The Horse Thief

The Horse Thief (1986) Chinese : Tian Zhuangzhuang ♥♥♥♥

โชคชะตาของโจรขโมยม้า ในยุคสมัยที่ชาวทิเบต ค.ศ. 1923 ยังเต็มเปี่ยมด้วยแรงเชื่อมั่นศรัทธาพุทธศาสนา จึงถูกขับไล่ออกจากชนเผ่า เลยต้องหาหนทางเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติกว้างใหญ่ รอคอยชดใช้ผลกรรมเคยกระทำไว้

The Horse Thief (1986) เป็นภาพยนตร์ที่แทบไม่มีเนื้อเรื่องราวใดๆ เพียงนำเสนอวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศรัทธาชาวธิเบต ในลักษณะ ethnic film หรือ race film (ภาพยนตร์แนวชาติพันธุ์) แต่ความงดงามของธรรมชาติกว้างใหญ่ ขุนเขาลำเนาไพร รวมถึงวัดเก่าแก่ในทิเบต จักสร้างความตื่นตาตะลึง อึ้งทึ่ง และยิ่งได้รับการบูรณะคุณภาพ 4K การันตีโดยผู้กำกับ Martin Scorsese ยกย่องว่าคือภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดเคยรับชมช่วงทศวรรษ 90s (Best Films of the 1990s)

แซว: ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะคือเหตุผลหนึ่งที่ Martin Scorsese ตัดสินใจสรรค์สร้าง Kundun (1997)

ผมมีความสนใจในสองผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับเทียนจวงจวง The Horse Thief (1986) และ The Blue Kite (1993) มาสักพักใหญ่ๆ เรื่องแรกเห็นข่าวการบูรณะคุณภาพ 4K พร้อมๆกับ Yellow Earth (1984) แสดงว่ามันต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ ส่วนเรื่องหลังคือหนึ่งใน Great Movie ของนักวิจารณ์ Roger Ebert จะพลาดได้อย่างไร!

แม้ส่วนตัวแอบผิดหวังเล็กๆต่อ The Horse Thief (1986) ที่เนื้อเรื่องราวเบาบางไปสักหน่อย แถมนำเสนอศรัทธาชาวธิเบต (พุทธศาสนา) ในลักษณะคร่ำครึ งมงาย หลงเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ต้องยอมรับว่างานภาพของหนังมีความงดงาม ตื่นตระการตา สร้างความประทับใจอ้าปากค้างตั้งแต่แรกพบเห็น ถ้ามีโอกาสแนะนำเลยว่าต้องหารับชมในโรงภาพยนตร์!


เทียนจวงจวง, 田壮壮 (เกิดปี 1952) ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ชาวจีน เกิดที่กรุงปักกิ่ง เป็นบุตรของนักแสดงชื่อดังเทียนฟาง, 田丰 ที่ต่อมากลายเป็นหัวหน้าสตูดิโอ Beijing Film Studio, ส่วนมารดาคือนักแสดงหญิงชื่อดังอวี้หลัน, 于蓝 ทั้งสองงานยุ่งมากจึงต้องฝากบุตรชายไว้กับคุณย่า จนกระทั่งการมาถึงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (1966-76) พบเห็นพ่อ-แม่ถูกพวกยุวชนแดงทุบตีต่อหน้าต่อตา ตั้งแต่นั้นมาก็หมกตัวอยู่กับกองหนังสือ ไม่สนใจโลกภายนอก หลังเรียนจบมัธยมก็ได้เข้าร่วม ‘ปัญญาชนอาสาพัฒนาชนบท’ ที่อำเภอเจิ้นไล่ มณฑลจี๋หลิน

เกร็ด: เทียนจวงจวงเป็นเพื่อนสนิทวัยเด็กกับเฉินข่ายเกอ วิ่งเล่นในกองถ่ายด้วยกัน แต่การมาถึงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เฉินข่ายเกอเลือกสมัครเข้าร่วมยุวชนแดง กล่าวประณามบิดา-มารดา ส่วนเทียนจวงจวงติดตามครอบครัวไปยังมณฑลจี๋หลิน

แม้เกิดในครอบครัวภาพยนตร์ แต่เทียนจวงจวงก็ไม่เคยคิดติดตามรอยเท้า จนกระทั่งระหว่างอาสาสมัครกองทัพปลดปล่อยประชาชน (People’s Liberation Army) ณ มณฑลเหอเป่ย อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กองงานศิลปะและการแสดง มีโอกาสพบเจอช่างภาพสงคราม ให้คำแนะนำการถ่ายรูปจนเกิดความชื่นชอบหลงใหล หลังปลดประจำการได้งานผู้ช่วยตากล้อง Beijing Agricultural Film Studio จนกระทั่ง Beijing Film Academy เปิดรับนักศึกษาใหม่ ยื่นใบสมัครต้องการเป็นช่างภาพแต่กลับถูกบังคับให้ร่ำเรียนสาขากำกับ ถ่ายทำหนังสั้นนักศึกษา Our Corner (1980) ถือว่าจุดเริ่มต้นภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับรุ่นห้า (Fifth Generation)

เกร็ด: เทียนจวงจวง ได้รับเลือกเป็นประธานรุ่น Beijing Film Academy ’78 คงไม่ผิดอะไรจะกล่าวว่าคือผู้นำกลุ่มผู้กำกับรุ่นห้าด้วยเช่นกัน!

หลังสำเร็จการศึกษา ได้รับมอบหมายให้ทำงานอยู่ยัง Beijing Film Studio เริ่มจากร่วมกำกับ Red Elephant (1982), ภาพยนตร์เรื่องแรก September (1984), สารคดีแนวทดลอง On the Hunting Ground (1985), ภาพยนตร์ The Horse Thief (1986) สองเรื่องหลังแม้ไม่ประสบความสำเร็จในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เมื่อนำออกฉายต่างประเทศกลับได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม, Li Lianying: The Imperial Eunuch (1991) คว้ารางวัล Honourable Mention จากเทศกาลหนังเมือง Berlin, The Blue Kite (1993) ถูกทางการจีนสั่งแบนแต่ยังแอบลักลอบนำไปฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ทำให้เทียนจวงจวงโดนห้ามยุ่งเกี่ยวภาพยนตร์อยู่หลายปี ก่อนหวนกลับมา Springtime in a Small Town (2002), The Go Master (2006) และผลงานทิ้งท้าย The Warrior and the Wolf (2009)

สไตล์หนังของเทียนจวงจวง มุ่งแสวงหาความเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่เน้นปรุงปั้นแต่งเรื่องราว/ตัวละครมากเกินพอดี ใช้ภาษาภาพยนตร์ในการสร้างมิติตื้นลึกหนาบาง และโดดเด่นกับมุมกล้องถ่ายภาพ (ก็แน่ละมาจากสายช่างภาพ แบบเดียวกับจางอี้โหมว)

I want to make film for the audience in the 21th century.

เทียนจวงจวง

สำหรับ The Horse Thief ต้นฉบับมาจากนวนิยาย 盗马贼的故事 (1984) แปลว่า The Story of the Horse Thief แต่งโดย Zhang Rui, 张锐 ตีพิมพ์ลงนิตยสารเฟย​เทียน,飞天 สามารถคว้ารางวัล Youth Literature Award ครั้งที่ 4 ประจำปี 1984

ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ อู๋เทียนหมิง, 吴天明 ขณะนั้นเป็นหัวหน้าสตูดิโอ Xi’an Film Studio สามารถติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายจาก Zhang Rui แล้วมอบหมายให้ผู้กำกับเทียนจวงจวง เพราะความประทับใจจากผลงานก่อนหน้า On the Hunting Ground (1985) มอบความเชื่อมั่น อิสรภาพเต็มที่ในการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์

แต่แทนที่บทหนังจะได้รับการพัฒนาขึ้นก่อน ทีมงานกลับเร่งรีบออกเดินทางไปสำรวจสถานที่ถ่ายทำ คัดเลือกนักแสดงทิเบตไว้แล้วเสร็จสรรพ ทำให้ผู้กำกับเทียนจวงจวง เลยต้องมาครุ่นคิดเขียนบทช่วงระหว่างโปรดักชั่น ส่วนใหญ่จึงเป็นการดั้นกันสดๆ บันทึกภาพทิวทัศน์สวยๆ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศรัทธา นำเสนอออกมาในลักษณะกึ่งๆสารคดีเสียมากกว่า

แถมยุคสมัยนั้นมีกฎระเบียบสำหรับภาพยนตร์ว่าต้องพูดภาษาจีนกลาง Mandarin เท่านั้น! สำเนียงท้องถิ่นยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ผู้กำกับเทียนจวงจวงมองว่ามันไม่เหมาะสมกับหนังแนวชาติพันธุ์นี้เลย นักแสดงก็คัดเลือกชาวทิเบตที่พูดได้แต่ Tibetan เลยตัดสินใจถ่ายทำแบบไม่สนใจอะไร แล้วค่อยๆลดทอนบทสนทนา เน้นนำเสนอเรื่องราวผ่านภาษาภาพ ‘visual image’ ถึงอย่างนั้นเมื่อหนังพร้อมฉายก็ยังถูกสั่งห้าม เลยต้องพากย์ทับจีนกลางอยู่ดี!

เกร็ด: ผู้กำกับเทียนจวงจวง ยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญภาษาทั้ง Tibetan และ Mandarin เพื่อมาทำ Subtitle แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้เพราะถูกบังคับให้ต้องพากย์จีนกลางทับอยู่ดี


พื้นหลัง ค.ศ. 1923 ณ ทุ่งหญ้าเซียะเหอ, 桑科大草原 จังหวัดกานหนาน แขวงปกครองตนเองชนชาติทิเบต ทางตอนใต้มณฑลกานซู่

เรื่องราวของนอร์บู, ནོར་བུ (ภาษาทิเบต แปลว่าอัญมณี) คนเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า สมาชิกชนเผ่ากงกา, 贡嘎山 อาศัยอยู่ร่วมกับภรรยาตารา/ทารา, སྒྲོལ་མ (พระโพธิสัตว์ในพุทธนิกายมหายาน ปรากฎกายในรูปของเพศหญิง) และบุตรชายจาซือ, བཀྲ་ཤིས (แปลว่ามงคล รุ่งเรือง, ชาวทิเบตจะนิยมพูดว่า จาซือเตเล่, Tashi Delek แปลว่า ขอให้โชคดี) ด้วยความยากจนข้นแค้นจึงตัดสินใจเป็นโจรขโมยม้า เมื่อหัวหน้าชนเผ่าได้รับแจ้งจากทางการ จึงตัดสินใจขับไล่นอร์บูออกจากชนเผ่า

นอร์บูและตารา ต่างมีศรัทธาต่อพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เมื่อจาซือล้มป่วยหนักจึงเข้าไปอธิษฐานขอพรยังวัดลาบรัง (Labrang Monastery) แต่ราวกับผลกรรมเคยกระทำไว้ติดตามทัน เป็นเหตุให้ต้องสูญเสียบุตรชาย ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ทั้งสองจึงออกจาริกขอขมาด้วยการกราบไหว้อัษฎางคประดิษฐ์ และเมื่อมาจนถึงวัดลาบรัง ตาราก็ตระหนักว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์

แต่ชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่กลางท้องทุ่งหญ้า เต็มไปด้วยภยันตรายรอบทิศทาง ทั้งจากสภาพอากาศแปรปรวน โรคระบาดห่าใหญ่ ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน แถมในอดีตเลยเป็นโจรขโมยม้า มาตอนนี้ม้าของพวกเขาเลยถูกลักขโมย นอร์บูจึงพยายามโน้มน้าวภรรยาให้พาทารกน้อยหวนกลับชนเผ่ากงกา ส่วนตนเองขอเผชิญหน้ารับผลกรรมเคยก่อกระทำไว้


ถ่ายภาพมีสองเครดิต ทั้งสองต่างเป็นเพื่อนร่วมรุ่น Beijing Film Academy ประกอบด้วย

  • โฮ่วหยง, Hou Yong (เกิดปี 1960) ตากล้อง/ผู้กำกับชาวจีน หลังสำเร็จการศึกษาจาก Beijing Film Academy เริ่มต้นร่วมงานผู้กำกับเทียนจวงจวง The Horse Thief (1986), The Blue Kite (1993), และผู้กำกับจางอี้โหมวเรื่อง Not One Less (1999), The Road Home (1999), Hero (2002) ฯลฯ
  • เจาเฟย, Zhao Fei (เกิดปี 1961) ตากล้องชาวจีน เกิดที่ซีอาน มณฑลส่านซี, หลังสำเร็จการศึกษาจาก Beijing Film Academy เริ่มต้นร่วมงานผู้กำกับเทียนจวงจวง The Horse Thief (1986), The Last Eunuch (1991), ผลงานเด่นๆ อาทิ Raise the Red Lantern (1992), The Emperor and the Assassin (1998), The Sun Also Rises (2007), Let the Bullets Fly (2010) ฯ

