The Housemaid (1960)

The Housemaid

The Housemaid (1960) : Korea – Kim Ki-young

ผมไปเจอหนังเรื่องนี้ในชาร์ท Asian Cinema 100 Ranking จากเทศกาลหนังเมือง Busan ครั้งล่าสุด (2015) หนังเรื่องนี้ติดอันดับ 10 สูงสุดในบรรดาหนังจากประเทศ Korea สูงกว่า Old Boy ที่ติดอันดับ 14 มันต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ เพราะมันหมายถึงนี่คือหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเกาหลี และพบว่าจริงครับ นี่เป็นหนังระดับโคตร melodrama ในระดับที่ละครหลังข่าวเมืองไทยเทียบไม่ติดเลย

นี่เป็นหนังเรื่องแรกในการรีวิว ที่ผมจัดคุณภาพระดับ LEGENDARY แต่ความชอบระดับ WASTE คือ ไม่ชอบหนังเรื่องนี้รุนแรงมากๆ ผมเป็นคนไม่ชอบหนังแนว melodrama แรงๆ เพราะรู้สึกมันไร้สาระ บีบหัวใจเกินกว่าเหตุ และมันทำให้เกิดความขยะแขยงบางอย่าง นี่เป็นหนังที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเต็มๆเลยครับ ตอนดูหนังเรื่องนี้มันเหมือนผมกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ซัดกระน่ำมาอย่างไม่ยั้ง ความรุนแรงระดับที่พัดเอาบ้านทั้งหลังไปด้วย ไม่เหลือแม้แต่ซาก ที่ทนดูจนจบเพราะอยากรู้ว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง จบแล้วรู้สึกโล่ง เหมือนพายุสงบ หวังว่าชีวิตนี้คงไม่เจออะไรแบบนี้อีก

เดี๋ยวก่อนนะครับ อย่าเพิ่งถอดใจเมื่อเห็นผมบรรยายสรรพคุณหนังขนาดนั้นแล้วฉันจะดูไหนเหรอ มันไม่ใช่ว่าทุกคนดูแล้วจะรู้สึกเหมือนผมนะ นั่นเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมเล่าให้ฟัง เพื่อบอกว่านี่เป็นหนังที่ผมไม่ชอบ แต่เชื่อว่าคนที่ชอบดูละครหลังข่าว คุณน่าจะต้องชอบหนังเรื่องนี้แน่ๆ มันมีองค์ประกอบของหญิงร้าย ชายชั่ว คบชู้ อิจฉาริษยา แย่งผัว ตบเมีย ฆ่าลูก ที่กระชากอารมณ์คนดูไปถึงที่สุดเท่าที่เรื่องราวจะพาไปได้

ผมไม่คิดว่าจะมีใครในโลกที่หมกมุ่นเรื่องพวกนี้เท่ากับผู้กำกับ Kim Ki-young อีกแล้ว ในรายชื่อหนังที่พี่แกทำ ก็จะมีแต่แนวๆนี้ เน้นสำรวจพฤติกรรม จิตวิทยาเชิงลึกของผู้หญิง แค่ชื่อหนังก็ก็พอบอกได้ถึงสิ่งที่ผู้กำกับสนใจได้เป็นอย่างดี Insect Woman (1972), Beasts of Prey (1985) และมีหนัง 3 เรื่องที่ถือเป็น Housemaid Trilogy ประกอบด้วย The Housemaid (1960), Woman of Fire (1971) และ Woman of Fire ’82 (1982) สามเรื่องนี้เห็นว่ามีเนื้อหาหลักคล้ายๆกัน เพียงแต่เปลี่ยนสถานการณ์ วิธีการเล่าเรื่อง และมุมมองบางอย่างเท่านั้น มองสไตล์ของผู้กำกับในแง่ดี คือเขาพยายามนำเสนอพฤติกรรมบางอย่างของเพศหญิง ที่ถือเป็นภัยสังคม ชีวิตจริงมันอาจมีอะไรแบบในหนังเกิดขึ้นได้ เป็นการเตือนภัย สอนหญิงและสอนชาย ให้ระวังตัวอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบในหนัง คิดแบบนี้ มุมมองของหนังจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย

มันทำให้ผมนึกถึง Park Chan-wook ผู้กำกับ Old Boy ที่มักจะทำหนังคล้ายๆกัน มีใจความหลักเหมือนเดิมแค่เปลี่ยนบริบทรอบข้าง (ของพี่ Park ตีมหลักพี่แกคือ ล้างแค้น หนังทุกเรื่องของพี่แกก็เกี่ยวกับการล้างแค้น) นี่เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการภาพยนตร์ของเกาหลี ทำไมผู้กำกับถึงมีแนวทางที่ชัดเจนสุดโต่งในเชิงหมกมุ่นขนาดนี้ รวมถึงภาพความรุนแรง ทั้ง The Housemaid และ Old Boy เป็นหนังที่มีความรุนแรงสูงมากๆ เพราะอะไรกัน ใครรู้ช่วยแนะนำกันได้นะครับ

นำแสดงโดย Kim Jin-kyu ครูสอนดนตรีและเป็นสามี เขาดูเหมือนเป็นคนดี แต่ใครมันจะทนได้เมื่อเจอผู้หญิงแก้ผ้ายืนอยู่ตรงหน้า ผมเรียก ปากว่าตาขยิบ แต่เขาก็ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ คือเมื่อรู้ว่าตัวเองทำผิดแล้วก็พยายามหาทางแก้ไข แต่เขาไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้ ภายหลังเขาเลยตกเป็นทาสของการกระทำตัวเอง

Ju Jeung-ryu เล่นเป็นแม่และภรรยา เธอเป็นผู้หญิงที่รักครอบครัว อ่อนต่อโลก ดูเหมือนเธอมองโลกในแง่ดี กระนั้นเธอก็มีความต้องการโน่นนี่นั่นมากมาย เมื่อสามีสารภาพว่าเขานอกใจเธอ แทนที่จะโกรธกลับให้อภัย เพราะคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกอย่างได้ ผมถือว่าตอนนั้นเธอกลายเป็นคนดีแตก เพราะเธอมีทุกอย่าง จึงกลัวที่จะสูญเสียทุกอย่าง เธอจึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองสูญเสียอะไร ถึงขนาดคิดฆ่าชู้ ฆ่าลูกชู้ แต่เมื่อสิ่งที่เธอทำไม่ประสบผล และกำลังสูญเสียทุกอย่าง เธอจึงมีสภาพเหมือนร่างที่ไร้วิญญาณ นั่นตัวตนที่แท้จริง ที่ไม่มีอะไรเลย

Lee Eun-shim เล่นเป็นคนใช้ (Housemaid) และชู้ ว่ะ! เจ๊แกแสดงตัวละครออกมาได้ยังไงนิ! นี่เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา มัวเมา หลงผิด เธอทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนใจอะไร ผมไม่ค่อยอยากทำความเข้าใจตัวละครนี้เท่าไหร่ เพราะมันเป็นตัวละครที่แสดงถึงธาตุแท้ของมนุษย์ ที่มีสัญชาติญาณในการใช้ชีวิตเท่านั้น อยากได้อะไรต้องได้ อยากทำอะไรต้องได้ทำ เหมือนเด็กที่ถูกตามใจจากผู้ใหญ่ โตขึ้นถูกแกล้งเพราะทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เลยต้องการพิสูจน์เพื่ออวดคนอื่นว่าทำได้อย่างที่ฉันทำหรือเปล่า กระนั้นเธอยังมีคุณธรรมเล็กๆ ในฉากที่พูดว่าใส่ยาฆ่าหนูในน้ำดื่มแต่เธอไม่ได้ใส่จริงๆ นี่แสดงถึงเธอเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสีย รู้ว่ามันเป็นอย่างไร เธอแค่อยากให้คนที่ทำกับเธอเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่การตายของเด็กชายมันเป็นอุบัติเหตุมากกว่าความตั้งใจ เธอคงรู้สึผิดเล็กๆ แต่ก็ฉวยโอกาสนั้นย้ำเตือนต่อสิ่งที่เธอถูกกระทำมา

ถ่ายภาพโดย Kim Deok-jin นี่เป็นหนังที่ใช้เทคนิคการถ่ายทำได้ยอดเยี่ยมมากๆเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะการเล่นแสงสี บรรยากาศของหนังช่วงแรกกับช่วงหลังให้ความรู้สึกต่างกันมาก ช่วงแรกยังรู้สึกหนังดูมีชีวิตชีวาบ้าง มีฉากที่โรงงานเห็นผู้คนมากมาย แต่ครึ่งหลังจะภาพจะสีหม่นมากๆ มีแต่ฉากในบ้านล้วนๆ ผมจำไม่ได้ว่าครึ่งหลังมีฉากที่ถ่ายนอกบ้านแล้วฝนไม่ตกหรือเปล่า หนังทำให้เรารู้สึกเหมือนข้างนอกมันมืดตลอดเวลา ฉากสำคัญๆในหนัง ก็จะเห็นฝนตกฟ้าแลบ ได้ยินเสียงฟ้าร้องอยู่บ่อยครั้ง นี่เป็นความจงใจที่เห็นชัดมากๆ

ตอนเปิดเรื่อง ขณะเครดิตขึ้นก็ กล้องเคลื่อนไปจับที่เด็กสองคนกำลังเล่นพันด้ายกันอยู่ ความหมายฉากนี้ก็ตรงตัวเปะเลย เปรียบชีวิตคนเหมือนเส้นด้ายที่ถูกเปลี่ยนมือไปมา วิธีการเล่นคือ คนที่ไม่ได้ถือเส้นด้าย จะต้องพยายามหาทางเอาด้ายนั้นมาถือให้ได้ โดยไม่ทำให้ด้วยคลายตัว … มันคือเกมเล่นเชือก หรือเล่นพันด้ายที่คนทั่วโลกน่าจะรู้จักกัน (เห็นว่าเกมนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคหิน Stone Ages) ฉากนี้ตอนต้นเรื่องมันทำให้ผมเข้าใจเลยว่า หนังมันต้องมีเรื่องราวที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนแบบเกมนี้แน่ๆ ปรากฏว่า หนังมันเกินกว่าที่ผมคาดหวังไว้อีก

เพลงประกอบโดย Han Sang-gi เครื่องดนตรีหลักที่ใช้ คือเครื่องเป่า (ทรัมเป็ต, ทรัมโบน) จะได้ยินเน้นๆตอนเครดิตต้นเรื่อง และช่วงท้ายๆ ผมรู้สึกเพลงนี้ฟังแล้วมันหลอนๆ เหมือนบทเพลงแห่งความตาย การเลือกใช้เครื่องเป่า เสียงที่ออกมาไม่ถือว่าเพราะเท่าไหร่นะครับ เหมือนคนเป่าที่กำลังจะหมดลม ฉากตอนท้ายที่ตัวละครใกล้ตาย ฟังแล้วหัวใจเราจะหยุดเต้นตามตัวละครไปด้วย เพลงประกอบในหนังเรื่องนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะช่วยเค้นอารมณ์ของคนดูไปถึงจุดสูงสุดจริงๆ

มันเป็นช่วงเวลายากลำบากของคนมีครอบครัว เมื่อต้องทำงานหรือได้รู้จักกับหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่บางทีพวกเขาก็ได้รับการปลูกว่า ฉันมีอิสระที่จะคิดหรือทำอะไรก็ได้ การได้พบเจอเหตุการณ์ในหนังถือว่า บรมโคตรซวย จริงๆ เด็กผู้หญิงที่ไม่สนว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการจะส่งผลกระทบต่อคนมากน้อยแค่ไหน แต่กระนั่นใช่ว่าเด็กมันจะผิดสถานเดียว คนที่ไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้ก็มีส่วนผิดไม่น้อยไปกว่ากัน เด็กมันจะคิดอะไรถ้าเห็นว่าผู้ใหญ่ยอมให้ตัวเองขนาดนี้ มันก็เหลิงสิครับ คิดว่ามีคนหนุนหลัง ได้มาครั้งหนึ่งแล้วทำไมจะไม่ได้อีก

