The Fly (1986)

The Fly

The Fly (1986) hollywood : David Cronenberg ♥♥♥♥

คุณอาจรู้สึกขยะแขยง สยดสยองกับสภาพของไอ้แมลงวัน (สยองพันธุ์ผสม) แต่นี่เป็นหนังที่ท้าความรู้สึกของผู้ชม สิ่งสัญลักษณ์แทนด้วยผู้ป่วยมะเร็ง เอดส์ โรคติดต่อ/ไม่ติดต่อ ระยะต่างๆที่ทวีความน่าเกลียดน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ ถ้านั่นเกิดขึ้นกับคนที่คุณรัก จะยังสามารถทนเห็น รับไหวอยู่หรือเปล่า

ผมละอยากจัดหนังเรื่องนี้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เสียด้วยซ้ำนะครับ แต่เชื่อว่าหลายคนคงทนรับชมไม่ไหวแน่ เลยขอยกไว้ฐานเข้าใจ ว่ามีความน่าสนใจมากๆเรื่องหนึ่งทีเดียว

สำหรับคนที่สามารถมองไอ้แมลงวันตัวนี้ เป็นสิ่งสัญลักษณ์ดังที่ผมเกริ่นไปได้ มันจะมีอีกความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือ ความสงสารเห็นใจ บางสิ่งอย่างเกิดโดยความไม่รู้ ไม่ตั้งใจ โชคชะตานำพาให้พบเจอ(ติดโรค) การที่เราแสดงความรู้สึกต่อต้านรับไม่ได้ออกมา ลองคิดย้อนกลับถ้ามันเกิดกับตัวคุณเองและหรือคนที่คุณรัก แล้วมีคนแสดงความรังเกียจขยะแขยงออกมา จะรู้สึกปฏิกิริยาต่อเขาเช่นไร!

David Paul Cronenberg (เกิดปี 1943) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Canadian เกิดที่ Toronto, Ontario ในครอบครัวชาว Jews อพยพมาจาก Lithuania ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบการเขียนหนังสือ สนใจวิทยาศาสตร์, พฤกษาศาสตร์ และผีเสื้อ เข้าเรียน University of Toronto จบสาขาภาษาอังกฤษและวรรณกรรม, ได้รู้จักกับเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง David Secter ทำให้เขามีความสนใจด้านภาพยนตร์ หลังเรียนจบเริ่มจากสร้างหนังสั้น Art-House ได้ทุนจากรัฐบาล Canada ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Stereo (1969) เป็น sub-genre แนว Body Horror มีชื่อเสียงประสบความสำเร็จกับ The Dead Zone (1983) ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของ Stephen King นำแสดงโดย Christopher Walken และ Brooke Adams

รูปแบบสไตล์ของ Cronenberg เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกหนังแนว Body Horror สำรวจจิตใจมนุษย์ด้านความกลัว การแปรสภาพ (Transformation) และการติดต่อ (Infection) เน้นจิตวิทยาความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายที่เปลี่ยนไป (อย่างน่าเกลียดน่ากลัว) กับจิตใจของตนเองและปฏิกิริยาต่อผู้คนรอบข้าง

ผลงานเด่นอื่นๆของ Cronenberg อาทิ Naked Lunch (1991), Dead Ringers (1988), Crash (1996) [คว้า Cannes: Jury Prize], A History of Violence (2005), Eastern Promises (2007), Maps to the Stars (2014) ฯ

ถึงคุณอาจไม่ชอบภาพยนตร์ของ Cronenberg แต่ต้องถือว่าเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนสำคัญ ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการภาพยนตร์

The Fly ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกันของ George Langelaan ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Playboy ฉบับเดือนมิถุนายน 1957 ก่อนหน้านี้เคยได้รับการดัดแปลงเป็นไตรภาค
– The Fly (1958) กำกับโดย Kurt Neumann นำแสดงโดย David Hedison, Patricia Owens, Vincent Price
– Return of the Fly (1959) กำกับโดย Edward Bernds นำแสดงโดย Vincent Price กลับมารับบทเดิม สมทบด้วย Brett Halsey
– Curse of the Fly (1965) กำกับโดย Don Sharp นำแสดงโดย Brian Donlevy, Carole Gray, George Baker

นอกจากนี้ Howard Shore ผู้ประพันธ์เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ยังได้ดัดแปลงสร้างเป็น Opera ชื่อเดียวกัน The Fly (2008) เท่าที่ผมพบเจอคำวิจารณ์แทบทั้งนั้นบอกว่า เทียบไม่ได้เลยสักนิดกับฉบับภาพยนตร์

เดิมนั้น Cronenberg กำลังง่วงอยู่กับโปรเจค Total Recall ให้กับโปรดิวเซอร์สัญชาติอิตาเลี่ยน Dino De Laurentiis แต่ได้รับการปฏิเสธวิสัยทัศน์จึงกำลังมองหาโปรเจคใหม่ ซึ่งขณะนั้น Mel Brooks ผู้บริหารสตูดิโอ Fox ที่เคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้ The Elephant Man (1980) ของผู้กำกับ David Lynch กำลังสนใจรีเมก The Fly พอดี จึงส่งมอบโปรเจคให้ Cronenberg มาคุมบังเหียร

Seth Brundle (รับบทโดย Jeff Goldblum) นักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์เครื่องขนย้ายมวลสาร (Teleportation) เกือบสำเร็จแล้ว เหลือแค่ปรับแต่งให้สามารถขนย้ายสิ่งมีชีวิตได้ พบเจอตกหลุมรักกับนักข่าวสาว Veronica Quaife (รับบทโดย Geena Davis) ขอให้เธอมาเป็นประจักษ์พยานในความสำเร็จนี้ แต่ขณะนั้นมีแมลงวันตัวหนึ่งติดอยู่ในเครื่อง Telepod ผลลัพท์ทำให้เกิดการรวมตัว ผสมกลายพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับแมลงวัน เรื่องวุ่นๆโดยไม่คาดฝันจึงเกิดขึ้น

Jeffrey Lynn Goldblum (เกิดปี 1952) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ West Homestead, Pennsylvania ในครอบครัวชาว Jews อพยพจาก Russia มีความสนใจเปียโน Jazz ตอนอายุ 17 ย้ายมาอยู่ New York เข้าเรียนที่ Neighborhood Playhouse กับ Sanford Meisner ได้แสดง Broadways เรื่องแรก Two Gentlemen of Verona (1971) คว้ารางวัล Tony Award: Best Musical ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Death Wish (1974) ตามด้วยตัวประกอบในงานเลี้ยง Annie Hall (1977) รับบทเด่นใน Invasion of the Body Snatchers (1978), The Big Chill (1983), Into the Night (1985), The Fly (1986), Jurassic Park (1993), The Lost World (1997), Independence Day (1996) ฯ

รับบทนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ Seth Brundle ที่ต่อให้เฉลียวฉลาดแค่ไหน ก็ยังพบเจอความผิดพลาด (เรียกว่าประมาทคงไม่ถูกนัก เพราะมันเป็นเรื่องคาดไม่ถึงจริงๆ) วิวัฒนาการของ Brundle ประกอบด้วย
– ก่อนหน้าที่จะผสมพันธุ์กับแมลงวัน Brundle เป็นหนุ่มเนิร์ดสุดหล่อ เข้าสังคมไม่ค่อยเป็น
– ระยะแรกของการกลายพันธุ์ หลงตัวเอง เข้าใจผิดคิดว่าได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ บ้าพลัง ไม่สนความถูกผิด ไม่เชื่อ ไม่ฟังคำใครทั้งนั้นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับตนเอง
– ระยะที่ 2 เมื่อรับรู้ค้นพบการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ช่วงนี้เกิดการปฏิเสธต่อต้าน รับไม่ได้รุนแรง หายหน้าหายตาไปเป็นเดือนๆ
– ระยะที่ 3 เมื่อเริ่มทนทุกข์ทรมาน หน้าตาขยะแขยง ใช้ไม่เท้าเดิน จึงเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากแฟนสาว ต้องการกลับคืนเป็นปกติ
– ระยะที่ 4 อยู่ดีๆวันถัดมา ก็ยอมรับกับสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองได้ ไต่กำแพงได้ มองว่าเป็นวิถีประจำวัน ชีวิตปกติ พูดเล่นแซวว่าราวกับได้ค้นพบสายพันธุ์ใหม่
– ระยะที่ 5 ไม่สวมใส่เสื้อผ้าแล้ว จิตใจสับสนลังเลไม่แน่ใจ ทีแรกขับไล่ไม่ให้แฟนสาวมาพบเจอเขากัน แต่ไปๆมาๆกลับลักพาตัวจากโรงพยาบาล ร้องขอให้เธอช่วยเหลือครั้งสุดท้าย
– ระยะที่ 6 (ชื่อเล่น Brundlefly/Space Bug) กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองรอดชีวิต ไม่สนแม้จะต้องเสียสละใครยังไง
– ระยะสุดท้ายที่ 7 (ชื่อเล่น Brundlebooth) เกินเยียวยา ร้องขอให้ฆ่าตัวตาย รอวันตายสถานเดียว

(นี่เป็นระยะของอาการที่ผมครุ่นคิดขึ้นมาเองนะครับ จาก 7 การแปรสภาพของไอ้แมลงวัน อาจดูมั่วๆไม่ถูกต้องเสียเท่าไหร่ แต่ถือว่าเป็นแนวทางให้ไปคิดต่อเองได้)

เกร็ด: Brundlefly เหมือนว่าจะบินไม่ได้นะครับ เพราะเป็น Hybrid ลูกครึ่งมนุษย์กับแมลงวัน แต่สามารถกระโดดสูงมาก และปีนไต่กำแพงได้

การแสดงของ Goldblum อาจไม่มีอะไรให้พูดถึงเท่าไหร่ (ยกเว้นความหล่อเหลา แก้มก้น และกล้ามเนื้อที่บึกบึน) แต่ความอดรนทนทรมานในการแต่งหน้าทำ Special Effect โดย Chris Walas กว่า 5 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในแต่ละระยะจะเสร็จสำเร็จลงได้ ย่อมต้องสร้างความยากลำบากให้กับนักแสดงเป็นอย่างยิ่ง

เกร็ด: Chris Walas คือผู้ออกแบบทำ Special Effect ให้กับสัตว์ประหลาด Gremlins (1984) ซึ่งคือเหตุผลให้ Cronenberg อัญเชิญมาสร้างไอ้แมลงวันในหนังเรื่องนี้

Virginia Elizabeth ‘Geena’ Davis (เกิดปี 1956) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Wareham, Massachusetts วัยเด็กมีความสนใจด้านดนตรี เรียนเปียโน ฟลุต ออร์แกน โตขึ้นเข้าเรียน Boston University จบสาขาการแสดง เริ่มต้นจากเป็น Modelling ภาพยนตร์แรกเรื่อง รับบทนักร้อง Soap Opera เรื่อง Tootsie (1982) ผลงานเด่นอาทิ The Fly (1986), Beetlejuice (1988), Thelma & Louise (1991), A League of Their Own (1992), The Long Kiss Goodnight (1996), Stuart Little (1999), คว้า Oscar: Best Supporting Actress จากเรื่อง The Accidental Tourist (1988)

รับบท Veronica ‘Ronnie’ Quaife นักข่าวสาวที่ทำงานภายใต้อดีตสามีขี้หึง สนแต่จะมี Sex กับเธอ เมื่อได้พบเจอกับความหล่ออัจฉริยะของ Brundle เกิดตกหลุมใหลคลั่งไคล้ แต่เพราะตัวเขากลับค่อยๆเปลี่ยนไปทั้งกายใจ ทำให้ความรักที่มีค่อยๆแปรสภาพเปลี่ยนไปเช่นกัน

เห็นว่า Goldblum เป็นผู้แนะนำ Davis ที่ตอนนั้นเป็นแฟนกันอยู่ให้กับผู้กำกับ แม้ Cronenberg จะไม่อยากให้ความสัมพันธ์ชีวิตจริงเป็นข้ออ้างของหนัง แต่เขาก็ประทับใจการแสดงของเธอ แรกๆมีความน่ารักสดใสซื่อบริสุทธิ์ แต่พอพบเห็นความน่าขยะแขยง ก็สามารถแสดงความรังเกียจต่อต้านรับไม่ได้ ออกมาได้อย่างสมจริง น่าสมเพศ

หลังจากหนังเรื่องนี้ Goldblum ก็ได้แต่งงานอยู่กินกับ Davis เมื่อปี 1987 หย่าขาดปี 1990 เล่นหนังร่วมกันทั้งหมด 3 เรื่อง Transylvania 6-5000 (1985), The Fly (1986), Earth Girls Are Easy (1988)

ถ่ายภาพโดย Mark Irwin ตากล้องสัญชาติ Canadian ขาประจำของ Cronenberg, หนังจะเน้น Medium Shot และ Close-Up ค่อนข้างเยอะ เพื่อให้ผู้ชมเห็นความน่ารังเกียจขยะแขยงของไอ้แมลงวัน และปฏิกิริยา สีหน้า สายตาของนักแสดง ที่ต้องเค้นกันออกมาอย่างสุดๆเลย

ตัดต่อโดย Ronald Sanders นักตัดต่อสัญชาติ Canadian ขาประจำของ Cronenberg เช่นกัน, หนังเล่าเรื่องโดยใช้มุมมองของ Brundle กับ Ronnie เริ่มต้นจากการพบเจอครั้งแรก ชักชวนไปที่ทำงาน ตกหลุมรัก แยกจาก เรียกว่าดำเนินเรื่องในช่วงเวลาความสัมพันธ์ของทั้งคู่

ความสัมพันธ์ระหว่าง Ronnie กับ Brundle สะท้อนกับอดีตสามี/แฟนหนุ่ม Borans (ที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์) คนหนึ่งมีความน่าเกลียดอัปลักษณ์ภายนอกที่ค่อยๆแปรสภาพไป อีกคนจิตใจจะเต็มไปด้วยความน่าขยะแขยงชั่วร้าย

มีฉากไฮไลท์หนึ่งที่ถูกตัดออกไปจากหนัง ชื่อว่า Monkey-Cat คือฉากที่ Bruldle ทำการทดลองนำแมวผสมเข้ากับลิง Baboon ฉากนี้ทดลองฉายที่ Toronto ทำให้ผู้ชมรู้สึกสิ้นหวังโดยสิ้นเชิงในความอมนุษย์ของพระเอก เสียตอบรับค่อนข้างแย่เลยจำเป็นต้องตัดฉากนี้ออก

“If you beat an animal to death, even a monkey-cat, your audience is not gonna be interested in your problems anymore”.

ใครคิดว่าทนได้ก็ลองรับชมดูนะครับ

เพลงประกอบโดย Howard Shore คีตกวีสัญชาติ Canadian ที่ซึ่งใครๆคงจดจำได้จาก ไตรภาค The Lord of the Rings และ The Hobbit ซึ่งผลงานสร้างชื่อของ Shore มาจากการร่วมงานกับ Cronenberg เรื่อง The Brood (1979), The Dead Zone (1983) และ The Fly (1986)

(คนส่วนใหญ่จะจดจำว่า ขาประจำของ Howard Shore คือ Peter Jackson แต่ไม่ใช่นะครับ คู่ขาของเขาคือ David Cronenberg ร่วมงานกันตั้งแต่เรื่องแรกๆจนถึงปัจจุบันเลย)

บรรเลงโดย London Philharmonic Orchestra ลองฟัง Main Title/Opening Credit ของหนังเรื่องนี้ มีสัมผัสความยิ่งใหญ่อลังการอยู่มากทีเดียว นี่คงเป็นสไตล์ถนัดของ Shore ที่ชอบสร้างความระทึก ตื่นเต้น พิศวง เกิดความรู้สึกมวนๆท้องไส้ปั่นป่วน บางสิ่งอย่างที่่ยิ่งใหญ่เหนือตนเองกำลังจะคืบคลานมาถึง

ความตั้งใจของ Cronenberg ไม่ได้เจาะจงว่า ไอ้แมลงวันจะเป็นสัญลักษณ์แทน AIDS เพียงอย่างเดียว แต่สามารถมองได้ครอบคลุมถึงทุกโรค ทุกอาการระยะ วิวัฒนาการทางร่างกาย การเสื่อมสภาพ และความตาย, ซึ่งถ้าคุณหรือคนรักใกล้ชิด ป่วยติดโรคเอดส์ ย่อมแน่นอนว่าปฏิกิริยาหลังจากรับชมหนังเรื่องนี้ ต้องทำให้คุณคิดรู้สึกไปตามนั้นแน่

“If you, or your lover, has AIDS, you watch that film and of course you’ll see AIDS in it, but you don’t have to have that experience to respond emotionally to the movie and I think that’s really its power; This is not to say that AIDS didn’t have an incredible impact on everyone and of course after a certain point people were seeing AIDS stories everywhere so I don’t take any offense that people see that in my movie. For me, though, there was something about The Fly story that was much more universal to me: aging and death—something all of us have to deal with.”

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการนำเสนอปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้าง หญิงสาวต่อชายหนุ่มคนรักที่เปลี่ยนไป จากโคตรหล่อเหลา กลายมาเป็นสัตว์ประหลาดอัปลักษณ์ ในใจของเธอยังคงรักมากอยู่หรือเปล่า หรือมีความต่อต้านขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งสิ่งน่าหวาดกลัวที่สุดคือการติดต่อ มันรุนแรงถึงขนาดเก็บเอาไปฝัน มโนขึ้นมาด้วยซ้ำว่าตั้งท้องมีลูก (ในบทหนังเห็นว่ามีความก้ำกึ่งอยู่มากว่า ท้องจริง/ท้องหลอก คือสามารถมองได้ทั้งสองอย่าง)

ถ้าเรามองไอ้แมลงวันแทนด้วยสัญลักษณ์ของเอดส์ มีแนวโน้มสูงมากว่าหญิงสาวต้องติดโรคมาแน่ แต่ถ้ามองเป็นโรคทั่วๆไปที่อาจไม่ติดต่อ เด็กในครรภ์อาจไม่ได้รับผลกระทบอะไร นี่แสดงว่าสิ่งที่เธอรังเกียจจริงๆไม่ใช่ลูกในท้อง แต่เป็นแฟนหนุ่มพ่อของเด็ก รับไม่ได้กับสภาพที่เกิดขึ้นกับเขา กลัวว่าลูกออกมาจะไม่กลายเป็นมนุษย์

ความรักของมนุษย์มักเกิดขึ้นจาก ความพึงพอใจทางกายเป็นสำคัญ แต่เฉพาะคนที่เข้าใจความรักโดยแท้ จะรู้ว่ามันคือความพึงพอใจทางใจ ที่ต่อให้รูปกายเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด ก็หาไม่ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย, นางเอกของหนังเรื่องนี้ เห็นชัดว่าเธอเป็นคนมีความต้องการความรักทางกายมากกว่าทางใจ ดูอย่างอดีตสามี/แฟนหนุ่ม ที่มักมากในกาม ต่อต้านสุดขุด แต่ยังคงเปิดประตูต้อนรับ (แม้ปากจะอ้างทำเป็นไม่รับก็เถอะ) ขณะเดียวกันกับ Brundle เมื่อร่างกายมีความอัปลักษณ์เปลี่ยนแปลง เธอก็ดีแต่พูดว่ายังรัก แต่กลับแสดงความรังเกียจต่อต้านออกมาทั้งกายใจ รับไม่ได้โดยสิ้นเชิง คนทั่วไปอาจสงสารตัวละครนี้ แต่ผมไม่เลยนะ เธอแสดงความอัปลักษณ์ของตัวเองออกมาได้น่ารังเกียจกว่าไอ้แมลงวันเสียอีก

ลองถามใจคุณเองดูนะครับ ถ้าพบว่าคนรัก หรือพ่อ-แม่ ลูกหลานของเรา ป่วยเป็นโรคเรื้อนติดต่อร้ายแรง มะเร็ง เอดส์ระยะสุดท้าย คุณยังกล้าที่จะสัมผัสแตะต้อง พูดคุยพบหน้า สื่อสารสนทนากับเขาอยู่หรือเปล่า คงรักและอุทิศตัวเสียสละให้ ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้รับประโยชน์ใดๆตอบแทน มีแต่ความเจ็บชอกช้ำทรมานใจ อาจถูกสังคมรอบข้างต่อต้านปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ, นี่ถือเป็นบทพิสูจน์คุณค่าความเป็นคน ว่าจะเป็นผู้มีมโนธรรม คุณธรรมประจำใจมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้ารับไม่ได้ก็คือรับไม่ได้อย่าฝืนตัวเองนะครับ ของแบบนี้ไม่เข้าใครออกใคร เพราะผมเคยพบเจอเรื่องราวลักษณะญาติป่วยคล้ายๆแบบนี้มา เลยรู้จิตตัวเองว่ายังพอรับไหว แต่ถ้าเลี่ยงได้ก็ไม่อยากพบเจอเท่าไหร่ นั่งสมาธิทำใจ ‘อนิจฺจา วต สงฺขารา’ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง

ด้วยทุนสร้าง $9-15 ล้านเหรียญ หนังทำเงินในอเมริกา $40.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $60.6 ล้านเหรียญ (เป็นหนังทำเงินสูงสุดของ Cronenberg จนถึงปัจจุบัน) เข้าชิงและคว้า Oscar 1 สาขา Best MakeUp

เห็นว่า Cronenberg มีความพยายามสร้างภาคต่อหนังเรื่องนี้ แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเกิดขึ้นเสียที จนผู้กำกับ Chris Walas ได้สร้าง The Fly II (1989) แต่เสียงตอบรับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน, กระนั้น Cronenberg ก็ยังมีความดื้อด้าน เขียนบทภาคต่อไว้เรียบร้อยแล้ว แต่สตูดิโอ Fox กลับรั้งรีรอ ลังเลใจ ไม่คิดว่าคงจะมีใครอยากดูหนังแนวนี้อีกแล้วในปัจจุบัน

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ เพราะใจความแฝงที่ผมบอกไป คิดได้ช่วงประมาณสักกลางเรื่องเมื่อเห็นวิวัฒนการของตัวละคร นี่มันสื่อถึงระยะเอดส์ มะเร็งหรือเปล่า มาค้นหาข้อมูลดูก็พบว่าไม่ผิดเลย แต่ผมก็ไม่ได้คลั่งอะไรหนังมากนะครับ เพราะความน่ารังเกียจขยะแขยงของไอ้แมลงวันตัวนี้ มันท้าทายแนวคิดมากกว่าปฏิกิริยาที่แสดงออกมา

แนะนำกับคอหนังแนว Body Horror สัตว์ประหลด สยดสยอง หลอนๆขยะแขยงจำติดตา, คอหนังไซไฟ ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ค้นหาแนวคิด, แฟนๆผู้กำกับ David Cronenberg นักแสดง Jeff Goldblum, Geena Davis และเพลงประกอบอลังๆของ Howard Shore

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิตแพทย์ หมอ สังเกตจิตวิทยา ปฏิกิริยาการแสดงออกของตัวละคร มองสะท้อนอะไรได้หลายๆอย่าง

จัดเรต 18+ อย่าเอาความหลอนๆ ขยะแขยงนี้ไปสร้างภาพติดตาให้กับเด็กๆเป็นอันขาด

TAGLINE | “The Fly ไอ้แมลงวันตัวนี้คือภาพหลอนติดตา แต่แนวคิดท้าปฏิกิริยาติดใจ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of