ความงดงามของหนังไม่ได้มาจากแค่ทิวทัศน์ ท้องทุ่งหญ้า สภาพอากาศผันแปรเปลี่ยนตามฤดูกาลเท่านั้น แต่คือการขับเน้นเฉดสีที่เป็นธรรมชาติ ตัดกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศรัทธาของชาวทิเบต ซึ่งจะมีความสวยสด สีสันฉูดฉาด สร้างบรรยากาศลึกลับ สัมผัสสิ่งเหนือธรรมชาติ สะกดจิตผู้ชมให้ราวกับต้องมนต์ขลัง ในลักษณะการผสมผสานระหว่าง realism และ surrealism

สิ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าประทับใจสุดของหนัง คือการนำเสนอภาพความขัดแย้งทางอารมณ์ของตัวละคร (psychological) ซ้อนทับความเชื่อศรัทธาของชาวทิเบต (religious) นอร์บูรับรู้ว่าลักขโมยคือสิ่งไม่ถูกต้อง แต่เพราะความยากจนข้นแค้น อาชีพที่ทำอยู่ก็ไม่เพียงพอเลี้ยงปากท้อง ประเพณีขอโน่นขอนี่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไร อยากให้ครอบครัวมีชีวิตสุขสบาย แล้วฉันจะต้องทำอย่างไร?

หลายคนอาจมองว่าภาพทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆคือไฮไลท์ของการถ่ายภาพ แต่ผมกลับโคตรประทับใจ ขนลุกขนพองกับฉากเต้นรำจาม (Cham dance, འཆམ་) ป็นฉากที่มีสัมผัสลึกลับ เหนือธรรมชาติ สร้างความหลอกหลอนให้ทั้งนอร์บูและผู้ชม เพื่อย้ำเตือนว่าอย่าทำผิดศีลให้มากกว่านี้


อารัมบทของหนัง เริ่มต้นด้วยการนำเสนอวิถีแห่งธรรมชาติ ก้อนเมฆเคลื่อนพานผ่าน แสงสว่าง-มืดมิด จากนั้นพบเห็นอีแร้งกากำลังเฝ้ารอคอย โบยบินลงมารุมล้อมจิกกัดมื้ออาหาร แต่พอหนังแทรกภาพพระลามะกำลังสวดมนต์ พร้อมกงล้ออธิษฐาน (Prayer Wheel) เหมือนว่าสิ่งที่พวกมันรับประทานน่าจะคือเนื้อมนุษย์ เพราะช่วงกลางเรื่องเมื่อผู้นำชนเผ่าเสียชีวิต ก็จะนำเสนอภาพเดียวกันนี้อีกครั้ง

ขณะเดียวกันเรายังสามารถมองถึงเหตุการณ์ตอนจบของหนัง สิ่งบังเกิดขึ้นกับนอร์บูได้ด้วยเช่นกัน เวียนวนกลับสู่จุดเริ่มต้น แสดงถึงวัฎจักรแห่งชีวิต

คนที่รับชมซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษอาจฉงนสงสัยว่า Triratna คืออะไร? ถ้าแปลตรงตัวก็คือไตรรัตน์ หรือพระรัตนตรัย น่าจะคือคำอธิษฐานถึงพระพุทธเจ้าของชาวทิเบต เปรียบเทียบคงคล้ายๆ ‘God bless’ ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง นี่เป็นการแสดงออกที่สะท้อนถึง ‘ความเชื่อศรัทธา’ คนไทยก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เวลามีปัญหาก็พนมมือขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ไม่เคยศึกษาหลักคำสอนให้เข้าถึงธรรมะแล้วนำไปปฏิบัติใช้จริงในชีวิตประจำวัน ศาสนาเลยเสื่อมลงทุกวี่วัน

เกร็ด: ชาวธิเบตเชื่อว่าทุกครั้งที่กงล้อนี้หมุน เท่ากับเป็นการสวดมนต์ครบหนึ่งจบ ดังนั้นผู้ที่ทำการสวดมนต์และหมุนกงล้ออธิษฐานไปพร้อมๆกัน จะเป็นตัวช่วยเพิ่มพูนบุญกุศล ชำระบาปกรรม ด้วยกรรมดี

ทังกา (Thangka) จิตกรรมพุทธศาสนาบนผืนผ้าขนาดใหญ่ หนึ่งในวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวทิเบตที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี คาดว่าตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 โดยรับอิทธิพลจากเนปาลและจีน (สมัยราชวงศ์ถัง) จุดประสงค์เพื่อให้ผู้พบเห็นบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งยังเป็นการฝึกฝนจิตสมาธิของผู้วาด ผลงานเปรียบดั่งสะพานเชื่อมจิตใจให้ผู้มองเห็นไปสู่พระพุทธเจ้า มิใช่เพียงการมองผ่านดวงตา แต่ยังดวงจิตอันกระจ่างแจ้งถึงพระธรรม

แม้ชาวทิเบตนับถือพุทธศาสนา แต่พวกเขาก็ยังคงนับถือพระเจ้าอื่นๆ Mountain God (เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา) คงเชื่อว่าคือเทพยดาปกปักษ์ดูแลผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้ จึงมีประเพณี (ไม่รู้ชื่ออะไร) ทำคันศร บูชายันต์แกะ เพื่อให้ชีวิตประสบความสงบสุข อยู่รอดปลอดภัย

แต่การทิ้งท้ายซีเควนซ์นี้ด้วยการโยนกระดาษปลิดปลิว ทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม ไม่รู้ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนใบปลิวชวนเชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ ที่เต็มไปด้วยถ้อยคำจอมปลอม ลวงล่อหลอกให้หลงเชื่อใน

  • Mountain God = ประธานเหมาเจ๋อตุง
  • ทำอาวุธคันศร = หลอมเหล็กในช่วง Great Leap Forward (1958-62)
  • บูชายันต์แกะ/สังเวยผู้เห็นต่าง = Anti-Right Campaign (1957-59)

สถานที่แห่งนี้คือ วัดลาบรัง หรือ วัดลาภูลั้นซื่อ (Labrang Monastery) วัดทิเบตเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี (สร้างขึ้น ค.ศ. 1709) ตั้งอยู่ในอำเภอเซี่ยเหอ แคว้นปกครองตนเองกานหนาน กลุ่มชาติพันธุ์ทิเบต มณฑลกานซู่ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน, จัดเป็น 1 ใน 6 วัดสำคัญของพุทธศาสนา นิกายเกลุก/เกรุปปะ/หมวกเหลือง (Gelugpa Sect) ฝ่ายวัชรยาน ทั้งยังเปิดโรงเรียนสอนทิเบตศาสตร์ถึง 6 แขนง มีพระลามะอาศัยอยู่ 2,000 รูป และไฮไลท์สำคัญคือกงล้ออธิษฐานเรียงตามทางเดินยาวกว่า 2,000 กงล้อ (ถ้าจะหมุนให้ครบต้องใช้เวลาเกินกว่าชั่วโมง)

เกร็ด: วัดลาบรัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่คุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมสำคัญระดับชาติเมื่อปี ค.ศ. 1982 และปัจจุบันเพิ่งเสร็จสิ้นการบูรณะซ่อมแซมขนาดใหญ่ (ครั้งแรกในรอบ 300+ ปี) ด้วยเงินลงทุนกว่า 400 ล้านหยวน

ตรรกะเพี้ยนๆของหัวขโมย แบ่งสิ่งของออกเป็นกองเล็ก-ใหญ่ ตั้งใจส่วนหนึ่งแบ่งไปทำบุญ ส่วนนอร์บูเลือกบริจาคทั้งหมดให้วัด (เพื่อสุขภาพที่ดีของบุตรชายจาซือ) แต่เมื่อพบเห็นสร้อยคอ (ในกองที่จะเอาไว้ทำบุญ) ควักเงินจ่ายเพื่อนำมาเป็นของขวัญให้บุตรชาย

ผมเริ่มเกาหัวตั้งแต่แบ่งของที่ลักขโมยมาทำบุญ คือเมิงทำชั่วแล้วยังหวังได้บุญคืน WTF! ไม่ต่างจากคนสมัยนี้ที่โกงกินคอรัปชั่น แล้วยังมีหน้าเข้าวัดทำบุญ สร้างภาพอ้างว่าฉันเป็นคนดีมีศีลธรรม

ส่วนสร้อยคอที่นอร์บูควักเงินจ่ายจากกองทำบุญ (เอาไปเลยก็ได้มั้ง ยังไงทั้งหมดนี่ก็ลักขโมยมา) แต่เหมือนว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เขาถูกขับไล่ออกจากชนเผ่า และผลกรรมทำให้บุตรชายราวกับถูกสาป ต้องล้มป่วยหนัก จนกระทั่งเสียชีวิต (มีความตั้งใจดีแต่กระทำสิ่งชั่วร้าย เลยได้รับความชอกช้ำทั้งร่างกาย-จิตใจ)

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าชาวทิเบตมีประเพณีเกี่ยวกับการชะล้างร่างกายอะไรรึเปล่า (นึกถึงชาวฮินดูในอินเดียที่เชื่อว่าการอาบน้ำในแม่น้ำคงคา จะช่วยชำระล้างบาป หลุดพ้นจากวงจรชีวิตและความตาย) แต่ฉากนี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีมากกว่าแค่การทำความสะอาด โดยเฉพาะช็อตของตาราแลดูเหมือน ‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’ สัญลักษณ์ของความมั่นคงและป้องกันสิ่งเลวร้าย

พุทธประวัติเล่าว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงผจญกับเหล่าพวกพญามารทั้งหลาย ซึ่งได้ออกอุบายต่างๆนานา เพื่อให้ทรงเกิดกิเลสตัณหา แต่พระพุทธองค์ทรงไม่ยินดียินร้าย และในครั้งนั้นเองพระแม่ธรณีทรงแสดงปาฏิหาริย์ปราบเหล่าพญามารโดยทรงบีบมวยผม ให้น้ำไหลออกมาท่วมพวกพญามารทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไป

แต่เหมือนว่าพญามารจักคือนอร์บู เพราะหลังจากนี้สิ่งชั่วร้ายเคยกระทำจักได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ และถูกหัวหน้าไล่ออกจากชนเผ่า ไม่สามารถหวนกลับคืนมาได้อีก!

นี่เป็นช็อตที่ผมรู้สึกขัดแย้งกันยิ่งนัก พบเห็นลำแสงขาวสาดส่องมายังเด็กชายจาซือ (ราวกับแสงจากสรวงสวรรค์ สัมผัสของพระพุทธเจ้า) แต่ใบหน้าของตารากลับอาบฉาบแสงสีแดง สะท้อนความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน (ที่พบเห็นบุตรชายล้มป่วยหนัก) สรุปว่ามันดีหรือร้ายกันแน่?

ช็อตนี้ยังทำให้ผมรู้สึกว่าหนังต้องการเปรียบเทียบเด็กชายจาซือ กับแกะที่ถูกใช้บูชายันต์ต่อ Mountain God การสังเวยชีวิตก็เพื่อให้กำเนิดอีกชีวิตใหม่ (เกิด-ตาย คือวงเวียนวัฎจักรชีวิต)

นอร์บูต้องการน้ำศักดิ์สิทธิ์จากวัดลาบรัง เพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของบุตรชาย แต่วิธีการของเขาคือเฝ้ารอคอยน้ำหยดจากกำแพงสูง ให้ความรู้สึกเหมือนการเป็นเพียงเศษฝุ่นใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท แบ่งปันน้ำพระทัยตามพระอัชฌาสัย (พอจินตภาพสิ่งที่ผมพยายามเปรียบเทียบนี้ไหมเอ่ย?) และยังสามารถสื่อถึงโชคชะตาของผู้ถูกไล่ขับ/ตีตราความผิดในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (1966-76)

เมื่อถึงจุดๆหนึ่งนอร์บูก็เลยช่างแม้ง เพียงตั้งเหยือกใส่น้ำทิ้งไว้แล้วไปทำอะไรอย่างอื่น นี่ฟังดูเฉลียวฉลาด แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งหมายถึงเขาได้สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสิ่งที่กำลังกระทำอยู่ น้ำในเหยือกนี้(วางลงบนพื้น)จึงไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป

แวบแรกที่ผมเห็นการจุดเทียนเรียงรายแบบนี้ ชวนระลึกถึงภาพยนตร์ Hero (2002) เปลวไฟแห่งอารมณ์ สามารถตรวจจับอารมณ์ความตั้งใจของผู้คน แต่แท้จริงแล้วน่าจะเป็นการจุดเทียนสืบชะตา สะเดาะห์เคราะห์ ต่ออายุ ทำให้เรื่องร้ายๆกลับกลายเป็นดี ปัดเป่าเสนียดจัญไร ทุกข์โศกโรคภัยทั้งหลายทั้งปวงก็จักหายไป

ขณะเดียวกันนอร์มูก็กระทำการกราบไหว้อัษฎางคประดิษฐ์ รูปแบบการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์(ด้วยความเคารพสูงสุด)ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานตันตระ มีต้นกำเนิดตั้งแต่ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12

  • เริ่มต้นด้วยการยืนตัวตรง ประนมมือที่ระดับหน้าอก โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ภายในอุ้งมือเป็นรูปดอกบัว แล้วจึงเคลื่อนมือไปยังตำแหน่งกลางกระหม่อม หน้าผาก ลำคอ และหน้าอก อันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของจุดจักระ (Chakra)
  • จากนั้นเหยียดแขนออกไปข้างหน้า ย่อเข่าลงพร้อมโน้มเอียงตัวไปข้างหน้าจนลำตัวเหยียดตรง นอนราบลงกับพื้น แต่ก็ต้องระวังไม่ให้หัวเข่าแตะพื้นก่อนที่ลำตัวจะเหยียดออกไป
  • จากนั้นเคลื่อนลำแขนทั้งสองข้างไปด้านข้างของลำตัวตามแนวโค้งของวงกลมพร้อมกับค่อยๆ ชันตัวขึ้นบนเข่า ยืดตัวขึ้นกลับมาสู่ท่ายืนตรงอย่างตอนเริ่มต้น

เกร็ด: สำหรับบุคคลที่จาริกแสวงบุญหรือเดินจงกรม จะก้าวเดิน 3 ก้าว แล้วกราบอัษฎางคประดิษฐ์กับพื้นหนึ่งครั้ง (โดยใช้การไถตัวไปข้างหน้า) สลับไปมาจนกว่าจะถึงเป้าหมายปลายทาง

ราวกับว่ากาลเวลาได้เคลื่อนพานผ่านไป นอร์บูสูญเสียบุตรชายตั้งแต่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงก้าวย่างสู่ช่วงหิมะตก แสดงถึงความเศร้าโศกเสียใจ รับรู้สึกผิดที่ตนเองเคยกระทำสิ่งชั่วร้าย จึงเหมือนตั้งมั่นปณิธาน ต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์จริงใจ เริ่มออกจาริกแสวงบุญขอขมาร่วมกับภรรยา เดินสามก้าวแล้วก้มกราบไหว้อัษฎางคประดิษฐ์

ตลอดซีเควนซ์จาริกขอขมาครั้งนี้ หนังทำการซ้อนภาพระหว่างนอร์บูกำลังก้มกราบ และภาพวาด/ประติมากรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และเสียงเพลงที่มอบสัมผัสเหนือธรรมชาติ เหล่านี้ราวกับว่ามีอะไรบางอย่าง(พระพุทธเจ้า)รับรู้การแสดงออกของพวกเขา เลยอำนวยอวยพรให้ตาราตระหนักว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์

เมื่อสองสามีภรรยาจาริกขอขมาถึงวัดลาบรัง พวกเขาก็ตรงเข้าไปหมดกงล้ออธิษฐาน ทำให้ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี (ในเชิงสัญลักษณ์) จากนั้นรับชมระบำจาม (Cham Dance) ถ่ายทำตอนกลางคืน พื้นหลังมืดมิด คละฟุ้งด้วยหมอกควันขาว ราวกับว่านี่คือภาพนิมิต/จินตนาการของนอร์มูและภรรยา (มุมกล้องเอียงๆด้วยนะ) เพื่อคอยย้ำเตือนสติถึงสิ่งชั่วร้ายที่เคยกระทำ ครานี้ยังสามารถปัดเป่าปีศาจร้าย แต่ถ้ากระทำผิดซ้ำก็ตามมีตามเกิดแล้วละ

พานผ่านฤดูกาลหนาวเหน็บ ก็หวนกลับสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจี (หน้าร้อน) วัฏจักรธรรมชาติไม่ต่างจากวัฏจักรชีวิต สองปีหลังจากสูญเสียบุตรชายคนแรก ตาราก็ให้กำเนิดบุตรคนใหม่ นำพาความสดชื่น เริงรื่น ชีวิตชีวากลับสู่ครอบครัวอีกครั้ง

การมาถึงของโรคระบาดห่าใหญ่ ทำให้สรรพสัตว์ล้มตาย ผู้นำชนเผ่าก็ไม่รอดชีวิต จึงต้องมีการขุดดินกลบฝังเจ้าแกะน้อยที่ดูเหมือนไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย … เห็นฉากนี้ทำให้ผมนึกถึงการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-76) อีกเช่นกัน! พฤติกรรมของพวกยุวแดงไม่แตกต่างจากโรคระบาดห่าใหญ่ พบเห็นใครทำอะไรไม่พึงพอใจก็พร้อมจับกุม กลบฝัง (ในเชิงสัญลักษณ์) ป่าวประจานต่อหน้าสาธารณะ ทั้งๆที่คนเหล่านั้นอาจไม่ได้กระทำผิดอะไร

ความเยิ่นยาวของฉากนี้ทำให้ผู้ชมเริ่มเกิดข้อสงสัย สังเกตพฤติกรรมของชาวบ้าน พวกเขาดูเร่งรีบ เอาจริงจัง เหมือนเต็มไปด้วยความ(ขลาด)หวาดกลัว เจ้าแกะตัวไหนพยายามตะเกียกตะกายก็เอาเสียมทุบศีรษะ ราวกับว่าตอนถ่ายทำมันเกิดเหตุการณ์โรคระบาดห่าใหญ่ขึ้นมาจริงๆ แถมกลบดินเกือบมิดหัว! … บรรยากาศของฉากนี้สะท้อนถึงพฤติกรรมของยุวแดงได้ด้วยเช่นกัน ผู้กำกับเทียนจวงจวงเหมือนต้องการสื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นคงเต็มไปด้วยความ(ขลาด)หวาดกลัว ไม่ได้ระเริงรื่นกับสิ่งที่แสดงออกสักเท่าไหร่ เพียงพบเห็นใครทำอะไรก็ต้องเฮโลตามเขาไป ถ้าขัดขืนต่อต้านก็อาจกลายเป็นผู้โดนกระทำ ถูกดินกลบฝังมิดศีรษะเช่นเดียวกัน

ล้อกับตอนต้นเรื่องที่นำเสนอประเพณีเกี่ยวกับ Mountain God มาคราวนี้ในทิศทางตรงกันข้าม พิธีกรรมการขับไล่วิญญาณชั่วร้ายลงสู่แม่น้ำ ด้วยการนำรูปปั้นหน้าตาเหมือนเปรต/ปีศาจ โอบอุ้มโดยนอร์มู (สามารถเปรียบเทียบตรงๆว่าเขาได้กลายเป็น River Ghost) ลงไปล่องลอยคออยู่กลางแม่น้ำ แล้วถูกชาวบ้านเขวี้ยงขว้างก้อนหินขับไล่ และมีลูกหลงโดนศีรษะของเขาจนเลือดอาบไหล … แต่แทนที่จะรู้สึกผิด กลับหยิบเงินบริจาคที่วางอยู่บนก้อนหินเก็บใส่กระเป๋า

เกร็ด: เมืองไทยเราก็มีประเพณีคล้ายๆกันนี้นะครับ อย่างสิบสองเป็ง, ปุพพเปตพลี ฯ มักจัดขึ้นช่วงสารทเดือนสิบ (วันนรกดับ) จุดประสงค์เพื่ออุทิศบุญกุศลแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ให้ได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น

สำหรับชาวทิเบต ม้า (Horse) ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ของรักของหวง เลี้ยงดูแลราวกับบุตรหลาน หรือจะมองว่าคือจิตวิญญาณของผู้เลี้ยง การถูกขายหรือลักขโมยก็เท่ากับเป็นการสูญสิ่งบางสิ่งอย่างในตนเอง

นอร์มูขณะนี้ก็ราวกับสูญเสียความมนุษย์ ไม่ต่างจากเปรด/วิญญาณล่องลอย (River Ghost) ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อยไร้แก่นสาน ออกเดินค้นหาอาหารที่ไม่รู้อยู่แห่งหนใด พบเจอโดยโชคชะตา และพร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว เพื่อประทังชีวิตตนเองและครอบครัว ไม่ต้องอดอยาก อยู่อย่างทนทุกข์ทรมาน

แค่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด จะให้ธำรงอยู่ในศีลในธรรมได้อย่างไร? เจ้าแกะตัวนี้แม้ผูกผ้าพันคอแสดงความเป็นเจ้าของ แต่นอร์มูมิอาจอดรนทนต่อความหิวโหยจึงล้อมจับและเข่นฆ่า (น่าจะตายจริงๆนะครับ) นี่แสดงถึงความท้อแท้หมดสิ้นหวัง มาถึงจุดที่เขายินยอมตกนรกหมกไหม้ ย่อมดีกว่าหิวโหยจนขาดใจตาย

สังเกตว่านอร์มูเข่นฆ่าเจ้าแกะตัวนี้บนพื้นที่ขาวโพลนด้วยหิมะ เพื่อแสดงถึงการกระทำอันบริสุทธิ์ โดยสันชาติญาณ ไม่มีความชั่วร้ายใดๆเจือปน แต่ถึงอย่างนั้นมันกลับขัดย้อนแย้งกับหลักศีลธรรม ความถูกต้องเหมาะสม สังคมไม่ยินยอมรับ และสักวันหนึ่งต้องใช้ผลกรรมในสิ่งที่ก่อ นี่มันยุติธรรมตรงไหน? … คนที่ต้องคำถามลักษณะนี้แสดงว่าไม่เข้าใจวัฏจักรชีวิตเลยนะครับ มองเพียงสิ่งบังเกิดขึ้นตรงหน้า ขณะนี้ ชาตินี้ ทำไมฉันถึงลำบาก? ต้องทนทุกข์ทรมาน? ไม่มีอะไรจะกิน? ล้วนเป็นผลกรรมสะสมมาจากชาติปางก่อนทั้งนั้น

การที่จู่ๆแท่นบูชาไฟลุกไหม้โชติช่วง นั่นคือลางร้ายบอกเหตุ เหมือนว่า Mountain God ไม่พึงพอใจอะไรบางอย่าง? นั่นทำให้ผมมองย้อนกลับไปหาฉากก่อนหน้าที่มีการเข่นฆ่าเจ้าแกะน้อย หรือมันเป็นตัวที่ใช้สังเวย/บูชาเทพเจ้า ด้วยเหตุนี้จึงนอร์มู(และครอบครัว)จึงถูกฟ้าดินลงทัณฑ์ ขับไล่ให้ออกไปจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

นี่เป็นอีกฉากที่สร้างความรำคาญใจให้ผมอย่างมาก เพราะเป็นการนำเสนอความงมงายต่อเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ทำไมตอนหิวโหยไม่เคยช่วยเหลืออะไร แต่พอกระทำสิ่งชั่วร้าย/ไม่พึงพอใจกลับขับไล่ไสส่ง … พฤติกรรมของ Mountain God เอาแต่ใจไม่ต่างจากประธานเหมาเลยนะ!

กลับตารปัตรจากตอนต้นเรื่อง นอร์มูและเพื่อนลักขโมยม้าตอนกลางคืนกลางท้องทุ่งหญ้า <> สลับมาตอนกลางวันแสกๆโจรสองคนปีนป่ายขึ้นเนินเขามาลักขโมยม้าของนอร์มู … นี่เรียกว่ากรรมสนองโดยแท้

ผมละแอบเกาหัวเล็กๆ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไฟไหม้แท่นบูชา Mountain God แล้วทำไมพวกเขาถึงอพยพย้ายมาตั้งเต้นท์บนเนินเขา? หรือเพราะอยู่ในช่วงระหว่างการเดินทางผ่าน กำลังมองหาสถานที่ตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานใหม่? แต่ภูเขาหิมะที่อยู่ด้านหลังอันตรายมากเลยนะ ไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสมต่อการย้ายบ้านเลยสักนิด!

ไม่ต้องอธิบายฉากนี้ก็น่าจะรับรู้ได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไร สังเกตว่าพื้นหิมะขาวช่วยขับเน้นสีแดงเลือดให้มีความเด่นชัด สามารถสื่อถึงความตายของผู้บริสุทธิ์ ประชาชนชาวจีนไม่รู้เท่าไหร่ที่เสียชีวิตในช่วงรัชสมัยประธานเหมาเจ๋อตุง จากการออกนโยบายไร้สาระอะไรก็ไม่รู้ Anti-Right Campaign (1957-59), Great Leap Forward (1958-62), Cultural Revolution (1966-76) ฯลฯ มีบทความหนึ่งตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ New York Times ตั้งชื่อได้น่าสนใจมากๆว่า Who Killed More: Hitler, Stalin, or Mao?

เกร็ด: ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีผู้เสียชีวิตประมาณ 12 ล้านคน เหมือนจะเยอะแต่เมื่อเทียบกับ Great Leap Forward (1958-62) มีชาวจีนที่เสียชีวิตจากความหิวโหย (Famine) ประมาณ 15-55 ล้านคน!

ตัดต่อโดย Li Jingzhong, 李京中 และ Li Kezhi, 李克之 (Red Sorghum (1988))

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองนอร์บู ตั้งแต่ครั้งแรกที่ลักขโมยม้า คือเหตุผลทำให้ถูกขับไล่ออกจากชนเผ่า สูญเสียบุตรชาย ร่วมกับภรรยาออกจาริกขอขมาสู่วัดลาบรัง และการตัดสินใจเผชิญหน้ายินยอมรับผลกรรม

  • อารัมบท, นอร์บูและเพื่อนลักขโมยม้า
  • ชนเผ่ากงกา
    • นำเสนอวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อศรัทธาของชาวทิเบต
    • นอร์บูปล้นพ่อค้าขายของ ทำให้ถูกขับไล่ออกจากชนเผ่า
  • การสูญเสียจาซือ
    • จาซือล้มป่วยหนัก นอร์บูพยายามอธิษฐานขอพรวัดลาบรัง
    • การเสียชีวิตของจาซือ ทำให้นอร์บูและภรรยาจาริกขอขมาสู่วัดลาบรัง
    • รับชมการแสดงเต้นรำจาม เริ่มทำให้ตระหนักถึงผลของการกระทำ
  • เผชิญหน้ายินยอมรับผลกรรม
    • เกิดเหตุการณ์โรคระบาดสัตว์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมาย
    • นอร์บูพยายามโน้มน้าวภรรยาให้พาทารกน้อยกลับสู่ชนเผ่า
    • นอร์บูถูกโจรลักขโมยม้า เลยออกติดตามไล่ล่า และได้รับผลกรรมคืนตอบสนอง

เรื่องราวของหนังไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร แถมยังไม่ค่อยมีบทพูดสนทนา ส่วนใหญ่ใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพ ‘visual image’ ร้อยเรียงปะติดปะต่อเพื่อสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร ทำให้เกิดสัมผัสของบทกวีภาพยนตร์


เพลงประกอบโดยฉวีเสี่ยวซุง, 瞿小松 (เกิดปี 1952) คีตกวีชาวจีน หลังสำเร็จการศึกษาจาก Central Conservatory of Music ได้รับทุนแลกเปลี่ยน Columbia University เลยปักหลักอาศัยอยู่สหรัฐอเมริกา มีผลงานออร์เคสตรา, โอเปร่า, Chamber Music, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Sacrificed Youth (1986), The Horse Thief (1986), Samsara (1988), King of the Children (1988), Life on a String (1991), Pushing Hands (1991) ฯลฯ

งานเพลงของฉวีเสี่ยวซุง ไม่เชิงว่ามีกลิ่นอายทิเบต (แต่ก็ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านอยู่บ้าง) มุ่งเน้นสร้างบรรยากาศลึกลับ มอบสัมผัสเหนือธรรมชาติ ระยิบระยับด้วยกระดิ่ง ระฆัง บางครั้งก็เสียงสวดมนต์ ประสานขับร้องคอรัส และเครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียง (Synthesizer) ให้ผู้ชมรับรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอย่างที่เราไม่สามารถเผชิญหน้าต่อกร นั่นคือวิถีแห่งชีวิต สัจธรรมความจริง จำต้องยินยอมรับผลของกรรมในสิ่งเคยกระทำ

น่าเสียดายที่หนังไม่มีอัลบัมเพลงประกอบ แต่อยากจะแนะนำการเต้นรำจาม (Cham Dance) ชาวตะวันตกให้คำเรียก ‘devil dance’ โดยนักแสดงสวมหน้ากากสีดำ ตัวแทนของพระวัชรกาลี, Vajrakilaya (อวตารหนึ่งของพระโพธิสัตว์วัชรปาณี) ทำพิธีปัดเป่าขับไล่วิญญาณชั่วร้าย หน้ากากโครงกระดูก ศีรษะกวาง ให้ผู้เข้าร่วมประสบแต่ความโชคดีมีชัย

The Horse Thief (1986) นำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรน ยินยอมกระทำสิ่งขัดแย้งต่อวิถีชีวิต ขนบประเพณี ความเชื่อศรัทธาของชนเผ่า/ชาวทิเบต เพื่อหาหนทางเอาชีพรอด (Survival) นำความเป็นอยู่สุขสบายมามอบกับครอบครัว

The Horse Thief is a story about belief, death, and how to survive. No matter which generation you’re from, you’ll always have to think about that. Because at the time, I just experienced the biggest political movement at the time, The Cultural Revolution, of course I was thinking about these themes. Using a Tibetan story is easier to tell than using a Han Chinese story, which would be more complex.

ผู้กำกับเทียนจวงจวง

บอกตามตรงผมครุ่นคิดไม่ถึงว่า ผู้กำกับเทียนจวงจวงจะทำการเปรียบเทียบเรื่องราวของหนัง กับประสบการณ์ที่เคยได้รับเมื่อครั้นการปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-76) หลังจากครอบครัวถูกยุวชนแดงกล่าวประณาม ส่งไปใช้แรงงานหนักยังมณฑลจี๋หลิน ก็เหมือนกับนอร์บูโดนขับไล่ออกจากชนเผ่า จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเซียะเหอ

แซว: ทีแรกผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับเทียนจวงจวงต้องการโจมตี การก้าวกระโดดไกลไปข้างหน้า (1958-62) เพราะนำเสนอความอดอยากปากแห้งของตัวละคร คือต้นสาเหตุให้มนุษย์ก่อกระทำความผิด

เรื่องราวในหนังบุตรชายจาซือล้มป่วยเสียชีวิต สามารถสื่อถึงเด็กชายเทียนจวงจวงที่สูญเสียจิตวิญญาณ ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อครอบครัว แต่ไม่นานก็ราวกับได้ถือกำเนิดใหม่ ค้นพบความสนใจของตนเอง และก่อนมีโอกาสเดินทางกลับปักกิ่ง (ได้งานผู้ช่วยตากล้อง Beijing Agricultural Film Studio) บิดาของเขาก็ล้มป่วยเสียชีวิต คงเปรียบเทียบถึงผลกรรมของโจรขโมยม้ากระมัง

แม้ผู้กำกับเทียนจวงจวง เหมือนเต็มไปด้วยอคติต่อบิดา (เปรียบเทียบกับโจรขโมยม้า) แต่เขาก็พยายามนำเสนอให้เห็นถึงจิตสำนึก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ฉันก็ไม่ได้อยากกระทำสิ่งนี้ (องก์สองของหนังเต็มไปด้วยการแสดงความสำนึกผิด) แต่เพื่อการเอาชีพรอด ครอบครัวเป็นอยู่สุขสบาย แล้วมันผิดอะไรตรงไหนกัน?

ถ้าเรามองพุทธศาสนาเป็นเพียงความเชื่อศรัทธา ย่อมบังเกิดความฉงนสงสัย โล้เล้ลังเลใจ โหยหาสิ่งสร้างความสุขภายนอกกาย อยากร่ำรวย อยากโด่งดัง อยากเป็นเจ้าของโน่นนี่นั่น ก่อเกิดกิเลสตัณหา โลภะ โทสะ โมหะ นำมาซึ่งความทุกข์ทรมาน เวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะสังสาร

พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งความเชื่อหรือศรัทธา แต่ท้าทายให้ชาวพุทธต้องพิสูจน์ ศึกษาร่ำเรียน เข้าถึงธรรมะด้วยตัวเราเอง นำเสนอหลากหลายสรรพวิธีในการใช้ชีวิต ชี้ให้เห็นถึงสัจธรรมชีวิต กฎแห่งกรรมคือความจริง จิตวิญญาณว่ายเวียนวนอยู่ในวัฎฎะสังสาร

สำหรับศีลห้าคือการห้ามปราม ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่ทำแล้วต้องชดใช้ผลกรรมตามที่เคยก่อ ‘ลักขโมยม้าของผู้อื่น สักวันหนึ่งย่อมต้องถูกโจรลักขโมยม้าของเรา’ สังเกตว่าทั้งห้าข้อล้วนเกี่ยวกับการกระทำต่อผู้อื่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ข่มขืน โกหกหลอกลวง และชั่วร้ายสุดคือสุราเมระยะ เสพของมึนเมา นอกจากเป็นการทำร้ายตนเอง ยังคือต้นเหตุก่อให้เกิดความประมาท สามารถกระทำผิดศีลสี่ข้อก่อนหน้าได้ทั้งหมด

น่าเสียดายที่ผมรู้สึกว่าประเด็นศาสนาของหนังถูกนำเสนอในลักษณะความเชื่อศรัทธา ดูงมงาย และมอบสัมผัสเหนือธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนกรอบความคิด ‘ปัญญาชน’ ชาวจีนยุคสมัยนั้นที่ต้องการทุบทำลายอดีต รวมถึงทุกๆศาสนา แล้วเปลี่ยนมาเชื่อในตัวบุคคล ประธานเหมาเจ๋อตุง ซึ่งแม้ผู้กำกับเทียนจวงจวงจะเต็มไปด้วยอคติต่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรม แต่เขาย่อมได้รับการเสี้ยมสอนปลูกฝัง ในฐานะ ‘ปัญญาชน’ ด้วยทัศนคติชาวจีนรุ่นใหม่

เอาจริงๆถ้าผู้กำกับไม่พูดออก ผมเองยังไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างหนังกับการปฏิวัติวัฒนธรรม มันเป็นการเปรียบเทียบที่โคตรห่างไกล แน่นอนว่ากองเซนเซอร์จีนย่อมไม่อาจจินตนาการถึง จึงยินยอมปล่อยผ่าน แถมให้การสนับสนุน อนุรักษาแถมยังให้ทุนบูรณะ … ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงประเด็นการเมืองก็ได้นะครับ เพียงเพลิดเพลินไปกับงานภาพสวยๆ การต่อสู้ดิ้นรน/ธรรมชาติชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเหี้ยมโหดร้าย

ผมค่อนข้างสนใจกลุ่มเป้าหมายของผู้กำกับเทียนจวงจวง เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องเพื่อผู้ชมศตวรรษที่ 21 หรือก็คือพวกเรายุคสมัยนี้! ได้มีโอกาสพบเห็นสิ่งที่ต้องถือว่าแทบจะหมดสูญสิ้น ไม่หลงเหลือวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศรัทธาดังกล่าวบนโลกนี้อีกแล้วกระมัง … ถือเป็นการบันทึกอดีต หรือที่เรียกว่าไทม์แคปซูล

I try to make films for this century. No director doesn’t want their films to be seen by the people of their age. But sometimes you’ll create films that have completely different tastes from your general audience. That is fate. That’s fate’s problem, and there’s nothing you can do about it.

ผู้กำกับเทียนจวงจวง ให้สัมภาษณ์เมื่อตอนนำหนังฉบับบูรณะเข้าฉาย Cannes Classic เมื่อปี 2019

หลังจากหนังสร้างเสร็จสิ้น กลับไม่ได้รับอนุญาตจากทางการจีนให้นำออกฉาย เพราะนักแสดงพูดภาษา Tibetan เลยต้องนำมาพากย์เสียงทับ Mandarin โชคดีว่ามีสตูดิโอจัดจำหน่ายสัญชาติฝรั่งเศส Les Films de l’Atalante ได้ติดต่อขอซื้อฟีล์มต้นฉบับ จึงยังสามารถหารับชมภาษา Tibetan ที่ฝรั่งเศสและหลายๆประเทศในยุโรป/สหรัฐอเมริกา

ขณะที่ฉบับบูรณะคุณภาพ 4K Digital Restoration ได้รับทุนสนับสนุนจาก China Film Archive ซึ่งทางการจีนอนุญาตให้ฟื้นฟูเสียงต้นฉบับ (ภาษา Tibetan) ภายใต้การดูแลของผู้กำกับเทียนจวงจวง และตากล้องโฮ่วหยง แล้วเสร็จสิ้นเมื่อปี 2018 จัดฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Beijing International Film Festival ติดตามด้วยเทศกาลหนังเมือง Cannes Classic

เพียงไม่กี่ช็อตของหนังก็สร้างความ ‘overwhelming’ ให้ผมอย่างล้นหลาม แม้เรื่องราวจะไม่มีอะไรน่าจดจำ แต่เราก็สามารถเพลิดเพลินไปกับงานภาพสุดตระการตา ความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ-ชีวิต สะกดจิตผู้ชมราวกับต้องมนต์ขลัง สู่วังวนแห่งศรัทธาความเชื่อพุทธศาสนา กระทำสิ่งใดๆไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้นคือตอบสนอง

แนะนำคอหนัง Art House ใช้ภาพในการเล่าเรื่องราว ‘visual image’ งดงามดั่งบทกวีภาพยนตร์, ช่างภาพ ตากล้อง ชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ ขุนเขากว้างใหญ่, สนใจวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อศรัทธาชาวธิเบตสมัยก่อน, และโดยเฉพาะชาวพุทธ นิกายวัชรยาน สัมผัสมนต์ขลังของกฎแห่งกรรม

จัดเรต 13+ กับภาพความตาย และการโจรกรรม

คำโปรย | The Horse Thief ของผู้กำกับเทียนจวงจวง นำเสนอความน่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ชีวิต สะกดจิตผู้ชมราวกับต้องมนต์ขลัง สู่วังวนแห่งศรัทธาความเชื่อพุทธศาสนา
คุณภาพ | ต้ต์
ส่วนตัว | เพลิดเพลินตา

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: