The Earrings of Madame de… (1953)

The Earrings of Madame de…

The Earrings of Madame de… (1953) French : Max Ophüls ♥♥♥♥♡

ต่างหูเพชรของ Madame de… เริ่มต้นจากเป็นของขวัญแต่งงาน แต่เธอมองว่ามันมิได้มีคุณค่าความสำคัญใดๆเลยนำไปขายต่อใช้หนี้ อ้างกับสามีทำหล่นหายแต่ร้านเพชรติดต่อมาซื้อคืนแล้วส่งมอบให้ชู้รัก เล่นพนันหมดตัวเลยเอาไปจำนำ ซื้อกลับมาโดยบารอนผู้หนึ่งที่ต่อมากลายเป็นชู้รัก Madame de… ของขวัญชิ้นแรกที่เริ่มเห็นคุณค่าความสำคัญ บอกกับสามีพบเจอตุ้มหูที่หายไปเสียที, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เกร็ด: ตุ้มหู คือภาษาพูด, ต่างหู คือภาษาเขียน มีความหมายเดียวกัน

ด้วยเรื่องราวที่วนเป็นวงกลมงูกินหางลักษณะนี้ คงมีแต่ไดเรคชั่นของปรมาจารย์ผู้กำกับ Max Ophüls เท่านั้นกระมังที่เหมาะสมบูรณ์แบบ เพราะความชื่นชอบถ่ายภาพด้วยเครนและดอลลี่ เคลื่อนไหลติดตามหมุนวนรอบตัวนักแสดงแทบทุกช็อตฉาก, ก็ขนาดว่านักแสดง James Mason ที่เคยร่วมงานสองครั้งกับ Ophüls เขียนบทกวีสั้นๆพรรณาความหลงใหลอย่างบ้าคลั่งในการถ่ายภาพลักษณะนี้

A shot that does not call for tracks
Is agony for poor old Max,
Who, separated from his dolly,
Is wrapped in deepest melancholy.
Once, when they took away his crane,
I thought he’d never smile again.

ความ Masterpiece ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อให้คนที่ดูหนังยุคคลาสสิกไม่ค่อยเป็น ผมเชื่อว่าก็ยังอึ้งทึ่งอ้าปากค้างสัมผัสได้ เพราะมันมี Mission Impossible อยู่หลายช็อตฉาก ทำให้จังหวะหัวใจเต้นระริกรัวมิอาจสงบลงได้ ราวกับการขึ้นเครื่องเล่น Roller Coaster หมุนโยกพลิกกลับตัวไปมา แต่มันไม่ฉาบฉวยเร็วเว่ออ๊วกแตกอ๊วกแตนเท่ายุคสมัยนี้ แค่มึนๆมัวเมาในรสรักของ Madame de… และต่างหูเจ้าปัญหา สุดท้ายแล้วมันจะลงเอยเช่นไร

Max Ophüls ชื่อจริง Maximillian Oppenheime (1902 – 1957) ปรมาจารย์ผู้กำกับสัญชาติ German เชื้อสาย Jews เกิดที่ Saarbrücken, German Empire ครอบครัวเจ้าของโรงงาน/กิจการขายสิ่งทอทุกรูปแบบ แต่ด้วยความสนใจวงการแสดงหนีไปเข้าร่วมคณะละครเวที Aachen Theatre จากนักแสดงไต่เต้าเป็นผู้กำกับ ผู้จัดการโรงละคร มุ่งสู่วงการภาพยนตร์เริ่มจาก Dialogue Director กำกับหนังสั้น Dann schon lieber Lebertran (1931), หนังยาว Die verliebte Firma (1931), โด่งดังสุดในเยอรมันคือ Liebelei (1933), หลังจาก Nazi แสดงความเหยียดหยามก้าวร้าวต่อชาว Jews อพยพสู่ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ตามด้วยอเมริกาตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 โด่งดังกับ The Exile (1947), Letter from an Unknown Woman (1948), หวนกลับฝรั่งเศสกลายเป็นตำนานกับ La Ronde (1950), Le Plaisir (1952), The Earrings of Madame de… (1953), Lola Montès (1955) และผลงานสุดท้ายสร้างไม่เสร็จ Les Amants de Montparnasse (1958)

ความสนใจของ Ophüls มีคำเรียกว่า ‘woman film’ ตัวละครนำมักเป็นเพศหญิงชื่อขึ้นต้น ‘L’ (มาจาก Lady) เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก ชู้สาว นอกใจ ในสังคมชั้นสูงที่ทุกสิ่งอย่างดูหรูหรา ฟู่ฟ่า ระยิบระยับ งามตา แต่เบื้องลึกภายในจิตใจคน บางสิ่งอย่างผิดปกติหลบซ่อนอยู่เสมอ

The Earrings of Madame de… หรือ Madame de… ดัดแปลงจากนิยายความยาวเพียง 62 หน้า ตีพิมพ์ปี 1951 ของ Marie Louise Lévêque de Vilmorin (1902 – 1969) นักเขียน นักข่าวสัญชาติฝรั่งเศส ได้ยินว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทของผู้กำกับ Ophüls เลยยินยอมให้เขาทำอะไรก็ได้กับเรื่องราว สุดท้ายหลงเหลือเพียงต่างหู และการไม่เอ่ยนามสกุลของนางเอกที่อ้างอิงจากนิยาย (ค้างไว้ว่า de แสดงถึงความชนชั้นสูง และ … สามจุดแทนด้วยรักสามเส้า ชาย-หญิง-ชาย)

ร่วมงานพัฒนาบทกับ
– Annette Wademant (1928 – 2017) นักเขียนบทภาพยนตร์ สัญชาติ Belgian ก่อนหน้านี้เคยร่วมงานผู้กำกับ Jacques Becker อาทิ Édouard et Caroline (1950), Casque d’or (1951) ฯ
– (บทพูด) Marcel Achard (1899 – 1974) นักกวี เขียนละครเวที สัญชาติฝรั่งเศส เคยเป็นประธานกรรมการเทศกาลหนังเมือง Cannes สองปีติด

เกร็ด: Jean-Pierre Melville มาเป็นผู้ช่วยกำกับหลายฉาก แต่ไม่รับเครดิต

เรื่องราวพื้นหลังประมาณปี 1880 ณ กรุง Paris, Louis (รับบทโดย Danielle Darrieux) หญิงสาวชนชั้นสูง แต่งงานกับนายพล André (รับบท Charles Boyer) ถึงได้ครอบครองเรือนร่างแต่ไม่ใช่จิตใจแท้จริงของเธอ โชคชะตานำพาให้พบกับ Baron Fabrizio Donati (รับบทโดย Vittorio De Sica) ตกหลุมรักใคร่ แต่ด้วยจิตสำนึกไม่ต้องการก้าวข้ามผ่านสิ่งต้องห้ามมโนธรรม ตัดสินใจออกเดินทางหลบหนีความต้องการของหัวใจไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายก็มิอาจหักห้าม หวนกลับมาพร้อมเผชิญหน้าความจริงต่อ André อันเป็นเหตุให้ Louis ต้องตกนรกทั้งเป็นทุกข์ทรมาน เพราะมีอาจครองคู่อยู่ร่วมกับชายชู้ของตนเอง

Danielle Yvonne Marie Antoinette Darrieux (1917 – 2017) นักแสดงหญิงในตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bordeaux, เติบโตขึ้นใน Paris เข้าเรียน Cello ณ Conservatoire de Musique ตอนอายุ 14 ได้แสดงในหนังเพลงเรื่องแรก Le Bal (1931), ชนะการประกวด Beauty Contest ทำให้ได้นำแสดง Mayerling (1936) จนโด่งดังพลุแตก, หลังแต่งงานครั้งแรกกับ Henri Decoin มุ่งสู่อเมริกาเซ็นสัญญากับ Universal Studios ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ หลังสงครามโลกครั้งที่สองกลับฝรั่งเศส กลายเป็นขาประจำของ Max Ophüls ผลงานเด่นๆ อาทิ La Ronde (1950), 5 Fingers (1952), The Earrings of Madame De… (1953), The Young Girls of Rochefort (1967), Une chambre en ville (1982), Le lieu du crime (1986), 8 femmes (2002) ฯ

รับบท Comtesse Louise de… ภรรยาของ Général André de… นิสัยร่าเริงสนุกสนาน ชอบยิ้มหวานโปรยเสน่ห์ให้หนุ่มๆหลงใหล แล้วหักอกทิ้งขว้างไม่สนใจ (เพราะถือว่าตนเองแต่งงานมีสามีแล้ว) มองการแต่งงานเป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่ง ขายต่างหูเพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้สิน กระนั้นหลังจากได้เคลิบเคลิ้มคารมรักของ Baron Donati ถึงขนาดโงหัวไม่ขึ้น พยายามหลบหนีไปให้แสนไกลแต่ก็มิอาจพ้น กลับมาถูกสามีบีบบังคับให้ต้องมอบตุ้มหูนั้นเป็นของทำขวัญน้องเขย เป็นสัญลักษณ์ของการปล่อยวางตัดใจ แต่เมื่อถูกขายทอดต่ออีกรอบ เธอจึงรีบร้อนไขว่คว้าซื้อคืนมาครอบครอง กลายเป็นยึดติดมั่นในวัตถุชิ้นนั้น แทนคุณค่าความรักของตนเอง

เกร็ด: ต้นฉบับนิยายตัวละครนี้ไม่มีทั้งชื่อและนามสกุล แค่ว่า Madame de… แต่ในหนังตั้งชื่อให้ว่า Louise ตามชื่อผู้แต่ง Louis de Vilmorin และคงไร้นามสกุลไว้เป็นเชิงสัญลักษณ์ แทนด้วยจะหมายถึงใครก็ได้

พฤติกรรมหนึ่งของ Madame de… คือชอบเรียกร้องความสนใจด้วยการแสร้งเป็นลมเวลาใครทำอะไรไม่พึงพอใจ ติดจนกลายเป็นนิสัยเสีย นี่ราวกับเด็กเลี้ยงแกะชอบโกหกหลอกลวงชาวบ้านว่าหมาป่ามาแล้ว ด้วยเหตุนี้เวลาภัยร้ายมาถึงเข้าจริงๆเลยไม่มีใครคิดเชื่อถือ เฉกเช่นเดียวกับตอนที่ Madame de… เป็นลมล้มพับเข้าจริงๆช่วงท้าย หมดสิ้นเรี่ยวแรงทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพราะถูกหักอก นั่นอาจทำให้เธอหมดลมหายใจไปจริงๆเลยก็ได้

แซว: ตอนที่ตัวละครมีพูดแซวกันว่า Madame de… เป็นลมกว่า 20 นาทีตอนแผ่นดินไหว น่าจะเป็นการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ The Great Zagreb earthquake, Austria-Hungary วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 ความแรงปริมาณ 6.3 ริคเตอร์ บ้านเรือนพังทลายกว่า 1,700 หลังคาเรือน รุนแรงไปถึงฝรั่งเศสอย่างแน่นอน

ในความตั้งใจของผู้กำกับ Ophüls มีเพียง Darrieux เท่านั้นที่อยากให้รับบทนี้ คงเพราะความประทับใจจาก La Ronde (1950) ในบทสาวไฮโซชั้นสูง มากด้วยเล่ห์เสน่ห์ลีลายั่วเย้ายวน แต่ด้วยความยึดถือมั่นในกฎกรอบเกณฑ์ของสังคมอย่างเคร่งครัด นั่นทำให้มิอาจตอบสนองใจอยาก ล่วงเกินเลยหนีไปอยู่กับชู้รัก Baron Donati (ในบริบทของหนัง ผมมองว่าพวกเขาคงได้เสียกันแล้วละ แต่เพราะต่างยึดมั่นในกฎเกณฑ์ทางสังคมอย่างยิ่ง มิอาจเลิกร้างราสามี แล้วใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ นั่นทุกข์หนักยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด)

การแสดงของ Darrieux มีวิวัฒนาการอันน่าทึ่ง ต้นเรื่องทั้งๆแต่งงานมีสามีแล้วยังดูเหมือนสาวบริสุทธิ์ใสซื่อ นกน้อยพร้อมโผลบินออกจากรัง ออร่าเจิดจรัสเปร่งประกาย แต่หลังจากชีวิตผ่านพ้นอะไรๆมามาก สุข-ทุกข์ พบเจอ-พลัดพราก กลายเป็นคนเหนื่อยหน่ายเย็นชา สะสมความอัดอั้นรวดร้าวราน หน้าตาภายนอกดูแก่หง่อมลงมาก แต่จิตใจสวยสง่างามเปร่งประกายในรัก

Charles Boyer (1899 – 1978) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Figeac, Lot ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆ เริ่มเกิดความชื่นชอบหลงใหลในละครเวทีและภาพยนตร์ตอนอายุ 11 ขวบ เลือกเข้าเรียนการแสดงที่ Paris Conservatory จบออกมาไม่นานก็ได้รับบทนำ ต่อด้วยสู่หนังเงียบ ได้เซ็นสัญญากับ MGM แต่ทศวรรษนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เดินทางไปกลับระหว่างฝรั่งเศส-อเมริกา เริ่มโด่งดังกับ Mayerling (1936) ที่ได้ประกบ Danielle Darrieux เป็นครั้งแรก, เคยเข้าชิง Oscar: Best Actor 4 ครั้ง แต่ไม่เคยคว้ารางวัล ประกอบด้วย Conquest (1937), Algiers (1938), Gaslight (1944), Fanny (1961)

รับบท Général André de… สามีของ Madame de… นายพลมาดเนี๊ยบ สง่างาม เดินอย่างอกผายไหล่ผึ่งไม่เกรงกลัวก้มหัวให้ใคร ทั้งยังไม่ชอบแสดงความรู้สึกผ่านทางสีหน้าตา แม้ภรรยาลักลอบมีชู้นอกใจก็ใช้คำพูดสนทนาด้วยเหตุผล เพราะทุกสิ่งอย่างสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยสติปัญญา แต่นั่นทำให้เขามิอาจเข้าใจถึงจิตวิญญาณของคนรัก ทำไมเธอถึงรวดร้าวทุกข์ทรมานขนาดนั้นเมื่อต้องพรากจาก Baron Donati

“Unhappiness is an invented thing”.

ถือเป็นตัวละครมีความ ‘rational’ สูงมากๆ แสดงออกแทบทุกสิ่งอย่างด้วยเหตุผลหลักการ แต่งงานคงไม่ใช่เพราะรักแต่ผลประโยชน์ทางสังคมล้วนๆ นั่นน่าจะคือสาเหตุแยกหลับนอนคนละห้อง ไม่ได้อยากสุงสิงบ่อยนักถ้าไม่จำเป็น และชื่นชอบเล่นเกมคบชู้ไปทั่ว ไม่ให้จับได้ว่าเกินเลยเป็นพอ

ระหว่างการถ่ายทำ Boyer มีปัญหากับผู้กำกับ Ophüls มากทีเดียว ก็ไม่รู้พี่แกไปร่ำเรียน Method Acting มาจากไหนหรือเปล่า ทำให้ใคร่สนในการสร้างแรงจูงใจกับตัวละคร เพื่อจะได้แสดงออกด้วยทัศนคติเช่นนั้น, กระทั่งวันหนึ่ง Ophüls หงุดหงิดหัวเสียรำคาญใจอย่างรุนแรง

“Enough! His motives are he is written that way!”

(ต้องเข้าใจว่า ยุคสมัยคลาสสิกพวกพื้นหลัง/แรงจูงใจตัวละคร ยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการเรียนรู้พัฒนาขึ้น ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์มักมองนักแสดงก็แค่วัตถุ/อุปกรณ์ประกอบชิ้นหนึ่งของงานศิลปะ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่เขาต้องการปั้นแต่งให้เป็น ขณะที่ปัจจุบันนี้ วงการแสดงได้ก้าวถึงยุคแห่งความสมจริง Method Acting พื้นหลัง/แรงจูงใจตัวละคร ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างตัวละคร บางครั้งมากกว่าไดเรคชั่นของผู้กำกับเสียอีกนะ)

Vittorio De Sica (1901 – 1974) นักแสดง ผู้กำกับชื่อดัง สัญชาติอิตาเลี่ยน เจ้าของผลงานอมตะแห่งยุค Italian Neorealist อาทิ Shoeshine (1946), Bicycle Thieves (1948), Umberto D. (1952) ฯ หลายคนอาจไม่รู้ว่า De Sica ชอบรับงานแสดงด้วย จริงๆคือกลับกันนะ พี่แกมาจากสายการแสดงก่อนเริ่มทำงานเบื้องหลัง ขนาดเคยได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor เรื่อง A Farewell to Arms (1957), หลังได้ติดต่อจาก Ophüls ต่างคนต่างเป็นผู้กำกับคนโปรดของกันและกัน แรกๆก็เคอะเขิน แต่เมื่อน้ำแข็งละลาย (ละลายพฤติกรรม) พูดคุยกันถูกคอจนกลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ติดต่อกันจนวันตาย

รับบท Baron Fabrizio Donati ท่านทูตจากอิตาลี บังเอิญผ่านไป Constantinople พบเห็นต่างหูสวยๆซื้อเก็บไว้ทั้งๆไม่รู้จะให้ใคร เดินทางมาประจำการยังฝรั่งเศส พบเจอ Madame de… ด้วยโชคชะตาหลายครั้งจนตกหลุมรัก จากเดือน -> สัปดาห์ -> วัน ไม่ต้องการอยู่ห่างพรากจาก แต่เมื่อรับรู้ตัวได้ว่าไม่สมควรเกินเลยไปกว่านี้ ก็พยายามตีตนออกห่าง แทนที่อะไรๆจะดีขึ้นกลับยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม

แซมผมขาว ทำให้ De Sica มากด้วยเสน่ห์ ดูดีมีสง่าราศี สาววัยกลางคนต่างคงคลุ้มคลั่งหลงใหล ทั้งด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวานนุ่มนวล ชอบพรอดคำรัก แม้ร่างกายจะมิได้เข้มแข็งแกร่งเท่านายพล André แต่ลีลาคารม ความเร้าใจบนเตียงคงมีมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะทำให้ Madame de… ตกหลุมรักหัวปลักหัวปรำถอนตัวไม่ขึ้นได้เช่นไร

จริงๆผมเพิ่งเคยรับชมการแสดงของ De Sica ก็ครานี้ แม้ไม่ได้มีความหวือหวาอะไรมากนัก แต่ Charisma ถือว่าใช่เลย นอบน้อมนุ่มนวลอ่อนหวาน บุคลิกตรงกันข้ามกับ Boyer โดยสิ้นเชิง [ก็ด้วยเหตุนี้ De Sica สนิทสนมกับ Ophüls ขณะที่ Boyer เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ร่วมงานกันไม่ประทับใจเท่าไหร่]

ถ่ายภาพโดย Christian Matras ตากล้องยอดฝีมือ สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นอาทิ La Grande Illusion (1938), La Ronde (1950), The Earrings of Madame De… (1953), Swords of Blood (1962), The Milky Way (1969) ฯ

หนังทั้งเรื่องสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอที่ Paris จึงสามารถใช้เครนและดอลลี่อย่างไร้ข้อจำกัด ออกแบบโดย Georges Annenkov ส่วนใหญ่ไม่มีเพดานเพื่อให้แสงจากด้านบนส่องลงมา แต่ผนังด้านข้างจะค่อนข้างสูง และมีการใช้กระจกเพื่อสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ ความต้องการแท้จริงของ Madame de…

เห็นว่าความตั้งใจแรกสุดของ Ophüls ต้องการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยภาพสะท้อนจากกระจกทั้งหมด (เพื่อสะท้อนสิ่งที่เห็น ตรงกันข้ามกับความต้องการของ Madame de…) แต่ก็ถูกค้านโดยเหล่าโปรดิวเซอร์ เพราะมองว่ามันอาจสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไป ซึ่งผู้กำกับก็ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยการเพิ่มระยะเวลาเตรียมงาน โปรดักชั่นเสร็จสิ้นก่อนหน้าเป็นสัปดาห์ และภายในงบที่กำหนดด้วย (โปรเจคถัดไปของ Ophüls เลยได้รับอิสระพอสมควรเลย)

ฉากแรกของหนังก็อาจทำให้คุณอึ้งทึ่งไป Long-Take กล้องเคลื่อนไหลไปตามสายตาของ Madame de… (แต่จะจากด้านหลังเห็นบ่าของเธอ) พร้อมคำพูดบรรยายแทนความคิด เพื่อมองหาสิ่งของมีค่านำไปจำนำแลกเงิน ก่อนลงเอยด้วยสิ่งของชิ้นแรกที่จับจ้องมอง ครุ่นคิดว่านั่นมีความสำคัญน้อยสุด เพียงพอต่อเงิน 20,000 ฟรังก์, หนังนำเสนอภาพแรกของ Madame de.. ด้วยเงาสะท้อนจากกระจก นี่สะท้อนถึงตัวตนแท้ของเธอ หาได้ปรากฎอยู่บนใบหน้าปัจจุบันนี้

ไฮไลท์ของการออกแบบคือ ห้อง Ballroom สำหรับงานเต้นรำ จะมีกระจกบานใหญ่ด้านหลังเอียงลงมาเล็กน้อย สามารถพบเห็นสะท้อนภายในงานที่แทบมิได้มีความสลักสำคัญใดๆ (เพราะส่วนใหญ่จับจ้องมองอยู่แต่ Madame de… กับ Baron Donati)

ผมพยายามจับผิดด้วยการจ้องมองกระจกด้านหลัง เพื่อค้นหาว่าจะมีไหมช็อตไหนไหมที่ถ่ายติดกล้อง ก็พบว่าไม่มีเลยนะ! เลือกตำแหน่งทิศทางภาพได้อย่างแนบเนียนสุดๆ คือถ้ามีการแพนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง พื้นหลังกระจกตรงระหว่างกลางจะขาดช่วงหายไป ทำให้สามารถตั้งกล้องตรงกลางแล้วหมุนไปมาซ้ายขวาโดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาดจะเกิด

นี่คือฉากลายเซ็นต์ของผู้กำกับ Max Ophüls ขอตั้งชื่อว่า ‘การเต้นรำข้ามผ่านสถานที่และวันเวลา’ ก็เห็นหมุนไปเรื่อยๆแบบนี้ทั้งคนและกล้อง แต่ทุกอย่างกลับแปรเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว คำถาม-ตอบซ้ำๆ สัปดาห์หนึ่งผ่านไปที่ไม่ได้พบเจอ -> สามสี่วันที่ไม่ได้พบเจอ -> พรุ่งนี้สามีฉันจะกลับมาแล้วนะ -> ไม่หลงเหลือใครก็ยังคงเต้นอยู่ จนนักดนตรีคนหนึ่งเก็บข้าวของกลับบ้าน บริกรเริ่มดับเทียนให้ความมืดเข้าครอบงำ และในที่สุดทุกอย่างเคลื่อนเข้าผ้าดำ หมดสิ้นช่วงเวลาแห่งความสุขขีเริงรมย์ของชู้สอง

เราสามารถสังเกตการเคลื่อนผ่านสถานที่และวันเวลาจากเทคนิค Cross-Cutting แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่(กับการรับชมครั้งแรก)จะไม่ทันรู้ตัว เพราะบทเพลงกลับบรรเลงต่อเนื่องยาวไปจนจบ ไม่ได้เปลี่ยนไปตามสถานที่และวันเวลา ราวกับว่าพวกเขายังคงเต้นรำกันต่อเนื่องไม่จบสิ้น

ให้ข้อสังเกตแถมอีกนิดกับการเคลื่อนกล้อง Long-Take แม้ตำแหน่งโฟกัสจะจับจ้องที่คู่ชู้รักทั้งสอง แต่ใช่ว่าเราจะพบเห็นแต่พวกเขา หลังครั้งมีการเคลื่อนผ่านเสา ต้นไม้ บริการ ตัดผ่านหน้าคู่อื่น สร้างสัมผัสบอกว่า ‘ท่ามกลางฝูงชนมีเพียงเราสอง’

การพบเจอก่อนร่ำราครั้งแรกของ Madame de… กับ Baron Donati ทั้งสองต่างยืนประกบภาพหลังที่ถือว่าคืออิทธิพลให้กับตนเองอยู่ในขณะนั้น
– ภาพฝั่งของ Madame de… คือสามี Général André de… คอยชักใยบงการอยู่ด้านหลัง
– ฝั่งของ Baron Donati คือความพ่ายแพ้ของนโปเลียนกับการศึก Battle of Waterloo (1815) นี่สื่อถึงการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะของ Baron หรือคือไม่มีทางได้ครอบครองเป็นเจ้าของ Madame de…

วินาทีที่ Madame de… สวมต่างหูอีกครั้ง ทั้งๆเป็นของชู้รัก แต่เธอกลับซาบซึ้งถึงคุณค่าของมัน และความตั้งใจรักจริงของผู้ให้ ผิดกับตรงกันข้ามตอนแรกที่สามีซื้อเป็นของขวัญแต่งงาน กลับไม่เห็นความสำคัญเลยสักนิดถึงเอาไปขายคืนอย่างไร้ค่า

ความน่าสนใจของช็อตนี้คือกระจกลวดลายไม้สลักลายดอกไม้(มั้งนะ) แม้มันจะไม่ฟุ้งฟิ้งระยิบระยับเป็นประกายเหมือนเพชร แต่คือความงดงามพึงพอใจที่สะท้อนออกมาจากภายในตัวละคร ลูบไล้เบาๆแล้วมีสีหน้าพึงพอใจสูงสุด (นี่มันพอๆกับการมี Sex เลยนะ!)

คำพรอดรักที่เต็มไปด้วยความหลอกลวง ถึงปากพูดว่า ‘I don’t love you’ แต่ภายในจิตใจกลับตารปัตรตรงกันข้าม แค่มิสามารถพูดบอกออกมาได้ว่า ‘I love you’ เพราะมันจะผิดทำนองครองธรรมของชีวิต

ก่อนหน้าจะเดินทางไปสถานีรถไฟ Madame de… โยนกล่องใส่ต่างหูเข้าไปในกองเพลิง จากนั้นเป็นการ Cross-Cutting สู่ช็อตนี้ เห็นภาพเปลวไฟซ้อนทับใบหน้าของ Général André de… สะท้อนถึงความต้องการทำลาย เข่นฆ่าล้าง มอดไหม้ให้เป็นจุน เพราะคือบุคคลผู้ขัดขวางความสุขแท้จริงของเธอ ทำให้มิอาจได้ครองรักกับชู้ Baron Donati

การที่ Général André de… ร้องขอให้ Madame de… ส่งมอบต่างหูของรักของหวงให้กับญาติห่างๆของเขา เป็นของทำขวัญทารกน้อย นั่นสร้างความคับข้องแค้น รวดร้าวใจให้เธออย่างยิ่ง เพราะไม่ได้อยากให้แต่ต้องกล้ำกลืนฝืน เพื่อหลบซ่อนมิให้เห็นน้ำตาร่ำไห้ เมื่อส่งมอบเสร็จรีบเบนความสนใจมายังทารกน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสา นี่มัน Montage Shot เลยนี่หว่า จิตใจของ Madame de… ไม่ต่างอะไรกับทารกน้อยผู้นี้ จากนั้นก้มหน้าลงร่ำไห้ เดินหนีไปหน้าต่าง ร้องเรียกหาใครมีเครื่องสำอางปะหน้าบ้าง ไม่อยากให้ใครเห็นความเจ็บปวดรวดร้าว

บีบบังคับให้ส่งมอบต่างหูครั้งนี้ คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้ Madame de… ปล่อยวางความรักจาก Baron Donati เพราะเป็นสิ่งมิอาจเกิดขึ้นได้ตามครรลองของสังคม แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เธอคลั่งมากๆขึ้นไปอีก เมื่อรับรู้ว่าน้องสะใภ้นำตุ้มหูไปจำนำแลกเงิน พยายามทำทุกสิ่งอย่าง ขายเสื้อผ้าเครื่องประดับของตนเองเพื่อซื้อสิ่งของแทนค่าความรักนี้ให้กลับคืนมาสู่ตน

หลายครั้งที่การเผชิญหน้าระหว่าง Général André de… กับ Baron Fabrizio Donati กล้องจะเอียงๆเล็กน้อยประมาณ 15-20 องศา (ช็อตนี้ผมก็ว่าเอียงๆนะ แม้จะมีเพดานเป็นสิ่งลวงตาก็เถอะ) สะท้อนถึงมุมมองที่บิดเบี้ยวเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของพวกเขา [แนวคิดคล้ายๆกับ German Expressionism]

ซึ่งครั้งนี้เป็นการหาข้ออ้างท้าดวลปืนของ Général André de… ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจับสาระของความไร้สาระนี้เสียเท่าไหร่ เพราะในทัศนะส่วนตัวมองว่าคือการจัดฉากเท่านั้นละ

ความเฉลียวฉลาดสุดๆของผู้กำกับ Ophüls คือการสร้างความคลุมเคลือให้ฉากดวลปืนครั้งนี้ของ Général André de… กับ Baron Fabrizio Donati ว่าพวกเขากำลังประจันหน้าเข่นฆ่ากัน หรือแค่ประลองความแม่นยิงเป้าเฉยๆ, เพราะโดยปกติแล้วการดวลปืนลักษณะนี้ ไม่ใครก็คนหนึ่งต้องสูญเสียสิ้นชีวิต ซึ่งหนังก็ใช้การตัดต่อสลับไปมาในสองทิศทางมุมมอง
– André ยกปืนขึ้นไปทางขวาแบบช็อตนี้
– ขณะที่ Donati ยกปืนไปทางด้านซ้ายตรงกันข้าม

สาเหตุที่ผมมองว่าเป็นความคลุมเคลือ เพราะปกติแล้วพยาน/กรรมการจะไม่ยืนใกล้กับผู้ท้าดวลขนาดนี้ ถ้าโดนลูกหลงมาจะซวยแค่ไหน??? จริงๆคือผมมองว่าการตัดต่อแบบนี้ ไม่มีช็อตที่ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน มันเป็นการหลอกลวงผู้ชมให้เข้าใจไปว่าทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน แต่ความจริงอาจเป็นแบบนี้หรืออย่างอื่นตรงกันข้ามเลยก็ได้ ซึ่งเสียงปืนที่ดังขึ้นเพียงนัดเดียว André ยิง แต่ Donati ไม่ตอบโต้ มันก็เสียศักดิ์ศรีระดับนายพลเกินไปด้วยนะ … และอีกอย่างใจความหนังเรื่องนี้ ก็เกี่ยวกับการโกหกหลอกลวงอยู่ด้วย นี่อาจเป็นเพียงการจัดฉากลวงโลกหนึ่งก็เป็นได้

Madame de… ในสภาพนี้ ไร้ซึ่งรอยยิ้มแย้ม ใบหน้าบึ้งตึง แววตาเศร้าหมอง ทรงผมฟูฟ่อง ดูแก่ขึ้นกว่าสิบปีเมื่อเทียบกับตอนแรกๆ แต่ภายในจิตใจของเธอหลังจากเรียนรู้จักคำว่ารักแท้ โหยหาต้องการไขว่คว้ามาครอบครอง แม้ไม่สมประสงค์แต่ก็ทำให้ได้เติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสวยสะพรั่งจากภายใน

หนังจงใจทิ้งอีกหนึ่งความคลุมเคลือนี้ไว้ เกิดอะไรขึ้นกับการเป็นลมจริงๆครั้งนี้ของ Madame de… ในทัศนะของผมคือ หลังจากได้ยินเสียงปืนนัดนั้น เธอก็ทรุดล้มลงหมดเรี่ยวแรงและลมหายใจจากไปชั่วนิรันดร์ (เพราะทนไม่ได้ที่ชีวิตนี้จะมิอาจพบเจอคนรัก/ชู้รัก อีกแล้ว)

ช็อตสุดท้ายของหนังน่าสนใจมากๆ ข้อความขึ้นว่า ‘จาก Madame de…’ แต่กลับมีเพียงต่างหู เพชรเม็ดงามระยิบระยับได้ถูกถอดนำออกไปเรียบร้อย นัยยะของช็อตนี้อย่าไปคิดแค่ จัดโชว์ในโบสถ์ต้องเอาออกป้องกันการถูกขโมย สิ่งสำคัญสุดของชีวิตไม่ใช่แก้วแหวนเงินทอง เพชรพลอย ตั่งติ่งตุ้มหู สิ่งของมีค่า แต่คือความบริสุทธิ์ตั้งใจจริงของคนที่มอบให้ นั่นคือความรักจริงแท้

Madame de… ตัดสินใจมอบต่างหูของตนเองให้กับโบสถ์ แลกคำอธิษฐานขอให้คนรักไม่ถูกเข่นฆ่าตายด้วยเงื้อมมือสามี นี่คือการมอบศรัทธาของตนเองให้กับพระผู้เป็นเจ้ากำหนดโชคชะตาชีวิต ซึ่งสิ่งที่เธอแลกมา แม้หนังจะไม่ได้เปิดเผยให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนุ่มๆทั้งสอง (อาจจะแค่ดวลแม่นปืนเฉยๆก็ได้ มิใช่เข่นฆ่าแกงกัน) แค่ว่าช็อตสุดท้ายของ Madame กำลังเป็นลมล้มพับหมดสิ้นเรี่ยวแรง และอาจถึงขั้นหมดลมหายใจไปจริงๆ

ตัดต่อโดย Borys Lewin สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ Le traqué (1950), The Earrings of Madame De… (1953), French Cancan (1955) ฯ

เรื่องราวของหนัง ถือได้ว่าดำเนินไปในมุมมองของ ‘ต่างหู’ ของ Madame de… ผลัดเปลี่ยนมือเจ้าของ แต่กลับวนเวียนมาหาเจ้าตัวอีกถึงสามครั้งครา
– นำไปขายร้านเพชร -> แสร้งอ้างว่าสูญหาย สร้างความร้อนรนให้กับ Général André de… จนได้รับการติดต่อจากเจ้าของร้านเพชร -> ส่งต่อให้ชู้รัก -> ขายบ่อนการพนัน ตั้งโชว์หน้าร้าน -> ซื้อต่อโดย Baron Donati หวนกลับมา Paris ถึงหูของ Madame de…
– Général André de… จับได้ว่าเป็นของ Baron Donati ส่งคืนไป -> ขายให้ร้านเพชร -> ขายกลับมาให้ Général André de… -> นำมาให้ Madame de…
– ส่งมอบให้เป็นของทำขวัญให้น้องสะใภ้ -> ขายให้ร้านเพชร -> จะหายให้ Général André de… เจ้าตัวไม่ยอมรับซื้อ, กลายเป็น Madame de… ทำทุกอย่างเพื่อรับซื้อ

สามสี่ครั้งคราที่ต่างหูนี้อยู่ในการครอบครองของ Madame de… สื่อถึงคุณค่าความสำคัญ และนัยยะความหมายที่แตกต่างกัน
– ครั้งแรกของขวัญแต่งงาน ไม่เห็นคุณค่าความสำคัญเลยสักนิด
– หวนกลับมาเพราะเป็นของขวัญจากชู้รัก Baron Donati เกิดความใคร่พึงพอใจที่ได้สวมใส่
– เมื่อชู้รักตีลาจากไปสามีนำมาให้ดู หลงคิดว่าจะกลายเป็นของต่างหน้า แต่กลับถูกบีบบังคับให้ส่งมอบแก่ผู้อื่น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยวาง ทำให้เธอเต็มไปด้วยความทุกข์รวดร้าวใจ (ไม่ต้องการจะให้)
– ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้คืนกลับมา กลายเป็นของรักของหวงของมีค่าที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรใดอื่นสำคัญเทียบเท่า คือสิ่งแทนคุณค่าความรักของตนเอง ซึ่งสุดท้ายการยินยอมพร้อมใจมอบต่างหูนี้ให้กับโบสถ์ แทนคำร้องขอต่อพระผู้เป็นเจ้า คาดหวังให้เขาช่วยเหลือแลกมาด้วยชีวิต (แต่มันคงต้องแลกกับชีวิตใครบางคนเช่นกัน)

เพลงประกอบโดย Oscar Straus (1870 – 1975) คีตกวีสัญชาติ Viennese ขาประจำร่วมของ Ophüls แต่ไม่แน่ใจว่ากำลังป่วยหนักหรือเปล่า ทำให้ต้องพึ่ง Georges Van Parys (1920 – 1971) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส อีกคนเข้ามาร่วมด้วยสานต่องานจนเสร็จ

ลีลาการใช้เพลงประกอบของหนัง เรียกได้ว่าระดับ Masterpiece โดยเฉพาะ
– Sequence ที่ Général André de… ออกค้นหาต่างหูที่ Madame de.. อ้างว่าสูญหาย บทเพลงที่ดังจากการแสดง Opera มีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเขาจะเดินจากห้องหนึ่งสู่ห้องหนึ่ง ตัดต่อเปลี่ยนฉากสลับไปมา ประกอบเป็นพื้นหลังแทนด้วยความต่อเนื่องทางเวลา
– ร้ายกาจยิ่งกว่ากับ ‘การเต้นรำข้ามผ่านสถานที่และวันเวลา’ บทเพลง Waltz บรรเลงต่อเนื่องไม่สะดุดแม้มีการ Cross-Cutting เปลี่ยนฉาก สถานที่และเวลา แทนด้วยความสุขที่เคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง

ความสนุกสนานครื้นเครงขี้เล่นของ Madame de… สะท้อนลงใน Main Theme จินตนาการเห็นโลกอันสวยสดใส งดงามเป็นประกายระยิบระยับ แต่แล้วบางสิ่งอย่างชั่วร้ายก็คืบคลานเข้ามา (ด้วยเสียงทูบา?) สุดท้ายแล้วจะสามารถต่อสู้เอาชนะอุปสรรค ฟันฝ่าเพื่อให้ได้ครอบครองสิ่งที่ตนถวิลหามา

Danielle Darrieux ขับร้องบทเพลง Einmal im Leben …(L’amour m’emporte) หรือจะเรียกว่า Main Theme ฉบับคำร้อง เนื้อร้องโดย Robert Gilbert กับ Armin Robinson ถึงไม่รู้ความหมาย แต่มีความไพเราะเสนาะจับใจอย่างยิ่ง

ต่างหู คือเครื่องประดับนอกกายที่ไร้ซึ่งคุณประโยชน์ ปัจจัยสี่ก็ไม่ใช่ หามีความสลักสำคัญจำเป็นใดๆต่อชีวิตมนุษย์ แต่เมื่อไหร่เจ้าสิ่งนี้ถูกส่งมอบจากบุคคลผู้รู้จักมักคุ้น ด้วยความปรารถนาดี ผู้รับสัมผัสได้ถึงความตั้งใจ แปรสภาพกลายเป็นชื่นชอบหลงรักใคร่ ระลึกไว้ดูต่างหน้ายามครุ่นคิดถึง อิ่มเอิบสุขใจทุกครั้งที่ได้สัมผัสเชยชม มันจึงกลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมา แต่นั่นก็ยังหาใช่ที่สุดไม่ เพราะถ้าสามารถนำไปแลกกับความเป็นความตายของคนที่ตนรัก (อธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า) รอดชีวิตมาได้ ก็ไม่มีอะไรสลักสำคัญเหนือกว่านี้อีกแล้ว

เปรียบต่างหูนี้กับหญิงสาว/ชายหนุ่ม บุคคลที่เราไม่รู้จักมักคุ้นก็แค่คนแปลกหน้า เดินสวนผ่านมิใคร่สนใจใยดี แต่เมื่อใดสนิทสนมชื่นชอบพอ ตกหลุมใหลรักใคร่ กลายเป็นของกันและกัน เมื่อนั้นเขาและเธอก็จักกลายเป็นบุคคลสำคัญล้ำค่าขึ้นมา และถ้าจำต้องพลัดพรากจากลา คงระทวมทวยโหยหาอาทร มิอาจทำใจยินยอมรับได้โดยง่าย

ใจความของหนังเรื่องนี้ คล้ายๆเรื่องเล่าหมาจิ้งจอกในวรรณกรรมเจ้าชายน้อย ทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนมีคุณค่าความสำคัญของมัน ถ้าเราไม่ใช่เจ้าของย่อมมองไม่เห็นค่า แต่เมื่อไหร่สนิทสนมชิดเชื้อตกหลุมรักใคร่ เอาอะไรมาแลกก็ไม่คิดยอม ยกเว้นถ้ากำลังเกิดความสูญเสีย จะยินยอมให้แลกทุกสิ่งอย่าง

ในสังคมจอมปลอมของคนชั้นสูง ต่อให้อ้างด้วยเหตุผลแบบเดียวกับ Général André de… ความสุขทุกข์ก็แค่สิ่งที่เราครุ่นคิดสร้างสรรค์มันขึ้นมา แล้วปรนเปรอด้วยวัตถุสิ่งของ นั่นทำให้เขามิอาจสามารถเอาชนะได้ครอบครองจิตใจของ Madame de… นอกเสียจากเรือนร่างกาย ครองคู่แต่งงานยังเพื่อเหตุผลบางอย่างทางฐานะชนชั้น หาได้มีความแท้จริงใจต่อกันไม่

การได้พบเจอความรักของ Madame de… ต่อชายแปลกหน้าต่างสัญชาติ Baron Fabrizio Donati เกี่ยวกันด้วยกงล้อ(รถ)แห่งโชคชะตา ชี้ชักนำทางให้ลิ้มลองรสชาติถ้อยคำหวาน ซาบซึ้งกินใจไปถึงทรวงอก รับรู้ว่าไม่มีสิ่งของเงินทองหรืออื่นใดจะล้ำค่าไปกว่าความรักครั้งนี้อีกแล้ว แต่เมื่อเธอมิอาจครอบครองใกล้ชิด แค่เพียงใกล้ชิดสมหวังในสิ่งของทางใจชิ้นเล็กๆนี้ จักไม่ขอต้องการอะไรไปมากกว่าอีกแล้ว

ถ้าพื้นหลังของเรื่องราวนี้ไม่ใช่สังคมชนชั้นสูง อนุรักษ์นิยม ที่หนักแน่นด้วยกฎกรอบเกณฑ์ข้ออ้างทางศีลธรรมอย่างเคร่งครัด ‘แต่งงานแล้วไม่สามารถหย่าร้าง หรือลักลอบมีชู้ นอกใจคู่ของตน’ คนชนชั้นกลาง-ล่าง หรือโลกเสรีแบบปัจจุบัน คงไม่มีใครสามารถยื้อรั้ง Madame de… กับ Baron Donati ไว้ได้แน่ ตอนจบคงจะ Happy Ending ไม่มีใครสนคำครหาของสังคม แต่ในเมื่อความเป็นจริงหนังเลือกกำหนดกฎกรอบให้ตัวละครมั่นคงในหลักมโนธรรมเช่นนั้น ผลลัพท์ตอนจบจึงหนทางออกเพียงสถานเดียวเท่านั้น คือโศกนาฎกรรม

ก็น่าคิดนะว่าทำไม Max Ophüls ทั้งๆที่ครอบครัว/ตัวเขาก็แค่คนชนชั้นกลาง กลับชื่นชอบสร้างหนังเกี่ยวกับสังคมชั้นสูง ท้าทายกฎกรอบเกณฑ์ศีลธรรมจรรยา ตรงกันข้ามกับ Jean Renoir หรือ Luchino Visconti ต่างมาจากครอบครัวผู้ดีมีตระกูล แต่สนใจ Neorealist นำเสนอวิถีคนชนชั้นกลาง-ล่าง มากด้วยดราม่าชีวิต ไร้ซึ่งหลักธรรมประจำใจยึดเหนี่ยว

มันอาจเพราะสิ่งที่ Ophüls ได้ค้นพบเจอในโลกใบนั้น (จากความสำเร็จทางภาพยนตร์ที่ตนได้รับ) ความเจริญทางวัตถุ ทุกสิ่งอย่างหรูหรา ฟู่ฟ่า ฟุ่มเฟือย ระยิบระยับตระการตา กลับหาประโยชน์ใช้สอยอะไรไม่ได้ในชีวิตจริงสักนิด แถมความสุขทางกายก็หามีไม่ วันหนึ่งที่ทำหนังล้มเหลวขาดทุน ก็ไม่มีโปรดิวเซอร์ใครไหนสนใจเหลียวหันแล

โลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ ความสุขเกิดจากวัตถุสิ่งของ สัมผัสทางกายภายนอก เหล่านี้จอมปลอมเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ โกหกโป้ปดไร้สาระไปวันๆ เมื่อไหร่หมาป่าตัวจริงรายล้อมย่างกรายเข้ามา คงจักไม่มีอะไรหลงเหลือทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าสักอย่างแน่นอน

ความสุขทางใจแม้บางครั้งอาจขัดกับกฎกรอบเกณฑ์ศีลธรรมจรรยา แต่ก็ให้ลองค้นหาทางว่ามีอะไรสามารถยืดหยุ่นผ่อนผันได้บ้างหรือเปล่า เพราะใช่ว่าทุกข้อบังคับจะถูกต้องเสียหมดทุกอย่าง ใช้สติปัญญาครุ่นคิดใตร่ตรอง ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ กับคนเข้าใจความรัก รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณาไมตรี ไม่มีอะไรที่เขาให้ไม่ได้ ยิ่งถ้ามันคุ้มค่าจะแลกมา จ่าแซมเสียสละชีพเพื่อหมูป่า นั่นคือฮีโร่วีรบุรุษโดยแท้

ตอนหนังออกฉายได้เสียงตอบรับผสมปนเป เข้าชิง Oscar: Best Costume Design, Black and White พ่ายให้กับ Sabrina (1954) แต่กาลเวลาค่อยๆทำให้ผู้ชม/นักวิจารณ์ มองเห็นคุณค่าและอิทธิพลของหนังมากขึ้น จนกระทั่งได้รับยกย่อง Masterpiece ครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ปี 1979

นักวิจารณ์แสดงทัศนะถึงเหตุผลที่หนังเรื่องนี้ถูกมองข้าม ไม่เคยได้รับการยกย่องระดับจักรวาลแซ่ซ้อง ‘Universal Acclaim’ นั่นเพราะเรื่องราวของคนชนชั้นสูง เป็นอะไรที่เหมือนความเพ้อฝัน ห่างไกลคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะเข้าใจได้ จริงอยู่งานภาพมีความงดงามระยิบระยับตระการตา แต่กลเกมแห่งความรัก มีสัมพันธ์ได้แต่ต้องไม่ล่วงเกิน ช่างเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้เอาเสียเลย

นอกจากการเคลื่อนไหวถ่ายภาพแทบไม่มีหยุดนิ่ง สิ่งที่ผมหลงใหลคลั่งไคล้สุดของหนังคือการแสดงของ Danielle Darrieux จากตุ๊กตาสาว ‘Doll House’ ใสซื่อบริสุทธิ์ในช่วงแรกๆ ค่อยๆมีความสลับซับซ้อนทางอารมณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสวยที่สุดในวินาทีเข้าใจแล้วว่าความรักคืออะไร? ทำไมถึงไม่ควรเล่นเกมกับมัน!

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” แม้ว่าต่างหูจะเป็นสิ่งนอกกายมิได้สลักสำคัญอะไรมากกับปัจจัยสี่ของชีวิต แต่ความตั้งใจของผู้ให้ต่างหาก ถ้าสัมผัสเข้าใจได้ก็จักพบเห็นคุณค่า เหนือกว่าสิ่งอื่นใดใต้หล้า

แนะนำคอหนังดราม่า โรแมนติก รักสามเส้า, นักออกแบบฉาก เสื้อผ้า แฟชั่นดีไซเนอร์ เครื่องประดับทั้งหลาย, ตากล้อง ช่างภาพเคลื่อนไหว นักเรียนภาพยนตร์ คนทำงานเบื้องหลังวงการบันเทิง, แฟนๆผู้กำกับ Max Ophüls และนักแสดงนำ Charles Boyer, Danielle Darrieux ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับกลเกมแห่งความรัก

TAGLINE | “The Earrings of Madame de… คือลมหายใจที่ไม่มีวันหมดของผู้กำกับ Max Ophüls และนักแสดงคู่บารมี Danielle Darrieux”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of