The Jungle Book (1967)

The Jungle Book

The Jungle Book (1967) : Wolfgang Reitherman

อนิเมชั่นของ Disney ขึ้นชื่อว่ามีใจความลึกซึ้งแฝงอยู่เสมอ หนึ่งในนั้น The Jungle Book ถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากเรื่องราวที่เปรียบเทียบได้กับคนประเภทต่างๆในสังคมแล้ว ยังมีส่วนผสมของความ Racism ที่รุนแรงพอสมควร ในโอกาสที่ Live-Action กำลังมาถึง (2016) คุณจะเลือกเป็นแค่เด็กน้อยที่เห็นหนังของ Disney มีแค่ความสนุกและสวยงาม หรือมองลึกลงไปให้เห็นแนวคิดอันชั่วร้ายที่ผู้ใหญ่นิสัยไม่ดีสอดไส้เอาไว้

ถึง Disney จะสร้างสรรค์อนิเมชั่นดีๆไว้มากมาย แต่หลายๆเรื่องก็มีใจความแฝงที่รุนแรงมากๆ ผมไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นมาจากนาย Walt Disney เลยหรือเปล่า เพราะขนาดอนิเมชั่นเรื่องยาวเรื่องแรกของโลก Snow White and the Seven Dwarfs (1937) ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า White จึงมีความเป็นไปได้สูงว่านาย Walt Disney นี่แหละตัวการสำคัญของจุดเริ่มต้นการเหยียด (Racism) อนิเมชั่นจาก Disney แทบทุกเรื่องมักจะมีใจความแฝงลักษณะนี้อยู่เสมอ โดยจะไม่นำเสนอออกมาตรงๆ แต่เป็นสิ่งที่สามารถคิดวิเคราะห์ตามและพบได้จริงๆ กว่าใจความแฝงนี้จะเริ่มเบาลง ผมก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะครับ ตอนสร้าง Princess and the Frog (2009) อนิเมะเจ้าหญิงผิวสีคนแรกของ Disney ตอนนั้นกระแสต่อต้านก็แรงมากๆ เพราะคนอเมริกันจะรู้กันดีว่า หนังของ Disney คนผิวสีจะเป็นตัวร้ายเสมอ ก็คิดดูกันเองนะครับว่าทำไม Disney ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1939 เพิ่งมาสร้างนางเอกผิวสีคนแรกเมื่อ 2009 (80 ปี)

กับคนที่พยายามจะแย้งผม ว่าอนิเมะของ Disney ไม่มีใจความลักษณะนี้แฝงอยู่หรอก หรือคุณเป็นติ่งของ Disney ก็อย่าเสียเวลาอ่านรีวิวหรือคอมเมนต์ให้ผมเสียเวลาตอบเลยนะครับ ถ้าคุณไม่มีความสามารถที่จะวิเคราะห์หนังในระดับที่ผมเล่าได้ คุยไปก็ไม่มีวันเข้าใจตรงกันแน่นอนนะครับ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชอบอนิเมะฝั่งญี่ปุ่นมากกว่าอเมริกามากๆ เพราะใจความแฝงของอนิเมะจากญี่ปุ่นมีความหลากหลายกว่า ไม่ยึดติดในรูปแบบด้วย ขณะที่อนิเมะจาก Disney จะพบว่ามีใจความคล้ายๆกันหมด ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ทั้งการ ‘เหยียด’ และ ‘ปลูกฝัง’ ความที่ภาพเป็นอนิเมชั่น สื่อที่ผู้ใหญ่มักจะคิดว่าให้เด็กดูได้ แต่หารู้ไม่ ‘การ์ตูน’ นี่แหละตัวดีเลย มันสามารถจะปลูกฝังความชั่วร้ายได้ยอดเยี่ยมเลย

