The Cranes Are Flying

The Cranes Are Flying (1957) USSR : Mikhail Kalatozov ♥♥♥♥♡

(29/2/2024) การมาถึงของ Khrushchev Thaw ยุคสมัยที่ศิลปินในสหภาพโซเวียตได้รับอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานชวนเชื่อ งอนง้อกองเซนเซอร์, The Cranes Are Flying (1957) ถือเป็นหมุดไมล์ มาสเตอร์พีซเรื่องแรก นำเสนอหายนะจากสงคราม เปิดเผยจิตวิญญาณแท้จริงของชาวรัสเซีย, คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

The first indisputable masterpiece of post-Stalin cinema.

นักเขียน/นักวิจารณ์ Josephine Woll

The first film of the Soviet ‘thaw,’ Cranes has flights of Vigo-like lyricism, sequences of delicate romanticism, and startling visual ostentation. Its images often hark back to the expressionism of Soviet silent cinema; director Kalatozov and cinematographer Sergei Urusevsky are masters of convulsive bravaura.

หนังสือพิมพ์ Cinematheque Ontario

Kalatozov’s freewheeling camerawork, with its almost unhinged movements and impossibly wide-angle lenses, creates an almost dreamlike atmosphere. It’s as if the very screen itself were at the mercy of the characters’ feelings — swaying and shaking with each shout, each heaved breath, each impassioned lunge.

Bilge Ebiri นักวิจารณ์จาก The Village Voice

ภายหลังการเสียชีวิตของ Joseph Stalin ค.ศ. 1953 ผู้นำสหภาพโซเวียตคนใหม่ Nikita Khrushchev พยายามทำสิ่งต่างๆที่เป็นการลบล้าง ต่อต้าน (de-Stalinization) ผ่อนปรนมาตรการเข้มงวด รวมถึงวงการภาพยนตร์มีคำเรียก Khrushchev Thaw (ระหว่างกลางทศวรรษ 1950s ถึงกลางทศวรรษ 1960s) คล้ายๆฤดูกาล Prague Spring (1968) คือช่วงเวลาแห่งอิสรภาพในการสรรค์สร้างผลงานศิลปะ โดยไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวว่าจะโดนจับหรือถูกแบนห้ามฉาย

ในช่วงทศวรรษ Khrushchev Thaw ถือเป็นอีกยุคทองของวงการภาพยนตร์แห่งสภาพโซเวียต (ถัดจากยุคหนังเงียบที่บุกเบิกเทคนิคตัดต่อ ‘Soviet Montage’) มีหลากหลายผลงานที่พอได้รับอิสรภาพในการสร้างสรรค์ ออกเดินทางไปกวาดรางวัลระดับนานาชาติมากมาย อาทิ The Cranes Are Flying (1957), Ballad of a Soldier (1959), Fate of a Man (1959), Ivan’s Childhood (1962), Nine Days of One Year (1962), I Am Twenty (1965) ฯ

ผมมีความตั้งใจอยากปรับปรุงบทความ The Cranes Are Flying (1957) มาสักพักใหญ่ๆ แต่ก็ไม่รู้จะหาโอกาสตอนไหน จนกระทั่งวันก่อนเขียนถึง Ballad of a Soldier (1959) เลยรู้สึกว่าควรเขียนเรื่องนี้ควบคู่ไปด้วย เพราะในที่สุดก็เข้าใจเหตุผลที่ใครๆต่างยกย่องสรรเสริญ ไม่ใช่แค่ลีลาถ่ายภาพของ Sergey Urusevsky หรือวิสัยทัศน์ผกก. Mikhail Kalatozov แต่ยังอิทธิพลยุคสมัย Khrushchev Thaw นี่แสดงถึงความสำคัญของรัฐ ที่เมื่อเปิดกว้างให้ศิลปินสรรค์สร้างผลงานศิลปะ ผลลัพท์ย่อมเหมือนนกกระเรียน ‘The Cranes Are Flying’ โบยบินสู่ความเป็นไปได้ไม่รู้จบสิ้น


Mikhail Konstantinovich Kalatozov, მიხეილ კალატოზიშვილი (1903-73) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Georgian เกิดที่ Tiflis, Caucasus Krai ขณะนั้นอยู่ภายใต้ Russian Empire (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศ Georgia) ในตระกูลขุนนาง/ชนชั้นสูง Amirejibi แต่หลังจากเหตุการณ์การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ทำให้เด็กชาย Kalatozov ต้องเริ่มหางานทำขณะอายุเพียง 14 ปี จนกระทั่งมีโอกาสเข้าร่วม Georgian Film Studio เริ่มจากเป็นโชเฟอร์ขับรถ ช่างเทคนิค ผู้ช่วยตัดต่อ ผู้ช่วยตากล้อง จนมีโอกาสแสดงตัวประกอบ The Case of Tariel Mklavadze (1925), เขียนบท-ถ่ายภาพ Giuli (1927), ร่วมกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Their Empire (1928), แจ้งเกิดกับ Salt for Svanetia (1930), จากนั้นเข้าศึกษาสาขาการกำกับ Russian State Institute of Performing Arts และในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับมอบหมายทางการทูต อาศัยอยู่ Los Angeles, สหรัฐอเมริกา ทำให้มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ Hollywood นำมาเขียนหนังสือ Litso gollivuda (1949) แปลว่า The Face of Hollywood

(ช่วงระหว่างอาศัยอยู่ใน Hollywood เห็นว่าความหลงใหลในผลงานของ William Dieterle, Frank Borzage, King Vidor และ Vincente Minnelli พบเห็นอิทธิพลได้ชัดเจนในผลงาน The Cranes Are Flying (1957))

สำหรับผลงานที่ได้รับการยกย่อง มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ เริ่มต้นเมื่อครั้นผกก. Kalatozov ร่วมงานตากล้อง Sergey Urusevsky ต่างฝ่ายต่างเข้าใจวิสัยทัศน์ของกัน เริ่มต้นทดลองผิดลองถูก The First Echelon (1955), ประสบความสำเร็จสูงสุดกับ The Cranes Are Flying (1957), Letter Never Sent (1959) และ I Am Cuba (1964)

สำหรับ Летят журавли อ่านว่า Letyat zhuravli แปลว่า The Cranes Are Flying ดัดแปลงจากบทละครเวที Вечно живые (1943) อ่านว่า Vechno zhivyye แปลว่า Life Eternal ผลงานเรื่องแรกของ Viktor Sergeyevich Rozov, Виктор Сергеевич Розов (1913-2004) นักเขียน/นักแสดง สัญชาติรัสเซีย

เรื่องราวนำจากประสบการณ์ตรงของ Rozov (ถือเป็นอัตชีวประวัติเลยก็ยังได้) ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ตัดสินใจอาสาสมัครทหาร 8th National Division Popular แล้วถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานหลายเดือน เอาตัวรอดตายได้อย่างหวุดหวิด

ตั้งแต่ก่อนสงคราม Rozov มีความสนใจด้านการแสดง เข้าศึกษาต่อ Theatre of Revolution School เป็นลูกศิษย์ของ Maria Babanova แต่หลังได้รับบาดเจ็บครั้งนั้น เปลี่ยนมาร่ำเรียนสาขาวรรณกรรม Maxim Gorky Literature Institute แล้วผันตัวมาเป็นนักเขียนบทละครเวที และมีโอกาสร่วมงานผกก. Kalatozov ดัดแปลงบทภาพยนตร์ The Cranes Are Flying (1957) และ Letter Never Sent (1959)


เช้าวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1941 ณ กรุง Moscow, Veronika (รับบทโดย Tatiana Samoilova) และแฟนหนุ่ม Boris (รับบทโดย Aleksey Batalov) ระหว่างกำลังหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี เหม่อมองเห็นนกกระเรียนโบยบินบนท้องฟ้า จากนั้นแอบย่องกลับอพาร์ทเม้นท์ อีกชั่วโมงถัดมามีการประกาศสงคราม กองทัพ Germany บุกรุกล้ำผืนแผ่นดินรัสเซีย

หลายวันถัดมา Boris ตัดสินใจอาสาสมัครทหาร สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Veronika แถมเธอยังมาเดินทางร่ำลาไม่ทัน ทำให้ต้องพลัดพรากจากกัน(ชั่วนิรันดร์) นั่นทำให้ลูกพี่ลูกน้อง Mark (รับบทโดย Aleksandr Shvorin) ฉกฉวยโอกาสตอนที่อพาร์ทเม้นท์ฝ่ายหญิงถูกเครื่องบินทิ้งระเบิด จนได้ครองคู่แต่งงาน

แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับเย็นชา ต่างฝ่ายต่างไม่ยี่หร่า Mark แอบคบหาหญิงอื่น ขณะที่ Veronika ยังคงเฝ้ารอคอยการกลับมาของ Boris จนกระทั่งรับรู้ข่าวคราว …


Tatiana Yevgenyevna Samoilova, Татья́на Евге́ньевна Само́йлова (1934-2014) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Leningrad, Soviet Union (ปัจจุบันคือ St. Petersburg, Russia) เชื้อสาย Jews เป็นบุตรสาวคนเดียวของนักแสดง Yevgeny Samoilov วัยเด็กมีความสนใจบัลเล่ต์ เข้าศึกษา Stanislavsky and Nemirovich-Danchenko Music Theatre จบออกมากลับเกิดความเบื่อหน่าย เลยเปลี่ยนไปร่ำเรียนการแสดง Boris Shchukin Theatre Institute กลายเป็นนักแสดงละครเวที ได้รับการชักชวนจาก Mikhail Kalatozov แสดงนำภาพยนตร์ The Crane Are Flying (1957) แจ้งเกิดโด่งดังชั่วข้ามคืน จนได้รับติดต่อให้ไปเล่นหนัง Hollywood แต่ถูกรัฐบาลของโซเวียตปิดกั้น (ช่วงนั้นสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น) ผลงานเด่นอื่นๆของเธอ อาทิ Letter Never Sent (1960), Anna Karenina (1967) ฯ

รับบท Veronika หญิงสาวแรกรุ่น มีความสวยใส ละอ่อนเยาว์วัย ตกหลุมรัก Boris เรียกเธอว่ากระรอกน้อย (squirrel) จากนิสัยขี้เล่นซุกซน รอยยิ้มทำให้โลกเบิกบาน แต่จู่ๆเขากลับอาสาสมัครทหาร จากไปโดยไม่ทันร่ำลา ไหนจะบิดา-มารดาเสียชีวิตจากเครื่องบินทิ้งระเบิด ทำให้หญิงสาวตกอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจ พยายามกีดกันผลักไส กลับไม่สามารถต่อต้านขัดขืน Mark เลยยิ่งจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมาน สังคมไม่ให้การยินยอมรับ (ถูกตีตรานอกใจชายคนรัก) เก็บกด อดกลั้น แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง

Finally we see on the Soviet screen a face, not a mask.

เสียงตอบรับจากแฟนๆเมื่อนำไปฉายยัง East German

แค่ฉากแรกของหนัง Samoilova ก็สร้างความตกตะลึงให้ผู้ชมสมัยนั้น ด้วยความน่ารัก สวยใส ละอ่อนวัย ไร้เดียงสา แต่ไฮไลท์ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตา ยังวิวัฒนาการตัวละครที่จะค่อยๆสูญเสียตนเองหลังถูกเอารัดเอาเปรียบ โดนสังคมตีตรา (เรียกว่าเสียความบริสุทธิ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ) กลายเป็นคนเก็บกด อดกลั้น สีหน้าระทมทุกข์ทรมาน … ถ่ายทอดความรู้สึกอันซับซ้อนภายในออกมาได้อย่างทรงพลัง

เพราะผู้ชมรับรู้ว่าเธอยังคงรักแฟนเก่า แต่โชคชะตากลั้นแกล้ง ถูกเอารัดเอาเปรียบ นั่นสร้างความรู้สึกสงสารเห็นใจ เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน ทั้งๆไม่ได้ทำผิดอะไรกลับถูกสังคมเข้าใจผิดๆ ตำหนิกล่าวหา ตีตราว่าร้าย ราวกับคนทรยศขายชาติ! ถ้าไม่เพราะพบเจอเด็กชายพลัดหลง(ชื่อ Boris) คงได้กระโดดรถไฟฆ่าตัวตายจริงๆ ถือเป็นบุคคลช่วยชีวิต ให้มีพลัง ความหวัง ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนี้ไปได้

แซว: นักวิจารณ์ฝรั่งเศสมักเปรียบเทียบ Tatiana Samoilova กับนักแสดง Brigitte Bardot, ส่วนฟากฝั่ง Hollywood จะคือ Audrey Hepburn

หลายวันก่อนผมเพิ่งรับชม Moscow Does Not Believe in Tears (1980) ชื่อหนังคือสุภาษิตรัสเซีย (Russian Proverb) สอนให้เลิกบ่น หยุดร่ำร้องไห้ หรือเอาแต่เรียกร้องความสนใจ มีปัญหาอะไรควรรู้จักแก้ไขด้วยตนเอง! จะว่าไป Veronika ถือว่าโอบรับจิตวิญญาณหญิงชาวรัสเซีย แม้โดนกลั่นแกล้ง ได้ยินถ้อยคำเหยียดหยามรุนแรง แต่ไม่เคยแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ จนกระทั่งจับได้คาหนังคาเขา ถึงพร้อมลุกขึ้นเผชิญหน้า สำแดงจิตวิญญาณอันเข้มแข็งแกร่งออกมา … ตอนจบร่ำร้องไห้อยู่ไม่นาน ก็สามารถปล่อยละวาง และยิ้มให้กับการเริ่มต้นใหม่


Aleksey Vladimirovich Batalov, Алексе́й Влади́мирович Бата́лов (1928-2017) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Vladimir, ในครอบครัวนักแสดง ลุงของเขา Nikolai Batalov เคยมีผลงานโคตรหนังเงียบ Mother (1926), โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Moscow Art Theatre ยังไม่ทันเรียนจบก็ได้รับโอกาสสมทบภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ A Big Family (1954), The Cranes Are Flying (1957), Nine Days of One Year (1962), The Lady with the Dog (1960), Moscow Does Not Believe in Tears (1979) ฯ

รับบท Boris ชายคนรักของ Veronika เป็นคนเฉลียวฉลาด มีความรู้ความสามารถด้านการออกแบบ สถาปนิก จริงๆแล้วได้รับการละเว้นเกณฑ์ทหาร แต่เจ้าตัวกลับเอ่อล้นด้วยอุดมการณ์ ครุ่นคิดว่านั่นเป็นสิ่งไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง ต้องการเสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ เลยตัดสินใจอาสาสมัครทหารโดยไม่บอกกล่าวแฟนสาว สร้างความไม่พึงพอใจ ไม่มีโอกาสแล้วจะร่ำลาจากไป ครุ่นคิดได้ก็เมื่อสายเกินแก้ไข

บทบาทของ Batalov มองในแง่มุมหนึ่งคือวีรบุรุษ ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ (ใจความชวนเชื่อ) แต่ขณะเดียวกันก็สามารถมองถึงความโง่เขลา เบาปัญญาอ่อน แทนที่จะนำเอาความรู้ความสามารถ(ด้านสถาปนิก)ใช้ในทางก่อให้เกิดประโยชน์แท้จริง กลับเลือกออกเดินทางไปสู้รบแนวหน้า ยังไม่ได้ทำห่าเหวอะไรก็ … ความตายที่เสียเปล่าโดยสิ้นเชิง!

แม้จะไม่ใช่บทบาทพระเอก (ก็ยังอาจเรียกว่าพระเอกก็ได้กระมัง) แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ Batalov แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์เต็มตัว และเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ขณะนั้นอาจยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเทียบเท่า Tatiana Samoilova กาลเวลาจะทำให้เขาพิสูจน์ตนเองว่าคือหนึ่งในดาวดาราค้างฟ้า ระดับซุปเปอร์สตาร์


ถ่ายภาพโดย Sergey Pavlovich Urusevsky, Серге́й Павлович Урусевский (1908-74) ตากล้องสัญชาตรัสเซีย เกิดที่ St. Petersburg สำเร็จการศึกษาด้านการถ่ายภาพ & ออกแบบกราฟฟิก Leningrad Art Industrial High School (ปัจจุบันคือ Saint Petersburg Art and Industry Academy) ต่อด้วย Imperial Academy of Arts จากนั้นเข้าร่วมสตูดิโอ Gorky Film Studio ก่อนกลายเป็นช่างภาพสงครามแนวหน้า Eastern Front, ได้รับเครดิตภาพยนตร์ The Village Teacher (1947), Alitet Leaves for the Hills (1949), Dream of a Cossack (1951), ร่วมงานขาประจำผกก. Mikhail Kalatozov ตั้งแต่ The First Echelon (1955), The Cranes Are Flying (1957), Letter Never Sent (1960) และ I Am Cuba (1964)

การเป็นช่างภาพสงคราม ทำให้ Urusevsky มีประสบการณ์ถ่ายภาพโดยไม่คำนึงถึงรูปแบบ วิธีการ เมื่อผันตัวสู่วงการภาพยนตร์จึงไม่ยึดติดกล้องอยู่กับขาตั้ง ครุ่นคิดพัฒนาเทคนิคตั้งชื่อเล่นว่า ‘off-duty camera’ แบบเดียวกับ ‘unchained camera’ แบกกล้องขึ้นบ่า เดินไปเดินมา ทำให้ภาพถ่ายมีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน เคลื่อนเลื่อนติดตามตัวละครไปทุกแห่งหน เปรียบเสมือนมีตัวตน ราวกับบุคคลหนึ่งในภาพยนตร์

The camera can express what the actor is unable to portray: his inner sensations. The cameraman must act with the actors.

Sergey Urusevsky

แต่ไม่ใช่แค่ลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้อง ทิศทาง มุมมอง (ก้ม-เงย-เอียง) องศาสูง-ต่ำ ระยะใกล้-ไกล จัดแสง-เงา (ส่วนใหญ่จะใช้แสงจากธรรมชาติ) รายละเอียดประกอบช็อต-ฉาก รวมถึงเทคนิคภาพยนตร์อย่างการซ้อนภาพ ตัดสลับ Montage ฯ ล้วนพยายามทำออกมาเพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกภายใน “Expressionism” ของตัวละครขณะนั้นๆออกมา

ลีลาการถ่ายภาพของ Urusevsky ถือว่าทรงอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์อย่างล้นหลาม! เป็นแรงบันดาลใจให้บรรดาผู้กำกับ French New Wave โดยเฉพาะตากล้อง Raoul Coutard (มีพื้นหลังคล้ายๆกับ Urusevsky ต่างเคยเป็นช่างภาพสงคราม) พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อนำเสนอความเป็นไปได้ไม่รู้จบของการถ่ายภาพเคลื่อนไหว


รักสามเส้าระหว่าง Veronika, Boris และ Mark (Veronika ตกหลุมรัก Boris, รังเกียจชัง Mark) แม้มุมกล้องถ่ายทิศทางคล้ายๆกัน แต่กลับมีบางสิ่งเล็กๆน้อยๆผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม

  • ภาพแรก Boris ออกวิ่งนำหน้า ลากพา Veronika (ปกเสื้อสีขาว) มายังบริเวณใต้สะพาน, สำหรับ Mark สังเกตว่ามุมแคบกว่า และเขาพยายามงอนง้อ ออกติดตามหญิงสาว (เสื้อสีดำ) อยู่เบื้องหลัง
  • มุมเงยกับ Boris งยหน้ามองท้องฟ้า พบเห็นจุดสูงสุดเสาสะพาน, ผิดกับ Mark ก้มหน้าก้มตา และสิ่งกีดขวาง
  • มุมก้มลงมาจากเบื้องบน เมื่อตอนอยู่กับ Boris มีรถน้ำแล่นผ่าน เปียกปอน ชุ่มฉ่ำหฤทัย, ในขณะที่ Mark พบเห็นสิ่งกีดขวาง (Czech hedgehog) อุปสรรคขวากหนาม กั้นแบ่งไม่ให้ทั้งสองครองคู่รักกัน

ยามเช้าเมื่อคู่รักหนุ่มสาวกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ พวกเขาไม่อยากจะร่ำลา แยกจากกัน แต่เพราะยังไม่ได้ครองคู่แต่งงาน อาศัยอยู่กับครอบครัว จึงต้องคอยหลบๆซ่อนๆ ไว้ค่อยหาโอกาสหนีเที่ยวกันอีก ด้วยความเร่งรีบร้อน Veronika เลยลืมบอกเวลานัดหมาย ทำให้ Mark ต้องรีบวิ่งติดตามขึ้นบันได กล้องเคลื่อนเลื่อน หมุนติดตาม จากชั้นล่างถึงเบื้องบน (สามารถสื่อถึงความเร่งรีบ ร้อนรน กระวนกระวาย) คาดว่าน่าจะสร้างลิฟท์ไว้ตรงกลาง เพื่อเวลาตัวละครวิ่งขึ้นชนบั้น จักสามารถชักรอก เคลื่อนหมุนติดตาม

จะว่าไปการวิ่งขึ้นบันไดอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ ยังพบเห็นอีกทีตอนกลางเรื่อง หลังถูกโจมตีโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด ในสภาพปรักหักพัง แต่ซีเควนซ์นั้นจะไม่ได้เคลื่อนเลื่อนติดตามตัวละคร (คงเพราะเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง เลยทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่) จึงตั้งกล้องวางตามชั้นต่างๆ พบเห็น Veronika วิ่งจากล่างขึ้นบน ก่อนเคลื่อนติดตามตอนเปิดประตูห้องพัก

แม้ว่าตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ (ตระเตรียมพร้อมสำหรับการสงคราม) จะมีการละเล่นกับแสง-เงา เขาและเธอกำลังหยอกล้อ เกี้ยวพาราสีในห้องพัก แต่จนกระทั่งวินาทีที่ Veronika รับทราบว่า Boris ตัดสินใจอาสาสมัครทหาร กำลังจะไปออกรบแนวหน้า (ในวันเกิดพอดิบดี) หญิงสาวหลับตาลง ใบหน้าอาบฉาบด้วยแสงสว่าง ผิดกับเขาปกคลุมด้วยความมืดมิด … นี่เป็นการบอกใบ้ ‘Death Flag’ ด้วยภาษาภาพยนตร์อย่างชัดเจนมากๆ

ซีเควนซ์ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญน่าจะที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระหว่าง Veronika พยายามติดตามหา Boris ในวันที่เขากำลังจะต้องเดินทางไปรบแนวหน้า กล้องพยายามเคลื่อนเลื่อน ออกวิ่งติดตาม (ดูราวกับกล้องคือตัวละครหนึ่ง) พานผ่านฝูงชน วกไปวนมา จนแล้วจนรอดกลับไม่มีโอกาสพบเจอกันอีกสักครา … ลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องในซีเควนซ์นี้ ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจสภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เต็มไปด้วยความผิดหวัง สิ่งข้าวของอุตส่าห์ตระเตรียมไว้/จิตใจถูกย่ำเหยียบจนไม่เหลืออะไร

One of the highlights of the film is the sequence in which Veronica, having arrived too late for the rushed farewell gathering at Boris’s apartment, joins the crowd of people seeing new recruits off to the front. The sequence begins with Veronica in close-up, looking tensely out the window of a moving bus. When she descends from the bus on the opposite side, Urusevsky’s camera gets off with her, and it continues to follow her, without a cut, as she winds her way through the massive crowd. Miraculously, as she dashes between moving tanks to cross an avenue, the camera, having managed to board a crane, ascends into the sky and looks down at her. Veronica’s urgency is communicated to the camera, which translates it in terms of the breadth, depth, and elasticity required to encompass an epochal event. Another visually impressive moment starts when Veronica, having overheard Fyodor denounce faithless women for the benefit of a wounded and dispirited soldier, takes his words as a personal accusation and runs impulsively into the street. The camera rushes alongside Veronica, who is seemingly bent on the improbable feat of overtaking a moving train and throwing herself in front of it. As she dashes up the stairway of a pedestrian bridge that crosses the train tracks, the camera’s movement becomes frenzied, creating a jagged flurry of lines that render her emotional state in graphic terms. Urusevsky’s undercranked camera accentuates the violence of the scene’s movements.

Chris Fujiwara นักวิจารณ์จาก Criterion

สิ่งแรกที่ Veronika ทำหลังจากชายคนรักจากไปรบแนวหน้า คือโทรศัพท์สอบถามข่าวคราว เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เธอสูญเสียครอบครัวจากเครื่องบินทิ้งระเบิด ก็ยังคงพยายามโทรศัพท์ติดต่อหา นี่แสดงถึงความอุทิศตน จงรักภักดี แต่ทั้งสองซีนมีความแตกต่างกันอยู่เล็กๆ

  • ตอนแรกมุมกล้องระดับสายตา แต่ครั้งหลังถ่ายมุมก้มลงมาเล็กๆ แสดงถึงความคิดถึง โหยหาที่เพิ่มสูงขึ้น(กระมังนะ)
  • พอออกจากตู้โทรศัพท์ ครั้งแรกพบเจอกับมารดา พูดคุยกันเล็กน้อยก่อนก้าวออกเดินเข้าหาหน้ากล้อง, ครั้งหลังเปลี่ยนมาเป็น Mark ไม่ได้สนทนาอะไรกัน แล้วออกเดินในทิศทางจากไป กล้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นสูง ดูราวกับเริ่มปล่อยวาง หมดสิ้นหวังอาลัย

เมื่อตอนที่ Veronika พบเห็นสภาพอพาร์เมนท์กลายเป็นเศษซากปรักหักพัง ใบหน้าของเธออาบฉาบด้วยแสงไฟกระพริบ นั่นแสดงถึงความหวาดหวั่น สั่นสะพรึง เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง พื้นด้านหลังยังถ่ายติดเปลวเพลิงกำลังมอดไหม้ แผดเผาทั้งร่างกาย-จิตใจ

เมื่อไม่หลงเหลือใครให้พึ่งพักพิง Veronika จึงต้องมาอาศัยอยู่กับครอบครัวของ Boris แต่กลับถูกลูกพี่ลูกน้อง Mark ฉกฉวยโอกาสยามค่ำคืน เมื่อตอนอยู่สองต่อสองขณะเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น พบเห็นแสงไฟกระพริบติดๆดับๆ สายลมปลิดปลิวผ้าม่าน หญิงสาวพยายามปฏิเสธขัดขืน แต่ก็ไม่สามารถต่อต้านทาน … นี่คือวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตายของ Veronika ทั้งแสงไฟ เสียงระเบิด (และบรรเลงเปียโน) ทำให้เธอเกิดความหวาดสะพรึงกลัว สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธา โหยหาการมีชีวิต เลยไม่สามารถต่อต้านขัดขืน จำยินยอมศิโรราบต่อการกระทำของ Mark

เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของสงคราม ถูกศัตรูรุกราน เข้ายึดครอบครองดินแดนบางส่วน นั่นไม่แตกต่างจากการใช้กำลังฉุดคร่าหญิงสาว ข่มขืนกระทำชำเรา โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอมพร้อมใจ

จริงๆมีหลายช็อตที่จัดวางองค์ประกอบภาพได้อย่างน่าสนใจ แต่ผมขี้เกียจลงรายละเอียดเลยนำมาเฉพาะช็อตนี้เมื่อตอน Mark และ Veronika บอกกับครอบครัวว่าต้องการแต่งงานอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มุมกล้องถ่ายเงยขึ้นเห็นโคมไฟและเพดาน แต่ทุกคนกลับก้มหน้ามองต่ำ รับไม่ได้กับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น

ตำแหน่งที่นั่งของตัวละคร บ่งบอกความระดับสำคัญในครอบครัว บิดานั่งอยู่ติดกล้องมากที่สุดถือเป็นหัวหน้า(ครอบครัว) มารดาและพี่สาวขนาบข้าง ไม่มีสิทธิ์เสียงอะไรใดๆ ขณะที่หนุ่มสาวอยู่ปลายโต๊ะ จริงๆแล้วไม่ควรมีสิทธิ์เสียงตัดสินใจ แต่เรื่องราวมันเกินเลยเถิดไปแล้ว จึงไม่มีใครสามารถโต้ตอบทำอะไร

เพราะเหตุใด Veronika ยินยอมแต่งงานกับ Mark? หนังไม่ได้มีคำอธิบายอะไร ให้อิสระผู้ชมในการครุ่นคิดทำความเข้าใจ ก็มีหลากหลายเหตุผลที่ผมพอครุ่นคิดได้

  • บางคนมองว่าเธอยึดถือตามขนบวิถี ธรรมเนียมปฏิบัติสังคม เพราะเสียความบริสุทธิ์ให้ชายคนนี้ (แม้ถูกข่มขืนก็เถอะ) เลยจำยินยอมตัดสินใจแต่งงาน
  • บางคนมองว่านี่คือการลงโทษตนเองของ Veronika ที่ไม่สามารถจงรักภักดี ซื่อสัตย์มั่นคงในรักต่อ Boris เลยยินยอมจมปลักอยู่ในความโง่เขลาเบาปัญญา
  • ผลกระทบจากสงครามทำให้สภาพจิตใจของ Veronika เต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง เชื่อว่าการแต่งงานกับ Mark จักทำให้ชีวิตเกิดความมั่นคง ปลอดภัย ไม่ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

วินาทีที่ Boris ถูกกระสุนลูกหลง ค่อยๆหมุนม้วนกลิ้งก่อนล้มลง มันช่างเป็นภาพความตาย (Flash of Death) ที่หลอกหลอนยิ่งนัก! เริ่มจากถ่ายภาพท้องฟ้า ต้นเบิร์ช จากนั้นซ้อนภาพแฟนสาว Veronika กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน ตัวละครคงไม่รับรู้ แต่ผู้ชมคงหดหู่ สับสนมึนงง (กล้องหมุนติ้วๆ) เหมือนถูกทรยศหักหลัง

ผมเชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกคลุมเคลือ แอบเชื่อว่า Boris ไม่น่าจะเสียชีวิต เพราะฉากถัดไปพบเห็นคนเจ็บกำลังถูกหามลงจากขบวนรถไฟ นั่นเป็นภาษาภาพยนตร์ที่สร้างความหวังให้กับผู้ชม แต่เอาจริงๆการค่อยๆ Fade-to-black ก็แอบบอกใบ้โชคชะตาตัวละครเช่นเดียวกัน

ผมบังเอิญพบเจอไฟล์ภาพเคลื่อนไหวใบหน้าของ Boris ขณะกำลังสิ้นลม สายน้ำพริ้วไหว รวมถึภาพสะท้อนกิ่งก้านต้นเบิร์ช ล้วนสามารถสื่อถึงความรู้สึกสุดท้ายของตัวละคร มีความซับซ้อน ย้อนแย้ง ผิดหวังในตนเอง นี่ฉันมาทำอะไรยังแนวหน้าแห่งนี้?

สงครามคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ต้องอพยพย้ายไปอาศัยอยู่ต่างจังหวัด บ้านพักที่ Veronika อาศัยอยู่นั้น (สังเกตว่าเธอสวมใส่ชุดสีดำ แม้ยังไม่รับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้น แต่ดูไม่ต่างจากการไว้ทุกข์ให้ Boris) มักถ่ายติดหลังคาเอียงๆ มีความคับแคบ แออัด มุมกล้องบิดๆเบี้ยวๆ (สถาปัตยกรรมคล้ายๆ German Expressionsm) สร้างความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกดทับ ควบคุมครอบงำ … หรือก็คือชีวิตแต่งงานของ Veronika ทำให้ชีวิตสูญเสียอิสรภาพ

Veronika ทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คอยดูแลทหารหาญที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แล้วมีคนหนึ่งแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ไม่ใช่เพราะล้มป่วย PTSD แต่ถูกแฟนสาวคบชู้นอกใจ นั่นทำให้นายแพทย์/บิดาของ Boris เข้ามาพูดคุย ปลอบประโลม ตำหนิต่อว่าผู้หญิงไม่รักดี ก็ไม่รู้ตัวหรือเปล่าว่านั่นย้อนรอยเข้าหา Veronika กล้องค่อยๆถ่ายระยะประชิดใบหน้าหญิงสาว เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น อัดอั้น เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน จนไม่สามารถทนรับฟังได้อีกต่อไป

เมื่อได้รับฟังคำกล่าวของบิดา(ของ Boris) จึงทำให้ Veronika สูญเสียที่พึ่งพักพิง ตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง เริ่มไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ถือกล้องออกวิ่งไล่ติดตามขบวนรถไฟ เคลื่อนพานผ่านแมกไม้ รั้วเหล็ก เงยขึ้นบนท้องฟ้า เขย่าสั่นไปสั่นมา เหล่านี้เพื่อแทนอารมณ์ชั่ววูบ ครุ่นคิดสั้น พยายามจะฆ่าตัวตาย

เกร็ด: ตากล้อง Sergey Urusevsky ขอให้ Tatyana Samojlova ถือกล้องถ่ายทำตนเองขณะออกวิ่ง ผลลัพท์ทำให้ภาพส่ายไปส่ายมา สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ที่มีความสั่นไหว ไม่สามารถควบคุมตนเอง

แต่เพียงเพราะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ โดยไม่รู้ตัวสามารถปลุกตื่น Veronika ลืมตาขึ้นมาเห็นเด็กชายพลัดหลงยืนอยู่ตรงกลางถนน รีบวิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ โชคดีรถพุ่งมาเบรคได้ทัน จากนั้นพูดคุยสอบถาม คาดไม่ถึงบอกว่าชื่อ Boris (เดียวกับชายคนรัก) นั่นราวกับโชคชะตาฟ้าลิขิต … ไม่ใช่ว่าเธอช่วยเหลือเด็กชาย แต่กลับคือเขาได้ช่วยชีวิต Veronika ต่างหากละ!

วินาทีที่ Veronika อ่านจดหมายของ Boris เก็บซ่อนไว้ในของขวัญวันเกิด ตุ๊กตากระรอก แทนที่เธอจะมองข้อความในจดหมาย กลับเงยหน้า เหม่อมองเบื้องบน ราวกับได้ยินเสียงอ่านจดหมาย เข้าใจเนื้อในใจความ … นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือวิธีการสร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ของผกก. Kalatozov แทนที่จะเสียเวลากรอกตาไปมา (ทำให้เหมือนอ่านจดหมาย) ก็เปลี่ยนมาแสดงปฏิกิริยา/ความรู้สึกออกทางใบหน้า

บิดาของ Boris แท้จริงแล้วรับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นทุกสิ่งอย่าง คำดูถูกเหยียดหยามที่พูดไว้ในโรงพยาบาล แท้จริงแล้วต้องการกล่าวโทษบุตรชายตนเอง (แต่เพราะ Veronika ตกอยู๋ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน มันจึงย้อนรอยเข้าหาตัวเอง) ได้รับการละเว้นเกณฑ์ทหาร (นั่นเพราะ Boris เป็นผู้อาสาไปแทน) กลับเลือกใช้ชีวิตอย่างเตร็ดเตร่ สำมะเลเทเมา ไม่เคยทำประโยชน์อันใดให้ประเทศชาติ

Veronika ต้องการไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่บิดาพยายามพูดโน้มน้าว ขอให้เธออดรนทน จนสุดท้ายไม่ได้ย้ายไปไหน ถึงอย่างนั้นหญิงสาวกล้าที่จะพูดบอก ต่อจากนี้ไม่ขอหลบซ่อนตนเองอยู่เบื้องหลังใคร … สังเกตว่าช็อตนี้กล้องถ่ายผ่านชั้นวางของ ทำให้แลดูเหมือนกรอบห้อมล้อม คำกล่าวตัวละครสะท้อนความต้องการออกไปจากสิ่งล้อมรอบนี้

ระหว่างที่ Veronika กำลังซักผ้าอยู่ใต้บันได มีทหารนายหนึ่งมาแจ้งข่าวคราวของ Boris วินาทีรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ(อดีต)ชายคนรัก เธอเกิดอาการชะงักงัน หยุดอยู่นิ่ง ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวติง และช็อตถัดไปสมาชิกในครอบครัวต่างก็หยุดสงบนิ่งเช่นเดียวกัน … โดยปกติแล้วการซักผ้า = ชำระล้างจิตใจ ในบริบทนี้แม้เป็นการสูญเสีย แต่ยังสามารถมองถึงการปล่อยละวาง ไม่หลงเหลือสิ่งติดค้างคาใจ

ก่อนหน้านี้ Veronika เคยแหงนเงยหน้า จับจ้องมองนกกระเรียนบนท้องฟากฟ้า แล้วรำพันคำร้องบทเพลง “Cranes like ships sailing in the sky” แต่ในบริบทนี้ถ่ายมุมก้มลง พบเรือพายแล่นผ่านหน้า แม้ในทิศทางตรงกันข้าม แต่ผมครุ่นคิดว่าแฝงนัยยะเดียวกันคือการปล่อยละวาง สายน้ำเคลื่อนไหล ไม่หลงเหลือสิ่งติดค้างคาใจ

ปัจฉิมบทของหนัง ณ สถานีรถไฟ Veronika แม้ก่อนหน้านี้จะรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของ Boris แต่เธอยังเชื่อว่าตนเองยังมีความหวัง พยายามออกติดตามหา ก่อนที่จะยินยอมรับความพ่ายแพ้ และหลังรับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ จึงสามารถปล่อยละวาง คลายความเศร้าโศก เริ่มส่งมอบดอกเดซี่ (สัญลักษณ์แห่งความรัก) ให้กับบรรดาผู้รอดชีวิต สงครามสิ้นสุดลงเสียที ต่อจากนี้คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่

เกร็ด: สังเกตว่า Veronika สวมใส่ชุดสีขาว สื่อถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ มันอาจฟังดูขัดแย้งกับสิ่งที่เธอเคยพานผ่านมา แต่สามารถมองว่าคือการชำระล้าง และเริ่มต้นชีวิตใหม่

ตัดต่อโดย Mariya Timofeyeva ผลงานเด่นๆ อาทิ True Friends (1954), The Cranes Are Flying (1957), Ballad of a Soldier (1959), Clear Skies (1961) ฯ

หนังดำเนินเรื่องราวผ่านมุมมองตัวละคร Veronika (และบางครั้ง Boris) เริ่มต้นเช้าวันที่กองทัพ Nazi Germany บุกรุกรานเข้าสู่สหภาพโซเวียต คือจุดเริ่มต้นของสงคราม แล้วจู่ๆแฟนหนุ่มของเธอตัดสินใจอาสาสมัครทหาร ทำให้ต้องพลัดพราก แยกจาก ไม่มีแม้โอกาสจะร่ำลา

หลังจากชายคนรักเดินทางไปรบแนวหน้า Veronika ยังต้องอดกลั้นฝืนทนต่อสารพัดปัญหา สูญเสียครอบครัวจากเครื่องบินทิ้งระเบิด โดนลูกพี่ลูกน้องข่มขื่น จำใจแต่งงานกับชายไม่รัก อพยพย้ายถิ่นฐานสู่ชนบท จดหมายของ(อดีต)คนรักไม่เคยส่งหาถึงสักฉบับ จับได้ว่าสามีคบชู้นอกใจ ครั้งหนึ่งเคยคิดสั้นอยากจะฆ่าตัวตาย แต่โชคยังดีได้เด็กชายพลัดหลง(ชื่อ Boris)ช่วยเหลือเอาไว้ แม้ภายหลังพบว่า(อดีต)ชายคนรักตายจากไป ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อภายหลังสิ้นสุดสงคราม

  • เรื่องราวของ Veronika & Boris
    • ความสัมพันธ์สุดโรแมนติกระหว่าง Veronika & Boris
    • การมาถึงของสงคราม Boris แม้ได้รับการยกเว้น แต่กลับตัดสินใจอาสาสมัคร
    • ความรู้ถึง Veronika แสดงความไม่พึงพอใจออกมา
    • พอถึงวันจากลา Veronika กลับไม่มีโอกาสพบเจอหน้าชายคนรัก
  • การสูญเสียความบริสุทธิ์(ทั้งร่างกายและจิตใจ)ของ Veronika
    • Veronika สูญเสียครอบครัวจากเครื่องบินทิ้งระเบิด
    • Mark ฉกฉวยโอกาสข่มขืน Veronika พวกเขาจึงตัดสินใจแต่งงาน
    • สนามรบแนวหน้า การเสียสละของ Boris
    • สงครามลุกลามมาถึง จึงต้องอพยพย้ายสู่ชนบท
  • ความทุกข์ทรมานของ Veronika
    • Veronika ยังคงเฝ้ารอคอยจดหมายของ(อดีต)คนรัก Boris แต่กลับไม่เคยได้รับสักฉบับ
    • Veronika ทำงานในโรงพยาบาล รับฟังคำพูดดูถูกเหยียดหยาม
    • Veronika ครุ่นคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย โชคยังดีพบเห็นเด็กชายพลัดหลงชื่อ Boris จึงพากลับที่พัก
    • จับได้คาหนังคาเขาว่าสามี Mark คบชู้นอกใจตนเอง
    • ข่าวจากแนวหน้า บอกกับ Veronika ถึงการเสียสละของ Boris
  • ปัจฉิมบท, สิ้นสุดสงคราม คราบน้ำตาแห่งความเศร้าโศก และรอยยิ้มสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่

เพลงประกอบโดย Mieczysław Weinberg ชื่อเกิด Mojsze Wajnberg (1919-96) นักเปียโน คีตกวีสัญชาติ Polish เกิดที่ Warsaw บิดาเป็นนักไวโอลิน วาทยากร แต่งเพลงประจำ Jewish Theatre ณ Warsaw ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลด้านดนตรี ร่ำเรียนเปียโนจากบิดา โตขึ้นเข้าศึกษา Warsaw Conservatory เป็นลูกศิษย์ของ Józef Turczyński จากนั้นกลายเป็นนักเปียโนคอนเสิร์ต แต่งเพลง String Quartet, อพยพหลบหนีออกจาก Poland ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปักหลักอาศัยอยู่สหภาพโซเวียต (สมาชิกครอบครัวเสียชีวิต ณ ค่ายกักกัน Trawniki) มีผลงานซิมโฟนี, ออร์เคสตรา, อุปรากร, Chamber Music, และเพลงประกอบภาพยนตร์/อนิเมชั่น Tamer of Tigers (1955), The Cranes Are Flying (1957), Winnie-the-Pooh (1969) ฯ

แซว: Mojsze Wajnberg ได้รับการยกย่อง “the third great Soviet composer, along with Prokofiev and Shostakovich” ทั้งๆเจ้าตัวเป็นชาว Polish

งานเพลงถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง มีส่วนผสมของทั้ง diegetic music (พบเห็นแหล่งกำเนิดเสียง วงดุริยางค์ บรรเลงเปียโน ฯ) และ non-diegetic ท่วงทำนองอาจไม่ได้ติดหู อลังการงานสร้างเทียบเท่า Ballad of a Soldier (1959) แต่มุ่งเน้นถ่ายทอดสัมผัสทางอารมณ์ ความรู้สึกตัวละคร ‘Expressionism’ และพยายามทำให้ออกมาสอดคล้องเข้ากับภาษาภาพยนตร์ ยกตัวอย่าง

  • ระหว่างที่ Veronika หยอกล้อเล่นกับแฟนหนุ่ม Boris ท่วงทำนองมีความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง เหม่อมองเห็นนกกระเรียน ปรับเปลี่ยนเป็นความโรแมนติก หวานกุ๊กกิ๊ก, ตรงกันข้ามกับเมื่อพบเจอ Mark ได้ยินเพียงเสียงบรรเลง’เดี่ยว’เปียโน สื่อถึงรักข้างเพียง มีเพียงฝ่ายชายต้องการครอบครองเป็นเจ้าของตัวเธอ
  • การจากลาระหว่าง Veronika และ Boris จะได้ยินเพียงเสียงวงดุริยางค์ (ในลักษณะ diegetic music) บรรดาทหารใหม่ทั้งหลายต่างกรีธา ย่างเท้า ก้าวสู่สนามรบ ท่วงทำนองสร้างความหึกเหิม ลำพอง เกียรติยศ แต่ตรงกันข้ามกับจิตใจหญิงสาว ห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
  • Veronika รีบออกวิ่งขึ้นไปบนห้องพัก ท่วงทำนองค่อยๆเร่งเร้า ไต่ระดับ (Crescendo) และพอไปถึงชั้นบน เปิดประตู ตุ้งแช่! หัวใจพลันตกหล่นลงสู่ตาตุ่ม จากนั้นหลงเหลือเพียงความเงียบงัน
  • ซีเควนซ์ที่ผมรู้สึกว่าทรงพลังอย่างที่สุด! เริ่มจาก Mark บรรเลงเปียโน (diegetic) แล้วจู่ๆสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น จากนั้นได้ยินเสียงเครื่องบิน ระเบิดตูมตาม แสงไฟวูบวาบ ทั้งสองออกวิ่งหาสถานที่หลบซ่อนตัว กลับยังได้ยินเสียงเปียโนล่องลอยมา (non-diegetic) … มันช่างเป็นบรรยากาศฟ้าถล่มดินทลาย ประสบการณ์เฉียดตายทำให้หนุ่มสาวโหยหาการมีชีวิต
  • เสี้ยวนาทีแห่งความตายของ Boris ฉายภาพซ้อนทับกับ Veronika แต่งงานกับ Boris มีความโหยหวน หลอกหลอน เสียงร้องคอรัสมันช่างสั่นสะท้านทรวงใน
  • ความพยายามฆ่าตัวตายของ Veronika บทเพลงค่อยๆถูกกลบโดยเสียงรถไฟ มอบสัมผัสคลุ้มคลั่ง มิอาจหยุดยับยั้ง จนกระทั่งได้ยินเสียงเด็กร่ำไห้ วิ่งเข้าไปช่วยเหลือ ก่อนจบลงด้วยเสียงเบรกเอี๊ยด (ไม่ใช่แค่รถที่เบรค แต่ยังสภาพจิตใจฝ่ายหญิง ล้มเลิกครุ่นคิดสั้นฆ่าตัวตาย)
  • เมื่อตอนรับทราบข่าวคราวเสียชีวิตของ Boris นายทหารคนนั้นทำการเป่าฮอร์โมนิก้า ปลอบขวัญ กำลังใจ (แต่เหมือนว่าท่องทำนองจะคือบทเพลงเดียวกับ Cranes like ships)

น่าเสียดายที่หนังไม่มีอัลบัมเพลงประกอบ ผมพบเจอแค่คลิปบทเพลงตอนก่อน Opening Credit (ระหว่างที่ Veronika หยอกล้อเล่นกับ Boris แล้วเหม่อมองนกกระเรียนบนท้องฟากฟ้า) ฟังผ่านๆเหมือนทำการแปะติดสองบทเพลงที่มีลักษณะแตกต่างขั้วตรงข้าม เริ่มจากท่วงทำนองสนุกสนานครื้นเครง (หลากหลายเครื่องดนตรี แอคคอร์เดียน ไวโอลินและเครื่องเป่า บรรเลงตัดกันอย่างอลเวง) แล้วเปลี่ยนมาเป็นโรแมนติกเพ้อฝัน (ไวโอลินและเครื่องสายอื่นๆ บรรเลงประสานเสียงอย่างกลมเกลียว) … แต่พอฟังอยู่สองสามรอบ จู่ๆผมนึกถึงภาพยนตร์ Jules and Jim (1962) ที่ผู้แต่ง Georges Delerue ก็รังสรรค์ Main Theme ในลักษณะคล้ายๆกันนี้ ครึ่งแรก-หลังบทเพลงมีความแตกต่างตรงกันข้าม ซึ่งสะท้อนเข้ากับเนื้อเรื่องราวที่ก็พลิกกลับตารปัตรจากหน้าเป็นหลัง อารมณ์หญิงสาวช่างคาดเดาได้ยากยิ่งนัก!

ปล. จะว่าไปครึ่งหลังของบทเพลงนี้ มีท่วงทำนองที่เราสามารถฮัมคำร้อง …

Cranes like ships
sailing in the sky
White ones
Grey ones 
With long beaks they fly

สำหรับประชาชน คนธรรมดาสามัญ สงครามคือสิ่งมิอาจหลีกเลี่ยง ไร้สิทธิ์เสียง อำนาจในการต่อรองใดๆ ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก คนรักพลัดพรากจาก ไม่บาดเจ็บก็ล้มตาย จำต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน สูญเสียความเชื่อมั่นคง โหยหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง กระเสือกกระสน ดิ้นรนอยากมีชีวิต

The Cranes Are Flying (1957) นำเสนออิทธิพลของสงคราม ไม่ใช่แค่หายนะจากการทำลายล้าง ครอบครัว/คนรักพลัดพรากจาก ยังปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ! Veronika เริ่มต้นมาคลั่งรักกับแฟนหนุ่ม Boris แต่เมื่อเขาเดินทางไปรบแนวหน้า แถมยังสูญเสียบิดา-มารดา ทำให้ขาดที่พึ่งพักพิง ทำให้ไม่สามารถดิ้นหลบหนีพฤติกรรมชั่วร้ายของ Mark สูญเสียความบริสุทธิ์ทั้งร่างกาย-จิตวิญญาณ สิ่งต่างๆจึงพลิกกลับตารปัตร จำใจแต่งงานกับชายไม่ได้รัก ถูกตีตราราวกับคนทรยศขายชาติ

จากเคยมีความสุขเอ่อล้น กลับต้องมาทนทุกข์ทรมาน เก็บกดอาการคลุ้มคลั่ง ถึงขนาดเคยครุ่นคิดสั้นจะฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่ทำให้ Veronika บังเกิดประกายความหวัง นั่นคือการค้นพบใครบางคน (เด็กชาย Boris ชื่อเดียวกับอดีตคนรัก) สามารถเป็นที่พึ่งพักพิงทางใจ ในบริบทของหนังก็คือตัวแทนคนรุ่นใหม่ ลูกหลานชาวรัสเซีย นั่นคือเหตุผลการเสียสละชีพของทหารหาญ เพื่อผืนแผ่นดินนี้จักได้มีความมั่นคง ยั่งยืนยง สืบพงษ์พันธุ์

การนำเสนอภาพความสูญเสีย อิทธิพลจากสงคราม แน่นอนว่าคือใจความ Anti-War แต่ผกก. Kalatozov ไม่ได้ทำออกมาให้โจ่งแจ้งชัดเจนนัก (อาจเพราะยังหวาดกังวลต่อ Khrushchev Thaw มาจริงหรือมาหลอก?) และดูเหมือนเขาเข้าใจเหตุผลการเสียสละชีพเพื่อชาติ ตอนจบจึงพยายามเบี่ยงเบนเนื้อหาสาระ มาสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ชม (รวมถึงผู้ประสบเหตุสูญเสีย) เราไม่ควรจมปลักอยู่กับความทุกข์โศก แต่ควรลุกขึ้น ก้าวเดิน นี่คือจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่

Dear mothers, fathers, sisters and brothers! The happiness of our reunion is immeasurable. The heart of every Soviet citizen is filled with joy. Joy sings in our hearts. It is victory that has brought us this joy. We have all waited for this moment. Everyone’s dizzy with happiness. But we shall not forget those left behind on the battlefield. Time will pass. Towns and villages will be rebuilt. Our wounds will heal. But our fierce hatred of war will never diminish! We share the grief of those who cannot meet their loved ones today, and will do everything to insure that sweethearts are never again parted by war, that mothers need never again fear for their children’s lives, that fathers need never again choke back hidden tears. We have won, and we shall live not to destroy, but to build a new life!

คำกล่าวสุนทรพจน์ช่วงท้ายของหนัง

เรื่องราวของหนังนำเสนอผ่านมุมมองหญิงสาว Veronika ถ้าเป็นชาวตะวันตกคงชื่นชมตัวละครในความเป็น Feminist ที่สามารถลุกขึ้น เผชิญหน้า กล้าต่อสู้กับสิ่งอยุติธรรม แต่สำหรับชาวรัสเซียมักมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงผืนแผ่นดินมาตุภูมิ(รัสเซีย) สงครามทำให้เธอต้องพลัดพราก สูญเสียดินแดนบางส่วนถูกยึดครองโดยกองทัพ Nazi Germany แต่ท้ายที่สุดด้วยความร่วมแรงรวมใจ ก็สามารถลุกขึ้น ต่อสู้ ทวงคืนทุกสิ่งอย่าง เพื่อความมั่นคงประเทศชาติ และอนาคตลูกหลาน

ชื่อหนัง The Cranes Are Flying ตอนต้นเรื่องสามารถสื่อถึงความเพ้อฝันของหญิงสาว ชื่นชมความงดงามฝูงกระเรียน โหยหาอิสรภาพ ความสงบสุข สัญลักษณ์แทนความหวังชีวิต, ตอนกลางเรื่องฮัมบทเพลงนี้ แทนความครุ่นคิดถึง พลัดพราก จากลา, และช่วงท้ายหลังชัยชนะสงคราม อิสรภาพชาวรัสเซีย โบยบินสู่อนาคต แห่งความเป็นไปได้ไม่รู้จบ

นอกจากนี้สะท้อนการมาถึงของยุคสมัย Khrushchev Thaw ศิลปิน/ผู้กำกับภาพยนตร์ในสหภาพโซเวียตราวกับนกกระเรียนกางปีกโบยบิน ได้รับอิสรภาพทางความคิด สามารถสร้างสรรค์ผลงานอย่างไร้ขีดจำกัด … ตอนจบของหนัง ก็ยังถือเป็นหมุดหมาย (Landmark) สามารถสื่อถึงจุดเริ่มต้นใหม่ของวงการภาพยนตร์สหภาพโซเวียต

หนังได้เสียงตอบรับดีหลามในเครือสหภาพโซเวียต มียอดจำหน่ายตั๋วสูงถึง 28.3 ล้านใบ ปีถัดมาจึงมีโอกาสเดินทางไปฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes สามารถคว้ารางวัล Palme d’Or และ Special Mention สำหรับนักแสดงนำหญิง Tatyana Samoylova, นอกจากนี้ยังได้เข้าชิง BAFTA Award อีกสองสาขา

  • Best Film from any Source พ่ายให้กับ Room at the Top (1958)
  • Best Foreign Actress (Tatyana Samoylova) พ่ายให้กับ Simone Signoret จาก Room at the Top (1958)

นอกจากนี้หนังยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน(บ้างว่าสาม บ้างว่าเจ็ด) เข้าฉายสหรัฐอเมริกาในช่วงสัปดาห์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภายหลังจากการลงนาม Lacy-Zarubin Agreement เมื่อปี ค.ศ. 1958 เพื่อผ่อนปรนบรรยากาศตึงเครียดในช่วงระหว่างสงครามเย็น

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ โดยสตูดิโอ Mosfilm เมื่อปี ค.ศ. 2020 ผมไม่แน่ใจว่า 2K หรือ 4K เพราะฉบับของ Criterion Collection ขึ้นข้อความแค่ 2K แต่ใน Youtube Channel (ดูฟรี) ของ Mosfilm กลับขึ้นรายละเอียด 4K

รับชมคราวก่อนผมยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของการเคลื่อนเลื่อนกล้องนัก แต่ก็สัมผัสถึงความคลุ้มคลั่ง บ้าระห่ำ งานภาพช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ มาคราวนี้เมื่อสามารถทำความเข้าใจอะไรๆ บังเกิดความลุ่มหลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ ราวกับได้พบเห็นชีวิต จิตวิญญาณภาพยนตร์

เรื่องราวของหนังยังสร้างความเจ็บแปลบทรวงใน หายนะจากสงครามมันช่างเลวร้ายยิ่งนัก (Anti-War) ตกหลุมรักเจ้ากระรอกน้อย Tatyana Samojlova รอยยิ้มของเธอทำให้โลกสวยสดใส และบทเพลงประกอบของ Moisey Vaynberg มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ซาบซึ้งกินใจ แทบมิอาจกลั้นหลั่งธารน้ำตาไม่ให้ไหลริน

จัดเรต 15+ กับหายนะจากสงคราม และสภาพจิตใจอันเลวร้ายต่อจากนั้น

คำโปรย | The Cranes Are Flying โบยบินไปกับลีลาถ่ายภาพของ Sergey Urusevsky ด้วยวิสัยทัศน์ผู้กำกับ Mikhail Kalatozov ตอบรับยุคสมัย Khrushchev Thaw ให้เห็นจิตวิญญาณแท้จริงของชาวรัสเซีย
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ลุ่มหลงใหล

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: