The Double Life of Véronique

The Double Life of Veronique (1991) Polish, French : Krzysztof Kieślowski ♥♥♥♥♡

ชัยชนะการเลือกตั้งของสหภาพแรงงาน Solidarity เมื่อปี 1989 คือจุดล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศ Poland เปรียบได้กับชีวิตถือกำเนิดใหม่ อาจไม่ใช่ร่างกาย-จิตวิญญาณดั้งเดิม แต่บางสิ่งอย่างได้ถูกส่งต่อจาก Weronika มาเป็น Véronique

เราสามารถเปรียบเทียบอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา

  • Weronika หญิงสาวชาว Polish คือตัวแทนของ Polish People’s Republic (1947-89) ภายใต้ระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์
  • Véronique หญิงสาวชาว French (ดินแดนแห่งเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ) คือตัวแทนของ Republic of Poland (1989-) ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย

ทั้ง Weronika และ Véronique ต่างรับบทโดย Irène Jacob นักแสดงสัญชาติ French-Swiss นั่นหมายความว่าถึงสองตัวละครจะมีความแตกต่างสักเพียงใด แต่รูปลักษณ์ จิตวิญญาณ ความน่ารักน่าชัง ล้วนมีพื้นฐาน/รากเหง้ามาจากบุคคลเดียวกัน!

แซว: ทีแรกผมนึกว่าแนวคิดของหนังจะคล้ายๆ That Obscure Object of Desire (1977) ที่ใช้นักแสดงสองคนรับบทตัวละครเดียวกัน, ในความเป็นจริงกลับเหมือน Vertigo (1958) ใช้นักแสดงคนเดียวรับบทสองตัวละครเดียวกัน (ต่างที่ Vertigo คือตัวละครเดียวกันจริงๆ ส่วน The Double Life of Veronique เป็นคนละคน)

เอาจริงๆ The Double Life of Veronique (1991) ไม่ไช่หนังการเมืองนะครับ (ที่ผมอธิบายไปคือส่วนเชื่อมโยงผู้กำกับ Kieślowski เท่านั้นเอง!) ดูเป็นแนวโรแมนติก จิตสัมผัส/เหนือธรรมชาติ ตัวละครต้องการค้นหาบางสิ่งอย่าง โดดเด่นจากการสร้างโลกที่เต็มไปด้วยเฉดสีสัน และความระริกระรี้น่ารักน่าชังของ Irène Jacob กลายเป็นต้นแบบแรงบันดาลใจภาพยนตร์ Love Letter (1995), Amélie (2001) ฯลฯ

ผมรู้สึกว่าหนังค่อนข้างดูยากในรอบแรก เพราะไม่มีเรื่องราว/เนื้อหาสาระจับต้องได้สักเท่าไหร่ เพียงบันทึกภาพวิถีประจำวัน ชีวิตดำเนินไป พบเจอ-ตกหลุมรัก เพศสัมพันธ์ จิตสัมผัสถึงบางสิ่งอย่าง … กลับมาดูรอบสอง อาจทำให้คุณตกหลุมรัก คลุ้มคลั่งไคล้ อารมณ์สั่นไหว ค้นพบอะไรๆให้ขบครุ่นคิดตามมากมาย เห็นพัฒนาการจาก Weronika สู่ Véronique เรียนรู้จักความผิดพลาด (ผ่านจิตสัมผัส) ไม่ยินยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม


Krzysztof Kieślowski (1941-96) ผู้กำกับชาว Polish เกิดที่ Warsaw ในช่วงที่ Nazi Germany เข้ายึดครอบครอง Poland ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาทำงานวิศวกรโยธา เลี้ยงดูบุตรชายตามแบบ Roman Catholic, พออายุ 16 ถูกส่งไปฝึกฝนอาชีพนักผจญเพลิง เพียงสามเดือนก็ตัดสินใจลาออก จากนั้นเข้าเรียน College for Theatre Technicians จบออกมาต้องการเป็นผู้กำกับละครเวที แต่เพราะไม่มีวุฒิปริญญาเลยไม่ได้รับการจ้างงาน เพื่อหลบหนีเกณฑ์ทหารจึงยื่นใบสมัครถึงสามรอบกว่าจะได้เข้าศึกษาต่อภาพยนตร์ยัง Łódź Film School

เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Krzysztof Kieślowski คือ Kes (1969) กำกับโดย Ken Loach

เริ่มต้นยุคแรก Early Work (1966-75), ด้วยการสรรค์สร้างสารคดี บันทึกภาพวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วๆไป The Office (1966), Tramway (1966), From the City of Łódź (1968), Factory (1970), จนกระทั่ง Workers ’71: Nothing About Us Without Us (1971) นำเสนอภาพการชุมนุมประท้วงหยุดงานเมื่อปี 1970 โดยไม่รู้ตัวเริ่มถูกทางการสั่งเซนเซอร์, Curriculum Vitae (1975) เลยแทรกใส่แนวคิดต่อต้านหน่วยงานรัฐ (Anti-Authoritarian) ทำให้โดนเพื่อนร่วมอาชีพตำหนิต่อว่า ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างรุนแรง

Polish Film Carrier (1975-88), ช่วงที่ Kieślowski เริ่มสรรค์สร้างผลงานที่ไม่ใช่สารคดี ภาพยนตร์เรื่องแรก Personnel (1975) ** คว้ารางวัล Grand Prize จากเทศกาลหนัง Mannheim International Filmfestival (ที่ประเทศ Germany), ติดตามด้วย The Scar (1976), Camera Buff (1979), Blind Chance (1981), No End (1984) และผลงานชิ้นเอก Dekalog (1988) ซีรีย์ฉายโทรทัศน์ความยาวสิบตอน ได้แรงบันดาลใจจากพระบัญญัติ 10 ประการ

International Film Carrier (1991-94), แม้ช่วงสุดท้ายในชีวิตและอาชีพการงานของ Kieślowski จะมีผลงานเพียง 4 เรื่อง แต่ล้วนประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ การันตีความเป็นตำนานผู้กำกับภาพยนตร์ The Double Life of Veronique (1991), Blue (1993), White (1994), Red (1994)


ระหว่างที่ผู้กำกับ Kieślowski นำภาพยนตร์ A Short Film About Killing (1988) ไปฉายยังเทศกาลหนังเมือง Cannes มีโอกาสพูดคุยโปรดิวเซอร์ชาวอิตาเลี่ยน Leonardo De La Fuente ซึ่งเป็น(แฟนคลับ)ผู้จัดจำหน่ายหลายๆผลงาน(ของ Kieślowski)ทางฝั่งยุโรปตะวันตก ยื่นข้อเสนอต้องการออกทุนสร้างโปรเจคเรื่องใหม่ ไม่ต้องคิดอะไรมากตอบตกลงโดยทันที … ยังไม่มีบท ไม่มีอะไรทั้งนั้น

ก่อนหน้านี้หลายปี ผู้กำกับ Kieślowski มีความครุ่นคิดอยากสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับวงออร์เคสตรา เพื่อเป็นการเคารพคารวะหนังสั้น Muzykanci (1960) หรือ The Musicians ของอาจารย์ Kazimierz Karabasz ที่เคยเสี้ยมสอนยัง Łódź Film School [ถึงขนาด Kieślowski ยกให้เป็นหนึ่งในหนังเรื่องโปรด] แต่ก็ถูก Andrzej Wajda ตัดหน้าสร้างผลงานเรื่อง The Orchestra Conductor (1980) เลยยังหาโอกาสไม่ได้สักที!

หลังชัยชนะการเลือกตั้งอย่างล้นหลามของสหภาพแรงงาน/พรรคการเมือง Solidarity เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1989 นั่นคือจุดล่มสลายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในประเทศ Poland ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกต่อไป นั่นน่าจะคือส่วนหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ Kieślowski ร่วมกับเพื่อนนักเขียน/ทนายความ Krzysztof Piesiewicz ครุ่นคิดพัฒนาบทหนังตั้งชื่อว่า Chórzystka หรือ The Chorister (แปลว่า นักร้องประจำคณะร้องประสานเสียงในโบสถ์)

ปล. การขับร้องคอรัสของ Weronika สามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ถึงเสียงอันโหยหวน คร่ำครวญ ดิ้นรนต่อสู้ เสี้ยววินาทีสุดท้ายของชีวิต (=รัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่กำลังล่มสลาย ตายจากไป)

แต่ชื่อดังกล่าวมีโปรดิวเซอร์แสดงความเห็นว่าเหมือนหนังศาสนามากเกินไป! จึงมีการระดมสมองครุ่นคิดชื่อที่เหมาะสมทั้งสามภาษาก่อนลงเอยกับ The Double Life of Veronique, (French) La double vie de Véronique, (Polish) Podwójne życie Weroniki แต่ถึงอย่างนั้น…

neither I nor the producer are really convinced (title) of it.

Krzysztof Kieślowski

เริ่มต้นปี 1968, เด็กสาวคนหนึ่ง (Weronika) จับจ้องมองท้องฟ้าช่วงฤดูหนาวเหน็บ เด็กสาวอีกคนหนึ่ง (Véronique) กำลังเล่นกับใบไม้แทนถึงฤดูใบไม้ผลิ

ปี 1990, วัยรุ่นสาว Weronika (รับบทโดย Irène Jacob) กำลังขับร้องเพลงท่ามกลางหยาดฝนพรำ จากนั้นร่วมรักแฟนหนุ่ม Antek (รับบทโดย Jerzy Gudejko) แล้ววันถัดมาออกเดินทางสู่ Kraków เข้าร่วมออดิชั่นจนได้รับโอกาสขึ้นขับร้องบนเวที แต่หลังจากพบเห็นใครคนหนึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายตนเองยังจัตุรัส Rynek Główny (Main Square) ราวกับวันสิ้นโลกได้มาถึง ระหว่างทำการแสดงคอนเสิร์ต แน่นจุกอก ล้มพับ แล้วเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน

ที่ Clermont-Ferrand, หญิงสาวชาวฝรั่งเศสหน้าตาเหมือนเปี๊ยบกับ Weronika แถมชื่อว่า Véronique ไม่รู้ทำไมหลังจากร่วมรักแฟนหนุ่ม ตกอยู่ในอาการซึมเศร้าโศกเสียใจ แล้วจู่ๆตัดสินใจเลิกเรียนร้องเพลง เหลือแค่เป็นครูสอนดนตรีโรงเรียนประถม ครั้งหนึ่งเข้าร่วมรับชมการแสดงหุ่นเชิด (Marionette) บังเกิดความลุ่มหลงใหล ชื่นชอบคลั่งไคล้ชายหนุ่มที่ชักเชิดหุ่น

ต่อมาได้รับพัสุดลึกลับ เชือกรองเท้า กล่องซิการ์เปล่าๆ และเทปอัดเสียงอะไรก็ไม่รู้ ตั้งใจฟังจนสามารถค้นพบสถานที่ยังสถานีรถไฟ Gare Saint-Lazare เดินทางไปพบเจอชายนักชักหุ่น Alexandre Fabbri (รับบทโดย Philippe Volter) เล่าให้ฟังว่าเพียงต้องการทำการทดลองอะไรบางอย่างเพื่อนำมาเขียนนวนิยาย นั่นสร้างความไม่พึงพอใจให้หญิงสาวอย่างรุนแรง เลยพยายามวิ่งหลบหนี ซ่อนตัว ขึ้นแท็กซี่ แต่จนแล้วจนรอดก็ถูกติดตามพบเจอ สารภาพรัก ร่วมหลับนอน เช้าอีกวันพบเห็นเขากำลังทำหุ่นเชิดตัวใหม่ เกิดความฉงนสงสัยทำไมถึงต้องสร้างฉันสองตน??


