The Color of Pomegranates

The Color of Pomegranates (1969) USSR : Sergei Parajanov ♠♠♠♠♠

(18/12/2023) ดัดแปลงจากชีวประวัตินักกวี Sayat-Nova เจ้าของฉายา King of Song ทำออกมาในสไตล์ภาพวาด Persian Miniatures นักแสดงราวกับหุ่นเชิดชัก เจิดจรัสด้วยรายละเอียด สีสันสดใส บันทึกภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรมชาว Armenian งดงาม วิจิตรศิลป์ เอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร หมุดไมล์แห่งวงการภาพยนตร์

Besides the film language suggested by Griffith and Eisenstein, the world cinema has not discovered anything revolutionarily new until The Color of Pomegranates, not counting the generally unaccepted language of the Andalusian Dog by Buñuel.

Mikhail Vartanov (เพื่อนสนิทของ Sergei Parajanov)

In the temple of cinema there are images, light and reality. Sergei Paradjanov was the master of that temple.

Jean-Luc Godard

Parajanov’s Color of Pomegranates is of a stunningly perfect beauty. Parajanov, in my opinion, is one of the best film directors in the world.

Michelangelo Antonioni

I didn’t know any more about Sayat Nova at the end of the picture than I knew at the beginning, but instead what Parajanov did was he opened a door into a timeless cinematic experience.

Watching Sergei Parajanov’s The Color of Pomegranates, or Sayat Nova, is like opening a door and walking into another dimension, where time has stopped and beauty has been unleashed. On a very basic level, it’s a biography of the Armenian poet Sayat-Nova, but before all else it’s a cinematic experience, and you come away remembering images, repeated expressive movements, costumes, objects, compositions, colors.

Martin Scorsese

ใครก็ตามที่มีโอกาสรับชม The Color of Pomegranates (1969) ย่อมบังเกิดความรู้สึกอึ่งทึ่ง ตื่นตาตะลึง ราวกับหลุดเข้าไปโลกอีกใบ พบเห็นสิ่งมหัศจรรย์แปลกใหม่ แม้จะไม่สามารถทำความเข้าใจเรื่องราวใดๆ กลับรู้สึกเพลิดเพลินหฤทัย ลุ่มหลงใหลในความงดงาม วิจิตรศิลป์ ภาพยนตร์มันสามารถทำแบบนี้ได้ด้วยฤาไร?

ผมพยายามอยู่หลายรอบในการรับชม The Color of Pomegranates (1969) เพื่อค้นหาเรื่องราว รายละเอียด ใจความสำคัญ แต่จนแล้วจนรอด ถ้าคุณไม่เคยรับรู้อะไรใดๆมาก่อน มันก็สุดวิสัยเกินกว่าจะสามารถทำความเข้าใจอะไร พอยินยอมรับความพ่ายแพ้ หาอ่านชีวประวัตินักกวี Sayat-Nova แม้งเอ้ย! มันราวกับเส้นผมบังภูเขา ทุกสิ่งอย่างกระจ่างแจ้งโดยพลัน

สำหรับคนที่ชื่นชอบความท้าทาย แนะนำให้ลองหาหนังดูก่อนสักรอบสองรอบ ยอมแพ้เมื่อไหร่ก็ค่อยเริ่มอ่านบทความนี้ เมื่อรับรู้เนื้อเรื่องราว ค่อยหวนกลับไปรับชมอีกรอบสุดท้าย จักพบเห็นความงดงาม วิจิตรศิลป์ รายละเอียดที่น่าอึ่งทึ่ง รวมถึงอารมณ์ขันของผกก. Parajanov มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบใคร และคงไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้อย่างแน่นอน

แซว: นอกจากภาพยนตร์ The Fall (2006) ของผู้กำกับ Tarsem Singh, ก็มี Music Video บทเพลง 911 ของ Lady Gaga ที่ได้รับอิทธิพลจาก The Color of Pomegranates (1969)

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Sayat-Nova, Սայեաթ-Նովայ ชื่อเกิด Harutyun Sayatyan, Հարություն Սայադյան (1712-95) กวี นักดนตรี สัญชาติ Armenian เกิดที่ Tiflis, Kingdom of Kartli (ปัจจุบันคือ Tbilisi, Georgia) ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลการอ่าน-เขียนได้ทั้งภาษา Armenian, Georgian, Azeri (Azerbaijani), Persian, Turkish และ Arabic ทั้งยังชื่นชอบการขับร้อง แต่งเพลง บรรเลงเครื่องดนตรี Kamancheh, Chonguri, Tambur จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

ต่อมาได้รับแต่งตั้งจาก King Heraclius II of Georgia (หรือ King Erekle II หรือ The Little Kakhetian) กลายเป็นนักดนตรีประจำสำนักพระราชวัง (Court Musician) แต่ว่ากันว่าแอบตกหลุมรัก Princess Ana (น้องสาวของ King Heraclius II) ทั้งๆตนเองแต่งงานอยู่แล้วกับ Marmar Shahverdian เลยถูกขับไล่ออกเมื่อปี ค.ศ. 1759 จึงตัดสินใจละทางโลก ทอดทิ้งภรรยาและบุตร(ทั้งสี่) ออกบวชเป็นบาทหลวงยัง Armenian Apostolic Church จนกระทั่งการบุกรุกรานของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน Agha Mohammad Khan Qajar เมื่อปี ค.ศ. 1795 ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ณ Haghpat Monastery

เกร็ด: พระเจ้าชาห์ Agha Mohammad Khan Qajar เรียกร้องขอให้ Sayat-Nova เปลี่ยนศาสนามานับถืออิสลาม แต่เจ้าตัวบอกปฏิเสธเลยถูกประหารตัดศีรษะ ฝังร่างอยู่ยัง Armenian Cathedral of Saint George ณ Tbilisi

ในประเทศ Armenia ชื่อเสียงของ Sayat-Nova ได้รับยกย่องกวีเอก (เฉกเช่นเดียวกับสุนทรภู่บ้านเรา) จากผลงานแต่งเพลง ประพันธ์บทกวี ในสไตล์ Romantic Expressionism และยังมีความใกล้ชิดกับศาสนา (Armenian Christian) ได้รับฉายา King/Lord of Songs (จริงๆคำว่า Sayat-Nova ก็สามารถแปลได้ว่า King/Lord of Songs)

I sigh not, while thou art my soul! Fair one, thou art to me
A golden cup, with water filled of immortality.
I sit me down, that over me may fall thy shadow, sweet;
Thou art a gold-embroidered tent to shield me from the heat.
First hear my fault, and, if thou wilt, then slay this erring man;
Thou hast all power; to me thou art the Sultan and the Khan.

Thy waist is like a cypress-tree, sugar thy tongue, in sooth;
Thy lip is candy, and thy skin like Frankish satin smooth.
Thy teeth are pearls and diamonds, the gates of dulcet tones;
Thine eyes are gold-enamelled cups adorned with precious stones;
Thou art a rare and priceless gem, most wonderful to see;
A ruby rich of Mt. Bedakhsh, my love, thou art to me.

How can I bear this misery, unless my heart were stone?
My tears are blood because of thee, my reason is o’erthrown.
A young vine in the garden fresh thou art to me, my fair,
Enshrined in greenness, and set round with roses everywhere.
I, like the love-lorn nightingale, would hover over thee.
A landscape of delight and love, my queen, thou art to me!

Lo, I am drunken with thy love! I wake, but my heart sleeps.
The world is sated with the world; my heart its hunger keeps.
What shall I praise thee by, when naught is left on earth, save thee?
Thou art a deer, a Pegasus sprung from the fiery sea!

Speak but one word, to say thou art Saïat Nova’s love,
And then what matters aught to me, in earth or heaven above?
Thy rays have filled the world; thou art a shield that fronts the sun.
Thou dost exhale the perfume sweet of clove and cinnamon,
Of violet, rose, and marjoram; to me, with love grown pale,
Thou art a red flower of the field, a lily of the vale!

Love Song

Sergei Parajanov ชื่อจริง Sarkis Hovsepi Parajaniants, Սարգիս Հովսեփի Փարաջանյանց (1924-90) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Armenian เกิดที่ Tbilisi, Georgian SSR (ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครอง Soviet Union), วัยเด็กไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ แต่มีความหลงใหลในวรรณกรรม ดนตรี โดยเฉพาะการร้องเพลง หลังเลิกเรียนทำงานพิเศษในโรงงานของเล่น ตุ๊กตาไม้, โตขึ้นเข้าเรียนการก่อสร้าง Tbilisi Institute of Railway Transport แต่แค่เพียงปีกว่าๆย้ายมาเรียนร้องเพลง Tbilisi State Conservatoire, หลังสงครามโลกเดินทางสู่ Moscow สมัครเข้าศึกษาต่อ Moscow State Conservatory ก่อนเปลี่ยนความสนใจสู่การกำกับภาพยนตร์ All-Russian University of Cinematography (VGIK) เป็นลูกศิษย์ของ Igor Savchenko และ Alexander Dovzhenko

เมื่อปี ค.ศ. 1950, แต่งงานกับภรรยาคนแรก Nigyar Kerimova ซึ่งเป็นชาวมุสลิมแต่ยินยอมเปลี่ยนมานับถือ Eastern Orthodox Christianity เพื่อให้ได้ครองรักกับเขา ไม่นานกลับถูกลอบสังหารโดยญาติของเธอ เพราะไม่ยอมรับการเปลี่ยนศาสนา! ด้วยเหตุนี้ Parajanov จึงอพยพย้ายมาปักหลัก Kyiv, Ukraine SSR สรรค์สร้างสารคดี & ภาพยนตร์ อาทิ Andriesh (1954), The First Lad (1958), Ukrainian Rhapsody (1961), Flower on the Stone (1962) ฯ

หลังจาก Parajanov มีโอกาสรับชม Ivan’s Childhood (1962) ผลงานแจ้งเกิดผกก. Andrei Tarkovsky ราวกับได้ค้นพบตัวตน (Self-Discovery) เปิดมุมมองโลกกว้าง เข้าใจความหมายแท้จริงของศิลปะภาพยนตร์ ทำไมต้องอยู่ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับ สิ่งที่สหภาพโซเวียตควบคุมครอบงำให้สรรค์สร้างแต่ ‘socialist realism’

Tarkovsky, who was younger than I by ten years, was my teacher and mentor. He was the first in Ivan’s Childhood to use images of dreams and memories to present allegory and metaphor. Tarkovsky helped people decipher the poetic metaphor. By studying Tarkovsky and playing different variations on him, I became stronger myself … I did not know how to do anything and I would not have done anything if there had not been Ivan’s Childhood.

Sergei Parajanov

หลังเสร็จสร้าง Shadows of Forgotten Ancestors (1965) ผลงานถัดไปของผกก. Parajanov ได้รับมอบหมายโปรเจคภาพยนตร์เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ชัยชนะของสหภาพโซเวียตเหนือนาซีเยอรมัน ตั้งชื่อโปรเจคว่า Kiev Frescoes (1966) แต่กลับสรรค์สร้างสารคดีเกี่ยวกับ Niko Pirosmani จิตรกรแนว ‘Primitive Art’ ชาว Georgian ซึ่งไม่ได้มีความเกี่ยวข้องประการใดกับสงครามโลกครั้งที่สอง เลยถูกทางการสั่งยกเลิก หลงเหลือเพียงฟุตเทจความยาว 14 นาทีที่พอรับชมแล้วจะพบเห็นร่องรอย วิวัฒนาการ ก่อนกลายมาเป็น The Color of Pomegranates (1969)

(ฟุตเทจของ Kiev Frescoes (1966) รวมอยู่ใน Blu-Ray ของค่าย Kino Lorberได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้วด้วย!)