The Jungle Book สร้างโดยผู้กำกับ Wolfgang Reitherman ชื่อเดิมคือ Woolie Reitherman ชาวเยอรมัน เขาเริ่มอาชีพนี้จากการเป็น Animator ตั้งแต่ Snow White and the Seven Dwarfs (1937) และเขาเป็น 1 ใน Disney’s Nine Old Men ชาย 9 คนผู้ร่วมก่อตั้ง Walt Disney Studio และเขียนทฤษฎี 12 basic principles of animation ปัจจุบันทั้ง 9 เสียชีวิตไปหมดแล้วนะครับ (ปี 2008 คนสุดท้ายของ Disney’s Nine Old Men ได้เสียชีวิต นี่อาจเป็นเหตุผลให้ Disney สามารถสร้าง Princess and the Frog ได้สำเร็จ) อนิเมะเรื่องแรกที่ Reitherman กำกับคือ Sleeping Beauty (1959)

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Jungle Book (1894) วรรณกรรมเยาวชนของ Rudyard Kipling กวีและนักเขียนชาวอังกฤษ เขียนขึ้นจากประสบการณ์วัยเด็กของเขาที่เกิดและเติบโตใน Mumbai ประเทศ India ใช้เวลาศึกษารวมรวมข้อมูลและเขียน 6 ปีครึ่ง ตีพิมพ์ลงในนิตยสารของอังกฤษเมื่อปี 1893-1894 มีทั้งหมด 12 เรื่อง ในปี 1907 Kipling ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม (Nobel Prize in Literature) ถือเป็นชาวอังกฤษคนแรกที่ได้รางวัลนี้

สำหรับการดัดแปลงมาเป็นบทภาพยนตร์นั้น แรกเริ่ม Walt Disney มอบหมายให้ Bill Peet ที่มีผลงานก่อนหน้าคือ 101 Dalmatians (1961) และ The Sword in the Stone (1963) ซึ่งเขาได้ทำการดัดแปลงโดยให้มีโทนเดียวกับนิยาย คือมืดหม่นและจริงจัง แต่ Disney ไม่ชอบใจเท่าไหร่ เพราะเขาคาดหวังให้ครอบครัวและเด็กๆสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้ Peet กับ Disney มีปากเสียงกันรุนแรง เพราะ Peet ไม่ต้องการเปลี่ยนโทนของหนัง เป็น Peet ที่ลาออกจากสตูดิโอและถูกตัดชื่อในเครดิตออกไปด้วย Disney ได้ว่าจ้างนักเขียนคนใหม่ Larry Clemmons และบอกเขาว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าอ่านนิยายเล่มนี้ “The first thing I want you to do is not to read it.” กระนั้น Clemmons ก็ต้องอ่าน (ไม่งั้นจะดัดแปลงได้ยังไง) เงื่อนไขของ Disney คือต้องการเรื่องราวที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และมีตัวละครเป็นตัวขับเคลื่อน Clemmons ดัดแปลงโดยอ้างอิงจากนิยายแค่บางส่วน เลือกเฉพาะใจความสำคัญ ดึงเรื่องราวจากตอนอื่นเข้ามาเสริม (The Jungle Book มี 12 เรื่อง) และมีตัวละครใหม่ที่อ้างอิงมาจากบทที่ Bill Peet เขียนไว้ด้วย

The Jungle Book เป็นอนิเมชั่นเรื่องสุดท้ายของนาย Walt Disney นะครับ เขาจะเสียชีวิตเมื่อปี 1966 ก่อนที่จะสร้างเสร็จอีก

เมาคลี (Mowgli) เป็นเด็กทารกที่พลัดหลงจากพ่อแม่ ในป่าลึกของอินเดีย และเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูจากหมาป่า เรื่องราวหลังจากนี้ในหนังกับนิยายจะต่างกันมาก ผมจะขอเล่าเฉพาะจากหนังเท่านั้นนะครับ เด็กชายที่ถูกเลี้ยงดูด้วยหมาป่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น เสือแชร์คาน (Shere Khan) ได้กลับเข้ามาในป่า เขาเกลียดมนุษย์และปืน เมาคลีที่เป็นลูกมนุษย์จึงย่อมถูกหมายหัวถ้าแชร์คานรู้เข้า เสือดำบาเคียร่า (Bagheera) จึงได้อาสาพาเมาคลีไปส่งที่เมืองมนุษย์ การผจญภัยในโลกกว้างจึงเริ่มต้นขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้ได้กับ เด็กที่โตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่และออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ป่าที่ดูลึกลับและอันตรายเทียบได้กับป่าคอนกรีตในเมืองใหญ่ เด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสาไม่รู้จักอันตรายใดๆ เขาเหมือนถูกบังคับให้ออกจากอ้อมอกของครอบครัว เพื่อเดินทางไปยังเป้าหมาย ใจความของหนังคือ เราสามารถเปรียบเทียบตัวละครที่เมาคลีพบเจอ กับประเภทของคนที่มีอยู่ในชีวิตจริง

เมาคลี พากย์โดย Bruce Reitherman ลูกของผู้กำกับ Wolfgang Reitherman เขาเคยพากย์ Christopher Robin ใน Winnie the Pooh มาก่อนจึงถือว่าพอมีประสบการณ์มาบ้าง เมาคลี เด็กชายผู้ไร้เดียงสา ชื่อของเขาในนิยายให้ความหมายว่า กบ แต่ที่มาของชื่อนี้ ไม่มีในภาษาใดๆทั้งนั้น Kipling บอกว่า เขาตั้งชื่อ เมาคลี ให้คำขึ้นต้นคล้องกับคำว่า cow ที่แปลว่า วัว เป็นเสียงที่มาจากธรรมชาติก็เท่านั้น

เสือดำบาเคียร่า (Bagheera=เสือ-ฮินดี) พากย์โดย Sebastian Cabot ปกติแล้วสัตว์สีดำจะสื่อถึงคนผิวสี แต่กับ The Jungle Book ใช้เปรียบอีกความหมายหนึ่งนะครับ ผมไปอ่านเจอในประวัติของบาเคียร่า ครอบครัวเขาถูกมนุษย์จับขังไว้ในกรง บาเคียร่าโตขึ้นก็สามารถแหกกรงหนีออกมาได้ นี่แสดงถึงประสบการณ์ ความโชกโชนต่อโลก สีดำน่าจะหมายถึงเหตุผลนี้มากกว่า นิสัยของบาเคียร่า เราก็จะรู้สึกได้ว่าเขาเป็นเสือที่ดี แต่อย่าไปยั่วให้เขาโกรธนะ เพราะเขาเป็นเสือย่อมมีความแข็งแกร่งที่น่ากลัว

Phil Harris นักแสดงตลกชื่อดังคนหนึ่ง พากย์เสียงหมี Baloo ผมได้ยินว่าขณะพากย์ เขาเปลี่ยนบทพูดจากสคริปใหม่หมด เพราะรู้สึกบทพูดมันไม่เป็นธรรมชาติ (didn’t feel natural) Baloo คือหมีที่สบายๆ ไม่ซีเรียสกับชีวิต หมีคือสัญลักษณ์ของความขี้เกียจ วันๆเอาแต่กินกับนอน เพลงที่ร้องประกอบก็ชัดมากๆ Bare Necessities แปลว่า ความต้องการพื้นฐาน ผมเชื่อว่าคนส่วนมากอาจไม่ชอบคนประเภทนี้ เพราะดูเหมือนเขาไม่กระตือรือล้น ทำอะไรช้าๆ ไมมีแรงจูงใจในชีวิต คาดหวังอะไรไม่ได้ แต่ผมกลับชอบคนนิสัยแบบนี้นะ เพราะเขาคนที่ “พอเพียง” และ “รักพวกพ้อง” คนสมัยนี้มักจะเรียกว่า Slow Life

อันตรายแรกของเมาคลีคือ Kaa งูที่สามารถสะกดจิต หลอกล่อเหยื่อได้ ชาวตะวันตกมักจะใช้งูเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ กิเลสความยั่วยวนและหลงใหล เพลงที่ร้องโดย Kaa จะมีคำว่า “Trust in me!” ใครพูดแบบนี้อย่าไปเชื่อเขานะครับ มีลับลมคมในแน่ๆ เหมือน Kaa ที่น่าจะดูออกว่า ต้องการหลอกให้เมาคลีเชื่อเพื่อเป็นอาหารกลางวันของเขา ความพ่ายแพ้ของ Kaa ทั้งสองครั้ง เราจะเห็นตัวเขากลายเป็นเหลี่ยมๆ เหมือนกฎระเบียบ นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีกรอบแนวคิด มีระเบียบในตัวเอง ก็จะไม่กลายเป็นคนที่หลงเชื่ออะไรได้ง่ายๆ จริงๆแล้ว Kaa ในนิยายเป็น mentor คนหนึ่งของเมาคลีด้วย นี่ถือว่าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเลย

ช้างเดินสวนสนามยามเช้า J. Pat O’Malley พากย์เป็น Colonel Hathi ร่างกายสูงใหญ่ เดินแถวเป็นระเบียบ ชอบยกงวงขึ้นโชคความสง่างาม ภาพนี้ชัดเจนมากๆ เปรียบได้กับคนอาชีพ ทหาร, ตำรวจ, คนในเครื่องแบบ, ข้าราชการ ฯ หรือคนที่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ ทำตามหน้าที่ จะเลี้ยวซ้ายก็ต้องสั่ง จะหยุดก็ต้องสั่ง ภาพของช้างกลุ่มนี้จะมองว่าเป็นการเสียดสีก็ได้ นี่คือกลุ่มคนที่เราพบเห็นได้อยู่เรื่อยๆ

King Louie พากย์โดย Louis Prima ลิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด แต่ลิงใช้ไฟไม่เป็น สาเหตุที่ฝูงลิงลักพาตัวลูกมนุษย์ เพราะ King Louie ต้องการให้ลูกมนุษย์สอนการใช้ไฟให้ … นี่คือช่วงเวลาที่ Racism ที่สุดใน The Jungle Book เลยนะครับ ผมได้มีโอกาสดู King Kong (1939) เมื่อไม่นานนี้ ซีนนี้มีลักษณะคล้ายกับช่วงที่นางเอก (Ann Darrow) ถูกชนพื้นเมืองลักพาตัวไปเพื่อเป็นเจ้าสาวให้กับ Kong สิ่งที่ผมค้นพบจากหนังเรื่องนั้นคือ Kong เป็นสัญลักษณ์ที่เปรียบเทียบได้กับคนผิวสี ถ้าเอาความหมายนี้ใส่แทนเรื่องราวต่างๆที่เกิด ก็จะรู้เลยว่า King Kong เป็นหนังที่โคตร Racism สุดๆเลย … กลับมาที่ King Louie ทำไม Louie เขียนแบบนี้?, เพลง Jazz แนว Swing, ลักษณะเสียงพูดของตัวละคร, บ้านของลิงอยู่ในซากของอารยธรรม ฯ เหล่านี้สามารถมองให้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงคนผิวสี และ Disney ทำการเหยียดพวกเขา ด้วยการใส่เพลง I Wanna Be Like You ในมุมมองเด็กๆอาจจะคิดว่า คนไม่ใช่ลิง ดังนั้นลิงไม่มีทางเป็นคนได้ แต่ถ้าวิเคราะห์ว่า ลิงคือคนผิวสี นั่นคือคนผิวสีไม่ใช่มนุษย์ และไม่มีทางจะเป็นได้ แบบนี้ไม่ให้เรียกว่า ‘เหยียด’ จะเรียกว่าอะไรละครับ!

เสือแชร์คาน พากย์โดย George Sanders เสือเบงกอล เจ้าป่าผู้ทรงพลัง เป็นที่หวาดกลัวของผู้คนและไม่เกรงกลัวใคร เราสามารถมองเปรียบเทียบตัวละครนี้ได้หลากหลายมากๆ อาทิ ผู้นำประเทศ, ผู้นำทหาร, หัวหน้า-เจ้านาย, หัวหน้ามาเฟีย-กลุ่มใต้ดิน ฯลฯ คำว่า Shere แปลว่าเสือ Khan แปลว่า King เป็นชื่อที่เหมาะกับตัวละครมากๆ การออกแบบตัวละครนี้ ก็อ้างอิงจากน้ำเสียงและใบหน้าของ George Sanders ใครเคยเห็นพี่แกก็จะรู้ว่า เสือแชร์คาน หน้าคล้าย Sanders มาก การต่อสู้กับแชร์คาน คือ เมาคลีใช้ไฟเผาป่าขับไล่ให้หนีไป ในหนัง ‘ไฟ’ ถูกเอ่ยขึ้นมาครั้งหนึ่งตอน King Louie อยากให้เมาคลีสอนใช้ไฟ ความหมายของไฟ ดูแล้วไม่ใช่แค่ทำให้เกิดความร้อนหรือลุกไหม้เท่านั้นนะครับ แต่หมายถึงอะไร จุดนี้เปรียบเทียบยากหน่อย ผมเองก็ยังคิดไม่ตก เพราะเราต้องมองหาว่า อะไรจะสามารถเอาชนะผู้นำเผด็จการได้ ที่เสือกลัวไฟเพราะมันมันร้อน, เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ, เป็นสิ่งที่ไม่เข้าใจ ลองช่วยกันหาดูนะครับ ว่าเปรียบเทียบกับอะไรได้บ้าง

ใครที่ดู Zootopia แล้วชอบที่จะได้คิดวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวละครต่างๆในหนังกับผู้คนที่เราพบในชีวิตจริง The Jungle Book ก็สามารถทำแบบนั้นได้ และมีความลึกซึ้งพอๆกันเลยนะครับ แต่จะว่าคลาสสิคกว่าด้วยซ้ำเพราะหนังสร้างก่อนเกือบๆ 50 ปี ผมยังไม่ได้ดู Zootopia นะครับ คงต้องรอแผ่นออกสถานเดียวเลย เห็นจากตัวอย่างหนังก็ชัดเจนมาก ใน pantip ก็พูดถึงกันเยอะ ดู The Jungle Book แล้วคิดตามให้ได้เท่า Zootopia นะครับ จะเห็นตามที่ผมบอกไปเปะๆเลย

เพลงประกอบ Score เขียนโดย George Bruns ดัดแปลงเป็น Orchresta โดย Walter Sheets สำหรับเพลง The Bare Necessities เพลงนี้ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Original Song ด้วยนะครับ เขียนโดย Terry Gilkyson ร้องโดย Phil Harris ที่พากย์เป็น Baloo และ Bruce Reitherman พากย์ Mowgli ฉากเมาคลีนอนบนตัว Baloo ขณะกำลังลอยอยู่ในแม่น้ำ เป็นภาพที่เด็กๆจำได้แม่นเลย ใน Live-Action ฉากนี้ก็เป็นที่พูดถึงอย่างมากว่าเคารพต้นฉบับสุดๆเลย

ตอนจบ เป็นภาพที่ชัดมากๆ เหตุที่เมาคลีเลือกไปอยู่กับมนุษย์ เพราะเขาถูกยั่วยวนโดยหญิงสาว! … เด็กชายพบกับเด็กหญิง ผมไม่รู้เด็กๆเห็นฉากนี้จะคิดอะไรบ้าง อาจจะ happy ending เพราะเมาคลีปลอดภัยแล้ว แต่ผู้ใหญ่ น่าจะเห็นอยู่นะครับ แววตา ท่าทางของเด็กหญิง มันยั่วสุดๆเลย ถึงขนาดเมาคลีที่ปากบอกไม่อยากอยู่กับมนุษย์ แต่เห็นแล้วก็เดินตามหญิงสาวเข้าหมู่บ้านมนุษย์ไป ไม่หันกลับมามองบาลูกับบาเคียร่าอีกเลย จบแบบนี้ทำให้ผมเกลียดหนังขึ้นมาทันทีเลยครับ! เพราะหนังให้คำตอบ ของเป้าหมายชีวิตของมนุษย์ ว่าคือมีครอบครัว แต่งงาน เห้ย! หนังที่มีใจความแฝงลึกขนาดนี้กลับให้คำตอบได้ปลายปิด คิดได้แค่นี้เองเหรอ!

ฤาหนังที่สร้างให้เด็กดู จำต้องมีคำตอบเพื่อให้เป็นที่พอใจสำหรับเด็กๆ …หลังจากที่ ผมตัดสินใจมองข้ามความ Racism ของหนังไป แต่เมื่อคิดถึงตอนจบแล้ว มันเป็นสิ่งที่ผมให้อภัยไม่ได้จริงๆ บางคนอาจพอใจในคำตอบ เป้าหมายชีวิตคือ แต่งงาน มีเมีย มีลูก … จะบอกว่า นั่นไม่ใช่เป้าหมายชีวิตของผมแน่นอน ผมเป็นคนที่มองหาสิ่งที่เหนือกว่าการมีชีวิตทั่วๆไป ไม่ใช่เพื่อหลุดพ้นหรือก้าวสู้ภพภูมิที่สูงกว่า แต่เป็นการทำอะไรเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ส่วนรวม สังคมและโลกที่ดีกว่า ฟังดูเหมือนผมเป็นพวกที่มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมากกว่าแค่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป เป้าหมายชีวิตของผมเป็นอะไรที่เมื่อทำสำเร็จแล้วก็ยังสามารถทำต่อไปได้ หรือแม้แต่เมื่อเราจะตายไปแล้วเป้าหมายได้รับการส่งต่อไปสู่รุ่นต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเหตุนี้ผมเลยมองคำตอบของคนที่มีเป้าหมายชีวิตแค่แต่งงาน มีเมีย มีลูก เป็นคำตอบที่เห็นแก่ตัวและไม่น่าพึงพอใจมากๆ กระนั้นผมก็รู้ตัวดีว่าไม่สิทธิ์ไปต่อว่าอะไรกับพวกเขานะครับ แต่ละคนมีความสามารถในการรับรู้ คิดวิเคราะห์ไม่เท่ากัน ให้มองว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆนะครับ อยากจะต่อว่าอะไรก็เต็มที่เลย

ผมมีคำถามสวนกลับคำถามหนึ่ง เชื่อว่าหลายท่านอาจจะเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ถ้าเป้าหมายชีวิตของท่านสำเร็จแล้ว จะยังไงต่อ ? … แต่งงาน มีลูก, ลูกเรียนจบ, ลูกแต่งงาน, มีหลาน … เมื่อเป้าหมายหนึ่งสำเร็จก็จะมองหาเป้าหมายถัดไป เป็นแบบนี้เรื่อยๆไปจนกว่าจะตาย หรือเปล่า? … ไม่ได้จะอวด แต่ผมถามคำถามนี้กับตัวเองตั้งแต่เด็กแล้วนะครับ คำตอบแบบเด็กๆของผมตอนนั้นคือ ถ้าชีวิตเกิดมาเพื่อแค่นี้ มันช่างบัดซบ น่าเศร้า และเสียชาติเกิดจริงๆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมองหาอะไรที่เป็นมากกว่าแค่การมีชีวิตธรรมดาๆไปวันๆ

ผมไม่ค่อยอยากแนะนำหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ ในใจอยากจะจัดเรตสัก 18+ ด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะ คนไทยส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าดูไปก็คงไม่เห็นระดับเดียวกับผมหรอก จัดเรต G ประชดไปเลย สิ่งที่ดีที่สุดของอนิเมะเรื่องนี้คือ Bare Necessities นะครับ ร้องตามไม่ได้ก็ผิวปาก ฮัมตาม สมัยนั้นฮิตมากๆ ใครเกิดทันและกำลังจะไปดู Live-Action ก็ขอให้สนุกกับหนังนะครับ

คำโปรย : “The Jungle Book จัดเป็นอนิเมชั่นที่เกือบดี ถ้ามองข้ามความ Racist ไป แต่ตอนจบกับคำตอบเพื่อเด็กๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเสียเลย”
คุณภาพ : THUMB UP
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of