เสนอแนะวิธีแก้ปัญหาไว้สักหน่อยแล้วกัน ในหนังที่สามีไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาได้ เพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น หญิงสาวคนหนึ่งส่งจดหมายรักให้เขา สิ่งที่ทำคือแจ้งกับหัวหน้าโรงงาน ทำให้หญิงสาวคนนั้นต้องออกจากงาน นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อยับยั้งสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต … โชคร้ายที่ภายหลังหญิงคนนี้ตรอมใจตาย พี่แกเลยทำตัวไม่ถูก โทษตัวเองว่าเพราะเขาทำให้เธอเสียชีวิต นี่เป็นจุดที่ผมมองว่า พี่แกคิดผิดนะครับ หญิงคนนั้นไม่ได้ตายเพราะเขา เธอตรอมใจตายด้วยตัวเอง เธอผิดเต็มๆที่ไปหลงรักชายที่แต่งงานแล้ว เราไม่ควรเห็นใจหรือตามใจเธอนะครับเพราะมันจะทำให้เหลิง มองไปเลยว่าเป็นตรอมใจตายเพราะหลงรักคนมีเจ้าของเป็นสิ่งโง่เง่าไร้สาระ … เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในหนัง ทำให้สามีไม่สามารถหาทางออกได้เมื่อเขากลายเป็นชู้กับคนใช้ (คนใช้มันก็ฉลาดที่ใช้ร่างกายชักนำในช่วงเวลาที่ผู้ชายขณะมีจิตใจอ่อนแอที่สุด) ในกรณี ถ้าเขาเพียงสามารถหักห้ามใจตัวเองได้ก็จบ แต่สมมติว่าเผลอทำไปแล้ว การเล่าให้ภรรยาฟังนี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขาต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ยอมรับผลของการกระทำ … กระนั้นการกระทำของภรรยาที่ใช้ความรุนแรงคือสิ่งที่ผิด หรือขับไล่ฝ่ายชายและชู้ออกจากบ้านก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดีนัก แทนที่เธอจะทำความเข้าใจ ศึกษาเหตุผล เข้าใจเขาเข้าใจเรา ทำไมไม่พูดคุยกันดีๆ เปิดอกสนทนา คุยกับชู้ร่วมกันหาทางออก เด็กในท้องก็มองเสียเป็นลูกอีกคน ผู้หญิงถ้าลดความอิจฉาริษยาไปได้ จะน่ารักขึ้นอีกหลายร้อยเท่าเลย ผู้หญิงที่เป็นแบบนี้ ไม่มีชายคนไหนกล้านอกใจแน่ๆครับ

ผมพอแล้วนะครับ จะไม่พยายามคิดหนังเรื่องนี้ต่อให้ปวดหัวเสียเวลานะครับ แนะนำกับคนที่ชอบแนว melodrama แรงๆ เนื้อเรื่องจัดจ้าน คนชอบหนังเกาหลีก็จัดไปครับ ให้เรต R 18+ กับเนื้อเรื่องและความรุนแรง เห็นว่ามีเวอร์ชั่น remake เมื่อปี 2010 กำกับโดย Im Sang-soo ถ้าหาเวอร์ชั่น 1960 ดูไม่ได้แต่อยากเสพเนื้อเรื่อง ให้ดูเวอร์ชั่น remake ก็น่าจะได้อรรถรสไม่แพ้กัน

คำโปรย : “The Housemaid หนังเกาหลีที่ว่ากันว่าดีที่สุด ใครชอบแนว melodrama แรงๆ ชายชู้ หญิงชั่ว คุณภาพจัดเต็มห้ามพลาด”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบWASTE

 

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of