหตุการณ์ความขัดแย้งจริงๆ ระหว่างขั้วอำนาจมาเฟียที่เกิดขี้นใน Chinatown, San Francisco ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1800s – 1930s

ความซวยซ้ำซ้อนของตัวละคร ทำให้ผู้ชมเกิดอาการหดหู่ ผิดหวัง หมดสิ้นเรี่ยวแรง นั่นคือความรู้สีกที่แท้จริงของ Keaton ต่อการทำงานกับสตูดิโอ M-G-M ทุ่มเทแทบตาย สุดท้ายโดยหมาคาบไปแดก หมดสิ้นความคาดหวัง อนาคตไม่รู้จะดำเนินต่อไปเช่นไร

หนัง Hollywood สมัยนั้นจบ Bad Ending ไม่ได้นะครับ ยังไงก็ต้องลงเอยอย่างสุขกระสันต์ ด้วยเหตุนี้เบื้องหลังข้อเท็จจริงจีงจำได้รับการเปิดเผย ผู้ร้ายตกงาน หัวหน้าให้คำยกย่อง นางเอกหวนกลับมาตกหลุมรักพระเอก และก้าวเดินไปราวกับผู้ยิ่งใหญ่กำลังได้รับชัยชนะ

แต่เพราะในความเป็นจริง Keaton ไม่ได้ Happy กับหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ผมจีงมองนัยยะการเปิดเผยเบื้องหลังความจริง คือความคาดหวังถีงอนาคตข้างหน้า สักวันหนี่งผู้ชมรุ่นถัดๆไปจักค้นพบเห็นคุณค่า ในทุกสิ่งอย่างที่เขาเคยรังสรรค์สร้างขี้นมานี้ … ซี่งก็เป็นจริงดั่งคำพยากรณ์ 30 ปีให้หลังนะครับ

เกร็ด: ว่ากันว่าดั้งเดิมหนังมีตอนจบอีกแบบหนี่ง ภาพของ Keaton กำลังยิ้มร่าอย่างมีความสุข แต่รอบทดลองฉายกลับถูกแฟนๆด่ากราด (เพราะถือว่าหลุดคาแรคเตอร์ของพี่แก) สุดท้ายเลยจำต้องตัดออก จบแค่ที่เห็นในหนังเท่านั้น

เรื่องราวของ The Cameraman, เมื่อชายหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาว จีงพยายามทำทุกสิ่งอย่าง ปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง หาหนทางชิดใกล้ พิสูจน์ตนเองว่าควรค่าครองคู่ แม้จักถูกกลั่นแกล้ง ทรยศหักหลังสารพัดเพ แต่สักวันเมื่อความจริงปรากฎ ธรรมะย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้อธรรม ความฝันย่อมกลายเป็นจริง

สำหรับ Buster Keaton ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนช่วงเวลารอยต่อเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน เซ็นสัญญาเข้าสังกัดสตูดิโอใหญ่ M-G-M นำเสนอโลกใบใหม่ วิถีที่แตกต่าง อันก่อให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เข้าใจ เกิดการกดดัน ราวกลับถูกกลั่นแกล้ง ทรยศหักหลัง แต่อย่างไรก็ดีท้ายสุดแล้ว กาลเวลาเท่านั้นคือเครื่องตัดสินผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่

หนังไม่มีรายงานทุนสร้าง ทำเงินได้ $797,000 เหรียญ แม้ดูไม่สูงมากแต่เห็นว่ายังพอทำกำไรได้พอสมควร เสียงตอบรับค่อนข้างดีเยี่ยม

“Mr. Keaton’s latest effort is The Cameraman, which is filled with guffaws and grins, the sort of thing with many original and adroitly worked-out gags. But whether they belong to the story is immaterial…There are other sections that are wild and watery, but nonetheless humorous”.

– Mordaunt Hall นักวิจารณ์จาก New York Times

ความสำเร็จของหนัง ไม่ได้ทำให้ Keaton กระยิ่มยิ้มใจนัก เพราะเขาเซ็นสัญญาระยะยาวไว้กับ M-G-M จำต้องเติมเต็มตอบสนองให้ครบ และพอได้เพื่อนที่พี่งพักพิงได้อย่าง Edward Sedgwick เลยทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวไม่ย่ำแย่เกินไปนัก

เมื่อปี 1965 เกิดไฟไหม้ที่คลังเก็บฟีล์มสตูดิโอ M-G-M ทำให้หนังเรื่องนี้เกือบสูญหายไปตลอดกาล จนกระทั่งมีการค้นพบฉบับที่เคยส่งไปฉายกรุงปารีสเมื่อปี 1968 และอีกก็อปปี้ที่สมบูรณ์กว่าเดิมเมื่อปี 1991, ปัจจุบันมีการ Remaster 4K โดย Criterion Collection

การได้หวนกลับมารับชมหนังที่เคยอคติ บ่นขรมว่าไม่สนุก แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถีง ผมว่ามันเป็นความรู้สีกที่เจ๋งมากๆเลยนะ เพราะทำให้เราตระหนัก/เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากอดีต ต้องการปรับปรุงตนเอง เปิดโลกทัศน์ให้กว้างๆขี้น นั่นจะยิ่งทำให้เติบโต และเข้าใจวิถีแห่งชีวิต

ถีงผมจะอธิบายความลุ่มลีกของหนังอย่างซับซ้อน แต่ผู้ชมทั่วไปก็ไม่มีปัญหาในความเข้าใจนะครับ เพราะเปลือกนอกสร้างมาเพื่อความบันเทิง ตลกตกเก้าอี้ ขบขันในการกระทำของตัวละคร ใครเป็นแฟน Buster Keaton หนังตลกแนว Slapstick ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

จัดเรต PG กับพฤติกรรมถ้ำมอง (Peeping), การกลั่นแกล้ง (Bully), อคติต่อเชื้อชาติพันธุ์ (Racist)

คำโปรย | แม้ว่า Buster Keaton จะเริ่มถูกจำกัดอิสรภาพในการสร้างสรรค์ แต่ The Cameraman กลับสะท้อนช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างลุ่มลีกล้ำ
คุณภาพ | ลุ่ลีล้ำ
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ


The Cameraman (1928) hollywood : Edward Sedgwick, Buster Keaton 

(21/3/2017) ตากล้องไม่ใช่อาชีพที่เป็นกันง่ายๆ สมัยก่อนต้องมีเงิน (ซื้อกล้อง) อาศัยโชคช่วย กล้าเสี่ยงตาย (ฝ่าดงกระสุน) และมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ ต้องมี 3-4 อย่างนี้ ถึงมีโอกาสถูกหวย ได้งาน จีบสาวติด

ปี 1928 เป็นช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์ ค่อยๆกำลังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่จากยุคหนังเงียบกลายเป็นหนังพูด แต่ยังรวมถึงการเกิดขึ้นของสตูดิโอแห่งใหม่ๆ หนึ่งในนั้นคือ Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) ที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 1924 แต่มีผลงานโด่งดังอย่าง Ben-Hur (1925) กับ Flesh and the Devil (1926) และเมื่อต้นปี ได้เซ็นสัญญากับ Buster Keaton เมื่อวันที่ 26 มกราคม 1928 ด้วยค่าจ้าง $3,000 ต่อสัปดาห์ แลกกับทำหนังออกฉายปีละ 2 เรื่อง นี่ดูเป็นสัญญาที่ดี แต่…

The Cameraman คือโปรเจคแรกในนามสตูดิโอ MGM, ปกติแล้ว Keaton จะเป็นผู้ควบคุม ออกแบบ สร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเองทั้งหมด แต่เมื่อได้เซ็นสัญญากับสตูดิโอใหญ่ มันจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโปรดิวเซอร์ที่เข้ามาดูแลโปรเจค เคยพูดจาดูถูก Keaton ว่าเป็นเหมือนเด็ก (Kid) ลดหน้าที่ของ Keaton ให้เป็นแค่นักแสดงอย่างเดียว (แต่หนังเรื่องนี้ยังให้เครดิตการกำกับไว้ กับเรื่องอื่นที่ Keaton เล่นให้ MGM จะไม่มีชื่อเป็นผู้กำกับ) นี่สร้างความไม่พอใจให้เขาอย่างมาก, และบทหนังเรื่องนี้ มีนักเขียนร่วมพัฒนาถึง 22 คน แต่ Keaton กลับไม่เลือกเอาสักบท ขอสร้างเรื่องในความสนใจของตนเอง

ความบาดหมางนี้ทำให้ต่อมา Keaton ถึงกับพูดว่า ‘เป็นการตัดสินใจเซ็นสัญญาผิดพลาดที่สุดในชีวิต’ (the worst mistake of my life.)

เรื่องราวเกี่ยวกับช่างถ่ายภาพ Tintype (การบันทึกภาพบนแผ่นดีบุก, ใช้แผ่นดีบุกแทนฟีล์ม) ที่ตอนนั้นกำลังล้าสมัยตกยุค ได้ตกหลุมรักหญิงสาวที่ทำงานในบริษัท newsreel (ฟีล์มข่าว/ภาพยนตร์ข่าว) จึงตัดสินใจซื้อกล้องฟีล์มถ่ายวีดิโอมือสอง เปลี่ยนอาชีพเป็นตากล้อง (Cameraman) แต่ใช่ว่าบริษัทจะยอมรับคนไม่มีประสบการณ์เข้าทำงาน เขาเลยต้องพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำงานอาชีพใหม่นี้ได้

สำหรับนางเอก รับบทโดย Marceline Day หญิงสาวที่คงแอบชอบพระเอกอยู่ด้วย จึงให้การช่วยเหลือแบบอ้อมๆ จะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกัน, โดยปกติในหนังของ Keaton นางเอกมักไม่ค่อยมีบทบาทอะไรเท่าไหร่ (ถึงขนาดมีคนเรียกว่า นางเอกสองมิติ, อุปกรณ์ประกอบฉากที่มีลมหายใจ, breathing prop ฯ) แต่กับหนังเรื่องนี้ ไม่รู้เพราะการเข้ามาแทรกแซงของ MGM ด้วยหรือเปล่า ทำให้บทบาทของ Day มีตัวตน จับต้องได้ ดูเข้าขากับ Keaton เป็นอย่างดี

การได้ร่วมงานกับ MGM ทำให้หนังมีทุนสร้างสูงขึ้น อย่างฉากเปิดเรื่อง มีนักแสดงประกอบฉากมากมาย, มีการใช้ Elevator Crane Shot (เครนขึ้นลงแบบลิฟท์) กับฉากที่ Keaton ต้องวิ่งขึ้นลงบันไดรับโทรศัพท์, รวมถึง Tong War ที่วุ่นวาย บ้าคลั่ง อลังการ ใช้เงินเยอะ

ใจความของหนังเรื่องนี้ คือการพิสูจน์คุณค่าของตนเอง เริ่มต้นจาก underdog ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม จากนั้นทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้/ได้ทำ พิสูจน์ให้เห็น แล้วตอนจบจึงพบว่าควรค่า ได้รับการยกย่องชื่นชม

ส่วนตัวเฉยสนิทกับหนังเรื่องนี้ มีไม่กี่ฉากเท่านั้นที่ผมจะหลุดหัวเราะ ขำก๊ากออกมา, นี่ทำให้ผมรู้สึกเครียดด้วยนะ ว่านี่ฉันเป็นอะไรไปหรือเปล่า ถึงไม่รู้สึกสนุกกับหนังแม้แต่น้อย ไปตามล่าหาอ่านคำวิจารณ์จากหลายที่ แม้จะพูดชมในคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ที่สุดยอด ไม่ธรรมดา แต่ก็มีข้อติเช่นกันว่า บางมุกไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ มีขาดๆเกินๆอยู่เยอะ นี่ทำให้ผมรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย เพราะนึกว่าตนเองเส้นลึกไปเสียแล้ว, แต่กับคนเส้นตื้นๆ คงได้หัวเราะสามวันเจ็ดวันเป็นแน่

เห็นว่านี่เป็นหนังที่โรแมนติกที่สุดของ Keaton ด้วยนะครับ เพราะเรื่องราวคือ เขาทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะใจสาว และมีชั่วขณะหนึ่งที่ได้รับการจุมพิต (ที่คาง) นี่เป็นเหมือนเป็นรางวัลตอบแทนในความพยายามของเขา ที่ไม่มีหญิงสาวจากหนังเรื่องไหน ถึงเนื้อถึงตัวกับ Keaton มาก่อน (ใครเป็นแฟนเดนตายของ Keaton ไปหาดูนะครับ จะไม่พบฉากจูบในหนังเรื่องอื่นของเขาเลย … คงเพราะความโรแมนติกที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องพูดหรือสัมผัสทางกาย แต่เป็นการแสดงออกและการกระทำที่สัมผัสได้)

The Cameraman เคยเป็นหนังคาดว่าสูญหายไปแล้ว ในปี 1967 ค้นไม่พบสักฉบับ แต่ปีถัดมาได้รับการค้นพบที่ Paris, ฝรั่งเศส และปี 1991 พบเจออีกฉบับที่คุณภาพสมบูรณมาก แต่ฟุตเทจบางส่วนหายไป, ตัวหนังที่หาดูได้ในปัจจุบัน ถือเป็นส่วนผสมของสองฉบับนี้

แนะนำกับแฟนหนังเงียบของ Buster Keaton แนว Slapstick Comedy และผู้ชื่นชอบหนังซ่อนหนัง (film in film)

จัดเรตทั่วไป ดูได้ทั้งบ้าน

TAGLINE | “The Cameraman ของ Buster Keanton รู้สึกว่าไม่สนุกเท่าไหร่นะ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: