The Goddess (1934)

The Goddess

The Goddess (1934) Chinese : Wu Yonggang ♥♥♥♥

ภาษาจีน 神女, Shénnǚ แปลความหมายได้ทั้ง เทพธิดาและโสเภณี, เรื่องราวของแม่ผู้เสียสละทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูก ขายเรือนร่างนำเงินมาเลี้ยงดูแลส่งเสียให้มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือ อดทนต่อคำดูถูกเหยียดหยามนินทา จนในชีวิตจริงของนักแสดงนำ Ruan Lingyu เขียนจดหมายทิ้งท้ายลาตาย ‘gossip is a fearful thing’

The Goddess เป็นหนังเงียบสัญชาติจีน ได้รับการยกย่องมีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุด (ของจีน) แม้จะยังห่างชั้นอยู่มากเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปและอเมริกา แต่ถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ที่หลงเหลืออยู่ ถ้ามีโอกาสก็ควรหามารับชมดู (ใน Youtube มีนะครับ)

เป็นความน่าอัศจรรย์ใจมากทีเดียวที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถรอดผ่านพ้นช่วง Culture Revolution (1966 – 1976) ทศวรรษมืดมิดสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งทำลายทุกสิ่งอย่างที่คืออดีตของเก่า (เหมือน The Last Jedi พยายามลบเลือนอดีตของทั้ง 7 ภาค Star Wars ก่อนหน้า) หนังดีๆหลายร้อยพันเรื่องสูญหายไปชั่วนิรันดร์ แต่ The Goddess ไม่รู้เพราะอะไรถึงได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ (แต่สุสานของ Ruan Lingyu ถูกทำลายย่อยยับเยิน)

ก่อนจะไปเริ่มต้นที่ตัวหนัง ขอเล่าถึงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของประเทศจีนสักนิดก่อนแล้วกัน
– ครั้งแรกของภาพยนตร์ที่มาถึงกรุง Shanghai คือปี 1896 ไม่มีระบุว่าโดยใครหรือเรื่องอะไร
– ภาพยนตร์สัญชาติจีนเรื่องแรกชื่อว่า The Battle of Dingjunshan (1905) แต่เป็นบันทึกการแสดงงิ้ว ที่ดัดแปลงจากตอนหนึ่งของวรรณกรรมสามก๊ก
– ส่วนใหญ่ในทศวรรษนั้น จะเป็นการนำเข้าภาพยนตร์เข้าฉายจากต่างประเทศ สำหรับเรื่องที่ถือเป็น Original Story (Fictional Film) เรื่องแรกคือ The Difficult Couple (1913)
– ภาพยนตร์เรื่องเก่าแก่สุดที่หลงเหลือถึงปัจจุบันคือ Laborer’s Love (1922)
– หนังพูดเรื่องแรก Sing-Song Girl Red Peony (1931) แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะประเทศจีนมีความหลากหลายด้านภาษาอย่างมาก ทำให้กว่าจะเริ่มได้รับความนิยมจริงๆก็ปี 1936 ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋ง ได้เลือก Mandarin ประกาศเป็นภาษากลางสำหรับภาพยนตร์ (ตอนนั้นยึดครองกรุง Shanghai อยู่)
– ซึ่งทศวรรษ 30s ถูกเรียกว่ายุคทอง ‘Golden Period’ แห่งวงการภาพยนตร์จีน เพราะเป็นช่วงที่ Leftist Cinematic Movement** ได้รับความนิยมอย่างสูงสุด
– ทศวรรษนั้นมีสามสตูดิโอใหญ่ Mingxing (แปลว่า Star), Lianhua (แปลว่า United China), ของ Shaw Brother ชื่อ Tianyi (แปลว่า Unique)

เกร็ด: Leftist Cinematic Movement ว่าไปก็คล้ายพวก French Impressionist, German Expressionist, Poetic Realism, Italian Neorealist, French New Wave ฯ คือกระแสภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งในประเทศจีนจะมีลักษณะสะท้อนปัญหาสังคมในช่วงทศวรรษนั้น เน้นปลูกฝังค่านิยมยุคสมัยใหม่ ชาย-หญิง มีความเสมอภาค ได้รับโอกาสเท่าเทียม

Wu Yonggang (1907 – 1982) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติจีน เกิดที่ Shanghai เริ่มต้นจากเป็นนักออกแบบฉาก/เครื่องแต่งกายที่ Dazhonghua Baihe ได้รับการชักชวนจาก Shi Dongshan ให้เข้าร่วมสตูดิโอใหม่ Lianhua Film Company เลื่อนขั้นมาเป็นผู้กำกับ สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิดโด่งดังสุด The Goddess (1934), ตามด้วย Little Angel (1935), The Desert Island (1936) ฯ

Yonggang ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้กำกับขวาจัด (Leftist) ทรงอิทธิพลสุดของจีนในยุคก่อนการมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะก่อนหน้านี้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับ China Film Cultural Society มีทัศนคติสร้างภาพยนตร์เพื่อปลูกฝังแนวคิดคำสอนของแนวคิด Marxist ที่เกี่ยวกับความเสมอภาคเท่าเทียมกันของมนุษย์

สำหรับ The Goddess ในบันทึกของ Yonggang ความตั้งใจแรกขณะการเขียนบท ต้องการนำเสนอเรื่องราวชีวิตการทำงานจริงๆของโสเภณี แต่ด้วยสถานะข้อจำกัดทางสังคมยุคสมัยนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน เลยเปลี่ยนความสนใจพุ่งเป้าความเป็นแม่ของหญิงสาวที่ต้องทำงานขายตัวแลกเงิน สร้างตัวร้ายเป็นคนเสเพลนักพนันพึ่งพาอะไรไม่ได้ และความยุติธรรมคือครูใหญ่สอนหนังสือผู้มีสติปัญญาและจิตสำนึกมโนธรรม

เรื่องราวของหญิงสาวไร้นาม (รับบทโดย Ruan Lingyu) ทำงานเป็นโสเภณีเพื่อเลี้ยงตนเองและทารกน้อย Shuiping ค่ำคืนหนึ่งถูกตำรวจไล่ติดตาม หนีมาหลบอยู่ที่ห้องของ Zhang (รับบทโดย Zhang Zhizhi) ชายร่างใหญ่ที่วันๆเอาแต่เล่นพนันไม่รู้จักหาเงิน ซึ่งหลังจากยอมค้างคืนนั้นก็แอบตามติดกลับไปถึงที่ห้องเช่า บีบบังคับให้ต้องแต่งงาน แล้วนำเงินที่เธอหาได้ในแต่ละวันไปใช้เล่นการพนัน จนวันหนึ่งอดรนทนต่อไปไม่ได้แล้ว หญิงสาวพาลูกของตนย้ายหนี แต่ไม่นานก็ถูกติดตามจนพบ ใช้ทารกน้อยเป็นตัวประกัน เลยต้องยินยอมสยบอยู่ภายใต้

เวลาผ่านไป Shuiping เติบโตขึ้น แม่ตัดสินใจส่งเข้าโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อไม่ให้ถูกเด็กๆเพื่อนบ้านกลั่นแกล้งดูถูกเหยียดหยาม แต่ก็ไม่วายถูกบรรดาผู้ปกครองซุบซิบนินทาต่อว่าโรงเรียน รับเด็กชั้นต่ำเข้ามาให้การศึกษาได้อย่างไร จนครูใหญ่ร้อนตัวต้องไปเยี่ยมหาถึงที่บ้าน ขณะเดียวกันความก้าวร้าวของ Zhang ก็ทวีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้หญิงสาวจะหาสถานที่ซุกซ่อนเงินได้ใหม่ แต่ไม่วายถูกค้นพบแล้วนำไปใช้เล่นการพนันหมดตัว สถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุดทำให้เธอตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่างไร้สติ มาคิดได้ทุกอย่างก็สายไปแล้ว