เมื่อไม่สามารถสานต่อชีวประวัติจิตรกร Niko Pirosmani ผกก. Parajanov จึงจำต้องเบี่ยงเบนความสนใจมายัง Ashugh Sayat-Nova ต้องการถ่ายทอดวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม นำเสนอสิ่งสร้างความอึดอัดอั้น ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณศิลปิน

We want to show the world in which the ashugh [Sayat-Nova] lived, the sources that nourished his poetry, and for that reason national architecture, folk art, nature, daily life, and music will play a large role in the film’s pictorial decisions. We are recounting the epoch, the people, their passions and thoughts through the conventional, but unusually precise language of things. Handicrafts, clothing, rugs, ornaments, fabrics, the furniture in their living quarters – these are the elements. From these the material look of the epoch arises.

Sergei Parajanov

เกร็ด: Ashik (คำเรียกของชาว Azerbaijani, Turkish, Persian และ Arabic) หรือ Ashugh (คำเรียกของชาว Armenian และ Georgian) หมายถึงนักร้อง-นักกวี (Singer-Poet หรือ Bard) ผู้มีความสามารถทั้งการร้อง-เล่น-เต้น บรรเลงดนตรี พร้อมขับร้อง ประพันธ์บทกวี


เรื่องราวของหนังจะมีการแบ่งออกเป็นตอนๆ (มีคำเรียกว่า Tableaux) คั่นแบ่งด้วยข้อความอธิบาย (หลายคนอาจเข้าใจผิดว่านำข้อความจากบทกวีของ Sayat-Nova แต่ทั้งหมดเป็นการแต่งขึ้นใหม่ของผกก. Parajanov) โดยสามารถแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆดังนี้

  • Childhood, นำเสนอวัยเด็กของ Sayat-Nova อาศัยอยู่กับบิดา-มารดา หวาดกลัวฟ้าฝน ค้นพบความชื่นชอบอ่าน-เขียน สนอกสนใจในวิถีชีวิต วัฒนธรรม แอบดูชาย-หญิงในโรงอาบน้ำสาธารณะ
  • Youth, แสดงความสามารถด้านดนตรี ประพันธ์เพลง ตัดสลับกับอีกตัวตนเอง (ต่างรับบทโดย Sofiko Chiaureli) กำลังม้วนเส้นด้าย ก่อนจบลงด้วยการแสดงละครใบ้ (ทำการแสดงโดย Sofiko Chiaureli) ทั้งหมดนื้เพื่อสื่อถึงความพยายามค้นหาตัวตนเอง
  • Prince’s Court, ได้รับแต่งตั้งเป็นนักดนตรีประจำสำนักพระราชวัง แต่กลับตกหลุมรัก Princess Ana (รับบทโดย Sofiko Chiaureli) ระหว่างกิจกรรมล่าสัตว์ พลัดหลงไปยังสุสาน พบเห็นข้อความคนตาย เกิดความตระหนักว่าไม่มีทางที่พวกเขาจักได้ครองคู่อยู่ร่วม ก่อนร่ำลาตบท้ายด้วยการแสดงละครใบ้อีกครา
  • The Monastery, หลังออกจากพระราชวัง Sayat-Nova ตัดสินใจบวชเป็นบาทหลวง (รับบทโดย Vilen Galstyan) ประกอบกิจวัตรเหยียบองุ่น, ทำไวน์, พิธีศพ, แต่งงาน, จุ่มศีล, กระทั่งการจากไปของหลวงพ่อ Catholicos Lazar I of Armenia (พระสังฆราชสากลแห่งชาว Armenia) ได้รับมอบหมายขุดหลุมฝังศพในอาสนวิหาร(ท่ามกลางฝูงแกะ) และเลือกสรรผ้าห่อศพจากหญิงสาวจิตใจบริสุทธิ์ (รับบทโดย Sofiko Chiaureli)
  • The Dream, หลับฝันถึงความทรงจำสมัยเด็ก (ที่ยังติดตามมาหลอกหลอน) อาศัยอยู่กับครอบครัว ครุ่นคิดถึงบุคคลล้มหายตายจาก
  • Old Age, หลายปีผ่านไป พบเห็นผมหงอกบนศีรษะ (รับบทโดย Giorgi Gegechkori) ภายหลังพิธีบูชายันต์แกะ ตัดสินใจออกเดินทาง มุ่งสู่วิหาร Haghpat Monastery ก่อนถูกโจมตีโดยพลธนูของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน
  • The Angel of Death, ระหว่างการเดินทาง พบเห็นเทวทูต บานประตู พิธีศพภรรยา Marmar Shahverdian ก่อนปล่อยให้โชคชะตา(เทวทูตทั้งสอง)นำสู่ปลายทางชีวิต
  • Death, จับจ้องมองกระโหลกศีรษะ ในที่สุดก็สามารถยินยอมรับความตาย ถูกราดด้วยไวน์ทับทิมของนางฟ้า (รับบทโดย Sofiko Chiaureli) และทอดทิ้งกายาลงบนพื้นวิหาร

ในบรรดานักแสดงทั้งหมด ผมอดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง Sofiko Chiaureli หรือ Sophia Chiaureli, სოფიკო ჭიაურელი (1937-2008) นักแสดงสัญชาติ Georgian เกิดที่ Tbilisi, Georgian SSR เป็นบุตรของผู้กำกับ Mikheil Chiaureli และนักแสดง Veriko Anjaparidze, สำเร็จการศึกษาจาก All-Union State Institute of Cinematography (VGIK) แล้วเดินทางกลับ Tbilisi กลายเป็นนักแสดงละครเวที แต่ไฮไลท์คือตัวตายตัวแทน (Muse) ของผกก. Sergei Parajanov ตั้งแต่ภาพยนตร์ The Color of Pomegranates (1969), The Legend of Suram Fortress (1985) และ Ashik Kerib (1988)

นั่นเพราะ Chiaureli ในภาพยนตร์ The Color of Pomegranates (1969) รับบทบาทถึง 6 ตัวละคร! ประกอบด้วย

  • Sayat-Nova ตอนเป็นหนุ่ม (Poet’s Youth) ลุ่มหลงในบทกวี แต่งเพลง ตกหลุมรัก Princess Ana
  • อีกตัวตนของ Sayat-Nova (Poet’s Muse) เรือนร่างหญิงสาวกำลังม้วนเส้นด้าย
  • Princess Ana คนรักของ Sayat-Nova (Poet’s Love) มักพบเห็นยกผ้าลูกไม้ขึ้นมาปกปิดบังใบหน้า
  • นักแสดงละครใบ้ (Mime) เล่นเป็นทั้งชาย-หญิง อวตารของ Sayat-Nova และ Princess Ana
  • แม่ชีผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ (Selfless Love) มอบผ้าคลุมศพให้กับ Sayat-Nova
  • นางฟ้า (Angel of Resurrection) ผู้ราดไวน์ทับทิมลงบนเรือนร่างของ Sayat-Nova

มันไม่ใช่ว่า Chiaureli อยากแสดงบทบาทไหนก็ได้นะครับ แต่ตัวละครทั้งห้าต่างมีเหตุมีผล มีความเหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อนตัวตนของ Sayat-Nova ทั้งตัวตายตัวแทน (Muse) บุคคลที่ตนเองรัก (Lover) อวตารของนักแสดงละครใบ้ (Mime) แม่ชีผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ (Selfless Love) รวมถึงความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่หลังความตาย (Angle of Resurrection) ถือเป็นปกติสำหรับ Ashik/Ashugh นักร้อง-นักกวี (Singer-Poet หรือ Bard) ย่อมมีความสามารถในการร้อง-เล่น-เต้น แสดงได้ทุกบทบาท

แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ Chiaureli ไม่สามารถรับบทในทุกช่วงวัยของ Sayat-Nova ซึ่งนอกจากเธอยังมีอีกสามนักแสดงเริ่มจากวัยเด็ก (รับบทโดย Melkon Alekyan), วัยผู้ใหญ่ บวชเป็นบาทหลวง (รับบทโดย Vilen Galstyan) และตอนสูงวัย พบเห็นผมหงอกบนศีรษะ (รับบทโดย Giorgi Gegechkori)

ในส่วนของการแสดง ‘สไตล์ Parajanov’ ไม่ต้องการให้นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึกใดๆ หรือพูดพร่ำเรื่อยเปื่อยอะไรออกมา แต่ทำตัวเหมือนตุ๊กตาเชิดชัก หุ่นไม้ไร้อารมณ์ เพียงใบหน้านิ่งๆ (ส่วนใหญ่มักหันเข้าหาหน้ากล้อง) ขยับเคลื่อนไหวติดๆขัดๆ เชื่องๆช้าๆ ท่าทางซ้ำไปซ้ำมา (เหมือนการเชิดชักหุ่น) หลายครั้งพยายามทำให้สอดคล้องท่วงทำนอง/จังหวะดนตรี เพื่อสื่อสารผ่านภาษากาย ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจการแสดงออกของตัวละครได้โดยง่าย


ถ่ายภาพโดย Suren Shakhbazyan (1923-89) ตากล้องชาว Armenia เกิดที่ Gyumri, โตขึ้นเข้าเรียนครุศาสตร์ Georgian State Teaching University of Physical Education ก่อนเปลี่ยนมาเรียนการถ่ายภาพ All-Russian State Institute of Cinematography (VGIK) แล้วถูกส่งมายัง Kiev, Ukrane ทำงานสตูดิโอ Dovzhenko Film Studio เลยมีโอกาสร่วมงานผกก. Sergei Parajanov ภาพยนตร์ The Color of Pomegranates (1969)

ในขณะที่ Shadows of Forgotten Ancestors (1965) มีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน ราวกับกำลังอยู่บนรถไฟเหาะ (Roller Coaster) จำเป็นต้องคาดเข็มขัดนิรภัยระหว่างรับชม แพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ เฉดสีสันละลานตาไปหมด

ตรงกันข้ามกับ The Color of Pomegranates (1969) กล้องแทบไม่มีการขยับเคลื่อนไหว พยายามยัดเยียดรายละเอียดทั้งหมดเข้ามาในเฟรมภาพ ทำออกมาให้ดูเหมือนโรงละคอนหุ่น (Puppet Theatre) นักแสดงก็มักไม่ค่อยขยับเคลื่อนไหว เพียงโยกไปโยกมา กระทำสิ่งซ้ำไปซ้ำมา (คล้ายๆหุ่นเชิดชัก) เพียงการออกแบบฉาก เสื้อผ้าเครื่องประดับ เต็มไปด้วยลวดลายสีสัน ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ศิลปะ Armenian Miniature และ Persian Miniatures

Paradjanov has described the film as a series of Persian miniatures. The camera remains fixed in place, as in early cinema, while the director’s mise en scène resembles a tableau-vivant, a mixture of theatre and painting. Rather than zooming or changing focal lengths, people and animals move closer and farther away from the camera, objects relating to each other in a two-dimensional manner.

Rahul Hamid นักวิจารณ์จาก Senses Of Cinema

หนังใช้เวลาโปรดักชั่นเกือบปี (ระหว่างสิงหาคม ค.ศ. 1967 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1968) เพราะต้องออกเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมด หลายโบสถ์/วิหารเคยเป็นที่พักอาศัยของ Sayat-Nova ส่วนใหญ่ล้วนถูกทิ้งร้าง ไม่ค่อยได้รับการดูแลรักษา ประกอบด้วย

  • Armenia อาทิ Sanahin Monastery, Haghpat Monastery, St. John Church ณ Ardvi, Akhtala Monastery
  • Georgia อาทิ Alaverdi Monastery, David Gareja, Dzveli Shuamta
  • Azerbaijani อาทิ Old City ในเมือง Baku, Nardaran Fortress

(สามภาพบนคือตัวอย่างของ Miniature ส่วนสองภาพล่างเป็น Persian Miniatures)

ทับทิม (Pomegranate) ผลไม้ประจำชาติ Armenia (เคียงข้างกับ Apricots) ตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ (Abundance) ภาวะเจริญพันธุ์ (Fertility) รวมถึงการแต่งงาน (Marriage) โดยเจ้าบ่าวจะต้องเขวี้ยวขว้างทับทิมใส่กำแพงให้แตกละเอียด เชื่อว่าเม็ดเล็กๆที่กระจัดกระจาย จะกลายเป็นลูก-หลาน-เหลน-โหลน ทายาทสืบวงศ์ตระกูล

The Color of Pomegranates (1969) อาจไม่ใช่ชื่อหนังตามความตั้งใจของผกก. Parajanov แต่ต้องถือว่ามีความหมายอันลึกซึ้งต่อชนชาติ Armenia สอดแทรกอยู่ในประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม จนสามารถเรียกได้ว่า ‘ผลไม้แห่งจิตวิญญาณ’ เมื่อถูกบดขยี้ ย่ำเหยียบ (ปกติเหยียบองุ่นเพื่อทำไวน์ แต่ในบริบทนี้คงสื่อถึงการเหยียบย่ำทั่วๆไป) ย่อมสื่อถึงการหลั่งเลือดเนื้อของชาว Armenian ต้องต่อสู้ดิ้นรน (เหมือนปลาตะเกียกตะกาย) ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน (หนามแหลมทิ่มแทง)

I am the man whose life and soul are torture.

Sayat-Nova

ในค่ำคืนฝนตกหนัก Sayat-Nova หวาดกลัวเสียงฟ้าร้อง-ฟ้าผ่า บิดา-มารดาจึงต้องเอาผ้าห่มมาปกคลุมร่างกาย นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กชายมีความเชื่อศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า เติบโตขึ้นกลายเป็นบุคคลใกล้ชิดศาสนา

ผมนำเอาตัวอย่างภาพวาด Miniature มาเปรียบเทียบกับมุมกล้องช็อตนี้ที่ห้อมล้อมด้วยกรอบกระจก หรือขอบหน้าต่าง (ที่จะมีการอ้างอิงถึงช่วงท้ายของหนัง) เพื่อแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของผกก. Parajanov ต้องการให้หนังมีความเป็นอารยธรรม Caucasus

เกร็ด: Caucasus หรือ Caucasia คือภูมิภาคระหว่างทะเลดำ (Black Sea) กับทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) กลุ่มคนที่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus Mountain) ประกอบด้วย Georgian, Armenian, Azeri (Azerbaijani) และรัสเซียตอนใต้

หนังสือคือสิ่งที่ Sayat-Nova ได้รับการปลูกฝัง ตระหนักถึงความสำคัญ จุดเริ่มต้นทำให้เขาหลงใหลการอ่าน-เขียน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาตั้งแต่เด็ก! … ช่วงต้นเรื่องที่มีการแทรกภาพหนังสือคั่นแบ่งระหว่างภาพเชิงสัญลักษณ์ ก็เพื่อสื่อถึงสิ่งที่ Sayat-Nova ใช้ระบายความอึดอัดอั้น ด้วยการแต่งเพลง ประพันธ์บทกวี รำพันความทุกข์ทรมานที่อยู่ภายในจิตใจออกมา

ผมขี้เกียจหาข้อมูลว่าภาพเหล่านี้นำจากหนังสือ (Manuscript) เล่มไหน? แต่ทั้งหมดล้วนเป็นภาพวาดพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ถือกำเนิด, พิธีจุ่มศีล, เผยแพร่ศาสนา, พระกระยาหารมื้อสุดท้าย ฯ ในลักษณะ Miniature Art ซึ่งสามารถสะท้อนถึงสไตล์ของหนังได้อย่างตรงไปตรงมา!

การได้อ่านหนังสือ/ดูภาพวาดประวัติพระเยซูคริสต์ ทำให้เด็กชาย Sayat-Nova เกิดความลุ่มหลงใหล ใคร่อยากเป็น จึงทำท่าทางเลียนแบบด้วยการนอนราบ กางแขนสองข้าง ช่างดูละม้ายคล้ายการตรึงกางเขนของพระเยซู, ส่วนการห้อยโหน แกว่งไปแกว่งมา เหมือนต้องการเลียนแบบเทวดาที่สามารถติดปีก โบยบินไปบินมา … ภาพทั้งสองช็อตนี้จะล้อกับช่วงท้าย ความตายของ Sayat-Nova

ขอกล่าวถึงพรม (Carpet) หรือ Գորգ (อ่านว่า Gorg) ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดจาก Caspian Sea หรือ Armenian Highland เก่าแก่สุดพบเจอยังสุสาน Pazyryk ณ Altai Mountains, Siberia จากการสังเกตของผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นว่าน่าจะเป็นฝีมือของชาว Armenian ประมาณการถักถอขึ้นช่วงก่อนคริสตศักราช 5-4 B.C.

สำหรับพรมในหนัง พบเห็นอยู่แทบๆทุกฉาก (รวมถึงการย้อมสี ถักทอ) สำหรับชาว Armenia ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่พรมเช็ดเท้าเท่านั้นนะครับ ยังสามารถใช้เป็นผ้าห่ม รองนั่ง-นอน ประดับฝาผนัง รวมถึงคลุมร่างผู้เสียชีวิต

(ภาพซ้ายมือคือ Pazyryk Carpet เชื่อว่าน่าจะคือพรมเก่าแก่ที่สุดหลงเหลือถึงปัจจุบัน)

สำหรับชาว Armenian ไก่คือสัญลักษณ์แห่งความโชคดี แต่อาจไม่ใช่สำหรับ Sayat-Nova เพราะมันคือตัวตายตัวแทน นิมิตหมายแห่งความตาย สังเกตจาก…

  • คนงานนำสีแดงมาทาบนตัวไก่ = เลือดอาบเรือนร่างกาย
  • ภาพวาด Saint George ควบขี่ม้าขาวพร้อมเด็กชายนั่งซ้อนท้ายเบื้องหลัง สัญลักษณ์ของการต่อสู้ เผชิญหน้าศัตรู ช่วงท้ายพบเห็นอยู่หลายครั้งระหว่างการบุกรุกรานของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน
  • จู่ปรากฎภาพทหารเลือดไหลนอง นี่ก็ราวกับนิมิตแห่งความตาย
  • ไก่ถูกหักคอตาย = ช่วงบั้นปลาย Sayat-Nova ได้รับโทษประหารตัดคอ
  • บิดานำเลือดไก่มาป้าย(กางเขน)บนหน้าผาก Sayat-Nova ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ความโชคดี แต่เด็กชายกลับเช็ดมันออก เลยกลายเป็นลางร้ายไปซะงั้น!

เสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ มารดาสวดอธิษฐานถึง Saint George พบเห็นอัศวินขี่ม้าขาว (ดูเหมือนอวตาร Saint George) ควบผ่านหน้าถึงสองครั้งครา ซึ่งรอบหลังเด็กชาย Sayat-Nova ทำท่าทางเลียนแบบควบม้า สื่อถึงความต้องการอยากเป็นแบบนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ได้กระทำสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ

เกร็ด: Saint George (275/281- 303) นักบุญที่ได้รับการนับถือกันมากในนิกาย Eastern Orthodox และ Oriental Orthodox โด่งดังจากตำนานการต่อสู้กับมังกร และเป็นหนึ่งในนักบุญผู้ช่วยศักดิ์สิทธิ์สิบสี่องค์ (Fourteen Holy Helpers) เชื่อกันว่ามีอำนาจในการป้องกันภัยพิบัติโดยเฉพาะโรคร้าย

แม้ในชีวิตของผกก. Parajanov จะถูกจับกุมข้อหาเป็นพวกรักร่วมเพศ (Homosexual) ถึงสองครั้งครา แต่มันก็ไม่หลักฐานชัดเจน! แม้แต่ในภาพยนตร์ยังมีความคลุมเคลือ ให้อิสระผู้ชมในการครุ่นคิดตีความ, อย่างซีเควนซ์ที่ Sayat-Nova แอบถ้ำมองในโรงอาบน้ำสาธารณะ (Public Bathroom) สังเกตเห็นเรือนร่างทั้งบุรุษและสตรี สามารถสื่อถึงความสนใจทั้งเพศชาย-หญิง หรือจะมองแค่ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กชายที่กำลังเข้าสู่วัยแรกรุ่น!

เปลือกหอย วางอยู่บนหน้าอกข้างหนึ่ง ใครต่อใครน่าจะเข้าใจได้ว่าคือสัญลักษณ์แทนสตรีเพศ ส่วนการอาบน้ำนมหรือสายน้ำที่หลั่งไหล ก็โปรดอย่าจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล!

นี่คือลูกเล่น ‘Time Skip’ ของหนัง! ด้วยการให้เด็กชายส่งต่อเครื่องดนตรี Kamancheh จากนั้นเดินไปยืนอยู่หลบซ่อนอบูาด้านหลังตนเองวัยหนุ่ม พยายามบดบังให้มิดชิด เพื่อสื่อถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ตลอดทั้งซีเควนซ์ในช่วง Poet’s Youth นำเสนอการค้นหาตัวตนเอง เต็มไปด้วยภาพสะท้อนชาย-หญิง (ต่างรับบทโดย Sofiko Chiaureli) แต่หลายคนอาจอาจมองว่า Sayat-Nova พยายามพรอดรัก เกี้ยวพาราสี Princess Ana ก็ตามสบายนะครับ!

  • บุรุษนั่งอ่านหนังสือ-เล่นดนตรี vs. สตรียืนถักทอผ้าลูกไม้
  • บุรุษพยายามทำสิ่งต่างๆเพื่อเรียกร้องความสนใจ vs. สตรียกผ้าลูกไม้ขึ้นมาปกปิดบังใบหน้า
    • จะมีครั้งหนึ่งที่บุรุษยกถ้วยขึ้นมาเททรายใส่ถ้วยอีกใบ แต่ทรายกลับเอ่อล้นไหล ชวนให้ผมนึกถึงสำนวนไทย ‘น้ำเต็มแก้ว’ มากกว่าจะเติมเต็มกันและกันเสียอีก!
  • แหวนข้างซ้าย(ของตัวละคร) ส่งต่อไปยังมือข้างขวา

แซว: ในขณะที่ดาวหกแฉก (Star of David) บนหน้าต่างบานหนึ่ง คือสัญลักษณ์ของการรู้แจ้ง ศรัทธาศาสนา, รูปปั้นเด็กทองคำที่หมุนเหมือนไก่ย่างห้าดาว มันใช่ Cupid สัญลักษณ์แห่งความรักหรือไม่? (ถ้ามองซีเควนซ์นี้คือการพรอดรักระหว่างคนหนุ่ม-สาว มันก็เหมาะกับการเป็นคิวปิดอยู่นะ)

ละคอนใบ้ (Mime) น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงของ Ashugh ศิลปินสามารถร้อง-รำ-ทำเพลง Sofiko Chiaureli เล่นด้วยตนเองแทบทุกตัวละคร (ยกเว้นเด็กชาย) ทำการประมวลเรื่องราวบังเกิดขึ้น ชาย-หญิงหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี เติมเต็มความต้องการของกันและกัน ส่วนเจ้าปีศาจนั้น เหมือนสิ่งชั่วร้ายที่คืบคลานเข้ามาบ่อนทำลายความสัมพันธ์

แซว: นี่เป็นอีกซีเควนซ์ที่ถ้าคุณสามารถทำความเข้าใจ ย่อมพบเห็นอารมณ์ขันของผกก. Parajanov ท่วงท่าลีลานักแสดงชวนให้อมยิ้มอยู่เล็กๆ และจุดประสงค์สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Sayat-Nova & Princess Ana ถูกนำมาล้อเลียน เปรียบเทียบดอกฟ้า-หมาวัด มันช่างเป็นเรื่องน่าหัวร่อสิ้นดี!

จริงๆแล้วต้องเริ่มจากวินาทีนี้ที่ Sayat-Nova ได้รับการแต่งตั้งเป็นนักดนตรีประจำสำนักพระราชวัง (Court Musician) สังเกตจากความอร่าม พื้นหลังประดับตกแต่งด้วยทองคำ เพชรพลอย และโดยเฉพาะ Princess Ana สวมใส่ชุดหรูหรา เครื่องประดับราคาแพง … คือถ้าสามารถแยกแยะจุดนี้ออก ก็จะสามารถแบ่งแยกระหว่าง Poet’s Muse และ Princess Ana คนละตัวละคร แค่ว่ารับบทโดยนักแสดงคนเดียวกัน

หลายคนน่าจะตกม้าตายซีเควนซ์นี้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชักดิ้นชักงอ อยากค้นหาคำตอบให้ได้ว่าคืออะไร? แต่เอาจริงๆแค่ภาพแรก แกะสลักหิน ก็แอบบอกใบ้ไว้เสร็จสรรพ กิจกรรมล่าสัตว์ (Hunting) ของ King Heraclius II of Georgia แม้งเอ้ย เส้นผมบังภูเขา!

สำหรับคนที่ยังมึนๆงงๆ บังเกิดความสับสน ไม่เข้าใจว่าซีเควนซ์นี้กลายเป็นกิจกรรมล่าสัตว์ได้อย่างไร? คือเราต้องสังเกตรายละเอียดต่างๆแล้วครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงสัญลักษณ์ อาทิ

  • ยิงปืน ชักดาบออกจากฝัก สัญลักษณ์ของการต่อสู้ เข่นฆ่า
  • ควบขี่ม้าวนไปวนมา เหมือนพยายามออกไล่ล่าอะไรสักสิ่งอย่าง
  • คนและม้าเวียนวนอยู่บริเวณเขากวางที่ฝังเอาไว้ นี่ก็ชัดเจนว่าสื่อถึงการล่ากวาง
  • มันจะช็อตหนึ่งที่ล่ามกวาง ล่อเสือ และนกล่า
  • ส่วนลูกบอลสีทอง ผมมองว่าคือสัญลักษณ์ของเกม การละเล่น เพื่อสื่อถึงกิจกรรมล่าสัตว์เป็นเพียงความบันเทิงของชนชั้นสูง

เช่นนั้นแล้วใครคือ King Heraclius II ผมครุ่นคิดว่าน่าจะเป็นบุคคลสวมหมวกสีดำทรงสูง (ที่เหมือนมงกุฎ) เพราะถือว่าแต่งตัวภูมิฐานที่สุด และปรากฎตัวในหลายๆช็อตฉาก (ใครชอบเล่นเกม Where’s Waldo? ก็สังเกตกันดูนะครับ)

ข้ารับใช้คนหนึ่งงับปากนกยูง (Peacock) มองผิวเผินเหมือนไม่ได้มีนัยยะอะไร แต่สำหรับผกก. Parajanov ที่เคยถูกทางการสหภาพโซเวียตพยายามปิดปากอยู่หลายครั้ง (โดนจับกุม คุมขัง สร้างข้อกล่าวหา) นี่จึงกลายเป็นช็อตที่เคลือบแฝง ‘Anti-Soviet’ แถมเกิดขึ้นในซีเควนซ์ระหว่าง’เกม’การล่าสัตว์ของพวกชนชั้นสูง … ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ The Rules of the Game (1939) ขึ้นมาโดยทันที!

ระหว่างที่ Sayat-Nova กำลังนั่งบรรเลง Kamancheh คาดว่าคงได้รับคำสั่งจาก Princess Ana จึงจำต้องขึ้นบนหลังม้า เตรียมตัวสำหรับออกล่าสัตว์ (จริงๆเหมือนต้องการหาสถานที่หลบมุมสำหรับพรอดรัก) แต่เอ๊ะทำไมบุคคลกำลังถือ Kamancheh ถึงมีปีกติดอยู่ด้านหลัง??

นั่นเพราะแทนที่ Sayat-Nova จะเดินทางไปร่วมล่าสัตว์ (หรือหาสถานที่พรอดรักกับ Princess Ana) เขากลับพลัดหลงจากคณะ จับพลัดจับพลูไปถึงยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งน่าจะเกิดจากการชี้นำทางของเทวทูต (บุคคลที่มีปีกด้านหลัง) จงใจให้ไปพบเจอบางสิ่งอย่างด้วยตนเอง

การพลัดหลงทางมายังสุสานแห่งนี้ ทำให้ Sayat-Nova เกิดความตระหนักถึงความตาย การพลัดพรากจากลา ไม่มีทางที่ตนเองจะสามารถครองรักกับ Princess Ana ถ้ายังคงดื้อรั้น ดึงดัน แอบคบหากัน ย่อมต้องพบจุดจบ หลงเหลือเพียงขี้เถ้าถ่าน

สิ่งน่าสนใจของซีเควนซ์นี้คือใส่เสียงบรรยายหลากหลายภาษา ผมก็ฟังไม่ออกหรอกว่ามีภาษาอะไรบ้าง ราวกับต้องการให้ผู้ชมทุกชาติพันธุ์รัสเซีย สามารถเข้าใจบทกวีรำพันความตาย

You abandoned us and went away,
but we the living wrapped you
in a cocoon, so that in your new world
you would burst forth like a butterfly.

หลังกลับจากสุสาน Princess Ana พยายามเกี้ยวพาราสี Sayat-Nova ด้วยการเปิดผ้าลูกไม้ แต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉยเฉื่อยชา สีหน้าไม่ยี่หร่า แถมยังนำเอาผ้าลูกไม้สีดำมาปิดกั้นใบหน้า

ผมอุตส่าห์ยับยั้งชั่งใจกับสัญลักษณ์เปลือกหอย = สตรีเพศ แต่สามภาพนี้ล้วนแฝงนัยยะถึง Princess Ana พยายามยั่วเย้า กระตุ้นความต้องการของ Sayat-Nova สามารถตีความเรื่องทางเพศ ลองปลดปล่อยจินตนาการให้เตลิดเปิดเปิงไปดูนะครับ

  • ภาพแรกคือ Princess Ana ใช้ผ้าลูกไม้ค่อยๆลูบไล้เปลือกหอย
  • แจกันที่มีเปลือกหอยสองอันติดอยู่ อันหนึ่งคว่ำ อันหนึ่งเงย
  • Princess Ana เทน้ำออกจากกุณโฑ/คนโท (หม้อน้ำคอสูง) ซ้ายที-ขวาที

ท่าทางของ Princess Ana ยกมือขึ้นมาปกปิดใบหน้า แต่พยายามเปิดตาซ้ายที เปิดตาขวาที เหมือนคนกำลังมีความเหนียงอายในสิ่งที่พบเห็น แต่ผมครุ่นคิดว่าเธอรู้สึกละลายกับตนเองเสียมากกว่า

ขณะที่ปฏิกิริยาของ Sayat-Nova ยกมือขึ้นมาหักห้ามปราม ปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมรับรู้ พบเห็น กระทำสิ่งเกินเลยเถิด เขาจะค่อยๆเตลิดหนีหาย ย่องถอยหลัง ออกจากปราสาทแห่งนี้ไป

ตบท้ายซีเควนซ์นี้ด้วยละครใบ้อีกรอบ คราวนี้ออกมาทำการแสดงภายนอก ยังบริเวณกำลังผึ่งพรมตากแดด นำเสนอเรื่องราวฝ่ายชายพยายามหลบซ่อนตัว ทำเหมือนเล่นซ่อนหา ฝ่ายหญิงจึงออกติดตามหา ปีนป่ายขึ้นไปเบื้องบน ถึงอย่างนั้นท้ายที่สุดเขาสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้สำเร็จ!

ฉากการบวชของ Sayat-Nova ณ Armenian Apostolic Church มีการตัดแต่งฟีล์มเฉพาะบริเวณโบสถ์วิหาร แปะเข้ากับพื้นหลังสีดำ นี่ไม่น่าจะต้องการสื่อถึงช่วงเวลากลางคืน แต่คือสถานที่มีความพิเศษ เหนือจริง ราวกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าดลบันดาล

การบวชช่วงแรกๆของ Sayat-Nova คือเวลาแห่งการเรียนรู้ ปรับตัว ภาพแรกแสดงถึงความแปลกแยก (หรือจะมองว่า Sayat-Nova มีเป้าหมายการเป็นบาทหลวงแตกต่างจากคนอื่น) จากนั้นเป็นการร้อยเรียงกิจวัตรสงฆ์ ย่ำเหยียบองุ่นทำไวน์, พิธีศพ, แต่งงาน, จุ่มศีล ฯ กระทำสิ่งต่างๆตามภาพวาดเคยพบเห็นจากหนังสือเมื่อครั้นยังเป็นเด็ก

องุ่นที่ทำการเหยียบย่ำจะไหลลงไปหมักไวน์อยู่ใต้พื้นดิน ซึ่งการตักตวงขึ้นมาดื่มด่ำของ Sayat-Nova แสดงถึงอาการผิดหวังในการเป็นบาทหลวง วันๆเพียงทำกิจวัตรซ้ำๆ ไม่สามารถเติมเต็มความฝันวัยเด็กที่อยากเป็นบุคคลสำคัญ กระทำสิ่งเสียสละเพื่อมนุษยชาติ

แล้ววันหนึ่งกระแสลมก็พัดพาข่าวดี Sayat-Nova ได้รับมอบหมายให้ทำการขุดหลุมฝังศพหลวงพ่อ Catholicos Lazar I of Armenia (พระสังฆราชสากลแห่งชาว Armenia) ภายใต้อาสนวิหาร ทำให้พบเห็นนิมิต(เหมือนก้อนเมฆ)ล่องลอยอยู่บนอากาศ ตามด้วยฝูงแกะมากมายรายล้อมรอบ (ลูกแกะ คือสัญลักษณ์แทนมนุษย์ ผู้บริสุทธิ์ บุคคลของพระเจ้า)

แซว: ผมครุ่นคิดว่าบุคคลที่ยืนอยู่ด้านหลังประตู (ระหว่าง Sayat-Nova กำลังขุดหลุมฝังศพ) น่าจะคือวิญญาณของหลวงพ่อ Catholicos Lazar มาเฝ้าดูการทำงานอย่างไม่คาดสายตา

สิ่งหนึ่งของวัฒนธรรมชาว Armenian คือผ้าห่อศพ (Shroud) แม่ชีทั้งหลายจึงพยายามเย็บปัก ถักทอ ด้วยความคาดหวังอันสูงส่งจะได้รับเลือก แต่ความต้องการของ Sayat-Nova เรียกร้องอยากได้ผ้าห่อศพจากหญิงสาวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ บุคคลที่มี ‘selfless love’ จะหาพบเจอจากสถานที่แห่งไหนกัน?

ซึ่งหนังก็นำเสนอเธอคนนั้น (รับบทโดย Sofiko Chiaureli) ด้วยลูกเล่นมายากลภาพยนตร์ง่ายๆ หญิงสาวชนชั้นล่าง เดินเข้ามาสัมผัสแกะดำแล้วจู่ๆกลายเป็นแกะขาว จากเคยสวมชุดคลุมสีดำก็ทำการปลดเปลื้องเหลือเพียงชุดขาว (คล้ายๆการออกจากดักแด้ กลายเป็นผีเสื้อ)

เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจว่า Sayat-Nova รับล่วงรู้ได้อย่างไรว่าคือหญิงสาวผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ (Selfless Love) นั่นเพราะเมื่อตอนส่งมอบผ้าห่อศพ มีการคุกเข่า โอบกอด เหมือนพยายามอ้อนวอน เรียกร้องขออะไรบางอย่าง ซึ่งเขาก็พยายามบิดเอี้ยวตัว ปฏิเสธมองหน้าสบตา จู่ๆภายหลังบังความพึงพอใจ ตัดสินใจเลือกผ้าผืนนี้แบบงงๆ

ยามหลับนอนพบเห็นมือสีทองบดบังใบหน้า Sayat-Nova ในทิศทางต่างๆ ดูราวกับหัตถ์พระเจ้า (Hand of God) คอยชี้นำทางความฝัน ทำให้เขาหวนระลึกความทรงจำ อดีตยังคงติดตามมาหลอกหลอน ซึ่งมักเกี่ยวกับครอบครัว บิดา-มารดา ตัวตนเอง และบุคคลรอบข้าง พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่มียังมีชีวิตอยู่-ล้มหายตายจาก จนกระทั่งสายลมพัดแรง หลังคาวิหารตกแตก ถึงสามารถปลุกตื่นขึ้นจากความฝัน

I saw everything, clear and strangely blunt, and I understood that life had abandoned me.

หลังจากข้อความประโยคนี้จะนำเข้าสู่ช่วงสูงวัย (Old Age) พบเห็นผมหงอกบนศีรษะ (รับบทโดย Giorgi Gegechkori) แต่ขณะเดียวกัน Sayat-Nova ก็ได้ตระหนักถึงความหมายของชีวิต จึงทำการปลดเปลื้องเสื้อดำตัวนอก คล้ายๆการลอกคราบของหญิงสาวจิตใจบริสุทธิ์ (Selfless Love) และถ้าใครตั้งใจรับฟังจะได้ยินเสียงเหมือนจิ้งหรีดเรไร คนงานขึ้นไปตัดถางหญ้า สื่อถึงการมาถึงของฤดูกาลใหม่

มันจะมีอยู่ช็อตหนึ่งที่ถ่ายภาพแนวตั้ง (Vertical) หรือไม่รู้ทำการครอบตัด (Crop) ขอบซ้าย-ขวา แต่จุดประสงค์คือการปรับเปลี่ยนมุมมองโลกทัศน์ คล้ายๆกับการค้นพบตัวตนเอง (Self-Discovery) ราวกับได้ถือกำเนิด เกิดใหม่ เข้าใจเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง!

ในขณะที่การลอกคราบเปรียบได้กับการถือกำเนิด เกิดใหม่ = พิธีบูชายันต์ด้วยการฆ่าแกะสามตัว หลงเหลือเพียงส่วนหัววางอยู่บนก๊อกน้ำไหล (เกิดใหม่=ความตาย), นั่นแปลว่าเราสามารถเปรียบเทียบ Sayat-Nova = เจ้าแกะน้อย ซึ่งต่างมีจุดจบละม้ายคล้ายคลึงกัน (ถูกตัดศีรษะ)

ใครช่างสังเกตยังอาจพบเห็นความเชื่อมโยงในหลายๆสิ่งอย่างกับตอนต้นเรื่อง, เด็กชายเมื่อเริ่มรับรู้ประสีประสา พบเห็นวิธีการย้อมสีผ้า โยนใส่ถาด เชือดคอไก่ = Sayat-Nova ผู้เพิ่งค้นพบตัวตนเองตอนสูงวัย ราวกับได้ถือกำเนิด เกิดใหม่ ฉากถัดมาพิธีบูชายันต์ เชือดคอแกะ นำเอาชิ้นส่วนต่างๆวางใส่ถาด นำไปต้ม ปรุงสุก พร้อมรับประทาน

อีกหนึ่งการเปรียบเทียบที่เห็นได้อย่างชัดเจน Sayat-Nova (สูงวัย) ตัดสินใจก้าวลงบันได จากนั้นตัดไปภาพ Sayat-Nova (เด็กชาย) กำลังก้าวลงบันไดเช่นกัน ราวกับว่านั่นคือสิ่งที่เขาเพ้อใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก อยากออกเดินทาง ไปยังสถานที่ต่างๆ

เกร็ด: ตัวจริงๆของ Sayat-Nova ตั้งแต่ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นนักดนตรีประจำสำนักพระราชวัง (Court Musician) ก็เคยออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ สะสมชื่อเสียงประสบการณ์ ร้องรำทำเพลงจนกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง (ไม่ใช่เพิ่งมาออกเดินทางตอนเป็นผู้สูงวัยขณะนี้)

Sayat-Nova เดินทางมาถึง Haghpat Monastery พอตักไวน์ขึ้นดื่ม ปรากฎว่าถ้วยกลับว่างเปล่า เลยแหงนเงยหน้าขึ้นมอง(ภาพวาด)เทวทูต ดูราวกับเป็นลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง … ผมมองถ้วยที่ว่างเปล่า คือการไม่หลงเหลืออะไรในชีวิตของ Sayat-Nova วิหารแห่งนี้คือเป้าหมายปลายทาง สถานที่สุดท้ายก่อนหมดสิ้นลมหายใจ

ช็อตถัดมาพบเห็นพลธนู (แม้เพียงบุคคลเดียว แต่สามารถเทียบแทนกองทัพมุสลิมพระเจ้าชาห์) เล็งยิงใบหน้าภาพวาดพระเจ้าร่วงหล่นลงมา สื่อถึงการประกาศสงครามศาสนา ไม่ยินยอมรับนับถือพระเจ้าของศาสนาคริสต์ พร้อมสู้รบ ทำลายล้างทุกสิ่งอย่างให้ราบเรียบเป็นหน้ากลอง

เกร็ด: ผมอ่านเจอว่าชาวมุสลิมมีข้อห้ามการวาดภาพ/ถ่ายรูปใบหน้า เพราะทุกรูปภาพจะทำให้บุคคลนั้นถูกลงโทษทัณฑ์ แผดเผาไหม้ในนรก

Every image-maker will be in the fire of Hell. A soul will be made for him for every image which he has made and it will punish him in the Hell-fire. If you must do so, then paint images of trees and inanimate objects.

Prophet Muhammad

นิมิตความตายของ Sayat-Nova มองเห็นเทวดาเด็กสองคนยกหน้าต่างมาวาง จากนั้นเทวทูตปิดตา (Angel of Death) หยิบก้อนดินขึ้นมาห่อด้วยผ้าเช็ดหน้า แล้วฝูงชนแบกหามศพแม่ชีผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ (Selfless Love) ทำให้เขาต้องเข้าไปแบกรับความทุกข์ทรมาน

เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจซีเควนซ์นี้สักเท่าไหร่ แต่มีเนื้อคำร้องเพลงท่อนหนึ่งที่น่าสนใจ

The world is a window and I am tired of these arches. He who looks through them gets burnt and I am tired of these burns.

โลกใบนี้เปรียบดั่งบานกระจก ห้อมล้อมด้วยกฎกรอบ ขอบรอบด้านมันช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก! หรือก็คือสหภาพโซเวียตที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดกวดขัน กองเซนเซอร์ Goskino พยายามควบคุมโน่นนี่นั่น ใครกระทำสิ่งต่อต้านขัดขืนย่อมต้องถูกลงโทษทัณฑ์ ไม่ต่างจากเปลวเพลิงลุกมอดไหม้

เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง Sayat-Nova ก็ยินยอมให้เทวดาน้อยทั้งสองออกนำทาง ขึ้นอยู่กับโชคชะตา สวรรค์บันดาล ขอเพียงแค่ไม่อยู่ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับของใคร นี่คือจิตวิญญาณได้การปลดปล่อยสู่อิสรภาพ

ครอบครัวของ Sayat-Nova ที่อยู่บนสรวงสวรรค์ (บิดา-มารดาตายจากไป ส่วนเด็กชายเป็นตัวแทนอดีตที่พานผ่านไป) ทำการถักทอ ย้อมผ้าสีดำ ดูเหมือนการเตรียมความพร้อม รอรับการมาถึง สัญลักษณ์แทนความตาย

แม้ภาษากายสุดท้ายของ Sayat-Nova ระหว่างจับจ้องเชยชมโครงกระโหลกศีรษะ จะคือยกมือปิดบังใบ แล้วสะบัดหน้าด้านหลัง (ดูเหมือนยังไม่อยากจากโลกนี้ไป) แต่ผมมองว่าซีนนี้ต้องการสื่อถึงการเผชิญหน้าความตาย ที่สุดแล้วสามารถยินยอมรับ ทำความเข้าใจ ไม่มีใครคงอยู่ชั่วนิรันดร์

ตั้งแต่ปรากฎภาพวาด Saint George ควบขี่ม้าขาวพร้อมเด็กชายนั่งซ้อนท้าย สัญลักษณ์การสู้รบ เผชิญหน้าศัตรู แต่สงครามกับกองทัพพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน ผลลัพท์คือความพ่ายแพ้ย่อยยับ กำแพงถูก(มีด)ทิ่มแทงเลือดไหลอาบ เม็ดทับทิบกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ตบท้ายด้วยภาพไม้กางเขน ผู้คนล้มตายมากมายนับไม่ถ้วน

Sayat-Nova ได้รับขนมปัง(กายของพระเจ้า)จาก Angel of Death แล้วถูกราดด้วยไวน์ทับทิม(เลือดของพระเจ้า)จาก Angel of Resurrection นี่ราวการประกอบพิธีมิสซา ทำให้เขาใกล้ชิดพระเจ้า ได้รับการไถ่บาป กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน(กับพระเจ้า) ก่อนการถูกประหาร

ผมตีความ Angel of Resurrection คือจิตวิญญาณของ Sayat-Nova ที่จักฟื้นคืนชีพหลังความตาย นั่นเพราะตัวละครนี้รับบทโดย Sofiko Chiaureli (บทบาทที่หก) จึงน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ เป็นอันหนึ่งเดียวกับตัวละคร

เกร็ด: ชุดของ Angel of Resurrection ออกแบบลวดลายโดยผกก. Sergei Parajanov

การเปรียบเทียบพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน Agha Mohammad Khan Qajar ผู้ออกคำสั่งประหาร(ตัดคอ) Sayat-Nova กลายมาเป็นช่างก่ออิฐ เทปูน มันช่างน่าหัวร่อยิ่งนัก! นี่คือการเสียดสี ประชดประชัน เพราะสงครามทำให้ทุกสิ่งอย่างราบเรียบเป็นหน้ากลอง จากนั้นถึงค่อยก่อร่างสร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นใหม่ (พระเจ้าชาห์เลยไม่ต่างจากช่างก่ออิฐเทปูน)

ถึงหนังไม่ได้นำเสนอการประหารชีวิต(ตัดศีรษะ)ของ Sayat-Nova แต่วินาทีที่เขาทิ้งตัวลงนอนกางแขน (แบบเดียวกับเมื่อตอนยังเป็นเด็กท่ามกลางกองหนังสือ เคยนอนกางแขน เลียนแบบท่าตรึงกางเขนของพระเยซู) บรรดาฝูงไก่ที่ถูกโยนเข้ามา พวกมันล้วนถูกตัดหัว ดิ้นกระแด่วๆ ก่อนสิ้นใจตาย

ตอนต้นเรื่องยังมีฉากที่เด็กชายห้อยโหน จับเส้นลวดโยกตัวไปมา เพ้อใฝ่ฝันอยากเป็นเทวดาโบยบิน ช็อตนี้ก็ได้สำเร็จสมดั่งใจหมาย ถ่ายมุมเงย เทวดาตัวน้อยนำปีกมารอคอย Sayat-Nova เพื่อหลังจากการลอกคราบ เสียชีวิต ติดปีกก็จักกลายเป็นผีเสื้อโบยบิน

ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นๆ คงใช้การเคลื่อนเลื่อนขึ้น Tilt Up หรือ Zoom In แต่เพราะต้องทำให้สอดคล้องภาษาภาพยนตร์ ผกก. Parajanov เลยทำได้แค่แช่ค้างภาพ ตัดต่อร่นระยะทาง จิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง (ผีเสื้อลอกคราบ) โบยบินสู่สรวงสวรรค์ พอถ่ายถึงเพดานวิหาร ตัดไปภาพสุดท้ายหันข้าง Angel of Resurrection ราวกับได้ถือกำเนิด เกิดใหม่ ในภพภูมิถัดไป (ตามความเชื่อชาวคริสต์ก็คือกลายเป็นนางฟ้า/เทพธิดา เทวทูตบนสรวงสวรรค์)

เมื่อตอนนิมิตแห่งความตาย จะได้ยินคำร้องบทเพลง “The world is a window and I am tired of these arches.” เผื่อคนไม่รับรู้ Arches แปลว่าขอบ มุม โค้งเว้า นั่นคือเหตุผลที่กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาบริเวณส่วนโค้งของวิหาร เพราะนั่นคือหนทางออกจากหน้าต่าง เส้นทางสู่สรวงสวรรค์

ตัดต่อโดย Sergei Parajanov, แม้ว่าหนังจะทำความเข้าใจค่อนข้างยาก แต่ทิศทางการดำเนินเรื่องไม่ได้มีลูกเล่นสลับซับซ้อนประการใด นำเสนอผ่านมุมมองนักกวี Sayat-Nova พานผ่านช่วงเวลาต่างๆในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย พบเห็นสิ่งต่างๆที่สร้างความเจ็บปวดทุกข์ทรมานกาย-ใจ “I am the man whose life and soul are torture.”

  • Poet’s Childhood
    • Without books the world would have witnessed nothing but ignorance.
  • Poet’s Youth
    • We were searching for ourselves in each other.
  • Prince’s Court
    • We were searching for a place of refuge for our love, but instead our road led us to the land of the dead.
  • The Monastery
    • Where can I find selfless love?
  • The Dream
    • I saw everything, clear and strangely blunt, and I understood that life had abandoned me.
  • Poet’s Old Age
    • I am wandering burned and wounded, and I cannot find a shelter.
  • The Angel of Death
    • The world is a window and I am tired of these arches. He who looks through them gets burnt and I am tired of these burns.
  • Poet’s Death
    • A poet may die but not his muse.
    • Whether I live or die, my chanting shall wake up the crowd.  And nothing may vanish from this world on the day of my departure.

ฉบับตัดต่อ Parajanov’s Cut ได้ความยาวประมาณ 78-79 นาที แต่เพราะไม่ถูกใจกองเซนเซอร์ Goskino จึงเรียกผู้กำกับ Sergei Yutkevic ให้มาช่วยหั่นทิ้งรายโน่นนี่นั่นจนหลงเหลือเพียง Yutkevic’s Cut ความยาว 72-73 นาที! เป็นฉบับออกฉายทุกแห่งหนบนโลกยกเว้น Armenia (เป็นประเทศเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ฉาย Parajanov’s Cut)


เพลงประกอบโดย Tigran Yeghiayi Mansurian, Տիգրան Եղիայի Մանսուրյան (เกิดปี 1939) คีตกวีสัญชาติ Armenian เกิดที่ Beirut, Lebanon ก่อนย้ายมาปักหลัก Yerevan, Armenia ร่ำเรียนดนตรีจาก Romanos Melikyan State Musical College ตามด้วย Yerevan Komitas State Conservatory (YKSC) หลังเรียนจบทำงานเป็นอาจารย์ แต่งเพลงออร์เคสตรา, Concerto, Sonata, Choral, Vocal, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ The Color of Pomegranates (1969), We and Our Mountains (1969), A Piece of Sky (1980), The Tango of Our Childhood (1984) ฯ

ในขณะที่ Shadows of Forgotten Ancestors (1965) ที่บทเพลงคือส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่แค่สร้างบรรยากาศ คลอประกอบพื้นหลัง นักแสดงยังร่วมร้องรำทำเพลง ทำให้ต้องนำพานักดนตรีท้องถิ่นเดินทางมาเข้าห้องอัด ณ กรุง Kiev, Ukraine SSR

ตรงกันข้ามกับ The Color of Pomegranates (1969) ทำการถ่ายทำ-ตัดต่อจนแล้วเสร็จ ถึงส่งมอบฟุตเทจหนังให้กับนักแต่งเพลง Tigran Mansurian ใช้เวลาสามเดือนเต็มในการสรรค์สร้างบทเพลงให้สอดคล้องภาพพบเห็น

It was 1969, and I was 30 years old when Parajanov asked me to compose the score of ‘The Colour of Pomegranates’. There was no sound in the film, but the images were complete. For three months, I worked every day, from 9 in the morning until 9 in the evening. It was fascinating work. Parajanov would transform even the simplest things in such ways … He would elevate them from the ground into the sky, and then, take them even higher than the sky. He would conjure up incredible symbols from very simple objects, giving them artistic forms. I tried to do for sounds what Parajanov had done with images,

Tigran Mansurian

ด้วยความที่ Mansurian เป็นชาว Armenian จึงรับรู้จักและเข้าใจบทเพลงพื้นบ้าน Armenia เป็นอย่างดี! สามารถเลือกใช้เครื่องดนตรีได้หลากหลาย รวมถึงประพันธ์คำร้อง สร้างจังหวะ ท่วงทำนอง ให้สอดคล้องภาพพบเห็น เสียงรัวกลองระหว่างการแสดงละคอนใบ้ (Mime) มันช่างพอดิบพอดี ผมเองยังคาดไม่ถึงว่าบทเพลงแต่งภายหลังถ่ายทำ (ไม่ใช่การเต้นประกอบจังหวะ)

ไม่ใช่แค่ในส่วนเพลงประกอบ ‘Sound Effect’ ยังถูกผสมรวมให้กลายเป็น Ambient Music มีความโดดเด่น ดังขึ้นมา เพื่อผู้ชมสามารถสังเกตรายละเอียดแหล่งกำเนิดเสียง มันต้องมีความสำคัญบางอย่างถึงทำให้ได้ยินชัดเจนขนาดนั้น!


สิ่งต่างๆพบเห็นในภาพยนตร์ The Color of Pomegranates (1969) แม้อ้างอิงจากชีวประวัติ Sayat-Nova แต่ทั้งหมดล้วนถ่ายทอดผ่านมุมมอง วิสัยทัศน์ของผกก. Parajanov นำเอาเหตุการณ์บังเกิดขึ้นมาตีความในเชิงสัญลักษณ์ ว่าส่งผลกระทบต่อตัวตน ความครุ่นคิด จิตวิญญาณของกวี ศิลปิน และตัวตนเองเช่นไร?

กล่าวคือเราสามารถเปรียบเทียบคู่ขนานระหว่างนักกวี Sayat-Nova == ผกก. Parajanov

  • Poet’s Childhood, วัยเด็กของผกก. Parajanov มีความหลงใหลในวรรณกรรม ร้อง-เล่น-เต้น
  • Poet’s Youth, วัยรุ่นคือช่วงเวลาเรียนรู้ ลองผิดลองถูก ค้นหาความสนใจของตนเอง จากเคยชื่นชอบร้องเพลง ตัดสินใจเปลี่ยนมาเรียนสาขาผู้กำกับภาพยนตร์
  • Prince’s Court, ได้พบเจอตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง แม้ด้วยความแตกต่าง(ทางศาสนา) เธอกลับยินยอมตอบตกลงแต่งงาน อาศัยอยู่กินกับเขา แต่แล้วโชคชะตากลับทำให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์
    • ผมรู้สึกเหมือนผกก. Parajanov ต้องการจะบอกกล่าวว่า ถ้าฉันรับรู้จุดจบ/โชคชะตา ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่เป็นไปไม่ได้ ก็คงไม่มีวันยินยอมให้เหตุการณ์ดังกล่าวบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
  • The Monastery, ช่วงเวลาแห่งการหลบลี้ หนีหนา ออกเดินทางสู่ Kiev, Ukraine สรรค์สร้างภาพยนตร์ แต่งงานกับภรรยาคนที่สอง แต่ชีวิตมันช่างน่าเบื่อหน่ายเหลือทน
  • The Dream, อดีตยังคงติดตามมาหลอกหลอน ไม่สามารถปลดปล่อยวางความรักครั้งแรก
  • Poet’s Old Age, แล้วจู่ๆวันหนึ่งเมื่อมีโอกาสรับชม Ivan’s Childhood (1962) ทำให้ผกก. Parajanov ราวกับได้ค้นพบตัวตนเอง (Self’s Discovery) ถือกำเนิด เกิดใหม่ เข้าใจความหมายสื่อภาพยนตร์ ออกเดินทางไปสรรค์สร้างผลงานที่สะท้อนความสนใจตนเอง Shadows of Forgotten Ancestors (1965) และ The Color of Pomegranates (1969)
  • The Angel of Death, เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมยินยอมรับโชคชะตาเป็น-ตายที่อาจบังเกิดขึ้นกับตนเอง
    • การที่ Sayat-Nova ไม่ยินยอมเปลี่ยนศาสนา สามารถสื่อถึงผกก. Parajanov ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรนต่อ Goskino กองเซนเซอร์สหภาพโซเวียตได้ด้วยเช่นกัน
  • Poet’s Death, ภายหลังการเสียชีวิต มีความเชื่อว่าตนเองจักกลายนิรันดร์ และได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ “A poet may die but not his muse.”

ภาพยนตร์ของผกก. Parajanov มองจากภายนอกมักมีความสวยสดงดงาม ร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต ศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เสื้อผ้า สิ่งข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงบทเพลงอันไพเราะเพราะพริ้ง แต่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนซุกซ่อนความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ที่ต้องพลัดพราก แยกจาก สูญเสียคนรัก อดีตติดตามมาหลอกหลอน เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง มิอาจปล่อยละวาง “I am the man whose life and soul are torture.” จนกว่าจะหมดสิ้นลมหายใจ

I owe Armenia a cinematographic confession. A sort of personal bible: my mother, my father, my childhood, my imprisonment. My vision of dreams… the ghosts seek shelter with me, their living heir. But I can’t take them in. I have to tell the police that they’re staying with me. They know neither electricity nor insurance agents. They know no evil. They want to stay with me. I have to prove I love them.

Sergei Parajanov

เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเพิ่งรับชม Mirror (1975) อัตชีวประวัติผกก. Andrei Tarkovsky ซึ่งก็มีเนื้อหาคล้ายๆกับ The Color of Pomegranates (1969) เกี่ยวกับความรู้สึกอัดอั้น ทุกข์ทรมานกาย-ใจ อดีตติดตามมาหลอกหลอน ใช้สื่อภาพยนตร์ระบายอารมณ์ศิลปินออกมา … ความละม้ายคล้ายกันดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในเครือสหภาพโซเวียตช่วงทศวรรษนั้น ประชาชนไม่ค่อยพึงพอใจต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ รวมถึงอิทธิพลสงครามเย็น สร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน อัดอั้น ระเบิดเวลาที่ใกล้ปะทุออกมา


แรกเริ่มนั้น ผกก. Parajanov ต้องการจะตั้งชื่อหนัง Sayat-Nova แต่ยังไม่ทันได้ออกฉายกลับถูก Goskino (USSR State Committee for Cinematography) กองเซนเซอร์สหภาพโซเวียตเปลี่ยนชื่อเป็น The Color of Pomegranates แล้วทำการหั่นทิ้งรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับนักกวี Sayat-Nova รวมถึงฉากอาบน้ำ เปลือยหน้าอก ฯ จากความยาวดั้งเดิม (Parajanov’s Cut) 78-79 นาที หลงเหลือเพียง (Yutkevic’s Cut) 72-73 นาที!

แต่ถือว่าโชคดีที่ Parajanov’s Cut ยังได้รับอนุญาตเข้าฉายเฉพาะในประเทศ Armenia SSR จึงยังมีฟุตเทจต้นฉบับหลงเหลือสำหรับการบูรณะโดย The Film Foundation (ของผกก. Martin Scorsese) ร่วมกับ Cineteca di Bologna คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2014 เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนัง Cannes Classic

  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 ติดอันดับ #84 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 ติดอันดับ #122 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Director’s Poll 2022 ติดอันดับ #93 (ร่วม)

เกร็ด: สำหรับคนที่อ่านบทความนี้แล้วยังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี ลองหารับชมสารคดีเบื้องหลัง (Essay Film) The Memories of Sayat Nova (2006) กำกับโดย Levon Grigoryan ทำการสรุปเนื้อหาในละตอนๆ พร้อมภาพประกอบคำบรรยาย น่าจะช่วยเสริมความเข้าใจโดยง่ายขึ้น … กระมังนะ

เดือนธันวาคม ค.ศ. 1973, ผกก. Parajanov ถูกตั้งข้อกล่าวหารักร่วมเพศ “homosexuality and dissemination of pornography” ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนอันใด แต่กลับถูกส่งตัวไปค่ายแรงงานหนักโดยทันที! คาดกันว่าเหตุผลแท้จริงเพราะพฤติกรรมดื้อรั้น ปากกล้า ชอบพูดพาดพิง วิพากย์วิจารณ์รัฐบาลสหภาพโซเวียต และโดยเฉพาะความสัมพันธ์กับบรรดาปัญญาชนยูเครน เมื่อตอนสรรค์สร้าง Shadows of Forgotten Ancestors (1965) เลยต้องใช้วิธีรุนแรงปิดปากโดยพลัน!

เมื่อตอนที่ผกก. Parajanov ถูกทางการสหภาพโซเวียตควบคุมขัง ต่างมีผู้กำกับชื่อดังระดับนานาชาติมากมาย ส่งจดหมายเรียกร้องขอให้ปล่อยตัว Robert De Niro, Francis Ford Coppola, Martin Scorsese, Leonid Gaidai, Eldar Ryazanov, Yves Saint Laurent, Marcello Mastroianni, Françoise Sagan, Jean-Luc Godard, François Truffaut, Luis Buñuel, Federico Fellini, Michelangelo Antonioni, Andrei Tarkovsky ฯ

In the last ten years Sergei Paradjanov has made only two films: Shadows of Our Forgotten Ancestors and The Colour of Pomegranates. They have influenced cinema first in Ukraine, second in this country as a whole, and third in the world at large. Artistically, there are few people in the entire world who could replace Paradjanov. He is guilty – guilty of his solitude. We are guilty of not thinking of him daily and of failing to discover the significance of a master.

Andrei Tarkovsky เขียนจดหมายเปิดผนึกให้กับทางการสหภาพโซเวียต

ผลลัพท์จากเคยต้องโทษ 5 ปี ลดลงเหลือแค่ 4 ปี แต่หลังการปล่อยตัวก็ใช่ว่าผกก. Parajanov จะสามารถหวนกลับสูงวงการภาพยนตร์ ยังคงถูกควบคุม สอดแนม เลยทำได้แค่เขียนบท สรรค์สร้างงานศิลปะติดปะต่อ (Collage Art) วาดภาพ (Abstract) แกะสลัก เย็บหุ่น ออกแบบเสื้อผ้า ฯ จนกระทั่งสหภาพโซเวียตเริ่มสั่นคลอนอำนาจ ถึงมีโอกาสกำกับภาพยนตร์สองเรื่องสุดท้าย The Legend of Suram Fortress (1985) และ Ashik Kerib (1988)


(ทีแรกผมตั้งใจจะเขียนถึง The Legend of Suram Fortress (1985) และ Ashik Kerib (1988) แต่รับชมใน Youtube แล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยคุ้มค่าการเสียเวลาสักเท่าไหร่ พยายามทำออกมาคล้ายๆ The Color of Pomegranates (1969) แต่คุณภาพห่างไกลมากหลาย อาจเพราะหยุดสร้างภาพยนตร์ไปนาน 16 ปี พลังความคิดสร้างสรรค์จึงถดถอยพอสมควร)

แม้เป็นภาพยนตร์ที่ดูไม่เคยรู้เรื่องมานาน แต่ความงดงาม วิจิตรศิลป์ เอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใครของ The Color of Pomegranates (1969) เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันน่าหลงใหล ทำให้ผมระริกระรี้ เกิดความกระตือรือล้น อยากค้นหาเนื้อเรื่องราว ใจความสำคัญ ต้องการเข้าใจหนังให้จงได้

และพอได้เข้าถึงหนัง ก็บังเกิดความซาบซึ้ง อิ่มอกอิ่มใจ เพลิดเพลินหฤทัย รู้สึกพึงพอใจอย่างเอ่อล้น คุ้มค่าแก่ความพยายามทั้งหมดทั้งปวง จนต้องเรียกว่า ‘สิ่งมหัศจรรย์ของโลก’ สามารถเปิดมุมมอง โลกทัศน์ใบใหม่ และถือเป็นหมุดหมายแห่งวงการภาพยนตร์

I think you have to live at least 15 miles away and feel the need to walk there on foot to see [The Colour of Pomegranates]. If you feel that need and give it that faith, the film can give you everything you could wish.

Jean-Luc Godard

จัดเรต pg กับบรรยากาศอัดอั้น ทุกข์ทรมาน เข่นฆ่าสัตว์

คำโปรย | The Color of Pomegranates ผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ Sergei Parajanov คือสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลก งดงาม วิจิตรศิลป์ เอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร หมุดไมล์แห่งวงการวงภาพยนตร์
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | เพลิดเพลินหฤทัย


The Color of Pomegranates

The Color of Pomegranates (1969) USSR : Sergei Parajanov ♥♥♥♥

(8/7/2016) ถ้าคุณรู้จักภาพวาด abstract (นามธรรม) และสามารถทำความเข้าใจภาพวาดของ Pablo Picasso ได้ผมอยากแนะนำให้ลองหา The Color of Pomegranates มาดู, นี่เป็นหนังที่ถ้าคุณไม่เข้าใจคำว่า ‘ศิลปะ’ มากพอ ไม่มีทางที่จะดูเข้าใจได้ เพราะนี่เป็นหนัง abstract ที่เหมือนจะไม่มีเรื่องราวแต่มีเรื่องราว, ภาพแต่ละฉากเหมือนไม่มีความต่อเนื่องแต่มีความต่อเนื่อง, ดูด้วยตาไม่มีวันเข้าใจ ดูด้วยสมองยังไม่แน่ว่าจะรู้เรื่อง ต้องใช้จิตวิญญาณสัมผัสเอาเท่านั้น

นี่เป็นหนังที่มีความท้าทายมากๆ ถึงขนาดว่ามีคนพูดถึงหนังเรื่องนี้ ‘นอกจากภาษาหนังที่สร้างโดย D.W.Griffith และ Sergei Eisenstein แล้ว วงการภาพยนตร์ไม่ได้มีการค้นพบอะไรแปลกใหม่ในระดับปฏิวัติวงการจนกระทั่ง The Color of Pomegranates’ (Besides the film language suggested by Griffith and Eisenstein, the world cinema has not discovered anything revolutionarily new until The Color of Pomegranates), นักวิจารณ์ Alexei Korotyukov ให้คำนิยามหนังว่า ‘Paradjanov สร้างหนัง ไม่ได้ในสิ่งที่มันควรเป็น แต่เป็นสิ่งที่ถ้าเขาเป็นพระเจ้า นี่คือสิ่งที่มันควรเป็น’ (Paradjanov made films not about how things are, but how they would have been had he been God.), บอกตามตรงว่าตอนผมดูก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมาย แต่มีหลายสิ่งอย่างที่พอจับใจความได้ พอมาค้นหาศึกษารายละเอียดก็พบว่ามีความยอดเยี่ยมน่าสนใจจริงๆ แต่ผมคงไม่อธิบายทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในหนังนะครับ จะชี้ให้เห็นแค่บางอย่างที่สามารถเอาไปต่อยอดเองได้ ซึ่งการจะเข้าใจหนังทั้งหมด ควรจะเป็นความพยายามของคุณเอง ผมพอใจในความเข้าใจของตัวเองแล้ว ไม่ได้ถึงขั้นต้องการตรัสรู้หนังเรื่องนี้ ถ้าคุณเข้าใจได้ใกล้เคียงกับผม ก็เหลือเฟือแล้วนะครับ

The Color of Pomegranates เป็นหนังที่นำเสนอชีวประวัติของ Aruthin Sayadian (1712-1795) หรือในชื่อ Sayat-Nova เกิดใน Georgia, Tiblisi เป็นชาว Armenian, ครอบครัวมีอาชีพย้อมขนสัตว์ (wool-dyer) ได้รับการศึกษาจาก Armenian Church, ทั้งชีวิตของ Sayadian ประพันธ์เพลงและกลอนกว่า 100 บท ได้กลายเป็นนักกวีประจำ Royal Courts ของ Tiblisi และ Telavi ใน Eastern Georgia จนได้รับฉายาว่า King of Song, ช่วงบั้นปลายชีวิต หลังจากภรรยา (Marmar) เสียชีวิต Sayadian กลายเป็นนักบวชอาศัยอยู่ที่ Haghpat Monastery จนเสียชีวิตจากเงื้อมือของทหาร Persian ระหว่างที่ Agha Mohammed Khan ทำสงครามกับ Armenia

วิธีที่หนังใช้เล่าเรื่อง ไม่ได้เป็นการเล่าเรื่องราวเหมือนหนังชีวประวัติทั่วๆไป แต่มีลักษณะคล้ายภาพวาด(เคลื่อนไหว)ประกอบบทกวี, ใช้รูปแบบของหนังเงียบ มีคำบรรยายเป็นตัวอักษรขึ้นมา จากนั้นก็เป็นภาพของเรื่องราวที่เกิดขึ้น, ซึ่ง 1 คำบรรยายที่ขึ้นมา จะคือแต่ละช่วงชีวิตของ Sayadian ประกอบด้วย วัยเด็ก (Childhood), วัยหนุ่ม (Youth), ตกหลุ่มรัก (Prince’s Court), ตอนบวช (The Monastery), ความฝัน (The Dream), วัยชรา (Old Age), ยมทูตแห่งความตาย (The Angle of Death) และความตาย (Death)

แต่ละภาพที่ปรากฎ มีพื้นฐานมาจากที่ผมเล่าให้ฟังมาแล้วทั้งหมดนะครับ กล้องจะไม่มีการเคลื่อนไหว ถ้าไม่ใช่คนหรือสัตว์ที่เคลื่อนไหวก็เป็นวัตถุที่เคลื่อนไหว, Sofiko Chiaureli นักแสดงหญิงที่เล่น 6 บทในหนัง ทั้งชายและหญิง แต่เราคงเรียกการแสดงไม่ได้สินะ เพราะเธอแค่ปรากฎตัวและเคลื่อนไหว ทำตามคำสั่งของผู้กำกับเท่านั้น ไม่ได้มีการแสดงใดๆเกิดขึ้นในหนัง, สิ่งของต่างๆที่ปรากฎอยู่ในภาพ ล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ประกอบเสมอ, การตัดต่อก็จะตรงไปตรงมา มีคนจับเวลาเฉลี่ยต่อการตัดต่อประมาณ 5 วินาทีต่อ 1 ภาพ นี่เป็นระยะเวลาที่มากพอให้เรากวาดสายตาไปรอบๆ มองว่ามีอะไรเกิดขึ้นและคิดตามว่ามีความหมายอะไร, หนังมี Sound Effect เสียงเพลงประกอบ และเสียงพูดของตัวละคร ที่เป็นเฉพาะเสียงไม่ใช่การพูดคุยหรือสื่อสาร

แรงบันดาลใจของผู้กำกับ Sergei Parajanov มาจากการได้ดู Ivan’s Childhood ของ Andrey Tarkovsky ที่ทำให้ Parajanov ละทิ้งอุดมการณ์แนวคิดเดิมของเขา เพื่อมาสร้างหนังในแนวทางของตนเอง, Parajanov พูดยกย่อง Tarkovsky ที่อ่อนกว่าเขา 12 ปี ว่าเป็นทั้งเพื่อนสนิทและอาจารย์ ‘ใน Ivan’s Childhood มีการใช้ภาพและความทรงจำในการเปรียบเทียบอุปมาอุปไมย จะว่า Tarkovsky เป็นผู้ไขประตู ค้นพบวิธีการดัดแปลงบทกวีให้กลายเป็นภาพยนตร์’, Parajanov สร้างหนังแนว poetic เรื่องแรกคือ Shadows of Forgotten Ancestors (1965) ซึ่งได้รับคำชมอย่างมากในระดับนานาชาติ ตามมาด้วย Sayat Nova ซึ่งเป็นชื่อหนังเดิมก่อนถูกเปลี่ยนเป็น The Color of Pomegranates

หลังจากความสำเร็จของ Shadows of Forgotten Ancestors ทางการ Soviet จึงเปิดโอกาสให้ Parajanov สร้าง Sayat Nova แต่แสดงความเป็นวิตกต่อบทหนังที่มีความล่อแหลมในหลายๆประเด็น, ซึ่งหลังจากสร้างหนังเสร็จ ฉายให้กอง Censor ดูเขาก็ถูกจับนอนคุกแทบทันที เพราะใจความที่แฝงอยู่ในหนังถูกตีความในแง่มุมที่ผิดต่อกฎหมาย เช่น นำเสนอความเป็น Bisexual ของตนเอง (ว่ากันว่า Parajanov เป็นเกย์นะครับ), วัตถุโบราณที่อยู่ในหนัง ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นของจริง ฯ ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ถูกตัดต่อใหม่และออกฉาย โดยที่ Parajanov นอนอยู่ในคุกไม่ได้มีส่วนรู้เห็นอะไรเลย, ซึ่งหลังจากออกจากคุกมา เขาก็แอบตัดต่อหนังในเวอร์ชั่นของตัวเองแล้วเอาออกฉาย (เป็นเวอร์ชั่นที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน) ผลจากการกระทำนี้ Soviet จึงถูกแบน Parajanov ไม่ได้รับอนุญาติให้ทำหนังยาวนานถึง 15 ปี

การจะดูหนังเรื่องนี้ให้พอเข้าใจ เราจะต้องทำความเข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์หลายๆอย่างก่อน ผมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1. สิ่งของ/วัตถุ/การกระทำ เชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายกว้างๆ เป็นสากลสามารถเข้าใจได้ทันที เช่น แกะ=ผู้ไร้เดียงสา, ชุดสีดำ=ความตาย, ชุดสีขาว=คนบริสุทธิ์, สีแดง=เลือด, คนใส่ปีก=นางฟ้า, กระโหลก=ความตาย ฯ การเคลื่อนไหวก็เช่นกันนะครับ เช่น การถอดเสื้อผ้า=ปลดเปลื้อง, เต้น=ความสุข, การขุด=ค้นหา ฯ
2. สิ่งของ/วัตถุ/การกระทำ เชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายเฉพาะกับหนังเรื่องนี้เท่านั้น เช่น ทับทิม (pomegranate) ในหนังมีความหมายแสดงถึงชาว Armenian, น้ำทับทิมที่ไหล แสดงถึงเลือดเนื้อของชาว Armenia, เปลือกหอยสังข์ ที่เห็นครั้งแรกคู่กับหน้าอกของผู้หญิง กับฉากอื่นๆเมื่อใดที่มีเปลือกหอยปรากฏขึ้นอีก จะแทนด้วยหน้าอกหรือสัญลักษณ์เพศหญิง ฯ

ถ้าเราสามารถคิดวิเคราะห์ เข้าใจความหมายเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ได้คร่าวๆแล้ว การทำความเข้าใจก็จะง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ ผมกลับไปดูหนังอีกครั้ง ถึงจะยังมีสัญลักษณ์หลายอย่างที่ยังตีความไม่ได้ แต่ก็สามารถทำความเข้าใจเรื่องราว วิธีการดำเนินเรื่อง ชื่นชมกับความสวยงามของหนังได้, และนี่ทำให้ผมพบว่า ในแต่ละช่วง ภาพที่เห็นมีเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันหมดด้วย ไม่มีฉากไหนที่เอกเทศหรือไม่สัมพันธ์กับฉากอื่นเลย

ถ้าใครยังดูไม่เข้าใจอีก จะมี The Memories of Sayat Nova เป็นสารคดีสั้นของ Levon Grigoryan ความยาว 30 นาที และ The World Is A Window: Making The Colour of Pomegranates ของ Daniel Bird สารคดีทั้งสองเรื่องนี้อธิบายเรื่องราว หลักการ วิธีคิด ทำความเข้าใจหนัง (ผมยังไม่ได้ดูนะครับ) แนะนำไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อ่านมาถึงจุดนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่านี่มันหนังอะไร

ผมไม่ได้ชอบภาพวาดของ Pablo Picasso มากนัก แต่ก็พอเข้าใจว่าเขาวาดอะไร และรู้ว่ายอดเยี่ยมแค่ไหน, เช่นกันกับหนังเรื่องนี้ แม้จะมีหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจ แต่ก็สามารถเข้าใจว่าหนังต้องการสื่ออะไร มีลักษณะอะไร และยอดเยี่ยมแค่ไหน นี่คือเหตุผลที่ผมให้คุณภาพหนังระดับ RARE-GENDARY นะครับ, ส่วนระดับความชอบ เพราะผมไม่เห็นความน่าสนใจในชีวประวัติของ Sayat-Nova เสียเท่าไหร่ เป็นวิธีการเล่าเรื่องของหนังต่างหากที่น่าสนใจ

หนังแนวนี้ผมเรียกว่า Poetic Genre เป็นแนวที่หาดูยากมากๆ และผมก็ไม่รู้จะไปหาดูที่ไหนอีกนะครับ เลยแนะนำได้แค่ลองหาหนังเรื่องอื่นๆของ Parajanov มาดู ที่พอจะหาได้มีอยู่อีก 3 เรื่อง (นับหลังจากเขาเปลี่ยนแนวตัวเองมาเป็น Poetic) Shadows of Forgotten Ancestors (1965), The Legend of Suram Fortress (1985) และ Ashik Kerib (1988) ไว้ถ้าเจอเพิ่มเติมจะมาแนะนำให้อีกนะครับ

นี่เป็นหนังที่ไม่เหมาะกับทุกคนแน่นอน ถ้าคุณเป็นคนที่ยังไม่สามารถดูหนังอย่าง 8 1/2, Persona, Ivan’s Childhood ให้เข้าใจได้ ก็ไม่ควรเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้นะครับ, กับคนที่ชอบคิดวิเคราะห์เชิงสัญลักษณ์ นี้คือสรวงสวรรค์ฝันเปียกของคุณเลยละ

จัดเรต 13+ เด็กๆดูไปคงไม่เข้าใจ และสัญลักษณ์หลายๆอย่างที่แสดงถึงเพศ

TAGLINE | “The Color of Pomegranates เป็นหนังดูด้วยตาไม่มีวันเข้าใจ ดูด้วยสมองยังไม่แน่ว่าจะรู้เรื่อง ต้องใช้จิตวิญญาณสัมผัสเอาเท่านั้น จะรู้ว่านี่คือสุดยอดหนัง”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
1 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
1 Comment authors
Oazsarun Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Oazsarun
Guest
Oazsarun

เรื่องนี้จัดเป็นหนังตลอดกาลที่ควรติดอันดับสูงๆกว่าหลายเรื่อง งานศิลปะเป็นตัวเองและลึกซึ้งไม่เหมือนใคร ยากที่จะเลียนแบบ น่าเสียดายหนังโซเวียตล่าสุดอันดับตกกันเยอะ ยกเว้นหนังจาก Larisa Shepitko

%d bloggers like this: