The Cocoanuts (1929)

The Cocoanuts

The Cocoanuts (1929) hollywood : Robert Florey, Joseph Santley ♥♥♥♡

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Marx Brothers สร้างโดยหนึ่งผู้กำกับไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ อีกหนึ่งผู้กำกับไม่เข้าใจวิถีตลก ผลลัพท์ออกมาสี่พี่น้องก็ไม่ค่อยชื่นชอบพอใจสักเท่าไหร่ ต้องการซื้อลิขสิทธิ์กลับคืนเพื่อเผาทำลาย แต่ Paramount กลับนำออกฉายประสบความสำเร็จถล่มทลาย!

“One of them didn’t understand English (Robert Florey เป็นชาวฝรั่งเศส) and the other didn’t understand comedy. (Joseph Santley เป็นผู้กำกับละครเพลง)”

– Groucho Marx

คงไม่ผิดอะไรจะเรียก Marx Brothers ว่าตลกคาเฟ่ ภาษาหรูๆคือ Stand-Up Comedy นักแสดงตลกที่ใช้ลีลา วิวาทะ พูดจาด้วยถ้อยคำส่อเสียดสี เลียล้อ มีสาระบ้าง-ไร้สาระส่วนใหญ่ ใส่ลงในคาแรคเตอร์ ‘Stereotype’ ที่มีความเย้ายียวนกวนประสาท เพื่อสร้างเสียงหัวเราะขบขัน เกิดความบันเทิงเริงรมณ์กับผู้ชม/ผู้ฟัง … ว่าไปก็ไม่ต่างจาก แก๊งค์สามช่า สักเท่าไหร่ แต่พอเป็นภาษาอังกฤษ แน่ใจหรือเปล่าว่าคุณจะสามารถขบคิดทันมุก

เรื่องความบันเทิงคงทำให้หลายๆคน (ที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษระดับ Fluent) ได้รับความพักผ่อนคลายเคลียด แต่ในแง่ทรงคุณค่าทางศิลปะภาพยนตร์ ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ขึ้นอยู่วิสัยทัศน์ผู้กำกับเรื่องนั้นๆ ด้วยเหตุนี้เลยไม่แปลกอะไรต่างชาติ (ประเทศที่ไม่ได้มีอังกฤษเป็นภาษาสื่อสาร) มักไม่ใคร่จดจำ ถูกหลงลืมเลือนไปตามกาลเวลา ห่างชั้นลิบลับจาก Chalie Chaplin, Buster Keaton หรือแม้แต่ Harold Lloyd ใช้ภาษาภาพยนตร์สร้างความขบขันที่เป็นสากลยิ่งกว่า


Marx Brothers ครอบครัวตลกสัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jews ที่ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง ทรงอิทธิพล ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการภาพยนตร์ ละครเวที Broadway และออกทัวร์ทั่วประเทศ (Vaudeville) ช่วงครึ่งแรกแห่งศตวรรษที่ 20, ประกอบด้วยห้าพี่น้อง
– Leonard Joseph ‘Chico’ Marx (1887 – 1961) พี่ชายคนโต ด้วยความที่หน้าตาเหมือนคนอิตาเลี่ยน (แต่ไม่ได้มีเชื้อสายใดๆเกี่ยวข้อง) จึงมักรับบทนักต้มตุ๋น ชื่นชอบการพนันขันต่อ (ชีวิตจริงก็คล้ายๆกัน) ดูไม่ค่อยเฉลียวฉลาด ไร้การศึกษา สื่อสารภาษาอังกฤษผิดเพี้ยน และมักชอบประกบคู่กับ Harpo ที่ไม่เคยพูดแต่ดันเข้าใจกันซะงั้น!
– Arthur ‘Harpo’ Marx (1888 – 1964) พี่คนรอง ที่ชอบทำหน้าตาเอ๋อเร๋อ ใสซื่อบริสุทธิ์ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คือบุคลิกตัวตลก Mime ไม่เคยเห็นพูดคุยสนทนาใคร แต่ใช้การเป่าแตร/ผิวปากสื่อสาร และหลายครั้งชื่นชอบเล่น Harp เครื่องดนตรีโปรดเลยก็ว่าได้
– Julius Henry ‘Groucho’ Marx (1890 – 1977) ได้รับฉายา ‘Master of Quick Wit’ ถือว่าโดดเด่นได้รับการจดจำที่สุดในครอบครัว ด้วยภาพลักษณ์คิ้วเหลี่ยม หนวดดก สวมใส่แว่นติดจมูกโด่ง (มีคำเรียกว่า Groucho glasses) คาบซิการ์อันใหญ่ๆ ลีลาการพูดจาลื่นไหล ไถลไร้สาระ แถมมีความเฉลียวฉลาด กะล่อนปลิ้นปล้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเลิศ
– Milton ‘Gummo’ Marx (1893 – 1977) น้องคนรองแม้ขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ แต่ก็ไม่ได้มีความชื่นชอบด้านนี้สักเท่าไหร่ ตัดสินใจออกจากกลุ่ม แล้วไปอาสาสมัครทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ต่อมาทำธุรกิจขายเสื้อกันฝน ประสบความสำเร็จมหาเศรษฐีระดับพันล้าน
– Herbert Manfred ‘Zeppo’ Marx (1901 – 1979) น้องชายคนสุดท้อง ขึ้นมาแทนที่ Gummo ระหว่างอาสาสมัครทหาร จนกลายเป็นขาประจำกลุ่ม มักรับบทซื่อๆ ทึ่มๆ ใสบริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา เพราะความหล่อ(ที่สุดในตระกูล)บางครั้งแสดงเป็นพระเอกโรแมนติกหวานฉ่ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ราวกับเป็นคนนอก ไม่ค่อยโดดเด่นสักเท่าไหร่ ซึ่งหลังจาก Duck Soup (1933) เลยตัดสินใจออกจากคณะ แล้วไปสานฝันอาชีพวิศวกรรม

แซว: จริงๆมีนักแสดงอีกคนหนึ่ง ไม่ได้นามสกุล Marx แต่ได้ร่วมงานบ่อยครั้งจน Groucho เรียกเธอว่า ‘fifth Marx brother’ นั่นคือ Margaret Dumont (1882 – 1965) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน มีชื่อเสียงตั้งแต่แสดงละครเวที เข้าสู่วงการยุคหนังเงียบ กลายเป็นขาประจำในภาพยนตร์ของ Marx Brothers มักรับบทตัวละครที่คอยตบมุก ถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง แสดงสีหน้าปฏิกิริยาเอ๋อเหรอ นี่ฉันมัวทำบ้าอะไรอยู่ (ถ้าเทียบกับแก๊งค์สามช่า คงประมาณ ส้มเช้ง)

จุดเริ่มต้นของ Marx Brothers คือความเพ้อใฝ่ฝันของแม่ Miene ‘Minnie’ Schoenberg อยากให้ลูกๆได้เป็นนักแสดงละครเวที เริ่มต้นจากส่งให้พี่คนโต Chico หัดเรียนเปียโน แต่ปรากฎว่า Harpo เล่นดนตรีเก่งกว่า ตามมาด้วย Groucho มีน้ำเสียงร้องโซปราโนโดดเด่น จนมีโอกาสขึ้นร้องเพลงครั้งแรก Romano Theatre ณ Grand Rapids เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1905

ต่อมา Groucho ร่วมกับ Gummo และเพื่อนนักร้อง Mabel O’Donnell ก่อตั้งชื่อวง The Three Nightingales ซึ่งพอ Harpo เติบโตขึ้นเข้าร่วมกลายเป็น The Fourth Nightingales นับรวมกับแม่และน้าที่เป็นผู้จัดการคณะทัวร์ Vaudeville เปลี่ยนมาใช้ชื่อ The Six Mascots

ค่ำคืนหนึ่งปี 1912 ระหว่างทำการแสดงยัง Opera House ณ Nacogdoches, Texas มีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังสร้างความรำคาญจากข้างนอก ทำให้ผู้ชมกรูกันออกไปไทมุงว่าเกิดอะไรขึ้น Groucho เกิดความหงุดหงิดหัวเสียอย่างรุนแรง เมื่อใครๆต่างเดินกลับมาเขาก็พูดติดตลกว่า

“Nacogdoches is full of roaches and the jackass is the flower of Tex-ass”.

แทนที่ผู้ชมจะโกรธขุ่นเคือง กลับกลายเป็นว่าเรียกเสียงหัวเราะ ปรบมือลั่น นั่นทำให้พวกเขาตระหนักตื่นขึ้นโดยทันที ถึงสีสันอาชีพมากกว่าแค่นักร้อง/นักดนตรี แต่ยังตลกเสียดสี

ระหว่างออกแสดงทัวร์ทั่วประเทศ พี่น้องต่างก็เริ่มสรรค์สร้างคาแรคเตอร์ของตนเอง
– Chico ถูกแซวบ่อยๆว่าหน้าเหมือนอิตาเลี่ยน เลยหัดพูดเลียนแบบสำเนียง สวมเสื้อผ้ามาดจิ๊กโก๋ วางตัวนักเลงหัวไม้ สะดิ้งทำเป็นฟังอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่อง
– Harpo เป็นคนเวลาขึ้นพูดบนเวที มักมีอาการตะกุกกะกัก ลุงเลยแนะนำให้เขาเลิกเอ่ยปากเสีย สวมบทบ้าใบ้แบบ Mime ตามด้วยใส่วิกสีแดง เลียนแบบชาวไอริช
– สำหรับ Groucho แรกเริ่มหัดพูดสำเนียงเยอรมัน วางมากเย่อหยิ่งยโสโอหัง แต่เมื่อการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ใครๆต่างโกรธเกลียดเคียดแค้น Anti-German เลยจำต้องเปลี่ยนบุคลิก สวมใส่หนวด คิ้ว จมูกปลอม เพื่อไม่ให้ใครจดจำได้ พูดเร็วติดจรวด ลีลาเย้ายวนกวนประสาท และท่าเดินย่อเข่าเหมือนเป็ด
– สำหรับ Zeppo เพราะเติบโตขึ้นหลังเวที จึงสามารถลอกเลียนแบบทุกๆการแสดงของพี่ๆ ทดแทนการจากไปของ Gummo และเลือกคาแรกเตอร์คนตรงไปตรงมา โรแมนติกหวานฉ่ำ (คงประมาณว่าคิดอะไรไม่ออก)

แซว: ในบรรดา 4-5 พี่น้อง นอกเวทีคนที่มีความขบขัน โปกฮาสุดในกลุ่มคือ Zeppo … ช่างตรงกันข้ามกับในภาพยนตร์เลยนะ

ช่วงทศวรรษ 20s, Marx Brothers ได้กลายเป็นตลกที่มีชื่อเสียงแห่งสหรัฐอเมริกา ด้วยความเฉียบคมคายในการพูดเสียดสี ล้อเลียน เล่นคำได้อย่างเฉลียวฉลาด แถมยัง ‘Improvised’ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเก่งกาจในรูปแบบอิสระ (Free-Form) จุดเด่นคือการนำเอาสาวๆ Chorus Girl มาร่วมร้อง-เล่น-เต้น ประกอบการแสดงไปด้วย

Marx Brothers เมื่อประสบความสำเร็จล้นหลามใน Broadway ตัดสินใจทดลองสร้างหนังเงียบ Humor Risk (1921) กำกับโดย Dick Smith แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการนำคาแรกเตอร์ของแต่ละคนใส่ลงไป เคยนำทดลองออกฉาย ผลลัพท์ไม่เป็นที่น่าพึงพอใจเลยถูกโยนทิ้งถังขยะ (ไม่ก็เผาทำลาย) ปัจจุบันถือว่าสูญหายไปเรียบร้อยแล้ว

เกือบๆทศวรรษถัดมา หลังจากมีสองละครเวที Broadway ได้รับความนิยมล้นหลาม The Cocoanuts และ Animal Crackers ประกอบกับการมาถึงของยุคสมัยหนังเงียบ สตูดิโอ Paramount ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง กลายมาเป็นภาพยนตร์แนว Musical เรื่องแรกๆของโลก มอบหมายให้สองผู้กำกับหน้าใหม่ใน Hollywood ประกอบด้วย Robert Florey และ Joseph Santley


Robert Florey (1900 – 1979) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris กำพร้าตั้งแต่เด็ก เติบโตขึ้นใกล้ๆสตูดิโอสร้างภาพยนตร์ของ Georges Méliès ได้ทำงานเป็นผู้ช่วย Louis Feuillade, ต่อมามุ่งสู่ Hollywood เริ่มจากเป็นนักข่าวนิตยสาร Cinemagazine, ไต่เต้าแผนกโฆษณาต่างประเทศให้ Douglas Fairbanks กับ Mary Pickford, ผู้จัดการฝั่งยุโรปของ Rudolph Valentino, ผู้ช่วยสตูดิโอ MGM, กำกับผลงานเรื่องแรก One Hour of Love (1927), โด่งดังสุดก็ The Cocoanuts (1929) และ Murders in the Rue Morgue (1932)

Joseph Mansfield Santley ชื่อจริง Joseph Ishmael Mansfield (1890 – 1971) นักร้อง นักเต้น นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Salt Lake City, Utah ในครอบครัวนักแสดง ติดตามออกทัวร์ทั่วประเทศ จนกระทั่งมีโอกาสเขียนบท/แสดงละครเวที Broadway ลุ่มหลงใหลใน Musical Comedy ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร จนได้เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures เริ่มจากกำกับหนังสั้น, ผลงานเด่นๆคือ The Cocoanuts (1929), Young and Beautiful (1934) ฯ

เกร็ด: ตัวเลือก Florey เพราะเป็นผู้กำกับที่มีประสบการณ์ภาพยนตร์ ขณะที่ Santley มาช่วยในส่วนกำกับการเต้น Musical ซึ่งถือเป็นครั้งแรกๆในวงการภาพยนตร์

ต้นฉบับ The Cocoanuts คือละครเพลง Musical Comedy ความยาวสององก์ บทต้นฉบับโดย George S. Kaufman, เพลงประกอบของ Irving Berlin, เปิดการแสดงสองครั้งต่างโดย Marx Brother
– ครั้งแรก 8 ธันวาคม 1925 ถึง 7 สิงหาคม 1926 ณ Lyric Theatre จำนวน 276 รอบการแสดง
– ครั้งสอง 16 – 28 พฤษภาคม 1927 ณ Century Theatre

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Morrie Ryskind (1895 – 1985) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งยังได้ควบ Animal Crackers (1930) ทำงานไปพร้อมๆกันด้วย

เกร็ด: Paramount ซื้อลิขสิทธิ์บทละครเวที The Cocoanuts และ Animal Crackers ซึ่งก็ได้เริ่มโปรดักชั่น ถ่ายทำพร้อมกัน เช้า-บ่าย จ่ายเงินทีเดียว ไม่เสียเที่ยว!

พื้นหลังรีสอร์ท Hotel de Cocoanut ณ Florida ช่วงทศวรรษ 20s ซึ่งกำลังได้รับความนิยม, เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าของ Mr. Hammer (รับบทโดย Groucho Marx) มีความต้องการประมูลขายที่ดิน เพื่อนำมาจ่ายค่าจ้างพนักงานเต้นสาวๆค้างคามาหลายงวด เพราะทั้งรีสอร์ทมีลูกค้าเพียง Mrs. Potter (รับบทโดย Margaret Dumont) ที่ต้องการให้ลูกสาว Polly (รับบทโดย Mary Eaton) แต่งงานกับ Harvey Yates (รับบทโดย Cyril Ring) แต่เธอดันไปตกหลุมรัก Bob Adams (รับบทโดย Oscar Shaw)

เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อสองโจรกระจอก Chico และ Harpo (ต่างใช้ชื่อจริงในการแสดง) เดินทางมาถึงด้วยกระเป๋าว่างเปล่า ได้ยินว่าดินแดน Florida กำลังได้รับความนิยม เป้าหมายคือสร้อยคอเพชรของ Mrs. Potter แต่จับพลัดจับพลู …


ตัวละครเด่นในเรื่องก็คือ Mr. Hammer เดินลงจากบันไดฉากแรก ใช้คำพูดลวงล่อหลอกบรรดาลูกจ้าง สาวๆนักเต้น ชี้ชักนำให้เห็นว่า ‘เงิน’ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต แต่แท้จริงแล้วก็เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นว่าตนเองไม่มีจ่ายค่าจ้าง ซึ่งเป็นความสองแง่สองง่าม กลับผิดเป็นถูก มองโลกในมุนกลับ ยียวนแบบแฝงสาระ ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ แนะนำคาแรกเตอร์ของ Groucho Marx ได้อย่างเจ๋งเป้ง!

Chico และ Harpo เป็นลูกค้าที่นำพายุเฮอร์ริเคนเข้ามาในรีสอร์ทแห่งนี้ ไม่เพียงเต็มไปด้วยความน่าฉงนสงสัย แต่ยังชอบทำอะไรบ้าๆบอๆไร้สาระ ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น สร้างความรำคาญ กวนประสาทไปทั่ว แต่ทั้งหมดนั้นถือเป็นคาแรกเตอร์ ‘Stereotype’ เพื่อล้อเลียนพฤติกรรมของมนุษย์ อาทิ
– กระเป๋าว่างเปล่าไม่ได้พกอะไรมา (สะท้อนแนวคิด American Dream มาตัวเปล่า โหยหาความสำเร็จ)
– (โกง)กินได้แม้แต่กระดุมเสื้อ โทรศัพท์ (ช็อกโกแลต) ดื่มน้ำหมึก (โคล่า) ฯ
– Chico ฟังภาษาอังกฤษไม่ได้สดับ จับไปกระเดียดแบบเข้าใจผิดๆ
– ต้องการเงินประมูลสูงๆ เลยได้ประมูลสูงๆ
– ช่วงท้ายที่เมื่อใครกล่าวสุนทรพจน์ไม่น่าฟัง Harpo ก็จะลุกเดินหนีจากโต๊ะ ทำเป็นไม่สนใจ (เวลา Groucho พูดกล่าวอะไร มักชอบยืนบนเก้าอี้ให้ตัวสูงๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจมาที่ตนเอง)
ฯลฯ

สังเกตว่าผมแทบไม่พูดถึง Zeppo เลยนะ ทีแรกก็พยายามมองหาว่าอยู่ตรงไหน กลายเป็นตัวละครลับๆ ผู้ช่วย Mr. Hammer นั่งหลับอยู่ตรงเคาน์เตอร์ คอยจดบันทึกการประมูล … ความโดดเด่นแทบไม่มี เรียกได้ว่าไร้ตัวตน

ตัวละครของ Margaret Dumont คือ Mrs. Potter ซึ่งก็ถือเป็น ‘Stereotype’ คุณหญิง ไฮโซ เย่อหยิ่งยโส ท่วงท่าลีลารับอิทธิพลจากหนังเงียบ/ละครเวที มีการกวัดแกว่งมืออย่างอลังการ ถ้อยคำพูดสูงๆลอยๆ พยายามชี้ชักนำทางตัวละครให้ได้ดั่งใจ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรสักอย่างสนองความต้องการ


ถ่ายภาพโดย
– George J. Folsey (Animal Crackers, The Great Ziegfeld, Meet Me in St. Louis, Seven Brides for Seven Brothers)
– J. Roy Hunt (Sherlock Holmes, She, In Name Only)

การมาถึงของยุคสมัยหนังพูด สร้างความยุ่งวุ่นวายให้การถ่ายทำเป็นอย่างมาก เพราะสตูดิโอ Sound Stage สมัยก่อนนั้น ยังไม่มีระบบจัดเก็บเสียง (Soundproof) และเครื่องบันทึกเสียงมีความละเอียดอ่อนไหวต่ออะไรเล็กๆน้อย (นึกถึง Singin’ in the Rain) ขนาดว่าซีนฉีกจดหมาย จำเป็นต้องชุ่มให้เปียกเพื่อมิให้เกิดเสียงกระดาษขาดดังเกินไป ด้วยเหตุนี้งานภาพส่วนใหญ่ของหนังจึงตั้งกล้องแช่แน่นิ่ง ไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหวติง (เพราะขยับเพียงเล็กน้อยอาจทำให้มิติของเสียงเสียไป)

มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันมากเกี่ยวกับท่าทางการเต้นของสาวๆ ซึ่งมีลักษณะลวดลายเหมือน Kaleidoscope ซึ่งช็อตถ่ายเหนือศีรษะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเริ่มต้นที่ผลงานของ Busby Berkeley แท้จริงแล้ว The Cocoanuts (1929) เรื่องนี้แหละ ครั้งแรกในวงการภาพยนตร์

Woody Allen เป็นแฟนเดนตายของ Groucho Marx เพราะตัวเขาเองก่อนเข้าวงการภาพยนตร์ก็เคยเป็น Stand-Up Comedy อย่างประตูห้องปริศนาฉากนี้ ชวนให้ผมระลึกถึง Annie Hall (1977) ฉากปรึกษาจิตแพทย์อยู่เล็กๆ

ฉากนี้ไม่ได้มีเทคนิคอะไรหวือหวาเลยนะ แค่สร้างสองห้องติดกัน และมีการให้จังหวะคิวนักแสดง คนหนึ่งจึงสามารถเข้า-ออก อีกคนออก-เข้า ชวนให้สับสนอลเวง … ซึ่งนัยยะของฉากนี้ สะท้อนลีลาการพูดของ Groucho Marx ที่มักจะสลับเปลี่ยนมุมมอง ตลบแตลง ย้อนรอย พยายามครุ่นคิดถึงทุกความเป็นไปได้อย่างลึกซึ้ง

แก๊กที่กลายเป็นตำนานของ Marx Brothers คือ “why-a-duck” ซึ่ง Chico ได้ยินผิดเพี้ยน/พ้องเสียงจากคำว่า Viaduct ซึ่งแปลว่าสะพานรถไฟ ซึ่งมุกมันไม่จบเท่านี้ ติดตามต่อที่ Why a no chicken?, I catch ona why a horse. ฯลฯ

คำว่า Duck มันไม่จบแค่หนังเรื่องนี้นะครับ ลีลาท่าเดินที่กลายเป็นตำนานของ Groucho Marx ก็มักย่อเข่าเลียนแบบเป็ด และยังหนึ่งในผลงานชิ้นเอกเรื่อง Duck Soup (1933) … แต่แปลว่าอะไร ไว้ไปอ่านบทความนั้นเอาเองนะครับ

ตัดต่อโดย Barney Rogan (ไม่ได้รับเครดิต), ดำเนินเรื่องโดยมี Hotel de Cocoanut เป็นจุดหมุน ซึ่งไม่ใช่ Marx Brothers แต่ยังนักแสดงสมทบทั้งหลาย ต่างมีบทบาทเด่นของตนเอง (แต่พอเข้าร่วมกับสี่พี่น้อง ก็มักโดนรัศมีกลบหมด)

เรื่องราวที่สร้างขึ้นอย่างหลวมๆ ก็เพื่อมอบอิสรภาพแก่ Marx Brothers ในการเล่นมุกตลก สร้างสีสันให้กับเรื่องราว โดยมักไม่สนว่าจะเยิ่นเย้อ ยืดยาว แค่ว่าคิดมุกอะไรได้ก็ใส่เข้าไป นึกอะไรไม่ออกก็โชว์ร้อง-เล่น-เต้น ก็แล้วกัน!

ว่ากันว่าต้นฉบับ Negative ของ The Cocoanuts ได้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย ฉบับบูรณะของ Paramount ที่สามารถหารับชมได้ สังเกตว่าบางฉากจะมีคุณภาพผิดเพี้ยนไปจากปกติ นั่นเกิดจากการรวบรวมจากสามก็อปปี้ ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ว่าครบถ้วนทุกวินาทีแล้วหรือยัง (แต่ระยะเวลาสั้นกว่าที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์)


สำหรับบทเพลงประกอบ แทบทั้งหมดนำจากละครเพลง ประพันธ์ของ Irving Berlin ซึ่งยุคสมัยนั้นยังไม่มีการ Pre-Record ทั้งหมดที่ได้ยินมีวงดนตรี/ออเครสต้าบรรเลง หลบมุมอยู่ด้านหลัง บันทึกกันสดๆ!

ผมว่าหลายบทเพลงก็มีความไพเราะอยู่นะ Florida by the Sea (Main Theme), When My Dreams Come True, Monkey Doodle Doo, Gypsy Love Song ฯ แต่เห็นว่า The Cocoanuts กลับไม่มีเพลงไหนฮิตติดลม (ซึ่งถือว่าผิดธรรมเนียมผลงานของ Berlin เป็นอย่างมาก)

นำบทเพลง Florida by the Sea (Main Theme) มอบสัมผัสฮาวาย กลิ่นอายท้องทะเล เต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้น จินตนาการภาพสาวๆโชว์เรียวขาเต้นไปด้วย มันช่างน่าอภิรมณ์เริงใจเสียจริง!

Mary Eaton ขับร้องบทเพลง When My Dreams Come True ฟังดูก็ไพเราะ โรแมนติกดีนะครับ แต่ลึกๆขาดเสน่ห์ที่น่าหลงใหล และดูเฉิ่มเชยยังไงชอบกล … นั่นเลยไม่แปลกเท่าไหร่ที่หนังจะไม่มีเพลงฮิต

น่าเสียดายผมหาบทเพลง Harp ที่เล่นโดย Harpo ไม่ได้, ถึงอย่างนั้นหนึ่งในบทเพลงที่ Chico เล่นเปียโนและมีคำร้องกวนๆ Tale of the Shirt ดัดแปลงจาก Bizet: Carmen ท่อน Habanera (ชวนให้นึกถึง ขี้ตู่กลางนา ของหนังไทย โรงแรมนรก อยู่เล็กๆ)

ยุคสมัย Florida Land Boom แห่งทศวรรษ 1920s ว่าไปก็มีลักษณะคล้ายช่วงตื่นทอง แสวงหาบ่อน้ำมัน ถือเป็นค่านิยมชาวอเมริกัน ‘American Dream’ ถือกระเป๋าตัวเปล่าๆ ออกเดินทางมุ่งสู่ดินแดนอันเวิ้งว้าง ล่าสมบัติ แสวงโชค บุกเบิกสิ่งใหม่ๆ คาดหวังค้นพบเจอ ประสบความสำเร็จ จักได้ร่ำรวยเงินทอง ชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า

สำหรับ Florida Land Boom จุดเริ่มต้นเกิดจากการเชื่อมต่อทางรถไฟ Florida East Coast Railway เป็นเหตุให้นายทุนเล็งเห็นช่องทางทำธุรกิจ เริ่มกวาดซื้อที่ดินปริมาณมากกักตุนไว้สำหรับสร้างโรงแรม รีสอร์ท เพื่อให้คนมีเงินมาพักผ่อนหย่อคลายช่วงหน้าร้อน นอนอาบแดด เล่นน้ำทะเล

กระแสนิยมดังกล่าวทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน Florida ตื่นตูม จนมีปริมาณเพิ่มสูงเกินกว่านักท่องเที่ยว พอไม่มีใครมาแล้วจะหาเงินจากไหนมาชดใช้หนี้ ฟองสบู่แตก บรรดาเจ้าของจึงจำต้องแห่ขายกิจการในราคาต่ำกว่าต้นทุน!

การเลือกชื่อหนัง The Cocoanuts ถือว่าสะท้อนเข้ากับเมือง Florida อย่างตรงๆเลย แถมยังพบเห็นต้นมะพร้าวประดับพื้นหลังฉากประมูล และมีตั้งชื่อสารพัดเพ อาทิ Cocoanut Beach, Cocoanut Manor, Cocoanut Heights, Cocoanut Junction, Cocoanut Custard ฯ

ถึงหนังจะดูไร้สาระ แต่ก็แฝงสาระที่ปรากฎมาตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง มีการพูดเล่นๆถึงเรื่อง ‘เงิน’ หาใช่สิ่งสลักสำคัญใดๆ ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงยุคสมัย Florida Land Boom แต่ยังค่านิยมชาวอเมริกัน ถูกควบคุม ครอบงำ ด้วยอำนาจทุนนิยมไปเรียบร้อยแล้ว

การได้เป็นสถาปนิก ออกแบบชีวิตตนเองของ Bob Adams ต่างหาก! ที่มีคุณค่าความสำคัญ สมควรแก่การยกย่องนับถือ มากกว่าการลักขโมย ได้ครอบครองสิ่งที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของแบบ Harvey Yates คนโกหกปลิ้นปล้อน กะล่อนหลอกลวง ไม่มีใครอยากไว้หูฟังสักเท่าไหร่!


ด้วยทุนสร้างประมาณ $500,000 เหรียญ ออกฉายทำเงินได้ $1.8 ล้านเหรียญ แม้ยังไม่มากเท่าภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดยุคหนังเงียบ แต่เทียบปริมาณหนังเงียบที่มี ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม!

ส่วนตัวมองว่าหนังไม่ค่อยกลมกล่อมสักเท่าไหร่นะ คือมีมุกประเภทละลาน สร้างความรำคาญให้ผู้อื่น (อย่าไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่) หลายฉากยาวเยิ่นเย้อเกินงาม แต่คุณภาพโดยรวมถือว่าบันเทิงรมณ์

กับคนที่ยังไม่เคยรับชมผลงานของ Marx Brothers เรื่องนี้ถือว่าเหมาะสมควรแก่การเปิดประเดิมที่สุดแล้ว เพื่อจะเรียนรู้คาแรคเตอร์ สร้างความสนิทสนมชิดเชื้อ ซึ่งผลงานถัดๆไป อะไรๆก็จะลงตัวยิ่งขึ้น (และเละเทะยิ่งกว่าเดิม)

จัดเรต 13+ กับความน่ารำคาญ ของมุกประเภทละลาน

คำโปรย | แม้ไม่กลมกล่อม แต่ Marx Brothers ก็ทำให้ The Cocoanuts หวานฉ่ำ
คุณภาพ | บันเทิงรมณ์
ส่วนตัว | ชื่นชอบนิดหน่อย

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of