Irène Marie Jacob (เกิดปี 1966) นักแสดงสัญชาติ French-Swiss เกิดที่ Suresnes, Hauts-de-Seine ชานเมืองฝั่งตะวันตกของกรุง Paris บิดาเป็นนักฟิสิกส์ มารดาทำงานด้านจิตวิทยา, เมื่ออายุสามขวบติดตามครอบครัวอพยพย้ายมาปักหลักอยู่ Geneva, Switzerland (จนได้สัญชาติ Swiss) ค้นพบความชื่นชอบด้านดนตรี ศิลปะ และการแสดงจากภาพยนตร์ของ Charlie Chaplin

Charlie Chaplin took my heart. They made me laugh and cry, and that was exactly what I was waiting for in a film: to awaken me to my feelings.

Irène Jacob

ด้วยความที่สามารถสื่อสารได้หลายภาษา (ฝรั่งเศส, อังกฤษ, เยอรมัน และอิตาลี) หลังจากร่ำเรียนดนตรียัง Geneva Conservatory of Music มุ่งสู่การแสดง Drama Studio, London ก่อนย้ายมา Rue Blanche, Paris จนได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Au revoir les enfants (1987) ของผู้กำกับ Louis Malle แม้เพียงบทครูสอนเปียโนเล็กๆ แต่ไปเข้าตาผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski เลือกมารับบทนำ The Double Life of Veronique (1991) ติดตามด้วย Three Colours: Red (1994)

รับบท Weronika และ Véronique แม้ทั้งสองใบหน้าตาเหมือนเปี๊ยบ เกิดวัน-เดือน-ปีเดียวกัน แต่อุปนิสัยใจคอนั้นมีความแตกต่างตรงกันข้าม ราวกับสามารถสื่อสาร/จิตสัมผัส สิ่งเลวร้ายเคยบังเกิดขึ้นกับ Weronika ได้ถูกส่งต่อ/กลายเป็นบทเรียนสอนใจ Véronique ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม

  • Weronika หญิงสาวชาว Polish มีนิสัยเริงร่า ระริกระรี้ ปล่อยตัวกายใจ หลงใหลการร้องเพลง มีความเพ้อฝัน ทะเยอทะยาน ต้องการชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ แต่โดยไม่รู้ตัวเมื่อขับร้องเสียงสูงกลับทำให้หัวใจล้มเหลว พลันด่วนเสียชีวิตจากไปอย่างน่าเสียดาย
  • Véronique เหมือนได้รับการสื่อสาร/จิตสัมผัสจาก Weronika จู่ๆก็ล้มเลิกความตั้งใจเป็นนักร้อง เพียงทำงานครูสอนดนตรี มีความสงบเสงี่ยมเจียมตน พอใจในสิ่งที่พึงมี ก่อนพบความลุ่มหลงใหลในหุ่นเชิดชัก ออกติดตามหาชายชักหุ่น แล้วค้นพบการมีตัวตนของ Weronika สร้างความเศร้าโศกเสียใจอย่างคาดไม่ถึง

ดั้งเดิมนั้นมีการติดต่อ Andie MacDowell นักแสดงจาก Sex, Lies, and Videotape (1989) ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบตกลงปากเปล่าไปแล้ว แต่เพราะไม่ได้มีการเซ็นสัญญา และช่วงเวลาดันคาบเกี่ยวโปรเจคอื่น เธอจึงจำใจต้องถอนตัวออกไป, อีกนักแสดงที่เข้ามาทดสอบหน้ากล้อง Julie Delpy แม้ไม่ได้รับบท แต่สร้างความประทับใจให้ผู้กำกับ Kieślowski จนมีโอกาสร่วมงานกันเรื่อง Three Colours: White (1994)

ใบหน้าของ Jacob มีความน่าหลงใหล ทำให้ใครต่อใคร (ทั้งชาย-หญิง) แทบไม่อาจละวางสายตา ช่างดูบริสุทธิ์ ละอ่อนเยาว์วัย ดวงตาใสซื่อไร้เดียงสา เต็มไปด้วยความระริกระรี้ อยากรู้อยากเห็น ใคร่อยากขบครุ่นคิดแก้ไขปริศนาชีวิต เพราะมีบางอย่างค้างๆคาๆอยู่ภายใน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร (มันคือจิตสัมผัสระหว่าง Weronika และ Véronique แม้ไม่เคยพบเจอหน้า แต่เหมือนสามารถเข้าใจอะไรๆของกันและกัน)

เชื่อว่าหลายคนอาจแยกแยะไม่ออกระหว่าง Weronika และ Véronique เพราะคงมองเพียงเปลือกภายนอก ท่าทางแสดงออก แต่แทบทุกสิ่งอย่าง(นอกจากภาพลักษณ์)ของสองตัวละครนี้มีความแตกต่างตรงกันข้าม! ภาษาสื่อสาร อุปนิสัยใจคอ มุมมอง/ทัศนคติ รวมถึงแนวคิดการดำเนินชีวิต ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ชมต้องสังเกต ทำการครุ่นคิดวิเคราะห์ ถึงเริ่มแยกแยะพวกเธอทั้งสองออกจากกัน … ซึ่งถ้าคุณสามารถไปได้ถึงจุดนั้น จะรู้สึกอึ้งทึ่งในอัจฉริยภาพด้านการแสดงของ Jacob สร้างสองตัวละครที่มีความเหมือนแต่แตกต่าง ผมเองก็ไม่เคยพบเห็นบทบาทสลับซับซ้อนขนาดนี้มาก่อน

The camera was really like a microscope. Krzysztof was always very close and very precise in his directions. It was not something he talked about beforehand; he would only work on the set. He liked to rehearse just before a take, if at all.

Irène Jacob

Jacob เป็นคนที่มีความ ‘free-spirit’ รักในอิสรภาพอย่างมากๆ ไม่ใช่แค่บทบาท Weronika & Véronique สามารถเปลือยกายร่วมรัก สวมชุดชั้นในเดินไปเดินมา โดยไม่มีความรู้สึกเหนียงอายเลยสักนิด! ชีวิตจริงพอประสบความสำเร็จโด่งดัง ได้รับการทาบทามจาก Hollywood กลับบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ ค่อนข้างเลือกงาน ต้องการปักหลักอยู่ยุโรป แม้นั่นทำให้ช่วงหลังค่อยๆถูกหลงลืมเลือน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร (เหมือนเธอได้รับอิทธิพล/กลายเป็นอย่าง Véronique ไปแล้วละ)


ถ่ายภาพโดย Sławomir Idziak (เกิดปี 1945) สัญชาติ Poland, สำเร็จการศึกษาจาก National Film School, Łódź ขาประจำร่วมงานผู้กำกับ Krzysztof Zanussi และ Krzysztof Kieślowski อาทิ The Scar (1976), The Constant Factor (1980), A Year of the Quiet Sun (1984), A Short Film About Killing (1988), The Double Life of Véronique (1991), Three Colors: Blue (1994) ผลงานเด่นอื่นๆ Gattaca (1997), Black Hawk Down (2001), King Arthur (2004), Harry Potter and the Order of the Phoenix (2007) ฯ

ผู้กำกับ Kieślowski ต้องการสร้างโลกในหนังให้มีความสวยงามกว่าที่เป็นจริง “much more beautiful than it really was” หลังจากทำการทดลองร่วมกับตากล้อง Idziak ตัดสินใจเลือกใช้ฟิลเลอร์เฉดสีเขียว-เหลือง เพื่อมอบสัมผัสของฤดูใบไม้ร่วง (สัญลักษณ์ของความร่วงโรย แห้งเหี่ยว เหี้ยมโหดร้าย) แต่จะไม่มีการแบ่งแยก Weronika หรือ Véronique (เพื่อสื่อว่าทั้งสองตัวละครอยู่บนโลกใบเดียวกัน)

Green filters so that the color in the film is specifically greenish. Green is supposed to be the color of spring, the color of hope, but if you put a green filter on the camera, the world becomes much crueler, duller, and emptier.

Krzysztof Kieślowski

นอกจากนี้ผู้กำกับ Kieślowski ยังสรรหาลูกเล่นในการนำเสนอภาพถ่าย ให้สามารถพบเห็นแบ่งเป็นสองส่วน โลกสองใบ มองผ่านลูกแก้ว แว่นตา หน้าต่าง กระจกใส บางครั้งก็มุมเอียงๆ (Dutch Angle) ภาพสะท้อนอะไรก็ไม่รู้บิดๆเบี้ยวๆ สร้างความพิศวงหลงใหลให้ผู้ชมไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับสถานที่ถ่ายทำแบ่งออกเป็น Kraków, Poland และ Clermont-Ferrand, France ซึ่งถ้าใครช่างสังเกตน่าจะพบว่าสองเมืองนี้(แม้คนละประเทศ)มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกัน

  • Rynek Główny หรือ Main Square, Kraków ในฉากที่ Weronika และ Véronique สวนทางกัน
  • Place du Terrail, Clermont-Ferrand อพาร์ทเม้นท์ที่ฝรั่งเศสของ Véronique
  • โรงเรียน Lycée Amédée Gasquet – Rue Jean-Baptiste Torrilhon, Clermont-Ferrand
  • สถานีรถไฟ Gare Saint-Lazare, Paris 8
  • Boulevard Haussmann, Paris 8 สถานที่ที่ Véronique แอบเข้าไปหลบระหว่างหนีจาก Alexandre

ภาพแรกของหนังคือการกลับหัวกลับหาง ท้องฟ้าอยู่เบื้องล่าง ทิวทัศน์เมืองอยู่ด้านบน แต่ยามพลบค่ำแสงไฟที่ส่องสว่างตามตึกรามบ้านช่อง ดูระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้าไกล … โลกใบนี้มาถึงช่วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างกลับตารปัตรตรงกันข้ามจากเคยเป็นมา!

นี่เป็นฉากบอกใบ้ถึงวิถึของโลก ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้นกับเรื่องราว จากตัวละครหนึ่งสู่อีกตัวละครหนึ่ง ในลักษณะกลับตารปัตรตรงกันข้าม!

ทีแรกผมก็ไม่ได้เอะใจหรอกว่าเด็กสาวทั้งสองคือคนละตัวละคร (แต่ก็นักแสดงคนเดียวกันนะแหละ) นึกว่าคงคล้ายๆ Blind Chance (1981) ที่เริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงช่วงเวลาสำคัญๆของชีวิต แต่พออ่านเจอในเรื่องย่อก็พบว่า

  • เด็กหญิงคนแรกคือ Weronika ห้องกลับหัวกลับหาง ด้านหลังมีต้นคริสต์มาสสื่อถึงช่วงเวลาฤดูหนาว และทิวทัศน์จับจ้องมองคือประเทศโปแลนด์ (ใครจะดูรู้ละเนี่ย!)
  • อีกคนคือ Véronique มีการพูดถึงใบไม้สื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ และกลับใบด้านหน้า-หลัง ห้อยโหนบน-ล่าง ยังสื่อถึงเธอคืออีกบุคคลตรงกันข้ามกับเด็กหญิงคนแรก

บ่อยครั้งที่หนังจะมีการแทรกภาพเบี้ยวๆ เบลอๆ แค่พอมองออกว่าใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร แรกเห็นเมื่อครั้น Opening Credit แล้วก็มักปรากฎขึ้นราวกับนิมิต ความทรงจำ ส่วนใหญ่จะเป็น Véronique ฝันถึง Weronika ซึ่งทำให้เธอปฏิเสธดำเนินเดินตาม กระทำสิ่งกลับตารปัตรตรงกันข้าม ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม

ภาพปรากฎขึ้นระหว่าง Opening Credt หลายคนอาจคาดเดาว่าคือ Weronika เพราะเมื่อหนังดำเนินไปจะมีฉากที่เธอถูกพุ่งชน ทำให้โน๊ตเพลงกระจัดกระจายเต็มพื้น แต่เอาจริงๆมันก็ไม่จำเป็นนะครับ เพราะ Véronique ก็ร่ำเรียนร้องเพลงไม่ต่างกัน … สรุปแล้วก็ไม่รู้อยู่ดีว่าใคร??

ผมครุ่นคิดว่าฉากนี้ใช้กล้องถ่ายทำขณะฉายฟุตเทจ(ที่ถ่ายไว้ก่อนแล้ว)บนจอผืนผ้าใบ (คล้ายๆหนังกลางแปลง) ซึ่งสามารถถ่ายเอียงๆ ทำให้เบี้ยวๆเบลอๆ หรือจับจอผ้าใบเขย่าเบาๆให้ดูสั่นๆก็ยังได้

การขับร้องเพลง/ร่วมรักท่ามกลางสายฝน เป็นสิ่งที่สามัญสำนึกคนทั่วไปไม่กระทำกัน แต่สำหรับหญิงสาว Weronika ผู้มีความระริกระรี้ วันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) อยากกระทำสิ่งเหล่าเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ โดยไม่ใคร่สนอะไรใครทั้งนั้น … เป็นการแนะนำตัวละครโดยจับจ้องเพียงใบหน้า ถ่ายทอดถึงอุปนิสัยใจคอออกมาได้อย่างชัดเจนมากๆ

ในบทความวิจารณ์ของ Roger Ebert กล่าวเปรียบเทียบความหลงใหลใบหน้านักแสดงของผู้กำกับ Kieślowski เหมือนจะได้รับอิทธิพลมาจาก Ingmar Bergman

Bergman said the human face is the great subject of the cinema. Kieslowski’s camera spends a great deal of time regarding Jacob’s face. Let’s not waste any time observing how beautiful she is. What he is searching for is her soul. Sometimes he asks her to smile, or look pensive or thoughtful, but sometimes he simply shows her thinking. She shows herself vulnerable, romantic, joyous, tender. She has a good face. We become invested in her introspection.

Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ถึงผมไม่รู้ว่ารูปปั้นนี้คือใคร (ดูจากท่าทางยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ราวกับจะมอบ(จิต)สัมผัสอะไรบางอย่าง) แต่สังเกตว่าระหว่าง Weronika วิ่งกลับบ้านกับเพื่อนอีกคน พอกำลังผ่านรถบรรทุกคันนี้ ทั้งสองวิ่งแยกจากกันซ้าย-ขวา … นี่คือสัญลักษณ์ของการแบ่งแยก ความแตกต่าง สองฝั่งขั้วตรงข้าม เป็นสิ่งพบเห็นได้บ่อยครั้งและเยอะมากๆในหนังเรื่องนี้

เชื่อว่าหลายคนคงเอาแต่จับจ้องมองหน้าอกของ Irène Jacob จนไม่ทันสังเกตภาพวาดเบลอๆด้านหลัง แม้จะเห็นไม่เต็มแต่ผมครุ่นคิดว่าคือรูปพระพุทธ ซึ่งสามารถสื่อนัยยะถึงจิตวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด วัฎฎะสังสาร ถือเป็นความเข้าใจพื้นฐานของชาวตะวันตกต่อพุทธศาสนา

แซว: ผมครุ่นคิดว่าฟิลเลอร์สีเขียวของภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจคือแรงบันดาลใจภาพยนตร์ The Matrix (1999) ก็เป็นได้นะ

ระหว่างกำลังออกวิ่ง (ไปไหนก็ไม่รู้ละ) Weronika พลัดตกหล่ม เหยียบลงแอ่งน้ำถึง 2 ครั้ง! จากนั้นเธอวิ่งมาถึงทางแยกที่ป้ายหยุด STOP ราวกับเป็นคำเตือน/ลางสังหรณ์บอกเหตุว่าอย่าทำอะไรผิดพลาดซ้ำๆหลายหน เราควรต้องเรียนรู้ และไม่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม! … จะว่าไปอาการแน่นหน้าอก เจ็บจิ๊ดหัวใจ ก็เคยเกิดขึ้นถึงสองครั้งก่อนที่ Weronika จะล้มพับกลางเวที (ถ้ามีครั้งที่สามก็สมควรตายแล้วละ!)

จู่ๆ Weronika สะดุ้งตื่นขึ้นมาบดบังภาพวาด(ซ้ายมือ) สามารถสื่อถึงความฝันถึงสถานที่แห่งนี้ แต่มีบางสิ่งอย่างที่สร้างความหวาดกลัวตัวสั่น เลยแสดงออกเหมือนเด็กน้อย (เอามือยัดใส่ปาก) แล้วเดินไปหาป๊ะป๋า (บอกเล่าความฝัน) จากนั้นต้องการออกเดินทางสู่ Kraków เพื่อค้นหาคำตอบปริศนา เธอคนนั้นคือใคร? ความรู้สึกนั้นมันคืออะไร?

วินาทีที่ Weronika พูดคุยกับบิดาถึงความรู้สึกที่ว่า “ฉันไม่ได้มีตัวคนเดียวในโลก” (นี่คือคำถามอภิปรัชญาของหนังนะครับ) สังเกตภาพกลางจะมีเงาสะท้อนในกระจก สร้างความหลอกหลอนเล็กๆให้ผู้พบเห็น … แต่ความเข้าใจของบิดาขณะนั้นกลับแตกต่างออกไป ครุ่นคิดว่าบุตรสาวกำลังหมายถึงใครคนอื่น (ไม่ใช่ตัวเธอเอง) นี่ก็สามารถสื่อถึงมุมมองที่กลับตารปัตร/ภาพสะท้อนในกระจกได้เช่นกัน

ระหว่างการเดินทางโดยสารรถไฟ จะมีขณะเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พานผ่านยังสถานที่ที่เดียวกับภาพวาด/ความฝันของ Weronika และถ้าใครช่างสังเกตจะพบเห็นมีสองเส้นที่ทำให้ภาพยืดๆยาวๆ ราวกับมองผ่านเลนส์ที่แตกต่าง

นำมาสู่ภาพซ้ายที่ Weronika กำลังมองผ่านลูกแก้วใส ซึ่งจะมีความบิดๆเบี้ยวๆ กลับหัวกลับหาง กลับซ้ายกลับขวา แสดงถึงโลกทัศน์ที่แตกต่าง ขณะเดียวกันยังพบเห็นภาพสะท้อนของเธอเองบนกระจกหน้าต่าง ขั้วตรงข้ามของฉันอยู่แห่งหนไหน

และเมื่อตอน Weronika มองผ่านลูกแก้วใส มันจะมีรูปดาวล่องลอยไปมา ล้อกับภาพแรกของหนังที่เด็กสาวห้อยศีรษะ เห็นท้องฟ้าอยู่เบื้องล่าง ตึกรามบ้านช่องอยู่เบื้องบน สื่อถึงโลกทัศน์ของเธอกลับตารปัตรตรงกันข้ามกับความเป็นจริง

Weronika เป็นหญิงสาวที่มีความเพ้อฝัน ทะเยอทะยาน อยากเป็นนักร้องขึ้นแสดงคอนเสิร์ต เลยใช้โอกาสระหว่างนัดพบเจอเพื่อนรู้จัก ทำตัวให้เข้าตาวาทยากร เลยได้รับสิทธิ์เข้าทดสอบเสียงร้อง/ออดิชั่น … ระหว่างกำลังเดินทางกลับนั้น เธอแสดงอาการดีใจด้วยการโยนลูกแก้วลงพื้นสองครั้ง และใส่ไม่ยั้งในครั้งที่สาม เหมือนว่ามันพุ่งชนเพดานทำให้เศษฝุ่นผงร่วงหล่นลงมา แล้วเงยหน้าขึ้นไปรับสัมผัส (นี่ไม่ใช่หยาดฝนเหมือนตอนต้นเรื่องนะครับ แต่คือฝุ่นผงซึ่งคือสัญลักษณ์ของการพังทลาย ล่มสลาย)

ปล. นี่เป็นการบอกใบ้อีกแล้วถึงเมื่อทำอะไรซ้ำๆครั้งที่สาม จะก่อให้เกิดหายนะ/ภัยพิบัติ

มีเพียงช็อตนี้ช็อตเดียวที่ Weronika และ Véronique อยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน แต่ผู้ชมแทบจะมองไม่เห็น Véronique เพราะยืนอยู่ห่างไกลออกไป ท่ามกลางผู้คนกำลังรีบเร่งขึ้นรถ (เลยสามารถใช้นักแสดงแทนได้เลย) เพื่อออกเดินทางหลบหนีการชุมนุมประท้วง(อะไรสักอย่าง)

แซว: ใครเคยรับชม Love Letter (1995) น่าจะมักคุ้นฉากคล้ายๆกันนี้ สองตัวละครที่หน้าตาเหมือนเปี๊ยบมีโอกาสพบเจอสวนทางกันเพียงครั้งเดียวตลอดทั้งเรื่อง!

การนำเสนอเหตุการคู่ขนานระหว่าง Weronika พบเห็น Véronique และการชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นยังจัตุรัส Rynek Główny ให้ความรู้สึกเหมือนวันสิ้นโลก โลกาวินาศ เต็มไปด้วยความสับสนอลม่าน รวมถึงการที่กล้องเคลื่อนเลื่อนหมุนติดตามตัวละคร ซึ่งให้ความรู้สึกเธอกำลังหมุนรอบโลก (ไม่ใช่โลกหมุนรอบตัวเธอนะครับ) ช่างเป็นสิ่งกลับตารปัตรตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!

เกร็ด: Rynek Główny หรือ Main Square, Kraków คือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์/มรดกโลกของประเทศ Poland ไม่มีหลักฐานว่าก่อร่างสร้างเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ จนกระทั่งถูกมองโกลรุกรานเมื่อปี ค.ศ. 1241 จึงทำการสร้างใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1257 กินอาณาบริเวณ 9.4 เอเคอร์ (ถือเป็น Town Square ในยุค Medieval ขนาดใหญ่สุดในยุโรป) เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Church of St. Adalbert (สร้างขึ้นประมาณช่วงศตวรรษที่ 11th) และ Cloth Hall (สร้างขึ้นปี ค.ศ. 1555 ด้วยสถาปัตยกรรม Renaissance), ช่วงการยึดครองโดย Nazi Germany เคยถูกเปลี่ยนชื่อชั่วคราวเป็น Adolf Hitler-Platz, ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปี 1978, และแน่นอนต้องเป็นหนึ่งในสถานที่หลักๆสำหรับการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ของกลุ่มเคลื่อนไหว Solidarity ตลอดช่วงทศวรรษ 80s

ระหว่างที่ Weronika มาทดสองเสียงร้อง/ออดิชั่น จะมีขณะที่กล้องเคลื่อนเลื่อนมาตรงนิ้วมือ พบเห็นกำลังม้วนเกี่ยวเชือกที่ใช้รัดแฟ้มเอกสาร (จริงๆนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ ก่อนหน้านี้ตอนร่วมรักแฟนหนุ่มเธอก็ใช้นิ้วม้วนๆผ้าห่ม เพื่อปกปิดรอยแผลเป็น/ปมด้อยของตนเอง) มองในแง่จิตวิทยาคือการระบายความเครียด เก็บกดดัน แต่นัยยะเชิงสัญลักษณ์แทนถึงการผูดรัด มัดเกี่ยว โชคชะตาที่เชื่อมโยงกับอีกบุคคล Véronique (ว่าน่าจะเคยพานผ่านเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้) เหมือนกับเชือกรองเท้าที่ได้รับจากพัสดุลึกลับ

หลังเสร็จจากการออดิชั่น Weronika รู้สึกแน่นหน้าอก เจ็บจี๊ดตรงหัวใจ ระหว่างกำลังเดินกลับบ้านต้องหยุดเกาะผนังที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วงโรย (สื่อถึงชีวิตที่ใกล้ถึงจุดจบ) พอตรงไปนั่งเก้าอี้พบเห็นชายสูงวัยเปิดโชว์อวัยวะเพศ … แล้วก็เดินจากไป

เอาจริงๆการโชว์อวัยวะเพศมันคือรสนิยมส่วนบุคคล แต่มุมมองคนส่วนใหญ่มักมองว่าการกระทำดังคือความผิดปกติ อาการป่วยทางจิต (สื่อถึงความผิดปกติทางจิตใจ) ก็เลยถ่ายแบบเอียงๆ (Dutch Angle) เหตุการณ์นี้บังเกิดขึ้นพอดิบพอดีกับอาการแน่นหน้าอก เจ็บจี๊ดหัวใจ (สื่อถึงความผิดปกติทางร่างกาย) ซึ่งก็เหมือนชายคนนี้โชว์เสร็จก็เดินจากไป อาหารป่วยของ Weronika ก็ค่อยๆทุเลาลงเช่นกัน … นี่เป็นการเปรียบเทียบที่หาญกล้าบ้าบิ่น สุดตรีนมากๆ แม้งคิดได้ไง!

นี่น่าจะเป็นฉากต้นแบบ Fallen Angels (1995), Amélie (2001) ในการซ้อนทับมอเตอร์ไซด์ แล้วเอาศีรษะแนบชิดคนขับ/แฟนหนุ่ม กระมัง?

แซว: ของขวัญที่แฟนหนุ่มมอบให้กับ Weronika บอกแค่ว่าเป็นของขวัญคริสต์มาส แต่ข้างในมันคืออะไรละ?? กลายเป็น MacGuffin ไปซะงั้น!

ระหว่างที่ Weronika กำลังเตรียมแต่งตัว(น่าจะเป็นวันการแสดงคอนเสิร์ต) ด้วยความเร่งรีบ เสื้อยังไม่รีด เตายังไม่ร้อน จึงยังสวมชุดชั้นในขณะเหม่อมองออกไปนอกหน้าตา พบเห็นหญิงชราหลังค่อมคนหนึ่ง (เธอเป็นนักแสดง Cameo ขาประจำของผู้กำกับ Kieślowski พบเห็นอยู่หลายเรื่องทีเดียว) กำลังถือของถุงสองใบ จึงเปิดหน้าต่างตะโกนบอกว่าจะลงไปช่วยเหลือ โดยไม่ดูสภาพของตนเองเร้ย!

นี่เช่นกันคือการนำเสนอในลักษณะเปรียบเทียบ/คู่ขนาน Weronika ที่ยังแต่งตัวไม่เสร็จ มีสภาพไม่ได้แตกต่างจากหญิงชราหลังค่อมคนนี้ คือต่างยังเอาตัวเองไม่รอด กลับยังดื้อรั้น ดึงดัน ครุ่นคิดถึงหัวผู้อื่น … บางคนอาจมองว่าความตั้งใจของหญิงสาวน่าเชยชม แต่คนว่ายน้ำไม่เป็นแล้วกระโดดลงไปช่วยคนจมน้ำ นั่นเรียกว่าบรมโง่นะครับ

ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นๆ ก่อนขึ้นทำการแสดง คอนเสิร์ต คงจะแต่งหน้าทำผม สวยๆหล่อๆ แต่สำหรับ The Double Life of Veronique (1991) กลับทำการปัดขนตา และสังเกตว่าพบเห็นเห็นเพียงดวงตาข้างเดียว! เพื่อสื่อว่าเธอเป็นแค่เพียงตัวตนหนึ่ง ฟากฝั่งหนึ่ง เสี้ยวชีวิตหนึ่งของ Weronika <> Véronique

เป็นฉากคอนเสิร์ตที่ดูหลอกหลอนยิ่งนัก เพราะหลายครั้งใช้มุมมองบุคคลที่หนึ่งของ Weronika จับจ้องมองวาทยากร (ที่สาดส่องสป็อตไลท์แสงสีเขียว) แล้วโคลงเคลง โยกเยกไปมา (เหมือนอยู่บนเรือ) แถมข้างๆของเธอยังมีนักร้องอีกคนที่เปรียบเสมือนคู่แฝด (Doppelgänger) ตัวแทนอีกขั้วตรงข้ามที่พอหมดท่อนตนเองถึงค่อยถอยกลับด้านหลัง

อาการแน่นหน้าอก เจ็บจี้ดหัวใจของ Weronika ร่างกายจะมีการตักเตือนขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่เธอยังคงดื้อรั้น ดึงดัน ด้วยเหตุนี้เลยบังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะกำลังส่งเสียงร้องขึ้นสูงสุด พลันทรุดล้มลงนอนกองกับพื้น หมดสูญสิ้นลมหายใจ ตัดไปอีกทีก็กำลังถูกกลบดินฝังศพ อยู่ในจุดตกต่ำสุดของชีวิต

เราสามารถตีความฉากนี้คืออาการเจ็บป่วยทั่วๆไปที่สามารถบังเกิดขึ้นได้กับคนไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพตนเอง (ร้องเพลงท่ามกลางสายฝน, หายใจเอาฝุ่นควัน, เปลือยกายโทงๆไม่ชอบสวมใส่อะไร ฯลฯ) แต่ผมชอบมองในเชิงสัญญะของจุดสูงสุดหวนกลับสู่สามัญ และการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศ Poland อันเกิดจากการทำลายตนเองหลังพ่ายแพ้เลือกตั้งแบบย่อยยับเยิน

หรือถ้ามองในเชิงอภิปรัชญา จะตรงกับคำถามที่ว่า ตายแล้วไปไหน? วิญญาณ/โลกหลังความตายมีจริงหรือไม่? แม้หนังจะไม่สามารถให้คำตอบใดๆ แต่เลือกนำเสนอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ความเป็นไปได้หลังการเสียชีวิตของ Weronika

ระหว่างกำลังร่วมรักแฟนหนุ่มจู่ๆ Véronique ก็เปิดไฟ ดูนาฬิกา แล้วบังเกิดอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างไร้เหตุผล แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ว่าฉากก่อนหน้าเธอคนนี้เพิ่งแน่นหน้าอก ล้มพับ ถูกกลบฝัง ตกตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมถึงยังกลับมามีชีวิตอยู่เล่า? มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นรึเปล่า?

เมื่อเรื่องราวดำเนินไปผู้ชมก็จะเข้าใจว่า Weronika คือคนละคนกับ Véronique (พูดคนละภาษา Polish-French ตัดผมก็คนละทรงยาว-สั้น) แต่เหตุผลของอาการเศร้าโศกเสียใจ ราวกับว่าเธอได้รับจิตสัมผัส ว่าอีกบุคคลขั้วตรงข้ามเพิ่งลาจากโลกนี้ไป หลายๆความทรงจำค่อยๆไหลเข้ามา เพราะแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร ความจริงหรือเพ้อฝัน แต่มันตราฝังลงในสัญชาตญาณว่าไม่ควรทำตามสิ่งเคยบังเกิดขึ้นนั้นอีก

สำหรับหุ่นเชิดชักเป็นผลงาน/การแสดงของ Bruce Schwartz (เกิดปี 1957) นักเชิดหุ่นชาวอเมริกัน เคยออกรายการโทรทัศน์ The Muppet Show (1977-78) โด่งดังจากลีลาการชักหุ่นโดยไม่สวมถุงมือ (นักเชิดคนอื่นๆจะสวมถุงมือดำเพื่อให้กลมกลืนเข้ากับฉาก จะไม่ได้เบี่ยงเบนความสนใจผู้ชม แต่เทคนิคของ Schwartz กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม!) เห็นว่าขณะนั้นรีไทร์จากวงการไปทำงานอื่น/สอนโยคะ แต่ได้การร่ำร้องขอจากโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ Kieślowski สังเกตว่าช่วงแรกๆมือยังสั่นๆ หวาดกลัวเวที (เพราะไม่ได้ทำการแสดงมานาน) แต่พอถ่ายทำเสร็จก็ได้รับความมั่นใจกลับคืนมา

เรื่องราวที่ทำการแสดงคือหญิงสาวนักเต้นสะดุดล้ม/ประสบอุบัติเหตุขาหัก ระหว่างกำลังท้อแท้หมดสิ้นหวัง ได้รับความช่วยเหลือจากใครก็ไม่รู้ เทวดากระมัง ทำให้สามารถติดปีกโบยบิน ราวกับถือกำเนิดชีวิตใหม่ … สะท้อนเข้ากับเรื่องราวของหนังได้อย่างตรงไปตรงมา Weronika (นักเต้นที่สะดุดล้มขาหัก) มาเป็น Véronique (ถือกำเนิดใหม่ด้วยการติดปีกโบยบิน)

ถ้ามองอย่างผิวเผิน Véronique เหมือนมีความสนใจในการแสดงหุ่นเชิดชัด แต่หลังจากเธอหันไปเห็นคนแสดงด้านหลัง กลับมีความลุ่มหลงใหล แทบไม่อาจละสายตายไปไหน … ไม่ใช่เพราะเขารูปหล่อเหลาหรืออย่างไรนะครับ แต่เราสามารถเปรียบชายคนนี้ได้กับพระเจ้าผู้สร้างหุ่นเชิดให้ราวกับมีชีวิต/จิตวิญญาณ น่าจะคือบุคคลผู้ให้คำตอบถึงปริศนาที่หญิงสาวรู้ค้างๆคาๆอยู่ภายใน (นี่คือลักษณะของการค้นหารากเหง้า ตัวตน คำถามปรัชญามนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร?)

เพราะยังคงหมกมุ่น มิอาจละวางจากความลุ่มหลงใหลในการแสดงหุ่นเชิดชัก Véronique แค่บุหรี่ยังหยิบกลับหัวกลัวหาง ปากคาบมวนบุหรี่ กำลังจะจุดไฟตรงก้นกรอง สามารถสะท้อนมุมมองชีวิตที่กลับตารปัตร (ก็เหมือนลูกแก้ว ภาพสะท้อนในกระจก ครานี้คาบบุหรี่กลับหัวหลับกางไม่ต่างกัน)

หลายคนอาจครุ่นคิดว่าโทรศัพท์ลึกลับที่ดังขึ้นกลางดึก แต่เมื่อรับสายกลับไม่เสียงพูดปลายทาง น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งเล่น เกมจิตวิทยาของนักเชิดหุ่น Alexandre Fabbri แต่วินาทีที่ปรากฎภาพ Flashback ใบหน้าบิดๆเบี้ยวๆอาบฉาบโทนสีแดงของ Weronika (ขณะขับร้องคอรัสแล้วหมดสิ้นลมหายใจ) นั่นแอบทำให้ผมครุ่นคิดว่าเธออาจคือบุคคลปลายสายที่พยายามติดต่อสื่อสารกับ Véronique

คือหนังมันก็มีเรื่องเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นมากมาย ใครเคยรับชม No End (1985) หรือ Three Colours: Blue (1993) น่าจะรับรู้ว่าผู้กำกับ Kieślowski ชื่นชอบทำอะไรแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง (เกี่ยวกับโชคชะตาและความบังเอิญ) ซึ่งล้วนแฝงเร้นด้วยนัยยะเชิงสัญญะบางอย่าง … ในฉากนี้ก็คือการติดต่อสื่อสารระหว่าง Véronique กับ Weronika

หลังค่ำคืนดังกล่าว Véronique ขับรถไปหาบิดา <> ล้อกับตอนที่ Weronika ก็เคยกลับไปหาบิดาเช่นกัน! ส่วนเรื่องสนทนาจะแตกต่างกันนิดหน่อย

  • Weronika รู้สึกเหมือนว่า “ฉันไม่ได้มีตัวคนเดียวในโลก”
  • Véronique เล่าว่ากำลังตกหลุมรัก ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนได้สูญเสียใครบางคน

ความหมายในคำพูดของ Véronique คือสัมผัสได้ถึงการสูญเสีย Weronika (ทั้งๆไม่เคยรับรู้จักว่าอีกฝั่งฝ่ายคือใคร) ซึ่งเธอยังสอบถามบิดาถึงขณะสูญเสียมารดา สามารถพานผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร และตอนจบระหว่างทางขากลับ สังเกตว่ากล้องแพนนิ่งผ่านสุสานแห่งหนึ่ง (แอบชวนให้ผมครุ่นคิดว่าสถานที่แห่งนี้อาจคือสุสานฝังศพ Weronika ก็เป็นได้!)

นี่เป็นอีกเหตุการณ์เหนือธรรมชาติของหนัง! ตั้งแต่ Véronique เดินผ่านลำแสงที่ทอดยาวระหว่างเงาตึก พอหลับนอนก็ถูกกลั่นแกล้งสะท้อนแสงจากห้องฝั่งตรงข้าม แล้วจู่ๆแสงไฟจากไหนไม่รู้ (คนที่แกล้งปิดหน้าต่างหนีหายไปแล้ว) กำลังสาดส่องไปที่กระเป๋าเก็บเอกสาร มันมาจากไหน? ต้องการทำอะไร?

หลายคนพยายามให้คำตอบว่าไอ้คนที่เคยกลั่นแกล้งนะแหละ แค่เปลี่ยนตำแหน่งอื่น ไม่รู้ไปยืนอยู่ตรงไหน! แต่ผมมองเหตุผลเดียวกับตอนรับสายโทรศัพท์ อาจเป็นวิญญาณ/จิตสัมผัสของ Weronika ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะนำ (แบบเดียวกับสามีใน No End (1985) ที่แม้เป็นวิญญาณล่องลอย แต่ก็แอบทำอะไรหลายๆให้ภรรยา) Véronique ขุดคุ้ยพัสดุเชือกรองเท้าที่โยนทิ้งลงถังขยะ มันอาจมีนัยยะอะไรบางอย่างสำหรับไขปริศนา(อภิปรัชญา)ค้างคาอยู่ในใจ

แต่ในกรณีของพัสดุลึกลับ แม้ไร้ชื่อผู้ส่งแต่ก็ไม่ใช่วิญญาณของ Weronika อย่างแน่นอนนะครับ! ทั้งหมดเป็นของนักเชิดหุ่น Alexandre Fabbri เขียนหนังสือเด็กเรื่อง Libellule et Papillon (ไม่มีอยู่จริงนะครับ)

  • เชือกรองเท้า คือสัญลักษณ์ของการผูกรัด มัดเกี่ยว (เชือกรองเท้าให้แน่นแฟ้น) และยังมีช็อตที่นำวางเคียงคู่กับสัญญาณคลื่นหัวใจ ซึ่งสามารถสื่อถึงความสัมพันธ์ เชื่อมโยงใย (ระหว่าง Weronika และ Véronique)
  • กล่องซิการ์เปล่าๆยี่ห้อ Virginia (เหมือนว่าจะมีอยู่จริงนะครับ) ผมคิดว่าอาจสื่อถึงห้องหัวใจที่ว่างเปล่า และกลิ่นหอมยังวนเวียนไม่เคยจางหายไป กลิ่นนี้เป็นของเธอในคืนนั้น ยังฝังใจ เธอคือความทรงจำที่ฉันนั้นลืมไม่ลง ได้แต่หลงไปสุดไกล … เพลงกากี ของศิลปิน Big Ass อธิบายความหมายของกลิ่นได้ตรงมากๆ (เพลงน้ำหอม ของ Potato ก็คล้ายๆกันนะ)

หลังจากรับรู้ว่า Alexandre Fabbri มีหลายผลงานเขียนคว้ารางวัลด้วยนะ! Véronique เลยตรงไปยังร้านขายหนังสือ เหมาซื้อมาหมดแผง แล้วเริ่มนั่งๆนอนๆ ชงชาร้อนๆ (สัญลักษณ์ความกระชุ่มกระชวย ดื่มแล้วรู้สึกเร่าร้อนทรวงใน) เหมือนตั้งใจจะอ่านให้หมดในครั้งคราเดียว

เรื่องราวของ Jean-Pierre ดูเหมือนขาดๆห้วนๆ ถูกภรรยาฟ้องหย่าแต่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจ Véronique เลยอาสาขึ้นให้การบนชั้นศาลใส่ร้ายป้ายสีอีกฝั่งฝ่าย เพื่ออะไร?? ผมรู้สึกแค่มันเป็นความ ‘on the whim’ เหมือนตอนที่เธอตอบตกลงกำลังดื่มนมจากแก้วอยู่ด้วยมั้งนะ ซึ่งก็มีหลายคนแสดงความคิดเห็นว่านี่อาจเป็นพล็อตที่ผู้กำกับ Kieślowski ตั้งใจจะนำไปขยับขยายในฉบับตัดต่ออื่นของหนัง แต่เมื่อแผนการดังกล่าวล้มเหลวไม่เป็นท่า ฉากนี้เลยถูกปล่อยทิ้งไว้แบบค้างๆคาๆ ยกมือศิโรราบขึ้นเหนือศีรษะ ยินยอมรับความพ่ายแพ้แค่นี้!

พัสดุที่สามของ Alexandre Fabbri ส่งมายังบ้านบิดาของ Véronique ภายในเป็นเทปคาสเซ็ท หลังจากเล่นตัวยื้อๆยักๆ จนกระทั่งระหว่างกำลังสอนดนตรี เห็นหญิงชราหลังค่อม (ที่เคยพูดว่าจะให้ช่วยเหลือตอนต้นเรื่อง แต่ก็ไม่รู้ได้ทำอะไรหรือเปล่า) คงย้อนกลับมองตัวเองไม่อยากแก่ตายอย่างโดดเดี่ยว ตามลำพัง เลยยินยอมเสียบซาวน์เบาท์ ใส่หูฟัง

จริงๆก็น่าสงสัยว่าเป็นคุณยายคนเดียวกันหรือเปล่า? (แต่ตอนต้นเรื่องอยู่ที่ Poland ขณะนี้ France ถ้าเป็นคนเดียวกันก็น่าฉงนไม่น้อยเลยนะ) ซึ่งเราสามารถมองบทเรียนความผิดพลาดของ Weronika คือการไม่เตรียมความพร้อม ตะโกนบอกจะช่วยเหลือแต่ไม่ดูสภาพตนเอง (ยังเปลือยกายล่อนจ้อน เสื้อผ้าไม่ทันจะรีด) มาครานี้ Véronique เลยไม่ได้พูดอะไรออกไป เตรียมการทุกสิ่งอย่างให้เสร็จสรรพถึงค่อยเริ่มรับฟังเทปคาสเซ็ท

สิ่งที่ Véronique ได้ยินจากเทปคาสเซ็ทคือสรรพเสียงแวดล้อมรอบข้าง ตั้งแต่เริ่มห่อพัสดุ ฉีกสก็อตเทป เปิด-ปิดประตูห้อง สตาร์ทรถ เสียงประกาศจากสถานี ขบวนรถไฟกระฉึกกระฉัก ฯลฯ เหล่านี้ดังขึ้นพร้อมกับกิจวัตรของตัวละคร ดื่มน้ำ แปรงฟัน เตรียมตัวเข้านอน ซึ่งพอทุกม้วนเทปสิ้นสุดลง เธอก็ตระหนักว่าเขาคนนั้นอาจรอคอยอยู่ยังสถานที่ปลายทาง

เสียงจากเทปคาสเซ็ท คือเงื่อนงำสำหรับค้นหาบางสิ่งอย่าง ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบถึงลางสังหรณ์ หรือเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากมายในชีวิตประจำวัน ขึ้นอยู่กับเราตัวเองจะตั้งใจรับฟัง ขบครุ่นคิดวิเคราะห์ แล้วออกแสวงหาคำตอบอภิปรัชญา มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร? ตายแล้วไปไหน?

หลายคนอาจสงสัยว่าเธอคนนี้คือใคร? เคยพบเจอ Véronique มาก่อนหรือยังไง? คำตอบคือเธอเป็นนักร้องโซปราโนที่น่าจะถูก Weronika แย่งชิงตำแหน่งนักร้องนำ เคยพบเห็นตอนแสดงสีหน้าไม่พึงพอใจ แน่นอนว่าย่อมต้องจดจำใบหน้าหญิงสาว แล้วบังเกิดความตกตะลึง ไม่ใช่ว่าเธอคนนี้ตกตายกลางเวทีไปแล้วหรอกหรือ??

เมื่อตอนที่ Véronique กำลังออกติดตามหา Alexandre พานพบเห็นรถคันหนึ่งในสภาพเศษเหล็ก เหมือนถูกระเบิด เพลิงลุกไหม้ หรือก่อการร้ายก็ไม่รู้? ซึ่งระหว่างพูดคุยสนทนา (กับ Alexandre) มองออกไปภายนอก มีรถยกกำลังเคลื่อนย้ายออกไป … ผมมองรถคันนี้แทนสภาพจิตใจของ Véronique จากเคยเต็มไปด้วยคุกรุ่น เร่าร้อน จากความลุ่มหลงใหล Alexandre มาขณะนี้เพลิงราคะได้ดับมอดไหม้จนหมดสิ้น และการได้พูดคุยสนทนา รับรู้เหตุผลความตั้งใจจริง ตระหนักว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตนใคร่สนใจค้นหา (พอดิบพอดีกับรถคันนี้ถูกเคลื่อนย้ายออกไป)

สังเกตใบหน้าของทั้งสองตัวละครระหว่างการสนทนาในคาเฟ่แห่งนี้ สังเกตว่าครึ่งหนึ่งอาบฉาบแสงสว่าง และอีกครึ่งปกคลุมอยู่ในความมืดมิด เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเปิดเผยตัวตน ความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจของกันและกันออกมา เหตุผลของ Alexandre เลยสร้างความไม่สบอารมณ์ต่อ Véronique เลยตัดสินใจเผ่นหลบหนีออกมา

Véronique พยายามจะหลบหนี ซ่อนตัว ตีตนออกห่างไกลจาก Alexandre แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังสามารถติดตามมาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งวินาทีที่พบเจอกันอีกครั้ง ให้สังเกตลิฟท์ด้านหลังกำลังเคลื่อนลงมาจากชั้นบน ราวกับพระเจ้าทรงโปรด (ลงจากสรวงสวรรค์) ความหัวสูงทะนงของชายหนุ่มได้พังทลายลง ด้วยเหตุนี้เขาเลยยินยอมพูดบอกความใน และสารภาพรักกับเธอ

พอขึ้นถึงห้องโรงแรม Alexandre ก็หลับปุ๋ย (ท่าทางจะเหนื่อยจัด) Véronique พอจัดแจงอะไรเสร็จก็ฟุบหลับเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อฝ่ายชายตื่นขึ้นมา ก็โน้มตัวเข้าหาในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม (ผมชอบเรียกการจุมพิตแบบนี้ว่า ‘Spiderman Kiss’) นี่ก็สะท้อนแนวคิดเดียวกับมองผ่านลูกแก้ว ภาพสะท้อนกระจก หรือฉากคาบบุหรี่กลับหัวกลับหาง

มีอะไรบ้างในกระเป๋าของ Véronique? สิ่งที่ Alexandre ให้ความสนใจประกอบด้วยลิปสติก (แทนความสวยๆงามๆของหญิงสาว), แว่นตา, ลูกแก้ว (ต่างคือสัญลักษณ์การ(มุม)มองเห็นโลกที่แตกต่างออกไป) และสิ่งสุดท้ายก็คือภาพถ่ายจากทริปท่องเที่ยว Poland พบเห็นใครบางคนหน้าตาเหมือนเปะ

วินาทีที่ Véronique ค้นพบการมีตัวตนของ Weronika จู่ๆ Alexandre ก็ถาโถมเข้ามาโอบกอด ใช้กำลังบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ Man-On-Top (สื่อถึงความพยายามควบคุมครอบงำ ต้องการแสดงให้เห็นว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวของฉัน!) ท่ามกลางแสงสะท้อนจากลูกแก้วพริ้วไหวไปมา (สื่อถึงสภาพจิตใจของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความสับสน งุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีฉันอีกคนที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ)

หลังจาก Véronique ฟื้นตื่นขึ้นมาในอพาร์ทเม้นท์ของ Alexandre (น่าจะหลายวันถัดจากการร่วมรักครั้งแรก) จากนั้นถ่ายทำด้วยมุมมองบุคคลที่หนึ่งพร้อมเสียงขลุ่ยอันโหยหวน แทนจิตวิญญาณกำลังล่องลอย ออกค้นหาบางสิ่งอย่าง พานผ่านโถงทางเดินว่างเปล่า ห้องนั่งเล่นเปิดโทรทัศน์แต่ไร้สัญญาณ กระทั่งมาถึงห้องทำงานพบเห็นเขากำลังสรรค์สร้างหุ่นที่หน้าตาเหมือนกับเธอเอง

มองมองฉากนี้คือการนำเข้าบทสรุปของคำถามอภิปรัชญา เมื่อมนุษย์/หญิงสาวสามารถตื่นรู้แจ้ง ก็จักเริ่มก้าวออกเดินทางค้นหารากเหง้า มาจนพบเจอพระเป็นเจ้า/ผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิต (หรือคือ Alexandre กำลังสรรค์สร้างหุ่นเชิดชักที่มีหน้าตาเหมือนตัวเราเอง)

หุ่นชักมักถูกสร้างขึ้นพร้อมกันสองตัวสำหรับสลับกันใช้งาน เพราะความอ่อนแอเปราะบาง เมื่อขยับเคลื่อนไหว ทำการแสดงบ่อยครั้ง ย่อมทำให้เสื่อมสภาพโดยไว นี่คือคำอธิบายของผู้กำกับ Kieślowski (หรือคือพระเจ้าผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้) ถึงกำหนดให้มี Weronika และ Véronique ด้วยจุดประสงค์สำหรับเป็นตัวตายตัวแทนของกันและกัน

สิ่งน่าฉงนก็คือคนเชิดชักนั้นมีเพียงบุคคลเดียว นั่นทำให้ในทุกๆการแสดงจักมีหุ่นเพียงหนึ่งตนที่สามารถขยับเคลื่อนไหว ราวกับกำลังมีชีวิต ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นต้องวางแน่นิ่ง ถูกเก็บอยู่ไว้ในกล่อง แน่นิ่งไร้ซึ่งจิตวิญญาณ … เหมือนการดำเนินเรื่องของหนังที่เริ่มต้นจาก Weronika พอแตกหัก/ตกตาย ถึงค่อยกลายมาเป็น Véronique

คำถาม(อภิปรัชญา)ที่ค้างคาอยู่ภายในของ Véronique “ฉันไม่ได้มีตัวคนเดียวในโลก” วินาทีนี้ถือว่าได้รับคำตอบสักที ว่าตนเองนั้นคือตัวสำรอง, โอกาสสอง, หรือจะมองว่าเป็นการสืบสานต่อยอดเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ … แต่ปฏิกิริยาของเธอหลังจากขบครุ่นคิด สามารถขบไขปริศนาชีวิต คือการก้าวถอยหลังแล้วรีบหลบหนีสูญหายตัว (กลับบ้านไปหาบิดา) ดูเหมือนว่าจะยังยินยอมรับแนวความคิดดังกล่าวไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

ฉบับที่ฉายในทวีปยุโรป หนังจะจบสิ้นลงยังฉาก Véronique เดินทางกลับมาบ้าน หยุดจอดรถตรงรั้วประตู กำลังครุ่นคิด สองจิตสองใจ จะเข้าไปหาบิดาดีไหม? (ในแง่มุมหนึ่ง บิดา=พระบิดา คือสัญลักษณ์ของพระเป็นเจ้า/ผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิต) กระจกด้านหน้าสะท้อนภาพกิ่งก้าน ต้นไม้ไร้ใบ มือเอื้อมไปสัมผัสเปลือกลำต้นแห้งเหี่ยว ราวกับมันกำลังใกล้ตาย หรือมองว่าเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็ได้เช่นกัน

เหล่านี้คือสิ่งสะท้อนความครุ่นคิด สภาพจิตใจ สภาวะทางอารมณ์ของ Véronique หลังรับรู้การมีตัวตนของ Weronika ทำให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน (ทางจิตใจ) … ล้อกับตอนครึ่งแรกเมื่อ Weronika แรกพบเห็น/สวนทางกับ Véronique ต่อมาทำให้เกิดอาการจุกแน่นอก เจ็บจี๊ดหัวใจ (ทางร่างกาย)

ทำไม Véronique ถึงเดินทางกลับหาบิดา? ในความเข้าใจของผมคือเธอได้สูญเสียอัตลักษณ์ ความเป็นปัจเจกบุคคล (เพราะรับรู้ว่ามีใครอีกคนที่ถูกพระเจ้าโคลนนิ่งตัวตนเอง) รู้สึกเหน็ดเหนื่อยกาย-ใจ เพียงต้องการใครสักคน (ต้นไม้แก่ๆ = บิดาสูงวัย) สำหรับ(นั่งเก้าอี้)พึ่งพักพิง

น่าเสียดายที่ผมหา “Alternate Ending” คุณภาพดีกว่านี้ไม่ได้ เลยแค็ปรูปมาจาก Youtube (คลิปอยู่ด้านล่างนะครับ) ฉบับของ US Version เพิ่มเติมต่อจาก European Version ตั้งแต่บิดาก้าวออกมาจากบ้าน Véronique วิ่งถาโถมเข้าโอบกอด และช็อตสุดท้ายถ่ายจากภายในพบเห็นประตู-หน้าต่าง แนวดิ่ง-แนวราบ สีปกติ-เหมือนจะใช้ฟิลเลอร์ เพื่อสื่อถึงความแตกต่างขั้วตรงข้ามของชีวิต ดั่งชื่อหนัง The Double Life of Veronique (1991)

จบแบบอเมริกันดูเหมือน Happy Ending ไม่หลงเหลือปริศนาให้ค้างคาใจ (แต่มันก็มีอีกเยอะให้ขบคิดนะ แค่ว่าเป็นตอนจบสอดคล้องสไตล์ Hollywood) ขณะที่ฉบับยุโรปผมชอบมากกว่า เพราะมันค้างๆคาๆไว้ว่า Véronique กำลังครุ่นคิดอะไร? จะกลับหาบิดาดีไหม? ปล่อยอิสระให้ผู้ชมจินตนาการต่อไปเองดีกว่า!

ตัดต่อโดย Jacques Witta (เกิดปี 1934) สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำผู้กำกับ Claude Berri, Jean Becker แต่โด่งดังจากการร่วมงาน Krzysztof Kieślowski ตั้งแต่ The Double Life of Véronique (1991), Three Colors: Blue (1994) และ Three Colors: Red (1994)

แม้การสื่อสารระหว่าง Witta และผู้กำกับ Kieślowski ต้องใช้ล่ามแปล แต่พวกเขาก็สามารถเข้าใจกันดี และมีแนวคิดแปลกๆ อยากตัดต่อหนังให้มีความแตกต่างกัน 24 ฉบับ! แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและระยะเวลา สุดท้ายแล้วทำได้เพียงเปลี่ยนแปลงตอนจบ 2 เวอร์ชั่นเท่านั้นเอง

  • ฉบับฉายยุโรป, Véronique แค่เอื้อมมือสัมผัสต้นไม้ กำลังครุ่นคิดว่าชีวิตจะทำอะไรต่อไป
  • ฉบับฉายสหรัฐอเมริกา, Véronique ลงจากรถพบเจอบิดาแล้วโถมเข้าไปโอบกอด

เรื่องราวของหนังเริ่มจากมุมมองของ (Polish) Weronika หลังจากพลันด่วนเสียชีวิต ส่งจิตสัมผัสต่อให้ (French) Véronique ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ได้รับรู้บทเรียนทุกสิ่งอย่างเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม

  • อารัมบท, สมัยวัยเด็กของ Weronika และ Véronique
  • เรื่องราวของ (Polish) Weronika
    • Weronika ยังชนบทแห่งหนึ่ง เกิดแรงผลักดันบางอย่างให้ต้องการออกเดินทางสู่ Kraków
    • ทำการออดิชั่นจนได้รับเลือกให้แสดงคอนเสิร์ต
    • ระหว่างกำลังเดินกลับอพาร์ทเมนท์ พานผ่านการชุมนุมประท้วงยังจัตุรัส Rynek Główny บังเอิญพบเจอ Véronique ที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนเอง
    • ระหว่างการขับร้องยังงานคอนเสิร์ต แน่นหน้าอก เจ็บหัวใจ ทรุดล้มลง และถูกกลบฝังดิน
  • เรื่องราวของ (French) Véronique
    • หลังร่วมรักกับแฟนหนุ่ม รู้สึกเจ็บจี๊ดทรวงใน ตัดสินใจเลิกรา เลิกเรียนร้องเรียน
    • ค้นพบความหลงใหลในชายผู้เชิดชักหุ่น Marionette
    • ได้รับจดหมายลึกลับ ออกติดตามหาจนพบเจอเจ้าของจดหมาย แต่พอรับรู้จุดประสงค์ตั้งใจ เลยต้องการหลบหนีไปให้ไกล
    • หลังถูกสารภาพรัก ร่วมหลับนอน ได้ค้นพบอีกตัวตนของ Weronika และเมื่อเห็นเขาสร้างหุ่นขึ้นมาสองตัว จึงรีบเผ่นหนีออกมาอีกครั้ง

หนังมีบทสนทนาค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้ชมต้องคอยสังเกตอากัปกิริยา ปฏิกิริยาท่าทาง การแสดงออกภาษากาย ว่าตัวละครกำลังครุ่นคิด/กระทำสิ่งใด ซึ่งต้องชมการลำดับเรื่องราวมีความต่อเนื่อง ลื่นไหล ไม่ทำให้อารมณ์สะดุด ค้างๆคาๆ และหลายสิ่งอย่างจากเรื่องราวของ Weronika มักหวนกลับมาบังเกิดขึ้นกับ Véronique (กลายเป็นบทเรียนที่ไม่ทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม!)

สไตล์ของผู้กำกับ Kieślowski นิยมชื่นชอบนำเสนอสองเหตุการณ์บังเกิดขึ้นพร้อมๆกันในซีนนั้นๆ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง บางครั้งในเชิงสัญลักษณ์ เปรียบเทียบเรื่องราวคู่ขนาน หรือต้องการอธิบายสิ่งซุกเร้นภายในของตัวละคร ที่ชัดเจนสุดก็คือตอน Véronique สนทนาในคาเฟ่กับ Alexandre แล้วเธอหันมองภายนอกหน้าต่าง พบเห็นรถยกกำลังเคลื่อนย้ายออกไป มองผิวเผินเหมือนไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใด แต่นั่นคือสิ่งสัญลักษณ์ที่สะท้อนสภาวะทางอารมณ์หญิงสาวขณะนั้น


เพลงประกอบโดย Zbigniew Preisner (เกิดปี 1955) นักแต่งเพลงสัญชาติ Polish เกิดที่ Bielsko-Biała วัยเด็กชื่นชอบกีตาร์กับเปียโน หัดเล่น-เขียนบทเพลงด้วยตนเอง (ไม่เคยเข้าศึกษาที่ไหน) โตขึ้นร่ำเรียนประวัติศาสตร์และปรัชญา Jagiellonian University, Krakow จบออกมาทำงานยังโรงละคร Stary Theater, ระหว่างทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก Prognoza pogody (1981) มีโอกาสรับรู้จักผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski เริ่มร่วมงานกันตั้งแต่ No End (1995) จนถึงเรื่องสุดท้าย Three Colours (Blue, White, Red)

งานเพลงของ Preisner ในภาพยนตร์ของ Kieślowski เต็มไปด้วยการทดลองที่มุ่งเน้นให้ผู้ชมสัมผัสถึงห้วงอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร สร้างโลกที่แฝงนัยยะเชิงสัญญะ และแนวความคิดอภิปรัชญา (Preisner มักทำเพลงให้แล้วเสร็จตั้งแต่ Pre-Production เพื่อว่า Kieślowski จะนำไปใช้อ้างอิงระหว่างการถ่ายทำ)

for Véronique I recorded about 80 percent of the music before the film was shot … The music was already prepared for in the scripts; Krzysztof and his co-screenwriter generally made very precise indications in their scripts with instructions, such as ‘Here the music will play for 45 seconds or one minute ten seconds.

Zbigniew Preisner

สำหรับ The Double Life of Veronique (1991) งานเพลงของ Preisner มักมีลักษณะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโลกของ Weronika และ Véronique ซึ่งจะมีการสรรค์สร้าง(บทเพลงของ)คีตกวีสมมติ Van den Budenmayer สำหรับเป็นสื่อกลาง/จิตสัมผัส เต็มไปด้วยความลึกลับ พิศวง ชวนให้ลุ่มหลงใหล บางสิ่งอย่างทำให้หัวใจสั่นระริกรัว

I believe that the fame of my work was ensured by the music to Kieślowski’s films. It is situated “at the border”. It is not classical music, but at the same time it is difficult to call it film music in the literal sense of the word. I create my own compositions, I make creative music. That is why I assumed that I would like to create music that would be “in between” .

Zbigniew Preisner

ในอัลบัมเพลงประกอบจะมีการแบ่งแยก Character Song เป็นสองบทเพลงสั้นๆ Weronika และ Véronique (แต่ผมเลือกคลิปที่รวมสองเพลงนี้เข้าด้วยกัน) ใช้เสียงฟลุตเหมือนกัน (เป่าโดย Jacek Ostaszewski) ท่วงทำนองก็มีความละม้ายคล้าย แต่มอบสัมผัสที่แตกต่างตรงกันข้าม

  • Weronika มอบสัมผัสสิ้นหวัง ไร้เรี่ยวแรงพลังใจ แล้วจู่ๆก็ตัดจบลงห้วนๆ เหมือนการเสียชีวิตของตัวละครอย่างปัจจุบันทันด่วน (41 วินาที)
  • ขณะที่ Véronique ฟังแล้วรู้สึกถึงความหวัง กำลังใจ พร้อมมีชีวิตอยู่ต่อไป (28 วินาที)

Tu viendras (แปล่า You will come) ขับร้องเสียโซปราโนโดย Elzbieta Towarnicka พร้อมวงคอรัส Chór Filharmonii Slaskiej, ทั้งๆเนื้อคำร้องเกี่ยวกับ hot hot day แต่หยาดฝนกลับพรำลงบนใบหน้าของ Weronika โดยไม่รู้ตัวสร้างความลุ่มร้อน เร่าร่าน หลังสิ้นสุดการซ้อมร้องเพลง วิ่งแรดร่านไปหาแฟนหนุ่ม อยากจะร่วมรักกับเขาท่ามกลางสายฝน ตรงนั้นเลยเสียด้วยซ้ำ!

นี่เป็นบทเพลงที่แสดงถึง ‘passion’ อันเร่าร้อนรุนแรงของ Weronika อยากจะพบเจอเธอ แล้วครอบครองเป็นเจ้าของ ให้อีกฝั่งฝ่ายศิโรราบแทบเท้า จะว่าไปแลดูคล้ายพฤติกรรมพรรคคอมมิวนิสต์แห่ง Polish People’s Republic (1947-89) ซึ่งสามารถตีความเนื้อคำร้องในทิศทางประชาชนต้องก้มศีรษะ ตกอยู่ภายใต้การใช้อำนาจเผด็จการ

(ทำใจกับคำแปลหน่อยนะครับ เพราะผมหาได้แต่คำร้องภาษา Polish เลยจับใส่ Google Translation)

Przyjdziesz w upalny, skwarny dzień
Pod złoty żytni bróg
I legniesz jak liliowy cień

U moich nóg…

W stęsknioną pierś — tchniesz wonny dech,
Na skroń spaloną złożysz dłoń
Mym ustom podasz leśny mech
Rozzłocisz wzrokiem mroczną toń

Twój głos by srebrny sierp zadzwoni,
Gdy o dojrzały bije łan
Pochylisz ku mnie miodny dzban
Pić będę z twoich dłoni!

Przyjdziesz w upalny, skwarny dzień
W dolinę kwiatów, traw i słońca
Tam czekać będę z pieniem pień
Tam staniesz wszystka piękna… drżąca
You will come on a hot hot day
Under the golden rye swarm
And you will fall like a lilac shadow

At my feet …

Into a longing breast – you will breathe a fragrant breath,
Put your hand on the burned temple
You pass forest moss to my mouth
You will gild the dark depths with your eyes

Your voice will ring the silver sickle
When the Ian beats mature
You will lean the honey jug towards me
I will drink from your hands!

You will come on a hot hot day
Into the valley of flowers, grass and sun
I will wait there with the trunk
There you will stand, all beautiful … trembling

Preisner ทำการสรรค์สร้าง Van den Budenmayer คีตกวีสมมติชาว Dutch จากศตวรรษที่ 18th เพื่อดัดแปลงมหากาพย์ Dante: Paradiso Canto 2, 1-9. ให้กลายเป็นบทเพลง Concerto in mi mineur (SBI 152) Version de 1798 [Concerto in E Minor] จะได้ยินเมโลดี้/ท่วงทำนองซ้ำๆบ่อยครั้ง แทรกระหว่างเรื่องราวของทั้ง Weronika และ Véronique จนหลายคนอาจจดจำขึ้นใจ

เหตุผลของการสร้างคีตกวีสมมติ (fictional composers) ก็คล้ายๆกับหุ่นเชิดชักที่ราวกับมีชีวิต/จิตวิญญาณ สิ่งไม่มีอยู่จริงแต่เหมือนว่ามีอยู่จริง สำหรับเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง Weronika กับ Véronique ทั้งสองไม่เคยพบเจอ รับรู้จัก แต่มีบางสิ่งอย่าง/จิตสัมผัส ทำให้ชีวิตของพวกเธอสามารถดำเนินติดต่อเนื่องกันไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

เกร็ด: Van De Budenmayer ยังได้รับการกล่าวถึงอีกครั้งในจักรวาลของ Kieślowski & Piesiewicz เรื่อง Three Colours: Blue (1994)

แซว: นี่ก็ชัดเจนอีกมากๆว่าผู้กำกับ Shunji Iwai ได้แรงบันดาลใจศิลปินสมมติ Lily Chou-Chou มาจาก Van De Budenmayer ซึ่งจะว่าไป Concerto in E Minor ก็มอบสัมผัส Ether(eal) อยู่ไม่น้อยทีเดียว!

สำหรับ Weronika นี่คือบทเพลงที่ขับร้องในการแสดงคอนเสิร์ต แม้คำร้องจะช่วงระหว่างออกเดินทางสู่สรวงสวรรค์ (Paradiso) แต่พอยิ่งใส่พลัง ขึ้นเสียงสูง กลับทำให้แน่นอก เจ็บจี๊ดหัวใจ โคลงเคลงไปมา แล้วราวกับพลัดตกเรือ ถูกฉุดคร่าลงสู่ขุมนรก … อย่างที่ผมเปรียบเทียบไปแล้วว่าเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์พ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดสิ้นสภาพ ย่อมบังเกิดความรู้สึกแน่นหน้าอก เจ็บจี๊ดทรวงใน จากเคยยิ่งใหญ่เหนือใคร ถูกฉุดคร่าตกลงจากสรวงสวรรค์ แล้วกลบฝังมิดดิน ไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด จมอยู่ในนรกชั่วนิรันดร์

O voi che siete in piccioletta barca,
desiderosi d’ascoltar, seguiti
dietro al mio legno che cantando varca,

tornate a riveder li vostri liti:
non vi mettete in pelago, ché forse,
perdendo me, rimarreste smarriti.

L’acqua ch’io prendo già mai non si corse;
Minerva spira, e conducemi Appollo,
e nove Muse mi dimostran l’Orse.
O you who are in your tiny boat,
eager to hear more, following
behind my ship that advances, singing,

go back, if you are to see your shores again.
Do not put yourselves to sea, for if
you lose me, you too will be forever lost.

The waters I travel have never yet been crossed;
Minerva breathes, and Apollo guides me,
it is the nine Muses who show me the North Star.

Les Marionettes นี่คือบทเพลงตราตรึงที่สุดในอัลบัม! การบรรเลงเปียโนออกแบบให้สอดคล้องเข้ากับการขยับเคลื่อนไหวของหุ่นเชิดชัก มีความเรียบง่าย (นักเรียนเปียโนเกรด 1-2 ก็น่าจะเล่นได้) เหมือนจังหวะเสียงเต้นหัวใจ ทำให้พวกมันราวกับมีชีวิต สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณ!

เป็นบทเพลงที่มีความลึกลับ น่าพิศวง ชวนให้ลุ่มหลงใหล (แบบเดียวกับ Véronique ที่แทบมิอาจละสายตาจากหุ่นเชิดชัก) มันบังเกิดอะไรขึ้นภายใน ทำให้ต้องการขบครุ่นคิด ออกค้นหา จนกว่าจะพบเจอคำตอบของปริศนานั้นๆ

The Double Life of Veronique (1991) นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวสองคน ไม่เคยพบเจอ ไม่เคยรับรู้จัก แค่ครั้งหนึ่งบังเอิญสวนทางกลางจัตุรัส Rynek Główny แต่ชีวิตพวกเธอกลับมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ สิ่งบังเกิดขึ้นกับ Weronika กลายมาเป็นบทเรียนให้ Véronique เลือกดำเนินชีวิตในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้าม!

เรื่องราวของ The Double Life of Veronique (1991) ถ้าด้วยสามัญสำนึก/องค์ความรู้มนุษยชาติ นั่นคือสิ่งเป็นไปไม่ได้! วิทยาศาสตร์ก็มิอาจพิสูจน์อะไร แต่เราสามารถมองเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ (Supernatural), จิตสัมผัส (Six Sense), พวกเธออาจมีบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงถึงกัน หรือจะว่าแค่ความบังเอิญเกิดขึ้นเท่านั้น

ในแง่อภิปรัชญา หนังชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิดตั้งคำถามว่า มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร? ตายแล้วไปไหน? เรามีตัวตนเพียงหนึ่งเดียวในโลกหรือไม่? เป็นไปได้รึเปล่าที่พระเจ้าจะสร้างตัวสำรอง (เหมือน Weronika และ Véronique) แล้วมีบางสิ่งอย่างเชื่อมโยงถึงกัน? ฟังดูคล้ายทฤษฎีโลกคู่ขนาน (Parallel Universe), ฝาแฝดแห่งความตาย (Doppelgänger) ฯลฯ

ส่วนถ้าเราครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงสัญญะ Weronika คือตัวแทนของอดีตที่สิ้นสุด(เสียชีวิตจากไป), Véronique กลายเป็นปัจจุบันและอนาคต ซึ่งมีลักษณะของตัวสำรอง, โอกาสสอง, การสืบสานต่อยอด หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่ สำหรับแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำสิ่งต่างๆโดยไม่ให้ความผิดพลาดในอดีตหวนกลับมาบังเกิดขึ้นอีกครั้ง

คนที่เคยรับชมผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ Kieślowski ย่อมสามารถตระหนักถึงความหมกมุ่นในสถานการณ์การเมืองของประเทศ Poland ซึ่งเรื่องราวของ The Double Life of Veronique (1991) สามารถสะท้อนชัยชนะการเลือกตั้งของสหภาพแรงงาน/พรรค Solidarity กำลังทำให้ทุกสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางกลับตารปัตรตรงกันข้ามจากที่เคยอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ (Weronika = ประเทศ Poland ที่อยู่ภายใต้การปกครองคอมมิวนิสต์, Véronique คือทิศทางประชาธิปไตยที่กำลังดำเนินสู่อนาคต)

จริงๆเราสามารถมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในมุมกว้าง เหมารวมระดับทวีป (แต่อาจไม่ใช่ความตั้งใจตั้งต้นของผู้กำกับ Kieślowski) เพราะตั้งแต่ 1989-91 คือช่วงเวลาแห่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศ Poland) ถือว่ายุโรปกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (Weronika = การล่มสลายของสหภาพโซเวียต, Véronique คือทิศทางประชาธิปไตยที่กำลังดำเนินสู่อนาคต)

ขณะเดียวกันหนังยังสามารถสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้กำกับ Kieślowski เพราะถือเป็นครั้งแรกก้าวออกมาจากกำแพงอิฐ(ประเทศ Poland)ที่เคยห้อมล้อมกรอบทัศนคติ เปิดประตูออกสู่โลกใบใหม่ ดินแดนแห่งอิสรภาพในการครุ่นคิดสร้างสรรค์ อนาคตเป็นไปได้ไม่รู้จบ!

ผมค่อนข้างเชื่อว่าผู้กำกับ Kieślowski ขณะนั้นน่าจะรับรู้ตนเองแล้วว่ามีปัญหาโรคหัวใจ (Kieślowski ประกาศรีไทร์หลังเสร็จสร้าง Three Colours เพื่อเตรียมตัวเข้ารับการรักษา แต่โชคร้ายเสียชีวิตระหว่างกำลังผ่าตัดเปิดหัวใจ) ด้วยเหตุนี้ตัวละคร Weronika จึงพลันด่วนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ซึ่งเราสามารถมองเรื่องราวของหนังคือมุมมองชีวิตที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป (สัมผัสถึงความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม)

การเปลี่ยนแปลงของ Véronique (จากบทเรียนของ Weronika) ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ใหม่ของผู้กำกับ Kieślowski ไม่ต้องการชื่อเสียงความสำเร็จอีกต่อไป! ขอแค่ได้ทำในสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ เต็มไปด้วยความท้าทายอันน่าหลงใหล (อย่างการเชิดชักหุ่น Marionette) หลบหนีจากโลกทัศนคติอันคับแคบ เปิดมุมมองให้กว้างใหญ่ออกไป เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม!

และสำหรับไตรภาค Three Colours (Blue, White, Red) แม้มีสเกลงานสร้างที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น ลุ่มลึกยิ่งๆขึ้น (การตีความสามารถเหมารวมถึงทวีปยุโรป ไม่จำกัดอยู่ภายใต้ประเทศ Poland อีกต่อไป) แต่ก็เหมือนตอนจบของ The Double Life of Veronique (1991) ที่เป็นการหวนกลับมายังรากเหง้า (นำประสบการณ์จากผลงานเก่าก่อนของผู้กำกับ Kieślowski มารวบรวม ประมวลผล ให้กลายเป็นบทสรุปทุกสรรพสิ่งอย่าง) เพื่อค้นหาอัตลักษณ์ตัวตน ตั้งคำถามอภิปรัชญา ฉันคือใคร? ตายแล้วไปไหน? มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ดีล้นหลาม “small miracle of cinema” แต่ปีนั้นถือว่าสายแข็งมากๆ เพราะมีทั้ง Barton Fink (1991), La Belle Noiseuse (1991), Europa (1991) ฯลฯ แต่ยังสามารถคว้ามาถึง 3 รางวัล

  • Best Actress (Irène Jacob)
  • FIPRESCI Prize
  • Prize of the Ecumenical Jury

นอกจากนี้หนังยังเป็นตัวแทนประเทศ Poland ส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ (เป็นปีที่สาขานี้พลิกโผสุดๆ) แต่ก็ยังได้เข้าชิง Golden Globe: Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Europa Europa (1991) ของผู้กำกับ Agnieszka Holland

สำหรับรายรับถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม! ยอดจำหน่ายตั๋วในโปแลนด์กว่า 200,000+ ใบ, ในฝรั่งเศสอีก 592,241 ใบ, และฉบับฉายสหรัฐอเมริกาได้รับลิขสิทธิ์โดย Harvey Weinstein จากสตูดิโอ Miramax แม้ไม่ได้ตัดทอนออะไรออกไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงตอนจบ (Alternate Ending) ทำเงินได้ $2 ล้านเหรียญ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ 4K แล้วเสร็จสิ้นออกฉายยังเทศกาลหนัง Cannes Classic เมื่อปี 2021 แต่เหมือนฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกทำเป็น Blu-Ray หรือนำออกฉายช่องทางออนไลน์นะครับ เท่าที่เห็นใน Criterion Channel และ MUBI ยังแค่คุณภาพ Hi-Def คงต้องรอกันอีกสักพักกระมัง

ผมไม่ได้มีความชื่นชอบ The Double Life of Veronique (1991) เมื่อตอนแรกรับชมสักเท่าไหร่! เพราะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าหนังต้องการสื่อถึงอะไร แต่หลังจากครุ่นคิดทบทวน และหวนกลับมาดูอีกสักรอบ เลยสามารถค้นพบความหลงใหลประทับใจ ไปๆมาๆรักคลั่งไคล้ Irène Jacob มากยิ่งกว่า Audrey Tautou เสียแล้วละ!

แนะนำคอหนังโรแมนติก สุดมหัศจรรย์ ราวกับต้องมนต์ (ใครประทับใจ Amélie (2001) ลองหามาชมดูนะครับ), นักคิด นักปรัชญา ขบครุ่นคิดคำถามอภิปรัชญาสุดลึกล้ำ, ชื่นชอบการละเล่นหุ่นเชิด (Marionette), หลงใหลบทเพลงอุปรากร (Opera), ตากล้อง ช่างไฟ ทำงานเกี่ยวกับเฉดสีสัน, คนทำงานสายการแสดง และแฟนๆ Irène Jacob ห้ามพลาดเชียวนะ!

จัดเรต 13+ จากภาพโป๊เปลือย เพศสัมพันธ์ ความระริกระรี้ของหญิงสาว

คำโปรย | The Double Life of Veronique คือความตายและการเกิดใหม่ของ Irène Jacob และผู้กำกับ Krzysztof Kieślowski
คุณภาพ | กำนิม่
ส่วนตัว | รักคลั่ง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: