The Exterminating Angel (1962)

The Exterminating Angel

The Exterminating Angel (1962) Mexican : Luis Buñuel ♥♥♥♥

คนชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่ง (Bourgeois) หลังจากร่วมรับประทานอาหารเย็น เพลิดเพลินกับความบันเทิงในห้องนั่งเล่น แต่ทว่าไม่มีใครสามารถเดินออกนอกห้องได้ คืนหนึ่งผ่านไป สัปดาห์ เดือน … ก็ไม่รู้เนิ่นนานเท่าไหร่ เพราะอะไร?

ไม่มีคำอธิบายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆที่ฟังรู้เรื่องสำหรับเหตุการณ์-สถานการณ์-ปรากฎการณ์ครั้งนี้ มีลักษณะคล้ายกับพวกเขากำลังติดเกาะอยู่กลางท้องทะเล ไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้ เพียงแค่เปลี่ยนจาก Castaway เป็นห้องนั่งเล่น จะพบว่าแทบไม่ต่างกัน, กระนั้นคงมีหลายคนที่ยังดื้อดึง บ้าน่า! ห้องนั่งเล่นนะไม่ใช่เกาะ แค่ก้าวท้าวเดินออกมาก็จบแล้ว นี่ไม่ใช่เหตุผลของการทำได้-ทำไม่ได้ เป็นไปได้-เป็นไปไม่ได้นะครับ มันคือการ’จำลองสถานการณ์’ กำหนดกรอบเกณฑ์ กฎระเบียบ เป้าหมายเพื่อทำการค้นหา-นำเสนอ สะท้อน-เสียดสี ต่อบางสิ่งบางอย่าง

แค่ก้าวเดินออกมา … คำพูดมันแสนง่าย ก็เหมือนการบรรลุหลุดพ้น ไม่ใช่สักแต่จะพูดก็ทำได้ จิตใจต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอ บุญญาบารมี ความดีพร้อม เมื่อจิตถึงกระแสธรรมเข้าใจ ถึงสามารถออกจากวัฏสงสารได้

Luis Buñuel (1900 – 1983) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติสเปน เกิดที่ Calanda, Teruel หลังประสบความสำเร็จกับวงการภาพยนตร์ Mexico ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนในระดับนานาชาติ สร้างหนังร่วมทุนฝรั่งเศส อิตาลี อเมริกา ฯ กระทั่งล่าสุดกลับบ้านเกิด สร้างหนังเรื่อง Viridiana (1961) ถือเป็นหนังสเปนเรื่องแรกในชีวิตของผู้กำกับ ตอนแรกก็เหมือนจะไปได้สวย แต่พอคว้ารางวัล Palme d’Or นักวิจารณ์พูดมากจนถูกค้นพบใจความที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ หนังถูกแบนในประเทศสเปนจากจอมพล Francisco Franco ทำให้ Buñuel ตัดสินใจเผ่นกลับ Mexico อีกครั้ง ดินแดนแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยอิสรเสรีเสียเหลือเกิน (ยุคนั้น Mexico ยังไม่ได้ถูกปกครองด้วยเผด็จการและผู้นำทหารนะครับ)

สำหรับหนังเรื่องใหม่นี้ ได้รับสนับสนุนทุนสร้างจาก Gustavo Alatriste นักแสดง/ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์สัญชาติ Mexican ที่เป็นผู้หาเงินทุนให้ Buñuel สร้าง Viridiana (1961) โดยมีข้อแม้เพียงให้ภรรยาของตน Silvia Pinal รับบทนำแสดงด้วย (เธอก็มีบทบาทนำใน Viridiana นะครับ) ซึ่งทั้งสามจะร่วมงานกันอีกครั้งสุดท้ายใน Simon of the Desert (1965)

สำหรับเรื่องราวของหนัง ร่วมกับ Luis Alcoriza นักแสดง/นักเขียน/ผู้กำกับ สัญชาติ Mexican ที่เคยร่วมงานก่อนหน้ากับ Buñuel มาแล้วหลายเรื่อง อาทิ Los Olvidados (1950), Él (1953), El Bruto (1953) ฯ คำนิยามที่น่าจะตรงตัวสุดของหนัง ‘ธรรมชาติของกลุ่มมนุษย์ ต่ออารยธรรมและการอยู่รอด’

เกร็ด: ซีนที่หมีและแกะสองตัวหลุดเข้ามาในงานเลี้ยงปาร์ตี้ Buñuel ได้แรงบันดาลใจจากการพบเห็นจริงในงานเลี้ยงอาหารเย็นที่ New York

ก่อนที่ Buñuel จะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เคยทำหนังเรื่อง Robinson Crusoe (1954) ดัดแปลงจากนิยายของ Daniel Foe เรื่องของชายชื่อ Robinson Crusoe เรืออัปปาง ว่ายน้ำติดเกาะร้างแห่งหนึ่ง กลางมหาสมุทร Atlantic Ocean ใจความของเรื่องราวนี้คือ การต่อสู้เอาตัวรอด ชนะความอ้างว้างโดดเดี่ยวเดียวดายในจิตใจของตนเอง, กับหนังเรื่องนี้ที่ผมเปรียบเทียบไป ก็คล้ายๆกับ Cast Away (1986), Life of Pi (2012) แค่เพียงไม่ได้ติดเกาะกลางทะเล และอาศัยเอาตัวรอดอยู่คนเดียว ออกแนวคล้ายๆกับซีรีย์ Lost (2004 – 2010), Snowpiercer (2013) กลุ่มมนุษย์หลายๆคน เมื่อความช่วยเหลือมาไม่ถึง จึงค่อยๆเกิดความกังวลลุ่มร้อน ธาตุแท้ตัวตนสันชาติญาณจึงค่อยๆเริ่มเปิดเผยออก

นำแสดงโดย Enrique Rambal (1924 – 1971) นักแสดงสัญชาติ Spanish ที่ย้ายมาอยู่ Mexico ในช่วงทศวรรษ 50s, รับบท Señor Edmundo Nóbile เจ้าของคฤหาสถ์หลังใหญ่ มาดสุขุมสงบนิ่ง ไว้หนวดเคราเด่นเป็นสง่า ผู้กลายเป็น’แพะ’รับบาปเพราะเป็นเจ้าของสถานที่ ชักชวนทุกคนมาร่วมงานเลี้ยง เขาเลยตัดสินใจรับผิดชอบจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยการยินยอมเดินออกนอกห้องด้วยตนเอง แต่จะสำเร็จหรือเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องไปลุ้นกันเอง

Augusto Benedico (1909 – 1992) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Barcelona เรียนจบกฎหมายและภาพยนตร์ (ชอบสองอย่างเลยเรียนสองสาขา) ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตกเป็นเชลยในค่ายกักกันที่ฝรั่งเศส อพยพลี้ภัยมาอยู่ Mexico เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยหมอ จากนั้นเป็นนักแสดงละครเวที ควบคู่กับการแสดงภาพยนตร์, รับบทหมอ Dr. Carlos Conde ใส่แว่น เป็นคนเดียวที่ยังคิดด้วยเหตุด้วยผลสติปัญญา มีตรรกะและมนุษยธรรม เชื่อมั่นว่าความเป็นมนุษย์จะยังคงอยู่ ถ้าเรารักษาอารยธรรมความถูกต้องเหมาะสมทางศีลธรรมไว้ได้

Silvia Pinal (เกิดปี 1931) นักแสดง โปรดิวเซอร์ และนักการเมืองสัญชาติ Mexican เกิดที่ Guaymas, Sonora โตขึ้นเริ่มทำงานเป็นเลขาให้กับบริษัทยาแห่งหนึ่ง ต่อมามีโอกาสอ่านบทละครผ่านวิทยุ เข้าเรียนการแสดงที่ Palacio de Bellas Artes จนมีโอกาสเล่นละครเวที แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก La Bamba (1949) มีชื่อเสียงโด่งดังจาก Un rincón cerca del Cielo (1952) คว้า Ariel Award: Best Supporting Actress (เทียบเท่า Oscar ของ Mexico) โด่งดังสุดคงเป็น Viridiana (1961) ได้รับการยกย่องจดจำ มีชื่อเสียงระดับโลก

รับบท Leticia (La Valkiria) ระหว่างเรื่องผมไม่ได้สังเกตว่าเธอทำอะไรเป็นที่น่าจดจำบ้าง ซึ่งช่วงท้ายคือบุคคลผู้หวนระลึกตำแหน่งที่ทุกคนประจำอยู่ได้ จึงตัดสินใจชักชวนทุกคนแสดงออกการกระทำ ซ้ำรอยครั้งแรกสุดนั้น เผื่อว่าจะมีโอกาสที่สามารถเดินออกจากห้องนั่งเล่นนี้ได้พร้อมกัน, ถือว่าเธอเป็น Hero ของหนังเรื่องนี้เลยนะครับ

ตอนผมรับชมหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงว่าจดจำใบหน้าของตัวละครไม่ได้เท่าไหร่ เพราะมีเยอะเหลือเกิน ประมาณ 20 กว่าคนได้ แต่พฤติกรรมการแสดงออกของพวกเขา ค่อนข้างตรงต่อรูปลักษณ์ใบหน้าเป็นอย่างยิ่ง (คงเป็นการคัดเลือกนักแสดงโดยดูจากหน้าตาเป็นหลัก)

การกำกับการแสดง เหมือนว่าตลอดเวลา (แม้แต่ตอนนอน) จะต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา นักแสดงแทบไม่เคยมีใครหยุดนิ่ง ทุกช็อต ทุกฉาก ต้องมีการเดินเคลื่อนไหว พูดคุย หันหน้าสนทนา บางครั้งมีการแอบฟังแต่ทำหน้าเหมือนไม่รู้ไม่เห็น, มีนักวิจารณ์เปรียบเทียบการเคลื่อนไหว เดินไปเดินมาของตัวละคร คล้ายการเดินหมากรุก หันหน้าทิศทางสนแต่ความต้องการของตนเองเท่านั้น เข้าหาบุคคลที่เป็นมิตรสนใจตัวเอง ปฏิเสธศัตรูไม่สนผู้เห็นต่างขัดแย้ง

ถ่ายภาพโดย Gabriel Figueroa ตากล้องยอดฝีมือในตำนานสัญชาติ Mexican ขาประจำของ Buñuel, การจัดแสง เคลื่อนกล้อง และมุมกล้อง คือความโดดเด่นของหนัง

มีฉากหนึ่งตอนที่ Nóbile พาแขกเหรื่อเข้าไปในคฤหาสถ์ ตะโกนเรียกคนรับใช้แต่ไม่มีใครออกมา ช็อตนี้จะปรากฎซ้ำขึ้นสองครั้ง ราวกับ Déjà Vu นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในการตัดต่อนะครับ เพราะ Figueroa ก็เคยถาม Buñuel ว่าทำอะไรผิดพลาดรึเปล่า เขาบอกจงใจ (แต่ไม่บอกเหตุผล) ซึ่งถ้าคุณสังเกตมุมกล้องของทั้งสองช็อต ครั้งแรกจะเป็นมุมเงยขึ้น ครั้งหลังจะเป็นมุมก้ม ผมคิดว่าฉากนี้อาจมีนัยยะถึงการมองเห็นคนชนชั้นกลาง กล่าวคือ แทนที่จะถ่ายภาพระดับสายตาคงไม่มีความโดดเด่นอะไร ก็เล่นถ่ายจากมุมเงย (ชนชั้นล่าง) และมุมก้ม (ชนชั้นสูง) ใส่เข้ามาสองครั้งติดๆ ผู้ชมจะได้เกิดความฉงนสงสัย คิดค้นหานัยยะความหมาย

มีหลายครั้งที่จะถ่ายภาพจากด้านนอกมองเข้าไปในห้องนั่งเล่น ช็อตหนึ่งที่ก็ไม่รู้ผ่านไปกี่วันแล้ว มีลักษณะเหมือนถ้ำสมัยยุคหิน จากห้องที่มีความสวยงามเลิศหรูสวยงาม กลายเป็นเศษซาก พังทลาย จุดไฟผิงประกอบอาหาร ทำยังไงก็ได้เพื่อประทังชีพเอาตัวชีวิตรอด

กับคนที่อาจไม่เชื่อว่า ช่วงแรกกับช่วงท้ายของหนัง พวกเขาทั้งหลายต่างว่ายวนเวียน ซ้ำๆซากๆ อยู่ที่นั่งของตนเอง ผมนำภาพทั้งสองช็อตมาเปรียบเทียบให้เห็น, หนังไม่ได้ใช้มุมกล้องเดิมเปะๆ มีการเปลี่ยนแปลงบ้างนิดหน่อย ซึ่งไม่ใช่แค่นี้นะครับ Buñuel บอกว่า มีทั้งหมด 27 ครั้ง ที่หลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา

ตัดต่อโดย Carlos Savage ขาประจำของ Buñuel ที่ Mexico, ผู้ชมจะไม่สามารถรับรู้ ‘เวลา’ (Time) ที่ดำเนินไปของหนังได้ มีพูดถึงสังเกต 1-2 วันแรกๆได้ แต่หลังจากนั้นก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป ซึ่งเวลาได้แปรสภาพกลายเป็น ‘สถานที่’ (Space) ผู้คนหลงยึดติดเวียนวน มักพบเห็นในบริเวณเดิมซ้ำๆ ทั้งๆที่ห้องนั่งเล่นแห่งนี้ก็มีขนาดใหญ่พอสมควรเดินไปเดินมาได้โดยรอบแต่ไม่ค่อยเห็นใครทำกัน (คือถ้าเดินไป สักพักก็จะเดินกลับที่ประจำของตน)

หนังไม่ได้มีเรื่องราวแค่ในห้องนั่งเล่นนะครับ ช่วงแรก Prologue จะเริ่มจากประตูหน้าคฤหาสถ์ ห้องครัว สวน ฯ ภายนอกทั้งหมด เห็นคนใช้มากมายต่างพยายามหาทางหนีออกจากสถานที่แห่งนี้, ระหว่างทางของหนังจะมี สอดแทรกภาพความฝันจินตนาการ, ตัดสลับให้เห็นตำรวจที่ก็ไม่รู้หวาดกลัวอะไร ไม่มีใครยินยอมเข้าไปในบ้าน ฯ และตอนจบเป็นการตบหัวลูบหลัง เหตุการณ์เหมือนจะอีกครั้งซ้ำเดิมในโบสถ์แห่งหนึ่ง เมื่อไม่มีใครกล้าเดินออก พาลก่อให้เกิดการจราจลวุ่นวายภายนอก

บทเพลงที่ Blanca (รับบทโดย Patricia de Morelos) บรรเลงเปียโน คือ Harpsichord Sonata No.6 (1754) ประพันธ์โดย Pietro Domenico Paradies (1707 – 1791) คีตกวี และนักเล่น Harpsichord สัญชาติอิตาเลี่ยน, นี่เป็นบทเพลงที่มีชื่อเสียงสุดของ Paradies แต่งขึ้นเพื่อเล่นกับ Harpsichord โดยเฉพาะ แต่เพราะหาเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ยากแล้ว ก็สามารถบรรเลงกับเปียโนได้เช่นกัน

เราสามารถเปรียบห้องนั่งเล่นของหนังเรื่องนี้ได้กับโลกเสมือ/จำลองใบหนึ่ง ตัวละครแต่ละคนต่างมีนิสัย พฤติกรรม การแสดงออกที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งส่วนใหญ่ Buñuel มักจะนำเสนอด้านมืดของมนุษย์ อาทิ
– ชายสูงวัยคนหนึ่ง มีความหื่นกระหายเหลือเกิน พยายามลักหลับหญิงสาวขณะนอนหลับ
– เด็กชายหนุ่มผู้ยังติดแม่ พูดจาประสาไม่รู้จักคิด หยาบคายตรงไปตรงมา
– ชายคนหนึ่งที่ชอบแอบฟัง แล้วนำไปสนทนากระซิบกระซาบ (Gossip) บอกต่อ แซวผู้อื่น
– ชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังจะแต่งงาน เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง จึงตัดสินใจคิดสั้นปลิดชีพตนเอง
– คนไข้พูดบอกหมอ ‘why don’t you kill me already!’
ฯลฯ

นี่เป็นการนำเสนอสภาพ ‘หมาจนตรอก’ ของกลุ่มของมนุษย์ผู้พบเจอกับความสิ้นหวังในชีวิต พยายามดิ้นรนทำทุกสิ่งอย่าง ล้วนแสดงความเห็นแก่ตัวเพื่อให้’ตัวเอง’รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ โยนโบ้ยป้ายสีความผิดใส่ผู้อื่น ซึ่งไฮไลท์คือการยอมเสียสละของ Edmundo Nóbile (แต่ทุกคนก็ป้ายสีความผิดไปที่เขา เพราะเป็นเจ้าของคฤหาสถ์หลังนี้) โชคดีได้หญิงสาว Leticia ผู้บังเอิญพบเจอไขปริศนานี้ออก ด้วยนัยยะของหนังนี้แปลว่า ‘ทางออกของทุกสิ่ง มักอยู่ที่จุดเริ่มต้นของปัญหา’

ชีวิตมนุษย์ในวัฏสงสาร คือการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัวเรามักจะเวียนวนอยู่ในสถานที่เดิมๆเช่นกัน! ผมการันตีว่า Buñuel ไม่เคยศึกษาพุทธศาสนา แต่กับคนที่เรียนมากจะรู้ว่านี่คือเรื่องจริง สถานที่เราเกิด เติบโต อาศัยอยู่ในชาตินี้ ก็ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน นับตั้งแต่เมื่อไหร่ ล้วนต้องเคยเกิด-เติบโต-ตาย ณ สถานที่แห่งนั้นๆ วนเวียนซ้ำๆอยู่เรื่อยไป (ไม่เช่นนั้นจะเรียกเวียนว่ายตายเกิดหรอกหรือ) คิดแบบนี้ชวนให้ขนลุกเลยละ เพราะ Buñuel ได้ไขปริศนาพบเจอสัจธรรมความจริงของโลกโดยไม่รู้ตัว

คนชนชั้นกลาง (Bourgeois) ในหนังเรื่องนี้เปรียบพวกเขาได้ดั่งพระเจ้า (Angel) หรือชนชั้นปกครองของประเทศสเปนขณะนั้น นำโดยจอมพลเผด็จการ Francisco Franco ที่ได้ทำการปิดประเทศไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้อื่นใดภายนอก (คนภายในสามารถเข้าออกไปไหนมาไหนก็ได้ แต่กลับไม่มีใครทำ คนนอกก็เช่นกันไม่มีใครยอมเข้าไป) สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง เปรียบเทียบ/สะท้อน/เสียดสีได้คือ ความลุ่มร้อนรน กระวนกระวายใจของเหล่าชนชั้นปกครองประเทศ ที่ต่างพบว่าพวกเขาไม่สามารถเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่เพราะท่านผู้นำยังคงดื้อด้านดื้อดึง จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงเสียสละย่างเท้าออกไป สภาพในห้องนั่งเล่นจึงถดถอยลงเรื่อยๆสู่มนุษย์ถ้ำยุคหิน, ถ้ามองด้วยนัยยะนี้ การสามารถกลับออกมาได้ตอนจบ เกิดจากการตัดสินใจพร้อมร่วมกันของกลุ่มผู้นำทุกฝ่ายในการกลับมาเปิดประเทศ โดยหันกลับมาครุ่นคิดหวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการปิดประเทศ (นี่ก็เท่ากลับว่า ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่)

ตอนที่ Buñuel จินตนาการสร้างหนังเรื่องนี้ จอมพล Francisco Franco ยังคงมีชีวิตอยู่ ซึ่งวิธีการนี้จะเหมารวมท่านผู้นำอยู่ด้วย ซึ่งแม้สุดท้ายการเปิดประเทศจะไม่สำเร็จเกิดขึ้นจริงในสมัยนั้น แต่พอ Franco เสียชีวิต ทุกสิ่งอย่างก็คืนสู่ความที่มันควรจะเป็น

ทิ้งท้ายสำหรับ Déjà Vu ในโบสถ์ ประเด็นนี้ร้อนแรงกว่าประเทศสเปนเสียอีกนะ เพราะมองด้วยนัยยะเดียวกัน แต่สะท้อนเสียดสีกลุ่มผู้เข้าร่วมพิธีมิสซาและบาทหลวงของศาสนาคริสต์ (ผลลัพท์ภายนอกจึงเกิดการจราจลบ้าคลั่ง ถึงคราหายนะโลกาวินาศบังเกิด)

Working Title ของหนังคือ The Castaways of Providence Street (Los Náufragos de la Calle Providencia) ก่อนมาเปลี่ยนเป็น The Exterminating Angel (El ángel exterminador) จากการได้ยินนักกวีเพื่อนสนิท José Bergamín อารัมภบทประโยคที่ตนเองจะพูดในบทละครที่กำลังจะเล่น “If I saw ‘The Exterminating Angel’ on a marquee, I’d go see it on the spot.”

จริงๆแล้ววลีนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อความจาก Book of Revelations: 2 Samuel 24:16, คำพยากรณ์ต่อซาตาน (Angel of Death) ถึงจุดสิ้นสุดของมวลมนุษยชาติ

When the angel stretched out His hand over Jerusalem to destroy it, the LORD relented from the destruction, and said to the angel who was destroying the people, ‘It is enough; now restrain your hand.’ And the angel of the LORD was by the threshing floor of Araunah the Jebusite.

เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes แม้ไม่ได้คว้ารางวัลใหญ่ (คือถ้าคว้า Palme d’Or จะเป็นผู้กำกับคนแรกที่คว้ารางวัลนี้สองปีติด) แต่ได้รางวัล FIPRESCI Prize ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของนักวิจารณ์

หนังถูกแบนห้ามฉายในรัสเซีย เพราะแนวคิดที่ว่า ‘ห้ามออกจากงานเลี้ยง’ ฟังดูเป็นการต่อต้านรัฐบาล (anti-government) ?? ยังไงก็ไม่ทราบได้

Buñuel เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ไม่พึงพอใจผลลัพท์ของหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ และคิดว่าถ้าได้ถ่ายทำใน Paris คงได้เห็นความรุนแรงบ้าคลั่งมากกว่านี้ เช่น Cannibal (กินคน)

สำหรับ The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972) จะถือว่าเป็นเสมือนภาคต่อของหนังเรื่องนี้ก็ได้ พูดถึงกลุ่มคนชนชั้นกลางเหมือนกัน กับวัฒนธรรม/พิธีกรรมการกินข้าวร่วมโต๊ะอาหาร ที่ตลอดเวลาจะต้องถูกขัดจังหวะความสุข มันคือความกวนประสาทของผู้กำกับ แต่มีนัยยะแฝงที่บ่งบอกถึง … (ไม่บอกดีกว่า ไปหารับชมเองเอง)

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ในคอนเซ็ปที่ชวนพิศวงสงสัย น่าหลงใหลเสียเหลือเกิน โดดเด่นใน Direction และการคิดวิเคราะห์ตีความได้อย่างลึกซึ้งลึกล้ำ แต่เพราะการที่ผมได้รับชม The Discreet Charm of the Bourgeoisie มาก่อน เลยแอบคลั่งไคล้เรื่องนั้นมากกว่า (เพราะกวนบาทา หนัก Comedy กว่า) นี่ถ้าหนังมี Cannibal ตามความตั้งใจของ Buñuel ก็ไม่แน่นะ ผมอาจจะหลงรักคลั่งหนังเรื่องนี้เลยละ!

แนะนำกับนักคิดวิเคราะห์ ชื่นชอบหนัง Abstract, Surrealist สะท้อนเสียดสีคุณค่าของมนุษย์, แฟนๆผู้กำกับ Luis Buñuel งานภาพสวยๆของ Gabriel Figueroa และนักแสดงนำ Silvia Pinal ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับพฤติกรรมความชั่วร้าย เห็นแก่ตัว หลายๆอย่างของมนุษย์

TAGLINE | “The Exterminating Angel ถึง Luis Buñuel จะสามารถฉุดนางฟ้าให้ตกสวรรค์ได้สำเร็จ แต่ตัวเขากลับขึ้นสวรรค์กลายเป็นตำนานค้างฟ้า สอยยังไงก็ไม่มีวันตก”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of