The End of Summer (1961)

The End of Summer

The End of Summer (1961) Japanese : Yasujirō Ozu ♥♥♥♡

หลังจากแม่เสีย พ่อเริ่มหวนกลับไปพบเจอชู้รักเก่า สร้างความว้าวุ่นวายใจให้กับลูกๆหลานๆ จะมาเสียแก่อะไรเอาตอนนี้! แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวัยกำลังใกล้ลงโลง ไม่ใช่ว่าเราควรปล่อยให้ท่านได้ใช้ชีวิตบั้นปลายตามสุขใจอยากหรอกหรือ? ผลงานสุดท้ายของ Setsuko Hara ในหนังรองสุดท้ายของ Yasujirō Ozu คำพูดประโยคท้ายๆของเธอ ฟังแล้วใจน่าหายไม่น้อย

ก่อนการมาถึงของบทหนังเรื่องนี้ Ozu และนักเขียนเพื่อนสนิท Kogo Noda เดินทางหนีหนาวสู่ Tateshina, Nagano ช่วงระหว่างกุมภาพันธ์ – เมษายน 1961 วันๆเอาแต่แช่ออนเซ็น ดื่มเหล้าเมามาย พูดคุยสนทนาเรื่องเปื่อย สุขกายสบายจิต ใช้ชีวิตแบบ ‘Happy-Go-Lucky’ ไม่ต้องสนใจอะไร

ด้วยวัย 58 ปี ของ Ozu ทำงานหนักมายาวนาน คงต้องการจะใช้ชีวิตบั้นปลายแบบเดียวกับตัวละคร Manbei Kohayagawa (รับบทโดย Ganjirō Nakamura) อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เห็นต้องสนใจอะไร หน้าที่การงานปล่อยให้เป็นภาระของลูกหลาน เติบโหญ่โตพอแล้วให้สานสืบทอดกิจการ แต่ลึกๆเขาคงเกิดคำถามขึ้นในใจเช่นกัน ระดับไหนถึงคือความเหมาะสม ไม่ให้เสียแก่และเป็นภาระต่อผู้อื่น

เริ่มต้นมา Ozu ทำการล่อหลอกผู้ชมเล็กน้อย ให้ครุ่นคิดหลงเข้าใจผิดว่านี่คือเรื่องราวของ Akiko (รับบทโดย Setsuko Hara) ซึ่งเธอก็ถูกหลอกล่อมาเหมือนกันว่านัดพบเจอมีธุระ แต่ลุงสะใภ้ Kitagawa Yanosuke (รับบทโดย Daisuke Katō) กลับพามาแนะนำให้รู้จัก Isomura Eiichirou (รับบทโดย Hisaya Morishige) ดูตัวแต่งงาน

เรื่องราวจริงๆเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Manbei Kohayagawa (รับบทโดย Ganjirō Nakamura) พ่อหม้ายเจ้าของกิจการโรงบ่มสาเก มีบุตรสามคน (ชายหนึ่ง หญิงสอง) ประกอบด้วย
– ลูกสาวคนโต Fumiko (รับบทโดย Michiyo Aratama) แต่งงานกับ Hisao (รับบทโดย Keiju Kobayashi), เธอเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ ชอบพูดอะไรโผงผางตรงไปตรงมา สามีก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ยังไม่ค่อยไว้วางใจพ่อตานัก แต่เลือกที่จักไม่พูดดีกว่า เพราะคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว
– พี่ชายคนรอง เสียชีวิตไปแล้ว แต่งงานกับ Akiko (รับบทโดย Setsuko Hara) ทำงาน Art Gallery มีลูกชายหนึ่งคน, เธอเป็นคนง่ายๆ เฉลียวฉลาด สนิทสนมกับ Noriko ชอบให้คำปรึกษา พึ่งพาได้ พึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
– น้องสาวคนเล็ก Noriko (รับบทโดย Yoko Tsukasa) โตเป็นสาวแล้วทำงานบริษัท ตกหลุมรักเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่ถูกย้ายไปทำงานที่ Hokkaido ครอบครัวพยายามจัดแจงให้หาคู่ให้เธอ แต่เมื่อได้รับคำปรึกษาจากพี่สะใภ้ Akiko ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่เปลี่ยนแปรความรักกับใครอื่น

ด้วยวัยใกล้ๆ 60 พ่อ Manbei บังเอิญพบเจอกับชู้รักเก่า Sasaki Tsune (รับบทโดย Chieko Naniwa) ที่ Osaka ออกเดินทางไปหาบ่อยครั้งจนครอบครัวผิดสังเกต แอบส่งลูกน้องติดตามไปพบเห็นกลับมารายงานจึงได้ทราบข้อเท็จจริง แต่ก็ยังเสแสร้งอ้างว่าไม่เกี่ยวกัน ต่อมาภายหลังเมื่อพ่อล้มป่วยหัวใจวาย อยากทำอะไรก็ทำไปแล้วกัน คงมีชีวิตหลงเหลืออยู่ไม่มาก

นักแสดงส่วนใหญ่ของหนัง คงเป็นที่คุ้นหน้าคาดตา ขาประจำของ Ozu ก็จะขอกล่าวเอ่ยถึงเพียงคร่าวๆก็แล้วกัน
– Ganjirō Nakamura (1902 – 1983) ถือว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ Ozu ซึ่งตอน Floating Weeds (1959) ได้รับบทบาทคล้ายๆกันนี้ หัวหน้าคณะการแสดงแอบไปพบอดีตชู้รักเก่าก่อน คงด้วยภาพลักษณ์ลีลาท่าทาง เป็นคนสนุกสนานเฮฮาร่าเริง ‘Happy-Go-Lucky’ ถือว่าเหมาะสมเข้ากับตัวละครอย่างมาก
– Setsuko Hara (1920 – 2015) กับบทบาทสุดท้ายในหนังของ Ozu วัยวุฒิย่างเข้า 40 ปี ถือว่าเป็นแม่คนได้แล้วละ แต่ผู้ชมคงรู้สึกว่าเธอยังสาวสวยรวยเสน่ห์ รอยยิ้มหวานทำให้หนุ่มๆหัวใจหลอมละลาย และคำพูดประโยคท้ายๆ ‘ฉันชอบที่จะอยู่แบบนี้มากกว่า’ หลังจากรีไทร์จากวงการ เธอก็อยู่แบบเป็นโสดเช่นนี้จนกลายเป็น ‘the Eternal Virgin’ ชั่วนิรันดร์
– Yoko Tsukasa (เกิดปี 1934) นักแสดงสาวสวยที่ปีเดียวกันนี้มีอีกผลงานเด่น Yojimbo (1961) ก่อนหน้านี้ Late Autumn (1960) รับบทลูกสาวของ Setsuko Hara มาเรื่องนี้เป็นน้องสะใภ้ผู้น่ารัก ใบหน้าเล็กๆยังดูเด็ก ทำให้เวลาตกหลุมรัก เหนียงอาย ช่างน่ารักน่าชัง น่าเอ็นดูเสียจริง
– Michiyo Aratama (1930 – 2001) นักแสดงสาวตาคม เพิ่งกวาดรางวัลจาก The Human Condition Trilogy (1959-1961) ในมาดพี่สาวคนโตสุดเนี๊ยบ จริตแรง (กว่าสามี) เพราะเห็นพ่อเป็นพ่อเลยไม่หวาดกลัวเกรง แก่แล้วยังไม่รู้จักเจียมตน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกหลาน

ถ่ายภาพโดย Asakazu Nakai (1901 – 1988) ตากล้องคนโปรดของ Akira Kurosawa ได้รับการยืมตัวจาก Ozu เพราะเรื่องนี้ได้ทุนสร้างจากสตูดิโอ Toho ไม่ใช่ขาประจำ Shochiku

แต่ถึงตากล้องเปลี่ยน ไดเรคชั่นถ่ายภาพยังคง ‘สไตล์ Ozu’ ไม่มีเปลี่ยนแปลง ซึ่งสิ่งพบเห็นบ่อยครั้งขึ้นในหนังเรื่องนี้ คือจังหวะของนักแสดง มีความพร้อมเพรียง ต่อเนื่อง และเวียนวน (ดั่งวัฎจักรชีวิต)

ผมคิดว่าน่าจะคือถังผสมเหล้าสาเก ขายหมดเกลี้ยงเลยนำมาผึ่งตากแดด การเรียงรายแบบนี้ยังสะท้อนถึงไดเรคชั่นถ่ายภาพ ‘สไตล์ Ozu’ ที่มักจะจากด้านข้าง เอียงกะเท่เร่แบบนี้

ช็อตลายเซ็นต์ของ Ozu สื่อความสำคัญของคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี
– อาวุโสสุดคือพ่อ Manbei Kohayagawa นั่งหัวโต๊ะ หัวเราะยิ้มร่า หันหน้าตรงเข้ามาหากล้อง
– ฝั่งขวาคือ Hisao สามีของลูกสาวคนโต Fumiko นั่งถัดมา ต้องถือว่าเขากลายเป็นหัวหน้าครอบครัวคนถัดไป
– ฝั่งขวาเริ่มที่ Akiko แต่งงานกับลูกชายคนรองที่เสียชีวิตไป และถัดมาคือ Noriko น้องสาวคนสุดท้อง
– ขณะที่หลานๆ นั่งเล่นอยู่นอกเฟรม ยังไม่โตพอมีบทบาทอะไรกับตระกูล Kohayagawa

สนามแข่งจักรยาน ปั่นเวียนวนเป็นวงกลมจนกว่าจะเข้าเส้นชัย ถือว่าคือสถานที่เดิมพันชีวิต ความพ่ายแพ้พนันของ Manbei Kohayagawa แทบจะเป็นการพยากรณ์ ‘Death Flag’ ของตัวละครเลยก็ว่าได้

นี่เป็นการใช้สถานที่/กิจกรรม เทียบแทนความหมายของชีวิต ที่ไม่ต่างอะไรจาก ‘Rat Race’ ใครๆต่างทำการพนันขันต่อ นักกีฬาแข่งขันปั่นเวียนวน มีแพ้มีชนะ แล้วเส้นชัย เป้าหมายปลายทางอยู่ตรงไหนกัน?

ช่วงท้ายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเผาศพ ครอบครัว Kohayagawa ต่างเดินข้ามแม่น้ำ … สัญลักษณ์แทนด้วยความเชื่อของชาวญี่ปุ่น วิญญาณของคนตายจะข้ามแม่น้ำ Sanzu River แล้วไม่หวนกลับมาสู่ภพภูมิมนุษย์

ตัดต่อโดย Kôichi Iwashita แห่งสตูดิโอ Toho เช่นกัน มีผลงานเด่นคือ Ikiru (1952), Chushingura (1962) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้จุดหมุนคือพ่อ Manbei Kohayagawa ทำการร้อยเรียงเรื่องราวของลูกๆ/ลูกสะใภ้ ทุกคนอื่นๆในครอบครัวสอดแทรกเข้าไป

The End of Summer เป็นหนังที่ร้อยเรียงแต่ละเรื่องราวได้อย่างลงตัวมากสุดเรื่องหนึ่ง ทุกครั้งมีจุดเริ่มต้น-ดำเนินไป-และย้อนกลับมาจบยังจุดเริ่มต้น นี่เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของ ‘วัฏจักรชีวิต’

ที่ผมชอบมากๆแม้มันจะดูฝืนธรรมชาติไปหน่อยก็เถอะ คือขณะ Akiko สนทนากับ Noriko จะมีการนั่งลงอย่างพร้อมเพรียง พอคุยจบก็จะลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พบเห็นสองครั้งใหญ่ๆในหนัง ซึ่งยังสะท้อนตรงกันข้ามกันด้วยนะ

ครั้งแรกเมื่อครั้นพ่อยังมีชีวิตอยู่ สองสาวต่างสวมชุดพื้นขาว (ลายจุด กับลายเส้น) หันหน้าไปทางซ้าย พื้นหลังถัดจากลำธารคือภูเขา/ต้นไม้ เรื่องสนทนาก็คิกคักเกี่ยวกับการดูตัวสามี แต่งงานดีไหมหนอ…

ครั้งหลังจากที่พ่อเสียชีวิต สองสาวต่างสวมกิโมโนสีดำ หันหน้าไปทางขวา พื้นหลังคือท้องฟากฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล เรื่องสนทนาต้องการทำตามเสียงเพรียกของหัวใจ ไม่ใช่จากใครกำหนดบีบบังคับ (พอพ่อจากไปแล้ว ทำให้พันธการเรื่องการจับคู่ดูตัวแต่งงานของพวกเธอ ได้รับอิสรภาพโดยทันที)

นอกจากนี้การตัดต่อบางครั้งยังมีลักษณะ ‘ส่งไม้ต่อ’ สร้างความต่อเนื่องลื่นไหลให้กับ Sequence นั้นๆ อาทิ
– พ่อกำลังยกแก้วเหล้าขึ้นกระดก -> ตัดไปอีกตัวละคร ลุงกำลังวางแก้วเหล้าลง
– Fumiko กำลังมองหาน้องสะใภ้กับน้องสาว พอพบเห็น -> ตัดไปภาพ Long Shot ของทั้งคู่กำลังนั่งยองๆอย่างพร้อมเพรียง
ฯลฯ

ขณะที่ไฮไลท์การตัดต่ออยู่ หลายครั้งมีการร้อยเรียงภาพ ‘Montage แห่งความว่างเปล่า’ อาทิ
– ตอนพ่อล้มป่วย พบเห็นภาพข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน จัดวางเรียงอย่างเรียบร้อยแต่กลับไม่มีใครอยู่ในฉาก
– ช่วงท้ายตอนเผาศพ อีกาพบเห็นเต็มไปหมด แถมเกาะอยู่ตรงรูปปั้นพระโพธิสัตว์
ฯลฯ

เพลงประกอบโดย Toshiro Mayuzumi (1929 – 1997) คีตกวีชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น ผลงานเด่นๆ อาทิ Street of Shame (1956), Enjo (1958), Stolen Desire (1958), When a Woman Ascends the Stairs (1960), Tokyo Olympiad (1965) ฯ

ผิดแผกจาก ‘สไตล์ Ozu’ ที่มักใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่น เรื่องนี้จัดเต็มกับ Orchestra เครื่องดนตรีของชาวตะวันตก แต่กลับบรรเลงให้มีกลิ่นอายญี่ปุ่น –” มอบสัมผัสที่แตกต่าง ทำให้หนังมีความร่วมสมัย อลังการ ตราตรึงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ผมไม่แน่ใจว่าการเลือก Mayuzumi ให้มาประพันธ์เพลงประกอบเป็นความตั้งใจแท้ๆของ Ozu เองเลยหรือเปล่า เพราะอย่างที่บอกไปว่า หนังเรื่องนี้สร้างให้กับสตูดิโอ Toho ไม่ใช่ขาประจำ Shochiku ทีมงานสร้างเลยเปลี่ยนหน้ายกชุด ซึ่งในส่วนของงานเพลงถือว่าเป็นการทดลองที่ลงตัวมากๆ แม้มันจะดูขัดแย้งในตัวเอง แต่ก็สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างทรงพลังจริงๆ

The End of Summer ณ จุดสิ้นสุดฤดูร้อนแห่งชีวิต หรือคือความตายของพ่อ ผู้สูงวัยที่ยังคงคึกคัก เร่าร้อนแรง ตีปี๊ปดัง (ไม่รู้นกเขายังขันอยู่ด้วยหรือเปล่านะ) ความสูญเสียถือเป็นเรื่องเศร้า แต่ก็คือวัฏจักรแห่งชีวิต มีเกิดย่อมมีตาย ซึ่งหลังจากนี้พี่ๆน้องๆ ลูกๆหลานๆ ก็ถึงเวลาใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่คอยค้ำหัวพึ่งพิงอีกต่อไป

ชื่อหนังจริงๆภาษาญี่ปุ่นคือ 小早川家の秋, Kohayagawa-ke no aki แปลว่า Autumn for the Kohayagawa family, ฤดูใบ้ไม้ร่วงของครอบครัว Kohayagawa ซึ่งก็สื่อถึงวัยใกล้ลงโลง ความตายของพ่อผู้เป็นเสาหลักของครอบครัว ช่วงสุดท้ายบั้นปลายชีวิตก่อนฤดูหนาวเข้ามาเยี่ยมเยือน

ส่วนตัวแค่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่รู้เพราะผมยังไม่โตพอครุ่นคิดถึงช่วงชีวิตวัยเกษียณอายุ หรือแก่ตัวลงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้มองการกระทำของพ่อว่ามีความเห็นแก่ตัวสักเท่าไหร่ อยากทำอะไรก็ทำ เที่ยวไหนก็ไป กินอะไรก็กิน เวลาชีวิตเหลือน้อย ตายแล้วจะมารู้สึกเสียดายมันก็สายเกิน

ผมว่าเป็นความจงใจของ Ozu เสียมากกว่า ที่จะย้อนรอยเวียนวน … สมัยก่อนพ่อ-แม่ เสี้ยมสั่งสอนลูกหลานให้ทำโน่นนี่นั่น ตามวิถีความเชื่อของตนเอง ในทางกลับกันเมื่อพ่อ-แม่แก่เฒ่า กลับกลายเป็นต้องฟังคำเสี้ยมสั่งสอนของลูกหลาน ให้ทำโน่นนี่นั่น ตามวิถีความเชื่อของพวกเขา

ยุคหลังๆของ Ozu สังเกตว่ามีความพยายามผนวกแนวคิดพุทธศาสนา สอดแทรกใส่เข้ามาในภาษาภาพยนตร์ โดยเฉพาะไดเรคชั่นการตัดต่อ เริ่มต้น-ดำเนินไป-และสิ้นสุดก็มักหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น เวียนวนดั่งวัฏจักรชีวิต หรืออย่างภาพแรกของหนังคือผับบาร์ยามค่ำคืน ช็อตสุดท้ายรูปปั้นพระโพธิสัตว์ แร้งกา หรือคือความตาย ต่อให้สนุกสนานเพลิดเพลินกับชีวิตมากแค่ไหน เป้าหมายปลายทางทุกคนต่างเหมือนกัน ไม่มีใครสามารถหลบลี้หนีพ้น

แนะนำสำหรับแฟนๆผู้กำกับ Yasujirō Ozu และ Setsuko Hara, คอหนังดราม่า ครอบครัว การแต่งงาน, โดยเฉพาะผู้สูงวัย อาจได้เปิดโลกทัศน์การใช้ชีวิตบั้นปลาย และลูกๆหลานๆอาจมีมุมมองต่อพ่อ-แม่ ปู่-ย่า ปรับเปลี่ยนแปลงไป

จัดเรต PG กับพฤติกรรมของพ่อ และความตายแบบไม่ทันตั้งตัว

คำโปรย | “The End of Summer คือความเพ้อฝันบั้นปลายชีวิตของผู้กำกับ Yasujirō Ozu เฉกเช่นเดียวกับ Setsuko Hara”
คุณภาพ | ยอดเยี่ยม
ส่วนตัว | แค่ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of