The Killing (1956)
: Stanley Kubrick ♥♥♥♥
การปล้นเงินพนันในสนามแข่งม้าครั้งนี้ ถูกวางแผนอย่างดีราวกับเกมหมากรุก แต่ละคนต่างมีหน้าที่เฉพาะของตนเอง และต้องร่วมมือกันเท่านั้นถึงโจรกรรมสำเร็จ
Stanley Kubrick ชื่นชอบเล่นหมากรุกเป็นชีวิตจิตใจ ใครเคยอ่านเกร็ดหนังเรื่อง Dr. Strangelove (1964) ท้าดวลนักแสดง George C. Scott ถ้านายพ่ายแพ้เกมนี้ต้องทำอย่างที่ฉันสั่ง! ฉากในหนัง Chess Club เห็นว่าสร้างเลียนแบบ 42nd Street Chess และ Checker Parlor สถานที่เล่นหมากรุกประจำของ Kubrick เองนะแหละ
The Killing เป็นภาพยนตร์ที่ถ้าไม่เห็นเครดิต หลายคนอาจไม่เชื่อว่าคือผลงานของผกก. Kubrick ช่างมีความแตกต่างจากผลงานอื่นอย่างมากๆ ก็แน่ละ! เขาสร้างหนังเรื่องนี้ตอนอายุเพียง 28 ปี ยังไร้ชื่อเสียง งบประมาณได้รับจำนวนจำกัด ถึงกระนั้นเรายังสามารถมองเห็นเอกลักษณ์ สไตล์ลายเซ็นต์ ความเป็นศิลปินสอดแทรกอยู่อย่างเด่นชัด … เอาแค่แนวคิดผสมผสานเกมหมากรุกเข้ากับวิธีการดำเนินเนินเรื่อง ก็สำแดงอัจฉริยภาพ ความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิด
Stanley Kubrick considered The Killing (1956) to be his first mature feature, after a couple of short warm-ups.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie
Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier
ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ
ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955) เข้าตาสตูดิโอ United Artists อาสาออกทุนสร้างโปรเจคถัดไป
วันว่างๆของ Kubrick มักออกสายเล่นหมากรุก สะสมเงินทุนสำหรับโปรเจคภาพยนตร์เรื่องถัดไป ครั้งหนึ่งที่ Washington Square มีโอกาสพบเจอโปรดิวเซอร์ James B. Harris กำลังมองหาผู้กำกับหนุ่มรุ่นใหม่ พูดคุยกันถูกคอ ชื่นชมในความเฉลียวฉลาด ถึงขนาดร่วมกันเปิดบริษัท Harris-Kubrick Pictures Corporation เมื่อปี ค.ศ. 1955
[Kubrick is] the most intelligent, most creative person I have ever come in contact with.
James B. Harris
โปรดิวเซอร์ Harris ในตอนแรกติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงนวนิยาย The Snatchers (1953) ของ Lionel White (1905-85) เพื่อมอบให้กับ Kubrick ใช้เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาบทหนัง ก่อนค้นพบว่า Hays Code มีกฎห้ามนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการลักพาตัวเด็กๆ [หลังการล่มสลายของ Hays Code ถึงสามารถสร้างภาพยนตร์ The Night of the Following Day (1969) นำแสดงโดย Marlon Brando] เลยขอสลับเปลี่ยนกับนวนิยายเรื่องใหม่ Clean Break (1955)
ผกก. Kubrick ลงมือดัดแปลงบทหนัง Clean Break ด้วยตนเอง ตั้งชื่อ (Working Title) Bed of Fear แล้วว่าจ้าง Jim Thompson (1906-77) นักเขียนนวนิยายอาชญากรรม Hardboiled ให้มาช่วยขัดเกลาบทสนทนา (Dialogue) จนมีความลื่นไหลเป็นธรรมชาติ
เกร็ด: ความสัมพันธ์ของ Harris-Kubrick ยืนยาวเพียงหนัง 3 เรื่องเท่านั้น The Killing (1956), Paths of Glory (1957) และ Spartacus (1960)
เรื่องราวของ Johnny Clay (รับบทโดย Sterling Hayden) หัวขโมยมากประสบการณ์ เพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำ วางแผนทำการโจรกรรมครั้งสุดท้ายเพื่อลงหลักปักฐาน แต่งงานกับแฟนสาวคนสวย Fay (รับบทโดย Coleen Gray) แผนการคือปล้นเงิน $2 ล้านเหรียญ จากห้องนับเงินของสนามแข่งม้า รวบรวมสมัครพรรคพวกประกอบด้วย
- George Peatty (รับบทโดย Elisha Cook Jr.) พนักงานรับพนัน/ขึ้นเงิน ณ สนามแข่งม้า ครองรักกับภรรยา Sherry (รับบทโดย Marie Windsor) มีหน้าที่เปิดประตูให้ Johnny เข้ามาโจรกรรมห้องนับเงิน
- Mike O’Reilly (รับบทโดย Joe Sawyer) บาร์เทนเดอร์สนามแข่งม้า อาศัยอยู่กับภรรยาติดเตียง เป็นผู้นำปืนกลซ่อนในกล่องของขวัญ แล้วเอาเข้าไปเก็บในตู้ล็อกเกอร์ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
- Randy Kennan (รับบทโดย Ted de Corsia) ตำรวจแตงโม/คอรัปชั่น เฝ้ารอคอยอยู่ลานจอดรถหน้าสนามแข่งม้า ทำหน้าที่รับกระเป๋าเงิน (Johnny โยนลงมาจากห้องนับเงิน) แล้วนำไปส่งยังสถานที่นัดหมาย
- Marvin Unger (รับบทโดย Jay C. Flippen) ชายคนนี้ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆกับการปล้น เพียงมอบทุนตั้งต้นสำหรับจ่ายให้กับนักแม่นปืนและอดีตมวยปล้ำ สำหรับสร้างความวุ่นวาย และยังใช้ห้องพักเป็นสถานที่นัดหมายแบ่งเงิน
- Nikki Arane (รับบทโดย Timothy Carey) นักแม่นปืน มีหน้าที่ยิงม้าแข่ง Red Lighting เพื่อสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน
- Maurice Oboukhoff (รับบทโดย Kola Kwariani) อดีตนักมวยปล้ำที่ชื่นชอบเล่นหมากรุก รับเงินก้อนจาก Johnny รับหน้าที่สร้างความวุ่นวายยังบาร์สนามแข่งม้า เรียกร้องความสนใจจากตำรวจ กรูกันเข้ามาล้อมจับกุม
เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อ George พลั้งเผลอพูดกับภรรยา Sherry แล้วเธอนำไปบอกต่อชู้รัก Val Cannon (รับบทโดย Vince Edwards) ร่วมกันซ้อนแผนตลบหลัง ตั้งใจบุกเข้าปล้นระหว่างแบ่งเงินยังห้องพักของ Marvin แต่ชีวิตมนุษย์มีอะไรที่ดำเนินตามแผนวางไว้บ้างละ?
นำแสดงโดย Sterling Walter Hayden ชื่อจริง Sterling Relyea Walter (1916-86) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Upper Montclair, New Jersey ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ขึ้นขับเรือหาปลา จนได้รับใบอนุญาตเดินเรือ (กปิตัน) ทำงานเรือสำราญ Yankee ออกทัวร์รอบโลกอยู่หลายปี จนเมื่อ ค.ศ. 1938 ภาพถ่ายในงานหาปลาที่ Gloucester, Massachusetts ขึ้นหน้าปกนิตยสาร เข้าตาแมวมองสตูดิโอ Paramount Pictures ด้วยความสูง 1.96 เมตร ได้รับฉายาว่า The Most Beautiful Man in the Movies และ The Beautiful Blond Viking God แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Virginia (1941), ผลงานเด่นๆส่วนใหญ่เป็นแนว Western ไม่ก็หนังนัวร์ อาทิ The Asphalt Jungle (1950), Johnny Guitar (1954), The Killing (1956), Dr. Strangelove (1964), The Godfather (1972), The Long Goodbye (1973), 1900 (1976) ฯ
รับบท Johnny Clay หัวขโมยอัจฉริยะ เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำไม่นาน ก็ครุ่นคิดก่อการโจรกรรมครั้งใหม่ ภายนอกดูสุขุม เยือกเย็น แต่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงในตนเอง ชอบพูดน้ำเสียงแดกดัน ประชดประชัน แผนการของฉันสมบูรณ์แบบ จนเมื่อพบเจอความผิดพลาดคาดไม่ถึง ก็เริ่มแสดงอาการลุ่มร้อน กระวนกระวาย ขาดความรอบคอบ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่
United Artists ยื่นข้อเสนอจะให้เงินเพิ่มถ้าเลือกนักแสดงเกรดสูงๆหน่อย ก่อนหน้านี้ยื่นข้อเสนอ Jack Palance, Victor Mature ก่อนมาลงเอย Sterling Hayden โด่งดังจากหนังโจรกรรม The Asphalt Jungle (1950) แต่สตูดิโอยังมองว่าชายคนนี้ยังไม่ถึงระดับซุปเปอร์สตาร์ เลยสนับสนุนทุนสร้างเพิ่มให้เพียง $200,000 เหรียญ โดยเป็นค่าตัวของ Hayden จำนวน $40,000 เหรียญ
ว่ากันตามตรง Hayden ไม่ใช่นักแสดงขายการแสดง แค่เพียงภาพลักษณ์ก็ขายได้แล้ว ชายผู้มีความอึดถึก บ้าพลัง (แต่รับบทหัวหน้าโจรอัจฉริยะ วางแผลการอันแยบยล?) ชอบกดน้ำเสียงทุ้มต่ำ พูดเร็วติดจรวด ด้วยน้ำเสียงแดกดัน ประชดประชัน ไม่สามารถแสดงปฏิกิริยา-สีหน้า-อารมณ์ หรือถ่ายทอดความรู้สึกใดๆออกมา
นักแสดงอย่าง Hayden ถูกตาต้องใจผกก. Kubrick มากเป็นพิเศษ! เพราะเขาไม่อยากได้นักแสดงฝีมือ ต้องการคนไม่เรื่องมาก พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง (พวกนักแสดงขายการแสดงมักมีความเรื่องมาก จู้จี้จุกจิก ชอบทำสิ่งนอกเหนือคำสั่ง) ภายในว่างเปล่า ไร้อารมณ์ นั่นจะทำให้เขาสามารถปรุงปั้นแต่ง ใช้ลูกเล่นภาพยนตร์สื่อแทนความรู้สึกภายใน
Sterling Hayden was a considerable screen presence with his tough guy face and his pouting lower lip. His gravel voice lays out instructions and requirements in a flat, factual manner; his gang members take them at face value. He never displays much emotion, not even at the end, when a great deal might be justified. We don’t see passion, fear, greed. He could be a chess player in the Zone. He has a streak of nihilism.
นักวิจารณ์ Roger Ebert กล่าวถึงการแสดงของ Sterling Hayden
Elisha Vanslyck Cook Jr. (1903-95) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Francisco, California แล้วมาเติบโตที่ Chicago บิดาเป็นนักข่าว เขียนบทละคอนเวทีประปราย ส่วนมารดา Helen Roslyn Henry คือนักแสดงละคอนเวที ทำให้บุตรชายมีความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก เริ่มจากทำการแสดงละคอนเร่, Stock Character, ก่อนเดินทางสู่ Broadway, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Her Unborn Child (1930), แจ้งเกิดกับ The Maltese Falcon (1941) ก่อนกลายเป็น ‘Type Cast’ ชายที่มักถูก(ผู้หญิง)ลวงล่อหลอก, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Big Sleep (1946), Shane (1953), The Killing (1956), House on Haunted Hill (1959), Rosemary’s Baby (1968) ฯ
รับบท George Peatty พนักงานรับพนัน/ขึ้นเงิน หน้าเคาน์เตอร์สนามแข่งม้า เป็นคนทึ่มๆทื่อๆ ถึงระดับซื่อบื้อ รักภรรยาจนหน้ามืดตามัว ไม่รับรู้ตัวว่าถูกล่อหลอก แทงข้างหลัง เธอแอบสานสัมพันธ์กับชายอื่น ค่ำคืนนี้ตั้งใจจะเลิกราหย่าร้าง แต่พอเขาหลุดพูดแผนการโจรกรรม นำความลับไปบอกกับแฟนหนุ่ม หวังจะซ้อนแผนตลบหลัง
บทบาทของ Cook ช่วยสร้างเสียงหัวเราะขบขัน ในความทึ่มทื่อ ซื่อบื้อ ดวงตาบ้องแบ้วไร้เดียงสา ถูกภรรยาล่อหลอกยังไม่รับรู้ตนเอง บางคนอาจรู้สึกสงสารเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่คงสมเพศเวทนา หมาวัดพยายามจะเด็ดดอกฟ้า, ไฮไลท์คือหลังจากตระหนักว่าถูกทรยศหักหลัง ก้าวเดินอย่างล่องลอย ดวงตาไร้จิตวิญญาณ ราวกับยมทูตหวนกลับห้องพัก ต้องการลากพาเธอ ฉุดให้ตกนรกหมกไหม้ไปพร้อมกัน
Marie Windsor ชื่อจริง Emily Marie Bertelsen (1919-2000) เจ้าแม่หนังเกรดบี สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Marysvale, Utah ระหว่างเรียนอยู่ Brigham Young University เข้าประกวดนางงามได้รับการแต่งตั้งเป็น Miss Utha of 1939 ทำให้มีโอกาสเดินทางสู่ Hollywood กลายเป็นนักแสดงละคอนเวที เซ็นสัญญาสตูดิโอ Warner Bros. ผลงานเด่นๆ อาทิ Force of Evil (1948), The Narrow Margin (1952), The Killing (1956) ฯ
รับบท Sherry Peatty ภรรยา (Trophy Wife) ของ George ก็ไม่รู้ตั้งแต่แต่งงาน ได้เคยเสพสุขกันบ้างไหม เพราะเธอเต็มไปด้วยเล่ห์ มารยาเสน่ห์ สามารถใช้คำพูดโน้มน้าว ชักจูงจมูก ล่อหลอกให้เขาเปิดเผยลับลมคมใน สนเพียงเมื่อไร่จะมีเงินๆทองๆ นำไปปรนเปรอนิบัติแฟนหนุ่มหล่อ Val Cannon (ที่ดูแล้วก็คงสนเพียงล่อหลอกเธอเช่นเดียวกัน)
จริตของ Windsor ช่างมีความจัดจ้าน กล้าร่าน เต็มไปด้วยมารยาหญิง สวยอันตราย (Femme Fatale) นำพาหายนะมาให้เพศชาย, ความสนใจของเธอมีเพียงเงินๆทองๆ กระทำสิ่งตอบสนองตัณหาความใคร่ พร้อมทรยศหักหลังชายคนรัก ถ้าไม่เพราะค่ำคืนนี้บังเอิญสามารถล้วงความลับ เลยยังยินยอมอดรนทน จนกว่าวันนั้นจะมาถึง
ผมแอบฉงนสงสัยฉากที่ Sherry ถูกจับได้ว่าแอบติดตาม ดักฟังการสนทนา แล้วอยู่สองต่อสองกับ Johnny (รับบทโดย Sterling Hayden) แม้ถูกเขาพ่นคำดูถูกเหยียดหยาม “You’re a no good, nosy little tramp.” “You’d sell out your own mother for a piece of fudge.” แต่มันมีอะไรในกอไผ่หรือเปล่า? เหตุไฉนถึงยินยอมปล่อยเธอไป โดยทำเหมือนไม่มีอะไรบังเกิดขึ้น? ลองสังเกตความสองแง่สองงามในบทสนทนาหัวบนบ่านี้ดูนะครับ
Johnny Clay: Alright sister, that’s a mighty pretty head you got on your shoulders. You want to keep it there or start carrying it around in your hands?
Sherry Peatty: Maybe we could compromise and put it on your shoulder. I think that’d be nice, don’t you?
ถ่ายภาพโดย Lucien Ballard (1904-88) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Miami, Oklahoma มารดาเป็นชาวอินเดียนแดง (Cherokee) โตขึ้นเข้าเรียนวิศวกรรมสำรวจ University of Oklahoma ต่อด้วย University of Pennsylvania จบออกมาทำงานเป็นนักสำรวจอยู่หลายปี ก่อนได้เข้าทำงานสตูดิโอ Paramount เพราะออกเดทกับ Script Girl ไต่เต้าจากคนงาน สู่ผู้ช่วยตากล้อง Lee Garmes ภาพยนตร์ Morocco (1930), ช่างภาพกองสอง The Devil is a Woman (1935), ก่อนผกก. Josef von Sternberg ดันขึ้นเป็นช่างภาพ Crime and Punishment (1935), The King Steps Out (1936), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Killing (1956), The Caretakers (1963), The Party (1968), The Wild Bunch (1969), True Grit (1969), The Getaway (1972) ฯ
ด้วยความที่ Kubrick เคยเป็นตากล้องมาก่อน เลยวางแผนจะถ่ายทำหนังด้วยตนเอง แต่ติดกฎสมาคม A.S.C. (The American Society of Cinematographers) ไม่อนุญาตให้ผู้กำกับควบเครดิตถ่ายภาพ เลยตัดสินใจเลือก Lucien Ballard เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์ค่อนข้างสูง แต่ทั้งสองกลับทะเลาะเบาะแว้ง ความคิดเห็นขัดแย้งกันบ่อยครั้ง ทั้งการจัดแสง เลือกใช้เลนส์ และวิธีการถ่ายทำ ท้ายที่สุด Ballard ก็ต้องยินยอมจำนนเพราะถูกข่มขู่ว่าไล่ออกกลางคัน!
หลายคนอาจรู้สึกว่า The Killing (1956) ดูไม่ค่อยเหมือนหนังนัวร์ (film noir) เพราะส่วนใหญ่ถ่ายทำตอนกลางวัน มันเลยไม่ค่อยมีการละเล่นกับเงามืดสักเท่าไหร่? นั่นคือความเข้าใจผิดๆของหนังนัวร์โดยสิ้นเชิงเลยนะครับ จริงอยู่ว่า Noir ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า สีดำ, มืดหม่น ฯ แต่สไตล์หนังนัวร์รับอิทธิพลจากลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) แปลเป็นภาษาภาพยนตร์มันจึงไม่ใช่แค่การจัดแสง-เงามืด ยังรวมถึงทิศทางมุมกล้อง องค์ประกอบภาพ อะไรก็ตามที่สามารถสะท้อนด้านมืดภายในจิตใจออกมา … แต่ลึกๆผมก็ยังรู้สึกว่านี่คือหนังอาชญากรรม/โจรกรรม (Heist Film) มากกว่าจะเป็นหนังนัวร์อยู่ดีนะ
The Killing (1956) เป็นโปรดักชั่น Hollywood เต็มตัวเรื่องแรกของผกก. Kubrick จำใจต้องอพยพย้ายถิ่นฐานจาก New York มาปักหลักอยู่ Los Angeles พยายามเลือกใช้สถานที่จริงอย่าง Bay Meadows Racetrack, Los Angeles International Airport, West Washington Boulevard แต่ก็มีอีกหลายฉากสร้างขึ้นที่สตูดิโอ Kling Studios ใช้เวลาโปรดักชั่นเพียง 24 วัน!
เสียงพากย์ระหว่างการแข่งม้า มันจะมีตัวหนึ่งเรียกชื่อ Stanley Cage ผมก็ไม่รู้ตัวไหน แต่เห็นว่าตั้งชื่อเพื่ออ้างอิงถึง Stanley Kubrick ผู้กำกับดาวรุ่งดวงใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่าง George Peatty และภรรยา Sherry มักมีทิศทางตรงกันข้ามเสมอๆ ทั้งตำแหน่งการนั่ง เขาเดินตามหลัง เวลาสนทนาเธอก็มักสวนคำ สายตาเหม่อล่องลอย แทบไม่เคยจ้องหน้าสบตา อยากจะเลิกราหย่าร้าง ชีวิตไม่ต่างจากนกแก้วที่อยู่ในกรงขัง … อพาร์ทเมนท์แห่งนี้ก็มีบานเกร็ดที่ดูละม้ายคล้ายกรงเช่นเดียวกัน!
ตรงกันข้ามกับ Sherry เมื่อแอบมาพบเจอชู้รัก Val Cannon เธอมักเป็นคนตามง้องอน แสดงความออดอ้อน ระริกระรี้ โดยไม่รับรู้ตัวว่าหมอนี่คือแมงดา สนเพียงเกาะกิน หูผึ่งเมื่อได้ยินเรื่องเงินๆทองๆ … มันช่างราวกรรมสนอง ทรยศหักหลังสามี เธอเลยถูกชู้รักแทงข้างหลัง

หลายต่อหลายช็อตในหนังมักถ่ายติดโคมไฟ ส่องแสงสว่างจากด้านบน-ล่าง บางครั้งก็ซ้าย-ขวา แต่ผมรู้สึกว่าสองภาพนี้มีความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ ระหว่างการประชุมนัดหมาย พูดคุยแบ่งงาน สังเกตว่าโคมไฟตั้งอยู่เหนือศีรษะของพวกเขา
และขณะที่ Sherry แอบล้วงความลับสามีมาบอกกับชู้รัก Val สังเกตว่าพวกเขายืนอยู่เหนือโคมไฟ ราวกับจะสื่อว่ามันคือการซ้อนแผน ตลบหลัง ปล่อยให้คนกลุ่มนั้นลงมือโจรกรรมเสร็จสรรพ แล้วค่อยจี้ปล้นจากพวกเขาเอาอีกที … โจรปล้นโจร เรียกว่ามาเหนือเมฆ/เหนือโคมไฟ ใครจะไปคาดคิดถึง!


เมื่อตอนที่ Sherry ถูกค้นพบได้ว่ากำลังแอบดักฟัง มันจะมีหลายช็อตถ่ายภาพจากหัว-ท้ายเตียง พบเห็นเงาดำๆที่ดูเหมือนซี่กรงขัง (นี่มันเตียงเดียวกับภาพยนตร์ Killer’s Kiss (1955) หรือเปล่าเนี่ย?) นี่สามารถสื่อถึงตรงๆว่าเธอโดนจับกุม ควบคุมขัง Johnny กำลังสอบปากคำ ยัยนี่ล่วงรู้ข้อมูลมากน้อยเพียงไหนกัน


พอกลับมาที่ห้องพัก ตลอดทั้งซีเควนซ์ George พยายามยืนค้ำหัว Sherry เป็นความพยายามแสดงออกว่าฉันในสถานะสามี ควรมีอำนาจ สิทธิ์เสียง ภรรยามิบังควรต่อต้านหือรือ แต่ขณะเดียวกันฝ่ายหญิงก็ถอดขนตาปลอม ใช้ครีมล้างหน้าชำระล้างเครื่องสำอางค์ เป็นการแสดงออกอย่างไม่ยี่หร่า ไม่สนใจ ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา และพอคุยไปคุยมา เขาก็ถูกโน้มน้าว ล่อลวง มิอาจต่อล้อต่อเถียง กลายเป็นทาสรับใช้เธออีกครั้ง … ที่อุตส่าห์พยายามอวดเบ่งอำนาจ ไม่ทันไรก็หวนกลับไปเป็นหมาวัด(กับดอกฟ้า)

ผู้กำกับ Kubrick รับรู้จักกับอดีตนักมวยปล้ำ Kola Kwariani เป็นการส่วนตัว เพราะเขาคือหนึ่งในเพื่อนสนิท เล่นหมากรุกมาด้วยกันนาน เลยชักชวนมารับเชิญบทบาทนักเลงรับจ้างก่อความวุ่นวาย … มันช่างเป็นความ ‘Ironic’ เพราะโดยปกตินักมวยปล้ำมักใช้พละกำลังร่างกาย ตรงกันข้ามกับหมากรุกคือเกมกระดานที่ต้องใช้ความเฉลียวฉลาด
นอกจากนี้ Kubrick ยังมอบบทพูดอมตะให้กับ Kwariani ด้วยการบอกว่าศิลปิน = อาชญากร, การขอทุนสร้างภาพยนตร์ = โจรกรรมเงินจากสตูดิโอ
I’ve often thought that the gangster and the artist are the same in the eyes of the masses. They are admired and hero-worshipped, but there is always present underlying wish to see them destroyed at the peak of their glory.
Maurice Oboukhoff

Nikki Arcane คือทหารผ่านศึก (Veteran) เคยเป็นนักแม่นปืน สูญเสียขาข้างหนึ่งระหว่าง Battle of the Bulge (1944-45) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะมีชีวิตอยู่ด้วยเบี้ยเลี้ยงผู้พิการ แต่กลับจากถูก(สังคม)ทอดทิ้ง ไม่สามารถทำการทำงาน อาศัยอยู่สถานที่ห่างไกลไร้ผู้คน นั่นทำให้พอได้รับข้อเสนอจาก Johnny ค่าจ้างเล็กๆน้อยๆช่วยประทังชีวิตได้ระยะหนึ่ง

เรื่องราวของ Nikki กับรปภ.ผิวสี (ไม่มีระบุชื่อ) สะท้อนเสียดสีหลายๆอย่างเกี่ยวกับสังคมอเมริกัน
- ด้วยความที่ Nikki ต้องการจับจองสถานที่ก่อนเริ่มต้นแข่งขัน จึงทำการจ่ายสินบนให้กับรปภ.ผิวสี … เงินซื้อได้ทุกอย่าง!
- รปภ.ผิวสี ด้วยความรู้สำนึกบุญคุณ จึงแวะเวียนมาพูดคุย สอบถามสารทุกข์สุขดิบ แต่กลับสร้างความไม่พึงพอใจให้กับ Nikki เมื่อถึงจุดๆหนึ่งพูดจาดูถูกเหยียดหยาม แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ (Racism)
- นั่นแปลว่า Nikki เป็นพวกกลับกลอก ปอกลอก เริ่มต้นพยายามสร้างภาพให้ดูดี แต่แท้จริงแล้วกลับคืออาชญากร สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ
เกือกม้า หรือคือรองเท้าของม้า จริงๆแล้วมันควรเป็นของต่ำ แต่สำหรับนักพนัน/คนในแวดวงแข่งม้า มักถือเป็นของล้ำค่า สิ่งนำโชค (ทั้งโชคดีและโชคร้าย) ซึ่งพอ Nikki ปฏิเสธรับมันมา กลับกลายเป็นหายนะขณะพยายามขับรถหลบหนี ถอยหลังย่ำเหยียบเกือกม้าพอดิบดี … นี่ยังคือภาพสะท้อนชาวผิวสี ที่คนขาวชอบกดขี่ข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม ทำการย่ำเหยียบ แล้วสักวันย่อมจะเหมือนยางแบน ได้รับผลกรรมคืนตอบสนอง
แซว: Nikki สูญเสียขาจากยุทธการตอกลิ่ม (ชื่อไทยของ Battle of the Bulge) และคราวนี้เขาสูญเสียชีวิตจากการถูกเกือกม้าทิ่มล้อรถ


นอกจาก Quentin Tarantino ได้แรงบันดาลใจการดำเนินเรื่องแบบกระโดดไปกระโดดมา (Non-Linear Narrative) ปรับใช้กับ Reservoir Dogs (1992) & Pulp Fiction (1994), ซีเควนซ์การปล้น เอาปืนใส่กล่องดอกไม้ สามารถพบเห็นจากภาพยนตร์ Terminator 2: Judgment Day (1991), และหน้ากากตัวตลก แทบจะหน้าตาเดียวกันเป๊ะกับ The Dark Knight (2008)

สองภาพนี้มันช่างมีความละม้ายคล้าย ราวกับกงเกวียนกรรมเกวียน ภาพแรกคือตอน Johnny บุกเข้าปล้นห้องเก็บเงิน ณ สนามแข่งม้า, ส่วนภาพหลังคือขณะ Val (และเพื่อนอีกคน) ทำการซ้อนแผนโจรกรรมยังอพาร์ทเม้นท์ของ Marvin
แต่ผลลัพท์ของการปล้นทั้งสองครั้งราวฟ้ากับเหว! Johnny สามารถกอบโกยเงินจากตู้เซฟได้สำเร็จ แต่ทว่า Val (และเพื่อนอีกคน) นอกจากไม่ได้เงินสักแดง ยังถูกยิง ปืนลั่น ตาย(เกือบ)เรียบ


เมื่อตอน George ลากสังขารกลับมาอพาร์ทเม้นท์ ตลอดทั้งซีเควนซ์นี้สังเกตว่าถ่ายมุมเงย ตั้งกล้องต่ำกว่าระดับสายตา (สร้างสัมผัสหายนะคืบคลานเข้ามา โชคชะตาที่มิอาจหลบหลีกหนี) แถมบางครั้งเงาของกรงนกยังอาบฉาบใบหน้าของเขา (สื่อถึงการถูกคุมขัง ไม่สามารถดิ้นหลบหนี) พยายามสอบถามความจริงจากภรรยา Sherry ก่อนลงมือเข่นฆ่าเธอ แล้วต่างทรุดล้มลงนอนตายอยู่กับพื้น (สุดท้ายแล้วเมื่อถึงคราตาย ไม่ว่าจะสูง-ต่ำ ดำ-ขาว ล้วนมีความเท่าเทียมกัน)
ปล. ผมเพิ่งค้นพบว่าบนหัวเตียงมีภาพที่ดูเหมือนพระราชา-ราชินี (หมากรุกไทยเรียกขุน-เม็ด, ฝรั่งเรียก King & Queen)


Johnny ทำได้เพียงเหม่อมองด้วยความสิ้นหวัง (อยู่หลังตาข่ายเหล็ก) เมื่อเจ้าสุนัขวิ่งตัดหน้ารถขนกระเป๋า คนขับหักเลี้ยวหลบ ธนบัตรเงินสด $2 ล้านเหรียญ เลยปลิดปลิวไปกับสายลม ทุกสิ่งอย่างวาดฝันก็พลังทลายลง นั่นทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงกายใจ ปฏิเสธหลบหนี ยินยอมรับการถูกจับกุมโดยดี
เอาจริงๆมันก็น่าสงสัยว่า Johnny คือเจ้าของแผนการโจรกรรมอันแยบยล กลับไม่เอะใจเรื่องกระเป๋าเดินทาง หรือการขนสัมภาระขึ้นเครื่องเลยหรือไร? แต่เราสามารถมองว่าเขาถูก Fear and Desire** (ความกลัวและความโลภ) เข้าครอบงำ ต่อให้เฉลียวฉลาดสักเพียงไหน ก็มิอาจครุ่นคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรอบคอบ
ปล. Fear and Desire (1953) คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผกก. Kubrick


ตัดต่อโดย Betty Steinberg (1910-65) สัญชาติอเมริกัน เมื่อตอนยังเด็กเคยเป็นตัวประกอบภาพยนตร์ The Ten Commandments (1923) แล้วเซ็นสัญญาทำงานกับ 20th Century Fox จับพลัดจับพลูได้งานแผนกตัดต่อ เริ่มได้รับเครดิต The Twonky (1953), The Killing (1956), The Miracle of the Hills (1959) ฯ
การดำเนินเรื่องของหนังไม่ได้ไล่เรียงลำดับตามช่วงเวลา (Chronological Order) มีการกระโดดไปกระโดด เดี๋ยวไปข้างหน้า เดี๋ยวย้อนกลับมา แทบไม่ทีใครสามารถคาดเดาอะไร ราวกับเขาวงกต เลี้ยวลดคดเคี้ยว แต่เอาจริงๆเราไม่จำเป็นต้องไปสนใจ ‘เวลา’ เหล่านั้นเลยก็ยังไงได้!
- องก์หนึ่ง: หนึ่งสัปดาห์ก่อนการโจรกรรม แนะนำตัวละคร พูดคุยวางแผน และตระเตรียมการ
- Opening Credit เริ่มต้นด้วยภาพการแข่งม้า
- วันเสาร์เวลา 3.45 PM, Marvin Unger มาถึงยังสนามแข่งม้า เดินมาทักทายบาร์เทนเดอร์ Mike O’Reilly และเขียนบางสิ่งอย่างส่งให้ George Peatty
- วันเสาร์เวลา 2.45 PM, แนะนำตำรวจมะเขือเทศ Randy Kennan พูดคุยต่อรองกับผู้ปล่อยเงินกู้นอกระบบ
- วันเสาร์เวลา 7.00 PM, Johnny พบเจอแฟนสาว Fay บอกว่าหลังเสร็จภารกิจนี้เมื่อไหร่ จักพากันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
- วันเสาร์เวลา 6.30 PM, บาร์เทนเดอร์ Mike เดินทางกลับถึงบ้าน ทักทายภรรยาป่วยติดเตียง
- วันเสาร์เวลา 7.15 PM, George กลับถึงบ้าน ถูกล้วงความลับโดยภรรยา Sherry
- วันเสาร์ไม่ระบุเวลา (ระหว่าง 7.15-8.00 PM), Sherry แอบไปพบเจอกับ Val Cannon พูดบอกความลับของสามี
- วันเสาร์เวลา 8.00 PM, บรรดาสมาชิกนัดพบเจอที่อพาร์ทเม้นท์ของ Marvin พูดคุยวางแผน ก่อนแยกย้ายเพราะการมาถึงของ Sherry
- วันเสาร์ไม่ระบุเวลา (ภายหลังจาก 8.00 PM), กลับมาอพาร์ทเม้นท์ของ George ตำหนิต่อว่าการกระทำของ Sherry
- วันอังคาร 10.15 AM, Johnny เดินทางมาที่ Chess Club ว่าจ้างนักมวยปล้ำ Maurice ให้ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ
- ไม่ระบุวันเวลา, Johnny เดินทางมาพบเจอ Nikki Arane ว่าจ้างให้สังหารม้าแข่ง
- ไม่ระบุวันเวลา, Johnny เดินทางมาเช่าห้องพักของ Joe Piano
- องก์สอง: วันแห่งการโจรกรรม
- 7.30 AM, ระหว่างที่ George รับประทานอาหารเช้า Sherry สามารถล้วงข้อมูลว่าวันนี้คือวันลงมือปฏิบัติการ
- 5.00 AM, เจ้าม้า Red Lighting เตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน
- 7.00 AM, Johnny พบเจอกับ Marvin พูดอวยพร+อำลา หวังว่าจะได้พบเจอกันตอน 7.00 PM
- 7.00 AM, Johnny เดินทางมาสนามบิน เช็คอินสัมภาระบางส่วน
- มันไม่มีทางที่ Johnny จะอยู่สองสถานที่ในเวลาเดียวกัน แต่ความผิดพลาดดังกล่าวย่อมคือความจงใจของผกก. Kubrick ต้องการนำเสนอผู้บรรยายไม่น่าเชื่อถือ (Unreliable narrator) หรืออาจจะมองว่าเวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญต่อการดำเนินเรื่อง
- 8.15 AM, Johnny เดินทางมาถึงห้องพักที่เช่าไว้ นำเอาปืนยัดใส่กล่องของขวัญ
- 8.45 AM, Johnny เดินทางมาถึงสถานีขนส่ง เพื่อเอากล่องของขวัญใส่ตู้เก็บของ
- 9.20 AM, Johnny นำเอากุญแจตู้เก็บของ ใส่ลงในกล่องรับจดหมายของบาร์เทนเดอร์ Mike
- 11.15 AM, Mike อำลาภรรยา ออกจากอพาร์ทเมนท์ เปิดตู้จดหมายเอากุญแจที่ฝากไว้
- 11.29 AM, Mike มาถึงยังสถานีขนส่ง ไขกุญแจตู้เก็บของ หยิบกล่องใส่ของขวัญ
- 12.10 PM, Mike เดินทางมาถึงสนามแข่งม้า เข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า นำเอากล่องใส่ของขวัญยัดใส่ตู้ล็อกเกอร์
- ไม่ระบุเวลา, ฉายภาพการแข่งม้ารอบแรก
- 3.32 PM, เจ้าหน้าที่ตำรวจ Randy เริ่มต้นออกเดินทาง มาถึงยังสนามแข่งม้าตอน 4.00 PM
- 2.30 PM, Maurice ออกจาก Chess Club เดินทางมาถึงสนามม้า และก่อความวุ่นวายตอน 4.00 PM
- 11.40 AM, Nikki ออกจากบ้านฟาร์ม มาถึงลานจอดรถตอน 12.30 AM ก่อนลงมือยิง Red Lighting เวลา 4.00 PM และเสียชีวิตตอน 4.24 PM
- 2.15 PM, Johnny แวะซื้อกระเป๋า ก่อนออกเดินทางสู่สนามม้า แล้วลงมือกระทำการโจรกรรม
- องก์สาม: หายนะหลังจากนั้น
- 7.15 PM, ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อที่อพาร์ทเม้นท์ของ Marvin แต่กลับกลายเป็น Val Cannon บุกเข้ามาจี้ปล้น
- 6.25 PM, Johnny เดินทางไปยังห้องพักที่เช่าไว้
- 7.29 PM, Johnny เพิ่งมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของ Marvin ก่อนพบเห็น George เดินตุปัดตุเป๋ออกมา เขาจึงขับรถหลบหนี
- 7.39 PM, Johnny แวะซื้อกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ จากนั้นแวะข้างทาง พยายามยัดเงินใส่กระเป๋า
- ไม่ระบุเวลา, George กลับมายังอพาร์ทเม้นท์ พบเห็น Sherry กำลังแพ็กเก็บข้าวของ เปิดเผยการทรยศหักหลัง
- ไม่ระบุเวลา, Johnny เดินทางมาถึงสนามบิน พยายามเช็คอินสัมภาระชิ้นสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องเวลา 9.00 PM
ด้วยความที่รอบทดลองฉาย ผู้ชมต่างงงงวยกับการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา (Non-Linear Narrative) สตูดิโอเลยเลยร้องขอให้ผกก. Kubrick ทำการตัดต่อใหม่โดยนำเสนอเรื่องราวแบบเส้นตรง (Linear Narrative) แต่ผลปรากฎว่าดูแล้วงงยิ่งกว่าเดิม (คงเพราะหลายๆฉากมีการซ้อนทับทางเวลา เลยทำให้การตัดต่อแบบเส้นตรงดูไม่สมเหตุสมผล) ท้ายที่สุดแล้วสตูดิโอจึงจำยินยอมให้ออกฉายฉบับดั้งเดิม โดยเพิ่มเติมเสียงบรรยายของ Art Gilmore พูดบอกวัน-เวลา สถานที่ เหตุการณ์นั่นโน่นนี่ ใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร
ลีลาการตัดต่ออาจดูงงงวยถ้าเรายึดติดกับ ‘เวลา’ ซึ่งสิ่งที่ผกก. Kubrick พยายามนำเสนออกมานั้น จงใจเลียนแบบวิธีการเดินของหมากรุก เริ่มจากเบี้ยเดิน โคน-ม้า-เรือ-เม็ด กล่าวคือนำเสนอผ่านมุมมองบุคคลต่างๆ กระทำตามหน้าที่ได้รับมอบหมายของตนเองให้เสร็จสรรพ จากนั้นถึงตาขุนเดินเป็นหมากสุดท้าย กระทำการโจรกรรม หรือก็คือรุกฆาต! … ถ้าคุณสามารถทำการเปรียบเทียบ/มองเห็นลีลานำเสนอ = การเล่นหมากรุก ก็อาจถือว่าบรรลุศิลปะขั้นแล้วนะครับ
เพลงประกอบโดย Gerald Fried (1928-2023) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ The Bronx, New York City โตขึ้นเข้าเรียนดนตรี Juilliard School ต่อด้วย High School of Music & Art, เข้าสู่วงการเพลงประกอบประภาพยนตร์จากร่วมงานผู้กำกับ Stanley Kubrick ตั้งแต่ Day of the Fight (1951), Fear and Desire (1953), Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956) และ Paths of Glory (1957) จากนั้นเดินทางสู่ Hollywood ผลงานส่วนใหญ่จะเป็นหนังเกรดบีและซีรีย์โทรทัศน์
งานเพลงอาจฟังดูละม้ายคล้าย Stock Music ของหนังยุค 50s แต่เมื่อเทียบกับสองผลงานก่อนหน้า Fear and Desire (1953) และ Killer’s Kiss (1955) วิวัฒนาการแต่งเพลงของ Fried แทบจะเรียกว่าก้าวกระโดด! เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ จากนั้นคลอประกอบพื้นหลัง สร้างบรรยากาศเบาๆให้แต่ละซีเควนซ์ แล้วเด่นดังขึ้นขณะเตรียมความพร้อม และลงมือปฏิบัติการ
วิวัฒนาการก้าวกระโดดของ Fried ยังรวมถึงการแทรกใส่สารพัดลูกเล่นทางเสียง (Sound Effect) สำหรับสร้างบรรยากาศให้หนัง และเคลือบแฝงนัยยะเชิงสัญลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจ อาทิ
- เช้าวันปฏิบัติ ระหว่างที่ George ถูกภรรยาล้วงความลับ จะได้ยินเสียงนาฬิกา ติก-ติก-ติก ดังขึ้นตลอดเวลา ราวกับการนับถอยหลังสู่ภารกิจ
- ระหว่างเตรียมความพร้อมก่อนเข้าปล้นห้องเก็บเงินของ Johnny Clay ได้ยินเสียงรัวกลองแต๊ก ราวกับกำลังจะเข้าสู่สนามรบ
- George ในสภาพปางตาย เดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์เพื่อเผชิญหน้ากับ Sherry ระหว่างนั้นจะได้ยินเสียงนกแก้วพร่ำเพ้อไร้สาระ ฟังไม่รู้สึกเท่าไหร่
- เมื่อตอนเงินปลิดปลิวในสนามบิน นอกจากความอึ้ออึงจากเสียงเครื่องยนต์และใบพัด ผมยังรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเครื่องนับธนบัตร (สร้างสัมผัสเงินปลิดปลิวได้เป็นอย่างดี)
The Killing (1956) นำเสนอแผนการอันแยบยลในการโจรกรรมเงินพนัน ณ สนามแข่งม้า ด้วยลีลาเหมือนการเล่นหมากรุก แบ่งแยกหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคน ทำตามภารกิจได้รับมอบหมาย กำจัดม้า เสียสละเบี้ย และเมื่อถึงตาเดินขุน จักสามารถรุกฆาต เป็นผู้ชนะเกมกระดานครั้งนี้
ชีวิตจริงไม่เหมือนหมากในกระดาน เพราะต่างคนต่างมีเรื่องราว ความเป็นมาเป็นไป เหตุผลในการเข้าร่วมโจรกรรม มันคงไม่มีใครอยากกระทำสิ่งผิดกฎหมาย แต่สภาพแวดล้อม บริบทรอบข้าง ล้วนคือแรงผลักดันให้พวกเขาต้องต่อสู้กับบางสิ่งอย่าง เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม
- Johnny Clay หลังจากติดคุกติดตารางมาหลายปี พอได้รับการปล่อยตัวจึงโหยหาความสุขสบาย ไม่ต้องการทำงาน ครุ่นคิดวางแผนรวยเร็ว หลังการโจรกรรมสำเร็จ ก็จักได้แต่งงานครองรักกับแฟนสาว
- George Peatty มีแฟนสาว Sherry ที่ชอบเรียกร้องโน่นนี่นั่น พยายามปรนเปรอนิบัติ ทำการโจรกรรมครั้งนี้เพื่อเธอแต่เพียงผู้เดียว
- Sherry แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจรกรรม แต่พอได้ยินจากสามีจึงวางแผนตลบหลัง และพอได้เงินมาก็ตั้งใจจะหนีตามชู้รัก
- แต่ทว่าชู้รัก/แมงดา Val Cannon สนเพียงเงินทอง จึงวางแผนตลบหลัง Sherry อีกที และพอได้เงินมาคงจะทอดทิ้งเธอไป
- Sherry แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจรกรรม แต่พอได้ยินจากสามีจึงวางแผนตลบหลัง และพอได้เงินมาก็ตั้งใจจะหนีตามชู้รัก
- Marvin Unger แม้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการโจรกรรม แต่จ่ายเงินเก็บของตนเองเพื่อใช้เป็นทุนตั้งต้น หวังผลกำไรตอบแทน จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบาย
- บาร์เทนเดอร์ Mike O’Reilly มีภรรยาล้มป่วยติดเตียง คงต้องการเงินก้อนนี้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล
- เจ้าหน้าที่ตำรวจ Randy Kennan ร่วมการโจรกรรมครั้งนี้ก็เพื่อชดใช้หนี้นอกระบบ
- นักแม่นปืน Nikki Arcane ตอบรับเงินก้อนสำหรับยิงม้าแข่ง Red Lighting เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม
- นักมวยปล้ำ Maurice Oboukhoff ตอบรับเงินก้อนสำหรับสร้างความวุ่นๆวายๆในบาร์ เพื่อจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกัน
เรื่องราวการโจรกรรมของ The Killing (1956) เอาจริงๆไม่แตกต่างจากการขอทุน/ลักขโมยเงินสตูดิโอ Hollywood เพื่อมาสรรค์สร้างภาพยนตร์! นั่นทำให้เราสามารถเปรียบเทียบผกก. Kubrick = Johnny Clay ผู้วางแผนการอันแยบยล มอบหมายหน้าที่ต่างๆให้นักแสดง ตากล้อง ออกแบบศิลป์ บันทึกเสียง เพลงประกอบ ฯ (บางแผนกจ่ายสดงดเชื่อ, บางแผนกได้รับส่วนแบ่งกำไร)
ผมแอบรู้สึกว่าผลงานก่อนหน้า Killer’s Kiss (1955) มีแนวคิดความละม้ายคล้าย The Killing (1956) เป้าหมายของตัวละครต่างต้องการก้าวออกจากวังวนแห่งความล้มเหลว (ตอนจบของ Killer’s Kiss ขึ้นรถไฟ, The Killing ขึ้นเครื่องบิน) หรือคือผกก. Kubrick รับรู้ตนเองว่ามีดี มีความสามารถ แค่ยังไม่ได้รับโอกาสเท่านั้นเอง
เกร็ด: หลังเสร็จจาก Killer’s Kiss (1955) ผกก. Kubrick ได้ขึ้นรถไฟเดินทางสู่ Hollywood เพื่อมาสรรค์สร้าง The Killing (1956) จากนั้นขึ้นเครื่องบินสู่ยุโรป Paths of Glory (1957) ถ่ายทำยังเยอรมัน, Spartacus (1960) ถ่ายฉากภายนอกที่สเปน, ก่อนลงหลักปักฐานประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961
ชื่อหนัง The Killing สื่อถึงการฆาตกรรม/ความตายของใคร? เจ้าม้า Red Lighting ผู้โชคร้าย? บรรดาสมาชิกที่ร่วมกันโจรกรรม? ไอ้หนุ่มสองคนที่วางแผนตลบหลัง? หรือ Sherry ทรยศหักหลังสามี เลยได้รับผลกรรมคืนสนอง? และผมเพิ่งพบเจอว่ามันมีศัพท์แสลงเกี่ยวกับการพนัน ‘to make a killing’ หมายถึงการได้มาซึ่งผลกำไรก้อนใหญ่ ในบริบทของหนังก็คือการลงมือโจรกรรมเงินพนันสนามแข่งม้านั่นเอง!
น่าเสียดายที่ผกก. Kubrick ประกาศกร้าวว่า The Killing (1956) คือหนังนัวร์/อาชญากรรมเรื่องสุดท้าย ด้วยเหตุผลหลังการรับชม Touchez Pas au Grisbi (1954) และ Bob le Flambeur (1956) รับรู้ตัวว่ามิอาจเทียบเคียงความยิ่งใหญ่ของทั้งสองเรื่องนี้
I gave up doing ‘Crime Films’ because Jean-Pierre Melville did the greatest with Bob le Flambeur (1956) and Jacques Becker did the second best with Touchez Pas au Grisbi (1954).
Stanley Kubrick
ด้วยทุนสร้าง $320,000 เหรียญ (United Artists ออกเงิน $200,000 เหรียญ ที่เหลือมาจากการควักกระเป๋าของโปรดิวเซอร์ Harris) แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ดีล้นหลาม ติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากหลายๆสำนัก แต่กลับทำเงินไม่ได้สักเท่าไหร่ จนต้องวางโปรแกรมฉายควบ Bandido! (1956) ประมาณการณ์ขาดทุน $130,000 เหรียญ จนนักวิจารณ์นิตยสาร TIME เปรียบเทียบกับ Orson Welles (ที่ก็เป็น Boxoffice Poison ไม่ต่างกัน)
[Kubrick] has shown more audacity with dialogue and camera than Hollywood has seen since the obstreperous Orson Welles went riding out of town on an exhibitors’ poll.
นักวิจารณ์จากนิตยสาร TIME
ถึงผลลัพท์จะคือหายนะ แต่ความยอดเยี่ยมของหนังเข้าตานักแสดง/โปรดิวเซอร์ Kirk Douglas ชักชวนให้มากำกับ Paths of Glory (1957) และ Spartacus (1960) กลายเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของ Kubrick เสียด้วยซ้ำไป!
การมาถึงของ VHS ทำให้ The Killing (1956) ได้รับกระแสคัลท์ติดตามมา (Cult Following) และปัจจุบันได้รับการบูรณะ 4K จากฟีล์มเนกาทีต้นฉบับโดย Kino Lorber วางจำหน่าย Blu-Ray 4K Ultra HD เมื่อปี ค.ศ. 2022, ส่วนของค่าย Criterion Collection ยังมีแค่สแกนใหม่ HD Digital Transfer คุณภาพไม่ได้ย่ำแย่กว่ากันสักเท่าไหร่
ตอนรับชมคราก่อน ผมมองว่าคุณภาพของหนังเทียบไม่ได้กับบรรดาผลงานชิ้นเอกเรื่องอื่นๆของผกก. Kubrick เลยไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไหร่, แต่การหวนกลับมาคราวนี้ สังเกตเห็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ผิดแผกแตกต่างออกไป ลีลาตัดต่ออ้างอิงการเดินหมากรุกคือโคตรๆไฮไลท์ ในระดับเทียบเคียงหนังนัวร์/อาชญากรรมระดับมาสเตอร์พีซได้อย่างสบายๆ
จัดเรต 13+ กับการโจรกรรม พนันขันต่อ คบชู้นอกใจ เข่นฆ่าคนตาย และคำพูดดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น

Leave a Reply