นำแสดงโดย Ruan Lingyu หรือ Ruan Fenggen (1910 – 1935) นักแสดงหญิงยุคหนังเงียบ เจ้าของฉายา ‘Greta Grabo แห่งวงการหนังจีน’ เกิดที่ Shanghai ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เล็ก แม่ทำงานเป็นคนรับใช้ พออายุ 16 ปี เซ็นสัญญากับ Mingxing Film Company แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก A Married Couple in Name Only (1926), เริ่มประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงจาก Spring Dream of an Old Capital (1930), ค้างฟ้ากับ Love and Duty (1931), Three Modern Women (1932), Little Toys (1933), The Goddness (1934), New Women (1934) และผลงานสุดท้าย National Customs (1935)

ก่อนเข้าวงการ Ruan พบเจอแต่งงานกับ Zhang Damin หนึ่งในนายจ้างที่แม่ไปทำงานเป็นคนใช้ ก็ไม่รู้รักจริงหรือมองเธอเป็นเพียงแค่สิ่งของตนเอง วันๆใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอาศัยอยู่ด้วยเงินเดือนของหญิงสาว ติดหนี้การพนันอย่างหนัก จนกระทั่ง Ruan ทนไม่ได้หนีไปอยู่กับคนรักใหม่ ด้วยความไม่พอใจที่สูญเสียแหล่งเงินรายได้ ตัดสินใจฟ้องศาลเป็นเรื่องราวใหญ่โต หน้าหนังสือพิมพ์ตีข่าวขุดคุ้ยกันให้วุ่น ด้วยความเครียดกดดันอย่างหนักทำให้ เธอตัดสินใจกินยาเกินขนาดฆ่าตัวตาย ขณะอายุเพียง 24 ปี พร้อมโน๊ตเล็กๆที่เขียนว่า ‘gossip is a fearful thing’

พิธีศพของ Lingyu ว่ากันว่ามีแฟนๆออกมาไว้อาลัยอย่างล้นหลามกว่า 300,000 คน บนถนนกรุง Shanghai ระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร และมีหญิงสาวสามคนตัดสินใจฆ่าตัวตายระหว่างกาย, เรื่องราวชีวิตของเธอได้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง Center Stage (1991) นำแสดงโดย Maggie Chen

อ่านเรื่องย่อหนังและชีวประวัติของ Ruan Lingyu รู้สึกเลยว่า ‘ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย’ เหตุผลนี้กระมังเลยทำให้สามารถแสดงออกมาได้อย่างสมจริงทรงพลัง ด้วยความเป็นธรรมชาติของตนเอง (ไม่เว่อวังอลังการแบบนักแสดงหนังเงียบของ German Expressionist) เด่นมากคือภาษากาย ชอบบิดม้วนกำมือเวลามีความทุกข์ทรมานอัดอั้นตันใจ และการโฟกัสที่ใบหน้ามีลักษณะต่างกัน สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกภายในของตัวละครออกมา (มีมุมกล้องแตกต่างกันด้วยนะ)

เกร็ด: ก่อนหน้าแสดงหนังเรื่องนี้ Ruan Lingyu ถือเป็น Superstar อันดับ 2 ของจีนเมื่อปี 1933 (รองจาก Hu Die) แต่พอหนังเรื่องนี้ออกฉาย และมีข่าวฉาวโฉ่ออกมา ก็ได้ขึ้นที่หนึ่งกลายเป็นราชินีแห่งวงการภาพยนตร์โดยทันที

สำหรับนักแสดงคนอื่น ผมหารายละเอียดไม่ได้เท่าไหร่ แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าเลือกจากรูปลักษณะภายนอกสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในออกมา
– Zhang Zhizhi ในบท Zhang หรือ The Boss เป็นคนท้วมร่างใหญ่เทอะทะ ดูเหมือนยักษ์(ใจร้าย) แถมชอบวางมาดกร่างเหมือนนักเลง
– Tian Jian ในบทครูใหญ่ เป็นชายสูงวัยไว้หนวดใส่แว่น ดูทรงภูมิเหมือนคนเฉลียวฉลาด เดินอย่างเชื่องช้าแต่มีความมั่นคงในทุกฝีก้าว

ถ่ายภาพโดย Hong Weilie ขาประจำของผู้กำกับ Leftist Cinema ผลงานเด่นๆ อาทิ The Goddess (1934), National Customs (1935), Little Angel (1935) ฯ

สิ่งโดดเด่นมากๆของการถ่ายภาพ คือช็อต Close-Up ใบหน้าของหญิงสาว มันจะมี 2 ขณะที่แตกต่างกัน สะท้อนถึงสองตัวตนของเธอ 1) Goddess 2) โสเภณี ซึ่งฉากที่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างเห็นภาพคือตอนติดคุกช่วงท้าย

ช็อตแรกนี้คือขณะเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดโกรธ ใบหน้าของหญิงสาวภาพมีความคมชัดเหมือนปกติทั่วไป

แต่ขณะที่ภายในจิตใจรู้สึกเป็นสุขเอ่อล้นเพราะได้รับทราบความจริงบางอย่าง ใบหน้าของเธอจะเบลอๆอันเนื่องมาจากการ Soft Focus มีความนุ่มนวลอ่อนหวาน นี่เปรียบได้ราวกับ The Goddess

การเลือกมุมกล้อง ก็สามารถสะท้อนความหมาย อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้มากทีเดียว แต่มีอยู่ช็อตหนึ่งที่ต้องพูดกล่าวถึงเลย ถ่ายจากระหว่างขาของ The Boss เพื่อเป็นการสะท้อนว่า ‘อิสตรีเพศในสังคมประเทศจีน ยังคงตกอยู่ภายใต้การครอบงำของบุรุษเพศ’

ถือเป็นช็อตที่มีความแรงมากๆ และสื่อความหมายออกมาได้อย่างทรงพลัง

เพราะภาพยนตร์สมัยนั้นยังไม่สามารถนำเสนอ Love Scene อะไรได้ วิธีการสุดคลาสสิกจุดบุหรี่ให้กันและกัน มันคือสัญลักษณ์ของการมี Sex, ผมเคยอธิบายไว้เรื่องไหนสักแห่ง บุหรี่คือสัญลักษณ์ของลึงค์/อวัยวะเพศชาย ยื่นให้ผู้หญิงนำเข้าปาก, การจุดไฟคือเพลิงราคะเร่าร้อน, สูบเข้าไปเกิดความสุขสำราญขึ้นชั่วครู่หนึ่ง

แต่สิ่งที่ผมชอบสุดในหนัง สังเกตเห็นอยู่หลายครั้งบนศีรษะของหญิงสาว มักมีอะไรบางสิ่งอย่างที่เหมือนมงกุฎเทพธิดา (Goddess) อย่างช็อตนี้คือหลอดไฟให้แสงสว่าง มันน่าจะเป็นความจงใจมากๆเลยนะ

ขณะที่แม่กำลังยิ้มร่ากับการแสดงของลูกรักที่งานโรงเรียน แต่ผู้หญิง(แถวบ้าน)ที่นั่งข้างๆคงเกิดความริษยารับไม่ได้ กระซิบพูดคุยกับคนข้างๆถัดไป ‘รู้หรือเปล่า ยัยนี่ทำงานอะไร’ ไดเรคชั่นของฉากนี้ทำการเลื่อนกล้องไถลไปด้านข้าง ในจังหวะพร้อมเพียงกับพวกเธอหูรับฟังแล้วยื่นหน้ากระซิบบอกกับคนถัดไป

ถ้าผมจำไม่ผิด นี่คือหนึ่งใน 2-3 ครั้งของหนังเท่านั้นที่กล้องขยับเคลื่อนไหว

อีกครั้งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตเท่าไหร่ ตอนหญิงสาวทนไม่ไหวแล้วกับพฤติกรรมของ Boss ช็อตนี้ขณะที่เดินเข้าหาเตรียมฟาดหัวด้วยขวด กล้องจะเคลื่อนถอยหลังไปนิดนึงด้วยให้ดูเหมือนว่าเธอเดินเข้ามาด้วยความตั้งใจจริงของตนเอง

เทคนิคที่พบเห็น 2-3 ครั้งในหนังคือการซ้อนภาพ, ฉากจบที่หญิงสาวกำลังจินตนาการคิดถึงลูกในอนาคต แม้ภาพที่ซ้อนเข้ามาจะยังคือเด็กชายในความทรงจำของเธอ แต่มุมเงยขึ้นและตำแหน่งที่ซ้อนอยู่สูงกว่า นั่นสะท้อนถึงสักวันเขาคงเติบโตสูงใหญ่กว่าตนเองจนสามารถเป็นที่พึ่งพาในสังคมได้

ผู้ชมสมัยนั้นพอถึงช็อตนี้ อาจได้น้ำตาร่วงไหลรินพรากๆ เพราะความสงสารเห็นใจในการเสียสละของแม่ต่อลูก ขณะที่ผู้ชมปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยอินสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แน่นะ ผมยังรู้สึกสะอื้นจุกอกเล็กๆขึ้นมาเลย

หนังไม่มีเครดิตการตัดต่อ แต่คิดว่าน่าจะคือผู้กำกับ Wu Yonggang เองนะแหละ, เรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 องก์
– ตอนที่ Shuiping ยังเป็นทารกน้อย
– หลายปีถัดมา Shuiping โตพอจนสามารถเข้าโรงเรียนได้แล้ว

เรื่องราวของทั้งสององก์นี้ หลายอย่างมีความแตกต่างตรงกันข้าม แต่บางสิ่งก็ยังคงเหมือนเดิม
– นำเสนอภาพตอนแม่ไปทำงาน หนีตำรวจ พบเจอ Zhang เต็มไปด้วยความทุกข์ ชีวิตตกต่ำลงเรื่อย พยายามหนีแต่สุดท้ายไม่สำเร็จ
– ลูกชายได้ไปโรงเรียน ถูกเพื่อนๆกลั่นแกล้ง พบเจอครูใหญ่ ขณะชีวิตกำลังค่อยๆดีขึ้นกลับตกต่ำลง ตัดสินใจทำบางสิ่งอย่างกับ Zhang สุดท้ายหนีไม่รอดจากคุก

ภาษาของการเปลี่ยนภาพ (Transition) ถ้าเรื่องราวย่อยๆของหนังเริ่มต้น-จบลง จะมีการ Fade To Black เพื่อให้ผู้ชมสามารถแบ่งแยกเหตุการณ์ต่างๆออกจากกันได้, ขณะที่การ Cross-Cutting อาทิ ตอนทำงานหาลูกค้า, ออกเดินทาง, พิจารณาคดีขึ้นศาล ฯ จากภาพมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง เป็นการย่นย่อเวลา บอกว่าช่วงระยะหนึ่งได้เคลื่อนผ่านพ้นไปแล้ว

สิ่งหนึ่งน่าสนใจมากๆกับหนังเรื่องนี้ คือในทศวรรษนั้นมี archetype ลักษณะตัวละครประเภทหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสนิยมในฝั่งยุโรปและ Hollywood คือ ‘fallen woman’ มักเป็นผลงานของผู้กำกับ Josef Von Sternberg ไม่ก็ G.W. Pabst ชอบใช้บริการของ Greta Garbo, Marlene Dietrich เป็นตัวแทนเพศหญิงที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสังคม พยายามดิ้นรนเพื่อสร้างอัตลักษณ์ตัวตน บางครั้งก็ใช้เรือนร่างเข้าแลกเปลี่ยน (บางครั้งเรียกว่า ‘wounded beauty’)

The Goddess สามารถจัดพวกเข้าได้กับ fallen woman และ wounded beauty ที่หญิงสาวพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเป้าหมายบางสิ่งอย่าง ไม่ใช่ของตนเองแต่ลูกน้อยให้ได้รับ’โอกาส’เติบใหญ่ มีความ’เสมอภาค’เท่าเทียม โตขึ้นแล้วสามารถเอาตัวรอดเองได้

แล้วพ่อของลูก สามีของหญิงสาวหายตัวไปไหน ทำไมไม่พูดถึงเลย? เขาอาจหนีไปแล้วหรือเสียชีวิตฆ่าตัวตาย ก็หาใช่เรื่องสลักสำคัญให้ต้องพูดถึงครุ่นคิดวุ่นวาย แค่ผู้ชมรับรู้ว่าการไม่มีตัวตนของเขา คงเป็นปัจจัยทำให้หญิงสาวต้องลดตัวลงมาทำงานต่ำต้อย หรือไม่รู้เพราะนั่นคือลูกติดจากสิ่งที่เธอทำหรือเปล่านะ

เราควรมองปัญหาสังคมที่หนังสะท้อนออกว่า ทำไมหญิงสาวถึงต้องกลายมาเป็นโสเภณี อาชีพอื่นก็มีเยอะแยะไม่ใช่หรือ? นั่นเพราะเธอเป็นคนไม่มีความรู้ อ่านเขียนหนังสือไม่ออก ไร้ซึ่งทักษะความสามารถอื่น เหล่านี้ล้วนมาจากโอกาสของชีวิต เติบโตขึ้นในโลกทัศนคติที่ว่า ‘ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า’ ทำทุกสิ่งอย่างผู้นำครอบครัว ขณะที่เพศหญิงไม่จำเป็นต้องมีความรู้หนังสือ หรือสิทธิ์เสมอภาคเท่าเทียมประการใด แค่ทำงานบ้านได้ เดี๋ยวก็แต่งงานมีคนเลี้ยงดู เป็นที่รองรับมือเท้าก็เพียงพอแล้ว

เป้าหมายของหนังเรื่องนี้ พยายามชี้ชักนำให้ผู้ชมมองเห็นคุณค่าของโอกาสและความเสมอภาคเท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาจะทำให้เป็นผู้มีความรู้ เฉลียวฉลาด งานดีเงินเยอะ ไม่ต้องจมปลักอยู่กับสิ่งชั่วร้าย ผู้คนเลวๆ หรือสังคมชนชั้นต่ำ

ความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นของแม่ที่ระเบิดออกมาช่วงท้าย สะท้อนถึงวิกฤตทางสังคมที่(ชาวจีน)ควรต้องรีบเร่งแก้ปัญหาโดยด่วน เพราะโลกทัศนคติความเข้าใจผิดๆที่ถูกปลูกฝังกันมาเนิ่นนาน ถ้ายังขืนปล่อยไว้ต่อไปก็รังแต่จะสะสมคลุ้มมากคลั่ง สักวันพอมันปะทุออกมา โศกนาฎกรรม(แบบหนังเรื่องนี้)ก็อาจบังเกิดขึ้นได้

การตัดสินโทษที่ทำให้แม่ต้องติดคุกติดตาราง ไร้ซึ่งโอกาสได้พบเจอหน้าลูกสุดที่รักอีกต่อไป นี่ราวกับสะท้อนผลกรรมจากการเลือกทำงานเป็นโสเภณี (ถึงมันจากความผิดคดีอื่นก็เถอะ) แต่โชคยังดีเพราะครั้งหนึ่งเคยแสดงความปรารถนาอันแรงกล้า จึงมีผู้อุปการะสงเคราะห์ส่งเสียลูกรักให้ไม่ต้องเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ว่าไปนี่เหมือนเป็นการชักชวนผู้ชมให้มีทัศนคติกลายเป็นฝ่าย Leftist ถ้าคุณเลือกโหยหาความเสมอภาคเท่าเทียม สักวันโอกาสย่อมต้องมาถึง

เกร็ด: The Goddess คือหนังเรื่องโปรดของผู้กำกับ Chen Kaige ในทศวรรษ 30s

สิ่งที่โดยส่วนตัวชื่นชอบหลงใหลภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง คือการแสดงของ Ruan Lingyu เวลายิ้มอิ่มช่างมีความเอิบสุขล้น โลกทั้งใบพลันสว่างสดใสขึ้นมา แต่เมื่อไหร่หน้านิ่วคิ้วขมวดเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ก็ราวกับฟ้าดินได้ถล่มลงมา นี่ราวกับว่าเธอได้กลายเป็นเทพธิดาค้างฟ้า อมตะเหนือกาลเวลาจริงๆ

จัดเรต pg กับบรรยากาศที่ค่อนข้างตึงเครียด การนินทา อาชีพโสเภณี และทัศนคติโลกแคบของคนสมัยก่อน

TAGLINE | “The Goddess ได้ทำให้ Ruan Lingyu กลายเป็นเทพธิดาค้างฟ้า อมตะเหนือกาลเวลา”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of