The Haunting (1963)

The Haunting

The Haunting (1963) British : Robert Wise ♥♥♥♥

ผู้กำกับ Martin Scorsese ยกย่องหนังเรื่องนี้ Scariest Horror Movies Of All Time สูงถึงอันดับที่ 1, ผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Robert Wise สร้างขึ้นระหว่าง West Side Story (1961) กับ The Sound of Music (1965) บรรยากาศและความสวยงามระดับวิจิตรของบ้านผีสิงหลังนี้ จะทำให้คุณหลอนจับใจ

วันก่อนผมไปค้นเจอ 11 หนังแนว Horror ที่มีความหลอกหลอนน่าสะพรึงกลัวที่สุด จัดอันดับโดยผู้กำกับชื่อดัง Martin Scorsese ประกอบด้วย
1. The Haunting (1963) กำกับโดย Robert Wise
2. Isle of the Dead (1945) นำแสดงโดย Boris Karloff
3. The Uninvited (1944) ถ่ายภาพโดย Charles Lang ได้เข้าชิง Oscar: Best Cinematography, Black and White
4. The Entity (1981)
5. Dead Of Night (1945)
6. The Changeling (1980) นำแสดงโดย George C. Scott
7. The Shining (1980) กำกับโดย Stanley Kubrick นำแสดงโดย Jack Nicholson
8. The Exorcist (1973) กำกับโดย William Friedkin
9. Night Of The Demon (1957) กำกับโดย Jacques Tourneur
10. The Innocents (1961) นำแสดงโดย Deborah Kerr
11. Psycho (1960) กำกับโดย Alfred Hitchcock

reference: http://www.thedailybeast.com/martin-scorseses-scariest-movies-of-all-time

ถือเป็นลิสที่มีความน่าสนใจทีเดียว ดูแล้วไม่ใช่กลุ่มหนัง Horror ที่เน้นความสยดสยอง ขยะแขยง หรือสะดุ้งโหยง แต่มีการผสมผสานความงามทางศิลปะภาพยนตร์ลงไปอย่างแนบเนียน ผมคงจะไม่รีบร้อนเขียนทั้งหมดในคราเดียว แต่สักวันคงมีโอกาสได้ครบหมดแน่

The Haunting เป็นหนังที่มีความสวยงามระดับวิจิตร ตระการตา ภาพถ่ายขาว-ดำ Anamorphic Widescreen เปิดกว้างทัศนวิสัยการรับรู้ ทั้งๆที่ดำเนินเรื่องภายในบ้าน/ห้องคับแคบ แต่กลับรู้สึกยังไม่เพียงพอต่อโสตประสาทรับสัมผัส, ลวดลายพื้นหลัง รูปปั้น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเงินเครื่องทอง กระจก แสงไฟ ฯ ล้วนสร้างบรรยากาศชวนให้ขนหัวลุกพอง อกสั่นขวัญผวา และเทคนิคหนึ่งที่เหนือชั้นในการเล่าเรื่อง คือเราจะไม่เห็นวิญญาณ ภูติผีปีศาจ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ ความหวาดกลัวหลอนสะพรึงล้วนเกิดขึ้นภายในจิตใจของผู้ชมเอง

Robert Earl Wise (1914 – 2005) ผู้กำกับ นักตัดต่อสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Winchester, Indiana งานอดิเรกตั้งแต่เด็กคือรับชมภาพยนตร์ โตขึ้นตั้งใจจะเป็นนักข่าว แต่เพราะครอบครัวฐานะยากจนทำให้ไม่สามารถส่งเสียเรียนจนจบได้ ตัดสินมุ่งสู่ Hollywood เริ่มต้นจากเป็นเด็กกวาดพื้น ชงกาแฟ ส่งเอกสาร ต่อมาเป็น Sound/Music Editor ให้กับสตูดิโอ RKO เรื่อง The Gay Divorcee (1934), Top Hat (1935), The Informer (1935) ฯ กลายเป็นนักตัดต่อให้กับ The Hunchback of Notre Dame (1939), Citizen Kane (1941), The Magnificent Ambersons (1942) ฯ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Curse of the Cat People (1944) แทนที่ผู้กำกับคนเดิมคือ Gunther von Fritsch

Wise เป็นผู้กำกับที่เติบโตขึ้นในระบบสตูดิโอ ต้องถือว่าโชคดีมากๆด้วยเพราะได้เคยร่วมงานเป็นนักตัดต่อหนังของอัจฉริยะ Orson Welles ถึงสองเรื่อง นั่นทำให้เขาเรียนรู้พัฒนาตัวเองขึ้นกลายเป็นผู้กำกับยอดฝีมือ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถคว้าทั้ง Oscar: Best Picture และ Best Director ได้ถึงสองครั้งคราจาก West Side Story (1961) และ The Sound of Music (1965) ผลงานอื่นๆที่ขึ้นหิ้งระดับคลาสสิก อาทิ The Day the Earth Stood Still (1951), I Want to Live! (1958), The Sand Pebbles (1966), The Andromeda Strain (1971), Star Trek: The Motion Picture (1979) ฯ

สไตล์ภาพยนตร์ของ Wise เน้นการสื่อสารต่อติดกับผู้ชม นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวมาอย่างดีครอบคลุมทุกรายละเอียด แฝงคุณธรรมศีลธรรม และไม่ยึดติดกับแนวหนัง ขึ้นอยู่กับความสนใจของตนเองในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งถ้าทำการแยกแยะจะพบว่ามีความหลากหลายแนว อาทิ Horror, Film Noir, Western, Wars, Sci-Fi, Musical และ Drama ซึ่งก็ล้วนประสบความสำเร็จแทบทั้งหมด

ช่วงขณะ Post-Production ของ West Side Story ผู้กำกับ Wise ได้มีโอกาสอ่านนิยายเรื่อง The Haunting of Hill House (1959) ของนักเขียนหญิงสัญชาติอเมริกา Shirley Jackson เกิดความหลอนสะพรึงที่ตราติดตรึงใจอย่างมาก จึงได้ส่งต่อให้กับนักเขียน Nelson Gidding ที่เคยร่วมงานกันเรื่อง I Want to Live! (1958) เป็นผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์

“I was reading one of the very scary passages — hackles were going up and down my neck — when Nelson Gidding… burst through the door to ask me a question. I literally jumped about three feet out of my chair. I said, ‘If it can do that to me sitting and reading, it ought to be something I want to make a picture out of’.”

– Robert Wise พูดถึงการได้พบเจอนิยาย The Haunting of Hill House

ซึ่งระหว่างที่พัฒนา Treatment อยู่นั้น Gidding ได้เกิดความเข้าใจต่อนิยายว่ามีลักษณะเป็น ความผิดปกติทางจิตของตัวละคร Eleanor Vance เมื่อนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับนักเขียน Jackson เธอก็เกิดความสนใจเห็นชอบด้วย แต่ยืนกรานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในนิยายตามความตั้งใจเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติล้วนๆ, ด้วยเหตุนี้ Gidding จึงทำการผสมผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน ไม่ให้ข้อสรุปที่แน่นอน ก็แล้วแต่ว่าผู้ชมจะมองเห็นเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติล้วนๆ/หรือจิตวิเคราะห์ผู้ป่วยโรคประสาท นี่ทำให้ชื่อนิยายไม่เหมาะสมจะกลายเป็นชื่อหนังเท่าไหร่ Jackson คือคนที่แนะนำ The Haunting คำความกว้างๆ ตีความได้ทั้งบ้านที่หลอนหลอน หรือจิตใจของหญิงสาวที่ครุ่นคิดมโน เพ้อไปเอง

เกร็ด: นิยายเรื่อง The Haunting of Hill House ได้รับการยกย่องว่า ‘Best Literary Ghost Stories of 20th Century’ (นิยายเรื่องเล่าผียอดเยี่ยมสุดในศตวรรษที่ 20), เช่นกันกับนักเขียนนิยาย Horror ชื่อดัง Stephen King ยกย่องว่า ‘finest horror novels of the late 20th century.’

ในช่วงพัฒนาบทภาพยนตร์ ผู้กำกับ Wise ให้อิสระกับ Gidding ในการดัดแปลงอย่างเต็มที่ แทบไม่เข้ามายุ่งจุ้นจ้านแก้ไขอะไร นอกเสียจากติดตามความคืบหน้าของงาน พูดคุย direction ที่ตนเองต้องการ ซึ่งพอบทหนังเขียนเสร็จ Wise ก็สิ้นงาน West Side Story พอดี นำไปเสนอ United Artists แต่เพราะความล่าช้าในข้อตกลงเป็นปีๆ ทำให้ Wise กำกับสร้าง Two for the Seesaw (1962) เสร็จอีกเรื่อง เลยตัดสินใจเปลี่ยนสตูดิโอเป็น MGM ได้ทุน $1 ล้านเหรียญ ซึ่งคงไม่เพียงพอแน่ถ้าจะถ่ายทำในอเมริกา เดินทางไปประเทศอังกฤษที่พร้อมอ้าแขนรับ ลดภาษีค่าใช้จ่ายให้พร้อมแลกกับการขึ้นเครดิตว่า สร้างขึ้นที่ British Film Industry (BFI)

เกร็ด: ช่วงทศวรรษ 60s อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงขาลงจาก Great Depression, สงครามเย็น ทำให้สภาพเศรษฐกิจถดถอย ค่ายหนังในประเทศทำหนังขาดทุนติดๆกันหลายเรื่องจนแทบล้มละลาย รัฐบาลจึงออกมาตรการเข้าช่วยเหลือ ด้วยการชักจูงผู้สร้างภาพยนตร์จากทั่วยุโรปและอเมริกา ให้เข้ามาลงทุนสร้างหนังในประเทศอังกฤษ จะมีการลดภาษี ค่าแรง และค่าใช้จ่ายอื่นๆแถมให้ไม่อั้น

Dr. John Markway (รับบทโดย Richard Johnson) นักมานุษยวิทยา (anthropology) ผู้มีความต้องการค้นหา ท้าพิสูจน์เรื่องราวเหนือธรรมชาติ วางแผนทดลองกับคฤหาสถ์เก่าแก่อายุ 90 ปี Hill House สร้างโดยมหาเศรษฐี Huge Crain เพื่ออาศัยอยู่กับภรรยาของตน แต่เธอกลับได้รับอุบัติเหตุรถขับชนต้นไม้เสียชีวิต จากการมองเห็นคฤหาสถ์หลังนี้ครั้งแรก จากนั้นก็เกิดเรื่องหลอนๆ ความตาย ขึ้นอีกหลายครั้ง, Markway รวบรวมหนุ่มสาวให้มาเป็นหนูทดลอง อาศัยอยู่รวมกันในคฤหาสถ์หลังนี้ ประกอบด้วย
– Eleanor ‘Nell’ Lance (รับบทโดย Julie Harris) หญิงสาวอายุ 32 ปี สถานะโสด ไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ สถานะเหมือนนกในกรง เพราะวันๆเคยเอาแต่ดูแลแม่ที่เจ็บป่วย พอไม่หลงเหลือใคร ก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกได้ กลายเป็นคนเหม่อลอย ซุ่มซ่าม เพ้อฝัน ผู้ชมจะได้ยินเสียงเธอพูดกับตนเองตลอดเวลา
– Theodora ‘Theo’ (รับบทโดย Claire Bloom) หญิงสาวที่มีความสวยสง่า เยือกเย็น เป็นตัวของตัวเอง ความมั่นใจสูง แต่บางขณะก็แสดงความหวาดหวั่นกลัวเหมือนเด็ก เรียกความสัมพันธ์กับ Nell ว่าพี่น้อง ทั้งๆที่ตัวเองแต่งงานแล้วแต่ไม่เคยพูดออกมาว่ากับชายหรือหญิง ทำให้สามารถมองตัวละครนี้ได้ว่าเป็น เลสเบี้ยน
– Luke Sanderson (รับบทโดย Russ Tamblyn) ชายหนุ่มผู้เป็นหลาน/ทายาทเจ้าของคฤหาสถ์หลังนี้ ไม่ได้มีสัมผัสพิเศษใดๆ หรือความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ แค่มีความอยากรู้อยากเห็น ต้องการค้นหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะในอนาคตต่อไปตัวเขาจะเป็นผู้รับมรดกตกทอดมาถึง

พวกเขาทั้งสี่อาศัยอยู่ร่วมกันในคฤหาสถ์หลังนี้ พบเจอกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่หาคำอธิบายไม่ได้มากมาย แต่เหมือนว่ามันจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่างแอบซ่อนแฝงอยู่ด้วย

Richard Keith Johnson (1927 – 2015) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Upminster, Essex โตขึ้นเข้าเรียนที่ Royal Academy of Dramatic Art จบมาเป็นนักแสดงละครเวที ช่วงหลังสงครามโลกสมัครเป็นทหารเรือ แสดงหนังเรื่องแรก Captain Horatio Hornblower (1951)

รับบท Dr. John Markway ชายผู้มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ มีความคิดเป็นเอกเทศ ยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์ ต้องการใช้ข้อพิสูจน์การมีตัวตนของเรื่องเหนือธรรมชาติ เพื่อแสดงการมีตัวตนของตนเอง (ให้ได้รับการยอมรับจากครอบครัว) โดยเขามีความเชื่อ/ทฤษฎีหนึ่งที่ว่า ‘ถ้าวิญญาณทั้งหลายมีต้นกำเนิดมาจากมนุษย์ มันจะทำให้พื้นฐานธรรมชาติ ความคิดเข้าใจของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก’

“You see, if ghosts, which are pure spirit, come from man … then perhaps it’s possible someday to have individuals whose spiritual caliber far surpasses anything humanity has yet known.

Human nature could certainly stand some improvements.”

การแสดงของ Johnson รับบทตัวละครนี้ได้อย่างเข็มแข็ง หนักแน่น คมคาย ไม่วอกแวก แสดงออกซึ่งความเป็นลูกผู้ชาย แมนๆ แต่เหมือนว่าในใจของเขามีความต้องการบางอย่างแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ด้วย, ระหว่างที่ตัวละครนี้อยู่ในคฤหาสถ์ ไม่เคยพูดบอกว่าแต่งงานแล้ว นี่เป็นการปกปิดสถานภาพของตนเอง ตอนที่ภรรยาปรากฎเซอร์ไพรส์ขึ้นกลางเรื่อง ปฏิกิริยาของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย เบื่อหน่ายรำคาญ ผิดกับเมื่ออยู่สองต่อสองกับนางเอก Eleanor มีการเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือ โน้มน้าวชักจูงพรอดคำหวาน ฯ ลึกๆแล้วคงแอบหวังต้องการเป็นชู้รักกับหญิงสาวอยู่แน่

Johnson เคยให้สัมภาษณ์พูดถึงผู้กำกับ Wise บอกว่าเป็นการร่วมงานที่สุดมหัศจรรย์ โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องการแสดง อาทิ อย่าให้สายตาวอกแวก, จังหวะนี้ห้ามกระพริบตา, ขยับแบบนี้ฝืนเกินไป ฯ ทำให้การแสดงของเขามีความสมจริง เป็นธรรมชาติมากขึ้น

Julia Ann ‘Julie’ Harris (1925 – 2013) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เจ้าของสถิติเข้าชิง 10 รางวัล Tony Award (คว้ามา 5 ครั้ง **เคยเป็นเจ้าของสถิติแต่ถูกทำลายไปแล้ว), 3 รางวัล Emmy และ Grammy แต่ไม่เคยคว้า Oscar สักครั้ง

เกิดที่ Grosse Pointe, Michigan โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงที่ Perry-Mansfield Performing Arts School & Camp ใน Colorado มีอาจารย์ Charlotte Perry ที่ต่อมาแนะนำให้เธอเข้าเรียน Yale School of Drama, เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก The Member of the Wedding (1952) ที่ทำให้ได้เข้าชิง Oscar: Best Actress ครั้งแรกและครั้งเดียว ตามมาด้วย East of Eden (1955) ประกบ James Dean

รับบท Eleanor ‘Nell’ Lance ความต้องการที่จะเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง มีเป็นของตัวเอง ไม่ต้องการพึ่งพาผู้อื่น ทำให้เธอตัดสินใจขโมยรถ(ของตัวเอง) ขับตรงดิ่งมาที่ Hill House ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่ากำลังจะได้พบเจออะไร แต่คิดตั้งมั่นเด็ดเดี่ยวนี่แหละบ้านใหม่ของฉัน ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ขอหวนกลับคืนออกไปจากคฤหาสถ์หลังนี้อย่างเด็ดขาด

แต่การจะอาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หลังนี้นั้นไม่ง่าย ยามค่ำคืนมักจะมีบางสิ่งอย่างพยายามก่อกวนสร้างความไม่สงบ จิตใจหนึ่งของหญิงสาวพยายามจะบอกว่า กลับเถอะ เพ่นหนีไปซะ อย่างทนอยู่เลยสถานที่แห่งนี้ มันไม่ใช่ที่ของเธอ แต่อีกใจหนึ่งปฏิเสธเสียงขันแข็ง ไม่มีวัน ฉันจะต้องอยู่ให้ได้ กลับไปก็ไม่มีใคร, สองความคิดขัดแย้งในใจลุกลามถึงขั้นบานปลาย สองมือซ้ายขวาขยับพวงมาลัยคนละทิศทาง ดึงดันกันจน…

ผมคิดว่าตัวละครนี้เป็น Bi-Sexual/Multi-Sexual คือเอาได้หมดทั้งชายหญิง, กับ Dr. Markway ออกนอกหน้าค่อนข้างชัด แต่กับ Theo ต้องสังเกตเอาหน่อยก็จะพอมองออกพบเห็นได้, เช่นกันกับคฤหาสถ์หลังนี้ ก็ถือเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

ในการรับบทตัวละครนี้ Harris พยายามที่จะปลีกตัว รักษาระยะห่างกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่ใช่ว่าเป็นคนหยิ่งยโสโอหังประการใด ซึ่งภายหลังได้อธิบายบอกกับ Claire Bloom มอบของขวัญขอโทษ แล้วพูดเล่าถึงวิธีการเข้าถึงตัวละครของตน ต้องการสร้างสถานการณ์ให้กับตนเองอย่างสมจริง … วิธีการสวมบทบาทตัวละครทั้งในและนอกจอมีนักแสดงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ อาทิ Daniel Day-Lewis ฯ ก็ว่าอยู่ ชื่อของเธอไม่คุ้นหูผมเท่าไหร่ แต่ได้เข้าชิง 10 รางวัล Tony Award ต้องไม่ธรรมดาจริงๆ

Patricia Claire Blume (เกิดปี 1931) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Finchley, London, โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงที่ Guildhall School ภายใต้ Eileen Thorndike ตามด้วย Central School of Speech and Drama เริ่มต้นจากมีผลงานละครเวที ได้รับการค้นพบโดย Charlie Chaplin เรื่อง Limelight (1952)

รับบท Theodora ‘Theo’ เลสเบี้ยนสาวที่มีความชื่นชอบ ตกหลุมรักแรกพบกับ Eleanor ภายนอกมีความเข้มแข็งแกร่งเยือกเย็น แต่ภายในกลับอ่อนแอ ขี้ตระหนกตกใจง่าย, คำพูดของเธอมีความสองแง่สองง่ามอยู่ตลอด อาทิ
– Eleanor: “We are going to be great friends Theo!”, Theo: “Like sisters?” (พี่น้องท้องติดกัน?)
– Eleanor: “I’d like to drink to just us… good companions.”, Theo: “Excellent! … To my new companion!” (แด่…คู่ขาคนใหม่)
– Theo: “If you feel in the least bit nervous, just run right into my room.”
– Theo: “Don’t get all hung up, Nell. We’ll have fun … like sisters!”

Bloom เป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่ายมากในกองถ่าย (ตรงข้ามกับตัวละครโดยสิ้นเชิง) และดูเหมือนเธอจะเข้าใจเบื้องลึกตัวละครนี้อย่างดี ทำให้มีการเล่นหูเล่นตา เล่นคำพูดหยอกล้อกับ Harris ได้เป็นอย่างดี เป็นเคมีที่แอบซ่อนเร้นอยู่ภายในทั้งสองอย่างลึกล้ำ

เกร็ด: Hays Code สมัยนั้น เข้มงวดต่อการนำเสนอเลสเบี้ยนมากๆ ถึงขนาดไม่อนุญาตให้ตัวละคร Theo สัมผัสแตะเนื้อต้องตัว Eleanor ก็ลองไปสังเกตดูกันเอาเองนะครับ ว่ามีฉากไหนหรือเปล่า

Russell Irving Tamblyn (เกิดปี 1934) นักแสดง นักเต้นสัญชาติอเมริกัน ที่เคยร่วมงานกับ Wise ก่อนหน้านี้ West Side Story รับบทเป็น Riff ผู้นำของ Jets Gang ผลงานเด่นอื่นๆอาทิ Seven Brides For Seven Brothers (1954), Peyton Place (1957) [เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor], The War of the Gargantuas (1966) ฯ

รับบท Luke Sanderson ชายหนุ่มที่เติบโตขึ้นมาด้วยความสะดวกสบาย ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย ไร้สาระ ไม่เอาใจใส่อะไร เพราะความที่คงไม่เคยพบความยากลำบากในชีวิต เลยไม่เข้าใจความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อยของผู้อื่น

เหมือนว่า Tamblyn มักได้รับบทตัวละครลักษณะคล้ายๆกันนี้ (ไม่รู้เป็น typecast) เลยหรือเปล่า วัยรุ่นผู้ไม่ประสีประสาหรือสนใจสาระของโลก ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยให้กลายเป็นภาระของสังคม แต่อย่างน้อยคำพูดประโยคสุดท้ายของตัวละครนี้ ก็ยังมีความตระหนักระลึกขึ้นมาได้

“It ought to be burned down and the ground sowed with salt.”

ถ่ายภาพโดย Davis Boulton ตากล้องสัญชาติอังกฤษ, เป็นความต้องการของผู้กำกับ Wise ถ่ายภาพด้วยฟีล์มขาว-ดำ (เพื่อเล่นกับความเข้ม แสง/เงาได้) ในระบบ Anamorphic Widescreen (2.35:1) ซึ่งมีขนาดยาวมากๆแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ ต้องการใช้เลนส์ Wide เพิ่มทัศนวิสัยเข้าไปอีก ซึ่งขณะนั้น Panavision กำลังอยู่ในช่วงการทดลองสร้างเลนส์ขนาด 30mm แต่ผลลัพท์ยังไม่น่าพึงพอใจเพราะความบิดเบี้ยวไม่สมจริง (distorted) พอ Wise ได้ยินเช่นนี้ถึงกับหัวเราะยิ้มร่า บอกเลยว่า นี่แหละที่ฉันกำลังต้องการ เข้ากับหนังเรื่องใหม่นี้เป็นที่สุด

ฉากภายนอกถ่ายทำที่ Ettington Park, Warwickshire คฤหาสถ์ของตระกูล Shirley, Derbyshire สร้างด้วยสถาปัตยกรรม Neo Gothic ช่วงประมาณ 1858-62, เห็นว่าปัจจุบันได้แปรสภาพ กลายเป็นโรงแรมไปแล้ว

ภาพแรก Opening Credit ของหนัง Hill House ใช้การถ่ายภาพตอนกลางคืนด้วย Infrared Film ทำให้เห็นเป็นเงาดำทะมึนของคฤหาสถ์หลังนี้ เป็นการบ่งบอกถึงอดีตอันมืดมิดของคฤหาสถ์หลังนี้ เต็มไปด้วยความชั่วร้าย

ขณะที่ Eleanor ขับรถเข้ามาใน Hill House ช็อต Close-Up ในดวงตาจะมีแสงไฟ 2 ดวง ราวกับคฤหาสถ์หลังนี้กำลังจ้องมองเธออยู่

สำหรับฉากภายใน ถ่ายทำที่สตูดิโอ MGM-British Studios เมือง Borehamwood, Hertfordshire ออกแบบฉากโดย Elliot Scott ตกแต่งให้มีลักษณะ Rococo Style เพดาน/ฝาผนังมีลวดลายวิจิตรตระการตา รูปปั้น ภาพวาด ผนังไปด้วยกระจก เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเงิน โต๊ะเก้าอี้สะท้อนแสงได้ และประตูทำ Special Effect บางอย่างไว้ (แต่เห็นว่า ตอนประตูเปิดปิดเอว ใช้คนยืนผลักหลังฉากนะครับ ไม่ได้มีเทคนิคอะไร)

เกร็ด: Rococo หรือ Late Baroque เป็นสไตล์หนึ่งของการออกแบบ ได้รับความนิยมอย่างสูงช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ของประเทศฝรั่งเศส สถานที่เด่นๆก็อย่าง Palace of Versailles

ฉากที่ Eleanor เดินเข้าไปในคฤหาสถ์ Hill House ครั้งแรก กล้องทำการแพนไปโดยรอบ นำมาเรียงต่อกันได้ภาพ Panorama สวยงามทีเดียว

มาถึงในห้องนอนของหญิงสาว กล้องจะเคลื่อนไหวมาถึงมุมนี้ พื้นหลังให้สัมผัสเหมือนกำลังจะดูดกลืนกินเธอเข้าไปให้เป็นส่วนหนึ่ง (ข้างหลังจริงๆ นั่นคือลายผ้าเหนือเตียงนอน)

ต้องชมเลยว่า งานภาพของหนังมีความหลากหลายค่อนข้างมาก พยายามทำให้กล้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา (หรือไม่ก็ตัวละครที่เคลื่อนไหว) มีการแพนกล้อง, Tracking Shot, ซ้อนภาพ, Split-Screen, มุมกล้องแปลกๆ ก้ม-เงย, Dutch Angle, แนวดิ่ง 180 องศา ฯ เหล่านี้เพื่อสร้างความรู้สึกให้เหมือนว่า ‘คฤหาสถ์หลังนี้มีชีวิต’

กระจกมีอยู่มากมายเต็มไปหมดในทุกๆห้อง แต่ช็อตที่เจ๋งๆคือการรวม 4-5 ตัวละครในภาพเดียว และบางคนเห็นเป็นภาพสะท้อนอยู่ในกระจก

บอกตามตรงผมไม่แน่ใจช็อตนี้เท่าไหร่ ว่าใช้การ Split-Screen หรือใช้เลนส์ Split-focus Diopter เพราะมันมีภาพเบลอๆตรงชายเสื้อของ Eleanor ซึ่งช็อตถัดจากนี้ก็มีความพิศวงมาก ว่าภาพฝั่งขวาที่เห็นมันอยู่ด้านหลังของหญิงสาวหรือเปล่า

มีคำเรียกช็อตนี้ว่า Morphing จากเด็ก->ผู้ใหญ่->คนแก่ เทคนิคที่ใช้คือการค่อยๆเฟดภาพเฉพาะตำแหน่ง แต่ผลลัพท์ที่ออกมาผมว่ามันหลอนๆยังไงชอบกลนะ

ประตูมันเคลื่อนไหวได้นะครับ ออกแบบลวดลายคล้ายกับใบหน้ามนุษย์ ด้านบนเห็นเหมือนลูกตานูนออกมา

หุ่น รูปปั้นทั้งหลายในหนังก็เหมือนว่าจะมีชีวิตเช่นกัน ในนิยายเห็นว่าจะออกมาเป็นฝูงปีศาจเลยละ แต่หนังจงใจที่จะไม่นำเสนอให้เราเห็นภาพเคลื่อนไหวใดๆทั้งนั้น เว้นแต่…

วิ่งมาสะดุ้งตกใจกับรูปปั้นที่เหมือนปีศาจ

Eleanor ไม่สามารถเปิดประตูได้ กล้องจะเอนเอียงมาที่รูปปั้นช็อตนี้ เหมือนว่ากำลังโน้มตัวยื่นหน้ามาที่เธอ

หรือขณะที่หญิงสาวถูกลมพัดปลิว หมุนม้วนกับผ้าม่านบางๆ นี่น่าจะฝีมือของเจ้ารูปปั้นปีศาจนกที่อยู่ด้านซ้ายมือแน่ๆ

เหล่านี้เป็นการสร้างความคลุมเคลือให้กับหนัง ระหว่างเรื่องราวเหนือธรรมชาติ กับความผิดปกติทางจิตของหญิงสาวที่มโนครุ่นคิดเพ้อไปเอง ก็แล้วแต่ว่าคุณจะคิดทำความเข้าใจหนังไปในรูปแบบไหน

“people were more afraid of the unknown than things they could see.”

เช่นกับกับความตายทั้งหลายที่เกิดขึ้น เราจะไม่เห็นเลือดสักหยด ขณะรถพุ่งชน สะดุดตกบันได หรือห้อยแขวนคอ ฯ หนังใช้มุมกล้อง สิ่งสัญลักษณ์สื่อความหมาย ที่ใครๆสามารถเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ตัดต่อโดย Ernest Walter ชาว Wales ที่มีผลงานดังอย่าง Operation Crossbow (1965), The Private Life of Sherlock Holmes (1970) and Nicholas and Alexandra (1971) ฯ

นอกจาก Prologue ที่เป็นเสียงบรรยายเล่าประวัติความเป็นมาของคฤหาสถ์ Hill House หลังนี้โดย Dr. John Markway ส่วนที่เหลือของหนังจะเป็นมุมมอง ในสายตา เสียงบรรยายความคิด/ความรู้สึกของหญิงสาว Eleanor Lance เรียกได้ว่าเข้าไปในหัวสมองของเธอเลยละ

กับคอหนังสมัยนี้อาจรู้สึกได้ว่าหนังดำเนินเรื่องช้า ยืดยาด เต็มไปด้วยบทสนทนามากมาย ขาดความกลมกล่อมในการดำเนินเรื่อง แต่ผมมองข้ามตำหนินี้เพราะความเข้าใจว่าเป็นการปูพื้นหลังของตัวละคร ให้สามารถสนับสนุนรับกับความหลอกหลอนที่เกิดขึ้นภายหลังได้อย่างสมเหตุสมผล

ไฮไลท์ของการตัดต่ออยู่ที่ตอน Eleanor เดินขึ้นบันไดวนในห้องสมุด และ Dr. Markway พยายามขึ้นไปช่วยเหลือ มีการตัดสลับไปมาแบบ Montage ได้อย่างลงตัว เป็นจังหวะภาษาภาพยนตร์คล้ายกับหนังของ Alfred Hitchcock อย่างยิ่ง, Sequence นี่คือไคลน์แม็กซ์ของหนังที่หลายคนอาจงุนงงสับสน มันสื่อความหมายนัยยะอะไร,
– ห้องสมุดเป็นสถานที่เก็บรวบรวมหนังสือ องค์ความรู้ เปรียบได้กับ ‘สมอง’ ของมนุษย์ และยังเป็นห้องที่แม่ของ Eleanor อาศัยอยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต เธอเกลียดกลิ่นนั้นเพราะมันทำให้หวนระลึกถึงอดีต แต่เมื่อวิ่งเข้าไปครั้งหลังกลับไม่ได้กลิ่นนั้นแล้ว มองได้ว่าเธอกลายเป็นส่วนหนึ่ง เคยชิน ยินยอมรับได้ว่านั่นคือสถานที่แห่งชีวิตของตนเอง
– ก่อนหน้าที่หญิงสาวจะขึ้นบันไดวน เธอเต้นรำหมุนตัววน เริงร่าราวกับได้พบบ้านของตนเอง
– บันไดวน สังเกตจากการเคลื่อนกล้องที่ไล่ขึ้นบนบันได ราวกับกุญแจที่ใช้ไขความลับของคฤหาสถ์หลังนี้
– ห้องด้านบน เหมือนจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่แต่กลับไม่เคยถูกเปิดออก กระนั้น Mrs. Sanderson อยู่ดีๆก็โผล่ปรากฎออกมา นี่ทำให้ Eleanor หลงคิดไปว่า เธอได้สูญเสียการครอบครอง เป็นเจ้าของคฤหาสถ์หลังนี้ไปเสียแล้ว

เพลงประกอบโดย Humphrey Searle คีตกวีสัญชาติอังกฤษที่ชื่นชอบการแต่ง Opera, Orchestra, Suites สำหรับการแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเสียมากกว่า แต่ก็มีผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์บ้างประปราย

ความพิศวงน่าสะพรึงกลัว ค่อยๆย่างกรายคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ จากมุมมืดที่มองอะไรไม่เห็น ทั้งจากภายในและภายนอก, Searle เน้นใช้เครื่องเป่าเป็นหลัก อาทิ ฟลุต คาลิเน็ต ฯ เล่นโน๊ตเสียงแหลมสูง ให้เกิดสัมผัสความโหยหวนล่องลอย และเสียงเคาะไซโลโฟนนุ่มๆ ทำให้เกิดความน่าฉงนสงสัย

เวลาผีมา สิ่งที่เราได้ยินคือ Sound Effect ใช้การ pre-record/pre-scored บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการถ่ายทำ แล้วนำไปใช้เปิดในกองถ่ายจริงๆ เพื่อสร้างบรรยากาศอารมณ์ร่วมให้กับนักแสดง, เสียงที่ได้ยิน อาทิ เสียงกลอง(ใช้แทนเสียงฝีเท้า) เสียงบิดกระเป๋าหนัง(ขณะดัดประตูเข้ามา) ฯ ต้องบอกว่าสามารถหลอกผู้ชมได้อย่างแนบเนียนเสียจริง

น่าเสียดายที่สมัยนั้นยังไม่มีระบบ Stereo Surround ผู้ชมจึงไม่สามารถได้ยินเสียงดังมาจากข้างหลังหรือทิศทางต่างๆได้ กระนั้นวิธีการของหนังใช้การเคลื่อนกล้องไปตามเสียง นี่เป็นการทำความเข้าใจกับผู้ชม ภาษาภาพยนตร์บอกว่า ต้นกำเนินเสียงได้มีการเคลื่อนที่ไป เช่นกันกับสายตาทิศทางการหันหน้าของนักแสดง ก็บ่งบอกเช่นกันว่า เจ้าแหล่งกำเนินเสียงนั้นอยู่ตำแหน่งไหนแล้ว

Hill House คือบ้านที่มีชีวิต เราสามารถเปรียบเทียบห้องหับต่างๆได้กับ
– ห้องสมุด ที่ผมเกริ่นไปแล้ว เปรียบได้กับ ‘สมอง’ ของมนุษย์
– ห้อง Nursery Room เปรียบได้กับ ‘หัวใจ’ ของคฤหาสถ์หลังนี้
– ห้องรับประทานอาหาร แน่นอนว่าคือ ปาก/กระเพาะ/ลำไส้
– ห้องนอนของ Eleanor กับ Theo ถึงจะอยู่ติดกันแต่คั่นกลางด้วยห้องน้ำ ราวกับว่ามันมีนัยยะสื่อถึงส่วนของอวัยวะเพศ
– ขณะที่ประตูหน้าต่าง ถ้ามองจากข้างนอกหลายครั้งจะเห็นเหมือน ดวงตา ที่จ้องมอง
ฯลฯ

ความต้องการขั้นพื้นฐานของบ้าน … ถ้าสมมติว่าผมเกิดเป็นบ้านนะ คงอยากให้มีคนมาอาศัยอยู่ ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา ชำรุดผุพังก็ซ่อมแซมทะนุถนอม ไม่ชอบที่จะถูกทิ้งร้างให้อยู่คนเดียว หรือทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

ว่าไปก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความต้องการของมนุษย์อยู่บ้าง โดยเฉพาะกับตัวละคร Eleanor เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวที่แสนเปล่าเปลี่ยวหลังจากที่แม่เสียชีวิต (เปรียบได้กับคฤหาสถ์หลังนี้ที่ถูกทิ้งขว้างหลังจากเจ้าของเสียชีวิตไป) มีความต้องการที่จะสร้างสานสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่ง พบเจอตกหลุมรักกับ Theo, Dr. Markway เป็นเพื่อนกับ Luke อิจฉาริษยาต่อ Mrs. Sanderson (เหล่านี้เปรียบได้กับพฤติกรรมของบ้าน ที่มาสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในใจของตัวละคร) ซึ่งขณะที่ Eleanor กำลังจะต้องจากไป ราวกับกำลังถูกเหนี่ยวดึงรั้งไว้ สุดท้ายของความตายคือการแปรสภาพให้กลายเป็นสิ่งเดียวกัน (Eleanor = คฤหาสถ์ Hill House)

ความ Masterpiece ของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ว่า คุณจะสามารถวิเคราะห์ทำความเข้าใจ มองออกหรือเปล่าว่า ‘Eleanor คือ คฤหาสถ์ Hill House’ เหตุการณ์ต่างๆ เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นมันอยู่ข้างในจิตใจของเธอ หรือเป็นเรื่องราวเหนือธรรมชาติ, ความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร สะท้อนสื่ออะไรถึงกับหญิงสาวและคฤหาสถ์หลังนี้ ฯ

การเสียชีวิตของ Eleanor ทำให้เกิดข้อถกเถียงของตัวละครที่เหลือรอดชีวิต
– Theo: “She did kill her. Seeing her is what made Eleanor lose control of the car.”
– Luke: “It wasn’t your fault. Eleanor did it to herself.”
– Dr. Markway: “There was something in the car with her, I’m sure of it.”

แต่ละคนมีทัศนะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างออกไป ไม่มีใครสามารถสรุปได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เหมือนการตีความของหนังเรื่องนี้ที่จะคิดเห็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่มันจะสวยงามสมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อคุณสามารถเข้าใจทุกมุมมองที่หนังนำเสนอออกมาได้

ด้วยทุนสร้าง $1.05 ล้านเหรียญ หนังทำเงินได้ในอเมริกา $1.02 ล้านเหรียญ ไม่มีรายงานรายรับทั่วโลก ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แถมนักวิจารณ์สมัยนั้นก็ค่อนข้างเสียงแตก ทั้งชมทั้งด่า ตำหนิส่วนใหญ่คือหนังขาดพล็อตและความตื่นเต้น, หนังได้เข้าชิง Golden Globe Award สาขา Best Director แต่ไม่ได้รางวัล (ก็ถือว่าสมควรนะครับ ไดเรคชั่นของหนังเรื่องนี้ถือว่าสมบูรณ์แบบเลยละ)

เกร็ด: Steven Spielberg เคยบอกกับผู้กำกับ Wise ว่า ‘The Haunting is the scariest film ever made!’

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ มันอาจไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ แต่งานภาพสวยๆ เทคนิคตระการตา บรรยากาศน่าสะพรึง แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้วสำหรับหนัง Horror เจ๋งๆเรื่องหนึ่ง

หลังจากรับชมหนัง Horror มาหลายๆเรื่อง ผมก็เริ่มเข้าใจรสนิยมของตัวเอง ไม่ค่อยชอบหนังที่เต็มไปด้วยเลือด/ความตาย/ความน่าขยะแขยงเว่อๆไร้สาระ หรือทำให้ผู้ชมสะดุ้งโหยง ตกใจกลัวแบบไม่มีเหตุผลอะไรรองรับ, ลักษณะชื่นชอบคือ หนังที่สามารถสร้างบรรยากาศความลึกลับสะพรึงกลัวน่าค้นหา แฝงความหมายนัยยะหรือสะท้อนบางสิ่งอย่างออกมา โดยใช้ความ Horror เป็น Expression ลักษณะหนึ่ง

หนัง Horror ที่ดีในมุมมองของผม คือสามารถทำให้ผู้ชมเกิดความหวาดสะพรึงกลัวต่อบางสิ่งอย่างในชีวิตหรือที่นำเสนอออกมา แล้วเกิดความตระหนักรับรู้ จดจำเป็นบทเรียนในความเลวร้ายผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แนะนำกับคอหนัง Horror, Mystery, Suspense, ชื่นชอบความหลอนสะพรึงของบ้านผีสิง, จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ลองมองหนังในมุมของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางจิต, แฟนๆผู้กำกับ Robert Wise ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตากล้อง ศิลปิน ผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย เรียนรู้ศึกษาทำความเข้าใจ direction ของหนังเรื่องนี้ จะบอกว่ามันน่าทึ่งจริงๆนะ

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศความหลอนสะพรึง

TAGLINE | “The Haunting ผลงาน Masterpiece ของ Robert Wise ได้ทำให้บ้านผีสิงอันหลอนสะพรึงหลังนี้ ไม่มีวันถูกทุบทำลาย”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

1 Comment on "The Haunting (1963)"

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
nakedmaninrainbow
Guest

ชอบมากกครับ ตอนดูทำไมผมเดาว่ามันจะมีหักมุม แบบหมอมันหลอกภรรยามาฆ่า ไม่ก็เจ๊เจ้าของบ้านเป็นจิตประสาทสร้างบ้านนี้ให้หลอนเองได้ไงไม่รู้ 5555